วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU <p><strong><em>วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ( </em></strong><strong><em>Political Science and Public Administration, Khon Kaen University [PSPAJ-KKU] </em></strong><strong><em>)</em></strong> (TCI 2 ได้รับการรับรองระหว่างปี พ.ศ. 2563 - 2567) เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน พิจารณาตีพิมพ์บทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ประเภทบทความวิจัย (Research article) บทความปริทัศน์ (Review article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book review) และบทความประเภทอื่น ๆ ที่มีเนื้อหาด้านรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ ปรัชญาการเมือง ทฤษฎีการเมือง การเมืองเปรียบเทียบ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การจัดการความขัดแย้ง นโยบายระหว่างประเทศ การจัดการและนโยบายสาธารณะ การจัดการองค์กรภาครัฐและเอกชน การคลังสาธารณะ การบริหารทรัพยากรมนุษย์ และสาขาวิชาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> th-TH pspaj.kku@gmail.com (จักรกฤษ กมุทมาศ (Jackrit Kamudhamas)) kiraphat.k@tsu.ac.th (กิรพัฒน์ เขียนทองกุล (Kiraphat Khianthongkul)) Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การสร้างความเป็นพลเมืองในสังคมไทยที่สะท้อนผ่านเนื้อหาในหนังสืออ่านนอกเวลา กลุ่มวิชาหน้าที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาของไทย ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/245860 <p>บทความนี้สะท้อนความพยายามของรัฐในการสร้างความเป็นพลเมืองในรูปแบบที่รัฐต้องการผ่านเนื้อหาในหนังสืออ่านนอกเวลา กลุ่มวิชาหน้าที่พลเมือง ชั้นมัธยมศึกษาของไทย <br>ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 ตามแนวคิดของ Westheimer และ Kahne ที่แบ่งประเภทความเป็นพลเมืองออกเป็น 3 ประเภท โดยวิเคราะห์เนื้อหาเกี่ยวกับการสร้างความเป็นพลเมืองในหนังสืออ่านนอกเวลา กลุ่มวิชาหน้าที่พลเมือง ระดับชั้นมัธยมศึกษา ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2551 จำนวน 9 เล่ม ได้แก่ ความสุขผลิใบในทุกเช้า จะเล่าให้คุณฟัง เธอคือความหวังของแผ่นดิน ชีวิตงามตามคำสอนของพระเจ้าอยู่หัว เล่ม 1 - 3 วันอังคารแห่งความทรงจำกับครูมอร์รี่ อาม่าบนคอนโด และ แอนิมอล ฟาร์ม ซึ่งพบว่า เนื้อหาในหนังสืออ่านนอกเวลาส่วนใหญ่เน้นสร้างพลเมืองในลักษณะที่เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบส่วนตัวมากกว่าพลเมืองแบบมีส่วนร่วมและพลเมืองที่มีสำนึกต่อความยุติธรรมทางสังคม เน้นการปฏิบัติตนตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง ขยันทำงาน เคารพกฎหมาย และมีจิตสาธารณะช่วยเหลือสังคมเมื่อมีโอกาส ซึ่งการสร้างพลเมืองในลักษณะเช่นนี้ไม่ได้สะท้อนให้เห็นถึงความเป็นพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย เนื่องจากทั้งในสังคมการเมืองแบบเผด็จการและประชาธิปไตยต่างต้องการให้พลเมืองเรียนรู้ความเป็นพลเมืองแบบรับผิดชอบส่วนตัวเฉกเช่นเดียวกัน</p> นฤมล นิ่มนวล Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/245860 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 ศาสนาพลเมืองในบริบทเมียนมา : จากแนวคิดการสร้างชาติสู่เครื่องมือทางการเมือง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/250990 <p>บทความชิ้นนี้ได้ใช้ศาสนาพลเมือง (Civil religion) เป็นกรอบความคิดเชิงทฤษฎีในการพิจารณาสังคมพม่า ซึ่งถือเป็นสังคมที่ยึดโยงกับศาสนาพุทธอย่างแยกออกจากกันไม่ได้ คำถามสำคัญคือ ผู้นำทางทหารและผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง นายพลเน วิน และนางอองซาน ซูจี ตามลำดับได้นำศาสนาพลเมืองมาใช้ เพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่ตนเอง และขอแรงสนับสนุนจากประชาชนอย่างไร ในขณะเดียวกัน ศาสนาพลเมืองก็เป็นเครื่องมือทางการเมืองที่ผู้นำต่าง ๆ นำมาใช้เพื่อปราบปรามประชาชนของตนด้วยเช่นกัน</p> Aekpaween Anuson Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/250990 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 Book Review: “Love, Money, and Obligation: Transnational Marriage in a Northeastern Thai Village” by Patcharin Lapanun https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/256651 <p>-</p> ดร. ภาณุ สุพพัตกุล Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/256651 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 นโยบายของจีนในการส่งเสริมการพัฒนาสถาบันขงจื่อสู่ประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249083 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) นโยบายของจีนในการส่งเสริมการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมจีนตั้งแต่สถาปนาเป็นประเทศสาธารณประชาชนจีนในปี 1949 ถึงปัจุบัน และ 2) นโยบายในการส่งเสริมการจัดตั้งสถาบันขงจื่อสู่ประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารภาษาไทยและภาษาจีนที่เกี่ยวข้องกับนโยบายสถาบันขงจื่อ ผลการศึกษาพบว่า หลังการสถาปนาประเทศจีน เศรษฐกิจของจีนมีการพัฒนาอย่างรวดเร็ว และสถานภาพของจีนในระดับนานาชาติมีการปรับเปลี่ยนภาพลักษณ์อย่างต่อเนื่อง ประเทศจีนจึงเริ่มให้ความสำคัญกับการเผยแพร่ภาษาและวัฒนธรรมของตนเองสู่โลกภายนอกอย่างกว้างขวางมากขึ้น ดังนั้นรัฐบาลจีนจึงได้กำหนดนโยบายและมาตรการต่างๆ เพื่อเผยแพร่ภาษาจีนและวัฒนธรรมจีนขึ้น จากนั้นในปี 2004 จึงตั้งสถาบันขงจื่อเป็นตัวกลางสำคัญในการเผยแพร่ ภาษาจีนและวัฒนธรรมจีนที่ประเทศต่างๆ รวมทั้งไทย ซึ่งมีความสัมพันธ์ทางประวัติศาสตร์อันยาวนานกับจีนและมีจำนวนชาวจีนโพ้นทะเลเป็นจำนวนมากได้กลายเป็นประเทศที่มีประสิทธิผลสูงสุดในการพัฒนาเผยแพร่ภาษาจีนในปัจจุบัน การพัฒนาที่ก้าวหน้าและเข้มแข็งของสถาบันขงจื่อในประเทศไทยได้รับการสนับสนุนที่สำคัญทั้งจากรัฐบาลไทยและรัฐบาลจีน แนวโน้มในอนาคตจีนและไทยจะมีการผลักดันเพิ่มเครือข่ายความร่วมมือและส่งเสริมการพัฒนาภาษาจีนในประเทศไทยอย่างเป็นระบบผ่านสถาบันการศึกษาไทยอย่างต่อเนื่อง</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong> นโยบายของจีน สถาบันขงจื่อในประเทศไทย การส่งเสริมภาษาจีน</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>&nbsp;</p> เว๋ย ฟาน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. กีรติพร จูตะวิริยะ, ดร. ธรรม์ธเนศ ปุณณ์ธนามหาการุณ Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249083 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 การแบ่งปันที่ดินของชุมชนริมทางรถไฟที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรถไฟทางคู่ กรณีศึกษาชุมชนเทพรักษ์ 1 และ 5 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249910 <p>บทความนี้เป็นบทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการแบ่งปันที่ดินชุมชนริมทางรถไฟที่ได้รับผลกระทบจากการสร้างรถไฟทางคู่ชุมทางจิระ-ขอนแก่น กรณีศึกษาชุมชนเทพารักษ์ 1 และ 5 ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกกับผู้ให้ข้อมูลที่สำคัญ (Key-informants) จำนวน 24 ราย ประกอบด้วยผู้นำชุมชน สมาชิกชุมชนและเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยใช้แนวคิดพลเมืองเพื่อศึกษาความเป็นพลเมืองของสมาชิกชุมชนริมทางรถไฟและใช้แนวคิดการแบ่งปันที่ดินเพื่อศึกษากระบวนการแบ่งปันที่ดินของชุมชน</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า เกิดการรวมตัวกันของสมาชิกในชุมชนเป็นกลุ่มออมทรัพย์และขอเช่าที่ดินกับการรถไฟแห่งประเทศไทยในนามกลุ่มออมทรัพย์ แสดงถึงความเป็นพลเมืองที่กระตือรือร้นที่ร่วมกันแก้ปัญหาของตนเอง จากการศึกษากระบวนการการแบ่งปันที่ดินของชุมชนแสดงให้เห็นว่าการที่ชุมชนมิได้มีกรรมสิทธิ์เป็นปัจเจกในที่ดิน ส่งผลให้ชุมชนเกิดกระบวนการคิดเรื่องการแบ่งปันที่ดินโดยมิได้มีข้อจำกัดถึงเรื่องมูลค่าของทรัพย์สิน โดยชุมชนให้ความสำคัญต่อการแบ่งปันที่ดินเพื่อก่อให้เกิดความมั่นคงด้านที่อยู่อาศัย และการดำรงไว้ซึ่งวิถีชีวิตเดิมของสมาชิกในชุมชน ซึ่งชุมชนมีกระบวนการแบ่งปันที่ดินโดยแบ่งออกเป็น 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นตอนการจัดลำดับความเดือนร้อนเพื่อเป็นกติกาในการคัดเลือกผู้ที่มีความเดือดร้อนจากน้อยไปถึงมาก เพื่อให้เกิดความเที่ยงธรรมในการแบ่งปันที่ดิน (2) ขั้นตอนการสำรวจพื้นที่ว่างในชุมชนเพื่อให้สมาชิกที่ถูกไล่รื้อมีที่ปลูกสร้างที่อยู่อาศัยในชุมชนจนสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ในรูปแบบเดิม (3) ขั้นตอนการจัดสรรที่ดินโดยการจัดสรรที่ดินนั้นจะต้องสัมพันธ์กับการจัดลำดับความเดือดร้อนของครัวเรือน และ (4) ขั้นตอนการประชุมสรุปและชี้แจ้งให้ชาวบ้านรับรู้และเป็นพยานในการเปลี่ยนแปลงที่ดินร่วมกัน</p> ลภัส อมรพลัง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. มานะ นาคำ Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249910 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 รูปแบบการส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคสังกัดกระทรวงมหาดไทยในเขตจังหวัดเลย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/250475 <p>ปัญหาธรรมาภิบาลในการบริหารงานภาครัฐนับว่าเป็นปัญหาวิกฤติเรื้อรังมานาน การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาล และรูปแบบส่งเสริมการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคสังกัดกระทรวงมหาดไทยในเขตจังหวัดเลย โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม (Mixed method) ระหว่างการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key informant) จำนวน 10 ราย และการสำรวจโดยการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ (Stratified random sampling) ข้าราชการ พนักงานและลูกจ้างในหน่วยงานราชการ จำนวน 223 ราย โดยใช้แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 70 ข้อ วิเคราะห์ข้อมูลโดยอาศัยเทคนิคการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโมเดล โดยใช้โปรแกรม LISREL 8.30</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคสังกัดกระทรวงมหาดไทยในเขตจังหวัดเลยมีปัญหาในด้านการปฏิบัติตามระเบียบกฎหมาย ปัญหาด้านความโปร่งใส และคุณธรรมจริยธรรมของบุคลากร สาเหตุเกิดจากปัญหาด้านตัวบุคคล พฤติกรรมการปฏิบัติและจิตสำนึก ปัจจัยที่มีผลต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ได้แก่ ปัจจัยด้านตัวบุคคล (r = 0.82) ปัจจัยด้านการตรวจสอบ (r = 0.77) และปัจจัยด้านโครงสร้างและกฎเกณฑ์ (r = 0.74) โมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุสอดคล้องกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (<img title="X^{2}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?X^{2}">&nbsp;= 28.86, df = 31, p-value = 0.58, GFI = 0.99, AGFI = 0.98, <br>RMSEA = 0.00, CN = 1058.70) ปัจจัยด้านตัวบุคคลมีอิทธิพลทางตรงต่อการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสมากที่สุด (0.82) โดยปัจจัยทั้ง 4 สามารถร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของการปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลด้านคุณธรรมและความโปร่งใสของหน่วยงานราชการส่วนภูมิภาคสังกัดกระทรวงมหาดไทยในเขตจังหวัดเลยได้ร้อยละ 84</p> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ธนภัทร ใจเย็น Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/250475 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 ปัจจัยอุปสรรคที่ส่งผลต่อแผนการพัฒนาในพื้นที่ความมั่นคง : กรณีศึกษาจังหวัดปัตตานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/247842 <p>ปัตตานีเป็นจังหวัดที่นอกจากจะประสบกับปัญหาเรื่องสถานการณ์ความขัดแย้งแล้วก็ยังประสบกับปัญหาที่ร้ายแรงทางด้านเศรษฐกิจ สังคมและทรัพยากรธรรมชาติที่เปรียบเสมือนภัยแฝงที่สำคัญซึ่งหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องได้นำเอาแผนงานและโครงการประเภทต่าง ๆ มาใช้เพื่อจัดการกับสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นแต่ก็ยังประสบกับความท้าทายในการปฏิบัติการ ดังนั้นการศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อค้นหาปัจจัยอุปสรรคที่ส่งผลต่อการดำเนินงานของแผนการพัฒนาจังหวัดปัตตานี และ (2) เพื่อเสนอแนะแนวทางที่ช่วยส่งเสริมการปฏิบัติงานในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในจังหวัดปัตตานี กลุ่มเป้าหมายในการวิจัยประกอบไปด้วยบุคลากรจากหน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและชุมชน จำนวนทั้งสิ้น 124 คนผู้วิจัยเลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยเทคนิคการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจงและการคัดเลือกแบบลูกโซ่ ผู้วิจัยใช้การสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยอุปสรรค ได้แก่ การที่เจ้าหน้าที่ให้ข้อมูลที่ไม่ชัดเจนต่อการดำเนินโครงการ การขาดการสนับสนุนเรื่องการตลาด กลุ่มชุมชนไม่เข้าใจในวัตถุประสงค์ของการดำเนินโครงการ กลุ่มชุมชนบางกลุ่มยังขาดศักยภาพ วิถีชีวิตและทัศนคติของประชาชนส่วนใหญ่ที่มีต่อการดำรงชีวิตและปัญหาเรื่องความขัดแย้งในพื้นที่ สำหรับแนวทางส่งเสริมการดำเนินงาน ได้แก่ <br>การส่งเสริมความรู้ให้กับผู้ประกอบการและกลุ่มชุมชน การให้ความสำคัญต่อคุณภาพของผู้เข้าร่วมโครงการ การให้ข้อมูลที่ชัดเจนต่อการดำเนินโครงการ การเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ในระดับปฏิบัติการเข้ามามีส่วนร่วมในการวางแผนการพัฒนาและการประชาสัมพันธ์เพื่อสร้างภาพลักษณ์ที่ดีทางด้านความปลอดภัยของจังหวัด</p> ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. สุรวุฒน์ ช่อไม้ทอง, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ นัจมีย์ หมัดหมาน, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พัฒนันติ์ บุญญานุพงศ์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. อรชา รักดี, ดร. ฮาฟีส สาและ, สุไรนี สายนุ้ย, ธัญญธร สายปัญญา Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/247842 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700 การเตรียมความพร้อมของผู้บริหารภาครัฐเพื่อรองรับความเป็นเมืองศูนย์กลางพัฒนา กรณี Smart City จังหวัดขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249773 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับการรับรู้และการเตรียมความพร้อม (2) ศึกษาปัญหาและอุปสรรคในการเตรียมความพร้อมการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart city) จังหวัดขอนแก่นในระดับอำเภอ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและเสริมด้วยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 92 ตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารภาครัฐส่วนภูมิภาคและผู้บริหารภาครัฐส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ 9 อำเภอของจังหวัดขอนแก่น โดยเครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามและการตั้งคำถามปลายเปิดเพื่อให้ผู้ตอบแบบสอบถามได้แสดงข้อคิดเห็นเสนอแนะโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า การเตรียมความพร้อมการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart city) ระดับอำเภอ ในภาพรวมอยู่ระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย 2.90) โดยมีรายละเอียดในรายประเด็นย่อย ได้แก่ ด้านความพร้อมในองค์กร (นโยบายและแผน และการกำหนดบุคลากรผู้รับผิดชอบ) ด้านความพร้อมด้านทรัพยากร ด้านความพร้อมของชุมชนและประชาชน และผลการศึกษาพบว่าปัญหาและอุปสรรคในการเตรียมความพร้อมการเป็นเมืองอัจฉริยะ (Smart city) จังหวัดขอนแก่นในระดับอำเภอ ประกอบไปด้วย (1) บุคลากรไม่เพียงต่อภาระงานและไม่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน (2) งบประมาณไม่เพียงพอ (3) เทคโนโลยีที่ไม่ตอบสนองการทำงานและให้บริการ (4) ขาดระบบการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน (5) ความไม่แน่นอนทางการเมือง และ (6) โครงสร้างองค์กรขาดความยืดหยุ่นในการบริหารจัดการ</p> ธนพล เลิศจตุรานนท์, ดร. รุ่งอรุณ บุญสายันต์ Copyright (c) 2021 วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/PSPAJ-KKU/article/view/249773 Thu, 30 Sep 2021 00:00:00 +0700