วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor
<p><strong>วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์</strong></p> <p> มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้า และเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ วารสารมุ่งเน้นบทความทางด้านพุทธศาสนาสังคมศึกษา วิทยาศาสตร์ การท่องเที่ยว ศิลปกรรมด้านการศึกษา นวัตกรรมการศึกษา นวัตกรรมการบริหารการศึกษา หลักสูตรและการสอน ศิลปศาสตร์ และการศึกษาเชิงประยุกต์ เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิแบบ Double-blind 3 ท่าน เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษโดยรับพิจารณาต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย กำหนดตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (ราย 4 เดือน)</p> <p><strong>วารสารจะกำหนดออกเผยแพร่ </strong></p> <p> ปีละ 3 ฉบับ (4 เดือนต่อฉบับ)</p> <p> <img src="https://so05.tci-thaijo.org/public/site/images/kanchanaburi/999.gif" /> ฉบับที่ 1 มกราคม - เมษายน</p> <p> <img src="https://so05.tci-thaijo.org/public/site/images/kanchanaburi/999.gif" /> ฉบับที่ 2 พฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p> <img src="https://so05.tci-thaijo.org/public/site/images/kanchanaburi/999.gif" /> ฉบับที่ 3 กันยายน - ธันวาคม</p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์
th-TH
วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
3027-6802
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการมีส่วนร่วมของครู ในการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 2
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283327
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสัปปุริสธรรม 7 กับการพัฒนาปัญญาในพระพุทธศาสนาวิเคราะห์ ศักยภาพของหลักธรรมในการส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานและเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงพุทธเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มี ปัญญาเชิงคุณธรรม อาศัยกรอบแนวคิดไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปัญญา) ในการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 คือ การรู้ตน รู้ธรรม รู้กาล รู้ประมาณ รู้ชุมชน รู้จักบุคคล และรู้ลำดับแห่งการปฏิบัติเข้ากับมิติของความคิด อารมณ์ และพฤติกรรม เพื่อเสริมสร้างคุณลักษณะผู้เรียนตามเป้าหมายศตวรรษที่ 21 ผลการศึกษาพบว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงหลักสัปปุริสธรรมกับ Active Learningการเรียนรู้วิถีพุทธ และ Self-Reflection Learning สามารถพัฒนาปัญญา ความเมตตา และสมดุลชีวิตของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
พระอธิการธีรวัฒน์ ภทฺทธมฺโม (ศิริบุตร)
พระอธิการบุญเพ็ง ปมุตฺโต (ปยุตโต)
ปรียาภรณ์ ฤทธาพรม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
244
250
-
The Advantages and Disadvantages of Online and Traditional Classroom Education and to What Extent Online Education Can Substitute Traditional Education
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283574
<p>This article focuses on the advantages and disadvantages of Online and traditional classroom education and compares them. Over the last several years, with the advancement of technology and the Internet, online education has undergone significant changes. It became popular with many students, especially during the COVID-19 pandemic, which compelled educational institutions to adopt it. On the other hand, traditional education has its unique benefits and is still a popular mode of education. Both types of learning have their advantages and challenges. Hence, to put the debate on hold on whether online education can substitute traditional education, a blend of these two methods can be the best possible learning option. </p>
Sukarna Chakma
Punniththa Mrazek
Wissawa Aunyawong
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
251
264
-
การศึกษาการพัฒนาตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/282649
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการในการพัฒนาตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความต้องการในการพัฒนาตนเองของนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี โดยรวมและจำแนกเป็นรายด้าน จำแนกตามเพศ ชั้นปีและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนากลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วยนักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ชั้นปีที่ 1-4 จำนวนทั้งสิ้น 227 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามจำนวน 40 ข้อ โดยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค มีค่าเชื่อมั่นของแบบทดสอบเท่ากับ .945 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าคะแนนเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า 1. นักศึกษาสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี มีความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2. นักศึกษาทุกเพศ ทุกชั้นปี ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนทุกระดับมีความต้องการในการพัฒนาตนเอง เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่านักศึกษาที่มีเพศต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเองด้านอารมณ์ ด้านสังคม และด้านสติปัญญา แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 ด้านร่างกายไม่มีความแตกต่าง นักศึกษาชั้นปีต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยรวมและรายด้านไม่ต่างกัน นักศึกษาที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่างกัน มีความต้องการในการพัฒนาตนเองโดยรวมและรายด้านไม่ต่างกัน จากการศึกษาในครั้งนี้ทำให้ทราบถึงความต้องการในการพัฒนาตนเองของนักศึกษาและเป็นข้อมูลในการที่คณะศึกษาศาสตร์จะจัดกิจกรรมส่งเสริมการพัฒนาตนเองของนักศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ปิยกานต์ ปานอุไร
