https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/issue/feed วารสารราชนครินทร์ 2026-06-30T15:12:21+07:00 อาจารย์ ดร.ธรรมรัตน์ สิมะโรจนา rru.journal@gmail.com Open Journal Systems <p> วารสารราชนครินทร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ (Jrru) ปัจจุบันอยู่ในฐาน TCI กลุ่มที่ 2 ด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์วารสารราชนครินทร์ จัดทำขึ้นเพื่อ 1. เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัย วิทยานิพนธ์ และบทความวิชาการของคณาจารย์นักศึกษา ในสาขาวิชาต่าง ๆ 2. <span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการ และประสบการณ์การวิจัยจากคณาจารย์ นักศึกษา</span>ทั้งในและนอกมหาวิทยาลัย 3. <span style="font-size: 0.875rem;">เพื่อส่งเสริมเครือข่ายนักวิจัยและความร่วมมือด้านวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัย 4. </span>เพื่อรายงานผลการดำเนินงานด้านวิจัย ด้านวิชาการของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์</p> <p> โดยตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม<br />โดยมีหมายเลขมาตราฐานสากล ISSN : 2774-1230 (Online)</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287770 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลมัลติมีเดีย 2026-03-12T14:49:30+07:00 แมน เชื้อบางแก้ว mans_model@hotmail.com <p> ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมีการพัฒนาอย่างรวดเร็วในยุคดิจิทัล ในการจัดการเรียนรู้ให้กับผู้เรียนต้องมีความหลากหลายในแนวทางการจัดการเรียนรู้กระตุ้นให้ผู้เรียนมีความสนใจในการเรียนรู้และสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้สอนควรใช้เทคนิคการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องในยุคดิจิทัล ดังนั้นเทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบดิจิทัลมัลติมีเดียเป็นการเปลี่ยนบทบาทครูจากผู้บรรยายเป็นผู้อำนวยความสะดวก เพื่อให้ผู้เรียนได้ลงมือทำสื่อมัลติมีเดียผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การทดลอง การจำลองสถานการณ์ หรือการร่วมมือกันแก้ปัญหา ซึ่งส่งเสริมให้เกิดความเชี่ยวชาญ ทักษะ การคิดวิเคราะห์ และการจดจำเนื้อหาได้ดีขึ้น ซึ่งการทำสื่อมัลติมีเดียมีกระบวนการและวิธีการที่ใช้คอมพิวเตอร์ผสมผสานสื่อหลายรูปแบบ ได้แก่ ข้อความ ภาพนิ่ง กราฟิก เสียง ภาพเคลื่อนไหว และวิดีโอ เข้าด้วยกัน เพื่อนำเสนอข้อมูลให้มีชีวิตชีวา น่าสนใจ และสื่อความหมายได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด มีแนวคิดให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้เริ่มจากการปฏิบัติเรื่องที่สนใจไปสู่ความรู้ความเข้าใจ และในหลักการที่ผู้เรียนสามารถเลือกศึกษาเรื่องที่สนใจและมีบรรยากาศอิสระในการคิด การสร้างผลงานสื่อมัลติมีเดียที่ก่อเกิดเป็นองค์ความรู้ในเรื่องราวนั้น มีกระบวนการจัดการเรียนรู้ 6 ขั้นตอน คือ 1) วิเคราะห์ (Analysis) กำหนดวัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย และหัวข้อ 2) วางแผนและออกแบบ (Plan and Design) วางโครงสร้างเนื้อหา (Storyboard) และรูปแบบการนำเสนอ 3) จัดเตรียมข้อมูล (Preparation) เตรียมข้อความ ภาพนิ่ง ภาพเคลื่อนไหว เสียง และวีดีโอ 4) สร้างสรรค์ (Creation) นำข้อมูลมาประกอบด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์ 5) ตรวจสอบ (Check) ทดสอบและตรวจสอบประสิทธิภาพความถูกต้อง และ 6) นำออกเผยแพร่ (Publication) บรรจุลงสื่อหรือเผยแพร่ใช้งานจริง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287198 การสื่อสารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ผ่านการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฉุยฉายราชนครินทร์” 2026-02-16T10:15:22+07:00 พีรณัฐ ทรงเกตุกุล Peeranat.son@rru.ac.th รติยา สุทธิธรรม Ratiya.sut@rru.ac.th วิระสิทธิ์ สุขสมชิต Virasit.sug@rru.ac.th <p> การศึกษาวิจัยเรื่อง “การสื่อสารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ผ่านการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด ฉุยฉายราชนครินทร์” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฎราชนครินทร์ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลงฉุยฉายราชนครินทร์ 2) สร้างสรรค์เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุดฉุยฉายราชนครินทร์ และ 3) ศึกษาประสิทธิภาพในการสื่อสารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ผ่านเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด ฉุยฉายราชนครินทร์ ผลการวิจัยพบว่า บทเพลงฉุยฉายราชนครินทร์สะท้อนอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ใน 