https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/issue/feed วารสารสุทธิปริทัศน์ 2025-03-27T15:01:12+07:00 อาจารย์ ดร.ภูมิพัฒณ์ พงศ์พฤฒิกุล dpujournal@dpu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารสุทธิปริทัศน์</strong></p> <p><strong>ISSN : 2730-2717 (online) ISSN : 2730-2709 (print)</strong></p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> ปีละ 4 ฉบับ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม <br />ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน <br />ฉบับที่ 3 สิงหาคม-กันยายน <br />และฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม รวมทั้งฉบับพิเศษ (ถ้ามี)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong>วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ในด้านสังคมศาสตร์ อันได้แก่</p> <p><strong>สาขาวิชา </strong><strong>:</strong><strong><br /></strong>1. บริหารธุรกิจ การจัดการและการบัญชี<br />2. เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติและการเงิน</p> <p><strong>สาขาวิชาย่อย :<br /></strong>1. ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี<br />2. การจัดการด้านกลยุทธ์และการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจ)<br />3. พฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์<br />4. เศรษฐศาสตร์ทั่วไป เศรษฐมิติ และการเงินและการบัญชี</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/279781 Good Vibes, Good Life ใช้คลื่นพลังบวก ดึงดูดพลังสุข 2025-03-27T15:01:12+07:00 ณัฐพันธุ์ กองบัวใหม่ nattapan.kon@mfu.ac.th 2025-03-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/277807 การจัดการอัตรากำลังผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ในประเทศไทยเพื่อรองรับการพัฒนาวิชาชีพตามแนวนโยบายขององค์การอนามัยโลก 2025-01-14T10:26:31+07:00 วุฒิพงษ์ พึงพิพัฒน์ vpbirdod@gmail.com จักรพงศ์ มงคลศิริวัฒนา ODteaching@gmail.com นคร ศิริฐานนท์ artnakorn@gmail.com เมธาวี หวงพลานันท์ medhavi.mh@gmail.com ดนัย ตันเกิดมงคล tamaone@hotmail.com สุรวี ศุนาลัย suravee.sui@gmail.com <p>การแก้ไขปัญหาสายตาและสุขภาพตาเป็นส่วนหนึ่งของบริการทางการแพทย์และสาธารณสุขปฐมภูมิที่สำคัญ โดยผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์มีบทบาทสำคัญในการให้บริการด้านนี้ ปี พ.ศ. 2567 ประเทศไทยมีผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทัศนมาตรศาสตร์จำนวน 725 คน อย่างไรก็ตาม ความต้องการบริการด้านสุขภาพตายังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องจากภาวะสังคมผู้สูงอายุ การใช้เทคโนโลยีที่เพิ่มขึ้น รวมทั้งเป้าหมายของโครงการ Sustainable Practices in Eye Care Services 2030 (SPECS 2030) ขององค์การอนามัยโลกที่มุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพระบบสาธารณสุข เพื่อให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการด้านสายตาอย่างทั่วถึง</p> <p>การศึกษานี้วิเคราะห์อัตรากำลังของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ในประเทศไทย โดยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Analysis) เปรียบเทียบอัตรากำลังของประเทศกับมาตรฐานสากลจากองค์การอนามัยโลก (WHO) สภาทัศนมาตรศาสตร์โลก (WCO) องค์กรสากลเพื่อป้องกันอาการตาบอด (IAPB) และประเทศในกลุ่มอาเซียน รวมถึงการคาดการณ์อัตราการผลิตบัณฑิตจากสถาบันการศึกษาที่เปิดสอนหลักสูตรทัศนมาตรศาสตร์</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อัตรากำลังของผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากลของกลุ่มประเทศกำลังพัฒนา ซึ่งควรมีจำนวนไม่น้อยกว่า 1,400 คน ที่ประชากรสูงสุด 70 ล้านคน อาจส่งผลต่อการเข้าถึงบริการของประชาชนในระยะยาว การพัฒนาอัตรากำลังให้สอดคล้องกับแนวทางสากลจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการสุขภาพตาและสนับสนุนการปฏิรูปสาธารณสุข ข้อเสนอแนะสำคัญจากการวิจัยนี้คือ ควรกำหนดเป้าหมายระดับประเทศเพื่อพัฒนาอัตรากำลังผู้ประกอบโรคศิลปะสาขาทัศนมาตรศาสตร์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานของ WHO และ IAPB รวมถึงการบูรณาการบทบาทของผู้ประกอบโรคศิลปะเข้าสู่ระบบสาธารณสุขภาครัฐให้มากขึ้น เพื่อให้ประเทศไทยสามารถพัฒนาและกระจายบริการสุขภาพตาได้อย่างทั่วถึงและยั่งยืน</p> 2025-03-10T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/276832 ประสิทธิภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาล 2024-12-03T15:17:25+07:00 ชรรร ลันสุชีพ charun.l@bu.ac.th ภาณุวัฒน์ คุปตะพันธ์ phanuwat.c@bu.ac.th อธิปการย์ จรพงค์ atippakan.jo@bu.ac.th <p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจประสิทธิภาพการบริการที่ส่งผลต่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาล ในการศึกษานี้เก็บรวบข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาล จำนวน 385 ท่าน ที่วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า สมมติฐานได้รับการสนับสนุนคือ ประสิทธิภาพการบริการมีผลต่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวแปรประสิทธิภาพการบริการที่มีผลต่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาลมากที่สุดคือ การให้บริการอย่างก้าวหน้า (Beta = 0.497) การให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Beta = 0.194) การให้บริการอย่างพอเพียง (Beta = 0.173) ความรวดเร็วทันเวลา (Beta = 0.170) และ การให้บริการอย่างเท่าเทียม (Beta = 0.168) ตามลำดับ ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่าประสิทธิภาพการบริการทั้งหมดมีผลต่อความพึงพอใจผู้ใช้บริการสถาบันการเงินภาครัฐบาล แต่มีการประเมินในเชิงบวกที่ดีที่สุดคือ ด้านการให้บริการอย่างก้าวหน้า เพราะในสถาบันการเงินของรัฐบาล การให้บริการแบบก้าวหน้าเป็นตัวช่วยในการลดช่องว่างระหว่างการดำเนินงานภาครัฐแบบดั้งเดิมและความคาดหวังที่เปลี่ยนแปลงไปของลูกค้า ซึ่งปัจจุบันมีแนวโน้มที่จะนิยมใช้บริการในรูปแบบดิจิทัลและใช้งานง่ายมากขึ้น ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่าการปรับปรุงบริการให้ก้าวหน้า เช่น การให้บริการธนาคารผ่านมือถือหรือการประมวลผลเอกสารในรูปแบบดิจิทัล สามารถส่งผลดีต่อความพึงพอใจของลูกค้าได้โดยทำให้การเข้าถึงบริการเป็นไปอย่างง่ายและสะดวก</p> 2025-03-10T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/276610 องค์ประกอบการทำงานแบบมีส่วนร่วมของพนักงานใหม่ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ 2024-11-08T09:42:36+07:00 พรพรหม ชมงาม pornprom.c@bu.ac.th เดียว วรตั้งตระกูล Dew.war@onee.one เชาวนี พันธุ์พฤกษ์ choavanee.p@pttgcgoup.com <p>งานวิจัยเรื่อง องค์ประกอบการทำงานแบบมีส่วนร่วมของพนักงานใหม่ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ในการศึกษานี้เก็บรวบข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานใหม่ จำนวน 370 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า สมมติฐานได้รับการสนับสนุนบคือ องค์ประกอบการทำงานแบบมีส่วนร่วมของพนักงานใหม่ที่มีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ซึ่งเป็นที่น่าสังเกตว่า ตัวแปรองค์ประกอบการทำงานแบบมีส่วนร่วมที่มีผลกระทบต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การมากที่สุดคือ ตัวแปร ความไว้วางใจ (Beta = 0.395) ตามด้วยตัวแปร ความยึดมั่นผูกพัน (Beta = 0.233) ตัวแปร การตั้งเป้าหมายและวัตถุประสงค์ (Beta = 0.157) และตัวแปร ความมีอิสระในการปฏิบัติงาน (Beta = 0.148) ตามลำดับ ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงว่าองค์ประกอบการทำงานแบบมีส่วนร่วมทั้งหมดมีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ แต่มีการประเมินในเชิงบวกที่ดีที่สุดคือ ความไว้วางใจมีผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ เพราะสำหรับพนักงานใหม่ ความไว้วางใจนั้นมีความสำคัญมาก เนื่องจากพวกเขาต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ ในสภาพแวดล้อมการทำงานใหม่ ความไว้วางใจช่วยสร้างความปลอดภัยทางจิตใจที่ทำให้มีความกล้าที่จะริเริ่มและมีส่วนร่วมในพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ เนื่องจากรู้สึกมั่นคงมากขึ้นในบทบาทของตนและได้รับการสนับสนุนจากองค์การและสมาชิกในทีม นอกจากนี้ การมีความไว้วางใจยังช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมในการทำงานของพนักงานใหม่โดยการลดความกลัวต่อการถูกลงโทษจากความผิดพลาดเล็กน้อย และเปิดโอกาสให้มีการสื่อสารอย่างเปิดเผย ซึ่งทั้งสองอย่างนี้มีส่วนช่วยเพิ่มระดับความพึงพอใจในงานและความมุ่งมั่นต่อองค์การ</p> 2025-03-10T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/276518 การสร้างสรรค์คุณค่าทางธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y 2024-11-08T11:32:42+07:00 benjawee thaweerangsiwat rabbit1917company@gmail.com รัฐธนินท์ จิรวัฒน์โภคิน ot.rattanint@gmail.com ฉัตรวรัญช์ องคสิงห Chattrsu@gmail.com <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก เลือกแบบเจาะจง ขอบเขตพื้นที่ศึกษา ภายในเขตกรุงเทพมหานคร โดยมีแนวคิดและทฤษฎีการสร้างสรรค์คุณค่าทางธุรกิจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต การเก็บรวมรวมข้อมูล จากการสัมภาษณ์และเอกสาร การวิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์เชิงเนื้อหา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการสร้างสรรค์คุณค่าทางธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y 2. เพื่อศึกษาปัจจัยสนับสนุนที่มีต่อธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y และ 3. เพื่อศึกษาแนวทางในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y ให้ประสบความสำเร็จ จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ นักธุรกิจ Generation Y จำนวน 16 คน โดยแบ่งกลุ่มธุรกิจออกเป็น 13 กลุ่ม ดังนี้ 1. ธุรกิจส่งออกสินค้าอุปโภคบริโภค 2. ธุรกิจร้านอาหารและเครื่องดื่ม 3. ธุรกิจไอที 4. นักลงทุน Bitcoin และอสังหาริมทรัพย์ 5. ธุรกิจเปลี่ยนสีรถยนต์ 6. ธุรกิจจำหน่ายเฟอร์นิเจอร์นำเข้า 7. ธุรกิจขนส่งสินค้าระหว่างประเทศ 8. ธุรกิจให้เช่าพื้นที่ห้างสรรพสินค้า 9. ธุรกิจค้าส่งวัสดุก่อสร้าง 10. ธุรกิจขนส่งสินค้าทั่วประเทศ 11. ธุรกิจแฟรนไชส์ 12. ธุรกิจโรงแรม 13. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอะลูมิเนียม ผลการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ 1. การสร้างสรรค์คุณค่าทางธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y พบว่า มีการสร้างสรรค์คุณค่า 4 ด้าน ดังนี้ 1. คุณค่าด้านผลิตภัณฑ์และบริการ 2. คุณค่าด้านประสบการณ์ของลูกค้า 3. คุณค่าด้านองค์กรและการดำเนินงาน และ 4. คุณค่าด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม ผลการศึกษา ตามวัตถุประสงค์ 2. ปัจจัยสนับสนุนที่มีต่อธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y พบว่า “ทุน”เป็นปัจจัยสนับสนุนที่มีต่อธุรกิจ โดยแบ่งออกเป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1. ทุนทางเศรษฐกิจ2. ทุนทางวัฒนธรรม 3. ทุนทางสัญลักษณ์ และ 4. ทุนทางสังคม และผลการศึกษา 3. แนวทางในการประกอบธุรกิจของนักธุรกิจ Generation Y ให้ประสบความสำเร็จ พบว่า มีแนวทางในการประกอบธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ 9 แนวทาง ดังนี้ 1. การนำเทคโนโลยีมาใช้ให้เกิดประโยชน์ 2. การใส่ใจในคุณค่าของแบรนด์และความรับผิดชอบต่อสังคม 3. การสร้างประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้า 4. การคิดสร้างสรรค์และการสร้างนวัตกรรม 5. การสร้างเครือข่ายและพันธมิตรทางธุรกิจ 6. การเรียนรู้และปรับตัวอย่างต่อเนื่อง 7. การสร้างสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน 8. การใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดีย 9. การสร้างธุรกิจที่ยั่งยืน</p> 2025-03-10T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/276854 คุณภาพบริการอี-คอมเมิร์ซ ความไว้วางใจอิเล็กทรอนิกส์ การใช้ชีวิตที่ยั่งยืน การรับรู้คุณค่าสีเขียว และความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้า ที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย 2024-11-19T09:05:32+07:00 ศุภวัชร์ พงษ์วัชรวัชฬ์ supawat@rmutl.ac.th ลีลา เตี้ยงสูงเนิน leela.tin@dpu.ac.th ศิริเดช คำสุพรหม siridech.kum@dpu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของรูปแบบสมการโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย และ 2. เพื่อศึกษาอิทธิพลทางตรง อิทธิพลทางอ้อม และอิทธิพลโดยรวมต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย เป็นวิจัยเชิงปริมาณที่ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มลูกค้าที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ทั้งเพศชายและหญิงในประเทศไทยที่ซื้อหรือใช้ผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ประเภท Mass Market Fashion Brands ที่วางจำหน่ายผ่านช่องทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย จำนวน 400 ราย และใช้วิธีการการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณาและตัวแบบสมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองสมการเชิงโครงสร้างของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทยมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า 1. คุณภาพบริการอี-คอมเมิร์ซมีอิทธิพลทางตรงต่อความไว้วางใจอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย 2. คุณภาพบริการอี-คอมเมิร์ซ และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมีอิทธิพลทางตรงต่อการรับรู้คุณค่าสีเขียวของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย 3. ความไว้วางใจอิเล็กทรอนิกส์ การรับรู้คุณค่าสีเขียว และการใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมีอิทธิพลทางตรงต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย 4. คุณภาพบริการอี-คอมเมิร์ซมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ผ่านความไว้วางใจอิเล็กทรอนิกส์ และผ่านการรับรู้คุณค่าสีเขียว และ 5. การใช้ชีวิตที่ยั่งยืนมีอิทธิพลทางอ้อมต่อความภักดีทางอิเล็กทรอนิกส์ของลูกค้าที่มีต่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมทางอี-คอมเมิร์ซในประเทศไทย ผ่านการรับรู้คุณค่าสีเขียว ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.001</p> 2025-01-13T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2024 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/277333 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเติบโตของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ในประเทศไทย 2025-01-20T09:12:48+07:00 สาโรจน์ เสือเฒ่า suataosaroj@gmail.com พัชรี ชยากรโศภิต patchree_ch@rmutto.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อปริมาณการผลิตของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย โดยข้อมูลที่ใช้ประกอบด้วยตัวแปรในอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ซึ่งเป็นข้อมูลทุติยภูมิแบบอนุกรมเวลารายเดือน ตั้งแต่เดือนมกราคมปี พ.ศ. 2560 ถึงเดือนธันวาคมปี พ.ศ. 2566 จำนวนทั้งหมด 84 เดือน นำมาวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis: MRA) ที่ระดับนัยสำคัญ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปริมาณส่งออกรถยนต์ไปยังต่างประเทศ ปริมาณการขายรถยนต์ภายในประเทศ การนำเข้าสินค้าทุน ดัชนีผลิตภาพแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2562 มีอิทธิพลและมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ส่วนนโยบายส่งเสริมยานยนต์ไฟฟ้าปี พ.ศ. 2565 มีอิทธิพลและมีความสัมพันธ์เชิงลบต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทย ตัวแปรเหล่านี้มีอำนาจพยากรณ์ในภาพรวมได้ร้อยละ 70.3 ขณะที่ดัชนีการลงทุนภาคเอกชน อัตราแลกเปลี่ยนเงินตราบาทต่อดอลลาร์สหรัฐอเมริกา ราคาน้ำมันดิบ และนโยบายผลักดัน<br />การผลิตและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า 30@30 ไม่มีอิทธิพลต่ออุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำมาใช้เป็นแนวทางในการวางแผนรองรับการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการผลิตรถยนต์ได้ในอนาคต</p> 2025-03-10T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/277169 บทบาทของความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ของคู่รักและความตั้งใจในการแนะนำ 2025-01-14T09:11:50+07:00 ฉุน เจียง chun.jia@mfu.ac.th <p>การท่องเที่ยวแบบคู่รักถือเป็นส่วนแบ่งที่สำคัญในตลาดการพักผ่อนหย่อนใจระดับโลก การศึกษาครั้งนี้ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจในการแนะนำของนักท่องเที่ยวแบบคู่รักที่ไปเยี่ยมชมรีสอร์ทขนาดเล็กในจุดหมายปลายทางที่ห่างไกล โดยเน้นที่บทบาทของความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ของคู่รัก โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมที่วางแผนไว้ และหลักการ “การรวมผู้อื่นไว้ในตนเอง” ผ่านแบบจำลองที่ทัศนคติ อิทธิพลทางสังคมภายนอก และการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมสามารถทำนายความตั้งใจในการแนะนำ ข้อมูลจากนักท่องเที่ยวแบบคู่รัก โดยได้ทำการเก็บข้อมูลจากตัวอย่างจำนวน 284 คน วิเคราะห์โดยใช้แบบจำลอง PLS-SEM ผลการศึกษาพบว่า อิทธิพลทางสังคมภายนอกและการรับรู้การควบคุมพฤติกรรมสามารถทำนายความตั้งใจในการแนะนำมีความสำพันธ์เชิงบวก และความใกล้ชิดในความสัมพันธ์และความตั้งใจในการแนะนำมีความสัมพันธ์เชิงลบ ผลการวิจัยเหล่านี้เน้นย้ำถึงความเชื่อมโยงกันของประสบการณ์การเดินทางของคู่รักและบทบาทสำคัญของความใกล้ชิดในความสัมพันธ์ในการกำหนดความตั้งใจในการแนะนำ ผลการศึกษาได้กล่าวถึงผลกระทบทางทฤษฎีและทางปฏิบัติสำหรับการวิจัยการท่องเที่ยวและผู้ปฏิบัติงานด้านบริการ</p> 2025-03-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/277051 อัตลักษณ์ทางสังคมมีอิทธิพลต่อแรงจูงใจของกลุ่มมิลเลนเนียลในการรับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ 2024-12-12T14:16:23+07:00 ธนาคาร ธนาเกียรติภิญโญ thanakarn.t@bu.ac.th ทชภณ ประภานนท์ thanakarn.t@bu.ac.th วารินทร์ ภัทรปทุมทอง warin.p@bu.ac.th <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของอัตลักษณ์ทางสังคมต่อแรงจูงใจของกลุ่มมิลเลนเนียลในการรับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ โดยเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามที่แจกให้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 360 คน ซึ่งเป็นมิลเลนเนียลที่เคยมีประสบการณ์รับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษาสนับสนุนสมมติฐานที่ตั้งไว้ โดยระบุว่า อัตลักษณ์ทางสังคมมีผลต่อแรงจูงใจของกลุ่มมิลเลนเนียลในการรับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ตัวแปรอัตลักษณ์ทางสังคมที่ส่งผลต่อแรงจูงใจมากที่สุดคือ ความชื่นชอบในบุคคล (Beta = .456) รองลงมาคือ ความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม (Beta = .282) ทั้งสองตัวแปรมีผลในเชิงบวกต่อแรงจูงใจในการรับชม โดยตัวแปรความชื่นชอบในบุคคลส่งผลมากที่สุด</p> <p>ผลการศึกษานี้แสดงให้เห็นว่า อัตลักษณ์ทางสังคมในทุกมิติส่งผลต่อแรงจูงใจในการรับชมการถ่ายทอดสดออนไลน์ โดยตัวแปรความชื่นชอบในบุคคลได้รับการประเมินว่าเป็นปัจจัยที่ส่งผลเชิงบวกมากที่สุด ความชื่นชอบในบุคคล หมายถึง ความเชื่อมโยงทางอารมณ์และความชื่นชมที่ผู้ชมมีต่อผู้ถ่ายทอดสด ซึ่งมีผลอย่างมากต่อแรงจูงใจของผู้ชมกลุ่มมิลเลนเนียลมีแนวโน้มที่จะดึงดูดผู้ถ่ายทอดสดที่ดูมีความเป็นตัวของตัวเอง น่าเชื่อถือ และมีความสามารถในการมีปฏิสัมพันธ์ ผลลัพธ์นี้ก่อให้เกิดความไว้วางใจและความภักดี ทำให้ผู้ชมติดตามและมีปฏิสัมพันธ์กับผู้ถ่ายทอดสดอย่างต่อเนื่อง</p> 2025-03-21T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/276833 การสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์กัญชาที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค 2024-12-20T08:37:11+07:00 พุทธชาติ เหลืองอ่อน 645156070006@dpu.ac.th กัญญรัตน์ หงส์วรนันท์ kanyarat.nga@dpu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา 2. เพื่อศึกษาการสื่อสารการตลาดผลิตภัณฑ์กัญชาที่แตกต่างกันส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ 3. เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลและการสื่อสารการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ประชาชนทั่วประเทศโดยเก็บข้อมูล จำนวน 400 คน ที่มีประสบการณ์การใช้ผลิตภัณฑ์กัญชาอย่างน้อย 1 ครั้ง ระหว่างปี พ.