วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor
<p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์ | MCU Kanchana Journal</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> วารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์ เผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการในสาขาพระพุทธศาสนา การศึกษา การบริหาร และการพัฒนาสังคม รับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ จากผู้เขียนทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> <div class="overflow-x-auto w-full px-2 mb-6"> <table class="min-w-full border-collapse text-sm leading-[1.7] whitespace-normal"> <thead class="text-left"> <tr> <th class="text-text-100 border-b-0.5 border-border-300/60 py-2 pr-4 align-top font-bold">รายการ</th> <th class="text-text-100 border-b-0.5 border-border-300/60 py-2 pr-4 align-top font-bold">รายละเอียด</th> </tr> </thead> <tbody> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ISSN (Online) </td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">3027-6802</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ฐานข้อมูล</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">TCI</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">บรรณาธิการ</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">พระครูสมุห์สมโภชน์ อินฺทวิริโย, ดร.</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ความถี่</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ปีละ 3 ฉบับ (ม.ค.–เม.ย. / พ.ค.–ส.ค. / ก.ย.–ธ.ค.)</td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">การประเมิน</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">Double-blind Peer Review (ผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน) </td> </tr> <tr> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">ค่าธรรมเนียม</td> <td class="border-b-0.5 border-border-300/30 py-2 pr-4 align-top">4,500 บาท/บทความ (เรียกเก็บเมื่อตอบรับแล้ว)</td> </tr> </tbody> </table> </div> <hr class="border-border-200 border-t-0.5 my-3 mx-1.5" /> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"><strong>ขอบเขต</strong></p> <p class="font-claude-response-body break-words whitespace-normal leading-[1.7]"> ครอบคลุม 6 สาขาหลัก ได้แก่ (1) พระพุทธศาสนาและการประยุกต์ใช้หลักธรรม (2) การบริหารและภาวะผู้นำทางการศึกษา (3) นวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา (4) การพัฒนาครูและการจัดการเรียนรู้ (5) การบริหารองค์กรและการพัฒนาชุมชน และ (6) คุณภาพชีวิตและการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์</p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาลัยสงฆ์กาญจนบุรี ศรีไพบูลย์
th-TH
วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
3027-6802
-
SILA Model: การบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาจริยธรรม ของคนในสังคมดิจิทัล
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287911
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการพัฒนาจริยธรรมของคนในสังคมดิจิทัล โดยศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้องกับหลักพุทธธรรมและจริยธรรมร่วมสมัย ในประเด็นแนวคิดการบูรณาการ หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาคน จริยธรรมเพื่อการพัฒนาคนในสังคมดิจิทัล และแนวทางการสังเคราะห์หลักพุทธธรรมเพื่อการพัฒนาจริยธรรม ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก แนวคิดการบูรณาการเป็นกระบวนการเชื่อมโยงความรู้จากหลายศาสตร์เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบเพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ที่มีคุณค่าเชิงปฏิบัติ โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ หลักความเชื่อมโยง หลักความสมดุล และหลักการสร้างคุณค่าเพิ่ม ประการที่สอง หลักพุทธธรรมสำคัญที่สามารถนำมาใช้พัฒนาคนในสังคมดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประกอบด้วย หลักไตรสิกขา หลักพรหมวิหาร 4 หลักสังคหวัตถุ 4 และหลักอริยสัจ 4 ซึ่งแต่ละหมวดมีบทบาทเฉพาะในการพัฒนาจริยธรรมตั้งแต่ระดับบุคคลถึงระดับสังคม ประการที่สาม จริยธรรมเพื่อการพัฒนาคนในสังคมดิจิทัลจำเป็นต้องครอบคลุมทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ความซื่อสัตย์สุจริต การเคารพสิทธิผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ ประการที่สี่ การสังเคราะห์หลักพุทธธรรมกับจริยธรรมร่วมสมัยนำไปสู่การพัฒนา SILA Model ซึ่งเป็นกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการ 4 มิติ ได้แก่ S การรู้ตนเองผ่านหลักไตรสิกขา I ความสมานฉันท์ระหว่างบุคคลผ่านหลักสังคหวัตถุ 4 L การเจริญเมตตาผ่านหลักพรหมวิหาร 4 และ A ปัญญาที่ยืดหยุ่นผ่านหลักอริยสัจ 4 องค์ความรู้ดังกล่าวได้มาจากการสังเคราะห์หลักธรรมทั้ง 4 หมวดเข้ากับสภาพปัญหาจริยธรรมในสังคมดิจิทัล 4 ด้าน จนได้กรอบแนวคิดที่เป็นวงจรพัฒนาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ระดับบุคคลสู่ระดับสังคม</p>
พระปลัดมานะ ฐิติสีโล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
133
143
-
พุทธจริยธรรมกับความรับผิดชอบ และการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287881
<p>บทความนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงปรัชญาระหว่างจริยธรรมเชิงพุทธกับปัญญาประดิษฐ์ โดยศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องในประเด็นแนวคิดปัญญาประดิษฐ์ ผลกระทบจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์<br />หลักความรับผิดชอบในการพัฒนาและใช้งานปัญญาประดิษฐ์ และแนวทางการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ตามหลักพุทธจริยธรรม ผลการศึกษาพบว่า ประการแรก ปัญญาประดิษฐ์เป็นเทคโนโลยีที่มีศักยภาพสูงในการเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานและการตัดสินใจ แต่ยังขาดเจตนาและจิตสำนึกตามนัยพุทธปรัชญา จึงไม่อาจสร้างกรรมในตัวเอง ผลกรรมจึงย้อนกลับสู่มนุษย์ผู้ออกแบบและใช้งาน ประการที่สอง ผลกระทบจากการใช้ปัญญาประดิษฐ์มีทั้งด้านบวกและด้านลบ โดยเฉพาะปัญหาอคติของอัลกอริทึม การละเมิดความเป็นส่วนตัว ช่องว่างความรับผิดชอบ และผลกระทบต่อตลาดแรงงานและสุขภาวะทางจิต ประการที่สาม หลักความรับผิดชอบในปัญญาประดิษฐ์สามารถอธิบายได้ผ่านแนวคิดกรรมกระจาย ซึ่งกำหนดให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกระดับในห่วงโซ่การพัฒนารับผิดชอบตามสัดส่วนของเจตนาและอำนาจ ประการที่สี่ หลักพุทธจริยธรรม โดยเฉพาะหลักเบญจศีลและหลักสัมมาอาชีวะ สามารถทำหน้าที่เป็นกรอบเชิงบรรทัดฐานสำหรับการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ที่ส่งเสริมความรับผิดชอบ ความโปร่งใส และการไม่เบียดเบียน</p>
พระครูกาญจนกิจโสภณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
144
153
-
พุทธเศรษฐศาสตร์จากทางสายกลางสู่ธรรมาภิบาลเพื่อบูรณาการแนวคิด ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาลและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน ในประเทศไทยอย่างยั่งยืน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/288322
<p>บทความวิชาการนี้นำเสนอกรอบการบูรณาการระหว่างพุทธเศรษฐศาสตร์กับแนวคิดด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG) และเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) โดยครอบคลุม 4 ประเด็นหลัก ประเด็นแรก ด้านหลักพุทธศาสนา พบว่าหลักการสำคัญหกประการ ได้แก่ ทางสายกลาง ความพอเพียง ปฏิจจสมุปบาท สัมมาอาชีวะ กรุณา และสติ โดยทำหน้าที่เป็นตัวกรองเชิงจริยธรรม (ethical filter) ก่อนที่แรงจูงใจของตลาดจะเข้ามามีอิทธิพล ประเด็นที่สอง ด้านแนวคิด ESG พบว่ากรอบ ESG ในปัจจุบันขาดรากฐานเชิงปรัชญาที่สอดรับกับบริบทวัฒนธรรมตะวันออก และมีการละเลยมิติวัฒนธรรมซึ่งเป็นจุดอ่อนเชิงสถาบันโดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ประเด็นที่สาม ด้านเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน พบว่าปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง และนโยบายเศรษฐกิจชีวภาพ-เศรษฐกิจหมุนเวียน-เศรษฐกิจสีเขียว (BCG Economy) เป็นต้นแบบระดับชาติที่แสดงว่าการบูรณาการปรัชญาพุทธศาสนาเข้ากับเป้าหมายการพัฒนาเป็นเรื่องที่สามารถดำเนินการได้จริงในเชิงนโยบาย ประเด็นที่สี่ ด้านการบูรณาการ พบว่ากรอบ DPSIR-E และสมการ I = P × A × T × E สามารถเชื่อมโยงพุทธเศรษฐศาสตร์กับ ESG และ SDGs ได้อย่างเป็นระบบ โดยค่านิยมและจริยธรรมเป็นตัวขับเคลื่อนเชิงสถาบันในระดับลึก บทความนี้มีข้อเสนอเชิงนโยบายของบริษัทและหน่วยงานกำกับดูแลในบริบทไทยและอาเซียน</p>
เกียรติอนันต์ ล้วนแก้ว
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
154
165
-
การบริหารงานบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษา ของโรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/283857
