https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/issue/feed
วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
2026-03-09T00:00:00+07:00
รศ.ดร.ธานี สุวรรณประทีป
thanee.suw@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศาสนาและปรัชญา พระพุทธศาสนา วิปัสสนาภาวนา บาลีพุทธศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต สังคมวิทยา ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความทั่วไปที่ได้รับการเผยแพร่ จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อบทความ ถ้าเป็นบทความนิสิต นักศึกษา จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded)<br /><br /></p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/285480
การกำหนดจิตผู้รู้ จิตว่าง ตามหลักการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-12-08T15:59:08+07:00
พระภาวนาพิศาลเมธี (ประเสริฐ มนฺตเสวี) วิ.
montasavi@gmail.com
พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์ อภิปุญฺโญ
nnirun98@gmail.com
พระครูวินัยธรจิรภัทรส์ จิตฺตโสภโณ มีทองแสน
Jongjitmetongsan1998@gmail.com
<p>การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาตามหลักพระพุทธศาสนามีจุดมุ่งหมายสูงสุดคือการบรรลุมรรค ผล และนิพพาน โดยการเห็นแจ้งความจริงของรูป-นามตามกฎไตรลักษณ์ ทำให้เข้าถึงจิตว่าง (ว่างจากความยึดมั่นว่าตัวกูของกู) ซึ่งจำเป็นต้องอาศัย "จิตผู้รู้" ที่เกิดจากสติที่ตั้งมั่น (สัมมาสติ) ในการกำหนดอารมณ์วิปัสสนากรรมฐาน อันประกอบด้วยสัพพัตถกกรรมฐาน (กรรมฐานที่เป็นประโยชน์ในที่ทั้งปวง เช่น เมตตา มรณัสสติ อสุภสัญญา) เพื่อสนับสนุนจิต และ ปาริหาริยกรรมฐาน (กรรมฐานหลัก) ได้แก่ การเจริญสติปัฏฐาน 4 (แนววิปัสสนายานิก) เพื่อเห็นแจ้งไตรลักษณ์ของรูป-นาม หรือการเจริญเมตตาเจโตวิมุตติ (แนวสมถยานิก) เพื่อให้ถึงฌานและใช้เป็นบาทฐานในการเจริญวิปัสสนาขั้นสูงต่อไป การกำหนดรู้ความว่างที่ถูกต้องตามแนววิปัสสนาภาวนา คือการมองความว่างนั้นว่าเป็นเพียง สังขารธรรม ที่ต้องเกิดดับ (น้อมไปเพื่อแจ้งอาการดับ) ตรงข้ามกับแนวสมถยานิกที่มักรักษาความว่างไว้และน้อมไปเพื่อไม่ดับ เทคนิคที่สำคัญที่สุดคือการใช้สติปัฏฐาน 4 โดยเน้นการเดินจงกรมและอิริยาบถย่อย เพื่อสร้างมหาสติและพละ 5 ที่สมดุล อันเป็น "กล้องความเร็วสูง" ที่ใช้เห็นความแตกดับ (ภังคะ) ของวิญญาณขันธ์อย่างชัดเจน การดับที่สมบูรณ์ (นิโรธแท้) คือ "การว่างแบบสติขาด" ซึ่งหมายถึงการดับลงของทั้งสังขารขันธ์ (สติ) และวิญญาณขันธ์ (จิตผู้รู้) สภาวะนิพพานที่แท้จริงคือ มหาสุญญตา (ความว่างอันยิ่งใหญ่) ซึ่งเป็นการหยุดการปรุงแต่งและหยุดกิริยาจิตโดยสมบูรณ์ อันเป็นการดับไม่เหลือแห่งขันธ์ 5 อีกต่อไป</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283365
การประยุกต์ใช้สาราณียธรรม 6 เพื่อการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรม อย่างมีส่วนร่วมในสังคมยุคดิจิทัล
2025-10-29T12:38:09+07:00
วาสนา โชติชะวารานนท์
wasana.chot@gmail.com