3 มิติได่แก่ 1) มิติทางประวัติศาสตร์และเกียรติภูมิสะท้อนความเป็นมาของมหาวิทยาลัยตั้งแต่การก่อตั้ง การพัฒนา และพระมหากรุณาธิคุณที่ได้รับพระราชทานนาม “ราชนครินทร์” 2) มิติทางสังคมและวัฒนธรรม แสดงถึงบทบาทของมหาวิทยาลัยราชภัฏในการพัฒนาท้องถิ่น การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมและการเป็นศูนย์กลางทางวิชาการของจังหวัดฉะเชิงเทรา 3) มิติทางภาพลักษณ์และจิตวิญญาณองค์กร สื่อถึงความภาคภูมิใจ ความผูกพัน และอุดมการณ์ของบุคลากรและนักศึกษาที่มีต่อมหาวิทยาลัย ผ่านถ้อยคำเชิงสัญลักษณ์ในบทร้องและท่วงทำนองเพลงไทยเดิม ผลการสร้างสรรค์เครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฉุยฉายราชนครินทร์” พบว่าเครื่องแต่งกายที่ได้รับการพัฒนาเป็นชุดแสดงจริงสามารถนำองค์ประกอบทางศิลปวัฒนธรรมมาผสมผสานกับอัตลักษณ์ของมหาวิทยาลัยได้อย่างเหมาะสม ทั้งด้านสีรูปแบบ ลวดลาย และสัญลักษณ์ที่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ ภายใต้แนวคิดการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทยควบคู่กับการสื่อสารภาพลักษณ์องค์กร มีความงดงามตามหลักนาฏศิลป์ไทย สามารถใช้ในการแสดงต้อนรับแขก งานพิธีการ และกิจกรรมสำคัญของมหาวิทยาลัย ผลการศึกษาประสิทธิภาพในการสื่อสารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ผ่านเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดงนาฏศิลป์ไทย ชุด “ฉุยฉายราชนครินทร์” พบว่าผลการประเมินจำนวน 9 รายการ จากทั้งหมด 12 รายการ ได้แก่ ดอกไม้ทัดหูและอุบะลวดลายสไบ สีของสไบ ลวดลายของผ้านุ่ง สีของผ้านุ่ง เครื่องประดับต่าง ๆ ภาพรวมของเครื่องแต่งกายมีความเหมาะสม สามารถสื่อสารอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ได้อย่างเหมาะสม อยู่ในระดับดีมาก คิดเป็นร้อยละ 75 และมีจำนวน 3 รายการ อยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 25 ได้แก่ เครื่องประดับศีรษะ ลวดลายของกรองคอ และสีของกรองคอ สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องแต่งกายสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์มหาวิทยาลัยราชภัฏราชนครินทร์ที่ปรากฏอยู่ในบทเพลงฉุยฉายราชนครินทร์ได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287360 ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมืองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 2026-02-21T15:59:03+07:00 ธนวรรธน์ อุ่นนุช Author@gmail.com ยลดา เพชรวารินทร์ Lookpadyonlada@gmail.com แมน เชื้อบางแก้ว Author@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังการเรียนโดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเป็นนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 โรงเรียนเซนต์โยเซฟเกาะสมุย อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 31 คน โดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้เป็นเครื่องมือที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมือง และ 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อแผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติที (t-test)<br /> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาหน้าที่พลเมืองของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความพึงพอใจของนักเรียนในการเรียนตามรูปแบบการจัดการเรียนรู้ทางตรงร่วมกับเทคนิค STAD โดยภาพรวมมีเกณฑ์การประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.62 (x̄ = 4.62)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287321 การพัฒนาความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ด้วยการสอนแบบกลุ่มและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2026-02-20T13:15:27+07:00 ธนันชัย ลุนลาน tanunchai8358@gmail.com นพณัฐ สุขปาน Noppanutsukpan2541@gmail.com ประเสริฐ พืชผล Author@gmail.com ดวงตา อินทรนาค Author@gmail.com <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาระดับความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการใช้การสอนแบบกลุ่มและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม 2. เพื่อเปรียบเทียบความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนก่อนและหลังการใช้การสอนแบบกลุ่มและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านถ้ำโกบ จ.กระบี่ ภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวน 58 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านถ้ำโกบ จ.