https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/issue/feed วารสารราชนครินทร์ 2025-12-30T13:52:22+07:00 อาจารย์ ดร.ธรรมรัตน์ สิมะโรจนา rru.journal@gmail.com Open Journal Systems <p> วารสารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (Jrru) ปัจจุบันอยู่ในฐาน TCI กลุ่มที่ 2 ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วารสารราชนครินทร์ จัดทำขึ้นเพื่อ 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และบทความวิชาการของคณาจารย์นักศึกษา ในสาขาวิชาต่าง ๆ 2. <span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์การวิจัยจากคณาจารย์ นักศึกษา</span>ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย 3. <span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อส่งเสริมเครือข่ายนักวิจัยและความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัย 4. </span>เพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านวิจัย ด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์</p> <p> โดยตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<br />โดยมีหมายเลขมาตราฐานสากล ISSN : 2774-1230 (Online)</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283657 รูปแบบการสอนเพื่อการรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ของเด็กและเยาวชน 2025-09-15T19:20:42+07:00 นุชฤดี รุ่ยใหม่ ajarnsandy@gmail.com <p> สื่อสังคมออนไลน์มีทั้งประโยชน์และโทษเป็นอย่างมากกับเด็กและเยาวชน เพราะยังไม่สามารถวิเคราะห์ กลั่นกรองข้อมูลข่าวสารได้อย่างถี่ถ้วน ซึ่งอาจทำให้เกิดพฤติกรรมด้านลบ ทำให้เกิดผลเสียต่อตนเองและคนรอบตัว ขณะเดียวกันสื่อสังคมออนไลน์ก็มีประโยชน์ต่อเด็กและเยาวชน ในการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และเรื่องราวต่าง ๆ ที่น่าสนใจ ซึ่งพฤติกรรมของเด็กในยุคนี้ไม่ชอบถูกบังคับ แต่เลือกที่จะศึกษาเรื่องที่สนใจจากสื่อสังคมออนไลน์ที่มีข้อมูลข่าวสารมหาศาลด้วยตัวเอง ดังนั้นถ้าเด็กและเยาวชน ไม่สามารถรู้เท่าทันสื่อ หรือมีภูมิคุ้มกันในการรับสื่อต่ำ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ก็อาจเกิดผลเสียมากกว่าผลดี จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่กลุ่มเด็กและเยาวชนต้องมีความรู้เรื่องการรู้เท่าทันสื่อ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์และเลือกรับสื่อได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรู้เท่าทันสื่อ (Media literacy) คือ ทักษะความชำนาญด้านต่าง ๆ ของบุคคล ที่มีความสามารถในการคิด การวิเคราะห์ และการประเมิน สามารถตีความข้อมูลข่าวสาร จากสื่อที่ได้รับว่า ข้อมูลข่าวสารที่ได้รับมาเป็นความจริงหรือไม่ สามารถ ทราบถึงวัตถุประสงค์ของข่าวสารที่ได้รับ โดยไม่ตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของสื่อ การวัดความรู้เท่าทันสื่อ สามารถวัดได้จาก การเข้าถึง การวิเคราะห์ การประเมิน การสร้างสรรค์ และสามารถที่จะตีความประโยชน์ของการใช้งานเพื่อตอบสนองกับวัตถุประสงค์ที่ต่างกัน และสามารถเข้าถึงสื่อและเข้าใจถึงหลักการได้อย่างถูกต้อง</p> <p> การให้การศึกษาด้านการรู้เท่าทันสื่อ มีประสิทธิภาพสูงสุดกับเด็กในช่วงอายุระหว่าง 9-12 ปี ดังนั้นการศึกษาเกี่ยวกับสื่อควรจะเริ่มตั้งแต่ระดับโรงเรียนประถมศึกษา โดยมีจุดมุ่งหมายที่จะปกป้องเด็กและเยาวชนให้พ้นจากอิทธิพลของสื่อ สามารถวิเคราะห์ แยกแยะข้อมูลข่าวสารจากสื่อได้ว่า ข้อมูลไหนจริง มีประโยชน์บ้าง สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์ เพื่อประโยชน์ของตัวเอง สร้างสรรค์สังคม การจัดการเรียนการสอนในระดับประถมศึกษา ต้องการมุ่งเน้นให้ผู้เรียนเป็นผู้ที่มีความคิดสร้างสรรค์ รู้จักเหตุ รู้จักผล สามารถคิดแก้ปัญหาได้อย่างเป็นระบบตามหลักและกระบวนการคิดทางวิทยาศาสตร์ และมีทักษะความสามารถทางด้านคอมพิวเตอร์ การจัดการเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ต้องจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และเน้นให้ผู้เรียนรู้อย่างมีความสุข โดยให้นักเรียนได้สัมผัสกับของจริงและธรรมชาติเพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจแก่กลุ่มเด็กและเยาวชน สามารถใช้สื่อสังคมออนไลน์อย่างสร้างสรรค์ และเป็นประโยชน์อย่างสูงสุด</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283457 หลักการออกแบบการประยุกต์ใช้ ChatGPT เพื่อเสริมทักษะการฟังภาษาอังกฤษระดับ B1 ในบริบทอุดมศึกษาไทย: บทความเชิงแนวคิดและแนวปฏิบัติ 2025-09-07T19:03:08+07:00 กมลทิพย์ พลบุตร kamolthip07@gmail.com <p> บทความวิชาการเชิงแนวคิดและแนวปฏิบัติฉบับนี้สังเคราะห์หลักการออกแบบการประยุกต์ใช้ ChatGPT เพื่อเสริมทักษะการฟังภาษาอังกฤษระดับ B1 ในบริบทอุดมศึกษาไทย โดยอิงการทบทวนวรรณกรรมควบคู่กับตัวอย่างเชิงปฏิบัติจากการเตรียมการสอนของผู้เขียน กรอบแนวคิดตั้งอยู่บนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ (English as a foreign language) และการได้ภาษาที่สอง (Second language acquisition) โดยอ้างอิงตัวบ่งชี้ CEFR-B1 ซึ่งมุ่งให้ผู้เรียน เข้าใจประเด็นหลักของถ้อยคำมาตรฐานในหัวข้อคุ้นเคย และติดตามสื่อเสียง/วิดีโอได้เมื่อการส่งสารค่อนข้างช้าและชัดเจน การประยุกต์ใช้จัดกิจกรรมการฟังเป็นสามระยะ—ก่อนฟัง ระหว่างฟัง และหลังฟัง—และใช้ ChatGPT สร้างบทสนทนา กิจกรรม และแบบฝึกหัดให้สอดคล้องกับระดับภาษาและความสนใจของผู้เรียน ตัวอย่างเชิงปฏิบัติไม่ใช่ผลวิจัยภาคสนามเชิงทดลอง แต่ชี้แนวโน้มว่า ChatGPT อาจเอื้อต่อการเรียนรู้ที่มีความเป็นส่วนตัว (personalized) มีลักษณะโต้ตอบ (interactive) และปรับตามระดับทักษะ (adaptive) ควบคู่กับข้อจำกัดที่ควรระมัดระวัง เช่น ความถูกต้องของข้อมูล และความเสี่ยงจากการพึ่งพาเทคโนโลยี จึงนำเสนอเป็นข้อเสนอเชิงออกแบบที่ควรได้รับการตรวจสอบเชิงประจักษ์ในงานวิจัยถัดไป</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283630 “ศาลเจ้าแสงธรรม” จากทุนทางวัฒนธรรมจีนสู่แนวทางในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา 2025-09-14T22:18:42+07:00 คุณิตา เดชะโชติ Kunita.d@pkru.ac.th กฤตพร สินชัย krittaporn.s@pkru.ac.th <p> บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งเน้นการศึกษาศักยภาพทุนทางวัฒนธรรมจีนและแนวทางการพัฒนาในการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาของศาลเจ้าแสงธรรม จังหวัดภูเก็ต จากการประเมินศักยภาพองค์ประกอบการท่องเที่ยว (5A) เกี่ยวกับสิ่งดึงดูดใจ การเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว กิจกรรมการท่องเที่ยว สิ่งอำนวยความสะดวก และที่พักของศาลเจ้าแสงธรรม ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่าศาลเจ้าแห่งนี้มีคุณสมบัติในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธาซึ่งเป็นไปตามองค์ประกอบการท่องเที่ยว (5A) เมื่อวิเคราะห์ SWOT Analysis พบว่า ศาลเจ้าแสงธรรมมีทุนวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยน ที่สะท้อนอัตลักษณ์ความเป็นท้องถิ่นภูเก็ต ซึ่งสามารถนำไปต่อยอดในการวางแผนบริหารจัดการการพัฒนาสู่การเป็นสถานที่ท่องเที่ยวเชิงศรัทธาได้</p> <p> การจัดการท่องเที่ยวเชิงศรัทธา (ท่องเที่ยวสายมู) โดยดึงทุนวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยนอันเป็นเอกลักษณ์ของศาลเจ้าแสงธรรมมาใช้ในการออกแบบกิจกรรมสัมผัสประสบการณ์ผ่านอายตนะ 6 นั้น เป็นการเพิ่มมูลค่าต้นทุนทางวัฒนธรรมจีนในท้องถิ่น โดยรูปแบบกิจกรรมแบ่งตามประสาทสัมผัสทั้ง 6 อาทิ การสัมผัสทางตาผ่านการชมสถาปัตยกรรมและจิตรกรรมฝาผนัง การสัมผัสทางหูผ่านการได้ยินเสียง “บักฮื้อ” ในการสวดมนต์ การสัมผัสทางลิ้นผ่านการชิมชาสมุนไพรจีน การสัมผัสทางจมูกผ่านการดมน้ำมันตะเกียงอโรมาไม้หอม การสัมผัสทางกายผ่านการตัดกระดาษติดของไหว้เจ้า