<p>บทความวิชาการเรื่องการประยุกต์ใช้สาราณียธรรม 6 เพื่อการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมอย่างมีส่วนร่วมในสังคมยุคดิจิทัลนี้เขียนเกี่ยวกับสำนักปฏิบัติธรรมเป็นสถาบันทางศาสนาที่มีบทบาทสำคัญในการสืบสานพระพุทธศาสนาและพัฒนาจิตใจของประชาชน ทว่าในสังคมยุคดิจิทัล การบริหารจัดการสำนักกลับเผชิญกับความท้าทายหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการขาดการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ที่ทำให้ไม่สามารถเข้าถึงคนรุ่นใหม่ได้อย่างทั่วถึง การขาดระบบการพัฒนาบุคลากรอย่างต่อเนื่อง การบริหารงบประมาณที่ไม่โปร่งใส และการเชื่อมโยงกับชุมชนที่ยังไม่เข้มแข็ง ส่งผลให้สำนักไม่สามารถสร้างความเชื่อมั่นและตอบสนองต่อความต้องการของสังคมร่วมสมัยได้อย่างเต็มที่ ทางออกสำคัญคือการบูรณาการ หลักสาราณียธรรม 6 ได้แก่ เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม สาธารณโภคี ศีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา มาใช้เป็นกรอบในการบริหารจัดการ เน้นการสร้างความไว้วางใจ ความสามัคคี และการอยู่ร่วมกันอย่างปรองดอง ควบคู่กับการนำ แนวคิดการมีส่วนร่วม มาใช้ในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การคิด การปฏิบัติ การรับผิดชอบ ไปจนถึงการรับผลประโยชน์ร่วมกัน โดยประยุกต์กับเครื่องมือดิจิทัล เช่น การประชุมออนไลน์ การเผยแพร่ธรรมะผ่านสื่อสังคม การใช้ระบบบริจาคโปร่งใส และการสร้างเครือข่ายธรรมะออนไลน์ ดังนั้น การประยุกต์ใช้สาราณียธรรม 6 ร่วมกับการมีส่วนร่วมในบริบทสังคมดิจิทัล จึงเป็นแนวทางที่จะช่วยยกระดับการบริหารจัดการสำนักปฏิบัติธรรมให้มีประสิทธิภาพ โปร่งใส และทันสมัย สามารถตอบโจทย์ความต้องการของผู้ศรัทธาและสังคมไทยยุคปัจจุบันได้อย่างแท้จริง พร้อมทั้งรักษาคุณค่าพระพุทธศาสนาให้ดำรงอยู่อย่างยั่งยืน</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283811
จากพุทธสถานศักดิ์สิทธิ์สู่ศูนย์กลางชุมชน: การวิเคราะห์เชิงวิวัฒนาการ ความหมาย และบทบาทร่วมสมัยของศาสนสถานในพระพุทธศาสนา
2025-10-29T12:45:17+07:00
พระธรรมวชิราจารย์ สุชาติ หวลจิตต์
mcupali123@gmail.com
พระปัญญารัตนากร
pindon504@hotmail.com
พระครูศรีภาวนาภิรัต
Thanpipat16@gmail.com
พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม
pramot.wi@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์วิวัฒนาการของศาสนสถาน(เสนาสนะ)ในพระพุทธศาสนา จากจุดกำเนิดที่หยั่งรากลึกในพุทธบัญญัติสู่บทบาทอันซับซ้อนในฐานะศูนย์กลางชุมชนร่วมสมัย โดยนำเสนอข้อโต้แย้งหลักว่า รูปแบบทางกายภาพและหน้าที่ทางสังคมของศาสนสถานเป็นผลลัพธ์โดยตรงจากหลักการพื้นฐานของพระธรรมและพระวินัย การวิจัยนี้ใช้วิธีการเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารแบบสหวิทยาการ ซึ่งบูรณาการการศึกษาคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถาภาษาบาลีเข้ากับการวิเคราะห์เชิงประวัติศาสตร์ศิลปะสถาปัตยกรรมไทย และมุมมองเชิงสังคมวิทยาต่อบทบาทของสถาบันทางศาสนา ผลการศึกษาพบว่า 1) การสังคายนาครั้งที่ 1 ได้สร้าง "พิมพ์เขียว" เชิงหลักคำสอนและกฎระเบียบ ซึ่งเป็นตัวกำหนดความต้องการเชิงหน้าที่ของพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ 2) บทบาทของ "นวกัมมาธิษฐายี" หรือผู้ควบคุมการก่อสร้าง ได้ปรับเปลี่ยนไปตามพลวัตทางสังคมและการเมืองในแต่ละยุคสมัย 3) วิวัฒนาการของสถาปัตยกรรมพุทธศาสนาในประเทศไทยสะท้อนถึงการเปลี่ยนแปลงทางอุดมการณ์ของรัฐ จากธรรมราชาในสมัยสุโขทัยสู่แนวคิดเทวราชาในสมัยอยุธยา และ 4) วัดในยุคปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทายในการสร้างสมดุลระหว่างอัตลักษณ์ดั้งเดิมที่เน้นความสมถะ กับความเป็นจริงที่ต้องบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนเทียบเท่าสถาบันสาธารณะขนาดใหญ่ บทความนี้สรุปว่าศาสนสถานเป็นสถาบันที่มีพลวัตซึ่งสะท้อนความสัมพันธ์ที่ต่อเนื่องแต่ปรับเปลี่ยนอยู่เสมอระหว่างหลักคำสอน รูปแบบสถาปัตยกรรม และหน้าที่ทางสังคม</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/285364
พุทธปรัชญากับการศึกษาในศตวรรษที่ 21
2026-01-08T10:18:32+07:00
สรวิชญ์ วงษ์สอาด
sorawit062231@Gmail.com
อนุพันธ์ อภิชยานุภาพ
sorawit062231@gmail.com
พระครูปลัดประวิทย์ วรธมฺโม
Panya.klay@mcu.ac.th
ปัญญา คล้ายเดช
Panya.klay@mcu.ac.th
กมลพร คิ้มแหน
Kamonporn5922@gmail.com
<h2><strong>บทคัดย่อ</strong></h2> <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ “พุทธปรัชญากับการศึกษาในศตวรรษที่ 21” พบว่า พุทธปรัชญาการศึกษาเป็นศาสตร์ที่บูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนากับแนวคิดการเรียนรู้ โดยมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้สมบูรณ์ทั้งกาย วาจา ใจ และปัญญา บนฐานไตรสิกขา การศึกษาเชิงพุทธจึงมิได้มุ่งเพียงการถ่ายทอดความรู้ แต่เน้นการปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบ และทักษะแห่งการแก้ปัญหาความทุกข์อย่างเป็นระบบ อาศัยหลักอริยสัจ 4 และมัชฌิมาปฏิปทาเป็นกรอบคิดสำคัญ ซึ่งส่งเสริมการใช้เหตุผลและการปฏิบัติจริง ไม่ยึดติดศรัทธาเพียงด้านเดียว เพราะพุทธปรัชญาการศึกษามีลักษณะโดดเด่นคือการผสานทั้งการคิดและการลงมือปฏิบัติ แตกต่างจากปรัชญาตะวันตกที่มักเน้นการอธิบายเชิงทฤษฎี การเรียนรู้ตามแนวพุทธจึงหมายถึงการเข้าถึงความจริงของธรรมชาติ พร้อมการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและจิตใจให้สอดคล้องกับหลักธรรม ทำให้ผู้เรียนพัฒนาด้านความรู้และคุณธรรมอย่างสมดุล ในบริบทศตวรรษที่ 21 ซึ่งเผชิญความท้าทายจากโลกาภิวัตน์และเทคโนโลยีสมัยใหม่ ผู้เรียนจำเป็นต้องมีทักษะคิดวิเคราะห์ แก้ปัญหา สร้างสรรค์ และเรียนรู้ตลอดชีวิต พุทธปรัชญาการศึกษาจึงตอบโจทย์ยุคปัจจุบัน เพราะมุ่งหล่อหลอมผู้เรียนให้ “เก่ง ดี และมีความสุข” ขณะเดียวกันด้านการบริหารการศึกษาได้ประยุกต์หลักอิทธิบาท 4 และสัปปุริสธรรม 7 เข้ากับกระบวนการจัดการสมัยใหม่ เช่น PDCA หรือ POSDCoRB ทำให้เกิดทั้งประสิทธิภาพเชิงระบบและการพัฒนาคุณธรรมของบุคลากรไปพร้อมกัน เพราะพุทธปรัชญาการศึกษาเป็น “ปรัชญาเพื่อชีวิต” ที่มีเป้าหมายพัฒนามนุษย์อย่างรอบด้าน และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมร่วมสมัยได้อย่างแท้จริง</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/286342
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของเภสัชชขันธกะและคิลานสูตร ในมุมมองการแพทย์แผนไทยปัจจุบัน
2026-01-29T13:26:24+07:00
รัตนมณี ละออง
r.laong1301@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์โครงสร้างและเนื้อหาสาระของ เภสัชชขันธกะ ในพระวินัยปิฎก และ คิลานสูตร ในพระสุตตันตปิฎก ทั้งในสังยุตตนิกายและอังคุตตรนิกาย เพื่ออธิบายความสัมพันธ์ของคัมภีร์ทั้งสองในมิติการดูแลภิกษุอาพาธ และสังเคราะห์องค์ความรู้ดังกล่าวในมุมมองของการแพทย์แผนไทยปัจจุบัน บทความนี้ผู้เขียนใช้วิธีศึกษาตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร โดยอาศัยพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พร้อมอรรถกถาที่เกี่ยวข้อง รวมถึงงานวิชาการและงานวิจัยด้านเภสัชในพระไตรปิฎกและการแพทย์แผนไทยเป็นแหล่งข้อมูลหลักในการวิเคราะห์</p> <p>จากการศึกษาและวิเคราะห์พบว่า เภสัชชขันธกะ และ คิลานสูตร มีความสัมพันธ์เกื้อกูลกันอย่างชัดเจนทั้งในเชิงโครงสร้างและเชิงเนื้อหา โดย เภสัชชขันธกะ ทำหน้าที่เป็นกรอบการจัดการด้านยาและการรักษาโรคในมิติทางกาย ขณะที่ คิลานสูตร ทำหน้าที่เป็นกรอบการดูแลด้านจิตใจและการพัฒนาจิตด้วยสติปัญญา การวิเคราะห์ร่วมกันนำไปสู่การสังเคราะห์กรอบคิด “ธรรม–เภสัช–คิลาน” ซึ่งสะท้อนการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวมที่เชื่อมโยงการบำบัดทางกาย การพยุงสภาพจิตใจ และการภาวนาเข้าด้วยกัน บทความนี้แสดงให้เห็นว่าองค์ความรู้จากพระไตรปิฎกมิได้เป็นเพียงหลักคำสอนทางศาสนา หากแต่สามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นฐานคิดในการพัฒนาการแพทย์แผนไทยปัจจุบัน ทั้งในด้านการดูแลผู้ป่วยแบบองค์รวม การจัดการความเจ็บป่วยอย่างมีจริยธรรม และการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในบริบทสังคมร่วมสมัยอย่างมีระบบ น่าเชื่อถือ และยั่งยืน</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282920
ติปิฏกบาลีอภิธาน: การปริวรรต แปล และวิเคราะห์
2025-08-21T08:51:21+07:00
พระมหาอำนาจ อภิวโร คำวิไล
amnat.kamwilai@gmail.com
เวทย์ บรรณกรกุล
wetban@hotmail.com
พระวชิรธรรมวิธาน สมนึก สมาหิโต
easyrabbit2506@gmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อปริวรรตคัมภีร์ติปิฎกบาลีอภิธาน (ย – รมฺภา) จากอักษรพม่าเป็นอักษรไทย 2) เพื่อแปลบาลีบทตั้งของคัมภีร์ติปิฎกบาลีอภิธาน (ย – รมฺภา) และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ในด้านประวัติ โครงสร้าง สัททศาสตร์ คุณค่า และการเชื่อมโยงบทบาลีสู่การเจริญวิปัสสนาภาวนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาเอกสารเป็นหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปริวรรตเนื้อหาจากต้นฉบับบาลีอักษรพม่าจำนวน 500 หน้า สู่บาลีอักษรไทยสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทำให้เกิดฐานข้อมูลที่นักวิชาการไทยเข้าถึงได้ง่าย 2) การแปลบาลีบทตั้งได้ข้อค้นพบสำคัญว่า การเข้าถึงความหมายที่แท้จริงต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงบริบทอย่างลึกซึ้ง เช่น ศัพท์ว่า “ยกฺข” มีความหมายต่างกันถึง 9 นัย ตั้งแต่หมายถึงพระพุทธเจ้าไปจนถึงบุคคลธรรมดา 