กระบี่ ภาคเรียนที่ 1/2568 จำนวน 29 คน เลือกโดยวิธีสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชาสุขศึกษาและแบบสอบถามความกล้าแสดงออกที่เหมาะสม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การหาค่าเฉลี่ย (x̄) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) ค่าสถิติทดสอบ t-test และ ระดับนัยสำคัญของการทดสอบ (Sig.) ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) ระดับความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้การสอนแบบกลุ่มและการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม มีค่าเฉลี่ย (x̄) เท่ากับ 3.88 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.98 ซึ่งอยู่ในระดับมาก 2) ความกล้าแสดงออกที่เหมาะสมของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการจัดการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีคะแนนค่าเฉลี่ย (x̄) หลังการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 3.88 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.98 คะแนนเฉลี่ย (x̄) ก่อนการจัดการเรียนรู้เท่ากับ 1.74 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.95</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287373 การศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิกที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 2026-02-22T21:03:51+07:00 กาญจนา มะลิวัลย์ kanjanamlwan@gmail.com ทัศนีย์ รอดมั่นคง Author@gmail.com พอเจตน์ ธรรมศิริขวัญ Author@gmail.com <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิกรายวิชาเคมี และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิกรายวิชาเคมี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ห้องที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 38 คน ซึ่งได้มาโดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p> ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1. <span style="font-size: 0.875rem;">ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาเคมีของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิกหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 </span>2. ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิก พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบบันได 5 ขั้นร่วมกับผังกราฟิกรายวิชาเคมีในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄= 4.85, SD = 0.36)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Jrru/article/view/287623 ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนอภิปัญญาร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์แพดเล็ตที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอนเนื้อหา 2026-03-05T22:33:15+07:00 ทิพย์วิมล วังแก้วหิรัญ thipwimol.wan@sru.ac.th จิรศักดิ์ แซ่โค้ว jirasak@sru.ac.th กรรณิการ์ แก้วเชื้อ Author@gmail.com <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนอภิปัญญาร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์แพดเล็ต (Padlet) ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอนเนื้อหา (TPACK) ของนักศึกษาคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานีโดยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนอภิปัญญา (KWPML)เป็นกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นการพัฒนาทักษะการกำกับการเรียนรู้ของตนเองใน 5 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การสำรวจความรู้เดิม (K = Know), การกำหนดเป้าหมาย (W = Want), การวางแผน (P=Plan), การกำกับตรวจสอบ (M=Monitoring), การสรุปองค์ความรู้ (L=Learned) ร่วมกับการใช้แพลตฟอร์มออนไลน์แพดเล็ตในทุกขั้นตอนการเรียนรู้ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษาคณะครุศาสตร์ จำนวน 56 คน ที่ลงทะเบียนเรียนในรายวิชาวิทยาการการจัดการเรียนรู้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้ยุทธศาสตร์สะท้อนอภิปัญญาร่วมกับแพลตฟอร์มออนไลน์แพดเล็ต (Padlet) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอนเนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีสำหรับกลุ่มตัวอย่างเดียว และค่าร้อยละ ผลการวิจัยพบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนร้อยละ 85.40 (t= 8.78, df=55) และนักศึกษาร้อยละ 92.88 มีความสามารถในการบูรณาการเทคโนโลยีกับการสอนเนื้อหา อยู่ในระดับเชี่ยวชาญขึ้นไป โดยอยู่ในระดับเป็นต้นแบบร้อยละ 41.07 ระดับเชี่ยวชาญร้อยละ 51.79 และมีนักศึกษาส่วนน้อย ร้อยละ 7.14 ที่อยู่ในระดับกำลังพัฒนา และไม่มีนักศึกษาที่อยู่ในระดับเริ่มต้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารราชนครินทร์