Maejo Business Review https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA <p>วารสาร Maejo Business Review เผยแพร่บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยบทความที่จะได้รับการตีพิมพ์ต้องมีเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับบริหารธุรกิจและเศรษฐศาสตร์ในหลายมิติ โดยต้องนำเสนอให้เห็นถึงการสร้างสรรค์องค์ความรู้ใหม่ทางวิชาการที่มีประโยชน์และน่าสนใจ รวมถึงการนำเสนอผลการวิจัยที่เป็นปัจจุบัน และเป็นประโยชน์ต่อแวดวงวิชาการ และวิชาชีพ <strong>โดยวารสารได้แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) ที่มีความเชี่ยวชาญตรงสาขาที่เกี่ยวข้องโดยไม่เปิดเผยชื่อผู้เขียนต่อผู้พิจารณา (double blind peer review) และ<em>มีผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน</em> ทำหน้าที่ในการประเมินคุณภาพผลงานวิชาการ เพื่อความเป็นมาตรฐานของวารสาร และเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ</strong> โดยบทความที่ผ่านการพิจารณาประเมินคุณภาพผลงานวิชาการ จะได้รับการเผยแพร่ในวารสาร Maejo Business Review</p> th-TH kulchaya@mju.ac.th (Assistant Professor Dr.Kulchaya Waenkaeo) mjba.journal@gmail.com (Mr. Chatchai Kareaw) Mon, 29 Jun 2026 15:49:28 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 โมเดลธุรกิจบริการแบตเตอรี่รถยนต์ไฟฟ้าในระดับภูมิภาค: กรณีศึกษาธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/288353 <p>เมื่อการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เติบโตอย่างรวดเร็ว การแก้ไขปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่ต่างจังหวัดจึงเป็นความท้าทายที่สำคัญ ขณะที่งานวิจัยส่วนใหญ่เน้นที่เครือข่ายสถานีชาร์จในเขตเมือง งานวิจัยนี้มุ่งเติมเต็มช่องว่างโดยให้ความสำคัญกับ "ความกังวลด้านการบริการ" (Service anxiety) ของผู้ใช้รถในภูมิภาค โดยเฉพาะด้านความปลอดภัยและค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงแบตเตอรี่แรงดันสูงหลังหมดประกัน ปัญหาความต้องการนี้ถูกซ้ำเติมด้วยข้อจำกัดของอู่ซ่อมรถดั้งเดิมที่ยากจะเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี การศึกษานี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบความเหมาะสมของโมเดลธุรกิจบริการแบตเตอรี่ EV ระดับท้องถิ่นอย่างเป็นระบบ สำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) อิสระในพื้นที่ภาคเหนือตอนบนของประเทศไทย</p> <p>งานวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-methods) เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ใช้รถ EV ในพื้นที่ 370 คน เพื่อประเมินความคาดหวังของตลาด จากนั้นเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 25 ท่าน โครงสร้างกลยุทธ์ของโมเดลธุรกิจสร้างขึ้นจากการนำแบบจำลอง CIPP Model (Context, Input, Process and Product) มาผสมผสานกับ Business Model Canvas (BMC) และประเมินความเหมาะสมโดยผู้เชี่ยวชาญ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อุปสรรคสำคัญในการเปลี่ยนผ่านไปสู่อู่บริการรถ EV คือการขาดแคลนช่างเทคนิคที่มีใบรับรอง การประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญยืนยันความเหมาะสมของโมเดลในระดับมากที่สุด (X̄ = 4.48, S.D. = 0.53) ภายใต้มุมมองฐานทรัพยากร (RBV) โมเดลชี้ให้เห็นว่าความเชี่ยวชาญของช่างเทคนิคคือทรัพยากรหลักที่สำคัญที่สุดในการลดความกังวลของผู้บริโภค นอกจากนี้ กรอบแนวคิดยังบูรณาการทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชนเพื่อสนับสนุนการฝึกอบรม ควบคู่กับหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ในการจัดการขยะแบตเตอรี่</p> <p>ท้ายที่สุด งานวิจัยนี้นำเสนอแนวทางที่ช่วยลดความเสี่ยงสำหรับ SMEs ในท้องถิ่น และเป็นกรอบเชิงกลยุทธ์ให้แก่ภาครัฐ เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าที่ยั่งยืนและกระจายตัวสู่ภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ณัฐณิชา วรรณโชติผาเวช, อนุรักษ์ ปัญญานุวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/288353 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบจากการปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่นต่อราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กรณีศึกษาหลักทรัพย์กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ดัชนี SET 100 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/280073 <p>การศึกษาวิจัยนี้มีเป้าหมายในการทดสอบความผิดปกติของราคาหลักทรัพย์ จากผลกระทบของการเพิ่มดอกเบี้ยของธนาคารกลางญี่ปุ่นของบริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งใช้ข้อมูลราคาปิดของหลักทรัพย์ในช่วงเวลาที่การประกาศเพิ่มอัตราดอกเบี้ยนโยบายมีผล (Effective date) ของธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่น โดยการใช้ผลตอบแทนของหลักทรัพย์เปรียบเทียบกับผลตอบแทนที่คาดหวังตามแนวคิดการวัดผลตอบแทนเกินปกติ ผ่านการใช้ Market Mode