พิจิตรา เกษประดิษฐ์
กิตติมา เฟื่องฟู
สุภา สุขวิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
161
171
-
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครูในสถาบันอาชีวศึกษา เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/284039
<p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะของครูในสถาบันอาชีวศึกษาเมืองหนานหนิง มณฑลกวางสีสาธารณรัฐประชาชนจีน และ 2) เพื่อสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครูในสถาบันอาชีวศึกษา เมืองหนานหนิง มณฑลกวางสี สาธารณรัฐประชาชนจีน การวิจัยในครั้งนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ทำวิจัยเชิงปริมาณโดยเครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูล จำนวน 388 คน ทำวิจัยเชิงคุณภาพโดยเครื่องมือคือแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 9 คน มีเกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับสมรรถนะของครูโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือองค์ประกอบที่ 1 ด้านภาวะผู้นำทางวิชาชีพ รองลงมาองค์ประกอบที่ 5 ด้านจริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ องค์ประกอบที่ 4 ด้านการปฏิบัติการของครู และจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลส่วนใหญ่เห็นว่ารูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครู ประกอบด้วย 1) ภาวะผู้นำทางวิชาชีพ 2) การวิจัยและนวัตกรรม 3) การปรับตัวในยุคพหุวัฒนธรรม 4) การปฏิบัติการของครู 5) จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ 6) การพัฒนาหลักสูตรและจัดการเรียนรู้ 7) การรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล 8) การทำงานเป็นทีม 2) รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครู ประกอบด้วย ภาวะผู้นำทางวิชาชีพ PLC Leadership Workshop, Role Play การวิจัยและนวัตกรรม Mini Action Research Training การปรับตัวในยุคพหุวัฒนธรรม Cross-Cultural Dialogue การปฏิบัติการของครู Hands-on Lab Demonstration จริยธรรมและจรรยาบรรณวิชาชีพ Reflection จาก Case Study การจัดการเรียนรู้ Lesson Study หลักสูตรและเทคโนโลยีดิจิทัล อบรมใช้ LMS และ AI Tools การทำงานเป็นทีม Team Teaching และการประเมินรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของครู ซึ่งพิจารณา 4 ด้าน พบว่า ความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ ความเหมาะสม ความถูกต้องครอบคลุม ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด </p>
Qin Xiaoli
ตระกูล จิตวัฒนากร
บุษกร วัฒนบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
172
186
-
สภาพ ปัญหา และแนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูของสถานศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/282786
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา สภาพ ปัญหา และแนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูของสถานศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 เป็นวิจัยเชิงผสมผสาน กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 284 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการสนทนากลุ่ม จำนวน 8 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.98 และประเด็นการสนทนากลุ่ม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านการเรียนการสอน ด้านบริหารจัดการภายในสถานศึกษา ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ด้านทรัพยากรการเรียนรู้ และด้านความร่วมมือภาครัฐ เอกชน<br />และชุมชน</li> <li>ปัญหาการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลางรายด้านมีปัญหาอยู่ในระดับปานกลาง เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย คือ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน รองลงมาคือ ด้านกระบวนการเรียนรู้ ด้านบริหารจัดการภายในสถานศึกษา และด้านทรัพยากรการเรียนรู้ สำหรับปัญหาอยู่ในระดับน้อย คือ ด้านการเรียนการสอน และด้านความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน</li> <li>แนวทางการส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารเพื่อการจัดการเรียนรู้ของครูของสถานศึกษาในเขตพื้นที่พิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาญจนบุรี เขต 3 ดังนี้ 1) ด้านบริหารจัดการภายในสถานศึกษา สถานศึกษาควรมีการประสานเครือข่าย จากชุมชน องค์กรภาครัฐ และเอกชนเข้ามามีส่วนร่วม สนับสนุน ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 2) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน ผู้บริหารสถานศึกษาควรจัดหาซอฟต์แวร์ที่ไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ 3) ด้านการเรียนการสอน ผู้บริหารสถานศึกษาควรส่งเสริมการจัดทำแผนและหลักสูตรการพัฒนาฝึกอบรมครู 4) ด้านกระบวนการเรียนรู้ สถานศึกษาควรวางแผนในการบริหารจัดการสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอนด้วยเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารอย่างเป็นระบบ 5) ด้านทรัพยากรการเรียนรู้ การจัดทำเว็บไซต์ของสถานศึกษาสนับสนุนการจัดการแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา 6) ด้านความร่วมมือภาครัฐ เอกชน และชุมชน ควรมีการประชาสัมพันธ์กับภาคีเครือข่ายภาครัฐ เอกชน ชุมชนและท้องถิ่น ให้มีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร</li> </ol>
นฤมล มะยุเรศ
นิพนธ์ วรรณเวช
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
187
199
-
ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283503