และการสัมผัสทางใจผ่านการฟังตำนานหรือเรื่องเล่าจากนักสื่อความหมาย บทความนี้แสดงให้เห็นว่า ศาลเจ้าแสงธรรมมีศักยภาพในการเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงศรัทธา มีจุดแข็งและโอกาสที่เหมาะสมกับการจัดการท่องเที่ยวเชิงศรัทธาผ่านอายตนะ 6 ที่เป็นสื่อกลางในการสร้างการรับรู้ ตระหนักถึงคุณค่า และมูลค่า อันนำไปสู่การสืบสานทุนทางวัฒนธรรมจีนฮกเกี้ยนในจังหวัดภูเก็ตให้ยั่งยืนด้วยการขับเคลื่อนของชุมชน ถือเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจของจังหวัดภูเก็ตที่เปี่ยมด้วยวัฒนธรรมอันโดดเด่น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283900 ผลของการใช้โปรแกรมการฝึกแบบสถานีที่มีต่อสมรรถภาพทางกายของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ 2025-09-28T12:11:46+07:00 วันวิสา อุบลโชค pewanwisa@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองระหว่างก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้โปรแกรมฝึกแบบสถานี และ 2) เปรียบเทียบสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม หลังการทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชนครินทร์ แบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม ซึ่งได้มาด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยการจับสลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้พลศึกษาโดยใช้การฝึกแบบสถานี เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกาย ดำเนินการทดลองเป็นระยะเวลา 8 สัปดาห์ (ธันวาคม 2567 - มกราคม 2568) สัปดาห์ละ 2 วัน วันละ 30 นาที สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรมการฝึกแบบสถานีจำนวน 8 สัปดาห์ ผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) เมื่อเปรียบเทียบผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้โปรแกรมการฝึกแบบสถานีจำนวน 8 สัปดาห์ ผลปรากฏว่าผลการทดสอบสมรรถภาพทางกายของกลุ่มทดลองสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283434 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ 2025-09-06T22:07:27+07:00 ดวงชีวรรณ์ ศิริ siriduangcheewan@gmail.com ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ Tweesak.Chi@stou.ac.th ดวงเดือน สุวรรณจินดา Duongdearn.Suw@stou.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษากับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ก่อนและหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ จังหวัดสมุทรปราการ ที่เรียนรายวิชาวิทยาศาสตร์พื้นฐานอาชีพ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 1 ห้อง มีนักเรียนจํานวน 36 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา เรื่อง แรงและการเคลื่อนที่ จำนวน 6 แผน ๆ ละ 3 ชั่วโมง รวม 18 ชั่วโมง 2) แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p><strong> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</strong></p> <p> </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283043 การจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานภาษาไทยในชีวิตประจำวันของนักศึกษาเวียดนาม 2025-08-21T14:28:17+07:00 กีรติ นันทพงษ์ nantapongkirati@gmail.com ลินดา นาคโปย Author@gmail.com ทัศนีย์ รอดมั่นคง Author@gmail.com Hoang Tran Author@gmail.com จิรัชญา โคศิลา Author@gmail.com <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของแผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานในชีวิตประจำวันของนักศึกษาเวียดนาม 2) เพื่อศึกษาระดับความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานในชีวิตประจำวันของนักศึกษาเวียดนามหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาเวียดนามที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1 