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคล และเพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษา ตลอดจน เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคลกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยประชากรคือผู้บริหารสถานศึกษา 58 คนและครูผู้สอน 628 คน จาก 15 โรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยที่อยู่ในภาคเหนือ กลุ่มตัวอย่างใช้วิธีสุ่มอย่างง่าย โดยใช้วิธีการจับฉลากเลือกมา 5 โรงเรียน หน่วยการวิจัยคือผู้บริหารการศึกษาและครูผู้สอน ขนาดตัวอย่าง เปิดตารางของ Krejcie and Morgan ที่ระดับความเชื่อมั่นที่ 95% จำนวน 248 คน จำแนกเป็น 1) ผู้บริหารสถานศึกษา 20 คน และ 2) ครูผู้สอน จำนวน 228 คน จากนั้น สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยแบ่งชั้นตามโรงเรียน 5 แห่งและคำนวณหาขนาดที่พอดีของกลุ่มตัวอย่างแต่ละโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 มีค่าความเชื่อมั่น 0.95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเป็นรายข้อและภาพรวมและแปลผลเทียบเกณฑ์ และวิเคราะห์หาค่าความสัมพันธ์ โดยใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคลของโรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยโดยรวม ทั้ง 11 ด้าน สรุปว่ามีการบริหารงานอยู่ในระดับมาก</li> <li>แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนในเครือสภาคริสตจักรแห่งประเทศไทยโดยรวม ปัจจัยจูงใจทั้ง 5 ด้าน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ส่วนด้านปัจจัยเกื้อหนุนทั้ง<br />11 ด้าน มีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก</li> <li>สภาพปัจจุบันของการบริหารงานบุคคล โดยรวม 11 ด้าน (X) พบว่ามีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน (Y) ได้แก่ปัจจัยจูงใจ (Y<sub>1</sub>) โดยรวม 5 ด้าน และปัจจัยเกื้อหนุน (Y<sub>2</sub>) โดยรวม 11 ด้าน ถือว่ามีความสัมพันธ์เชิงบวกระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ทั้งสองปัจจัย</li> </ol>
กิตติธัช นาถศรีทา
ประภัสสร สมสถาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
1
14
-
การพัฒนานวัตกรรมการสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางเพื่อความสำเร็จ ของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/286832
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน และสภาพปัญหาการสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางเพื่อความสำเร็จของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย และ 2) พัฒนากระบวนการการสืบทอดตำแหน่งผู้บริหารระดับกลางเพื่อความสำเร็จของโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทย บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 คน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 5 คน มีเกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัย พบว่า 1) การสืบทอดตำแหน่งต้องดำเนินการอย่างเป็นระบบและเชื่อมโยงกับโครงสร้างองค์กร โดยอาศัยการสนับสนุนจากผู้บริหารระดับสูงและการบูรณาการกับระบบทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรักษาความต่อเนื่องของบริการผู้ป่วยและความยั่งยืนขององค์กร 2) กระบวนการการสืบทอดตำแหน่งประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การกำหนดตำแหน่งงานที่มีความสำคัญต่อความสำเร็จขององค์กร (2) การกำหนดคุณสมบัติและสมรรถนะที่จำเป็น (3) การระบุและประเมินผู้สืบทอดตำแหน่งที่มีศักยภาพสูง (4) การจัดทำและดำเนินการแผนพัฒนาผู้สืบทอดตำแหน่ง และ (5) การติดตามและประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ภายใต้กรอบความรู้ ทักษะ ความสามารถ และยังชี้ให้เห็นข้อจำกัดสำคัญด้านความโปร่งใส การพึ่งพาดุลยพินิจ และภาระงานบริการประจำที่ส่งผลต่อความต่อเนื่องของการพัฒนา โดยกระบวนการที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยปัจจัยนำเข้า กระบวนการ และผลลัพธ์เชิงองค์กร</p>
จุฑารัตน์ นาทองบ่อ
ตระกูล จิตวัฒนากร
บุษกร วัฒนบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
15
31
-
การพัฒนานวัตกรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการปฏิบัติงานของทุนมนุษย์ ในสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/284023
