https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/issue/feed วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ 2026-06-30T00:26:54+07:00 พระครูสมุห์สมโภชน์ อินฺทวิริโย, ดร. kanchanaJournal@gmail.com Open Journal Systems <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ | MCU Kanchana Journal</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์ เผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการในสาขาพระพุทธศาสนา การศึกษา การบริหาร และการพัฒนาสังคม รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <div class="overflow-x-auto w-full px-2 mb-6"> <table class="min-w-full border-collapse text-sm leading-[1.7] whitespace-normal"> <thead class="text-left"> <tr> <th class="text-text-100 border-b-0.5 border-border-300/60 py-2 pr-4 align-top font-bold">รายการ</th> <th class="text-text-100 border-b-0.5 border-border-300/60 py-2 pr-4 align-top font-bold">รายละเอียด</th> </tr> </thead> <tbody> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ISSN (Online) </td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">3027-6802</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ฐานข้อมูล</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">TCI</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">บรรณาธิการ</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">พระครูสมุห์สมโภชน์ อินฺทวิริโย, ดร.</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ความถี่</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ปีละ 3 ฉบับ (ม.ค.–เม.ย. / พ.ค.–ส.ค. / ก.ย.–ธ.ค.)</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">การประเมิน</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">Double-blind Peer Review (ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน) </td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ค่าธรรมเนียม</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">4,500 บาท/บทความ (เรียกเก็บเมื่อตอบรับแล้ว)</td> </tr> </tbody> </table> </div> <hr class="border-border-200 border-t-0.5 my-3 mx-1.5" /> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ (1) พระพุทธศาสนาและการประยุกต์ใช้หลักธรรม (2) การบริหารและภาวะผู้นำทางการศึกษา (3) นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (4) การพัฒนาครูและการจัดการเรียนรู้ (5) การบริหารองค์กรและการพัฒนาชุมชน และ (6) คุณภาพชีวิตและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/289018 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2026-05-08T15:50:48+07:00 นพดล ปัญญาพิสิฐพงศ์ np.panyaphisitphong@gmail.com กัญญ์รัชการย์ เลิศอมรศักดิ์ np.panyaphisitphong@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา 3) เพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา และ 4) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาและแนวคิดบรรยากาศองค์การในสถานศึกษาเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ภายในกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 จำนวน 169 คน ได้มาจากการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามตารางของเครจซีและมอร์แกน และใช้การสุ่มแบบแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนตามสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 1 ชนิด คือ แบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 3 ตอน ประกอบด้วย ตอนที่ 1 ข้อมูลสถานภาพทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม ตอนที่ 2 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ ความซื่อสัตย์ ความยุติธรรม <br />ความรับผิดชอบ การเสียสละเพื่อส่วนรวม และการเป็นแบบอย่างที่ดี และ ตอนที่ 3 บรรยากาศองค์การ<br />ในสถานศึกษา ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ การสนับสนุน การสร้างมนุษยสัมพันธ์ การจัดโครงสร้างองค์การ และมาตรฐานการปฏิบัติงาน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้สถิติทดสอบสมมติฐาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า<br />1. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.31 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการเสียสละเพื่อส่วนรวมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.37 รองลงมา คือ ด้านความรับผิดชอบ 4.33 ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี 4.31 ด้านความซื่อสัตย์ 4.30 และด้านความยุติธรรม 4.25 ตามลำดับ <br />2. บรรยากาศองค์การในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.31 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการจัดโครงสร้างองค์การมีค่าเฉลี่ยสูงสุด 4.39 รองลงมา คือ ด้านมาตรฐานการปฏิบัติงาน 4.34 <br />ด้านการสร้างมนุษยสัมพันธ์ 4.29 และด้านการสนับสนุน 4.22 ตามลำดับ<br />3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษากับบรรยากาศองค์การในสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงมาก เท่ากับ .873 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01<br />4. ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อบรรยากาศองค์การในสถานศึกษา ได้แก่ ด้านการเป็นแบบอย่างที่ดี ด้านความรับผิดชอบ ด้านความซื่อสัตย์ และด้านความยุติธรรมสามารถร่วมกันพยากรณ์บรรยากาศองค์การในสถานศึกษา กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายอำเภอดำเนินสะดวก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 ได้สูงถึงร้อยละ 88.00 อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ .01<br />ข้อค้นพบจากงานวิจัยนี้ คือ ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยเฉพาะการเป็นแบบอย่างที่ดี ความรับผิดชอบ ความซื่อสัตย์ และความยุติธรรม เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศองค์การ ในสถานศึกษาให้เกิดความไว้วางใจ ความร่วมมือ และมาตรฐานการปฏิบัติงานที่ชัดเจน สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา และกำหนดนโยบายหรือมาตรการยกระดับบรรยากาศองค์การของโรงเรียนให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287116 ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 2026-02-15T19:07:07+07:00 ธนาวุฒิ วงศ์ไชย krutorque@gmail.com นริศรา เสือคล้าย narissara.su@up.ac.th <p>การวิจัยครั้งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพะเยา เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู ปีการศึกษา 2568 จำนวน 285 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.881 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยภาวะผู้นำแบบขายความคิดมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ภาวะผู้นำแบบสั่งการ ภาวะผู้นำแบบมอบหมายงาน และภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม ตามลำดับ ขณะที่ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านการวางแผนอัตรากำลังมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการออกจากราชการ ด้านการพัฒนาบุคลากร ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง และด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน</p> <p>ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า ภาวะผู้นำตามสถานการณ์ของผู้บริหาร 3 รูปแบบ ได้แก่ ภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วม ภาวะผู้นำแบบมอบหมายงาน และภาวะผู้นำแบบขายความคิด มีความสัมพันธ์พหุคูณกับประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลของสถานศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลการบริหารงานบุคคลได้ร้อยละ 32.60</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287206 ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบริหารจัดการโรงเรียนกับการตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติในจังหวัดเชียงใหม่: กรณีศึกษาโรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด 2026-02-23T21:20:08+07:00 สุมนา ยามาชิตะ 6406060107@payap.ac.th นงนภัส พันธ์พลกฤต 6406060107@payap.ac.th ประภัสสร สมสถาน 6406060107@payap.