SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA <p>&nbsp; &nbsp;NSRU social sciences research and academic journal is organized to publish academic articles and social research, focusing&nbsp; on the field of education, political science, business administration, social development and social interdisciplinary. Moreover, it is a platform for exchanging academic knowledge from academician in various universities both in public and government sector and to develop academic work that will be useful to our nation in the future.There are 3 journals in a year (one in each quarter) that is, January-April, May-August, September-December. The journal will be published into two formats;that is journal and e-journal. The first journal was published in 2006 and this is the ninth year. For the first e-journal, it has been published since volume 26.</p> <p>&nbsp;</p> <p>&nbsp;<strong>ThaiJOIndexed in <a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย:Thai Citation Index (TCI) centre" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener">&nbsp;</a></strong><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย:Thai Citation Index (TCI) centre" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="82" height="32" border="0"></a>&nbsp;<a href="https://www.kmutt.ac.th/jif/Impact/impact_avg_h.php" target="_blank" rel="noopener"><strong>สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong>&nbsp;Impact Factor = 0.316 (in 2018 by TCI)</a>&nbsp;</p> en-US suwanna6605@gmail.com (Assoc.Prof.,Dr.Suwannna Khundiloknattawasa) Wilailuk.t@nsru.ac.th (Wilailuk Thumtongpattana) Fri, 01 Apr 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ทิศทางและแนวโน้มของภาวะผู้นำทางการประถมศึกษาในยุค Digital Disruption https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253407 <p> บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่ออภิปรายถึงความรู้ สมรรถนะ จิตวิญญาณความเป็นผู้นำเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงความท้าทายของทิศทางและแนวโน้มของภาวะผู้นำทางการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษาในยุค Digital Disruption และ 2 ) เพื่อเท่าทันต่อสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงแบบพลิกผันของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ส่งผลต่อการบริหารจัดการสถานศึกษาในยุคดิจิทัลให้บรรลุเป้าหมายสูงสุด ซึ่งประกอบด้วย แนวคิดและทฤษฎีภาวะผู้นำทางการศึกษากับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ภาวะผู้นำทางการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษาเพื่อเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล บทบาทภาวะผู้นำทางการศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา ในยุค Digital Disruption ปัจจัยนำมาสู่ความสำเร็จในการจัดการเรียนรู้โรงเรียนประถมศึกษาในยุค Disruptive Innovation นวัตกรรมการศึกษาเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงในยุค Disruptive Innovation และแนวทางการพัฒนาครูระดับประถมศึกษาไปสู่ผู้นำด้านเทคโนโลยี เพื่อพัฒนาสมรรถนะความรอบรู้ดิจิทัลไปสู่การเปลี่ยนแปลงในอนาคตด้วยการสร้างพลังเครือข่ายวิชาชีพทางการบริหารการศึกษา ทั้งในระดับชาติและนานาชาติต่อไป</p> <p> The objective of this academic article was 1) to discuss concerning knowledge, competencies, spirituality, leadership for creating changes, challenges of direction and trends of leadership for the primary education in the digital disruption era, and 2) to keep up with the changing situations of digital disruption technology that affected the school management in the digital era to achieve the ultimate goal which consisted of concepts and theories of educational leadership and learning management in the 21st century, primary education leadership for digital change, roles of leadership for primary education in the digital disruption era, factors leading to success for the learning management in primary schools of the disruptive innovation era, educational innovation to create change in the disruptive innovation era and the guidelines for developing primary school teachers to become technological leaders in order to improve digital literacy for the future changes by building professional networks of educational administration both nationally and internationally.</p> ชวลิต ขอดศิริ Chawalit Kodsiri Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253407 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253429 <p> งานวิจัยเรื่องการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ด้านกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 2) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ที่พัฒนาขึ้น และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6/1 ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563 โรงเรียนเทศบาล 1 กิตติขจร อำเภอเมืองตาก จังหวัดตาก จำนวน 24 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) รูปแบบการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ และ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีปัญหาและอุปสรรคในการเรียนรู้คณิตศาสตร์ด้านกระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมาก และครูผู้สอนมีสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนอยู่ในระดับมาก 2) รูปแบบการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กระบวนการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ เนื้อหา กระบวนการเรียนการสอน และการวัดผลประเมินผล ซึ่งกระบวนการเรียนการสอนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน คือ 1) ขั้นตั้งต้นค้นความรู้ (Start: S) 2) ขั้นสำรวจและค้นหาข้อมูล (Survey: S) 3) ขั้นรวมพลังเป็นทีมในการแก้ปัญหา (Solving Teams: S) 4) ขั้นนำเสนอวิธีการแก้ปัญหา (Share: S) และ 5) ขั้นสรุปความคิดรวบยอด (Summarize: S) มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.10/87.22 3) นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ อยู่ในระดับมาก และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ในภาพรวมอยู่ในระดับความพึงพอใจมากที่สุด</p> <p> Research on the development of teaching and learning management model to enhance mathematics problem-solving competency for mattayomsuksa 6 students purpose of the research were: 1) to study of the problems and needs in the learning management by mathematics problem-solving process for mattayomsuksa 6 students, 2) to develop teaching and learning management model by using mathematics problem-solving process on the criteria of 80/80, 3) to experiment with the developed teaching and learning management model to enhance mathematics problem-solving, and 4) to evaluate the students’ satisfaction towards the teaching and learning management. The samples were 24 Mattayomsuksa 6/1 students of Tessaban 1 Kittikachorn School, Tak province, in the second semester of the 2020 academic year. They were selected by using cluster random sampling technique. The research instruments were: 1) the teaching and learning management model to enhance mathematics problem-solving competency, 2) the test form of academic achievement, 3) the estimation form of mathematics problem-solving competency, and 4) the questionnaire on students’ satisfactions toward the teaching and learning management model. Statistics used in this research were: means, standard deviation, and t-test. The results of research were as follows: 1) the students have difficulties and obstacles in learning math, students’ problem-solving mathematics process at a high level and the teacher needs teaching and learning activities at a high level, 2) the developed teaching and learning management model by using mathematics problem-solving process consists of principle, objective, content, teaching and learning process and evaluation. The teaching and learning process consists of 5 steps: 1) Start: S, 2) Survey: S, 3) Solving Teams: S, 4) Share: S, 5) Summarize: S and the efficiency was found at 85.10/87.22. 3) learning achievement of teaching and learning management model to enhance mathematics problem-solving competency for mattayomsuksa 6 students. After learning more than before with the developed teaching and learning management model at the statistically significant level .01 and mathematics problem-solving competency at a high level, and 4) the student’s satisfaction toward the teaching and learning management model to enhance mathematics problem-solving competency was found at the highest level.</p> เนตรนารี ไพโรจน์พิริยะกุล Natenaree Phairotphiriyakun Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253429 Wed, 22 Dec 2021 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253970 <p> บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น จังหวัดปทุมธานี จํานวน 600 คน ได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามชนิดมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความตรงเชิงเนื้อหาโดยได้ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างข้อคำถามกับนิยามเชิงปฏิบัติการอยู่ในช่วง .80 ถึง 1.00 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามเท่ากับ 0.973 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงบรรยายและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง ผลการวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ที่พึงประสงค์ของการศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาของชาติสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบ ได้แก่ องค์ประกอบที่ 1 การเป็นผู้เรียนรู้ ประกอบด้วย จํานวน 5 ตัวบ่งชี้, องค์ประกอบที่ 2 การเป็นผู้ร่วมสร้างสรรค์นวัตกรรม ประกอบด้วย จํานวน 5 ตัวบ่งชี้ และ องค์ประกอบที่ 3 การเป็นพลเมืองที่เข้มแข็ง ประกอบด้วย จํานวน 3 ตัวบ่งชี้ และมีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พิจารณาจากค่าดัชนีความสอดคล้องกลมกลืน คือ 2 = 58.326 (df = 43, p = .059), 2/df = 1.356 , CFI = .998, GFI = .985, AGFI = .969, RMSEA = .024 และ SRMR = .013 แต่ละองค์ประกอบมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง .937 ถึง .992 แต่ละตัวบ่งชี้ขององค์ประกอบหลักมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบมาตรฐานอยู่ในช่วง .583 ถึง .923 <br /> This research article is part of the research entitled Analysis of Desired Outcomes of Education based on the National Educational Standards for Lower Secondary School Students. The purposes of this study was to validate the fitness of desired outcomes of education based on the national educational standards for Lower secondary school students and using empirical data. Samples consisted of 600 Lower secondary school students in Pathum Thani province, selected by multi-stage random sampling. The data were collected using a questionnaire, 5-point rating scale. The content validity of the questionnaire ranged from .80 to 1.0 based on an index of item objective congruence. The reliability of the questionnaire was .973. The data were analyzed by using descriptive statistics and second- order confirmation factor analysis (CFA). The research findings showed that the desired outcomes of education based on the national educational standards for Lower secondary school students consisted of three factors, i.e., learner person comprised of five indicators, innovative co-creator comprised of five indicators, and active citizen comprised of three indicators, which were consistent with the empirical data: 2 = 58.326 (df = 43, p = .059), 2/df = 1.356 , CFI = .998, GFI = .985, AGFI = .969, RMSEA = .024 and SRMR = .013. The standardized factor loading of each factor ranged from .937 to .992, and the standardized factor loading of each indicator ranged from .583 to .923</p> เมษา นวลศรี Mesa Nuansri, กุลชาติ พันธุวรกุล Kullachat Pantuworakul Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253970 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 รูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253140 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 และ 2) ประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ดำเนินการ 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 การพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา ผู้วิจัยศึกษาทฤษฎี แนวคิด เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และผลการศึกษาความต้องการจำเป็นในการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษา ฯ ยกร่างรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา และพิจารณารูปแบบที่ยกร่างโดยการสนทนากลุ่มกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษา ประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 2 คน ครูจำนวน 4 คน ผู้นำชุมชนจำนวน 4 คน ผู้ปกครองนักเรียน 4 คน รวมจำนวน 14 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ผลการสนทนากลุ่มด้วยการวิเคราะห์สรุปอุปนัย ระยะที่ 2 การประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษาฯ ผู้วิจัยจัดให้มีการประชุมเพื่อนำเสนอรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายนอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา โดยผู้วิจัยนำเสนอรายละเอียดของรูปแบบ ผู้เข้าร่วมประชุมประกอบด้วย ผู้บริหารโรงเรียนจำนวน 10 คน ครูจำนวน 30 คน ผู้นำชุมชนจำนวน 20 คน ปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 5 คน รวมจำนวน 65 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง พิจารณาประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วม ด้วยแบบประเมินจำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ แบบประเมินความเหมาะสม แบบประเมินความเป็นไปได้ และแบบประเมินความเป็นประโยชน์ เป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 ประกอบด้วย การพัฒนาแบบมีส่วนร่วม 5 ขั้นตอน และกิจกรรมการมีส่วนร่วมในการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ภายนอก 15 กิจกรรม 2) ผลการประเมินรูปแบบการมีส่วนร่วมพัฒนาแหล่งเรียนรู้นอกสถานศึกษาระหว่างชุมชนกับสถานศึกษา สังกัดสํานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครสวรรค์ เขต 2 โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย พบว่า มีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความมีประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> The objectives of this research were 1) to develop the participation model in the development of learning resources outside the school between communities and educational institutions under the Nakhon Sawan Primary Educational Service Area Office 2, and 2) to evaluated the participation model in the development of learning resources outside the school between communities and educational institutions under the Nakhon Sawan Primary Educational Service Area Office 2. Researchers carried out in two phases as follows: Phase 1 developing a participation model in the development of learning resources outside the school between the communities and educational institutions. Researchers studied the theories, concepts, documents and related research and the results of the study of needs and necessities for participating in the development of learning resources outside the school. Researchers drafted the participation model in the development of learning resources outside the school between the communities and educational institutions, and jointly considered the model raised by group discussions with stakeholders in participating in the development of learning resources outside the school which this study consisted of 2 school administrators, 4 teachers, 4 community leaders, 4 parents and 14 students, all obtained by Purposive Sampling. Analysis of group discussion results by inductive summary analysis. Phase 2 was evaluation the participation model in the development of learning resources outside the school between communities and educational institutions under the Nakhon Sawan Primary Educational Service Area Office 2. Researchers arranged a meeting to present the participation model. The participants in the meeting consisted of 10 school administrators, 30 teachers, 20 community leaders, 5 village philosophers, total 65 people, all obtained by Purposive Sampling. The participation model was assessed by using three assessments, namely the Appropriateness assessment form, Feasibility assessment form and Usefulness assessment form. It was a 5 Likert Rating Scale questionnaire. The data were analyzed by Means and Standard Deviation. The results showed that 1) the participation model in the development of learning resources outside the school between communities and educational institutions under the Nakhon Sawan Primary Educational Service Area Office 2 consisted of 5 steps of participatory development and 15 participation activities in learning resources development, and 2) the results of the participation model in the development of learning resources outside the school between communities and educational institutions under the Nakhon Sawan Primary Educational Service Area Office 2 evaluation by stakeholders found that it was appropriate, possibility, and the usefulness is at the highest level.</p> สิริพร ปาณาวงษ์ Siriporn Panawong; วุฒิชัย พิลึก Wudhijaya Philuek, ณิชารีย์ ป้อมสัมฤทธิ์ Nichalee Pomsumrit Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253140 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253622 <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษา เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ ศึกษาด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน และเพื่อเผยแพร่และขยายผลการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษา เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ บุคคลในชุมชน เครือข่ายชุมชน ผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน และนักเรียนในสังกัดสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครสวรรค์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินคุณภาพหน่วยการเรียนรู้ 2)แบบสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ 4) บทเรียนท้องถิ่นการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสังเคราะห์ข้อมูลเรียบเรียงเขียนเป็นความเรียง<br />ผลการวิจัย พบว่า<br />1. การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษา มีจำนวน 4 หน่วย ได้แก่ 1) ประวัติความเป็นมาของจังหวัดนครสวรรค์ 2) กลุ่มชาติพันธุ์ในจังหวัดนครสวรรค์ 3) ขนบธรรมเนียมประเพณีของจังหวัดนครสวรรค์ และ 4) แหล่งท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ มีระดับคุณภาพอยู่ในระดับมาก ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" />= 4.31, S.D. = 0.28) <br />2. ผลการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษา ผู้เรียนเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้ วิเคราะห์ อธิบาย นำเสนอผลงาน มีส่วนร่วมกิจกรรม แสดงความคิดเห็นและจัดทำแผ่นพับประชาสัมพันธ์ และนักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 4.26, S.D. = 0.52) <br />3. การเผยแพร่และขยายผลการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ท้องถิ่นบนฐานนครสวรรค์ศึกษา ด้วยการส่งเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ และจัดอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ให้กับครูผู้สอนจังหวัดนครสวรรค์ <br /> The purposes of this research were to develop local learning units based on Nakhon Sawan studies base to develop learning processes of learners in the 21st century, to study the results of learning management in local learning units on Nakhon Sawan education base with community-based learning management and to disseminate and expand the results of the development of local learning units based on Nakhon Sawan education to develop the learning process of learners in the 21st century. The population used in the research was community individuals, community networks school administrators, teachers and students under the Nakhon Sawan secondary educational service area office. The tools which are used in this research include 1) the unit quality assessment form 2) observation model for learning behavior 3) satisfaction questionnaire and 4) local lesson. Data analysis were mean, standard deviation and synthesize the data, compose, write as a sort.<br />The finding results show that:<br />1. The development of local learning units based on Nakhon Sawan education consisted of 4 units: 1) history of Nakhon Sawan province 2) ethnic groups in Nakhon Sawan province 3) traditions and traditions of Nakhon Sawan province and 4) tourist attractions in Nakhon Sawan province there is a high level of quality ( <img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" />= 4.31, S.D. = 0.28).<br />2. Results of learning management in local learning units based on Nakhon Sawan education learners can analyze development, explain, present their work, participate in activities, comment and make publicity brochures and students are satisfied with the local learning unit overall, it is at a high level (<img title="\bar{X}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{X}" /> = 4.26, S.D. = 0.52).<br />3. Disseminating and expanding the results of the development of local learning units based on Nakhon Sawan education by sending electronic documents and organized training workshops to develop learning units for teachers in Nakhon Sawan province.</p> เยาวเรศ ภักดีจิตร Yaowares Pakdeejit Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253622 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมแนะแนวแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253687 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นสำหรับการพัฒนาโปรแกรมแนะแนวแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และพัฒนาโปรแกรมแนะแนวแบบมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหาร ครูแนะแนว ผู้ปกครองนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ สุ่มตัวอย่างอย่างง่ายจำนวน 23 โรงเรียน เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามสภาพและความต้องการจำเป็นสำหรับการพัฒนาโปรแกรมแนะแนว การวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อจัดลำดับด้วยวิธี Priority Needs Index นำผลการศึกษามาสร้างโปรแกรมแนะแนวแบบมีส่วนร่วมด้วยการสนทนากลุ่มกับครูแนะแนวได้แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้จำนวน 10 กิจกรรม จากนั้นได้ให้นักเรียนเข้าร่วมกิจกรรมด้วยวิธีการคัดเลือกตามความสมัครใจจำนวน 3 โรงเรียน โรงเรียนละ 30 คน รวม 90 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ โปรแกรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล แบบวัดความฉลาดทางดิจิทัล แบบวัดพฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ และแบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบไคกำลังสอง (Chi-square) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียวแบบวัดซ้ำ (One-way Repeated Measure MANOVA) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นสำหรับการพัฒนาโปรแกรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัล ด้านความมั่นคงทางดิจิทัล มีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาสูงที่สุด รองลงมา คือ ด้านการใช้เครื่องมือและสื่อดิจิทัล ด้านความฉลาดทางอารมณ์บนโลกดิจิทัล และด้านสิทธิทางดิจิทัล 2) โปรแกรมแนะแนวเพื่อเสริมสร้างความฉลาดทางดิจิทัลที่ได้สร้างและพัฒนามีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาจากการประเมินโปรแกรมแนะแนวโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 5 ท่าน ผลการประเมินโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมาก 3) นักเรียนที่เข้าร่วมโปรแกรมแนะแนวมีคะแนนเฉลี่ยความฉลาดทางดิจิทัล ก่อนการเข้าร่วมโปรแกรมแนะแนว (Pretest) และคะแนนหลังการเข้าร่วมโปรแกรมแนะแนว (Posttest) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และระดับการติดสื่อสังคมออนไลน์มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) นักเรียนมีความพึงพอใจที่มีต่อการจัดโปรแกรมแนะแนวทุกด้านอยู่ในระดับมาก</p> <p> The purposes of this research were to investigate needs assessment for the development of participatory guidance programs for enhancing digital intelligence for lower secondary school students, and to develop guidance programs for enhancing digital intelligence of the students. The samples used in this research were administrators, guidance teachers and parents of the students. The research instrument used in this study was the need assessment questionnaire. The Priority Needs Index method was used for analysing of data. The results of this study were used for the development of the effectiveness of the guidance program. The sample used were 90 students from 3 lower secondary schools in Mueang District, Chiang Mai Province, i.e. 30 students from each school. The participated students were voluntarily participation in the activity. The research instrument used in the study were Guidance Programs for Enhancing Digital Intelligence, Digital Intelligence Quotient Measure, Social Media Behavior Measure and Satisfaction Questionnaire. The statistical parameters and methods used for analyzing the collected data were mean, standard deviation, Chi-square test and One-way Repeated Measure MANOVA.</p> <p> The results showed that 1) there was the need for students to develop digital intelligence. The digital security has the highest demand for development, following by digital use and digital emotional intelligence and digital rights. 2) A digital intelligence-enhancing guidance program created and developed with content-accuracy and assessment of the guidance program was evaluated by 5 experts. The evaluated results showed that it was at a very suitable level. 3) The students who participated in the guidance program had average digital intelligence scores; the pre-test scores and the post-test scores were significantly different at the 0.01 confidence level. For the social media addiction levels, the pre-test and post-test were different at the 0.05 confidence level. 4) Students were highly satisfied with their participation in the guidance program.</p> นงลักษณ์ เขียนงาม Nongluck Kienngam Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253687 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 ถอดบทเรียนการจัดการกิจกรรมเดิน-วิ่งเสมือนจริงสะสมระยะทางเพื่อสุขภาพ : กรณีศึกษาโครงการนนทรีอีสานเวอร์ชวลรัน ซีซั่น 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253518 <p> วิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ วัตถุประสงค์เพื่อถอดบทเรียนการจัดการกิจกรรมเดิน-วิ่งเสมือนจริงเพื่อสุขภาพ : กรณีศึกษาโครงการ Nontri E-san Virtual Run Season I โดยใช้ทฤษฎีกระบวนการจัดการกีฬา ประกอบด้วย ด้านการวางแผน การจัดองค์การ การนำ/การปฏิบัติ และการควบคุม เก็บข้อมูลคณะกรรมการดำเนินงานจากการเลือกแบบเจาะจงโดยใช้แบบสัมภาษณ์จำนวน 2 คนและสุ่มอย่างง่ายคณะกรรมการดำเนินงานเพื่อดำเนินการสนทนากลุ่ม จำนวน 7 คน จากนั้นนำมาสรุปและบรรยายเป็นความเรียง จากผลการศึกษาพบว่าบทเรียนความสําเร็จที่เกิดขึ้นกับโครงการนนทรีอีสานเวอร์ชวลรัน ซีซั่น 1 ประกอบไปด้วย โครงการมีขั้นตอนการดำเนินการครบถ้วนตามกระบวนการจัดการทั้ง 4 ด้าน โดยเน้นการจัดการแบบมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนในมหาวิทยาลัย มีคณะกรรมการดำเนินการจากทุกหน่วยงานซึ่งมีความสนใจและสมัครใจเข้าร่วมโดยไม่ได้รับค่าตอบแทน มีความร่วมมือจากประชาชนภายนอกคือชมรมวิ่งเพื่อสุขภาพที่มีประสบการณ์เพื่อสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ทีมงานมีการประชุมสม่ำเสมอโดยเฉพาะช่วงระหว่างกิจกรรมเพื่อระดมความคิดเมื่อพบปัญหาและสามารถแก้ปัญหาได้อย่างรวดเร็ว การจัดกิจกรรมมีความสนุกสนานและท้าทายจนนำไปสู่การออกกำลังกายจนเป็นนิสัย ซึ่งการจัดกิจกรรมการออกกำลังกายในรูปแบบเดิม ๆ ไม่มีการแข่งขันและของรางวัลมีแค่การรวมกลุ่มออกกำลังกาย ซึ่งทำให้ผู้เข้าร่วมไม่เกิดความสนุกสนาน และความท้าทาย โครงการมีการวางเงื่อนไขของการแข่งขันและใส่ความท้าทายด้วยของรางวัลต่าง ๆ เช่น เสื้อรางวัล เหรียญรางวัล และโล่รางวัล ตลอดจนเกียรติบัตรสำหรับผู้เข้าร่วมที่สามารถทำอันดับได้ตามกติกาที่กำหนด หากผู้เข้าร่วมมีความสนุกสนานได้แข่งขันเกิดความท้าทายแล้วจะส่งผลต่อออกกำลังกายสม่ำเสมอจนเป็นนิสัยเป็นกิจวัตรซึ่งจะบรรลุเป้าหมายของการส่งเสริมการออกกำลังกาย</p> <p> The research was qualitative research. It aims to study of Event management on virtual run accumulate distance for health : A case study Nontri E-san Virtual Run Season I project. By using the principles of sports management process, consisting of planning, organizing, implementing and controlling. The data from the operating committee were collected using a 2-person interview form and a simple random of the operating committee for a focus group with 7 people and then summarized and described as an essay.</p> <p> The result illustrated, the success of project was that the project has complete implementation steps in all 4 areas in accordance with the management process, with emphasis on managing participation from all areas of the institution. There was an operations committee from all departments who are interested and participate voluntarily and without compensation. There was a collaboration from outside ,the public was an experienced health running club to create a network of collaboration. The team met regularly, especially during activities, to brainstorm when issues arise and resolve them quickly. Activity was so fun and challenging that it becomes a habit to play sports. Exercise activities the old way, There were not competitions and prizes, only group exercises. which prevents participants from having fun and challenging themselves The project sets the terms of the competition and provides challenges with prizes such as t-shirts, medals and plaques, and certificates for participants who can place according to the rules set. If participants enjoyed the challenge, it would lead to a regular exercise routine that would achieve the goal of promoting physical activity.</p> อรนภา ทัศนัยนา Ornnapa Tasnaina; ฤกษ์ชัย แย้มวงษ์ Ruekchai Yaemwong, ภุชงค์ รุ่งอินทร์ Phuchong Rungin Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253518 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253680 <p> การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน 2) ระดับแรงจูงใจของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด 3) เปรียบเทียบขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 4) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยจูงใจกับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน 5) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยค้ำจุนกับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ที่ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด ทั้ง 76 แห่ง จำนวน 300 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ และค่าสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน โดยกำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า ขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด อยู่ในระดับมาก แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัดที่มีอายุงาน และกลุ่มงานแตกต่างกันมีขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานแตกต่างกัน ในขณะที่ปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุนต่าง มีความสัมพันธ์กับขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงานของผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานพาณิชย์จังหวัด อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </p> <p> The objective of this research were to 1) study the level of the morale in the performance 2) study the level of job motivation 3) compare the morale in the performance classified by personal factors and morale in the performance 4) study the relationship between the motivation factor and the morale in the performance 5) study the relationship between the hygiene factor and the morale in the performance. The research sample consisted of 300 personals in the Provincial Commercial Office. Data were collected by questionnaires and analyzed by statistical software. The statistical tools used were percentage, mean, standard deviation, One-Way ANOVA and Pearson Product Moment Correlation Coefficient. The level of statistical significance was set at .05. The results of this research showed that the morale in the performance of the Officer in the Provincial Commercial Office was at high level. The job motivation was at moderate. The hypothesis testing related that the difference in working life and work group had the difference opinion about the morale in the performance of the officer in Provincial. Meanwhile, the motivation factor and hygiene factor were related to the morale in the performance of the officer in Provincial at the .05 level of significance.</p> ธิติยา กิด่วน Thitiya Kiduan; ภิรดา ชัยรัตน์ Pirada Chairatana, อรนันท์ กลันทปุระ Oranun Gluntapura Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253680 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 สารบัญ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/258625 สารบัญ Table of Contents Copyright (c) 2022 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/258625 Sat, 16 Apr 2022 00:00:00 +0700 การสร้างรูปแบบการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษา สำหรับครูระดับมัธยมศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253597 <p> การวิจัยครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็นในการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาสำหรับครูระดับมัธยมศึกษา 2) สร้างรูปแบบการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาสำหรับครูระดับมัธยมศึกษา ซึ่งการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัย 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็นในการประเมินฯ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 2 การสร้างรูปแบบการประเมินฯ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของร่างรูปแบบการประเมินฯ 2) แบบประเมินคู่มือการประเมินฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาในส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงคุณภาพและส่วนที่เป็นข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็นในการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาสำหรับครูระดับมัธยมศึกษาพบว่า 1) ปัจจุบันการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษายังไม่มีการติดตามประเมินการจัดการเรียนการสอนของครูและไม่มีแนวทางการประเมินที่ชัดเจน 2) ปัญหาของการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาพบว่าครูไม่มีรูปแบบในการประเมินการจัดการเรียนรู้ 3) มีความต้องการรูปแบบการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาที่มีความชัดเจน มีขั้นตอนในการประเมินที่เป็นระบบ เหมาะสมและมีความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ประเมินในสถานการณ์จริง 2. รูปแบบการประเมินการจัดการเรียนรู้ตามแนวทางสะเต็มศึกษาสำหรับครูระดับมัธยมศึกษาประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ คือ 1) ความมุ่งหมายการประเมิน 2) สิ่งที่มุ่งประเมิน 3) วิธีการประเมิน 4) แหล่งผู้ประเมิน 5) เกณฑ์การประเมิน และ 6) การสะท้อนผลการประเมิน</p> <p> The purposes of the current study were 1) to investigate the current situation, problems, and needs for constructing an evaluation learning management model based on the STEM Education approach for high school teachers and 2) to construct an evaluation learning management model based on the STEM Education approach for high school teachers. The study was divided into 2 phases: Phase 1 was the investigation of the current situation, problems, and needs for constructing the model. The targets were 7 experts. The instrument was a semi-interview form. The data were analyzed by document analysis and content analysis. Phase 2 was the development of an evaluation learning management model. The targets were 12 experts. The instruments were 1) an evaluation form with the appropriateness and feasibility of the model and 2) an evaluation form for the evaluation learning management model manual. The data were analyzed by content analysis, arithmetic mean, and standard deviation. The results of the study were as follows. 1. In terms of the current situation, problems, and needs for constructing an evaluation learning management model based on the STEM Education approach for high school teachers, 1) it could be noted that high schools lack systematic management of STEM Education evaluation, 2) teachers have failed to apply evaluation of STEM Education. Most teachers evaluated the assignments and projects, and 3) clear procedures of STEM Education were needed. Moreover, systematization, convenience, feasibility, were recommended by the participants to develop a model that is effective in developing teachers’ evaluation ability. 