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา และความต้องการในการส่งเสริมคุณภาพการปฏิบัติงานของทุนมนุษย์ในสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ และ 2) เพื่อพัฒนานวัตกรรมส่งเสริมคุณภาพการปฏิบัติงานของทุนมนุษย์ในสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน และผู้เชี่ยวชาญสำหรับการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 10 คน มีเกณฑ์ในการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบัน สภาพปัญหา การสื่อสารภายในองค์กรยังไม่มีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะข้ามสายงานและเจเนอเรชัน การทำงานเป็นทีมเผชิญความท้าทายจากรูปแบบ Hybrid และงานข้ามหน้าที่ ภาวะผู้นำยังขาดทักษะบริหารคนและส่งเสริมความร่วมมือ การคิดเชิงวิพากษ์ถูกจำกัดจากโครงสร้างองค์กร สัมพันธภาพมีปัญหาเรื่องความไว้ใจ และยังขาดระบบพัฒนา/วัดผลความเป็นมืออาชีพที่ชัดเจน พร้อมผู้นำต้นแบบในส่วนความต้องการและแนวทางส่งเสริมประกอบด้วย (1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร (2) การเสริมสร้างแรงจูงใจในการทำงาน (3) การพัฒนาแนวคิดการทำงานอย่างมืออาชีพ (4) การพัฒนาระบบสื่อสารและการประสานงานภายใน (5) การจัดระบบงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น และ (6) การพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืน 2) รูปแบบนวัตกรรมส่งเสริมคุณภาพการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย (1) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรผ่านการอบรมเชิงปฏิบัติการ (2) การเสริมสร้างแรงจูงใจ ผ่านเวทีบอร์ดชื่นชม การจัดสวัสดิการเสริม (3) การพัฒนาแนวคิดทำงานอย่างมืออาชีพผ่านคู่มือส่งเสริมคุณภาพการปฏิบัติงาน (4) การพัฒนาระบบสื่อสารและประสานงานผ่านการประชุมประจำเดือน (5) การจัดระบบงานให้ชัดเจนและยืดหยุ่นด้วยการปรับโครงสร้างงานและกระบวนการ และ (6) การพัฒนาทุนมนุษย์อย่างยั่งยืนด้วยการจัดทำแผนพัฒนารายบุคคล </p>
ธิดารักษ์ สัจจพงษ์
บุษกร วัฒนบุตร
ตระกูล จิตวัฒนากร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
32
47
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา กับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/287000
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา 2) การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 รวมทั้งสิ้น 306 คน กำหนดขนาดตัวอย่างจากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามความคิดเห็น แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีอิทธิพลอย่างมีอุดมการณ์ 2. การดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่มุ่งคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษา 3. ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูงกับการดำเนินงานประกันคุณภาพการศึกษาภายในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 1 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถนำไปใช้เป็นสารสนเทศสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถด้านการบริหารจัดการศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด ควบคู่ไปกับการส่งเสริมรูปแบบภาวะผู้นำที่สอดคล้องกับบริบท ซึ่งจะเป็นปัจจัยสำคัญในการยกระดับระบบประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาให้มีความเข้มแข็งเป็นระบบและมีความยั่งยืน</p>
ชลิดา ปัญญาบุญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
48
60
-
การพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุกเพื่อส่งเสริมเจตคติและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักศึกษาวิทยาลัยดุสิตธานี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/284616
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนารูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุก และ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติของนักศึกษาที่เรียนด้วยวิธีบรรยายและรูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุก รูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยนี้ได้ใช้รูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุกในรายวิชาทักษะการวิเคราะห์เชิงปริมาณเป็นกรอบการวิจัย พื้นที่วิจัย คือ วิทยาลัยดุสิตธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาที่ลงทะเบียนเรียนวิชาทักษะการวิเคราะห์เชิงปริมาณ 2 ห้อง จำนวน 49 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 3 ชนิด คือ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ 3) แบบวัดเจตคติ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบที <br />ผลการวิจัยพบว่า<br />1. แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้คณิตศาสตร์เชิงรุกรายคาบครอบคลุมเนื้อหาในรายวิชาทักษะการวิเคราะห์เชิงปริมาณ จำนวน 15 สัปดาห์ แต่ละแผนประกอบด้วย จุดประสงค์การเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อ/แหล่งเรียนรู้ การวัดและการประเมินผล และในแผนการสอนมีรูปแบบการจัดการเรียนรู้เชิงรุกทั้งหมด 6 รูปแบบ คือ 1) การเรียนรู้แบบแลกเปลี่ยนความคิด 2) การเรียนรู้แบบร่วมมือ 3) การเรียนรู้แบบใช้เกม 4) การเรียนรู้แบบวิเคราะห์วีดีโอ 5) การเรียนรู้แบบกรณีศึกษา และ 6) การเรียนรู้แบบแผนผังความคิด<br />2. ผลสัมฤทธิ์ของนักศึกษาที่เรียนแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุก (Mean = 30.85, S.D. = 6.49) และที่เรียนแบบบรรยาย (Mean= 27.95, S.D. = 4.28) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 รวมทั้งเจตคติของนักศึกษาที่เรียนแบบการจัดกิจกรรมการสอนคณิตศาสตร์เชิงรุก (Mean = 4.20, S.D. = 0.70) และกลุ่มควบคุม (Mean = 3.71, S.D. = 0.83) มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ .05 <br />ผลสัมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจคติของนักศึกษาสูงขึ้นเมื่อได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการจัดกิจกรรมการสอนเชิงรุก</p>
เมธาพร อิ่นคำ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
61
75
-
การศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/284850
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาแนวคิดเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย และเพื่อเสนอกรอบแนวคิดการวิจัยที่ประกอบไปด้วยสมมติฐานเกี่ยวกับปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียนในสังกัดมูลนิธิแห่งสภาคริสตจักรในประเทศไทย โดยใช้กระบวนวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร (Documentary Research) ตามแนวทางของ Scott (1990) ศึกษาวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความเป็นเลิศของการบริหารโรงเรียนจากการสังเคราะห์งานวิจัยที่เกี่ยวข้องประกอบด้วย 4 ปัจจัย คือ 1) ภาวะผู้นำของผู้บริหาร 2) วัฒนธรรมองค์การ 3) ความผูกพันต่อองค์การ และ 4) เทคโนโลยีสารสนเทศ และได้กรอบแนวคิดการวิจัยเชิงสมมุติฐานที่แสดงความสัมพันธ์ขของปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการสู่ความเป็นเลิศของโรงเรียน</p>
พิฏชา รอดอนันต์
ประภัสสร สมสถาน
ณัฐวรรธน์ วิวัฒน์กิจภูวดล
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
76
89
-
บทบาทผู้บริหารกับการบริหารจัดการระบบคุณภาพ โรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/285279
<div>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อทราบบทบาทผู้บริหาร 2) เพื่อทราบการบริหารจัดการระบบคุณภาพ และ 3) เพื่อทราบความสัมพันธ์ระหว่างบทบาทผู้บริหารกับการบริหารจัดการระบบคุณภาพ โรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงพรรณนา (Descriptive research) ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ โรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จำนวนทั้งสิ้น 28 โรง โดยกำหนดผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 8 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา/รองผู้อำนวยการสถานศึกษา หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้/หัวหน้างาน และครู จำนวน 224 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามความคิดเห็น มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .988 และมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.6 ถึง 1.0 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน </div> <div>ผลการวิจัยพบว่า</div> <div>1. บทบาทผู้บริหาร โรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อยดังนี้ บทบาทด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล บทบาทด้านสารสนเทศ และบทบาทด้านการตัดสินใจ</div> <div>2. การบริหารจัดการระบบคุณภาพ โรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อยดังนี้ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ การจัดการกระบวนการ การวัด การวิเคราะห์และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผลลัพธ์ และการนำองค์กร</div> <div>3. บทบาทของผู้บริหารกับการบริหารจัดการระบบคุณภาพของโรงเรียนมาตรฐานสากล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี โดยภาพรวม มีความสัมพันธ์กันเชิงบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</div> <p> </p>
ดาหวัน เฉลิมจรัสกุล
นุชนรา รัตนศิระประภา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