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยบริหารจัดการโรงเรียนและการตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ ตลอดจนเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยการบริหารจัดการกับการตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ ทั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือผู้ปกครองของนักเรียนที่เข้ารับการศึกษาในโรงเรียนนานาชาติยูนิตี้ คอนคอร์ด ในจังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 300 คน โดยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างจากการคำนวณตามสูตรของเครจซี่และมอร์แกน และใช้วิธีการได้มาซึ่งกลุ่มตัวอย่างตามความสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้วย ข้อมูลทั่วไป ปัจจัยบริหารจัดการโรงเรียน และกระบวนการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนในโรงเรียนนานาชาติ ซึ่งมีการหาความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาด้วยค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของข้อคำถาม มีค่าระหว่าง 0.67 ถึง 1.00 และหาค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ โดยหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Cronbach’s Alpha Coefficient) ของครอนบาค มีค่าเท่ากับ 0.971 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ แจกแจงความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการแปลผลเทียบเกณฑ์ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>ปัจจัยบริหารจัดการโรงเรียน รวม 7 ด้าน สรุปว่า ปัจจัยด้านที่มีความสำคัญต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านบุคลากร และมีความสำคัญอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ <br />ด้านกระบวนการให้บริการ ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านทำเลที่ตั้ง ด้านส่งเสริมการตลาด และด้านราคา นอกจากนี้ การตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ มี 5 ขั้นตอน สรุปได้ว่า ผู้ปกครองมีการตัดสินใจอยู่ในระดับมากทุกขั้นตอน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ขั้นการแสวงหาข้อมูล ขั้นการประเมินทางเลือก ขั้นการรับรู้ปัญหาหรือความจำเป็น ขั้นพฤติกรรมภายหลังการซื้อ และขั้นการตัดสินใจซื้อ</li> <li>ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยบริหารจัดการโรงเรียนกับการตัดสินใจของผู้ปกครองนักเรียนในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ได้แก่ ด้านการส่งเสริมการตลาด นอกจากนี้ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยเรียงลำดับค่าความสัมพันธ์จากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านกระบวนการให้บริการด้านบุคลากร ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ ด้านราคา และด้านทำเลที่ตั้ง</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/286907 การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษาในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 2026-02-12T09:24:08+07:00 พิมพ์นภา นวลภูมีวัน pimnapa.nuan@northbkk.ac.th นิษรา พรสุริวงษ์ pimnapa.nuan@northbkk.ac.th พรพิมล ประวัติรุ่งเรือง pimnapa.nuan@northbkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 314 คน ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที สถิติค่าเอฟ และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ผู้บริหารและครูที่มี เพศ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดของสถานศึกษาแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน 25 แนวทาง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287365 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดวังขนายทายิการาม โดยใช้แบบฝึกเสริมทักษะ 2026-02-23T21:21:03+07:00 วรวิทย์ อัคราภิชาต worrawit96@gmail.com ณัฏฐ์ สิริวรรธนานนท์ worrawit96@gmail.com <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 <br />2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเพื่อพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดวังขนายทายิการามที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 22 คน โดยใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย 2) แผนการจัดการเรียนรู้ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ( ) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) t-test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>ประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 พบว่า มีประสิทธิภาพรวมเท่ากับ 83.64/85.00 โดยมีประสิทธิภาพของกระบวนการ (E<sub>1</sub>) เท่ากับ 83.64 และประสิทธิภาพของผลลัพธ์ (E<sub>2</sub>) เท่ากับ 85.00 