ศ. 2565-2566 ผลการวิจัย พบว่า 1. ปัจจัยส่วนบุคคลด้าน อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้ สถานภาพ และความถี่ในการซื้อ มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กัญชาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2. การสื่อสารการตลาดทั้ง 3 ด้านส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ โดยการโฆษณามีผลมากที่สุด รองลงมาคือ การประชาสัมพันธ์ และการใช้พนักงานขาย ซึ่งแนวทางใช้งานด้านการโฆษณา ควรนำเสนอข้อมูลสินค้าที่ชัดเจน เชื่อถือได้ และมีข้อเท็จจริงสามารถตรวจสอบได้ ใช้การนำเสนอผ่านสื่อโฆษณาภาพนิ่งเป็นหลัก เลือกใช้เนื้อหาที่ดึงดูดใจและเน้นการสื่อสารผ่านโปสเตอร์ ป้ายหน้าร้าน รองลงมาควรใช้คลิปวิดิโอ ภาพเคลื่อนไหว ส่วนด้านประชาสัมพันธ์ควรให้ความสำคัญกับการให้ข้อมูลผ่านสื่อออนไลน์ เพื่อมุ่งสร้างภาพลักษณ์ที่ดี สร้างความประทับใจและความน่าเชื่อถือให้กับผลิตภัณฑ์กัญชา ทำให้ผู้บริโภคมีความมั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัยทางการแพทย์ โดยนำบุคคลที่มีชื่อเสียงเป็นที่ยอมรับเป็นตัวแทนนำเสนอและสื่อสาร ส่วนด้านพนักงานขาย ควรมุ่งเน้นการแนะนำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ รวมถึงข้อเท็จจริงและการเรื่องราวความเป็นมาที่ตรวจสอบได้ 3. ความสัมพันธ์ของปัจจัยส่วนบุคคลและการสื่อสารการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา มีความสัมพันธ์กัน ด้านอายุ ระดับการศึกษา อาชีพ สถานภาพ รายได้ ความถี่ในการซื้อส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์กัญชา ซึ่งแบรนด์ที่ต้องการนำกัญชาเป๋นส่วนผสม สามารถนำข้อมูลจากงานวิจัยนี้ไปพัฒนาเพื่อสื่อสารสร้างการยอมรับต่อผู้บริโภคได้อย่างเหมาะสม</p> 2025-03-25T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/278449 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงาน ของพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคม 2025-02-28T16:26:16+07:00 สุปริญญา คุ้มถนอม suprinya.ru@gmail.com ทองฟู ศิริวงศ์ tongfu6@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เปรียบเทียบประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 2. ศึกษาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์และแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ตัวอย่างคือ พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคม จำนวน 403 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ได้แก่ Independente Samples t-Test, One-Way ANOVA และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่งในสังกัดกระทรวงคมนาคมที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุที่ต่างกัน มีประสิทธิภาพการทำงานแตกต่างกันในด้านปริมาณ เวลาและค่าใช้จ่าย สะท้อนให้เห็นว่า ความแตกต่างของอายุมีผลต่อประสิทธิภาพการทำงานเนื่องจากลักษณะเฉพาะของแต่ละช่วงวัย และพบว่า ปัจจัยด้านความต้องการอำนาจ ความต้องการความสำเร็จ การศึกษาและความต้องการความผูกพันส่งผลในเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการทำงาน ค่า Adjusted R Square มีค่าเท่ากับ .592 สามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการทำงานของพนักงานรัฐวิสาหกิจแห่งหนึ่ง ในสังกัดกระทรวงคมนาคม ได้ร้อยละ 59.20 มีนัยสำคัญทางสถิติ สะท้อนให้เห็นว่า พนักงานที่มีอำนาจในการตัดสินใจควบคุมงานและมีความเป็นผู้นำมักมีความต้องการที่จะบรรลุเป้าหมายการทำงาน การได้รับการศึกษาที่เหมาะสม การยอมรับจากผู้ร่วมงานและผู้บังคับบัญชา ย่อมกระตุ้นให้พนักงานปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ องค์การจึงควรเปิดโอกาสให้พนักงานมีบทบาทในการตัดสินใจและมอบหมายงานที่ความสำคัญเพื่อส่งเสริมการพัฒนาตนเอง</p> 2025-03-27T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2025 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์