ปัญญาปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ <p>วารสารปัญญาปณิธาน เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย เลขมาตรฐาน <strong>ISSN </strong>: 2672-9679 (<strong>Print</strong>) และ <strong>ISSN </strong>: 2697-5122 (<strong>Online</strong>) มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการศึกษาค้นคว้าและเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ ในมิติทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา การศึกษา ภาษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การท่องเที่ยว และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ทุกบทความที่ตีพิมพ์เผยแพร่ได้ผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (<strong>Double blind peer reviewed</strong>) เปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยรับพิจารณาตีพิมพ์ต้นฉบับของบุคคลทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย มีกำหนดออกวารสารปีละ 2 ฉบับ คือ ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม-มิถุนายน / ฉบับที่ 2 เดือน กรกฎาคม-ธันวาคม (ราย 6 เดือน) ผลงานที่ส่งมาจะต้องไม่เคยเสนอหรือกำลังเสนอตีพิมพ์ในวารสารวิชาการใดมาก่อน</p> th-TH prayad.sun@mcu.ac.th (พระมหาประหยัด ปญฺญาวโร,ดร.) ingon.boot@mcu.ac.th (คุณอิงอร บุตรศรีผา) Wed, 31 Dec 2025 18:36:50 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279871 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบ ความหมาย พัฒนาการ และคติการสร้างปราสาทตาเมือน (บายกรีม) 2) ศึกษาพระพุทธศาสนาในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) และ 3) วิเคราะห์ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวิธีดำเนินการวิจัย โดยการลงพื้นที่เก็บข้อมูลภาคสนาม โดยการสังเกตและการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการพรรณนา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1. รูปแบบของปราสาทตาเมือน (บายกรีม) เป็นธรรมศาลา หมายถึงศาสนสถานประจำที่พักคนเดินทาง สร้างขึ้นในรัชกาลพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 จำนวน 121 แห่ง จากเมืองพระนครหลวงไปยังเมืองต่าง ๆ ตามเส้นทางมายังเมืองพิมาย ด้านพัฒนาการของปราสาทตาเมือน (บายกรีม) ปีงบประมาณ 2534–2535 หน่วยศิลปากรที่ 6 ดำเนินการสำรวจ ขุดแต่ง ค้ำยัน และออกแบบบูรณะโบราณสถานกลุ่มปราสาทตาเมือน (บายกรีม) ปี 2536 ดำเนินการบูรณะปราสาทตาเมือน (บายกรีม) แห่งแรกของกลุ่ม ควบคู่กับการบำรุงรักษา ปี 2537 กรมศิลปากรได้บูรณะปราสาทตาเมือนโต๊ดในส่วนของปราสาทประธานกับบรรณาลัย ด้านคติการสร้าง ปราสาทตาเมือน (บายกรีม) สร้างจากความเชื่อในพระพุทธศาสนา 2. การศึกษาพระพุทธศาสนาในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) พบว่า ทับหลังเป็นพระพุทธรูปปางสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว ตามคติพุทธศาสนามหายาน 3. การวิเคราะห์ความเชื่อ พัฒนาการ และอิทธิพลทางพระพุทธศาสนาในปราสาทตาเมือน (บายกรีม) พบว่า พระพุทธรูปปางสมาธิเป็นทับหลังหินทรายจำหลักพระไภษัชยคุรุ ประทับนั่งขัดสมาธิในซุ้มเรือนแก้ว มีตลับยาในพระหัตถ์ ศิลปะเขมรแบบบายน ราวพุทธศตวรรษที่ 18 พระพุทธเจ้าที่ปรากฏในจารึกกล่าวถึงพระพุทธเจ้าแพทย์ พระพุทธศาสนามหายาน ลัทธิตรีกาย ได้แก่ นิรมาณกาย ธรรมกาย และสัมโภคกาย</p> พระปลัดสมหมาย สุรปญฺโญ (ใจงาม), ทวีศักดิ์ ทองทิพย์, พระครูศรีปัญญาวิกรม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279871 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิเคราะห์รูปแบบของการแก้ไขปัญหาสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะ และปัณณัตติวัชชะในพระวินัยปิฎก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285027 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค<strong> </strong>3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะในพระวินัยปิฎก (2) เพื่อศึกษารูปแบบของการแก้ไขปัญหาสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะในพระวินัยปิฎก (3) เพื่อวิเคราะห์รูปแบบของการแก้ไขปัญหาสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะในพระวินัยปิฎกโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลทั้งจากคัมภีร์ปฐมภูมิ และทุติยภูมิ รวมทั้งข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากนั้นนำมาสังเคราะห์ วิเคราะห์ และนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) สิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะคือ อาบัติที่เป็นโทษทางโลกอันเนื่องมาจากการล่วงละเมิดสิกขาบทที่เป็นไปด้วยอกุศลจิตหรือมีเจตนาที่เป็นอกุศล (2) ปัณณัติวัชชะ คือ อาบัติที่มีผู้กระทำความผิดแล้วไม่มีโทษกับชาวบ้าน แต่มีโทษกับเฉพาะสงฆ์คือผิดพระวินัยโดยตรง (2) รูปแบบของการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะ และปัณณัตติวัชชะนั้นสามารถแบ่งได้เป็น 2 รูปแบบหลักก็คือ (1) รูปแบบการแก้ไขแบบปกติ คือปรับอาบัติตามที่ผู้กระทำผิดสารภาพ (2) รูปแบบการแก้ไขแบบไม่ปกติ คือการที่มีการละเมิดอาบัติแต่ไม่ได้รับการร่วมมือจากผู้กระทำผิด พระวินัยปิฎกก็มีการดำเนินการแก้ไขปัญหานั้นด้วยวิธีการที่เรียกว่า “อธิกรณสมถะ 7” (3) เมื่อนำรูปแบบการแก้ไขปัญหาการละเมิดสิกขาบทที่เป็นโลกวัชชะและปัณณัตติวัชชะจะพบว่ากรอบการแก้ไขปัญหาในยุคสมัยพุทธกาลนั้นมีความชัดเจน แต่เมื่อนำมาพิจารณากับสมัยปัจจุบันที่มีพัฒนาการหารูปแบบในการจัดการกับปัญหาการละเมิดสิกขาบทแตกต่างไปจากสมัยพุทธกาลมาก</p> พระเทพวชิรคุณ, อธิเทพ ผาทา, ธนัญชาภาวิ์ ชัยประภา, พาหุรัตน์ คงเมือง ทัยสุวรรณ์, วาสนา รุ่งอนุรักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285027 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศิลปะการละครกับอุดมการณ์ชาติ: บทละครเรื่องพระร่วง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวในฐานะเครื่องมือสร้างเอกภาพ และอัตลักษณ์ไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285524 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของศิลปะการละครในฐานะพลังทางวัฒนธรรมในการถ่ายทอดอุดมการณ์ชาติ ผ่านการศึกษาบทพระราชนิพนธ์เรื่อง พระร่วง ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 6 ซึ่งทรงใช้ศิลปะและวรรณคดีเป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างจิตสำนึกความเป็นชาติและความสามัคคีของประชาชน การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ข้อมูลที่ใช้ประกอบการวิเคราะห์แบ่งเป็นข้อมูลปฐมภูมิ คือตัวบทพระราชนิพนธ์ และข้อมูลทุติยภูมิ คือเอกสาร บทความ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงทำการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบและสังเคราะห์เพื่ออธิบายความหมายเชิงอุดมการณ์ที่สะท้อนผ่านศิลปะการละคร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) บทละครสะท้อนทัศนะเรื่อง “ความเป็นชาติไทย” ผ่านคุณค่าความจงรักภักดี ความรักชาติ และความสามัคคี ซึ่งเป็นรากฐานของเอกภาพแห่งชาติ (2) ภาพลักษณ์ของ ผู้นำในอุดมคติ โดยพระร่วงเป็นกษัตริย์ผู้ทรงคุณธรรม ปกครองด้วยเมตตา ความยุติธรรม และสติปัญญาแบบพ่อปกครองลูก ที่เป็นต้นแบบของภาวะผู้นำเชิงคุณธรรม (3) คุณลักษณะของ พลเมืองดี ที่ยึดมั่นในความกล้าหาญ กตัญญู และความเสียสละเพื่อส่วนรวม พร้อมทั้งยกย่องบทบาทสตรีไทยให้มีส่วนร่วมในการธำรงชาติ สะท้อนการเปลี่ยนผ่านของสังคมสู่ยุคใหม่ และ (4) ความเชื่อและพิธีกรรม ทำหน้าที่เป็นพลังทางจิตวิญญาณ ผสานคติพุทธและพราหมณ์–ฮินดู เพื่อเสริมสร้างเอกภาพและขวัญกำลังใจของชาติ กล่าวได้ว่า พระร่วง เป็นวรรณคดีที่หลอมรวมสถาบันพระมหากษัตริย์ ศาสนา และประชาชนไว้ในอุดมการณ์ชาตินิยมแบบราชา โดยศิลปะการละครทำหน้าที่เป็นพลังทางวัฒนธรรม ถ่ายทอดอุดมการณ์ชาติและคุณค่าทางจิตวิญญาณ อันนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์และเอกภาพของความเป็นไทยอย่างยั่งยืน</p> ชิษณุพงศ์ อินทรเกษม, ณัฐนันท์ สาริโก ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285524 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 มรดกวัฒนธรรมกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดพุทธนวัตกรรมสร้างสรรค์ กรณีศึกษา “ช้างพังชมพู” ของศูนย์พุทธนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยา วิทยาเขตหนองคาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285229 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพุทธนวัตกรรมสร้างสรรค์ของศูนย์พุทธนวัตกรรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย 2) ศึกษารูปแบบผลิตภัณฑ์จากมรดกวัฒนธรรมตามแนวคิดพุทธนวัตกรรมสร้างสรรค์ “พังชมพู” ของศูนย์พุทธนวัตกรรม และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากมรดกวัฒนธรรมดังกล่าวให้เกิดความยั่งยืนและเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจชุมชน งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มเป้าหมาย 25 คน ประกอบด้วยชาวบ้าน ผู้บริหารเทศบาล ผู้ใหญ่บ้าน และผู้นำท้องถิ่น การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การจัดลำดับเนื้อหาตามวัตถุประสงค์และนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ศูนย์พุทธนวัตกรรมมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตหนองคาย ได้กำหนด “พังชมพู” ซึ่งเป็นช้างเพศเมียสีชมพูให้เป็นสัญลักษณ์ประจำศูนย์ เพื่อให้สอดคล้องกับสีประจำมหาวิทยาลัย ผลิตภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ กระปุกออมสิน แก้วกาแฟ แก้วน้ำ เสื้อ และกระเป๋า 2) ศูนย์พุทธนวัตกรรมดำเนินกิจกรรมเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับพุทธนวัตกรรมผ่านการจัดอบรม การสื่อสารประชาสัมพันธ์ และการจัดแสดงผลิตภัณฑ์ ทั้งในรูปแบบเอกสาร สิ่งพิมพ์ และสื่อออนไลน์ โดยมีสำนักวิชาการเป็นหน่วยงานหลัก ในการบริหารจัดการและเผยแพร่ข้อมูล เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้และการมีส่วนร่วมของนิสิตและประชาชน 3) การนำผลิตภัณฑ์ “พังชมพู” เข้าร่วมจัดแสดงในงานเทศกาลระดับจังหวัดช่วยสร้างการรับรู้ต่อสาธารณะในเบื้องต้น อย่างไรก็ตาม การประชาสัมพันธ์ยังมีข้อจำกัด จึงควรเพิ่มความหลากหลายของช่องทางสื่อสารโดยเฉพาะสื่อออนไลน์ สร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายในจังหวัด และส่งเสริมการใช้วัตถุดิบจากภายในมหาวิทยาลัยและชุมชน เพื่อเพิ่มมูลค่าและสนับสนุนเศรษฐกิจฐานรากของเกษตรกรในพื้นที่ ซึ่งยังคงเป็นกลุ่มอาชีพหลักของจังหวัดหนองคาย</p> พระครูปริยัติรัตนาลงกรณ์, พระภาวนาวัชรมุนี, พระครูโพธิชยานุสิฐ, อิงอร บุตรศรีผา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285229 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลวิธีการใช้ถ้อยคำในการโฆษณาร้านกาแฟในเฟซบุ๊ก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281038 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการใช้ถ้อยคำในการโฆษณาร้านกาแฟในเฟซบุ๊ก เป็นการศึกษาวิจัยเชิงพรรณนา รวบรวมข้อมูลจากโฆษณาเฟซบุ๊กของร้านกาแฟ 25 แห่งที่มีผู้ติดตามเกิน 30,000 คน จากนั้นวิเคราะห์การใช้ถ้อยคำ ประโยค และโวหารภาพพจน์ตามกรอบแนวคิดทางภาษาศาสตร์และสรุปผลในรูปแบบพรรณนา<strong> </strong></p> <p> ผลการศึกษาพบว่า ร้านกาแฟในเฟซบุ๊กมีการใช้กลวิธีการใช้ถ้อยคำอยู่ 3 ด้าน ได้แก่ ด้านที่ 1 การใช้คำ 8 ประเภท ดังนี้ (1) คำต่างประเทศ พบมากที่สุดร้อยละ 59.63 (2) คำซ้ำ พบร้อยละ 19.82 (3) คำสัมผัสคล้องจอง พบร้อยละ 6.24 (4) คำซ้อน พบร้อยละ 6.24 (5) คำที่มีความหมายซึ่งตามปรกติไปด้วยกันไม่ได้ พบร้อยละ 3.11 (6) คำอุทาน พบร้อยละ 1.93 (7) คำสแลง พบร้อยละ 1.74 และ (8) คำภาษาถิ่น พบน้อยที่สุดร้อยละ 1.28 ด้านที่ 2 การใช้ประโยค ดังนี้ (1) ประโยคแจ้งให้ทราบ พบมากที่สุดร้อยละ 69.12 (2) ประโยคบอกให้ทำ พบร้อยละ 25.38 (3) ประโยคถามให้ตอบ พบน้อยที่สุดร้อยละ 5.41 และ ด้านที่ 3 การใช้โวหารภาพพจน์ ดังนี้ (1) โวหารอติพจน์ พบมากที่สุดร้อยละ 40.29 (2) โวหารอุปมา พบร้อยละ 34.69 (3) โวหารบุคคลวัต พบร้อยละ 14.29 (4) โวหารอุปลักษณ์ พบน้อยที่สุดร้อยละ 10.73 แสดงให้เห็นว่า กลวิธีการใช้ถ้อยคำในโฆษณาร้านกาแฟบนเฟซบุ๊กนั้น มีส่วนช่วยสร้างความประทับใจให้กับผู้อ่าน ผ่านการใช้ถ้อยคำเพื่อสื่อภาพลักษณ์ ลักษณะประโยคที่กระตุ้นการตอบสนอง และโวหารภาพพจน์ที่ดึงดูดอารมณ์ ซึ่งสอดคล้องกับการสื่อสารในสื่อออนไลน์ในยุคปัจจุบัน</p> ยุภา เมืองแสง, ภาคภูมิ หรรนภา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281038 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลวิธีการตั้งชื่อคลิปรายการสปอยล์ภาพยนตร์ในแพลตฟอร์มยูทูบ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281040 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการตั้งชื่อคลิปรายการสปอยล์ภาพยนตร์ในยูทูบ รวบรวมข้อมูลจาก 10 ช่องสปอยล์ภาพยนตร์ยอดนิยมของประเทศไทย รวมคลิปทั้งสิ้น 500 รายการ จากนั้นจึงวิเคราะห์ข้อมูลโดยประยุกต์กลวิธีการตั้งชื่อนวนิยายและเรื่องสั้นของเถกิง พันธุ์เถกิงอมร ขึ้นใหม่ 11 กลวิธี แล้วนำเสนอผลการวิจัยด้วยการพรรณนาวิเคราะห์ในลำดับต่อไป</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การใช้กลวิธีการตั้งชื่อคลิปโดยเรียงลำดับจากมากไปหาน้อยได้ ดังนี้ 1) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้คำว่า “สปอย” หรือ “สปอยล์” ร้อยละ 24.53 2) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้โครงเรื่อง แก่นเรื่อง หรือเหตุการณ์สำคัญของเรื่อง ร้อยละ 21.01 3) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้ชื่อของภาพยนตร์ ร้อยละ 18.29 4) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้สถานที่สำคัญของเรื่อง ร้อยละ 8.54 5) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้อาชีพการงานของตัวละครสำคัญในเรื่อง ร้อยละ 8.11 6) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้ลักษณะนิสัยของตัวละครสำคัญในเรื่อง ร้อยละ 5.99 7) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้ชื่อหรือฉายาของตัวละครสำคัญในเรื่อง ร้อยละ 5.14 8) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้พืช วัตถุ หรือสิ่งของสำคัญในเรื่อง ร้อยละ 2.90 9) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้ลักษณะร่างกายของตัวละครสำคัญในเรื่อง ร้อยละ 2.72 10) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้คำถาม ร้อยละ 1.57 และ 11) การตั้งชื่อคลิปโดยใช้คำบอกเวลา ร้อยละ 1.15 จึงกล่าวได้ว่า กลวิธีการตั้งชื่อคลิปมีความสำคัญต่อการสร้างเอกลักษณ์ของผู้ผลิตเพื่อดึงดูดความสนใจกลุ่มเป้าหมาย อันเป็นรากฐานของการสร้างคอนเทนต์สปอยล์ภาพยนตร์ให้ประสบความสำเร็จอย่างยั่งยืน</p> ณัฐกมล กองคำ, นิตยา วรรณกิตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281040 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279649 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคายเขต 1 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคายเขต 1 จำนวน 302 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมาตรวัดประมาณค่า 5 ระดับซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.992 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการจัดการชั้นเรียนสร้างสรรค์มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และด้านการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านคุณลักษณะของครูและด้านการจัดการชั้นเรียนสร้างสรรค์ มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน และด้านการปฏิสัมพันธ์ของบุคคลมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 3) ค่าดัชนีความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ในสถานศึกษา (PNI<sub>Modified </sub>) ในภาพรวมพบว่าอยู่ระหว่าง 0.398 ถึง 0.420 ซึ่งลำดับความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการปฏิสัมพันธ์ของบุคคล (PNI<sub>Modified</sub>= 0.420) และลำดับความต้องการจำเป็นต่ำสุดคือ ด้านการจัดการชั้นเรียนสร้างสรรค์ (PNI<sub>Modified</sub>= 0.398)</p> ขนิษฐา พงษ์ศรี, ประมุข ชูสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279649 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดพิษณุโลก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิษณุโลก อุตรดิตถ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279867 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษา จังหวัดพิษณุโลก 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา และ 3) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลภาวะผู้นำทางวิชาการ ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในโรงเรียนมัธยมศึกษา จำนวน 150 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม ซึ่งมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.930 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง โดยใช้โปรแกรมทางสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1. ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก 2. ระดับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน อยู่ในระดับมากที่สุด 3. ผลการพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ( = 41.041,<em> </em> /df = 1.324, df = 31, p-value = .108, CFI = .990, TLI = .986, RMSEA = .046, SRMR = .033) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษามีอิทธิพลทางตรงต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูผู้สอน เท่ากับ .618 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 องค์ประกอบทั้ง 2 ของโมเดลมีความตรงเชิงโครงสร้าง โดยมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.641 – 0.910 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ทุกตัว ทั้งนี้ตัวบ่งชี้ทุกตัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 41.10 – 82.80</p> ณริท วัชรสุนทรกิจ, ณัฐกานต์ ประจันบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279867 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279868 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู 3) พัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครูกับข้อมูลเชิงประจักษ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 จำนวน 165 คน โดยใช้การสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.941 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู อยู่ในระดับมาก 3) การพัฒนาและตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดลภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ^2= 41.347, χ^2/df = 1.378, df = 30, p-value = 0.081, CFI = 0.993, TLI = 0.989, RMSEA = 0.048, SRMR = 0.025) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีอิทธิพลทางตรงต่อทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครู เท่ากับ 0.903 และมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 องค์ประกอบทั้ง 2 ของโมเดลมีความตรงเชิงโครงสร้าง องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.832 - 0.912 ตัวบ่งชี้ทุกตัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 69.20 – 83.20 องค์ประกอบทักษะการคิดเชิงนวัตกรรมของครูมีค่าน้ำหนักองค์ประกอบตั้งแต่ 0.726 – 0.913 ตัวบ่งชี้ทุกตัวร่วมกันอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 52.70 – 83.30</p> สุภิชญา ชัยเฉลิมวุฒิพงศ์, ณัฐกานต์ ประจันบาน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279868 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279869 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา 4) เพื่อสร้างสมการพยากรณ์ปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิจิตร เขต 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 291 คน โดยสุ่มแบบหลายขั้นตอน ใช้แบบสอบถาม 3 ตอน ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นระหว่าง 0.874–0.980 เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาและการศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา พบว่า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันอยู่ระหว่าง 0.677 -0.785 อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) การศึกษาปัจจัยภาวะผู้นำการเรียนรู้ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R<sup>2</sup> เท่ากับ 0.696) มีค่าอำนาจการพยากรณ์ได้ร้อยละ 69.60 และมีค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.216 ในรูปของคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ตามลำดับ ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p> = 0.917 + 0.272X<sub>3</sub> + 0.248X<sub>5</sub> + 0.223X<sub>1 </sub>+ 0.158X<sub>4</sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p>y = 0.243Zx<sub>3 </sub>+ 0.226Zx<sub>5 + </sub>0.200Zx<sub>1 + </sub>0.132Zx<sub>4</sub></p> อภิเดช ขาวข้างพูล, ธีรศักดิ์ อุปไมยอธิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279869 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อค สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างยนต์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279870 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาและหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อค สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ สาขาวิชาช่างยนต์ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อคกับเกณฑ์ที่กำหนด การวิจัยเป็นแบบวิจัยและพัฒนา มีขั้นตอนการดำเนินงาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนการสอนวิชางานเครื่องล่างรถยนต์ การออกแบบและพัฒนาชุดฝึกทักษะ การศึกษาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะ และการศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ใช้ชุดฝึกทักษะ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาช่างยนต์ วิทยาลัยการอาชีพวิเชียรบุรี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 20 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความเหมาะสมของสื่อ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อคที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.71, S.D. = 0.17) โดยเฉพาะด้านสาระสำคัญของเนื้อหาและกิจกรรมการเรียนรู้ ผลการวิเคราะห์ประสิทธิภาพชุดฝึก (E1/E2) มีค่าเท่ากับ 83.40/85.86 สูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 แสดงให้เห็นว่าชุดฝึกมีประสิทธิภาพทั้งด้านกระบวนการและผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้ชุดฝึก พบว่านักเรียนมีคะแนนเฉลี่ย 16.85 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.81 สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 80 ของคะแนนเต็มอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t = 92.71, p = 0.00) แสดงให้เห็นว่าชุดฝึกทักษะระบบป้องกันเบรกล็อคสามารถส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเหมาะสมต่อการนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนวิชางานเครื่องล่างรถยนต์ในระดับอาชีวศึกษา</p> ทักษิณ โสมณะวัตร, สุรวุฒิ ยะนิล, พงสุวัฒน์ เสริมศิริการญจนา, เมธา อึ่งทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279870 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279903 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ1) ศึกษาระดับความสุขในการทำงานสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 2) ศึกษาระดับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครูสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 285 คน ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 30 คน และครู 255 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม และใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ค่าสหสัมพันธ์เพียร์สันในการวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาระดับความสุขในการทำงาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพิจิตร ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการวิเคราะห์ระดับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างความสุขในการทำงานกับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู พบว่า ความสุขในการทำงานมีความสัมพันธ์กับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู โดยรวมมีความสัมพันธ์กันทางบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับนัยสำคัญ .01 อยู่ในระดับความสัมพันธ์สูง (r= 0.725**) เมื่อพิจารณารายคู่ พบว่า ความสุขในการทำงาน ด้านความพึงพอใจในงานกับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครู ด้านความเชื่อมั่นยอมรับเป็นเป้าหมายและค่านิยมขององค์การมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01(r=0.672**) และคู่ที่มีความสัมพันธ์ต่ำสุด คือ ความสุขในการทำงาน ในด้านอารมณ์ทางลบกับความผูกพันของผู้บริหารสถานศึกษาและครูด้านความปรารถนาอย่างแรงกล้าที่จะรักษาความเป็นสมาชิกขององค์กรมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับต่ำมากอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01(r=0.177**)</p> อภิชาติ ด้วงฉุน, ภัทร์พงศ์ พงศ์ภัทรกานต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279903 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกทักษะในงานพ่นสีรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ประเภทวิชาอุตสาหกรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279872 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพการพัฒนาชุดฝึกทักษะ<br />ในงานพ่นสีรถยนต์ เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะในงานพ่นสีรถยนต์กับเกณฑ์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียน<br />ระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 จำนวน 1 ห้อง จำนวน 26 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ 1) แบบบันทึกสภาพปัญหาและแนวทางการแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอน 2) ชุดฝึกทักษะ 3) แบบประเมินความเหมาะสม มีความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60-1.00 4) แบบประเมินทักษะ มีความตรงเชิงเนื้อหาตั้งแต่ 0.60-1.00 และค่าความเชื่อมั่นจากการสังเกตของเกณฑ์การประเมินระหว่างผู้ประเมิน 0.70 การวิเคราะห์ข้อมูล คือ การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ชุดฝึกทักษะที่จัดทำขึ้นมีเนื้อหาครอบคลุมความรู้การปฏิบัติงาน <br />การเลือกใช้เครื่องมือ อุปกรณ์ การโป๊วสี ขัดพื้นผิว พ่นสี การผสมสีตามสูตร ไปจนถึงการพ่นสีจริง โดยชุดฝึกถูกออกแบบในลักษณะกิจกรรมเชิงปฏิบัติที่มีลำดับขั้นชัดเจน พร้อมแบบฝึกและคู่มือผู้เรียนที่สามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงมีแนวคิดที่จะพัฒนาชุดฝึกทักษะในการเรียนรู้ ความเหมาะสมของชุดฝึกทักษะ ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( = 4.59 , S.D. = 0.13) ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะทักษะในงานพ่นสีรถยนต์ สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพประเภทวิชาอุตสาหกรรมที่เรียนด้วยชุดฝึกทักษะ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 75/75 และผลการเปรียบเทียบทักษะการปฏิบัติงานของนักเรียนหลังการใช้ชุดฝึกทักษะสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> อภิรักษ์ บุญดัด, สุรวุฒิ ยะนิล, พงสุวัฒน์ เสริมศิริกาญจนา, เมธา อึ่งทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/279872 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาระบบการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ของโรงเรียน ระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 จังหวัดนครพนม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280323 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษางานวิจัยระบบการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จังหวัดนครพนม 2) เพื่อสังเคราะห์ผลงานวิจัยเกี่ยวกับระบบการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 2 จังหวัดนครพนม การวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงสังเคราะห์ มีวิธีดำเนินการวิจัยโดยศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากฐานข้อมูล Nriis และ Thailis ระหว่างปี 2556–2565 จำนวน 15 เรื่อง วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลเพื่อนำไปสร้างแบบสอบถามและพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ออนไลน์ พร้อมสรุปผลและข้อเสนอแนะ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษางานวิจัยเกี่ยวกับระบบการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ สืบเนื่องจากสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 ส่งผลต่อการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา ต้องมีการปรับตัวให้เกิดการแพร่หลายของแนวทางจัดการเรียนรู้ออนไลน์ ดังนั้น ครูผู้สอนจะต้องใช้สื่อและเทคโนโลยีมาสนับสนุนการเรียนรู้ เช่น Google Sites เป็นอีกสื่อที่สามารถตอบสนองการจัดการเรียนรู้ในยุคปัจจุบันได้อย่างเหมาะสม ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของกระทรวงการศึกษาในการพัฒนาเยาวชนของชาติเข้าสู่โลกยุคศตวรรษที่ 21 โดยมุ่งส่งเสริมให้ผู้เรียนมีคุณธรรม รักความเป็นไทย มีทักษะการคิดวิเคราะห์ คิดสร้างสรรค์ มีทักษะด้านเทคโนโลยี สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ 2) ผลที่ได้จากการสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับการศึกษาระบบการเรียนรู้ผ่านออนไลน์ที่นิยมมากที่สุด คือ google site ทำให้สามารถรู้ถึงประโยชน์และความสำคัญได้อย่างหลากหลาย ดังนี้ 1. สร้างแหล่งเรียนรู้ที่เข้าถึงได้ง่าย 2. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของนักเรียน 3. สนับสนุนการจัดการเรียนการสอนของครู 4. ประหยัดค่าใช้จ่าย เพราะ Google Sites เป็นเครื่องมือที่ใช้งานได้ฟรี และ 5. ใช้งานง่าย</p> ปภังกร สายบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280323 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โดยการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280457 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 2) เปรียบเทียบความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ก่อนและหลังเรียน ที่ใช้การจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโรตารี่สวรรคโลก 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 8 คน ได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H 2) แบบทดสอบวัดความสามารถด้านการอ่านจับใจความ เป็นแบบทดสอบปรนัย ชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ 3) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ โดยแบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ด้านบรรยากาศในการเรียน 3) ด้านประโยชน์ที่ได้รับ วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบ t-test dependent</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยการจัดการเรียนรู้แบบ OK5R ร่วมกับเทคนิคการตั้งคำถาม 5W1H มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ความสามารถด้านการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ฉัตรวเรศ ดีล้น, อ้อมธจิต แป้นศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280457 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการที่ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมผีตาโขนของนักเรียนโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เลย หนองบัวลำภู https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280045 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารจัดการ ที่ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมผีตาโขน ของนักเรียนโรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวิธีดำเนินการวิจัย<br />โดยศึกษาข้อมูลจากหนังสือ งานวิจัย และบทความเกี่ยวกับแนวปฏิบัติที่ดีทั้งในประเทศและต่างประเทศ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า โรงเรียนศรีสองรักษ์วิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเลย หนองบัวลำภู มีแนวปฏิบัติที่ดีด้านการบริหารองค์การที่ส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการ<br />ทางวัฒนธรรมผีตาโขนของนักเรียน ได้แก่ การวางแผน มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ โดยกำหนดเป้าหมายเพื่อพัฒนาทักษะนักเรียนให้เป็นผู้ประกอบการเชิงสร้างสรรค์ ที่สามารถเชื่อมโยงวัฒนธรรมท้องถิ่น กับการสร้างผลิตภัณฑ์หรือบริการ การจัดองค์การ มีการจัดโครงสร้างองค์การที่เอื้อต่อ<br />การพัฒนาทักษะการเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรมของนักเรียน การมุ่งส่งเสริมความเป็นผู้ประกอบการทางวัฒนธรรม ผ่านการสืบสานประเพณีผีตาโขน โดยเน้นการสร้างแรงจูงใจให้ครู<br />และนักเรียนมีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ การประสานงาน มีการประสานงานทั้งภายในและระหว่างองค์การโดยใช้ช่องทางการประชุมอย่างเป็นทางการและแพลตฟอร์มดิจิทัล เช่น Line และ Facebook <br />การควบคุม มีการกำกับดูแลและควบคุมการดำเนินงานการกำหนดนโยบายและแผนปฏิบัติการที่ชัดเจนภายใต้การบริหารงานของคณะผู้บริหาร การมีส่วนร่วมของคณะครู คณะกรรมการสถานศึกษา <br />และนักเรียน การประเมินผล ประเมินผลสัมฤทธิ์ของโครงการผ่านแบบสอบถาม การสัมภาษณ์ <br />และการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียน เผยแพร่ผลการดำเนินงานผ่านเว็บไซต์ รายงานประจำปี <br />และโซเชียลมีเดีย เพื่อให้ทุกฝ่ายรับทราบและสนับสนุนการพัฒนาทักษะของนักเรียน ให้ก้าวไปสู่การเป็นผู้ประกอบการอย่างยั่งยืน</p> อรนภา ทำทิพย์, พิทยา แสงสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280045 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้นในจังหวัดนครพนม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280037 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2) เพื่อประเมินผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ของโรงเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนต้น เป็นงานวิจัยและพัฒนา R&amp;D โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก สนทนากลุ่มเฉพาะ และแจกแบบสอบถามเพื่อการวิจัย จำนวน 40 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถาม และแบบสนทนากลุ่มเฉพาะ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบื้องเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การระบาดของโควิด-19 ทำให้โรงเรียนปรับสู่การเรียนรู้ออนไลน์ผ่านทีวีดิจิทัลและแพลตฟอร์มออนไลน์ ซึ่งมีองค์ประกอบสำคัญคือ ผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหา สื่อ ระบบสื่อสาร และการประเมินผล การจัดการเรียนรู้ออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพต้องมีการเตรียมพร้อมที่ดี ออกแบบการใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม บูรณาการเนื้อหา สร้างความเข้าใจร่วมกัน และประเมินผลต่อเนื่อง พร้อมพัฒนาระบบห้องเรียนออนไลน์ด้วย Google Site โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของเนื้อหา การเข้าถึง การสำรองข้อมูล และความเสถียรของระบบ 2) จากการศึกษาผลการใช้นวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านระบบออนไลน์ของโรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น พบว่าโดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยรายด้านอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านและเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านปฏิสัมพันธ์ (ค่าเฉลี่ย 4.38, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.57, ระดับมาก) รองลงมาคือ ด้านประโยชน์ที่ได้รับ (ค่าเฉลี่ย 4.20, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.63, ระดับมาก), ด้านรูปแบบการนำเสนอ (ค่าเฉลี่ย 3.79, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.87, ระดับมาก), และ ด้านเนื้อหา (ค่าเฉลี่ย 3.76, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.65, ระดับมาก) ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดคือ ด้านระบบการใช้งาน (ค่าเฉลี่ย 3.36, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.80, ระดับปานกลาง)</p> มาวิน โทแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280037 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อพัฒนาคุณภาพของผู้เรียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282001 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนารูปแบบสมรรถนะของผู้บริหารสถานศึกษาด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน 2) พัฒนารูปแบบสมรรถนะ 3) ทดลองใช้รูปแบบ 4) ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา ดำเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นของสมรรถนะจากผู้บริหารและครู ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบสมรรถนะจากข้อมูลที่ได้ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกับผู้บริหารและครูที่สมัครใจเข้าร่วมโครงการ ประกอบด้วยผู้บริหาร จำนวน 44 คน ครู จำนวน 176 คน รวม 220 คน ระยะที่ 4 ประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น การเปรียบเทียบคะแนนก่อนและหลังการใช้รูปแบบ การวิเคราะห์เนื้อหา และการสังเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของสมรรถนะผู้บริหารใน 3 ด้าน พบว่า ดัชนีความต้องการจำเป็นโดยรวม เท่ากับ 0.30 เรียงลำดับดังนี้ ด้านคุณภาพของผู้เรียน (0.32) ด้านเทคโนโลยี (0.30) ด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ (0.28) 2) รูปแบบสมรรถนะที่พัฒนาขึ้น ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ดังนี้ 2.1) หลักการ 2.2) วัตถุประสงค์ 2.3) สมรรถนะผู้บริหาร 2.4) กระบวนการพัฒนา 2.5) การประเมินผล และ 2.6) ปัจจัยแห่งความสำเร็จ ซึ่งผ่านการตรวจสอบโดยผู้ทรงคุณวุฒิแล้วมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ในระดับมากที่สุด 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบ พบว่า ผู้บริหารมีค่าเฉลี่ยคะแนนสมรรถนะด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการหลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนา 4) ผลการประเมินรูปแบบ พบว่า รูปแบบมีความเหมาะสมและเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด และผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจต่อรูปแบบในระดับมาก</p> รุ่งนภา ธิศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282001 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้ชุดการสอนร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก วิชางานอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์เบื้องต้น รหัสวิชา 20101-2103 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พุทธศักราช 2562 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282266 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางแก้ไขการจัดการเรียนรู้วิชางานอิเล็กทรอนิกส์รถยนต์เบื้องต้น รหัสวิชา 20101-2103 หลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ พ.ศ. 2562 2) สร้างและหาประสิทธิภาพของชุดการสอนร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก 3) ทดลองใช้ชุดการสอนดังกล่าว การวิจัยนี้เป็นการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างคือผู้เรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ จำนวน 21 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม ใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบบันทึกสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ 2) ชุดการสอน ซึ่งผ่านการประเมินคุณภาพโดยผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณภาพระดับมากที่สุด (= 4.62, S.D. = 0.15) 3) แบบประเมินความเหมาะสมของชุดการสอน (IOC 0.80–1.00) 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (IOC 0.60–1.00, ความยาก 0.35–0.80, อำนาจจำแนก 0.30–0.80, ความเชื่อมั่น 0.89) 5) แบบประเมินผลการปฏิบัติงาน (IOC 0.80–1.00, ความเชื่อมั่น 0.62–1.00) 6) แบบสังเกตคุณลักษณะอันพึงประสงค์ (IOC 0.60–1.00, ความเชื่อมั่น 0.69) การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติ t-test และดัชนีประสิทธิผล</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) <strong>ผู้เรียนส่วนใหญ่ขาดความเข้าใจเกี่ยวกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์รถยนต์ เนื่องจากขาดประสบการณ์จากของจริง การเรียนรู้ส่วนใหญ่เน้นบรรยาย ส่งผลให้ผลสัมฤทธิ์ต่ำกว่าเกณฑ์ </strong>2) <strong>ชุดการสอนร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุกที่พัฒนาขึ้นจำนวน </strong>7 <strong>ชุด มีความเหมาะสมระดับมากที่สุด (= </strong>4.63) <strong>และมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ </strong>80/80 (E1 = 82.35, E2 = 81.76) 3) <strong>ผลการใช้ชุดการสอนร่วมกับการเรียนรู้เชิงรุก พบว่า ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .</strong>05 <strong>และมีดัชนีประสิทธิผล </strong>0.628 <strong>แสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นร้อยละ </strong>62.8</p> จิรโรจน์ เลิศธนเปี่ยมสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282266 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280223 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยในสถานศึกษา 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย 4) เพื่อค้นหาตัวแปรพยากรณ์ที่ดี และสร้างสมการพยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 3 กลุ่ม การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอนระดับปฐมวัย จำนวน 178 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) การศึกษาระดับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย พบว่า ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สันอยู่ระหว่าง 0.745 - 0.821 อยู่ในระดับค่อนข้างสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย มีค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ (R2 เท่ากับ 0.771) ค่าอำนาจการพยากรณ์ได้ร้อยละ 77.10 และค่าความคลาดเคลื่อนมาตรฐานในการพยากรณ์เท่ากับ 0.878 ในรูปของคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐานได้ตามลำดับ ดังนี้</p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนดิบ</p> <p> = 0.634 + 0.358X<sub>3</sub> + 0.320X<sub>2</sub> + 0.275X<sub>4 </sub></p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปแบบคะแนนมาตรฐาน</p> <p>y = 0.322Zx<sub>3 </sub>+ 0.285Zx<sub>2 + </sub>0.248Zx<sub>4</sub></p> อนุศรา มากกระโทก, ทวีศักดิ์ สว่างเมฆ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280223 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย โดยใช้พื้นที่เป็นฐาน ระดับประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/284734 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย และแนวทางการบริหารแบบใช้พื้นที่เป็นฐานในระดับประถมศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย โดยใช้การบริหารแบบใช้พื้นที่เป็นฐานในระดับประถมศึกษา 3) ทดลองใช้รูปแบบการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย ที่พัฒนาขึ้นตามแนวทางการบริหารแบบใช้พื้นที่เป็นฐาน 4) ประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย โดยใช้การบริหารแบบใช้พื้นที่เป็นฐานในระดับประถมศึกษา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน มีวิธีดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการแก้ปัญหาฯ ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบฯ ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบฯ ระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบฯ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติขั้นพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ผลการศึกษาสภาพการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทย และแนวทางการบริหารโดยใช้พื้นที่เป็นฐาน ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ สภาพการแก้ปัญหาและแนวทางการบริหารด้านปัจจัยนำเข้า ด้านกระบวนการ 5A&amp;P ด้านผลผลิต และ ด้านปัจจัยความสำเร็จ 2. ผลการพัฒนารูปแบบ มี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) ปัจจัยนำเข้า 2) กระบวนการ 5A&amp;P 3) ผลผลิต และ 4) ปัจจัยความสำเร็จ 3. ผลการทดลองใช้รูปแบบฯ ดำเนินการใช้ตามองค์ประกอบของรูปแบบฯ 4 องค์ประกอบ 4. ผลการประเมินรูปแบบฯ มีดังนี้ 1) ผลการประเมินความเป็นไปได้และความมีประโยชน์ อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการแก้ปัญหาการอ่านและเขียนภาษาไทยของผู้เรียน ภาพรวม มีความสามารถในการอ่านและเขียนอยู่ในระดับดีทุกระดับชั้น</p> ฉวีวรรณ โยคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/284734 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายบ้านโป่งที่ 3 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281742 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์เรื่อง ประวัติและผลงานบุคคลสำคัญในสมัยอยุธยาและธนบุรี ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ให้เป็นไปตามเกณฑ์ 2) ศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียนของนักเรียนวิชาประวัติศาสตร์ เรื่อง ประวัติและผลงานบุคคลสำคัญในสมัยอยุธยาและธนบุรี 3) ศึกษาความคงทนทางการเรียนรู้วิชาประวัติศาสตร์ 4) ศึกษาความพึงพอใจทางการเรียนรู้ของนักเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค STAD การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงทดลอง ประชากรคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนกลุ่มเครือข่ายบ้านโป่งที่ 3 (โรงเรียนขยายโอกาส) จำนวน 3 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่างได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนวัดหนองอ้อ (ธรรมธรใยประชาสามัคคี) จำนวน 1 ห้องเรียน 20 คน โดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) บทเรียน (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (4) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความก้าวหน้าทางการเรียน และการทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนวิชาประวัติศาสตร์ด้วยบทเรียนคิดเป็นร้อยละ 70.67 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 2) ความก้าวหน้าทางการเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD มีค่าเท่ากับ 0.60 คิดเป็นร้อยละ 60 อยู่ในระดับปานกลาง 3) นักเรียนมีความคงทนทางการเรียนรู้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจทางการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค STAD เฉลี่ยร้อยละ 97.20 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> จิดาภา ถิรภัทรพันธ์, กัญณภัทร หุ่นสุวรรณ, สมาพร มณีอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281742 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความคงทนในการเรียนรู้ กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง การบวกเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนบ่อสุพรรณ-หนองบ่อ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281170 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกเศษส่วน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ให้เป็นไปตามเกณฑ์ร้อยละ 70 (2) เพื่อศึกษาความก้าวหน้าทางการเรียน เรื่อง การบวกเศษส่วนก่อนเรียนและหลังเรียน (3) เพื่อเปรียบเทียบความคงทนในการเรียน เรื่อง การบวกเศษส่วน ระหว่างเรียนและหลังเรียน และ (4) เพื่อเปรียบเทียบเจตคติของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน โดยใช้การเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงทดลอง ประชากร ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 กลุ่มโรงเรียนบ่อสุพรรณ – หนองบ่อ จำนวน 11 โรงเรียน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนวัดเวฬุวัน จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวน 24 คน ใช้วิธีการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในเก็บข้อมูลในการวิจัย คือ (1) ชุดกิจกรรม (2) แผนการจัดการเรียนรู้ (3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และ (4) แบบสอบถามเจตคติ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที t-test แบบไม่อิสระจากกัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง การบวกเศษส่วน โดยรวมคิดเป็นร้อยละ 75.14 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 (2) ความก้าวหน้าทางการเรียน โดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT เท่ากับ 0.63 (3) ความคงทนทางของการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT ผ่านไป 2 สัปดาห์ นักเรียนมีความรู้ความคงทนทางการเรียนลดลง แต่อยู่ในระดับที่พึงพอใจ (4) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่เรียนโดยการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิค TGT มีเจตคติอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 3 ด้าน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ณัฏฐ์ดา เสือเมือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281170 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285199 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 1 อำเภอ 1 โรงเรียนคุณภาพ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาหนองคาย เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา 6 คน และครูผู้สอน 87 คน รวม 93 คน ใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพและมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.80 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ การกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของโรงเรียน ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ การสร้างบรรยากาศส่งเสริมการเรียนรู้ แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมายของโรงเรียน ควรกำหนดและสื่อสารแนวทางการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนในชั้นเรียนที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรมแก่ครูทุกคน (2) ด้านการบริหารหลักสูตรและการสอน ควรสนับสนุนและส่งเสริมให้ครูนำหลักสูตรไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนการสอนให้สอดคล้องกับบริบทของโรงเรียนและผู้เรียน (3) ด้านการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ ควรปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพและสังคม ให้เอื้อต่อการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และปลอดภัย (4) ด้านการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากร ควรวางแผนพัฒนารายบุคคลอย่างเป็นระบบ และส่งเสริมการเข้าร่วมกิจกรรมที่สอดคล้องกับความต้องการและศักยภาพของครู และ (5) ด้านการนิเทศติดตามการสอน ควรดำเนินการนิเทศและประเมินผลด้วยวิธีการที่หลากหลายและต่อเนื่อง เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน</p> กิตติพันธุ์ ชัยสิทธิ์, อมรทิพย์ เจริญผล, ชารี มณีศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/285199 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความต้องการสวัสดิการของบุคลากรกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280854 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการสวัสดิการของบุคลากรกลุ่มธุรกิจ โลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) เพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความต้องการสวัสดิการของบุคลากรกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากร คือ พนักงานทั้งหมดในสำนักบริหารกลางกระจายสินค้า บริษัท ซีพี ออลล์ จำกัด (มหาชน) จำนวนทั้งสิ้น 153 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการสวัสดิการของบุคลากร กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน one way ANOVA และเปรียบเทียบรายคู่โดยใช้ LSD</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความต้องการสวัสดิการของบุคลากร กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีระดับความต้องการสวัสดิการในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า บุคลากรกลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล มีระดับความต้องการสวัสดิการ 3 อันดับสูงสุด ได้แก่ สวัสดิการบริการด้านความมั่นคง สวัสดิการโบนัสและเงินสวัสดิการ และสวัสดิการบริการด้านเศรษฐกิจ 2) ผลการวิเคราะห์การเปรียบเทียบความต้องการสวัสดิการของบุคลากร กลุ่มธุรกิจโลจิสติกส์ ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล กับปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบไปด้วย เพศ เจเนอเรชั่น ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส จำนวนบุตร รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ในการทำงาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้าน เพศ เจเนอเรชั่น และประสบการณ์ในการทำงานที่ต่างกัน มีความต้องการสวัสดิการไม่แตกต่างกัน ส่วนด้านระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส จำนวนบุตร และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกัน พบว่า มีความต้องการสวัสดิการแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ภคพร จันทลี, เอนก ประดิษฐารมณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/280854 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/284582 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดเห็นของกำนันและผู้ใหญ่บ้านในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ ต่อบทบาทของตนเองในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง 2) เพื่อศึกษาหาแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่อำเภอนาคู จังหวัดกาฬสินธุ์ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างกำนันและผู้ใหญ่บ้านจำนวน 54 คน ด้วยแบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC = 0.96) และมีค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.87 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โดยภาพรวมกำนันและผู้ใหญ่บ้านมีความคิดเห็นต่อบทบาทของตนในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งอยู่ในระดับมาก (x̅ = 4.48, S.D. = 0.32) โดยด้านการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งมีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̅ = 4.58) รองลงมาคือด้านบทบาทของกำนันและผู้ใหญ่บ้าน (x̅ = 4.37) แสดงให้เห็นว่า ผู้นำท้องที่มีบทบาทเชิงรุกในการตรวจหาความขัดแย้งและระงับเหตุปฐมภูมิอย่างมีประสิทธิภาพ ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติหน้าที่ ได้แก่ เพศและระดับการศึกษา ซึ่งส่งผลต่อรูปแบบการสื่อสารและความมั่นใจในการแก้ปัญหา และข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง สรุปข้อมูลได้ ดังนี้ (1) ควรให้นายอำเภอหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการที่เน้นทักษะการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทโดยเฉพาะ (2) กำนันและผู้ใหญ่บ้านร่วมกับผู้นำ จัดตั้งคณะกรรมการฯ โดยกำหนดโครงสร้างและระเบียบปฏิบัติที่ชัดเจน (3) ควรจัดให้มีเวทีประชาคมเปิด เพื่อให้ชาวบ้านมีโอกาสเสนอความคิดเห็น ร้องเรียนปัญหา (4) กำนันและผู้ใหญ่บ้านควรประสานงานและสร้างความร่วมมือที่แข็งแกร่งกับหน่วยงานภายนอกที่เกี่ยวข้อง</p> พิพิธธนวดี สมคะเณย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/284582 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางในการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศที่เหมาะสม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282847 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับการจัดการปัญหามลพิษทางอากาศ 2) เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับการจัดการมลพิษทางอากาศของต่างประเทศและวิเคราะห์ประเด็นที่อาจนำมาใช้ในกฎหมายไทยได้ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายไทยให้สามารถรองรับสิทธิในอากาศสะอาด และจัดการมลพิษทางอากาศได้อย่างมีเหมาะสม เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เอกสาร จากกฎหมายไทย เช่น พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2535 พรบ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 พรบ.โรงงาน พ.ศ. 2535 และ พรบ.การขนส่งทางบก พ.ศ. 2522 รวมถึงกฎหมาย และมาตรการของต่างประเทศที่ประสบความสำเร็จ ได้แก่ Clean Air Act ของสหรัฐอเมริกา และ Clean Air Zone ของสหราชอาณาจักร</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระบบกฎหมายไทยขาดความชัดเจน และการแก้ไขปัญหา คือ การขาด การบัญญัติสิทธิในอากาศสะอาดในระดับกฎหมายหลัก ความไม่ชัดเจน ไม่เข้มงวดของอำนาจหน้าที่ของหน่วยงาน การประสานงานระหว่างหน่วยงาน รวมถึงการไม่มีมาตรการจูงใจทางเศรษฐศาสตร์ จากการเปรียบเทียบกฎหมายต่างประเทศ พบว่า กฎหมายของสหรัฐฯ (CAA) มีการกำหนดมาตรฐานคุณภาพอากาศ มีบทลงโทษที่มีประสิทธิภาพ และประชาชนมีสิทธิเข้าถึงข้อมูลและฟ้องร้องได้ ขณะที่มาตรการของอังกฤษ (CAZ) ใช้กลไกทางเศรษฐศาสตร์และเทคโนโลยีการตรวจจับเพื่อควบคุมแหล่งกำเนิดมลพิษ จากการวิเคราะห์ผู้วิจัยมีข้อเสนอเชิงนโยบาย 6 ประเด็น ได้แก่ (1) การบัญญัติสิทธิในอากาศสะอาดในระดับ พรบ. (2) ตั้งหน่วยงานกลางที่มีอำนาจบังคับใช้ (3) การบูรณาการหน่วยงานและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง (4) การใช้มาตรการทางเศรษฐศาสตร์และสิ่งจูงใจ (5) การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน และ (6) การออกแบบร่าง พรบ.อากาศสะอาด โดยเน้นความคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และความยั่งยืนทางสิ่งแวดล้อม</p> ณัฐพัชร์ แก่นจันทร์หอม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282847 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 มาตรการทางกฎหมายในการรองรับการกระจายอำนาจ ด้านงบประมาณของสถานศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282191 <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาปัญหาทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระจายอำนาจด้านงบประมาณสู่สถานศึกษา (2) ศึกษาและเปรียบเทียบมาตรการทางกฎหมายของประเทศไทยกับต่างประเทศ (3) เสนอแนวทางปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้การกระจายอำนาจด้านงบประมาณแก่สถานศึกษามีประสิทธิภาพ เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย ระเบียบราชการ และงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ แล้ววิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อสังเคราะห์ข้อเท็จจริงอย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การกระจายอำนาจด้านงบประมาณของสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในประเทศไทย แม้มีกฎหมายรองรับ เช่น พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม แต่การปฏิบัติยังคงรวมศูนย์อำนาจไว้ที่ส่วนกลาง ส่งผลให้สถานศึกษาขาดความคล่องตัว โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มีหน่วยเบิกจ่าย ทำให้การบริหารงบประมาณล่าช้าและไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ประเทศไทยใช้รูปแบบ “การมอบอำนาจ” มากกว่า “การกระจายอำนาจเต็มรูปแบบ” ต่างจากสหรัฐอเมริกา ออสเตรเลีย และนิวซีแลนด์ ที่ให้อิสระแก่สถานศึกษาในการบริหารงบประมาณ บุคลากร และหลักสูตร ภายใต้กลไกตรวจสอบจากชุมชน ซึ่งทำให้เกิดความยืดหยุ่นและโปร่งใส แม้บางสถานศึกษามีสถานะเป็นนิติบุคคลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ แต่ยังถูกจำกัดโดยกรอบกฎหมาย เช่น พระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกระทรวงศึกษาธิการ พ.ศ. 2546 พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. 2547 และพระราชบัญญัติว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 ซึ่งไม่เอื้อต่อการตัดสินใจของสถานศึกษา แนวทางปรับปรุงประกอบด้วย (1) การแก้ไขกฎหมายแม่บทเพื่อมอบอำนาจโดยตรง (2) การจัดตั้ง “กลุ่มสหโรงเรียน” เพื่อบริหารทรัพยากรร่วม (3) การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและเพิ่มอัตรากำลังสายสนับสนุน และ (4) การจัดตั้งระบบติดตามประเมินผล เพื่อให้การกระจายอำนาจด้านงบประมาณโปร่งใส ยั่งยืน และยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างแท้จริง</p> สุจิตรา ปัญญาสวัสดิ์, เพิ่ม หลวงแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282191 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางในการนำมาตรการป้องกันเด็กและเยาวชนที่ต้องการการดูแลมิให้กระทำผิดกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกา มาปรับใช้กับการป้องกันการกระทำผิดของเด็กและเยาวชนไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281516 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p><strong> </strong>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาหลักการ แนวคิด ทฤษฎีเกี่ยวกับการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทำผิด 2) ศึกษาและวิเคราะห์มาตรการทางกฎหมายของประเทศสหรัฐอเมริกาในการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทำผิด 3) เสนอแนวทางที่เหมาะสมของมาตรการทางกฎหมายในการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทำผิด การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเอกสาร โดยการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเอกสาร</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ความล้มเหลวของครอบครัวและสภาพแวดล้อมใกล้ตัวมีส่วนพัฒนาการกระทำผิดของเด็กและเยาวชน เมื่อครอบครัวไม่สามารถทำหน้าที่ปกป้องดูแลได้ รัฐจึงจำต้องเข้าไปแทรกแซงเพื่อทำหน้าที่แทนตามแนวคิด Parens Patriae (กษัตริย์เป็นบิดาของประเทศ) แต่มาตรการทางกฎหมายของรัฐในการคุ้มครองสวัสดิภาพเด็กที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดตามพระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 ไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ โดยศาลไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการ และยังมีเด็กและเยาวชนบางส่วนที่ผ่านกระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูตามพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 กลับไปเป็นกลุ่มเสี่ยงและกระทำผิดซ้ำ 2) ประเทศสหรัฐอเมริกา มีมาตรการทางกฎหมายในการปกป้องดูแลเด็กและเยาวชน ในเชิงป้องกันอย่างเป็นรูปธรรม โดยศาลเข้าไปมีบทบาทสำคัญในการแก้ปัญหาเด็กและเยาวชนกลุ่มเสี่ยง ผ่านกระบวนการคำร้องสำหรับบุคคลที่ต้องการการดูแล หรือคำร้อง PINS 3) ควรแก้ไขพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัว และวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 เพิ่มกระบวนการป้องกันมิให้เด็กและเยาวชนกระทำผิดกฎหมาย ให้อำนาจศาลเป็นผู้ปกป้องดูแลเด็กและเยาวชนที่เสี่ยงต่อการกระทำผิดก่อนไปกระทำผิดกฎหมายในอนาคต</p> คมสัน ยวงเดชหล้า, เพิ่ม หลวงแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/281516 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในยุคดิจิทัล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282094 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การพัฒนาอย่างก้าวกระโดดของเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร ได้นำมาซึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงพลวัตต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและโครงสร้างการแข่งขันทางธุรกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบริบทของยุคดิจิทัลซึ่งมีลักษณะการแข่งขันสูงและทางเลือกของผลิตภัณฑ์และบริการที่มีความหลากหลาย กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาด จึงมีบทบาทเชิงยุทธศาสตร์ในการกำหนดแนวทางและกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ตลอดจนตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคซึ่งอยู่ภายใต้การเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของส่วนประสมทางการตลาด ความตั้งใจซื้อ ตลอดจนวิเคราะห์กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในยุคดิจิทัล พร้อมนำเสนอแนวทางการสร้างความน่าเชื่อถือที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริงในเชิงกลยุทธ์ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของตราผลิตภัณฑ์ในตลาดที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว บทความนี้มีคุณูปการสำคัญในการเติมเต็มช่องว่างในองค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อผลิตภัณฑ์ในยุคดิจิทัล โดยเฉพาะท่ามกลางพลวัตทางเทคโนโลยีและการเปลี่ยนแปลงเชิงพฤติกรรมของผู้บริโภคที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ผลการวิเคราะห์สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทสำคัญของการปรับใช้กลยุทธ์ส่วนประสมทางการตลาดอย่างเหมาะสมในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน เสริมสร้างความน่าเชื่อถือของตราผลิตภัณฑ์ ตลอดจนการสร้างและธำรงความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภค อันจะนำไปสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนของธุรกิจในสภาวะแวดล้อมทางการตลาดที่มีความซับซ้อนและมีการแข่งขันสูง</p> เจ้อ หวัง, ธนกร สิริสุคันธา, สุรชัย กังวล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ปัญญาปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PPJ/article/view/282094 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700