ซึ่งแสดงว่าประสิทธิภาพของแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ตามที่กำหนดไว้</li> <li>ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีคะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.64 (S.D. = 1.40) และมีคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเท่ากับ 17.00 (S.D. = 1.23) คะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นถึง 7.36 คะแนน คิดเป็นร้อยละที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> <li>ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนด้วยแบบฝึกเสริมทักษะ เรื่องประเพณีและวัฒนธรรมไทย ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดวังขนายทายิการาม โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายข้อพบว่า อยู่ในระดับมากทุกข้อ</li> </ol> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287036 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร 2026-02-16T22:37:24+07:00 สิรินยา ขันเงิน sirinya.khag@northbkk.ac.th นิษรา พรสุริวงษ์ sirinya.khag@northbkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ครูในสังกัดสำนักงานเขตบางเขน กรุงเทพมหานคร จากการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางของเคซี่และมอร์แกน (Kregcie &amp; Morgan,1970) ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 160 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยการสุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (T-test) สถิติค่าเอฟ <br />(F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) เมื่อเปรียบเทียบการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามเพศ อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ทำงาน และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน แต่จำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีทั้งหมด 9 ด้าน 45 แนวทาง</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287059 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา 2026-02-12T09:28:26+07:00 ปาริชาติ วงศ์ใหญ่ parichartoil18@gmail.com นริศรา เสือคล้าย narissara.su@up.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพะเยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แนวคิดภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีเป็นกรอบการวิจัย กลุ่มตัวอย่างคือครูจำนวน 260 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น และผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 5 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ประเภท คือ 1) แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .963 และ <br />2) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติพื้นฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา <br />ผลการวิจัยพบว่า <br />1. ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับ มาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านวัฒนธรรมองค์กรในการสร้างนวัตกรรม <br />2. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ <br />ด้านการมีวิสัยทัศน์และภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ด้านการพัฒนาวิชาชีพและทักษะดิจิทัลของบุคลากร ด้านการบริหารจัดการทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี ด้านการสนับสนุนการใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน และด้านวัฒนธรรมองค์กรในการสร้างนวัตกรรม <br />ข้อค้นพบเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาที่ได้จากงานวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลประกอบการกำหนดแผน กลยุทธ์ หรือนโยบายสำหรับพัฒนาศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาในบริบทการจัดการศึกษาเชิงดิจิทัลได้อย่างเหมาะสม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287098 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการสอนภาษาไทย: รูปแบบและแนวโน้มการพัฒนาทักษะการอ่าน 2026-02-15T19:05:08+07:00 รุ่งณภา บุญยิ้ม rungnaphaboonyim@gmail.com ทรงภพ ขุนมธุรส rungnaphaboonyim@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) สังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาทักษะภาษาไทยการอ่าน 2) ศึกษาแนวโน้มในการทำวิจัยเกี่ยวกับการพัฒนาการสอนภาษาไทยด้านการอ่าน ระหว่างปี พ.ศ. 2558– 2568 โดยข้อมูลที่นำมาศึกษาได้มาจากวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษา สาขาวิชาการสอนภาษาไทย และสาขาวิชาหลักสูตรและการสอน จำนวน 9 มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยทักษิณ มหาวิทยาลัยนเรศวร มหาวิทยาลัยบูรพา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม มหาวิทยาลัยรามคำแหง มหาวิทยาลัย<br />ศรีนครินทรวิโรฒ และ มหาวิทยาลัยศิลปากร รวมงานวิจัย 217 เรื่อง และมีงานวิจัยที่พัฒนาทักษะการอ่าน จำนวน 91 เรื่อง โดยมีวิธีการดำเนินงานวิจัย 1) สำรวจและรวบรวมข้อมูลงานวิจัยด้านการสอน 2) บันทึกข้อมูลลงในแบบบันทึกของผู้วิจัย 3) วิเคราะห์ข้อมูลจากงานวิจัย โดยการจำแนกและจัดหมวดหมู่จากหัวข้อหลักที่ได้จากการสังเคราะห์ ได้แก่จำนวนงานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัย ประเภทของการอ่าน ระดับชั้นในการทำวิจัย และรูปแบบ เทคนิค และวิธีการสอนที่ใช้ในการวิจัย 4) วิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น โดยการหาค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ และค่าร้อยละ 5) วิเคราะห์แนวโน้มการวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการอ่าน 6) นำเสนอข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า<br />1. มหาวิทยาลัยที่มีการผลิตงานวิจัยที่มุ่งพัฒนาทักษะการอ่านมากที่สุด ได้แก่ มหาวิทยาลัยศิลปากร จำนวน 38 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 41.76 ประเภทของการอ่านที่พบมากที่สุด ได้แก่ การอ่านเชิงวิเคราะห์ จำนวน 29 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 31.87 ระดับชั้นในการทำวิจัยที่พบมากที่สุด ได้แก่ ระดับชั้นประถมศึกษาตอนต้น จำนวน 34 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 37.36 รูปแบบ เทคนิค และวิธีการสอนที่ใช้ในการวิจัยที่พบมากที่สุด ได้แก่ เทคนิคการสอน จำนวน 17 เรื่อง คิดเป็นร้อยละ 18.68<br />2. แนวโน้มในการทำวิจัยเพื่อพัฒนาทักษะการอ่านของผู้เรียน พบว่า ผู้วิจัยมุ่งเน้นพัฒนาทักษะการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยมหาวิทยาลัยศิลปากรมีการผลิตงานวิจัยด้านการอ่านมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 41.76 ประเภทการอ่านที่พบบ่อยที่สุดคือ การอ่านเชิงวิเคราะห์ คิดเป็นร้อยละ 31.87 รองลงมาคือการอ่านจับใจความและการอ่านอย่างมีวิจารณญาณ ระดับชั้นที่มีการทำวิจัยมากที่สุด ได้แก่ ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น คิดเป็นร้อยละ 37.36 และรูปแบบการสอนที่ใช้มากที่สุด ได้แก่ เทคนิคการสอน คิดเป็นร้อยละ 18.68 ผลการสังเคราะห์ชี้ให้เห็นแนวทางการพัฒนาการสอนอ่านภาษาไทยจากการเน้นทักษะพื้นฐานไปสู่การพัฒนาทักษะการคิดขั้นสูง โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์ โดยเฉพาะการอ่านเชิงวิเคราะห์และการบูรณาการเทคนิคการสอนที่หลากหลาย ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (หลักสูตรปรับปรุง 2560) ที่มุ่งเน้นสมรรถนะผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ซึ่งสามารถนำไปใช้ในการออกแบบหลักสูตรและพัฒนารูปแบบการสอนได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287107 ภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแก่งหางแมว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 2026-02-23T21:17:35+07:00 ดวงใจ เพิ่มเจริญ duangjai.pemc@northbkk.ac.th นิษรา พรสุริวงษ์ duangjai.pemc@northbkk.ac.th พรพิมล ประวัติรุ่งเรือง duangjai.pemc@northbkk.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอแก่งหางแมว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาจันทบุรี เขต 1 เป็นวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research ) เป็นการวิจัยเชิงเปรียบเทียบ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ปีการศึกษา 2568 ได้ขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเท่ากับ 161 คน โดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยใช้ขนาดของสถานศึกษาเป็นหน่วยการสุ่มและวิธีการสุ่มอย่างง่าย โดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติค่าที (t-test) สถิติค่าเอฟ (F-test) และการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา<br />โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) ครูและผู้บริหารที่มีเพศ ตำแหน่ง ระดับการศึกษา ขนาดสถานศึกษา และประสบการณ์ในการดำรงตำแหน่งปัจจุบันแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน และ3) แนวภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้ 1) ความไว้วางใจ บริหารโปร่งใส มีส่วนร่วม สื่อสารชัดเจน สร้างความเชื่อมั่น 2) ความยุติธรรม ปฏิบัติเท่าเทียม ตัดสินใจตามกฎหมายและคุณธรรม 3) ความน่าเคารพ ให้เกียรติ รับฟัง และเคารพซึ่งกันและกัน 4) ความรับผิดชอบ ทำหน้าที่เต็มที่ ติดตามผล และพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และ5) ความซื่อสัตย์สุจริต บริหารด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส ยึดธรรมาภิบาล</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/289653 ภาวะผู้นำของผู้บริหารทุนมนุษย์ในยุค HR 5.0 2026-05-28T11:56:32+07:00 เรียงดาว ทวะชาลี riangdow@gmail.com พัฒนพงษ์ หนองน้ำ nongnam200841@gmail.com พระครูปลัดเอกพัน สิริวณฺณเมธี (อินจันทึก) aekkaphan2252@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทฤษฎีภาวะผู้นำที่สอดคล้องกับพลวัตโลก วิเคราะห์วิวัฒนาการของทุนมนุษย์ตั้งแต่ยุค 1.0 ถึง 5.0 และกำหนดแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำสำหรับผู้บริหารทุนมนุษย์ท่ามกลางความผันผวนของโลกยุค BANI World นโยบายไทยแลนด์ 4.0 และมโนทัศน์ Society 5.0 โดยดำเนินการศึกษาผ่านวิธีวิจัยเชิงเอกสารจากฐานข้อมูลวิชาการต่าง ๆ</p> <p>จากผลการศึกษาพบว่า รูปแบบภาวะผู้นำในแต่ละยุคสมัยล้วนอุบัติขึ้นเพื่อตอบสนองธรรมชาติของทุนมนุษย์ที่แปรเปลี่ยนไปเสมอตามกรอบแนวคิดเชิงทรัพยากร นับตั้งแต่ภาวะผู้นำแบบสั่งการและเน้นระบบในยุค 1.0–2.0 ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในยุค 3.0 และภาวะผู้นำดิจิทัลที่เน้นระบบอัตโนมัติในยุค HR 4.0 ทว่าในปัจจุบันองค์กรกำลังเผชิญกับวิกฤตความแปลกแยกและภาวะหมดไฟของพนักงานในโลกดิจิทัล ทำให้บริบทของทุนมนุษย์ถูกยกระดับเข้าสู่ยุค HR 5.0 ที่ต้องหันกลับมายึดถือมนุษย์เป็นศูนย์กลาง โดยมีเทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน</p> <p>บทความนี้จึงขอนำเสนอกรอบแนวคิดเชิงประยุกต์ผ่านโมเดลภาวะผู้นำเชิงบูรณาการใน 4 มิติหลัก “H-C-B-A Leadership” ได้แก่ 1) Heart การพัฒนาความเห็นอกเห็นใจเชิงดิจิทัลเพื่อสร้างพื้นที่ปลอดภัย<br />ทางจิตวิทยา 2) Cognition การใช้ข้อมูลเชิงลึกและการคิดเชิงยุทธศาสตร์ผ่าน People Analytics 3) Balance การสร้างสมดุลระหว่างปัญญาประดิษฐ์กับจริยธรรมดิจิทัล และ 4) Agility การสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตและความคล่องตัวเชิงปรับตัว บทสรุปของบทความยืนยันว่า ผู้บริหารทุนมนุษย์ยุค 5.0 ต้องสามารถผสานความแกร่งทางกลยุทธ์และความอ่อนโยนทางความรู้สึกเข้าด้วยกัน เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้บรรลุทั้งผลิตภาพที่สูงและความสุขที่ยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287372 ทักษะการสื่อสารเชิงบวก: การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกของครู ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา 2026-02-23T21:23:56+07:00 นพมาศ คลื่นบรรเลง teachernuy@gmail.com วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ teachernuy@gmail.com บุษกร วัฒนบุตร teachernuy@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอทักษะการสื่อสารเชิงบวกซึ่งเป็นกลไกการสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกของครูในโรงเรียนระดับประถมศึกษา โดยมีขอบเขตศึกษา ได้แก่ ทฤษฎีทักษะการสื่อสารเชิงบวก แนวคิดความสัมพันธ์เชิงบวกของครู และแนวคิดหรือหลักการการสื่อสารเชิงบวกในโรงเรียนระดับประถมศึกษา บทความนี้เสนอว่า การสื่อสารเชิงบวกของครู ได้แก่ การฟังอย่างตั้งใจ การใช้ถ้อยคำเชิงสร้างสรรค์ การแสดงความเคารพและเห็นคุณค่าในผู้อื่น และการสื่อสารด้วยความเห็นอกเห็นใจ เป็นกลไกสำคัญต่อการเสริมสร้างความสัมพันธ์เชิงบวกและบรรยากาศการทำงานที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา ดังนั้นการพัฒนาทักษะการสื่อสารเชิงบวกของครูควรได้รับการส่งเสริมอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับคุณภาพความสัมพันธ์ภายในโรงเรียนและสนับสนุนการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287548 การพัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา: มิติด้านประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษา 2026-03-09T16:46:44+07:00 นราจิตร