เพื่อหาผลตอบแทนเกินปกติของหลักทรัพย์เมื่อเกิดเหตุการณ์ (Event Study) ที่ส่งผลกระทบต่อหลักทรัพย์ กลุ่มอุตสาหกรรมเทคโนโลยี ในดัชนี SET 100 ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 43 หลักทรัพย์เพื่อใช้ในการศึกษา</p> <p>ผลการศึกษาวิจัยพบว่า เหตุการณ์การประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารกลางแห่งประเทศญี่ปุ่นส่งผลกระทบเชิงลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อราคาหลักทรัพย์ในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดอัตราผลตอบแทนเกินปกติเฉลี่ยสะสมของหลักทรัพย์ (CAAR) ติดลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ณ วันหลังเกิดเหตุการณ์ วันที่ t-3,t-4,t-5 และเกิดอัตราผลตอบแทนเกินปกติเฉลี่ยสะสมของหลักทรัพย์ (CAAR) ติดลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ณ วันหลังเกิดเหตุการณ์ วันที่ t-6, t-7, t-8</p> ณัชพล หลั่งนาค, วิไลลักษณ์ วงค์ชัย, ปานฉัตร อาการักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/280073 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/283607 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาด คุณค่าตราสินค้า การตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ และปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพของประชาชนในจังหวัดกำแพงเพชร โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลจากผู้ที่ซื้อกรมธรรม์ประกันชีวิตและประกันสุขภาพ จำนวน 385 ราย วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุเฉลี่ย 38 ปี 4 เดือน สถานภาพสมรส จบการศึกษาปริญญาตรี และเป็นพนักงานบริษัทเอกชน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน 22,442.86 บาท ส่วนใหญ่ซื้อกรมธรรม์ของบริษัท เอไอเอ จำกัด ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นเกี่ยวกับส่วนประสมทางการตลาด คุณค่าตราสินค้า และการตัดสินใจซื้อโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยด้านความภักดีต่อตราสินค้า การส่งเสริมการตลาด การเชื่อมโยงต่อตราสินค้า และบุคลากรส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ และการเชื่อมโยงต่อตราสินค้าส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อมากที่สุด ผลการวิจัยนี้สามารถใช้ในการกำหนดกลยุทธ์ทางการตลาดของบริษัทประกันชีวิต เพื่อพัฒนาแนวทางการสร้างความเชื่อมโยงและภาพลักษณ์ของตราสินค้า เพื่อกระตุ้นการตัดสินใจซื้อและสร้างความภักดีในระยะยาว และยังช่วยให้ผู้บริหาร นักการตลาด และหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องในการกำหนดนโยบายส่งเสริมการเข้าถึงและสร้างความเชื่อมั่นในผลิตภัณฑ์ประกันชีวิตของประชาชน</p> ปาณิสรา จรัสวิญญู, ธีรวัฒน์ สุขประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/283607 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 นวัตกรรมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285167 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมทางธุรกิจที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี จังหวัดฉะเชิงเทรา และจังหวัดระยอง รวมจำนวนประชากรทั้งหมด 400 คน โดยคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมทางธุรกิจมีอิทธิพลเชิงบวกต่อผลการดำเนินงานของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของผลการดำเนินงานได้ร้อยละ 52.80 แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมทางธุรกิจเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจ เมื่อพิจารณาจากค่าน้ำหนักเชิงมาตรฐานของตัวแปร พบว่า นวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมีอิทธิพลสูงสุดต่อผลการดำเนินงาน รองลงมาคือ นวัตกรรมด้านกระบวนการ ด้านโมเดลธุรกิจ และด้านผลิตภัณฑ์ ตามลำดับ ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางธุรกิจ โดยเฉพาะนวัตกรรมด้านเทคโนโลยีมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานและเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก</p> มรุต กลัดเจริญ, วรปภา มหาสำราญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285167 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 ผลกระทบของคะแนนการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285538 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบของคะแนนการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลต่อมูลค่ากิจการของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กลุ่มตัวอย่าง คือ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมคะแนนการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาล อัตราการเติบโตอย่างยั่งยืน อัตราส่วนทุนหมุนเวียน อัตราส่วนหนี้สินต่อสินทรัพย์รวม อัตราผลตอบแทนต่อสินทรัพย์รวม ขนาดของกิจการ และมูลค่ากิจการที่วัดจากอัตราส่วน Tobin’s Q ปี พ.