3) ผลการวิเคราะห์เชิงลึกยืนยันคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของคัมภีร์ในฐานะ “กุญแจไขความพระไตรปิฎก” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการสังคายนาครั้งที่ 6 ณ ประเทศพม่า และมีความแม่นยำทางไวยากรณ์บาลีชั้นสูง องค์ความรู้ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัย คือ การสร้าง “ต้นแบบการศึกษาศัพท์เชิงบูรณาการ” ผ่านการวิเคราะห์ศัพท์สำคัญ 6 คำที่เกี่ยวข้องกับการวิปัสสนาภาวนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาบาลีที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคปริยัติ แต่เป็น “สะพานทางปัญญา” ที่เชื่อมโยงความรู้ทางภาษา (ปริยัติ) ไปสู่แนวทางการปฏิบัติ (ปฏิบัติ) เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือความหลุดพ้น (ปฏิเวธ) ได้อย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้จึงเป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตองค์ความรู้เดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยนำเสนอคัมภีร์อภิธานในฐานะเครื่องมืออ้างอิงเชิงสารานุกรมเพื่อการเข้าถึงแก่นแท้ของพระสัทธรรม</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282925
ติปิฏกบาลีอภิธาน : ปริวรรต แปล และวิเคราะห์ (สํส - สนฺนาหยามเส)
2025-08-21T09:04:41+07:00
พระมหาครรชิต อติภทฺโท
otiputto@gmail.com
เวทย์ บรรณกรกุล
wetban@hotmail.com
ศุภกาญจน์ ชยาพัฒน์
koom-krong9@hotmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อปริวรรตติปิฏกบาลีอภิธานอักษรพม่าเป็นบาลีอักษรไทย สํส - สนฺนาหยามเส 2) เพื่อแปลติปิฏกบาลีอภิธาน สํส - สนฺนาหยามเส และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ติปิฏกบาลีอภิธาน ด้านประวัติความเป็นมาสัททศาสตร์ และคุณค่าการศึกษา เป็นการศึกษาโดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร ผู้วิจัยได้นำคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานต้นฉบับอักษรพม่าเล่มที่ 21 ตั้งแต่ สํส - สนฺนาหยามเส มาทำการปริวรรตจากบาลีอักษรพม่าเป็นบาลีอักษรไทย วิเคราะห์จำแนกบท พร้อมทั้งอุทาหรณ์ที่มา แปล เรียบเรียง นำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน ฉบับบาลีภาษาพม่า ฉัฏฐสังคีตี เล่มที่ 21 ที่ซินมินสยาดอและคณะพระภิกษุรวบรวมไว้ มาปริวรรตจากอักษรพม่าสู่บาลีอักษรไทย โดยเลือกอักษร ส เริ่มจากศัพท์ “สํส – สนฺนาหยามเส” รวม 7,885 ศัพท์ พร้อมอุทาหรณ์จากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคัมภีร์สัททาวิเสส เนื้อหามีการบอกประเภทศัพท์ เช่น นาม กิริยา อัพยยศัพท์ วิเคราะห์รากศัพท์ตามหลักไวยากรณ์ และรวบรวมศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนหลักการรจนาที่มุ่งให้ได้อรรถรสสมบูรณ์ทั้งด้านไวยากรณ์และเนื้อหา 2) ปริวรรตคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานจากอักษรพม่ามาเป็นอักษรไทย แล้วดำเนินการแปลโดยรักษาความหมายตรงกับบทตั้งหรือใกล้เคียง เพื่อให้คัมภีร์ยังคงสื่อความหมายตามวัตถุประสงค์ การแปลแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา แปลตามรูปศัพท์ ธาตุเดิม หรือความหมายของศัพท์, ด้านภาษาและสำนวน