หลักสูตรอนุปริญญา สาขาวิชาภาษาอังกฤษ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ของวิทยาลัยครูบาเรีย-วุงเต่า (Baria – Vungtau College of Education: BVCE) ประเทศเวียดนาม จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 27 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติ แบบวัดและประเมินผลความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานภาษาไทยในชีวิตประจำวัน และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย (x̅) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และค่าร้อยละ (percentage) เทียบกับเกณฑ์ที่กำหนด โดยมีผลการวิจัยดังนี้</p> <p> 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติเพื่อส่งเสริมความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานในชีวิตประจำวัน ของนักศึกษาเวียดนาม พบว่า แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅ = 4.51, S.D. = 0.55) 2) ผลการศึกษาระดับความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานภาษาไทยในชีวิตประจำวันของนักศึกษาเวียดนามหลังเรียนโดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติ พบว่า นักศึกษาร้อยละ 62.96 มีความสามารถอยู่ในระดับปานกลาง นักศึกษาร้อยละ 29.63 มีความสามารถอยู่ในระดับดี และมีนักศึกษาร้อยละ 7.41 คน มีความสามารถอยู่ในระดับพอใช้ โดยเมื่อพิจารณาระดับความสามารถในการพูดประโยคสื่อสารพื้นฐานภาษาไทยในชีวิตประจำวันของนักศึกษาเวียดนาม พบว่ามีค่าเฉลี่ยระดับความสามารถในภาพรวมอยู่ที่ระดับปานกลาง (ร้อยละ 66.74) และ 3) นักศึกษาเวียดนามมีความพึงพอใจตอการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับการแสดงบทบาทสมมุติอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุด ( μ = 4.53, σ = 0.62)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283537 ผลการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่มีต่อความสามารถในการสร้างแบบจำลองและความสามารถในการคิดผลิตภาพของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จังหวัดระยอง 2025-09-10T11:15:15+07:00 วชิรญาณ์ ต้นกันยา wachiraya1476@gmail.com ทวีศักดิ์ จินดานุรักษ์ Tweesak.Chi@stou.ac.th ดวงเดือน สุวรรณจินดา Duongdearn.Suw@stou.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีจุดประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการสร้างแบบจำลองก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดผลิตภาพก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน </p> <p> การวิจัยนี้เป็นแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลังการทดลอง ประชากร คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีทีที่ 2 วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 23 ห้องเรียน รวมทั้งสิ้น 549 คน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย จํานวน 35 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน จำนวน 5 แผน รวม 18 ชั่วโมง 2) แบบวัดความสามารถในการสร้างแบบจำลอง และ 3) แบบประเมินความสามารถในการคิดผลิตภาพ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยปรากฏว่า 1) ความสามารถในการสร้างแบบจำลองของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ความสามารถในการคิดผลิตภาพของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/282919 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E's ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต 2025-08-16T02:56:11+07:00 กัณฑ์ฏภัทร์ ศุภะกุลสวัสดิ์ r-jan-off@hotmail.com <p> การวิจัยเรื่อง ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผักจังหวัดภูเก็ต มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมงาน 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s กับการตัดสินใจเข้าร่วมงาน และ 3) เสนอแนวทางการประยุกต์ใช้กลยุทธ์ทางการตลาด 4E’s เพื่อการพัฒนาและส่งเสริมงานประเพณีอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่างคือ นักท่องเที่ยวที่เข้าร่วมงานประเพณีถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-Stage Sampling) เครื่องมือวิจัย คือแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสถิติสหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาด 4E’s โดยรวมอยู่ในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย 4.11) โดยด้านการสร้างความสัมพันธ์ (Evangelism) มีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือ ด้านความคุ้มค่า (Exchange) และด้านประสบการณ์ (Experience) ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์สหสัมพันธ์พบว่า ด้านการบอกต่อ (Evangelism) มีความสัมพันธ์สูงที่สุดกับการตัดสินใจเข้าร่วมงาน (r = .71, p &lt; .001) รองลงมาคือ ด้านความคุ้มค่า (Exchange) และด้านประสบการณ์ (Experience) ส่วนการมีส่วนร่วม (Engagement) แม้มีอิทธิพล แต่ยังเป็นปัจจัยรอง</p> <p> จากผลดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนาแนวทาง “4E’s Cultural Event Model” สำหรับงานถือศีลกินผัก จังหวัดภูเก็ตโดยมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์เชิงวัฒนธรรมที่มีคุณค่า การส่งเสริมการมีส่วนร่วมทั้งภาคสนามและออนไลน์ การสร้างความคุ้มค่าในมิติเศรษฐกิจและจิตใจ และการขยายการรับรู้ผ่านการบอกต่อทั้งบนโซเชียลมีเดียและช่องทางสื่อสารระหว่างบุคคล องค์ความรู้ที่ได้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นกรอบกลยุทธ์ในการพัฒนาและส่งเสริมงานประเพณีให้ยั่งยืน อีกทั้งยังสนับสนุนการเสริมสร้าง Soft Power ของท้องถิ่นสู่ระดับสากล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283521 การพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) 2025-09-09T16:02:40+07:00 พิชญาภา ตรีวงษ์ pitchayapa.tre@pcru.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบการวัดสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) กลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ ศึกษาอยู่ปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2563 จำนวน 25 คน จำนวน 1 ห้องเรียน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติที่ใช้ในการพิจารณาโดยการทดสอบ t–test Dependent samples.</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) เพื่อเปรียบเทียบการวัดสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) พบว่า ผลการเปรียบเทียบการวัดสมรรถนะนักศึกษาครูแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์ เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) จากผลการวิจัยช่วยให้หลังได้รับการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครู โดยรวมคะแนนเฉลี่ย (x̄ =10.46 ,S.D. =1.28) สูงกว่าก่อน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อการพัฒนาสมรรถนะนักศึกษาครูปฐมวัยตามแนวคิดการเรียนรู้จากประสบการณ์เพื่อส่งเสริมทักษะสมอง Executive Functions (EF) โดยภาพรวมทุกด้านมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (x̄ = 4.48, S.D.= 0.22) โดยสามารถเรียงตามลำดับ ทั้ง 3 ด้านได้ ดังนี้ (1) ด้านขั้นตอนการออกแบบกิจกรรมมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (x̄ = 4.56, S.D.= 0.28) อยู่ในระดับมากที่สุด (2) ด้านสื่อและแหล่งการเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (x̄ = 4.45, S.D.= 0.40) อยู่ในระดับมาก (3) ด้านกระบวนการจัดกิจกรรม มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ (x̄ = 4.43, S.D.= 0.27) อยู่ในระดับมาก</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283573 การพัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2025-09-11T16:56:01+07:00 ทิพรัตน์ วงค์หิรัญ mpm_pmp@gmail.com พอเจตน์ ธรรมศิริขวัญ Author@gmail.com บุษยารัตน์ จันทร์ประเสริฐ Author@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 2) เปรียบเทียบคะแนนความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการทำซาลาเปา ก่อนและหลังการใช้หลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาทักษะการทำซาลาเปา หลังเรียนหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 และ 4) ศึกษาความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ตามหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่นเรื่อง ซาลาเปา ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนวัดสาวชะโงก จำนวน 8 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) หลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา 2) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ 3) แบบประเมินทักษะ 4) แบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบวิลคอกซัน (Wilcoxon signed-rank test)</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา กลุ่มสาระการเรียนรู้การงานอาชีพสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ซึ่งมีองค์ประกอบดังนี้ (1) หลักการ (2) จุดมุ่งหมาย (3) โครงสร้าง (4) ขอบข่ายเนื้อหา (5) เวลาเรียน (6) แผนการจัดการเรียนรู้ (7) สื่อและแหล่งเรียนรู้ (8) การวัดและการประเมินผล มีผลประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรจากผู้เชี่ยวชาญ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.59, SD=0.54) 2) คะแนนความรู้ความเข้าใจของนักเรียน หลังการใช้หลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา สูงกว่าก่อนใช้หลักสูตร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ทักษะการทำซาลาเปาของนักเรียน หลังการใช้หลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก มีคะแนนคิดเป็นร้อยละ 88.67 4) ความพึงพอใจต่อการเรียนมตามหลักสูตรสาระการเรียนรู้ท้องถิ่น เรื่อง ซาลาเปา ของนักเรียน อยู่ในระดับมากที่สุด (x̄=4.54, SD=0.26)</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/282784 บทบาทผู้ประกอบการยุคดิจิทัลในการใช้บัญชีบริหารเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) เขตภาคกลางตอนบน 2025-08-06T19:14:04+07:00 จิตรลดา รอดพลอย Author@gmail.com นิพพิชฌน์ กมลธีระวิทย์ nippit.k@lawasri.tru.ac.th <p> งานวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการนำบัญชีบริหารมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้ประกอบการ SMEs และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างการนำบัญชีบริหารมาใช้กับประสิทธิภาพการดำเนินงานของ SMEs ในเขตภาคกลางตอนบนของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบสำรวจ กับกลุ่มตัวอย่าง 400 ราย ใน 6 จังหวัด เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการทดสอบคุณภาพเชิงเนื้อหาและความเชื่อถือได้ ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยภายในองค์กร เช่น ความรู้ ทักษะด้านบัญชีบริหาร (β=0.298) โครงสร้างองค์กร (β=0.234) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (β=0.189) สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่สถิติเชิงพรรณนา และทดสอบสมมุติฐานโดยใช้ Regression Analysis และ ANOVA และการฝึกอบรมบุคลากร (β=0.147) มีอิทธิพลเชิงบวกที่มีนัยสำคัญต่อการนำบัญชีบริหารมาใช้ในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ ขณะที่ปัจจัยภายนอก เช่น ความต้องการของลูกค้า (β=0.065) สภาพแวดล้อมเศรษฐกิจ (β=0.345) กฎหมาย นโยบาย (β=0.210) และการแข่งขันในตลาด (β=0.255) ก็ส่งผลอย่างมีนัยสำคัญเช่นกัน อีกทั้งการนำบัญชีบริหารมาใช้มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างสูงกับประสิทธิภาพการดำเนินงานของ SMEs (r=0.789, p&lt;0.001) โดยเฉพาะด้านการวางแผนและควบคุมที่มีผลต่อประสิทธิภาพองค์กรสูงสุด ข้อค้นพบตอกย้ำความสำคัญของการส่งเสริมความรู้ ทักษะ และการใช้เทคโนโลยีในองค์กร พร้อมเสนอว่าผู้ประกอบการและภาครัฐควรสนับสนุนการใช้บัญชีบริหารเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์อย่างจริงจังเพื่อยกระดับขีดความสามารถและความยั่งยืนของ SMEs ในยุคดิจิทัล</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283654 แนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการของพนักงานเพื่อการบริหารจัดการธุรกิจนำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวไทยในยุคดิจิทัล 2025-09-15T18:31:23+07:00 สุมาลี นันทศิริพล sumalee.n@mail.rmutk.ac.th ธิดารัตน์ งามสุขเกษมศรี Author@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการของนักท่องเที่ยวที่มีต่อคุณภาพบริการ ประเมินระดับความพร้อมด้านการดำเนินงานระดับปฏิบัติการของพนักงาน เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการของพนักงานในการบริหารจัดการธุรกิจนำเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวชาวไทยในยุคดิจิทัล เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวไทยจำนวน 400 คน และพนักงานระดับปฎิบัติการของธุรกิจนำเที่ยวจำนวน 190 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลวิจัยพบว่า 1) มีความต้องการคุณภาพบริการมากด้านการตอบสนอง (x̄=3.96) การบริการที่จับต้องได้ (x̄=3.94) และความน่าเชื่อถือ การประกันการบริการ ความเอาใจใส่ (x̄=3.93) 2) พนักงานระดับปฎิบัติการมีความพร้อมมากในการใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ (x̄=4.12) การสร้างรายการนำเที่ยว (x̄=3.90) และการสื่อสารการตลาด (x̄=3.80) 3) แนวทางการพัฒนาคุณภาพบริการของพนักงาน มี 8 แนวทาง คือ ความน่าเชือถือ การประกันการบริการ การบริการที่จับต้องได้ ความเอาใจใส่ การตอบสนอง การสร้างรายการนำเที่ยว การสื่อสารการตลาด และการใช้เทคโนโลยีในการให้บริการ</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/283642 ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม 2025-09-15T13:29:47+07:00 พิณทกานต์ นิมมานุทย์ phinthameow12@gmail.com กุลชลี จงเจริญ Author@gmail.com มนพันธ์ ชาญศิลป์ Author@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยของการบริหารสถานศึกษา 2) ระดับการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารสถานศึกษาและการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา และ 4) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสมุทรสาคร สมุทรสงคราม ปีการศึกษา 2568 จำนวน 285 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับปัจจัยการบริหารสถานศึกษา จำนวน 5 ปัจจัย ได้แก่ ด้านภาวะผู้นำ ด้านงบประมาณและทรัพยากร ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ด้านการพัฒนาบุคลากร และด้านบรรยากาศและวัฒนธรรมขององค์การ มีค่าความเที่ยง เท่ากับ .81, .93, .81, .85, และ .86 ตามลำดับ และแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยของการบริหารสถานศึกษา โดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา โดยรวมและรายด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ปัจจัยของการบริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกกับการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษาในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 4) ปัจจัยทางการบริหารสถานศึกษา จำนวน 4 ปัจจัยส่งผลต่อการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยทั้งหมดสามารถร่วมกันทำนายการบริหารความปลอดภัยของสถานศึกษา ได้ร้อยละ 34.00</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารราชนครินทร์