วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC <p>ISSN: 2773-9732 (Online)</p> <p>วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (JTPLC) เป็นวารสารที่ได้รับการขับเคลื่อนและพัฒนาให้เป็นฐานข้อมูลเพื่อการสร้างความรู้ของชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) โดย เครือข่ายวิจัยอาเซียนสำหรับสะเต็มศึกษา คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยทักษิณ คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา</p> <p>วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (JTPLC) รับตีพิมพ์บทความวิจัย และบทความวิชาการ ที่เกิดจากการสร้างความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ในชั้นเรียน หรือปรากฏการณ์ทางการศึกษา ที่เกิดขึ้นในชุมชนชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพ (PLC) หรือบทความวิจัยทางการศึกษา และบทความวิชาการทางการศึกษา ที่จะเป็นประโยชน์ในการพัฒนาความรู้ในชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู โดย บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (JTPLC) กำหนดออกตีพิมพ์เผยแพร่ปีที่ 1และปีที่ 2 ได้เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ สำหรับปีที่ 3 (พ.ศ.2566 หรือ ค.ศ. 2023) เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม – เมษายน) ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม – สิงหาคม) และฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) จากนั้น ตั้งแต่ปีที่ 4 (พ.ศ.2567 หรือ ค.ศ. 2024) เป็นต้นไป กลับมาตีพิมพ์เผยแพร่ปีละ 2 ฉบับได้แก่ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม - ธันวาคม) </p> เครือข่ายวิจัยอาเซียนสำหรับสะเต็มศึกษา, คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น th-TH วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) 2773-9732 การสร้างความน่าเชื่อถือ (Trustworthiness) ของงานวิจัยเชิงคุณภาพในบริบทห้องเรียนวิทยาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC/article/view/283964 <p>งานวิจัยเชิงคุณภาพมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการทำความเข้าใจปรากฏการณ์ที่ซับซ้อนในห้องเรียนวิทยาศาสตร์ เช่น ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และกระบวนการสร้างองค์ความรู้ ซึ่งเป็นสิ่งที่การวิจัยเชิงปริมาณอาจไม่สามารถถ่ายทอดพลวัตเหล่านี้ได้อย่างครบถ้วน, อย่างไรก็ตาม งานวิจัยเชิงคุณภาพมักเผชิญกับข้อกังขาด้านอคติของนักวิจัย (Researcher bias) และความเชื่อมั่นในข้อค้นพบ, บทความนี้จึงนำเสนอการประยุกต์ใช้หลักการ "ความน่าเชื่อถือ" (Trustworthiness) ตามแนวคิดของ Lincoln และ Guba (1985) เพื่อเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประกันคุณภาพงานวิจัยเชิงคุณภาพในบริบทการศึกษาวิทยาศาสตร์,กรอบแนวคิดความน่าเชื่อถือประกอบด้วย 4 องค์ประกอบสำคัญ ได้แก่1. ความน่าเชื่อถือ (Credibility) ซึ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นในความจริงของข้อมูลผ่านกลยุทธ์ต่างๆ เช่น การตรวจสอบสามเส้า (Triangulation) และการตรวจสอบข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล (Member check) 2. ความสามารถในการโอนย้าย (Transferability) โดยการพรรณนาข้อมูลอย่างละเอียด (Thick description) เพื่อให้ผู้อ่านตัดสินใจได้ว่าสามารถนำผลวิจัยไปปรับใช้ในบริบทของตนได้หรือไม่ 3. ความสอดคล้อง (Dependability) 4. ความสามารถในการยืนยัน (Confirmability) ซึ่งสองส่วนหลังนี้มุ่งเน้นความโปร่งใสและเป็นกลาง โดยการสร้างร่องรอยการตรวจสอบ (Audit trail) เพื่อให้เห็นเส้นทางการตัดสินใจของนักวิจัยอย่างชัดเจน นอกจากนี้ บทความยังให้ความสำคัญกับการไตร่ตรองสะท้อนคิด (Reflexivity) เพื่อให้ผู้วิจัยตระหนักถึงอคติและบทบาทของตนเองตลอดกระบวนการวิจัย, การนำหลักการเหล่านี้มาใช้อย่างเข้มแข็งจะช่วยให้นักวิจัยสามารถนำเสนอข้อค้นพบที่ลึกซึ้ง มีคุณค่า และเป็นที่ยอมรับ ซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืนสืบไป</p> นัทธพงษ์ ศรีโรจน์ ไพเราะ เสาะสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 5 2 65 76 การวิจัยเชิงอัตวิถี (Autoethnographic Research) ในฐานะที่เป็นวิธีวิทยาวิจัย สำหรับการสร้างความหมายของชั้นเรียนโครงงานวิทยาศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC/article/view/283945 <p>ในบริบทของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ร่วมสมัยที่มองการเรียนรู้เป็นกระบวนการเชิงรุก การลงมือปฏิบัติ และการสร้างความหมายจากประสบการณ์ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน (project-based learning) ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางว่าเป็นแนวทางสำคัญในการส่งเสริมความเข้าใจเชิงวิทยาศาสตร์ การคิดอย่างเป็นระบบ และการทำงานร่วมกันของผู้เรียน อย่างไรก็ตาม งานวิจัยจำนวนมากที่ศึกษาการเรียนรู้แบบโครงงานยังคงให้ความสำคัญกับผลลัพธ์ที่สามารถวัดได้หรือการประเมินเชิงปริมาณเป็นหลัก ส่งผลให้ประสบการณ์ที่มีชีวิต ความตึงเครียด การต่อรองความหมาย และการเปลี่ยนแปลงอย่างละเอียดอ่อนที่เกิดขึ้นภายในห้องเรียนถูกมองข้ามไป บทความนี้เสนอว่าการทำความเข้าใจการเรียนรู้แบบโครงงานวิทยาศาสตร์อย่างรอบด้าน จำเป็นต้องหันกลับมาพิจารณากระบวนการเรียนรู้ในฐานะประสบการณ์ที่ถูกใช้ชีวิตและรับรู้จากภายในบทความนี้นำเสนอการวิจัยเชิงอัตวิถี (autoethnography) ในฐานะ “ประตูเชิงระเบียบวิธี” ที่เปิดโอกาสให้ครูทำหน้าที่เป็นทั้งผู้สอนและผู้วิจัย โดยใช้ประสบการณ์ส่วนตัว มุมมองจากภายใน และการสะท้อนตนเองอย่างเป็นระบบเป็นฐานในการสำรวจและทำความเข้าใจห้องเรียนโครงงานวิทยาศาสตร์ในระดับลึก แนวทางดังกล่าวให้ความสำคัญกับการเล่าเรื่องเชิงวิชาการ (narrative) และการตั้งคำถามเชิงประสบการณ์ เช่น ครูเรียนรู้อะไรจากช่วงเวลาแห่งความไม่แน่นอน ความขัดแย้ง หรือการหยั่งรู้ และอารมณ์ ความเชื่อ และตำแหน่งแห่งที่ของครูมีบทบาทอย่างไรต่อการตัดสินใจทางการสอนและปฏิสัมพันธ์ในชั้นเรียน ทั้งนี้ ประสบการณ์ส่วนบุคคลถูกเชื่อมโยงเข้ากับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และโครงสร้างของโรงเรียนและระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์ โดยบทความนำเสนอกรอบแนวคิดและกระบวนการดำเนินการวิจัยเชิงอัตวิถี ตั้งแต่การกำหนดคำถามวิจัยที่ตั้งอยู่บนประสบการณ์ การสร้างข้อมูลจากการปฏิบัติจริง การวิเคราะห์เชิงตีความและสะท้อนคิด ไปจนถึงการเขียนเรื่องเล่าทางวิชาการ พร้อมทั้งอภิปรายทั้งศักยภาพของแนวทางนี้ในการเข้าถึงความหมายภายในและความซับซ้อนของกระบวนการเรียนรู้ ตลอดจนข้อท้าทายด้านความเป็นอัตวิสัย ความน่าเชื่อถือ และจริยธรรมในการนำเสนอประสบการณ์ส่วนตนและความสัมพันธ์กับผู้อื่น ในท้ายที่สุดเชื้อเชิญให้นักการศึกษาและนักวิจัยทบทวนคำถามว่า “ความรู้ของใคร” ถูกนับว่าเป็นความรู้ทางการวิจัยในศึกษาศาสตร์วิทยาศาสตร์ และชี้ให้เห็นว่าประสบการณ์ที่ถูกใช้ชีวิตของครูสามารถเป็นแหล่งความรู้ที่ทรงคุณค่าในการพัฒนาการเรียนรู้ทั้งในระดับบุคคล ชั้นเรียน และระบบการศึกษาวิทยาศาสตร์โดยรวม</p> ขุนทอง คล้ายทอง ประเทืองสุข มณีล้ำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 5 2 77 105 มองผ่านเลนส์ชาติพันธุ์วรรณนา กับการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในบริบทปฐมวัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC/article/view/283993 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดและกระบวนการของการใช้ “เลนส์ชาติพันธุ์วรรณนา” (Ethnographic Lens) เพื่อสร้างความเข้าใจเชิงวัฒนธรรมต่อการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ในบริบทปฐมวัย การศึกษาแนวทางนี้ท้าทายกระบวนทัศน์แบบปฏิฐานนิยม (Positivist Paradigm) ที่เน้นการวัดผลและตัวชี้วัดเชิงปริมาณ ไปสู่แนวทางเชิงนัยนิยม (Interpretivist Approach) ที่ให้ความสำคัญกับการเข้าถึงประสบการณ์เชิงอัตวิสัย (Subjective Experience), โลกทัศน์ (Worldview) และการสร้างความหมายร่วมกัน (Co-construction of Meaning) ของเด็กอย่างลึกซึ้งและละเอียดอ่อน การวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณนาทำหน้าที่เป็นเครื่องมือที่ช่วยให้ครูและนักวิจัยสามารถเข้าถึงพลวัตที่ซับซ้อนของการปฏิสัมพันธ์ การสืบเสาะหาความรู้ และกระบวนการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นธรรมชาติ โดยเน้นการให้ความสำคัญกับ “เสียงของเด็ก” (Children's Voice) และการเคารพอำนาจในการตัดสินใจของเด็ก (Children's Agency) ในฐานะผู้ร่วมสร้างสรรค์ความรู้ งานวิจัยนี้เสนอให้ครูปฐมวัยทำหน้าที่เป็นนักวิจัยผู้เป็นเครื่องมือหลัก (Researcher as Primary Instrument) โดยอาศัยการบรรยายอย่างหนาแน่น (Thick Description) ภายใต้ระเบียบวิจัยเชิงชาติพันธุ์วรรณา ซึ่งเหมาะสมกับการเก็บข้อมูลจากเด็กปฐมวัยที่ไม่สามารถใช้แบบทดสอบหรือแบบสอบถามได้อย่างมีประสิทธิภาพ การวิจัยนี้ให้ข้อมูลเชิงลึกที่สะท้อนบริบทเฉพาะของชั้นเรียนและวัฒนธรรมการเรียนรู้ ช่วยเชื่อมโยงการเรียนรู้วิทยาศาสตร์เข้ากับประสบการณ์ของเด็ก และนำไปสู่การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ที่ส่งเสริมพัฒนาการอย่างเป็นองค์รวมและยั่งยืน</p> สมกมล บุญมี จิราภรณ์ ทัพซ้าย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 5 2 106 117 ผลการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับจักรวาลนฤมิต เรื่อง เสียง ที่มีต่อความสามารถในการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC/article/view/282977 <p class="ICCEAffiliations">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับจักรวาลนฤมิต กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (Unit E2/1) โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายประถมศึกษา (ศึกษาศาสตร์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 38 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่อง เสียง โดยใช้การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ที่เน้นการคิดวิเคราะห์ จำนวน 5 แผน 2) สื่อการเรียนรู้จักรวาลนฤมิต (Metaverse) เรื่อง เสียง 3) แบบทดสอบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 5) แบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบผลการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยสถิติ t-test for dependent samples และวิเคราะห์ความพึงพอใจด้วยค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5Es) ร่วมกับจักรวาลนฤมิตมีความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยก่อนเรียนมีนักเรียนผ่านเกณฑ์ร้อยละ 23.68 และหลังเรียนเพิ่มขึ้นเป็นร้อยละ 84.21 2) นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียน 16.87 และหลังเรียน 19.76 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด (ร้อยละ 85.68)</p> Phruetiwas Labphoo ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 5 2 118 141 ผลการศึกษาปัญหาและความต้องการของครูผู้สอนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ รายวิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/JTPLC/article/view/285942 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจสภาพปัญหา อุปสรรค และความต้องการของครูผู้สอนต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิทยาศาสตร์โลกและอวกาศ โดยเก็บข้อมูลจากครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศที่มีประสบการณ์สอนไม่น้อยกว่า 10 ปี จำนวน 10 คน ด้วยเครื่องมือ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างและการบันทึกผลการประชุมชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ดำเนินการรวบรวมบันทึกการประชุม PLC วิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ทำการเข้ารหัส (Coding) และจัดหมวดหมู่ (Category) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพพบว่า ปัญหาในการจัดการเรียนการสอนรายวิชาวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศที่สำคัญมี 5 ด้าน ได้แก่ (1) ปัญหาด้านเนื้อหาวิชาที่มีความเป็นนามธรรมสูงและขาดการเชื่อมโยงกับหลักฐานจริง (2) ปัญหาด้านกระบวนการเรียนการสอนที่เน้นการบรรยายและขาดโอกาสปฏิบัติจริง (3) ปัญหาด้านทักษะและเจตคติของผู้เรียนต่อวิชาดาราศาสตร์ (4) ปัญหาด้านสื่อ กิจกรรม และนวัตกรรมการเรียนรู้ที่ขาดแคลนหรือไม่เหมาะสม และ (5) ปัญหาด้านการวัดและประเมินผลที่ไม่ได้สะท้อนสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์ โดยปัญหาที่พบมากที่สุดคือรูปแบบการเรียนการสอนที่เน้นการบรรยายและการขาดสื่อหรือชุดกิจกรรมที่ส่งเสริมการลงมือปฏิบัติ (100%) รองลงมาคือ ปัญหาด้านเนื้อหานามธรรม (90%) และทักษะ/เจตคติของผู้เรียน (80%) ผลการศึกษานี้สอดคล้องกับงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ซึ่งชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นในการปรับเปลี่ยนการสอนไปสู่รูปแบบที่เน้นการสืบเสาะและการใช้ข้อมูลจริง ผู้วิจัยเสนอแนะให้พัฒนาชุดปฏิบัติการวิทยาศาสตร์โลกและอวกาศตามแนวคิดกิจกรรมเป็นฐาน (ABL) ที่มีโครงสร้างแบบ Scaffolding เพื่อช่วยลดความยากลำบากของผู้เรียน พร้อมทั้งนำข้อมูลเชิงประจักษ์จริงมาใช้ในกิจกรรม และออกแบบการประเมินผลที่สอดคล้องกับสมรรถนะทางวิทยาศาสตร์</p> ศิวะ ปินะสา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพครู (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-31 2025-12-31 5 2 142 154