ปัญญาปณิธาน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ
<p>วารสารปัญญาปณิธาน เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย เลขมาตรฐาน <strong>ISSN </strong>: 2672-9679 (<strong>Print</strong>) และ <strong>ISSN </strong>: 2697-5122 (<strong>Online</strong>) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ในมิติทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา การศึกษา ภาษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การท่องเที่ยว และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (<strong>Double blind peer reviewed</strong>) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย มีกำหนดออกวารสารปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน / ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม (ราย 6 เดือน) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยเสนอหรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน</p>
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย
th-TH
ปัญญาปณิธาน
2672-9679
-
รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ของหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในจังหวัดหนองคาย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/288158
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบของชุมชนคุณธรรมต้นแบบในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ของหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในจังหวัดหนองคาย 2) พัฒนากิจกรรมคุณธรรมต้นแบบในการเสริมสร้างความสมานฉันท์ของหมู่บ้านรักษาศีล 5 ในจังหวัดหนองคาย 3) เสนอรูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบในจังหวัดหนองคาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยบูรณาการการวิจัยเชิงเอกสารกับการวิจัยเชิงคุณภาพภาคสนาม ผ่านกรอบ “บวร” หลักศีล 5 และหลักกัลยาณมิตร พื้นที่วิจัยคือชุมชนคุณธรรมต้นแบบ ได้แก่ วัดมณีโคตร อำเภอโพนพิสัย และวัดอุทุมพร อำเภอเมืองหนองคาย ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 30 รูป/คน ครอบคลุมคณะสงฆ์ ผู้นำชุมชน หน่วยงานท้องถิ่น กลุ่มอาชีพ ปราชญ์ชาวบ้าน และประชาชนที่เกี่ยวข้อง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ การวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา การตรวจสอบสามเส้าระหว่างเอกสารกับข้อมูลภาคสนาม และการพรรณนาเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิจัยเชิงเอกสารพบว่า โครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 ใช้ศีล 5 เป็นฐานจริยธรรมและใช้กลไก “บวร” เป็นระบบขับเคลื่อนชุมชน ส่วนการวิจัยภาคสนามพบองค์ประกอบการบริหารชุมชน 4 ด้าน ได้แก่ การวางแผน การจัดองค์กร การบริหารบุคลากร และการอำนวยการ 2) กิจกรรมคุณธรรมต้นแบบเชื่อมหลักศีล 5 กับวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น เช่น งานบุญปลอดอบายมุข กองทุนชุมชน ธนาคารขยะ กลุ่มอาชีพ และกิจกรรมจิตอาสา ทำให้เกิดการมีส่วนร่วม ลดพฤติกรรมเสี่ยง และเพิ่มความไว้วางใจในชุมชน และ 3) รูปแบบการพัฒนาชุมชนคุณธรรมต้นแบบประกอบด้วยศรัทธา กัลยาณมิตร การฟังธรรม และการปฏิบัติธรรม ซึ่งทำงานร่วมกับกลไกบ้าน วัด และหน่วยงานภาครัฐ ส่งผลให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนและความสมานฉันท์อย่างยั่งยืน</p>
สิรินาถ รักษาภักดี
สมเดช นามเกตุ
พระมหาประทีป อภิวฑฺฒโน
พระครูพิศาลสารบัณฑิต (ราเชนทร์ วิสารโท)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
57
70
-
การพัฒนากลไกการดำเนินงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมเพื่อเสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287880
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษากลไกการดำเนินงานทำนุบำรุงศิลปะและวัฒนธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ (2) วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และความต้องการจำเป็นในการพัฒนากลไก และ (3) นำเสนอแนวทางการพัฒนากลไกที่เสริมสร้างปัญญาและคุณธรรมอย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน ประชากรคือผู้เกี่ยวข้องกับงานทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรมของมหาวิทยาลัย จำนวน 2,850 รูป/คน จาก 43 หน่วยงาน กำหนดกลุ่มตัวอย่างด้วยสูตรของ Taro Yamane ได้ 350 รูป/คน และได้รับแบบสอบถามสมบูรณ์ 258 ชุด คิดเป็นร้อยละ 73.71 ร่วมกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 25 รูป/คน เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และแนวคำถามสนทนากลุ่ม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีค่า IOC ระหว่าง 0.60-1.00 ทดลองใช้กับกลุ่มที่มีลักษณะใกล้เคียง 30 รูป/คน และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ 0.92 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์เนื้อหา และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) กลไกปัจจุบันมี 5 มิติ โดยด้านนโยบายและการวางแผนอยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.36, S.D. = 0.72) และการบูรณาการหลักพุทธธรรมเป็นจุดแข็ง (ค่าเฉลี่ย = 4.28-4.33) (2) ปัญหาเร่งด่วนคือ งบประมาณไม่เพียงพอ (PNI = 0.489) กิจกรรมขาดความต่อเนื่องและผลกระทบระยะยาว (PNI = 0.487) และบุคลากรเฉพาะด้านไม่เพียงพอ (PNI = 0.472) และ (3) แนวทางพัฒนาคือโมเดล BCMD ที่เชื่อม 5 มิติงานกับหลักอริยสัจ 4 ภาวนา 4 อริยวัฑฒิ 5 อิทธิบาท 4 และสังคหวัตถุ 4 เพื่อขับเคลื่อนการอนุรักษ์ สืบสาน พัฒนา และประเมินผลอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเสริมเครือข่ายการเรียนรู้ การมีส่วนร่วม และการใช้ข้อมูล เพื่อยกระดับคุณภาพงานอย่างเป็นรูปธรรม</p>
ศตพล ใจสบาย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
71
84
-
ความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286767
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา 30 คน ครูและบุคลากรทางการศึกษา 276 คน รวมจำนวน 306 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น ตามขนาดของโรงเรียน โดยจำแนกองค์ประกอบ ตามกรอบแนวคิดการวิจัย 5 ด้าน 1) ความฉลาดทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2) ความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ 3) ความฉลาดทางวัฒนธรรม 4) ผู้ประกอบการนวัตกรรม 5) ความฉลาดทางอารมณ์ โดยได้มาจากการสังเคราะห์องค์ประกอบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถามแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.986 และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีการจัดลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง (PNI <sub>Modified</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายข้อพบว่า ด้านผู้ประกอบการนวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยสูงสุด และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านความฉลาดทางเทคโนโลยีดิจิทัล 2) สภาพที่พึงประสงค์ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาค่าเฉลี่ยรายข้อพบว่า ด้านความฉลาดทางอารมณ์ มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านผู้ประกอบการนวัตกรรม มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการพัฒนาทักษะอนาคตของผู้บริหารสถานศึกษา มีลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านความฉลาดทางเทคโนโลยีดิจิทัล ลำดับที่ 2 คือด้านความร่วมมืออย่างสร้างสรรค์ ลำดับที่ 3 คือด้านความฉลาดทางวัฒนธรรม ลำดับที่ 4 ด้านความฉลาดทางอารมณ์ และลำดับความต้องการจำเป็นต่ำที่สุดคือ ด้านผู้ประกอบการนวัตกรรม </p>
ราตรี แพงสาร
สิทธิชัย สอนสุภี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
85
98
-
แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/288226
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) พัฒนาแนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์สำหรับโรงเรียนขนาดเล็ก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน แบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็น กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารและครู จำนวน 138 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนาแนวทางด้วยการสัมภาษณ์จากผู้ทรงคุณวุฒิ และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พร้อมนำผลประเมินมาปรับปรุงข้อเสนอปฏิบัติให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ข้อจำกัด ทรัพยากร บุคลากร และเป้าหมายผู้เรียนของโรงเรียนขนาดเล็กอย่างรอบด้านชัดเจนยิ่งขึ้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์อยู่ในระดับมาก ส่วนสภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมากที่สุด ประเด็นสำคัญที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินงานและปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ และการวัดผล ประเมินผล ติดตาม และรายงานผล 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และวัตถุประสงค์ การกำหนดตัวชี้วัดและปัจจัยหลักแห่งความสำเร็จ การวางแผนและปฏิบัติตามแผนกลยุทธ์ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การให้รางวัลตอบแทน และการวัดผล ประเมินผล ติดตาม และรายงานผล ผลการประเมินแนวทางโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน แสดงว่าแนวทางที่พัฒนาขึ้นเหมาะสม เป็นไปได้ นำไปใช้ได้ และเป็นประโยชน์ต่อการยกระดับประสิทธิผลของโรงเรียนขนาดเล็ก</p>
ณรงค์ศักดิ์ สีดอน
พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ
สุชาดา บุบผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
99
112
-
การพัฒนาทักษะการสะกดคำของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น โดยใช้หลักการภาษาบาลี–สันสกฤตผ่านแบบฝึกและคำพ้องเสียง
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285596
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นก่อนและหลังเรียน โดยใช้วิธีการสอนหลักการภาษาบาลีสันสกฤตผ่านแบบฝึก<br />และการจดจำคำพ้องเสียง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลองแบบกลุ่มเดียววัดก่อนและหลัง <br />กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 จากโรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร จำนวน 47 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง ผู้วิจัยจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้หลักการภาษาบาลีสันสกฤตผ่านแบบฝึกหัดและเทคนิคการจำคำศัพท์ด้วยคำพ้องเสียง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแผนการจัดการเรียนรู้ 6 แผน เรื่อง “รามเกียรติ์ ตอนนารายณ์ปราบนนทก” รวม 6 คาบเรียน แบบทดสอบการสะกดคำก่อนเรียนและหลังเรียนจำนวน 30 ข้อ ซึ่งเป็นคำศัพท์บาลีสันสกฤตที่มีความหมายและรูปคำคู่ขนานกัน และแบบฝึกหัดจำนวน 6 แบบฝึก การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้ t-test for Dependent Samples เพื่อเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังเรียน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความสามารถในการสะกดคำของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยมีค่าเฉลี่ยเพิ่มขึ้น 9.15 คะแนน เมื่อตรวจสอบรายระดับความสามารถพบว่า กลุ่ม “ควรปรับปรุง” มีพัฒนาการเฉลี่ยเพิ่มขึ้นสูงสุด 14.58 คะแนน รองลงมาคือกลุ่ม “พอใช้” เพิ่มขึ้น 9.15 คะแนน ส่วนกลุ่ม “ดี” มีคะแนนคงที่ ผลการวิจัยชี้ว่าการสอนโดยใช้หลักการภาษาบาลีสันสกฤตผ่านแบบฝึกและการจดจำคำพ้องเสียงเป็นแนวทางที่มีช่วยพัฒนาทักษะการสะกดคำ โดยเฉพาะในผู้เรียนที่มีพื้นฐานอ่อน ซึ่งสามารถเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเสียงและรูปคำได้ดียิ่งขึ้น</p>
ณัฐนันท์ สาริโก
ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
113
126
-
การพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมสำหรับนิสิตครูสาขาวิชาสังคมศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285147
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหาประสิทธิภาพของหลักสูตรเสริมเพื่อสร้าง ความฉลาดทางวัฒนธรรมสำหรับนิสิตครูสาขาวิชาสังคมศึกษา 2) ศึกษาหาประสิทธิผลของหลักสูตรเสริมเพื่อสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมสำหรับนิสิตครูสาขาวิชาสังคมศึกษา 3) นำหลักสูตรเสริม เพื่อสร้างความฉลาดทางวัฒนธรรมสำหรับนิสิตครูสาขาวิชาสังคมศึกษาไปขยายผลกับนักเรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ การวิเคราะห์ความต้องการ การออกแบบและพัฒนาหลักสูตร การทดลองใช้และประเมินผล และการปรับปรุงพร้อมยืนยันคุณภาพ แหล่งข้อมูล ได้แก่ นิสิตครูสาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 149 คน ซึ่งได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินทักษะทางสังคมที่สะท้อนความฉลาดทางวัฒนธรรม 5 มิติ แบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสังเกตพฤติกรรม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรที่พัฒนาขึ้นมีค่าประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 อยู่ที่ 84.75/89.40 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐานที่กำหนด ผลการทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน แสดงให้เห็นว่าคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ การประเมินทักษะทางสังคมทั้ง 5 มิติ พบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยมิติที่พัฒนาเด่นที่สุดคือการยอมรับความหลากหลายและการทำงานร่วมกัน ผลการสังเกตพฤติกรรมและการสะท้อนความคิดเห็นยืนยันว่า ผู้เรียนมีทัศนคติและพฤติกรรมการเรียนรู้ที่เปลี่ยนแปลงไปในเชิงบวก และเมื่อขยายผลหลักสูตรไปยังนักเรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน จำนวน 400 คน พบว่า มีการพัฒนาทั้งด้านผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและทักษะทางสังคมในทิศทางเดียวกัน และได้รับการยอมรับว่าเป็นหลักสูตรที่เหมาะสมและสามารถบูรณาการได้จริง</p>
ปวินญาพัฒน์ วรพันธ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
127
140
-
ระบบนิเวศการเรียนรู้ “ปาล์มสิชล” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286630
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาระบบนิเวศการเรียนรู้ “ปาล์มสิชล” ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูผู้สอนวิชาสังคมศึกษา ผู้ประกอบการรับซื้อปาล์มน้ำมัน เกษตรกรปลูกปาล์มน้ำมัน เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตร อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช และนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสิชลคุณาธารวิทยา จำนวน 43 คน โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แนวคำถามในการสนทนากลุ่ม 2) แนวคำถามในการสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้วิธีการสรุปอุปนัย วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยวิธีการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ด้านที่ 1 องค์ประกอบของระบบนิเวศการเรียนรู้ “ปาล์มสิชล” 1) แหล่งเรียนรู้สวนปาล์มน้ำมัน 2) เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน 3) ผู้ประกอบการรับซื้อปาล์มน้ำมัน 4) เทคโนโลยี 5) เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตร อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ด้านที่ 2 การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ในระบบนิเวศการเรียน “ปาล์มสิชล” ได้แก่ 1) เกษตรกรผู้ปลูกปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้ ในการลงทุน การปลูกปาล์มน้ำมัน และการบำรุงดูแลรักษา 2) ผู้ประกอบกอบการรับซื้อปาล์มน้ำมัน ให้ความรู้ด้านกลไกราคา และตลาด ราคาการรับซื้อปาล์มน้ำมัน 3) เจ้าหน้าที่สำนักงานเกษตร อำเภอสิชล จังหวัดนครศรีธรรมราช ผู้สนับสนุนและการส่งเสริมในการปลูกปาล์มน้ำมัน ด้านที่ 3 กิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้พื้นจริง เพื่อสร้างความเข้าใจด้านการผลิต กลไกราคา และตลาด ในปัจจุบัน ยังไม่มีการนำระบบนิเวศการเรียนรู้ “ปาล์มสิชล” มาใช้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้</p>
สร้างสรรค์ คงช่วย
ณัฐเชษฐ์ พูลเจริญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
141
154
-
การพัฒนาครูเพื่อพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาเสริมสร้างสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286184