โนดไธสง 681500330@northbkk.ac.th บุษกร วัฒนบุตร 681500330@northbkk.ac.th วงศ์วิศว์ หมื่นเทพ 681500330@northbkk.ac.th <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการศึกษาการพัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มิติด้านประสิทธิภาพและคุณภาพการจัดการศึกษา ผลการศึกษา พบว่า 1) แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับนวัตกรรมการบริหารงานวิชาการ ได้แก่ แนวคิดเกี่ยวกับนวัตกรรม ทฤษฎีภาวะผู้นำทางวิชาการ ทฤษฎีภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง ทฤษฎีการบริหารการเปลี่ยนแปลง แนวคิดการบริหารเชิงระบบและแนวคิดองค์กรแห่งการเรียนรู้ 2) มิติด้านประสิทธิภาพในการบริหารจัดการสถานศึกษา ประกอบด้วย 7 มิติ ได้แก่ มิติด้านประสิทธิภาพเชิงทรัพยากร มิติด้านประสิทธิภาพเชิงกระบวนการ มิติด้านประสิทธิภาพเชิงผลผลิต มิติด้านประสิทธิภาพเชิงผลลัพธ์ มิติด้านประสิทธิภาพเชิงข้อมูลและการตัดสินใจ มิติด้านประสิทธิภาพเชิงบุคลากร และมิติด้านประสิทธิภาพเชิงธรรมาภิบาล 3) มิติด้านคุณภาพการจัดการศึกษาและผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ประกอบด้วย 8 มิติ ได้แก่ มิติด้านคุณภาพหลักสูตร มิติด้านคุณภาพกระบวนการจัดการเรียนรู้ มิติด้านคุณภาพการวัดและประเมินผล มิติด้านคุณภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา มิติด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มิติด้านสมรรถนะและทักษะผู้เรียน มิติด้านคุณลักษณะอันพึงประสงค์และคุณธรรม และมิติด้านความพึงพอใจและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) แนวทางการพัฒนานวัตกรรมการบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาเชิงระบบต้องดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุมการกำหนดวิสัยทัศน์ การใช้ข้อมูลเป็นฐาน การปรับปรุงกระบวนการ การพัฒนาบุคลากร และการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง การบูรณาการองค์ประกอบเหล่านี้เข้าด้วยกันจะทำให้การบริหารงานวิชาการมีความยืดหยุ่น มีประสิทธิภาพ และสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/288445 กลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี ตามแนวคิดความเสมอภาคทางการศึกษา 2026-04-28T21:18:12+07:00 ศราวุฒิ ธราพร kensarawut.agel@gmail.com ชนิตา รักษ์พลเมือง Kensarawut.agel@gmail.com บุญมี เณรยอด Kensarawut.agel@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรีตามแนวคิดความเสมอภาคทางการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน เป็นบทความเชิงคุณภาพ และบทความเชิงปริมาณ ควบคู่กันไปอย่างต่อเนื่อง ผสมผสานและบูรณาการผลของการบทความเข้าด้วยกัน ประกอบด้วย การศึกษาการบริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี ตามแนวคิดความเสมอภาคทางการศึกษา การพัฒนากลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี ตามแนวคิดความเสมอภาคทางการศึกษา และการประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของกลยุทธ์การบริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี ตามแนวคิดความเสมอภาคทางการศึกษา โดยใช้กลุ่มประชากร ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 413 โรงเรียน (ข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาจังหวัดกาญจนบุรี, 2567) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ โรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 199 โรงเรียน โดยกำหนดขนาดตัวอย่างด้วยวิธีเปิดตารางของ Krejcie and Morgan (1970) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 199 โรงเรียน พบว่า ความเสมอภาคทางการศึกษาประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ โอกาสและความเสมอภาคในการได้รับการศึกษา การพัฒนาศักยภาพผู้เรียนด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และการเข้าถึงสื่อและแหล่งเรียนรู้อย่างเสมอภาค ขณะที่ปัจจัยการบริหารโรงเรียนที่สำคัญ ได้แก่ ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การพัฒนาบุคลากร เทคโนโลยีสารสนเทศ แรงจูงใจ งบประมาณ การมีส่วนร่วม และวัฒนธรรมองค์กร ทั้งนี้ กลยุทธ์ที่ได้มุ่งเน้นการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา ส่งเสริมการเข้าถึงทรัพยากร และยกระดับคุณภาพผู้เรียนอย่างทั่วถึง อันนำไปสู่การพัฒนาการบริหารสถานศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์