วารสารสุทธิปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal <p><strong>วารสารสุทธิปริทัศน์</strong></p> <p><strong>ISSN : 2730-2717 (online) ISSN : 2730-2709 (print)</strong></p> <p><strong>กำหนดออก :</strong> ปีละ 4 ฉบับ <br />ฉบับที่ 1 มกราคม-มีนาคม <br />ฉบับที่ 2 เมษายน-มิถุนายน <br />ฉบับที่ 3 กรกฎาคม-กันยายน <br />และฉบับที่ 4 ตุลาคม-ธันวาคม รวมทั้งฉบับพิเศษ (ถ้ามี)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong>วารสารมีนโยบายรับตีพิมพ์บทความ ในด้านสังคมศาสตร์ อันได้แก่</p> <p><strong>สาขาวิชา </strong><strong>:</strong><strong><br /></strong>1. บริหารธุรกิจ การจัดการและการบัญชี<br />2. เศรษฐศาสตร์ เศรษฐมิติและการเงิน</p> <p><strong>สาขาวิชาย่อย :<br /></strong>1. ธุรกิจทั่วไป การจัดการและการบัญชี<br />2. การจัดการด้านกลยุทธ์และการจัดการเทคโนโลยีและนวัตกรรม (ที่เกี่ยวข้องกับทางธุรกิจ)<br />3. พฤติกรรมองค์กรและการจัดการทรัพยากรมนุษย์<br />4. เศรษฐศาสตร์ทั่วไป เศรษฐมิติ และการเงินและการบัญชี</p> th-TH <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารสุทธิปริทัศน์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆ</p> <p>บทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารสุทธิปริทัศน์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารสุทธิปริทัศน์หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักษณ์อักษรจากวารสารสุทธิปริทัศน์ก่อนเท่านั้น</p> dpujournal@dpu.ac.th (อาจารย์ ดร.ภูมิพัฒณ์ พงศ์พฤฒิกุล) dpujournal@dpu.ac.th (นางปัทมพร โพนไสว และ นางสุดารัตน์ ขำภักตร์) Mon, 14 Sep 2026 14:26:10 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ออนไลน์ช้อปปิ้งผลิตภัณฑ์เครื่องไฟฟ้าในประเทศเมียนมาร์: ผลกระทบของการรีวิวผ่านโซเชียลมีเดีย และคุณภาพการบริการและการดำเนินการต่อความพึงพอใจของลูกค้าและ ความตั้งใจซื้อซ้ำ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/283858 <p>การศึกษานี้มุ่งสำรวจปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของลูกค้าและความตั้งใจซื้อซ้ำในบริบทของการช้อปปิ้งออนไลน์ในกลุ่มผู้บริโภคชาวเมียนมา โดยใช้วิธีเชิงปริมาณผ่านการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐานสามข้อ ข้อมูลรวบรวมผ่านแบบสอบถามแบบมีโครงสร้างที่เผยแพร่ในกลุ่มโซเชียลมีเดียของผู้ซื้อออนไลน์ที่มีความเคลื่อนไหว ผู้ตอบแบบสอบถามมีความหลากหลายทางประชากรศาสตร์ ทั้งในด้านเพศ อายุ และสถานะการจ้างงาน โดยส่วนใหญ่เป็นเพศหญิงอายุระหว่าง 26–35 ปี เป็นผู้ประกอบอาชีพอิสระ นักศึกษา และพนักงานประจำ ผลการศึกษาระบุว่า ผู้บริโภคมีรูปแบบการซื้อสินค้าในทุกสามเดือน โดยส่วนใหญ่ซื้อผ่านเฟซบุ๊ก และเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ซื้อล่าสุด ได้แก่ หม้อหุงข้าว เครื่องปรับอากาศ และตู้เย็น การวิเคราะห์พบว่า การรีวิวสินค้าและรีวิวจากลูกค้ามีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อความพึงพอใจของลูกค้า เช่นเดียวกับความรวดเร็วในการให้บริการ ความน่าเชื่อถือ และการจัดส่ง เป็นองค์ประกอบในด้านคุณภาพของบริการและการดำเนินงานที่ส่งผลเชิงบวกอย่างชัดเจน ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ แสดงว่าความพึงพอใจของลูกค้าเป็นตัวขับเคลื่อนสำคัญของการซื้อซ้ำ ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้นำไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติสำหรับผู้ค้าปลีกและผู้กำหนดนโยบายในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมทางดิจิทัล ยกระดับการให้บริการ และสร้างความไว้วางใจกับผู้บริโภค</p> ธันดา ออง, ศยามล นองบุญนาก, เม ซู เมียด ดเว ออง, ติน ซัน จ่อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/283858 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของการรับรู้ผู้นำทางจริยธรรมของผู้จัดการ บริษัทเกี่ยวกับความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานในมณฑลยูนนานประเทศจีน: บทบาทการสื่อสารเพื่อความปลอดภัยทางจิตวิทยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/283668 <p>ในบริบทสังคมและวัฒนธรรมของจีน อุตสาหกรรมสื่อกำลังเผชิญกับความท้าทายหลากหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีสารสนเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล และความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา งานวิจัยฉบับนี้ยึดตามทฤษฎีการแลกเปลี่ยนทางสังคม และใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก โดยเลือกพนักงานจำนวน 689 คน จากองค์กรสื่อของรัฐสามแห่งในมณฑลยูนนานของจีน เพื่อนำมาสร้างแบบจำลองเพื่อตรวจสอบผลของภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมที่มีต่อความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน และบทบาทตัวกลางของความปลอดภัยทางจิตใจในโมเดลดังกล่าว ผลการวิจัยเชิงประจักษ์ชี้ให้เห็นว่า 1. การรับรู้ต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมช่วยเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน (B = 0.433, p &lt; .001) 2. ความปลอดภัยทางจิตใจมีบทบาทเป็นตัวกลางระหว่างความสัมพันธ์ของการรับรู้ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของพนักงาน (B = 0.480, p &lt; .001) ผลการศึกษาดังกล่าวช่วยเสริมความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรม และความคิดสร้างสรรค์ของพนักงานภายใต้บริบทวัฒนธรรมจีน พร้อมทั้งชี้ให้ผู้นำองค์กรในจีนให้ความสำคัญกับความปลอดภัยทางจิตใจของพนักงาน เพื่อยกระดับความคิดสร้างสรรค์และเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันขององค์กร</p> วู แยงเวน, ศิริเดช คำสุพรหม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/283668 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของพนักงานในธุรกิจบริการความรู้เข้มข้น: ความคล่องตัวในการเรียนรู้เป็นตัวแปรคั่นกลาง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/285412 <p>ในยุคเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยความรู้ ธุรกิจบริการความรู้เข้มข้นมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมนวัตกรรมและความสามารถในการแข่งขันขององค์กร การวิจัยนี้ศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของพนักงานในธุรกิจบริการความรู้เข้มข้นในมณฑลยูนนาน โดยศึกษาความคล่องตัวในการเรียนรู้เป็นตัวแปรคั่นกลาง การวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากแบบสอบถามโครงสร้างจากพนักงาน 588 คน ในธุรกิจบริการความรู้เข้มข้นในมณฑล<br />ยูนนาน ใช้โมเดลสมการโครงสร้างเพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงส่งผลตรงเชิงบวกต่อพฤติกรรมนวัตกรรมของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.314, p &lt; 0.001) ความคล่องตัวในการเรียนรู้ของพนักงานเป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับพฤติกรรมนวัตกรรมของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญ (β = 0.154, p &lt; 0.001) ข้อค้นพบเหล่านี้นำเสนอกรอบการอธิบายใหม่ที่ชี้ให้เห็นว่า ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงสามารถส่งเสริมพฤติกรรมนวัตกรรมของพนักงาน ผ่านการเสริมสร้างความมั่นใจในความสามารถในการเรียนรู้และการปรับตัวภายใต้สภาพแวดล้อมที่ไม่แน่นอน ในทางปฏิบัติ ผลการศึกษานี้เสนอแนวทางแก่ผู้บริหารในการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วยนวัตกรรม โดยใช้พฤติกรรมภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การส่งเสริมการฝึกอบรมพนักงาน การพัฒนากลไกที่ช่วยยกระดับความคล่องตัวในการเรียนรู้ของบุคลากร</p> ส่าวหยู้ เถียน, สุรวี ศุนาลัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/285412 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกกับการจัดอันดับหุ้นยั่งยืน SET ESG Ratings ที่มีอิทธิพลต่อมูลค่าของกิจการ (Tobin’s Q) ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ แห่งประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/282296 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการเปิดเผยปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) และการจัดอันดับ ESG Ratings ที่มีต่อมูลค่ากิจการ (Tobin’s Q) เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกลุ่มหุ้นยั่งยืน (SET ESG Ratings) โดยเก็บข้อมูลในช่วงปี พ.