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาครูและพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของโรงเรียนสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ โรงเรียนในสังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดชัยภูมิ จำนวน 4 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน การดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 5 ระยะ ได้แก่ (1) การศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาครูและหลักสูตรสถานศึกษา (2) การพัฒนาและตรวจสอบประสิทธิภาพของการฝึกอบรมครู (3) การจัดทำหลักสูตรสถานศึกษาเสริมสร้างสมรรถนะในการจัดการเรียนรู้เชิงรุก (4) การทดลองใช้หลักสูตรในสถานศึกษาจริง (5) การประเมินเพื่อพัฒนาหลักสูตร โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กระบวนการวิจัยมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของครูในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การวิเคราะห์ปัญหา การออกแบบกิจกรรม การทดลองใช้ การสะท้อนผล และการปรับปรุงหลักสูตรอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้การพัฒนาสอดคล้องกับบริบทของผู้เรียน โรงเรียน และชุมชนอย่างแท้จริง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โรงเรียนมีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาครูและหลักสูตรสถานศึกษาในระดับสูง การฝึกอบรมครูมีประสิทธิภาพของกระบวนการและผลลัพธ์เป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 หลักสูตรสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสม สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียน และสามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้เชิงรุกได้อย่างเป็นรูปธรรม ส่งผลให้ครูมีความเข้าใจในการออกแบบการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ และการประเมินสมรรถนะของผู้เรียนเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน นอกจากนี้ การสังเคราะห์ผลลัพธ์ของงานวิจัยเชิงพัฒนาแสดงให้เห็นคุณค่าของงานวิจัยในลักษณะ “5 ชั้นคุณค่า” ได้แก่ คุณค่าเชิงผลิตผล คุณค่าเชิงกระบวนการพัฒนา คุณค่าเชิงแนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ คุณค่าเชิงองค์ความรู้ใหม่ และคุณค่าเชิงการขยายผลและความยั่งยืนในระดับระบบ</p>
ศศิธร ลุนศิลา
อภิมุข วารีรักษ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
155
168
-
การจัดกิจกรรมธาราพลานามัยของครูผู้สอนสำหรับนักเรียนออทิสติกโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายการศึกษาพิเศษ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287208
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลการจัดกิจกรรมธาราพลานามัยของครูผู้สอนสำหรับนักเรียนออทิสติกของครูผู้สอนสำหรับเด็กออทิสติก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านกระบวนการเรียนรู้และด้านวัดผลประเมินผลการเรียนรู้ 2) เปรียบเทียบผลของภาวะออทิสติกก่อน-หลังการเข้าร่วมกิจกรรมธาราพลานามัยของนักเรียนออทิสติก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงกึ่งทดลอง กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนออทิสซึมที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ ศึกษาอยู่โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยขอนแก่น ฝ่ายการศึกษาพิเศษ จำนวน 11 คน ปีการศึกษา 2567 และครูผู้สอนกิจกรรมธาราพลานามัยจำนวน 11 คน เครื่องมือในการวิจัยมีแบบประเมินผลการรักษาออทิสซึม (ฉบับภาษาไทย) ตามหลักสูตรการเรียนกิจกรรมธาราพลานามัย แบบบันทึกผลการเข้าร่วมกิจกรรมรายชั่วโมงและแบบสอบถามการมีส่วนร่วมของครูผู้สอน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการทดสอบค่าที t-test แบบ (test dependent)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ครูสอนได้มีส่วนร่วมการจัดกิจกรรมธาราพลานามัยสำหรับนักเรียน ออทิสติก 3 ด้าน ได้แก่ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ผลอยู่ในระดับปานกลาง ด้านกระบวนการเรียนรู้ ผลอยู่ในระดับปานกลางและด้านการวัดประเมินผลการเรียนรู้ มีผลอยู่ในระดับมาก ผลของกิจกรรมธาราพลานามัยต่อภาวะออทิสซึมของนักเรียน เปรียบเทียบคะแนนภาวะออทิสซึมของนักเรียนก่อนและหลังเข้าร่วมกิจกรรม พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังเข้าร่วมกิจกรรมฯ ลดลงจากก่อนเข้าร่วมกิจกรรมฯ และเมื่อทดสอบนัยสำคัญทางสถิติพบว่า คะแนนลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 หมายความว่า การจัดกิจกรรมธาราพลานามัยโดยมีครูผู้สอนดูแลนักเรียนอย่างใกล้ชิด อัตราส่วน 1:1 ช่วยลดภาวะออทิสซึมของได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
ศักดาเดช สิงคิบุตร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
169
182
-
สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286916
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาประสิทธิผลของครู 3) ศึกษาสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของครู การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสาเหตุ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาหนองคาย จำนวน 142 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้การวิจัยเป็นแบบสอบ ถามซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.99 และผลความเที่ยงตรง IOC รายข้อมีค่า 0.67 -1.00 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์วิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบ<br />มีขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />2) ประสิทธิผลของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และ 3) สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของครู โดยการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สันมีความสัมพันธ์ในทาง บวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 แต่ละด้านพบว่า สมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่มีความ สัมพันธ์กับประสิทธิผลของครูสูงที่สุด คือ ด้านการทำงานเครือข่าย (X<sub>4</sub>) และสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลของครูสูงสุด คือ ด้านการสื่อสารและจูงใจ (X<sub>1</sub>) ด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (X<sub>6</sub>) ด้านการทำงานเป็นทีมเครือข่าย (X<sub>4</sub>) และด้านการรักษาวินัยคุณธรรมจริยธรรม (X<sub>5</sub>) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์พหุคูณเท่ากับ 0.812 (r<em> = </em>0.812) พยากรณ์ได้ร้อยละ 65.90 ( = 0.659) และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการประมาณค่า 0.303 ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 สามารถสร้างสมการถดถอยโดยการคำนวณหาค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยของตัวพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน คือ Zy <em>= </em>0.330(ZX<sub>1</sub>) + 0.321(ZX<sub>6</sub>) + 0.281(ZX<sub>4</sub>) + 0.200(ZX<sub>5</sub>)</p>
สกาวใจ น้อยยะ
สิทธิชัย สอนสุภี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
183
196
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันโมเดลภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286778
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.987 ประชากรกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 ปีการศึกษา 2568 รวม 240 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ โดยทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป Jamovi</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 1 โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับ “มาก” และองค์ประกอบด้านการส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพมีค่าเฉลี่ยสูงสุด โมเดลภาวะผู้นำพลังบวกของผู้บริหารสถานศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ซึ่งมีค่าวัดระดับความสอดคล้อง คือ χ²=76.8, <em>df</em>=61, P-value=0.084, CFI=0.997, TLI=0.994, SRMR=0.017 และ RMSEA=0.033 โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบเป็นบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 ทุกองค์ประกอบ เรียงลำดับน้ำหนักองค์องค์ประกอบจากมากไปหาน้อย ดังนี้ การสร้างความสัมพันธ์เชิงบวก การเป็นแบบอย่างเชิงจริยธรรม การสร้างบรรยากาศโรงเรียนเชิงบวก การส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพ และการมองโลกในแง่ดี ตามลำดับ ผลการศึกษายืนยันว่าโมเดลภาวะผู้นำพลังบวกมีความตรงเชิงโครงสร้างและสามารถนำไปใช้เป็นกรอบแนวทางในการพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงบวก ส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพรวมถึงคุณภาพชีวิตที่ดีของครูและผู้เรียน ตลอดจนสามารถยกระดับคุณภาพการศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p>