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับบทบาทผู้บริหารของศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี 2) ระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ <br />สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทของผู้บริหารกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากตัวอย่างการวิจัยได้แก่ ผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 206 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับบทบาทของผู้บริหารศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี โดยภาพรวม 5 บทบาท อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.17, S.D.=0.59) โดยบทบาทผู้ส่งเสริมสนับสนุนอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.41, S.D.=0.65) 2. ระดับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของศูนย์ฝึกอบรมวิชาชีพประจำอำเภอ สังกัดอาชีวศึกษาจังหวัดปัตตานี โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.13, S.D.=0.61) โดยการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />=4.38, S.D.=0.67) 3. บทบาทของผู้บริหาร (ภาพรวม) มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการบริหารแบบมีส่วนร่วม (ภาพรวม) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันเท่ากับ 0.709 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ระดับค่อนข้างสูง</p>
บัญชา พุทธวาศรี
สุขพัชรมณี กันแต่ง
ประภัสสร สมสถาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
200
213
-
การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในธุรกิจอีคอมเมิร์ซของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283547
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อระบุประเภทของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่เหมาะสมสำหรับธุรกิจอีคอมเมิร์ซของ ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในการเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจอีคอมเมิร์ซของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม และ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวทางและข้อจำกัดในการเลือกใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่สอดคล้องกับลักษณะของธุรกิจอีคอมเมิร์ซของวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านวิธีการวิจัยเอกสาร รวบรวมข้อมูลจากวรรณกรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในช่วงปี พ.ศ. 2562–2568 ซึ่งครอบคลุมแนวคิดเทคโนโลยีและบริบทการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ในภาคธุรกิจทั่วโลก ใช้เอกสาร 38 รายการที่ครอบคลุมและเพียงพอต่อการวิเคราะห์มีเกณฑ์การคัดเข้าและการคัดออก ผลการวิจัยพบว่า <br />1. สามารถแบ่งออกเป็น 4 ประเภทหลัก ได้แก่ ปัญญาประดิษฐ์สนทนา ปัญญาประดิษฐ์ด้านการตลาดดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์เชิงสร้างสรรค และปัญญาประดิษฐ์ด้านการวิเคราะห์ข้อมูล <br />2. การประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำในการดำเนินงาน และสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขัน <br />3. การวิจัยเชิงประจักษ์เพิ่มเติม เช่น การสำรวจภาคสนามหรือกรณีศึกษาสะท้อนบริบทจริงของผู้ประกอบการ รวมทั้งการศึกษาแนวทางสนับสนุนเชิงนโยบายและการพัฒนาทักษะบุคลากรเพื่อเพิ่มความสามารถในการปรับใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างยั่งยืน สามารถนำไปใช้ในการส่งเสริมการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ไปปรับใช้ในภาคธุรกิจไทยอย่างมีประสิทธิภาพ ในการยกระดับการบริการ การตลาด การวิเคราะห์ข้อมูล และการสร้างนวัตกรรม</p>
สิรี สนธิศิริกฤตย์
บุษกร วัฒนบุตร
ตระกูล จิตวัฒนากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
214
228
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับการมีส่วนร่วมของครู ในการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 2
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283848
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ 2) การมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารกับการมีส่วนร่วมของครูในการบริหารจัดการโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แนวคิดภาวะผู้นำผู้บริหารสถานศึกษาตามแนวคิดของ Manz & Sims (1989) และการมีส่วนร่วมของครูตามแนวคิดของ Cohen and Uphoff (1981)เป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์ ภายใต้การกำกับดูแลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ปีการศึกษา 2567 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วยผู้บริหารและครูจำนวนทั้งสิ้น 78 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติ ด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และทดสอบสมมติฐานด้วยโดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน (Pearson’s Product Moment Correlation Coefficient) ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนอนุบาลพระบรมราชานุสรณ์ดอนเจดีย์มีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการอำนวยความสะดวก ให้เกิดวัฒนธรรมของผู้นำตนเอง ขณะที่การเป็นแบบอย่างที่เป็นผู้นำตนเองมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 2. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 การมีส่วนร่วมของครูในโรงเรียน ในภาพรวมมีค่าเฉลี่ยในระดับมากที่สุด โดยที่การมีส่วนร่วมในการประเมินผลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด และการมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด 3. ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่ 3 ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำและการมีส่วนร่วมของครู พบว่ามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงมาก โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (r) เท่ากับ 0.956 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01</p>
สุริยะ ม่วงมูล
นงนภัส พันธ์พลกฤต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2025-12-20
2025-12-20
5 3
229
243