ศ. 2565-2567 จากฐานข้อมูล Bloomberg จำนวน 246 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบพาแนล</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า คะแนนการเปิดเผยข้อมูลความรับผิดชอบด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และบรรษัทภิบาลไม่มีผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อมูลค่ากิจการ เมื่อพิจารณารายมิติ พบว่าคะแนนการเปิดเผยข้อมูลด้านสังคมและบรรษัทภิบาลมีผลกระทบทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อมูลค่ากิจการ นอกจากนี้ ขนาดของกิจการมีผลกระทบทางลบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อมูลค่ากิจการ แสดงถึง การดำเนินธุรกิจบนพื้นฐานความโปร่งใสและสร้างคุณค่าต่อผู้มีส่วนได้เสียเป็นรากฐานสำคัญในการเพิ่มมูลค่ากิจการ</p> ศุภิสรา ทิพยธร, จิราภา ชาลาธราวัฒน์, สุมินทร เบ้าธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285538 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของความแม่นยำของอัลกอริทึมที่มีต่อความใคร่รู้ในตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคบน Facebook ในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285669 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ในความแม่นยำของอัลกอริทึม ความใคร่รู้ในตราสินค้า และความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคบนแพลตฟอร์ม Facebook ในประเทศไทย 2) ศึกษาอิทธิพลของความแม่นยำของอัลกอริทึมที่มีต่อความใคร่รู้ในตราสินค้าและความตั้งใจซื้อของผู้บริโภค และ 3) ศึกษาบทบาทความเป็นตัวแปรส่งผ่าน (Mediator) ของความใคร่รู้ในตราสินค้า ในความสัมพันธ์ระหว่างความแม่นยำของอัลกอริทึมและความตั้งใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามออนไลน์ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพและนำไปทดลองใช้ (Try-out) กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียงกัน เพื่อทดสอบค่าความเชื่อมั่นสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ก่อนนำไปเก็บรวบรวมข้อมูลจริงจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้งาน Facebook ในประเทศไทย จำนวน 432 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง Structural Equation Modeling (SEM)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ความแม่นยำของอัลกอริทึมมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความใคร่รู้ในตราสินค้าและความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และความใคร่รู้ในตราสินค้ามีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ สำหรับการทดสอบอิทธิพลส่งผ่านพบว่า ความใคร่รู้ในตราสินค้าทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านแบบบางส่วน (Partial Mediator) ในความสัมพันธ์ระหว่างความแม่นยำของอัลกอริทึม และความตั้งใจซื้อ งานวิจัยนี้สร้างคุณูปการทางทฤษฎีโดยขยายองค์ความรู้เกี่ยวกับบทบาทของความใคร่รู้ในตราสินค้า (Brand Curiosity) ในฐานะกลไกทางจิตวิทยาที่สำคัญที่ช่วยส่งเสริมให้เทคโนโลยีอัลกอริทึมสามารถขับเคลื่อนความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ภทรคฑา พระดาจันทร์, เปรมฤดี จิตรเกื้อกูล, ธัญลักษณ์ เมืองโคตร, กุลภัสสร์ เกาะแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/285669 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของสมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชียุคดิจิทัลต่อคุณภาพรายงานทางการเงินตามมุมมองของผู้ทำบัญชี โดยมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเป็นตัวแปรคั่นกลาง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/286328 <p><strong> </strong>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับสมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชี ประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และคุณภาพรายงานทางการเงิน และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของสมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชีที่มีต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน โดยมีประสิทธิภาพการปฏิบัติงานเป็นตัวแปรคั่นกลาง การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสม โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างผู้ทำบัญชีที่ขึ้นทะเบียนกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า จำนวน 342 คน สุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิและการสุ่มอย่างง่าย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง ผลการวิจัย พบว่า สมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชีอยู่ในระดับมากที่สุด และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและคุณภาพรายงานทางการเงินอยู่ในระดับมาก ผลการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง พบว่า สมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชีมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน และประสิทธิภาพการปฏิบัติงานมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อคุณภาพรายงานทางการเงิน นอกจากนี้ สมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชียังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อคุณภาพรายงานทางการเงินผ่านประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยดำเนินการสนทนากลุ่มกับผู้ทำบัญชี จำนวน 10 คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง ผลการวิจัยเชิงคุณภาพสนับสนุนผลการวิจัยเชิงปริมาณ และอธิบายกลไกที่แสดงให้เห็นว่าสมรรถนะและทักษะของผู้ทำบัญชียุคดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการยกระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานและคุณภาพรายงานทางการเงินอย่างเป็นระบบ</p> พิธาน แสนภักดี, บุษยา ตะเกียงพล, ปฐมพงค์ กุกแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/286328 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่ส่งผลต่อการรับรู้คุณค่าและการตัดสินใจซื้อผ้าไทยท้องถิ่นจังหวัดสงขลา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/287787 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัล การรับรู้คุณค่า และการตัดสินใจซื้อผ้าไทยท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา 2) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีต่อการรับรู้คุณค่าของผ้าไทยท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา และ 3) เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลและการรับรู้คุณค่าที่มีต่อการตัดสินใจซื้อผ้าไทยท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริโภคที่เคยซื้อผ้าไทยท้องถิ่นในจังหวัดสงขลา จำนวน 400 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลทุกด้าน รวมถึงการรับรู้คุณค่าและการตัดสินใจซื้อ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลด้านการโฆษณา การขายโดยบุคคล การส่งเสริมการขาย และการตลาดทางตรงผ่านสื่อดิจิทัล มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการรับรู้คุณค่า 3) การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลด้านการประชาสัมพันธ์ การขายโดยบุคคล การส่งเสริมการขาย การตลาดทางตรง และการรับรู้คุณค่า มีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผ้าไทยท้องถิ่น ทั้งนี้ การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการรับรู้คุณค่าและสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจซื้อ อันสะท้อนถึงศักยภาพทางการตลาดดิจิทัลของผ้าไทยท้องถิ่นในการสร้างการยอมรับของผู้บริโภค</p> ศิริวรรณ ลักษณะวงศ์, จิราภรณ์ ทองบุญยัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/287787 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงต่อประสิทธิภาพการดำเนินงาน: บทบาทส่วนเพิ่มจากปัจจัยการจัดการองค์กรในธุรกิจค้าปลีกจังหวัดสกลนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/287889 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจค้าปลีกในจังหวัดสกลนคร โดยมุ่งเน้นการวิเคราะห์อิทธิพลของปัจจัยด้านการจัดการองค์กรและภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาคือผู้ประกอบการธุรกิจค้าปลีกจำนวน 306 ราย โดยการเก็บข้อมูลแบบ Purposive Snowball Sampling ผ่านเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามออนไลน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบลำดับขั้น ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยด้านโครงสร้างองค์กร การจัดการทรัพยากรมนุษย์ วัฒนธรรมองค์กร และภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลง มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงลำดับขั้นชี้ให้เห็นว่าโมเดลรวมสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิภาพการดำเนินงานได้ร้อยละ 57.9 ( <em>R<sup>2 </sup></em>= 0.579) โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงเป็นตัวแปรที่มีอิทธิพลสูงสุด (Beta = 0.355) และสามารถอธิบายความแปรปรวนเพิ่มขึ้นได้อย่างมีนัยสำคัญร้อยละ 5.7 (<em><span style="font-size: 0.875rem;">R</span><sup>2</sup></em><span style="font-size: 0.875rem;"> Change = 0.057, F = 40.572) ซึ่งเป็นการยืนยันสมมติฐานการวิจัยทั้ง 5 ข้อ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าแม้ระบบการจัดการพื้นฐานจะเป็นสิ่งจำเป็น แต่ภาวะผู้นำเชิงการเปลี่ยนแปลงคือปัจจัยโดดเด่นที่ช่วยยกระดับธุรกิจท่ามกลางสถานการณ์ที่ซับซ้อนในพื้นที่จังหวัดสกลนคร ผู้นำที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจและกระตุ้นทางปัญญาจะช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันได้เหนือกว่าการพึ่งพาเพียงระบบการจัดการทางกายภาพเพียงอย่างเดียว</span></p> ธนินท์ ตีรสวัสดิชัย, จาริตา หินเธาว์, นัฐนันท์ ศักดิ์สัมฤทธิ์, ลัดดาพร กุลแก้ว, กุลนันทน์ ศรีพงษ์พันธุ์, วรสิทธิ์ วงศ์อดิศัย, ฉัฐวัฒน์ ลิมป์สุรพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Maejo Business Review https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/MJBA/article/view/287889 Mon, 29 Jun 2026 00:00:00 +0700