จันทร์จุฑา สารพิมพา
สิทธิชัย สอนสุภี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
197
210
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของการบริหารจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286932
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โมเดลองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ของการบริหารจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 ซึ่งเป็นกลไกสำคัญในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 240 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามขนาดของโรงเรียนเป็น 3 กลุ่ม คือ ขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถามแบบมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.60-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.966 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis: CFA)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของการบริหารจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ 12 ตัวบ่งชี้ ผลการทดสอบโมเดลองค์ประกอบเชิงสมมุติฐานมีความสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ²= 39.9, df = 47, χ²/df = 0.848, P-Value = 0.759, RMSEA =0.000, SRMR =0.016, CFI = 1.000, TLI = 1.003) องค์ประกอบในรูปคะแนนมาตรฐานมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบ (Factor Loading) ตั้งแต่ 0.859-0.976 โดยองค์ประกอบที่มีค่าน้ำหนักสูงสุดคือ การพัฒนาสมรรถนะครู รองลงมาคือ การพัฒนาหลักสูตรฐานสมรรถนะ การสร้างวิสัยทัศน์การเรียนรู้เชิงรุก และการใช้สื่อการเรียนรู้ปัญญาประดิษฐ์ ตามลำดับ ผลการวิจัยสะท้อนว่าองค์ประกอบทั้ง 4 ด้านมีความสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ และสามารถใช้เป็นกรอบในการกำหนดนโยบาย วางแผน และพัฒนาการบริหารจัดการเรียนรู้เชิงรุกของผู้บริหารสถานศึกษา เพื่อยกระดับคุณภาพผู้เรียนและประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทการศึกษาในปัจจุบันได้อย่างยั่งยืน</p>
วิริยาภรณ์ องค์นาม
สิทธิชัย สอนสุภี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
211
224
-
การวิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเอกชน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287834
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความสำคัญของภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเอกชน และ 2) วิเคราะห์องค์ประกอบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยเอกชน การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยวิธีจับสลาก เพื่อให้ได้รายชื่อมหาวิทยาลัยเอกชนในจังหวัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 10 แห่ง และทำการแจกแบบสอบถามรวมทั้งสิ้น 800 ตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 71 ข้อ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการแจกแบบสอบถามแก่นักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง และตรวจสอบความสมบูรณ์ของข้อมูลก่อนนำไปวิเคราะห์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ เพื่อศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 ของนักศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ค่าเฉลี่ยของระดับความสำคัญของภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีในมหาวิทยาลัยเอกชน ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบ ได้องค์ประกอบภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรี ในมหาวิทยาลัยเอกชน ทั้งสิ้น 9 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านสมรรถนะด้านการทำงานและความสัมพันธ์ ด้านการทำงานเชิงคุณธรรมและความคิดสร้างสรรค์ ด้านการปรับตัวและเผชิญความท้าทายในการทำงาน ด้านการทำงานเชิงรุกและการคิดวิเคราะห์ ด้านการทำงานให้บรรลุเป้าหมาย ด้านการพัฒนาตนเอง ด้านวินัยในการทำงานและการสื่อสาร ด้านการวางแผนและแก้ปัญหาในงาน และด้านความรับผิดชอบในงาน</p>
เอนก ประดิษฐารมณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
225
238
-
ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับงานระบบดูเเลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษายุค BANI World สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287764
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาในยุค BANI World 2) ศึกษาการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษาในยุค BANI World และ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับการดำเนินงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 3 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสหสัมพันธ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 321 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ โดยมีค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.67–1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.903 การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษายุค BANI World โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ การคำนึกถึงความเป็นปัจเจกบุคคล รองลงมา คือ การสร้างวิสัยทัศน์ 2) งานระบบดูเเลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษายุค BANI World โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีการปฏิบัติสูงสุด คือ การป้องกันและแก้ไข รองลงมา คือ การรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคล และ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษากับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษายุค BANI World โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในระดับสูงมาก (r=0.812) ตัวแปรที่มีค่าความสัมพันธ์กันสูงสุด คือ การสร้างแรงบันดาลใจกับงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนในสถานศึกษา มีความสัมพันธ์กันในระดับสูง (r=0.654) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
ณัฐชนน ฦๅชา
นิยดา เปี่ยมพืชนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
239
252
-
ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287799
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์การบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 1 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน 332 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล โดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̄ = 4.31) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือหลักฉันทามติ รองลงมาคือหลักการมีส่วนร่วม และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือหลักประสิทธิภาพ ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.59) โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือหลักความเสมอภาค รองลงมาคือหลักประสิทธิภาพ และหลักนิติธรรม ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการบริหารตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า โดยรวมมีค่าดัชนีความต้องการจำเป็นเท่ากับ 0.06 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือหลักประสิทธิภาพ รองลงมาคือหลักความรับผิดชอบ หลักความคุ้มค่า และหลักประสิทธิผล ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลควรให้ความสำคัญกับการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารงาน ความรับผิดชอบ และใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการกำหนดแนวทางพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีสมรรถนะเชิงธรรมาภิบาลมากยิ่งขึ้นอย่างต่อเนื่อง เพื่อเสริมสร้างระบบการบริหารที่โปร่งใสมีประสิทธิภาพ และนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืน</p> <p> </p>
พรทิพย์ วงค์วิลาศ
นิยดา เปี่ยมพืชนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
253
266
-
ความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287811