แปลเชิงอรรถโดยไม่ยึดพยัญชนะ เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะและชนิดของศัพท์, และ ด้านความสัมพันธ์ รักษาความหมายของศัพท์ที่ซ้ำหรือใกล้เคียงกันไว้เหมือนเดิมจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ 3) คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน มีพัฒนาการมาตั้งแต่พุทธศักราช 2312 โดยคณะสงฆ์พม่ารจนาขึ้นจากหลักไวยากรณ์ และต่อมาได้พัฒนาเป็นหลายฉบับจนถึงเล่มที่ 21 ซึ่งจัดอยู่ทั้งในโวหาร สมานัตถโกส และอเนกัตถโกสอภิธาน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ศัพท์ตามหลักสัททาวิเสส เช่น ศัพท์สนธิ นาม สมาส ตัทธิต อาขยาต และกิตก์ อย่างละ 5 ศัพท์ คุณค่าต่อการศึกษาบาลีแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ คุณค่าของคัมภีร์ ที่ช่วยให้เข้าใจศัพท์และรากศัพท์ลึกซึ้ง และ คุณค่าต่อการศึกษา ได้แก่ 1) ด้านไวยากรณ์ เพื่อเข้าใจศัพท์ในพระปริยัติธรรม 2) ด้านฉันทลักษณะ ที่นำศัพท์มาใช้ให้ตรงครุ–ลหุ 3) ด้านการศึกษาคัมภีร์ ที่ช่วยให้ตีความและใช้คู่กับคัมภีร์อื่นได้อย่างเข้าใจ</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282936
การปริวรรต แปล และวิเคราะห์ศัพท์บาลีในปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย เล่ม 1 (อ-อธิเสติ)
2025-08-21T09:08:27+07:00
พระมหาประจักร ธมฺมวิภูโต
prajak4002@gmail.com
พระครูปริยัติเมธาวัฒน์
pong.pz@gmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อปริวรรตศัพท์บาลีในปทานุกรมฯ จากอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน 2) เพื่อแปลศัพท์บาลีในปทานุกรมฯ เป็นภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ศัพท์บาลีที่คัดเลือกในด้านศัพทศาสตร์และอัตถศาสตร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปริวรรตศัพท์บาลีจากอักษรไทยเป็นอักษรโรมันตามมาตรฐานของสมาคมบาลีปกรณ์ (PTS) สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ปทานุกรมฯ เข้าถึงได้ในระดับสากล 2) สามารถแปลศัพท์บาลีบทตั้งจาก 508 หน้าแรกได้ 4,088 คำ โดยส่วนใหญ่เป็นคำนาม (ร้อยละ 55.91) และได้สร้างคลังศัพท์บาลี-อังกฤษที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระไตรปิฎก 3) การวิเคราะห์ศัพท์บาลีที่คัดเลือก 20 คำ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างโครงสร้างทางภาษา (ศัพทศาสตร์) และความหมายเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับหลักธรรม (อัตถศาสตร์) ซึ่งยืนยันว่าการเข้าใจศาสตร์บาลีสัททาวิเสสเป็นกุญแจสำคัญในการตีความพุทธพจน์อย่างแม่นยำ</p> <p>องค์ความรู้ใหม่ที่ได้คืองานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นภาพความสัมพันธ์เชิงบูรณาการระหว่าง “ภาษา” และ “ธรรม” อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นการสร้าง “สะพานเชื่อมองค์ความรู้” ระหว่างโลกวิชาการบาลีสายตะวันออกและโลกวิชาการสากล ซึ่งช่วยยกระดับองค์ความรู้ของไทยให้มีบทบาทในเวทีวิชาการระดับโลก</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282972
วิจัยวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ.
2025-09-12T16:06:50+07:00
พระสุรินทร์ ธีรปญฺโญ ศลินศิริ
Burin778@gmail.com
พระจักรพงค์ ปิยธมฺโม ไหมเพชร
maipetch59@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. และ 3)เพื่อวิเคราะห์วิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ตำรา หนังสือ เอกสาร ซีดี-รอม งานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์พระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เรียบเรียง บรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เห็นไตรลักษณ์หรือการเกิด-ดับของนามและรูป และอริยสัจจ์ 4 เป็นวิธีเดียวทำให้เข้าสู่อริยมรรคมีองค์ 8 การเกิดวิปัสสนาญาณจนนำไปสู่การบรรลุมรรค ผล และนิพพาน ดับทุกข์ทั้งปวงซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา วิธีการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. เป็นการสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบสติปัฏฐาน 4 ตามหลักประเพณีอริยาอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ ต่อกันมา โดยใช้หลักการกำหนดลมหายใจและอิริยาบถออกมาเป็นแบบของพระมหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ) คือ “พองหนอ-ยุบหนอ” โดยสอนให้ผู้ปฏิบัติรู้จักสิ่งสำคัญในภาคปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดรู้กาย เวทนา จิต ธรรม การกำหนดอารมณ์หลักและอารมณ์รองให้ทันอารมณ์ปัจจุบันในการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การยืน การกลับตัว และการกำหนดอิริยาบถย่อย โดยมีการส่งและสอบอารมณ์ เพื่อปรับอินทรีย์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับผู้ปฏิบัติ พร้อมทั้งการบรรยายอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติที่สอดคล้องกับการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 มีการเพิ่มเทคนิคการกำหนดรู้เฉพาะที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อจะช่วยให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีการพัฒนาให้จิตเกิดสมาธิและปัญญาญาณ เข้าสู่มรรคมีองค์แปด วิธีการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. มีความสอดคล้องกับในคัมภีร์พระพุทธศาสนาทุกประการ จะแตกต่างเพียงแต่ส่วนการอธิบายรายละเอียด และเทคนิคการเจริญวิปัสสนาบางประการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจและสามารถปฏิบัติให้บรรลุผลได้เชิงประจักษ์ มีรูปแบบองค์ความรู้ที่ได้เป็นแบบ VIPASSANA TEACHING MODEL.</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283016
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
2025-09-04T13:37:46+07:00
พระมหาธนากร ธนากโร ลาภเอกอุดม
Sumkidgorn@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของชุมชน และการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 2)เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี</p> <p>ผลการวิจัย 1) สภาพปัญหาของชุมชน พบว่า ชุมชนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรม ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาด้านการบริหารจัดการและภาวะผู้นำ และปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น พบว่า การนำหลักธรรม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นมาบูรณาการเพื่อพัฒนาการเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมมอญ การเฝ้าระวังและเตือนภัย ซึ่งมีการบูรณาการในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 จากคะแนนเต็ม 5) 2) ระดับความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ภาพรวมความสำเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75 จากคะแนนเต็ม 5 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Mean=4.90) ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Mean=4.80) ด้านการเรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญา (Mean=4.78) ด้านความสามารถในการพึ่งตนเอง (Mean=4.72) และด้านความสามัคคีและความร่วมมือ (Mean=4.53) 3) ข้อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า การใช้หลัก สัปปุริสธรรม 7 ช่วยเสริมความเข้มแข็งของชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ได้แก่ 1) ธัมมัญญุตา ชาวบ้านรู้จักเหตุและเลือกวิธีการทำเกษตรที่เหมาะสมกับทรัพยากร 2) อัตถัญญุตา ตระหนักถึงผลลัพธ์ระยะยาวจากการรักษาวัฒนธรรมและการเกษตรพอเพียง 3) อัตตัญญุตา รู้ขีดความสามารถ ไม่ทำเกินศักยภาพ 4) มัตตัญญุตา ผลิตเพื่อพอใช้ เหลือจึงขาย เน้นความพอประมาณ 5) กาลัญญุตา ดำเนินกิจกรรมตามกาลเวลา เช่น ปลูกพืชตามฤดูกาล 6) ปริสัญญุตา เข้าใจจุดแข็งและความต้องการของชุมชนเพื่อพึ่งพาตนเอง 7) ปุคคลัญญุตา จัดสรรบทบาทบุคคลตามทักษะที่เหมาะสม ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283055