90
103
-
ธรรมขันธ์แห่งคัมภีร์ทีฆนิกาย: การศึกษาเชิงสังเคราะห์เพื่ออนุเคราะห์ผู้เริ่มศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/285418
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงสังเคราะห์ธรรมขันธ์แห่งทีฆนิกายที่ปรากฏในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมและพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีวิจัยเอกสาร เก็บรวบรวมข้อมูลจากหนังสือ “พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม” และ “พระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย” วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง และสังเคราะห์เป็นเครือข่ายธรรม ผลการวิจัยพบว่า ธรรมขันธ์แห่งทีฆนิกายในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม 105 หรือ 106 หัวข้อ และ 596 หรือ 633 ข้อ ในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 462 หัวข้อ และ 2,600 ข้อ เครือข่ายธรรมแบบ 1) หมวดธรรม มีหมวด 4 เป็นแม่ข่าย 2) ประเภทธรรม มีประเภทที่ 8 ปฏิปัตติธรรม เป็นแม่ข่าย 3) ข้อธรรม มีข้อธรรมขึ้นต้นด้วย “สัมมา” เป็นแม่ข่าย 4) ความสัมพันธ์ระหว่างหัวข้อธรรมและข้อธรรม มีข้อธรรมขั้นต้นด้วย “ธรรม” เป็นแม่ข่าย</p> <p>จากข้อค้นพบข้างต้นแสดงให้เห็นว่าธรรมขันธ์แห่งทีฆนิกายจำนวนมากไม่ถูกอ้างอิงถึงในพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม ดังนั้น ผู้ศึกษาจึงควรใช้พจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมเป็นจุดเริ่มต้น จากนั้นศึกษาหัวข้อธรรมในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย และในขั้นสุดท้าย ศึกษาเนื้อหาของพระไตรปิฎกให้ครบถ้วนเพื่อเข้าใจบริบทของธรรมขันธ์นั้น ๆ อย่างสมบูรณ์</p>
มนตรี วิวาห์สุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
104
118
-
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมด้วยหลักภาวนา 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวม ของผู้สูงอายุในวันพระ พื้นที่อำเภอเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Kanchana-editor/article/view/286560
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงอายุด้วยหลักภาวนา 4 (2) พัฒนารูปแบบกิจกรรมด้วยหลักภาวนา 4 เพื่อส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมของผู้สูงอายุในวันพระ และ (3) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบกิจกรรม เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือผู้สูงอายุที่มาทำบุญในวันพระ จำนวน 25 คน จาก 3 วัดในอำเภอเมืองกาญจนบุรี เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสนทนากลุ่ม และแบบสอบถาม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\alpha&space;" alt="equation" />= .899) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า (1) แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะองค์รวมควรบูรณาการหลักภาวนา 4 เข้ากับแนวคิดสุขภาวะองค์รวม (2) รูปแบบกิจกรรม "สูงวัย สุขใจ วันพระ" ประกอบด้วย 4 กิจกรรมหลัก ได้แก่ กายภาวนา (จีบมือบริหารสมอง) ศีลภาวนา (สมาทานศีลและฟังธรรม) จิตตภาวนา (ฝึกหายใจและเจริญเมตตา) และปัญญาภาวนา (ธรรมะส่องใจและสนทนาธรรม) ดำเนินการ 8 สัปดาห์ และ (3) ผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับดีถึงดีมาก โดยกิจกรรมสนทนาธรรมได้รับความพึงพอใจสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.50, S.D. = 0.86) ผู้สูงอายุมีคะแนนสุขภาวะทุกมิติในระดับดี โดยสุขภาวะทางปัญญาสูงสุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.28) รองลงมาคือสุขภาวะทางกาย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.10) ทางใจ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.86) และทางสังคม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 2.64) ผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก สามารถลด ละ เลิกนิสัยไม่ดี มีสุขภาพดีขึ้น และมีความสุขในชีวิตมากขึ้น นอกจากนี้ ผู้วิจัยพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบโมเดล "การเจริญเติบโตของผีเสื้อ" เพื่ออธิบายกระบวนการพัฒนาสุขภาวะองค์รวมผ่านหลักภาวนา 4 อย่างเป็นขั้นตอนและยั่งยืน</p>
พระเมธีปริยัติวิบูล
พระครูปริยัติกาญจนกิจ
พระครูปริยัติกาญจนโกศล
อยุษกร งามชาติ
กัญญาพร สุทธิพันธ์
สุนทร สุวรรณพร
พระครูสุทธจิตคุณ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร กาญจนปริทรรศน์
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-04-29
2026-04-29
6 1
119
32