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก และ 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยภูมิ เขต 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้รับผิดชอบงานวิชาการในโรงเรียนขนาดเล็ก จำนวน 188 คน ได้มาโดยการกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ Taro Yamane และการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ครอบคลุมการบริหารงานวิชาการ 5 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา การวัดและประเมินผลรวมถึงการเทียบโอนผลการเรียน และการนิเทศการศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็นแบบปรับปรุง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการบริหารงานวิชาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการนิเทศการศึกษา ส่วนสภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ สำหรับความต้องการจำเป็นพบว่า โดยรวมมีค่าดัชนี PNImodified เท่ากับ 0.18 โดยด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงที่สุดคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ รองลงมา ได้แก่ ด้านการพัฒนาสื่อและเทคโนโลยีทางการศึกษา ด้านการวัดผลประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ผลการวิจัยสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนากระบวนการเรียนรู้และการใช้สื่อเทคโนโลยีเป็นประเด็นสำคัญ ในการยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้และผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก</p>
นารา ศรีกุดเลาะ
นิยดา เปี่ยมพืชนะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
267
280
-
การพัฒนาแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณในรายวิชาคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จังหวัดหนองบัวลำภู
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/288159
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างและหาคุณภาพของแบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ 2) สร้างเกณฑ์ปกติและสร้างคู่มือการใช้แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย เป็นนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ในจังหวัดหนองบัวลำภู จำนวน 450 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบวัดฯ เป็นแบบวัดเชิงสถานการณ์แบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง ความยาก อำนาจจำแนก ความเชื่อมั่น คะแนนมาตรฐานทีปกติ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลวิจัย พบว่า 1) แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณที่สร้างขึ้น มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ของผู้เชี่ยวชาญอยู่ระหว่าง 0.80 - 1.00 ความยากอยู่ระหว่าง 0.22 - 0.80 อำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.48 ความแปรปรวนของคะแนนรวมเท่ากับ 66.51 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 ซึ่งแสดงให้เห็นว่าแบบวัดฯมีคุณภาพ และมีความน่าเชื่อถือในระดับสูง 2) เกณฑ์ปกติที่สร้างขึ้นจากการแปลงคะแนนดิบเป็นคะแนนมาตรฐานทีปกติ สามารถแบ่งระดับความสามารถในการคิดเชิงคำนวณของนักเรียนออกเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ระดับดีมาก (T65 ขึ้นไป) จำนวน 36 คน ระดับดี (T56 - T63) จำนวน 75 คน ระดับปานกลาง (T45 - T54) จำนวน 142 คน ระดับอ่อน (T37 - T42) จำนวน 79 คน และระดับอ่อนมาก (ต่ำกว่า T35) จำนวน 68 คน และคู่มือการใช้แบบวัดความสามารถในการคิดเชิงคำนวณ ในรายวิชาคณิตศาสตร์ ที่สร้างขึ้น มีค่าเฉลี่ยของการประเมินอยู่ที่ 4.64 และมีส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานที่ 0.51</p>
ญาณวุฒิ บุตรสมบัติ
พัชรินทร์ ชมภูวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
281
294
-
การพัฒนาระบบปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของนิสิตสงฆ์ หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยสงฆ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286788
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์สภาพปัจจุบันและปัญหาของระบบปฏิบัติการสอนในสถานศึกษาของนิสิตสงฆ์ หลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยสงฆ์ในพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง (2) พัฒนาระบบปฏิบัติการสอนแบบมีส่วนร่วมสำหรับนิสิตสงฆ์ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 18 รูป/คน ได้แก่ นิสิตสงฆ์ชั้นปีที่ 4 นิสิตสงฆ์ศิษย์เก่า ครูพี่เลี้ยง อาจารย์นิเทศก์ และผู้เชี่ยวชาญ เก็บข้อมูลด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึกกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีม ตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า การดำเนินการวิจัยครอบคลุมการศึกษาจากประสบการณ์จริงของผู้เกี่ยวข้องในสนามปฏิบัติการสอน เพื่อให้เข้าใจเงื่อนไข บริบท ข้อจำกัด และความต้องการในการพัฒนาระบบอย่างรอบด้าน รวมทั้งนำข้อมูลที่ได้มาใช้เป็นฐานในการออกแบบระบบที่เชื่อมโยงการทำงานของทุกภาคส่วนให้เกิดความชัดเจน ต่อเนื่อง และสอดคล้องกับบริบทของมหาวิทยาลัยสงฆ์มากขึ้น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบปฏิบัติการสอนของนิสิตสงฆ์ยังมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดการบูรณาการเชิงระบบ และพึ่งพาการประสานงานเฉพาะบุคคล ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านความร่วมมือระหว่างมหาวิทยาลัย โรงเรียน และวัด การเตรียมความพร้อม การนิเทศ การประเมินผล และบทบาทซ้อนระหว่างความเป็นพระกับความเป็นนิสิตครู จากข้อค้นพบดังกล่าว ผู้วิจัยได้พัฒนา PIT-PST Model ซึ่งประกอบด้วยความร่วมมือแบบไตรภาคี กระบวนการ Co-Planning, Co-Teaching, Co-Reflection และ Co-Evaluation รวมทั้งกลไกข้อมูลย้อนกลับเพื่อพัฒนาระบบอย่างต่อเนื่อง องค์ความรู้สำคัญคือ การมองการปฏิบัติการสอนของนิสิตสงฆ์ในฐานะระบบปฏิบัติการเชิงสังคมที่ต้องออกแบบบนฐานความร่วมมือ ความไวต่อบริบท และความสมดุลระหว่างสมรรถนะวิชาชีพครูกับอัตลักษณ์ความเป็นนิสิตสงฆ์ เพื่อให้ระบบนำไปใช้ได้จริงและพัฒนาอย่างยั่งยืน</p>
ปุณณภพ ชมชื่น
อัจฉรา ศรีพันธ์
ทะเนศ วงค์นาม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
295
308
-
ความสัมพันธ์ปัจจัยเชิงนโยบายการบริหารจัดการด้านผู้สูงอายุ : กรณีศึกษาเขตเทศบาลตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286164
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับสภาพทั่วไปของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ของนโยบายการบริหารจัดการของเทศบาลตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี 3) เพื่อเสนอนโยบายการบริหารจัดการด้านผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรกลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในเขตเทศบาลตำบลหนองบัว จังหวัดอุดรธานี ผู้วิจัยสุ่มกลุ่มตัวอย่างจากประชากรผู้สูงอายุที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ของเทศบาลตำบลหนองบัว จำนวน 4,320 คน จากนั้นนำมาคำนวณหากลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane จากผลที่คำนวณจึงได้ประชากรกลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุในเขตเทศบาลตำบลหนองบัว จำนวน 366 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยใช้แบบสอบถาม สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เมื่อพิจารณาจากความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงนโยบายการบริหารจัดการเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการเรียนรู้สำหรับผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมการพัฒนา ด้านอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ ด้านการสงเคราะห์และสวัสดิการผู้สูงอายุ และด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัย ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงนโยบายพบว่า แต่ละด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง โดยเฉพาะด้านการเรียนรู้กับด้านอาสาสมัครผู้ดูแลผู้สูงอายุ ด้านการส่งเสริมการพัฒนากับด้านการเรียนรู้ ด้านการสงเคราะห์กับด้านการพัฒนา รวมถึงด้านการซ่อมแซมที่อยู่อาศัยซึ่งสัมพันธ์อย่างมีนัยสำคัญกับหลายด้าน ทั้งการสงเคราะห์ การพัฒนา และการเรียนรู้ ผลดังกล่าวสะท้อนความจำเป็นในการบูรณาการนโยบายท้องถิ่น อาสาสมัคร งบประมาณ และฐานข้อมูล เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุอย่างทั่วถึง ต่อเนื่อง เป็นธรรม และยั่งยืนต่อไป</p>
ภารวี ศรีทองสุก
เขมณัฐ ภูกองไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
309
322
-
กรอบแนวคิด 4C-SMART สำหรับการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/289962
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการบริหารจัดการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยี 2) พัฒนากรอบแนวคิดการกำกับดูแลปัญญาประดิษฐ์สำหรับมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีตามกรอบ 4C-SMART 3) ตรวจสอบความเหมาะสมขององค์ประกอบและโครงสร้างโดยผู้เชี่ยวชาญ และ 4) ทดลองใช้และประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ต่อการบริหารและนโยบายอุดมศึกษา การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน 4 ระยะ ได้แก่ ศึกษาความต้องการจำเป็นจากอาจารย์ในระบบมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล 400 คน พัฒนากรอบแนวคิดจากผลการศึกษาและวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง ตรวจสอบโดยผู้เชี่ยวชาญ 9 คน ทดลองใช้กับผู้เข้าร่วม 16 คน และประเมินโดยผู้ประเมิน 15 คน เครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบประเมิน และแบบสะท้อนผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการใช้ AI ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอยู่ในระดับสูง โดยเด่นชัดด้านการวางแผนและบริหารจัดการ การจัดการเรียนการสอน และการสนับสนุนทรัพยากร 2) กรอบ 4C-SMART ประกอบด้วย 2 มิติหลัก คือ มิติความพร้อมขององค์กร 4C ได้แก่ ความชัดเจน การบูรณาการอย่างครอบคลุม การสื่อสาร และสมรรถนะ และมิติกลไกการกำกับดูแล SMART ได้แก่ การวางแผนเชิงกลยุทธ์ ระบบการจัดการ การเรียนรู้เชิงปรับตัว การเพิ่มประสิทธิภาพทรัพยากร และตัวชี้วัดการเปลี่ยนแปลง 3) ทุกองค์ประกอบมีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.80–1.00 และ 4) กรอบแนวคิดมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ระดับมากที่สุด จึงใช้เป็นฐานเชิงนโยบายและแนวปฏิบัติสำหรับการกำกับดูแล AI ในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ โปร่งใส รับผิดชอบ และตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงทางดิจิทัลของอุดมศึกษา</p>
สว่างนภา ต่วนภูษา
ทองดี ศรีตระการ
ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
323
336
-
ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริหารจัดการที่ดีของเทศบาลเมือง : กรณีศึกษาเทศบาลเมืองในจังหวัดอุดรธานี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286288
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารจัดการของเทศบาลเมืองในจังหวัดอุดรธานี 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการบริหารจัดการที่ดีของเทศบาลเมือง 3) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาของเทศบาลเมืองให้เป็นเทศบาลที่มีการบริหารจัดการที่ดี การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประชากรที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองเจ้าหน้าที่ซึ่งประกอบ ไปด้วย อำนวยการท้องถิ่น นักวิชาการ ลูกจ้างประจำและพนักงานจ้าง 3 แห่ง จำนวน 513 คน คือ เทศบาลเมืองหนองสำโรง 261 คน เทศบาลเมืองโนนสูง-น้ำคำ 81 คน และเทศบาลเมืองบ้านดุง 171 คน ผู้วิจัยใช้สูตร Taro Yamane ในการคำนวณขนาดประชากรกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 345 คน เครื่องมือวิจัยใช้แบบสอบถาม สถิติและการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์ระดับความคิดเห็นต่อปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการที่ดีของเทศบาลเมืองในจังหวัดอุดรธานี จากการแจกแบบสอบถามโดยใช้ค่าเฉลี่ยในการวิเคราะห์ข้อมูล เมื่อพิจารณาในภาพรวม พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ยรวมอยู่ที่ 4.30 (SD = 0.53) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ กระบวนการในการดำเนินงาน การมีส่วนร่วมของประชาชน ประสิทธิภาพ ประสิทธิผล บุคลากร ความสามารถในการให้บริการ งบประมาณ วิธีการบริหารจัดการ โครงสร้างองค์กร หลักธรรมาภิบาล และปัจจัยที่มีสหสัมพันธ์ขนาดปานกลาง หรือความสัมพันธ์กันปานกลาง คือ ปัจจัยระหว่าง วิธีการบริหารจัดการและความสามารถในการให้บริการ วิธีการบริหารจัดการและบุคลากร งบประมาณและความสามารถในการให้บริการ โดยมีการนำปัจจัยที่มีสหสัมพันธ์ที่มีขนาดปานกลาง หรือมีความสัมพันธ์กันปานกลาง มาวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาการบริหารจัดการที่ดีของเทศบาลเมืองในจังหวัดอุดรธานี</p>
พีรพัฒน์ เพ็งทอง
เขมณัฐ ภูกองไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
337
352
-
ปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายว่าด้วยการเช่าช่วง
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287209
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับสัญญา การเช่า และการเช่าช่วง (2) ศึกษาสภาพปัญหาข้อเท็จจริงและปัญหาข้อกฎหมายเกี่ยวกับสัญญาการให้สิทธิในการเช่าช่วงของไทย (3) ศึกษาและวิเคราะห์เปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวกับสัญญาการให้สิทธิในการเช่าช่วงของไทยและต่างประเทศ (4) ศึกษาถึงแนวทางปรับปรุงกฎหมายไทยให้สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พระราชบัญญัติการเช่าอสังหาริมทรัพย์เพื่อพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรม พ.ศ. 2542 แนวคำพิพากษาศาลฎีกา ตลอดจนกฎหมายของอังกฤษ สหรัฐอเมริกา ฝรั่งเศส และเยอรมนี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทบัญญัติเกี่ยวกับการเช่าช่วงในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 544 และ 545 มีลักษณะเป็นหลักทั่วไป มิได้กำหนดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างผู้ให้เช่า ผู้เช่า และผู้เช่าช่วงไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในเรื่องขอบเขตความยินยอมและความรับผิดโดยตรงของผู้เช่าช่วง ส่งผลให้ต้องอาศัยการตีความตามหลักกฎหมายทั่วไปและแนวคำพิพากษาเป็นสำคัญ อันก่อให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมาย ขณะเดียวกัน สิทธิการเช่าในปัจจุบันมีมิติทางเศรษฐกิจและสามารถใช้เป็นเครื่องมือทางพาณิชยกรรมได้ ซึ่งกฎหมายไทยยังรองรับได้อย่างจำกัด เมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายต่างประเทศ พบว่า หลายระบบยอมรับการโอนหรือเช่าช่วงเป็นหลักทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้จำกัดสิทธิได้ภายใต้เงื่อนไขที่สมเหตุสมผล จึงเสนอให้มีการบัญญัติหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการเช่าช่วงและการโอนสิทธิการเช่าไว้โดยชัดแจ้ง กำหนดขอบเขตความยินยอม ความรับผิด และการใช้สิทธิในทางพาณิชยกรรม เพื่อเสริมสร้างความแน่นอนทางกฎหมายและสนับสนุนการพัฒนาเศรษฐกิจให้สอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน</p>
สังเวียน เทพผา
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
353
366
-
แนวทางการสร้างอาชีพเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุในเขตอำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/284821
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาศักยภาพและคุณค่าในตนเองของผู้สูงอายุ และ (2) ศึกษาแนวทางการสร้างอาชีพที่เหมาะสมเพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับผู้สูงอายุในเขตอำเภอ เสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ด การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสานเชิงกรณีศึกษา เก็บข้อมูลจากผู้สูงอายุ 60 คน ซึ่งกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างตามหลักความเพียงพอของการศึกษาเชิงสำรวจในชุมชนและความอิ่มตัวของข้อมูล โดยคัดเลือกแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็นด้วยวิธีเจาะจง และขยายรายชื่อด้วยวิธีลูกโซ่ เครื่องมือประกอบด้วยแบบสอบถาม 4 ตอน รวม 20 ข้อ แบบสัมภาษณ์ และเวทีสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 12 คน จาก 4 กลุ่มอาชีพ ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์เนื้อหาและสังเคราะห์ประเด็นตามวัตถุประสงค์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้สูงอายุมีศักยภาพและคุณค่าในตนเอง ส่วนใหญ่มีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์ด้านเกษตรกรรม การค้าขาย งานหัตถกรรม และการแปรรูปอาหาร ยังต้องการทำงานเพื่อสร้างรายได้เสริม ลดความเหงา และรักษาบทบาททางสังคม อาชีพที่เหมาะสมควรเป็นงานเบา ทำได้ที่บ้าน ใช้ภูมิปัญญาเดิม ใช้ทุนไม่สูง และเชื่อมโยงตลาดชุมชน โดยเน้นความเหมาะสมกับวัย สุขภาพ เวลา ครอบครัว ความปลอดภัย ภูมิปัญญาท้องถิ่น การรวมกลุ่ม การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การประชาสัมพันธ์ออนไลน์ และการเชื่อมโยงผู้ซื้อ เพื่อขยายโอกาสรายได้เสริม ลดภาระครอบครัว แนวทางการสร้างอาชีพควรดำเนินการแบบบูรณาการระหว่างภาครัฐ ชุมชน ครอบครัว และเครือข่ายการตลาด โดยสนับสนุนการฝึกอบรม งบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ สุขภาพ และช่องทางจำหน่าย การพัฒนาอาชีพที่เหมาะสมช่วยเสริมการพึ่งพาตนเอง เพิ่มรายได้ ยกระดับคุณภาพชีวิต และทำให้ผู้สูงอายุเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่าของสังคมไทยอย่างยั่งยืน</p>
ปิยพรวดี ทองดี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
367
380
-
ความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงนโยบายและการบริหารที่เอื้อต่อความสำเร็จของสินค้าของฝากของที่ระลึก กรณีศึกษา: กลุ่มวิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” จังหวัดบึงกาฬ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286488
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพบริบทการดำเนินงานและกระบวนการพัฒนาสินค้าของฝากของที่ระลึกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” จังหวัดบึงกาฬ 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ของปัจจัยเชิงนโยบายและการบริหารที่เอื้อต่อความสำเร็จของสินค้าของฝากของที่ระลึกของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” จังหวัดบึงกาฬ และ 3) เสนอนโยบายการบริหารจัดการที่เอื้อต่อความสำเร็จของกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” จังหวัดบึงกาฬ การวิจัยนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้อง 9 หน่วยงาน สมาชิกกลุ่มวิสาหกิจชุมชน “นาคกี้” และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในพื้นที่จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 247 คน โดยกำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีสำมะโนหรือใช้ประชากรทั้งหมด เนื่องจากประชากรมีจำนวนจำกัดและสามารถเข้าถึงได้ครบถ้วน เครื่องมือวิจัยเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพบริบทการดำเนินงานและกระบวนการพัฒนาสินค้าของฝากของที่ระลึกโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การตลาดและช่องทางการจัดจำหน่าย รองลงมาคือ การเงิน และการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ 2) ปัจจัยเชิงนโยบายและการบริหารมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับสูง โดยคู่ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์สูง ได้แก่ การมีส่วนร่วมของสมาชิกกับการเงิน การสนับสนุนจากภาครัฐกับการตลาด และการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามอัตลักษณ์ท้องถิ่นกับการตลาด 3) ข้อเสนอเชิงนโยบายควรมุ่งบูรณาการหน่วยงานภาครัฐ สนับสนุนมาตรฐานผลิตภัณฑ์ งบประมาณ การตลาดออนไลน์ และการสร้างแบรนด์จากอัตลักษณ์พญานาค ควบคู่กับการบริหารการเงินที่โปร่งใสและการมีส่วนร่วมของสมาชิก เพื่อให้ “นาคกี้” เป็นสินค้าชุมชนที่เติบโตอย่างยั่งยืน</p>
ธัญญรัตน์ โคตรวันดี
เขมณัฐ ภูกองไชย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
381
396
-
การศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อคุณภาพอาหารของแผนกจัดเตรียม (CO) ของครัวการบินไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286584
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อคุณภาพด้านโภชนาการของแผนกจัดเตรียมอาหาร (CO) ครัวการบินไทย 2) ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อคุณภาพด้านประสาทสัมผัสของแผนกจัดเตรียมอาหาร (CO) ครัวการบินไทย 3) ศึกษาความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อคุณภาพด้านรักษาสภาพนิเวศกับสังคมของแผนกจัดเตรียมอาหาร (CO) ครัวการบินไทย การวิจัยเป็นเชิงปริมาณ ประชากรคือผู้ใช้บริการบริษัทการบินไทย จำนวน 400 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบสะดวก สถิติในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อคุณภาพอาหารในด้านคุณภาพทางโภชนาการโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกออกเป็นรายปัจจัย พบว่า มีความคิดเห็นต่อปัจจัยอาหารที่มีประโยชน์ตามหลักโภชนาการอยู่ในระดับมาก รองลงมาปัจจัยการรับคุณค่าทางโภชนาการทางด้านอาหารในการบริโภคอย่างเหมาะสมในแต่ละมื้ออยู่ในระดับมาก ด้านคุณภาพทางประสาทสัมผัสโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกออกเป็นรายปัจจัย พบว่า มีความคิดเห็นต่ออาหารมีรูปแบบการตกแต่งสีสันสวยงามเหมาะสมอยู่ในระดับมาก รองลงมาปัจจัยอาหารมีรสชาติที่ดีตรงตามความต้องการของลูกค้าอยู่ในระดับมาก และปัจจัยอาหารมีกลิ่นที่พึงประสงค์ตรงตามความต้องการของลูกค้าอยู่ในระดับมาก และด้านคุณภาพในแง่ของการรักษาสภาพนิเวศกับสังคมโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อแยกออกเป็นรายปัจจัย พบว่า มีความคิดเห็นต่ออาหารมีการใช้วัตถุดิบการผลิตที่เป็นธรรมชาติอยู่ในระดับมาก รองลงมาคือการใช้วัตถุดิบที่ปลอดภัย ไม่เป็นอันตรายต่อผู้บริโภค และการใช้วัตถุดิบหรือผลิตภัณฑ์ทางธรรมชาติอยู่ในระดับมากตามลำดับ</p>
ณพร เจียมโฆสิต
กัลยรัตน์ เจียมโฆสิต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
397
410
-
การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการจัดการเรียนการสอนดนตรีในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/288088
<p>การวิจัยเรื่อง การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการจัดการเรียนการสอนดนตรีในประเทศไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้ ระเบียบวิธีวิจัย และผลลัพธ์ของงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการใช้แอปพลิเคชันในการสอนดนตรี ซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาทักษะทางดนตรีของผู้เรียน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยกลุ่มตัวอย่างได้มาจากการคัดเลือกแบบเจาะจงจากงานวิจัยที่เผยแพร่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index (TCI) จำนวน 6 เรื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบบันทึกข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ และค่าเฉลี่ย ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า องค์ความรู้เกี่ยวกับการใช้แอปพลิเคชันเพื่อการสอนดนตรีสามารถจำแนกได้เป็น 3 รูปแบบหลัก ได้แก่ แอปพลิเคชันแบบฝึกทักษะ แอปพลิเคชันแบบบทเรียน และแอปพลิเคชันแบบเชิงโต้ตอบ ซึ่งล้วนสนับสนุนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและส่งเสริมการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพ ในด้านระเบียบวิธีวิจัย พบว่า ส่วนใหญ่เป็นการวิจัยเชิงพัฒนา โดยนิยมใช้รูปแบบ ADDIE Model ร่วมกับวิธีวิจัยแบบผสมผสาน และกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่อยู่ในระดับอุดมศึกษา สำหรับผลลัพธ์ของการใช้แอปพลิเคชัน พบว่า สามารถพัฒนาทักษะทางดนตรีของผู้เรียนได้อย่างครอบคลุมทั้งด้านการปฏิบัติ การฟัง และความรู้ความเข้าใจ อีกทั้งยังช่วยเพิ่มผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและระดับความพึงพอใจของผู้เรียนให้อยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด สรุปผล แอปพลิเคชันเพื่อการจัดการเรียนการสอนดนตรีถือเป็นนวัตกรรมทางการศึกษาที่มีศักยภาพสูงในการยกระดับคุณภาพการเรียนรู้ดนตรีในประเทศไทย ทั้งในด้านกระบวนการเรียนรู้และผลลัพธ์ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม</p>
ธนวัฒน์ บุตรทองทิม
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
411
426
-
พุทธปรัชญาว่าด้วยอารยธรรมของสังคมอเมริกันและสังคมไทยในแนวคิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ.ปยุตฺโต)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/289956
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พุทธปรัชญาว่าด้วยอารยธรรมของสังคมอเมริกันและสังคมไทยในแนวคิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ป.อ. ปยุตฺโต) เมื่อศึกษาแล้วทราบว่า อารยธรรมตะวันตกเป็นรากฐานของสังคมอเมริกัน มีลักษณะเด่นด้านเหตุผลนิยม วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม อันนำไปสู่ความก้าวหน้าทางวัตถุ แต่ก่อให้เกิดวิกฤตด้านจิตวิญญาณ ความสัมพันธ์ทางสังคม และความไม่สมดุลระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ส่วนสังคมไทยมีพื้นฐานทางสังคมที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติ และรับเอาพุทธศาสนาเป็นรากฐานทางอารยธรรม จึงเป็นสังคมที่มีดุลยภาพระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติแวดล้อม และมุ่งสู่ความสุขเชิงคุณภาพ อย่างไรก็ตาม เมื่อสังคมไทยได้พัฒนาประเทศโดยรับอิทธิพลจากวัฒนธรรมตะวันตก โดยขาดกระบวนการกลั่นกรองเชิงปัญญา ส่งผลให้เกิดการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับรากฐานวัฒนธรรมของตน ข้อค้นพบสำคัญคือ การพัฒนาสังคมไทยไม่ควรลอกเลียนแบบอารยธรรมตะวันตกโดยตรง แต่ควรเรียนรู้และประยุกต์ใช้ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และองค์ความรู้สมัยใหม่บนฐานพุทธธรรม อันเป็นรากฐานทางวัฒนธรรมของสังคมไทย เพื่อสร้างการพัฒนาที่สอดคล้องกับบริบทของตนเอง แนวคิดของสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์เสนอว่า อารยธรรมที่สมบูรณ์ต้องบูรณาการความเจริญทางวัตถุเข้ากับการพัฒนามนุษย์ตามหลักไตรสิกขา ซึ่งมุ่งเสริมสร้างปัญญา คุณธรรม และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม ควบคู่กับการตระหนักถึงความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัยระหว่างมนุษย์ สังคม และธรรมชาติ ด้วยเหตุนี้ พุทธปรัชญาว่าด้วยอารยธรรม จึงอาจถือได้ว่าเป็นอารยธรรมทางเลือกสำหรับโลกยุคใหม่ ที่มุ่งสร้างดุลยภาพระหว่างความก้าวหน้าภายนอกกับการพัฒนาภายใน อันนำไปสู่สังคมที่มีความสมดุล เป็นธรรม และยั่งยืน</p>
ธนภณ สมหวัง
ปริยา ศุภวงศ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
1
14
-
ทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนาของการผสานระหว่างหลักพุทธธรรมกับนวัตกรรมการเรียนรู้ยุคใหม่
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/286316
<p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอทิศทางการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของของเรียนการกุศลยุคใหม่ ซึ่งในโลกยุคปัจจุบันที่สังคมเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ภายใต้อิทธิพลของเทคโนโลยีดิจิทัล การสื่อสารไร้พรมแดน ควบคู่ก้าวหน้าทางปัญญาประดิษฐ์ การศึกษาจึงไม่อาจดำรงอยู่เพียงในกรอบความรู้เดิมที่เน้นเฉพาะการท่องจำแบบทางเดียว หากแต่ต้องเปิดรับแนวทางใหม่ในการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง สร้างกระบวนการคิด วิเคราะห์ และเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งสังคมไทยในฐานะที่มีรากฐานทางวัฒนธรรมและศีลธรรมจากพระพุทธศาสนา จำเป็นต้องรักษาเอกลักษณ์ของการศึกษาที่มุ่งพัฒนาคนให้เป็นคนดี ควบคู่กับคนเก่งและคนทันสมัย การศึกษาของโรงเรียนการกุศลของวัดในพระพุทธศาสนา จึงมีบทบาทสำคัญที่ต้องสืบทอดทั้งปัญญาและคุณธรรม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างจริยธรรมและวิทยาการในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาในศตวรรษที่ 21 เป็นประเด็นสำคัญที่ทุกสถาบันการศึกษาให้ความสนใจ โดยเฉพาะโรงเรียนการกุศลของวัด ซึ่งมีรากฐานให้การศึกษาแก่เยาวชนด้วยจิตวิญญาณแห่งความเมตตา และการบ่มเพาะคุณธรรมจริยธรรมควบคู่กับวิชาความรู้ การศึกษาในโรงเรียนประเภทนี้ ไม่เพียงแต่เป็นการถ่ายทอดวิชาการ แต่ยังเป็นการอบรมจิตใจ สืบทอดวัฒนธรรม และสร้างบุคลากรที่มีคุณภาพทั้งทางด้านปัญญาและคุณธรรม การผสมผสานดังกล่าว ไม่เพียงทำให้ผู้เรียนได้รับความรู้ที่ทันสมัย พร้อมยังช่วยให้มีภูมิคุ้มกันทางปัญญาและคุณธรรม สามารถใช้ชีวิตอย่างสมดุลในสังคมที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็วได้ โรงเรียนการกุศลของวัดจึงมีบทบาทสำคัญ ในการเป็นสะพานเชื่อมระหว่างรากเหง้าแห่งภูมิปัญญา และกระแสแห่งนวัตกรรม เพื่อสร้างเยาวชนที่มีคุณภาพทั้งทางกาย จิตใจ และสติปัญญา อันจะนำไปสู่สังคมที่มีความเจริญก้าวหน้า</p>
พระครูสมุห์กฤตพิสิฐ กิตติธมฺโม
พระศักดา ชนาสโภ
พระมหาธนศักดิ์ ธมฺมโชโต
พระมหาอำพล ธนปญฺโญ
พระครูอโสกภัทรวงศ์ (เกริกเกียรติ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
15
28
-
จิตวิทยาความรับผิดชอบต่อสังคมของคนไร้ศาสนา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/287652
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยทางจิตวิทยาและเหตุผลเชิงประจักษ์ที่ขับเคลื่อนความรับผิดชอบต่อสังคมของคนไร้ศาสนาโดยปราศจากเงื่อนไขทางความเชื่อ โดยอธิบายว่าศีลธรรมและพฤติกรรมที่มุ่งประโยชน์ต่อส่วนรวม มิได้ขึ้นอยู่กับศาสนาเพียงอย่างเดียว แต่สามารถเกิดขึ้นได้จากกระบวนการทางจิตวิทยา เหตุผลทางปรัชญา และค่านิยมร่วมสมัยของสังคม การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเอกสาร จากแนวคิดทางจิตวิทยาสังคม ปรัชญาศีลธรรม และทฤษฎีทางสังคม เพื่ออธิบายกลไกที่ทำให้บุคคลซึ่งไม่สังกัดศาสนา สามารถพัฒนาความรับผิดชอบต่อสังคมได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบว่า จิตวิทยาความรับผิดชอบต่อสังคม ประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญสามประการ ได้แก่ (1) การรับรู้เชิงปัญญาเกี่ยวกับผลกระทบของการกระทำต่อสังคม (2) แรงจูงใจทางอารมณ์ เช่น ความเห็นอกเห็นใจและความเมตตา และ (3) การตัดสินใจเชิงพฤติกรรมที่นำไปสู่การกระทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวม กลไกเหล่านี้สามารถพัฒนาได้ผ่านการเรียนรู้ทางสังคม บรรทัดฐานของสังคม และแรงจูงใจภายในของบุคคล นอกจากนี้ ครอบครัว โรงเรียน ชุมชน และสื่อสังคมออนไลน์ ยังมีบทบาทสำคัญในการหล่อหลอมค่านิยมด้านความรับผิดชอบต่อสังคม สำหรับคนไร้ศาสนามักสร้างระบบคุณค่าและจริยธรรมจากเหตุผล ประสบการณ์ชีวิต และการตระหนักรู้ร่วมกันในฐานะมนุษย์ มากกว่าการยึดถือหลักคำสอนจากศาสนา การตัดสินใจทางศีลธรรมของคนกลุ่มนี้ มักตั้งอยู่บนฐานของเหตุผล ความเห็นอกเห็นใจ และผลลัพธ์ที่มีต่อส่วนรวม นอกจากนี้ ยังมีแนวโน้มสูงที่จะยึดหลักสิทธิมนุษยชน ความเสมอภาค และความยั่งยืนเป็นเกณฑ์สำคัญของการรับผิดชอบต่อสังคม ดังนั้น การไร้ศาสนาไม่ได้หมายถึงการขาดจริยธรรม หากแต่เป็นอีกหนึ่งรูปแบบของการสร้างความหมายและคุณค่าที่เกื้อหนุนสังคมร่วมสมัย</p>
พระมหาธนัช คมฺภีรญาโณ (สังฆมนญาณ)
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
29
42
-
ผู้นำทางการเมือง : สัญลักษณ์ของความเจริญและความเสื่อม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285183
<p>บทความทางวิชาการนี้ นำเสนอแนวคิดด้านผู้นำทางการเมือง ซึ่งเป็นบุคคลที่มีบทบาท อำนาจ และหน้าที่สำคัญในการบริหารประเทศ โดยนำเสนอใน 3 ประเด็น คือ 1) ผู้นำทางการเมือง 2) ผู้นำทางการเมืองกับความเจริญ 3) ผู้นำทางการเมืองกับความเสื่อม เพราะผู้นำทางการเมืองมีบทบาทสำคัญต่อการกำหนดทิศทางการพัฒนาของประเทศ ไม่เพียงแต่ทำหน้าที่บริหารจัดการรัฐ แต่ยังมีอำนาจและอิทธิพลในการกำหนดค่านิยมและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ส่งผลต่อความมั่นคงและความเจริญในระยะยาว หากผู้นำมีวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง บริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพตามหลักธรรมาภิบาล ความโปร่งใส และความรับผิดชอบ ย่อมสามารถสร้างความเจริญให้ประเทศได้อย่างยั่งยืน ผู้นำทางการเมืองเปรียบเสมือนสัญลักษณ์ของรัฐ ที่ทำหน้าที่นำพาประชาชนไปสู่ความเสื่อมหรือความเจริญได้ดุจหัวหน้าโคย่อมนำฝูงโค ซึ่งผู้นำที่มีความเสื่อมย่อมนำประเทศไปสู่ความสั่นคลอน ล้าหลัง ทำลายเกียรติภูมิของชาติ ขาดความน่าเชื่อถือทั้งในมิติของความมั่นคงภายในประเทศ ระหว่างประเทศ ความอ่อนแอทางการเมืองการปกครอง ความฝืดเคืองของระบบเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมไปถึงความเสื่อมศรัทธาทางศาสนาและความเชื่อ ตลอดถึงการดำรงชีวิตของประชาชนภายในรัฐ ดังนั้น นักการเมืองต้องสร้างสัญลักษณ์ใหม่ และสั่งสมความรู้ ความสามารถ ความน่าเชื่อถือตามหลัก SMART ตามแนวคิด 5s’SMART อันประกอบด้วย S = Smart-Scholar มีความเป็นปราชญ์ ฉลาดรอบรู้ S = Smart-Speech มีความสามารถในการสื่อสาร S = Smart-Spine and Courage มีความกล้าหาญและเด็ดขาด S = Smart-Support and Sincerity ให้การสนับสนุนและจริงใจ และ S = Smart-Social Ethics มีจริยธรรมทางสังคม เพื่อบ่มเพาะความเป็นผู้นำที่ดี เพื่อเกียรติภูมิและความสง่างามของประเทศชาติ</p>
ปรีชา บุญทวี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปัญญาปณิธาน
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-30
2026-06-30
11 1
43
56