ศ. 2566 ถึง พ.ศ. 2567 รวมทั้งสิ้น 379 กลุ่มตัวอย่าง การวิเคราะห์ข้อมูลงานวิจัยทำโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การเปิดเผยข้อมูลปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 (Scope 1) มีอิทธิพลเชิงลบต่อมูลค่ากิจการ เมื่อบริษัทปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 มากขึ้น มูลค่าของกิจการจะมีแนวโน้มลดลง ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซในขอบเขตที่ 2 (Scope 2) ซึ่งเกี่ยวข้องกับการใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานทดแทน มีอิทธิพลเชิงบวกต่อมูลค่ากิจการ แสดงถึงศักยภาพในการดำเนินธุรกิจ ขณะที่การจัดอันดับ ESG Ratings ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อมูลค่ากิจการ อาจสะท้อนถึงข้อจำกัดในการเลือกใช้ข้อมูล ESG ในมุมมองของนักลงทุน ด้วยเหตุนี้ การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกถือเป็นปัจจัยสำคัญที่สามารถช่วยเสริมภาพลักษณ์ของบริษัทและเพิ่มมูลค่ากิจการในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อบริษัทสามารถใช้พลังงานทดแทนอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งกระตุ้นความสนใจจากนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืนขององค์กร</p> ศิววิชญ์ สวนอินทรชิต, เปรมารัช วิลาลัย, อริสรา ธานีรณานนท์, อนุวัฒน์ ชลไพศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/282296 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนของคนไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/286801 <p><strong> </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยประชากรศาสตร์ พฤติกรรมผู้บริโภค ทัศนคติและการยอมรับเทคโนโลยี และส่วนประสมการตลาดบริการ (7P) ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนของคนไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ตัวอย่าง คือ คนไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ประกอบด้วย 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ผู้ที่ตัดสินใจจะซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน หรือที่เป็นเจ้าของรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน 2) ผู้ที่ไม่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีน แต่สนใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติอื่น จำนวน 450 ตัวอย่าง โดยใช้แบบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ไคสแควร์ และวิเคราะห์การถดถอยโลจิสติกแบบไบนารี</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าสัญชาติจีนของคนไทยในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 0.05 และ 0.1 ประกอบด้วย 1) ปัจจัยลักษณะประชากรศาสตร์ ได้แก่ อาชีพ และรายได้ต่อเดือน 2) ปัจจัยพฤติกรรมการใช้รถยนต์ไฟฟ้า ได้แก่ ความถี่ในการขับรถยนต์ 3) ปัจจัยทัศนคติและการยอมรับเทคโนโลยี ได้แก่ การรับรู้ถึงความง่ายในการใช้งาน และความพร้อมของโครงสร้างพื้นฐาน และ 4) ปัจจัยส่วนประสมการตลาดบริการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์ ราคา ช่องทางการจัดจำหน่าย การส่งเสริมการจำหน่ายบุคคล และกระบวนการ โดยผลจากงานวิจัยครั้งนี้จะนำไปสู่แนวทางในการวางแผน บริหารจัดการ และปรับปรุงการตลาด เพื่อสร้างความได้เปรียบในสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงในตลาดได้สำหรับผู้ประกอบการต่าง ๆ ในห่วงโซ่มูลค่าของอุตสาหกรรม รวมถึงผู้ประกอบการไทย อีกทั้งยังเป็นประโยชน์เชิงนโยบายต่อหน่วยงานภาครัฐ ในการกำหนดมาตรการสนับสนุน ส่งเสริม หรือปรับปรุงกฎระเบียบ เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มการใช้ยานยนต์ไฟฟ้าและความต้องการของผู้บริโภคในอนาคต</p> เบญญาภา คชชารีย์, มานะ ลักษมีอรุโณทัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/286801 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่สัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/287823 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการมีส่วนร่วมของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาดังนี้ 1) เพื่อศึกษาระดับความสำคัญของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในมุมมองของพนักงานเจเนอเรชัน Z 2) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของพนักงานเจเนอเรชัน Z 3) เพื่อศึกษาถึงความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการมีส่วนร่วมของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร ตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษา คือ พนักงานเจเนอเรชัน Z อายุระหว่าง 19–28 ปี เพศชายและเพศหญิง ที่ปฏิบัติงานในองค์การภาครัฐ องค์การรัฐวิสาหกิจ และองค์การภาคเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 288 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson Correlation) ผลการศึกษาพบว่า 1) ตัวอย่างให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมในระดับมาก โดยเฉพาะด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ และการคำนึงถึงความเป็นปัจเจกบุคคล 2) ตัวอย่างให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมของพนักงานเจเนอเรชัน Z โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านความทุ่มเทต่อการทำงาน และพลังในการทำงาน โดยเฉพาะมีความมุ่งมั่นและตั้งใจทำงานให้ดีที่สุด รวมถึงกระตือรือร้นและอดทนในการทำงาน และทุ่มเทแรงกายแรงใจให้กับงาน 3) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงโดยรวมมีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมโดยรวมของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานครในระดับมาก อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> วาสินี ลภนะพันธ์, พรพรหม ชมงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/287823 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลเชิงสาเหตุที่ส่งผลต่อภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/288963 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. วิเคราะห์องค์ประกอบของภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2. วิเคราะห์อิทธิพลเชิงสาเหตุของภาวะหมดไฟของพนักงานบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3. นำเสนอแนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงานของพนักงานบริษัทผู้ผลิตชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ตัวอย่างจำนวน 280 คน ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของภาวะหมดไฟในการทำงานเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ความรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จในการทำงาน การลดคุณค่าในตัวเอง และความอ่อนล้าทางอารมณ์ แสดงให้เห็นว่า พนักงานมีความกังวลเกี่ยวกับความก้าวหน้าและคุณค่าในบทบาทหน้าที่ของตนมากกว่าความเหนื่อยล้าทางอารมณ์เพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ โมเดลอิทธิพลเชิงสาเหตุของภาวะหมดไฟในการทำงานมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องของโมเดลผ่านเกณฑ์มาตรฐาน แสดงให้เห็นว่า โครงสร้างความสัมพันธ์ของตัวแปรมีความเหมาะสมและสามารถอธิบายปรากฏการณ์ภาวะหมดไฟในการทำงานได้อย่างมีนัยสำคัญ แนวทางการจัดการภาวะหมดไฟในการทำงาน พบว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสำคัญ โดยเฉพาะด้านบูรณาการทางสังคมหรือการทำงานร่วมกัน ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานมากที่สุด องค์กรควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นบวก เปิดโอกาสให้พนักงานแลกเปลี่ยนประสบการณ์ และพัฒนาช่องทางการสื่อสารแบบสองทางทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยใช้เทคโนโลยีเพื่อสนับสนุนการทำงานร่วมกัน แม้ไม่ได้อยู่ในสถานที่เดียวกัน องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ให้เห็นว่า ความรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จในการทำงานเป็นหัวใจสำคัญของภาวะหมดไฟ ผู้บริหารควรให้ข้อมูลย้อนกลับอย่างสร้างสรรค์ กำหนดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพที่ชัดเจน และส่งเสริมความสัมพันธ์ในการทำงานผ่านกิจกรรมพัฒนาทีมและการสื่อสารแบบเปิด เพื่อช่วยลดความเครียดและป้องกันภาวะหมดไฟในการทำงานอย่างยั่งยืน</p> วงศ์รวี แช่มโชติ, สุตาภัทร จันทร์ประเสริฐ, พรเทพ แก้วเชื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/288963 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700 การจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ของวิสาหกิจเพื่อสังคมภาคบริการเพื่อลดความยากจนในบริบทของจังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/290546 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากลยุทธ์การจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์สำหรับวิสาหกิจเพื่อสังคมภาคบริการในจังหวัดเชียงใหม่ และศึกษาผลกระทบของกลยุทธ์ดังกล่าวต่อการลดความยากจน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสาน การเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการสนทนากลุ่มจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 44 คน ประกอบด้วย ผู้ก่อตั้งวิสาหกิจเพื่อสังคม ผู้บริหาร และตัวแทนชุมชน โดยใช้การวิเคราะห์ SWOT และ TOWS Matrix เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยภายในและภายนอก สู่การพัฒนาการจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ ข้อมูลเชิงปริมาณเก็บรวบรวมจากแบบสอบถามของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เกี่ยวข้องกับวิสาหกิจเพื่อสังคมภาคบริการในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 400 คน ตามสูตรขนาดตัวอย่างของ Yamane (1967) ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อยละ 95 และค่าความคลาดเคลื่อนร้อยละ 5 ผลการวิจัยเชิงคุณภาพ พบว่า การจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์ 4 กลยุทธ์ ได้แก่ นวัตกรรมบริการชุมชนอัจฉริยะ (กลยุทธ์ SO) การพัฒนาศักยภาพเชิงสถาบัน (กลยุทธ์ WO) การตลาดบนฐานคุณค่าทางวัฒนธรรม (กลยุทธ์ ST) และการพัฒนาความยืดหยุ่นขององค์กร (กลยุทธ์ WT) ผลการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า ภาพรวมของการจัดการนวัตกรรมเชิงกลยุทธ์อยู่ในระดับมาก ( = 4.27, S.D. = 0.39) และทั้ง 4 กลยุทธ์มีความสัมพันธ์กับการลดความยากจนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; 0.01) ผลการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณชี้ให้เห็นว่า แบบจำลองโดยรวมสามารถอธิบายความแปรปรวนของการลดความยากจนได้ร้อยละ 79.4 (R<sup>2</sup> = 0.794, Adjusted R<sup>2</sup> = 0.786, F = 94.621, p &lt; 0.001) โดยนวัตกรรมบริการชุมชนอัจฉริยะส่งอิทธิพลเชิงบวกมากที่สุด (Beta = 0.472, p &lt; 0.001) รองลงมาคือ การตลาดบนฐานคุณค่าทางวัฒนธรรม (Beta = 0.316, p &lt; 0.001) และการพัฒนาศักยภาพเชิงสถาบัน (Beta = 0.194, p = 0.002) ในทางตรงกันข้าม การพัฒนาความยืดหยุ่นขององค์กรส่งอิทธิพลเชิงลบ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Beta = -0.248, p &lt; 0.001) ซึ่งสะท้อนว่า การให้ความสำคัญกับกลยุทธ์เชิงป้องกันมากเกินไปอาจจำกัดการเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมเชิงรุก ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของนวัตกรรมการบริการ การใช้ประโยชน์จากต้นทุนทางวัฒนธรรม และการเสริมสร้างศักยภาพเชิงสถาบันในการขับเคลื่อนการลดความยากจนอย่างยั่งยืนผ่านการจัดการวิสาหกิจเพื่อสังคมในจังหวัดเชียงใหม่</p> อริย์ธัช อักษรทับ, เทียน เลรามัญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/DPUSuthiparithatJournal/article/view/290546 Mon, 14 Sep 2026 00:00:00 +0700