2. An evaluation learning management model based on the STEM Education approach for high school teachers includes 6 components which are 1) purposes of the evaluation, 2) expected outcomes, 3) evaluation methods, 4) evaluators, 5) criteria, and 6) evaluation reflection.</p> ณัฐพล โยธา Nattapon Yotha; ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน Songsak Phusee-orn Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253597 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผล นักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/254037 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) ศึกษาปัญหา สาเหตุและแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) 2) พัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบสังเกต แบบทดสอบ แบบประเมินการใช้โปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโดย ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาปัญหา สาเหตุและแนวทางแก้ไขข้อบกพร่องการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) พบว่า 1.1) ปัญหาเกิดจากนักเรียนขาดกระบวนการคิดจากเรื่องที่อ่าน ขาดทักษะกระบวนการอ่านจับใจความ มีปัญหาด้านความเข้าใจในใจความสำคัญ ขาดทักษะการตีความเนื้อเรื่อง ขาดกระบวนการอ่านเพื่อการสื่อ มีปัญหาด้านทักษะที่จะวิเคราะห์เนื้อเรื่อง การให้ข้อโต้แย้งจากมุมมองของตนเองยังไม่มีเหตุผล 1.2) สาเหตุเกิดจากขาดแรงจูงใจในการเรียน ขาดกระบวนการคิดจากเรื่องที่อ่าน ไม่สามารถอ่านจับใจความได้ ขาดความเข้าใจในการอ่านจับใจความสำคัญ ไม่สามารถการตีความเนื้อเรื่องเพื่อนำไปสู่ความเข้าใจในสิ่งที่อ่าน ขาดทักษะที่จะวิเคราะห์เนื้อเรื่อง นักเรียนให้การโต้แยงโดยใช้มุมของของตนเองไม่นำเนื้อความมาใช้ในการโต้แย้งเหตุผล 1.3) แนวทางแก้ไขข้อบกพร่องแยกออกเป็น 2 ด้าน ดังนี้ 1. ด้านนักเรียน เพิ่มการฝึกอ่านบทความในชีวิตประจำวันให้มากขึ้น มีการนำข้อสอบมาให้นักเรียนฝึกทดสอบเป็นประจำ 2. ด้านครู จัดกิจกรรมแบบ SQ4R, CIRC, KWL – Plus, MAI แทรกตัวอย่างบทความให้นักเรียนได้มีการฝึกเป็นประจำ กำหนดนักเรียนให้อ่านบทความจำนวน 2 เรื่อง ต่อสัปดาห์ 2. ผลการพัฒนาโปรแกรมส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) พบว่า โปรแกรมส่งเสริมการรู้เรื่องการอ่าน ตามแนวทางโครงการประเมินผลนักเรียนร่วมกับนานาชาติ (PISA) ประกอบด้วย 20 หน่วย รวมการปฐมนิเทศและปัจฉิมนิเทศ ในหน่วยที่ 1 และ20 ประกอบด้วย จุดประสงค์ เนื้อหา สื่อ ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม การวัดและประเมินผล ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญโดยรวม มีความเหมาะสมในระดับมาก</p> <p> The objectives of this research were 1) to study problems, causes and solutions for defects in reading literacy according to the Program for International Student Assessment (PISA) 2) Develop a program to promote reading literacy. According to the Program for International Student Assessment (PISA) The sample of students at two of the 35 instruments used in the research was at an interview , observation, testing and evaluation of the program. Data were analyzed by mean, standard deviation. The results showed that 1.The result of the study of the problem causes and solutions for reading literacy defects according to the Program for International Student Assessment ( PISA ) guidelines, it was found that 1.1) The problem arises from students' lack of thinking process from what they read, lack of reading comprehension skills have difficulty understanding the essence, lack of interpretation skills lack of reading process for media .There is a skill problem in analyzing the story. Giving arguments from one's own perspective is unreasonable. 1.2) The cause is due to lack of motivation in learning. Lack of thought process from reading unable to read comprehension ,lack of reading comprehension in inability to interpret the passages to lead to an understanding of what is read lack of skill to analyze the story Students make arguments using their own point of view, not arguing with arguments. 1.3) Guidelines for solving the deficiencies are divided into 2 areas as follows: 1. Students side: Increase practice of reading articles in daily life more. Exams are brought to students to practice testing regularly. 2. Teachers organize activities like SQ4R, CIRC, KWL – Plus, MAI to insert sample articles for students to practice regularly. Assign students to read two articles per week. 2. The results of the program development revealed that the program consisted of 20 units, including orientation and final orientation in units 1 and 20, consisting of objectives, content, media, and process of activities. measurement and evaluation Overall expert evaluation results There is a high level of suitability.</p> ประวิทย์ รักษาแสง Prawit Ruksasaeng; ทรงศักดิ์ ภูสีอ่อน Songsak Phusee-orn Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/254037 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาระหว่างโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253524 <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อ 1) วัดการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ระหว่างโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป 2) เปรียบเทียบการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ระหว่างโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป 3) เปรียบเทียบพฤติกรรมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาในการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมองระหว่างโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4-6 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 60 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบวัดการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test ผลการวิจัย พบว่า 1) การวัดการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และนักเรียนโรงเรียนทั่วไป ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง 2) เปรียบเทียบการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษา ระหว่างโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป มีการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมของนักเรียนในการคิดเชิงบริหารจัดการทางสมอง พบว่า นักเรียนโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC กับโรงเรียนทั่วไป ตัวบ่งชี้ ด้านความจำขณะทำงาน ด้านการริเริ่ม ด้านการควบคุมอารมณ์ ด้านการยับยั้ง และด้านการตรวจสอบตนเอง แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และตัวบ่งชี้ด้านการวางแผนและการจัดการ ไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พฤติกรรมของนักเรียนโรงเรียนการเปลี่ยนแปลงเชิงระบบด้วยนวัตกรรมจิตศึกษา PBL และ PLC มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าโรงเรียนทั่วไป</p> <p> The purposes of this research were: 1) to measure executive functions of primary students between the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school and the regular school. 2) to compare executive functions of primary students between the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school and the regular school. 3) to compare the primary-school students’ executive functions behaviors of primary students between the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school and the regular school. The sample of this research were 60 students who studied in grade 4-6 in academic year 2020. The instruments used for collecting data were the test of executive functions of primary students. The data were analyzed by arithmetic mean, standard deviation (S.D.), and t-test. The findings were as follows: 1) The result of the measurement of the executive functions of primary students from the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school is higher than the regular school. The former school’s result is high. The latter school’s result is normal. 2) The executive functions skill of the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school are significantly higher than the regular school at .05 level 3) In overall, The working memory, initiation, emotional control, inhibit, and self-monitoring skills of the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school were significantly higher than the regular school at the .05 level. The planning skill of the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school were not significantly different than the regular school at the .05 level. The mean of the executive functions’ behavior level of the Jitsueksa PBL-and-PLC-integrated school are higher than the regular school.</p> ธัญญลักษณ์ ไพฑูรย์ Thanyalak Paitoon; ชำนาญ ปาณาวงษ์ Chamnan Panawong Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253524 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 การลดพฤติกรรมความขัดแย้งด้วยการจัดกิจกรรมบูรณาการการเล่านิทาน และการจำลองสถานการณ์ในเด็กปฐมวัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253218 <p><strong> </strong>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการลดพฤติกรรมความขัดแย้งและเปรียบเทียบพฤติกรรมความขัดแย้งในเด็กปฐมวัยด้วยการจัดกิจกรรมบูรณาการการเล่านิทานและการจำลองสถานการณ์ก่อนการทดลองและหลังการทดลอง กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัย ชาย-หญิง อายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาอยู่ชั้นอนุบาลปีที่ 3 ของโรงเรียนบ้านชุมม่วง จังหวัดนครสวรรค์ ปีการศึกษา 2563 จำนวน 19 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์การเรียนรู้กิจกรรมบูรณาการการเล่านิทานและการจำลองสถานการณ์สำหรับเด็กปฐมวัย จำนวน 24 แผน แบบประเมิน การลดพฤติกรรมความขัดแย้งในชั้นเรียน ทั้งหมดจำนวน 15 ข้อ และแบบบันทึกพฤติกรรม ความขัดแย้งในชั้นเรียน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โดยใช้ข้อมูลทางสถิติหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และบรรยายเชิงพรรณนา ผลการศึกษาพบว่าเด็กปฐมวัยเข้าใจและระบุสาเหตุที่ทำให้เกิดความขัดแย้งได้ มีการแลกเปลี่ยนความคิดวิธีการลดพฤติกรรมความขัดแย้ง สามารถเลือกวิธีการแก้ปัญหาและสรุปปัญหาที่เกิดขึ้น รวมถึง การนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวัน และพฤติกรรมความขัดแย้งของเด็กปฐมวัยก่อนการทดลองและหลัง การทดลองพบว่ามีค่าเฉลี่ยของการลดพฤติกรรมความขัดแย้งในเด็กปฐมวัยหลังการทดลองสูงกว่า ก่อนการทดลอง</p> <p> The purpose of this study was to study reduction of conflict behaviors by integrated storytelling and situation simulation in early childhood and compare conflict behaviors in early childhood before and after providing integrated storytelling and situation simulation. The target group in this study consisted of 19 male and female young children ranging in age between 5 – 6 years old and studying in kindergarten level 3, second semester, academic year of 2021 at Baan Chummuang School, Nakhonsawan. The study instruments included 24 plans of integrated storytelling and situation simulation to reduce conflict behaviors in early childhood, conflict behaviors assessment and recording form of conflict behaviors in early childhood. Data was analyzed by mean, standard deviation, and content analysis. The results of the study showed that early childhood could understand and identify the causes of conflict. There was an exchange of ideas on how to reduce conflict behavior chose a solution and summarized the problem, including applied it in daily life. Early childhood who participated in integrated storytelling and situation simulation had posttest scores higher than pretest scores.</p> ธนวรรณ เอนก Thanawan Anake; ปัทมาวดี เล่ห์มงคล Pattamavadi Lehmongkol, ชลาธิป สมาหิโต Chalatip Samahito Copyright (c) 2021 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/253218 Thu, 30 Dec 2021 00:00:00 +0700 Vol.17 No.1 January - April 2022 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/259237 Issue Galleys Copyright (c) 2022 SOCIAL SCIENCES RESEARCH AND ACADEMIC JOURNAL https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JSSRA/article/view/259237 Fri, 01 Apr 2022 00:00:00 +0700