วิเคราะห์กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-09-04T13:45:49+07:00
พระสยาม สนฺตจิตฺโต จิตร์งาม
siam1986@gmail.com
พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์
nirun.siri@mcu.ac.th
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักธรรมอริยสัจ 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวบรวม สรุปวิเคราะห์เรียบเรียง และบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า หลักธรรมอริยสัจ 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ ความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่ คือ 1) ทุกขอริยสัจ (ทุกข์) คือ ความทุกข์ หรือ สภาพที่ทนได้ยาก 2) ทุกขสมุทัยอริยสัจ (สมุทัย) คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือ สาเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น 3) ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธ) คือ ความดับทุกข์ ภาวะที่เข้าถึง เมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว และ 4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรค) คือ ทางแห่งความดับทุกข์ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับทุกข์ หรือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยการกำหนดรู้ “ทุกข์” อย่างชัดเจน คือ ทุกข์ในวิปัสสนา ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดทางกายหรือใจเท่านั้น แต่หมายถึง ขันธ์ 5 ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นเหตุแห่งทุกข์ “สมุทัย” เมื่อมีปัญญาเห็นทุกข์แล้ว ผู้ปฏิบัติเห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่น และตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อสติปัญญาทำงานจนจิตไม่ยึดมั่น ไม่ปรุงแต่ง จิตสงบและเย็น นั่นคือ “นิโรธ”เกิดขึ้น ซึ่งผู้ปฏิบัติอาจประจักษ์ความว่าง สภาวะที่ไม่มีตัณหาควบคุม ซึ่งเกิดการเจริญ “มรรค 8” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ไปจนถึง สัมมาสมาธิ ซึ่งนำไปสู่ความหลุดพ้นอันเป็นอิสระ คือ พระนิพพาน</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283320
วิเคราะห์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่เหมาะสมสำหรับ วัดป่าพุทธชินวงศาราม จังหวัดพะเยา
2025-10-29T07:56:17+07:00
ตวงพร ทรัพย์สาคร
kaisupsakorn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย 2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่เหมาะสมสำหรับวัดป่าพุทธชินวงศาราม ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงเอกสาร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณาสำหรับการเขียนรายงาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การให้ความสำคัญกับการจัดด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ (2) การจัดกิจกรรมเชิงพุทธและวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมศรัทธาและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (3) การพัฒนาจิตใจและปัญญาของผู้มาเยือนให้เกิดประสบการณ์ทางธรรม และ (4) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการ สำหรับวัดป่าพุทธชินวงศาราม จังหวัดพะเยา ผลการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมมีลักษณะเป็น “รูปแบบการจัดการแบบบูรณาการ” ที่เชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล โดยนำหลัก สัปปายะ มาใช้ในการออกแบบพื้นที่และจัดกิจกรรมให้เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วม” ในการวางแผน การให้บริการ และการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จที่สนับสนุนรูปแบบดังกล่าว ได้แก่ การมีผู้นำทางศาสนาที่เข้มแข็ง ความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น การประยุกต์หลักธรรมกับการจัดการการท่องเที่ยวสมัยใหม่ และการใช้เทคโนโลยีในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283321
รูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนา ของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
2025-12-12T09:19:30+07:00
พระปริยัติวัชราทร สมภูมิ สมจิตฺโต
vasin25133@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์คัมภีร์โบราณตามแนวทางของกรมศิลปากร 2) เพื่อศึกษาการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นหลัก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 24 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา นำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย <br>เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ในกระบวนการมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายในการวางแผน กำหนดรูปแบบ การบริหาร ประเมินผลตลอดจนการตัดสินใจ การแสวงหาความร่วมมือทุกภาคส่วนนำไปสู่การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมีเป้าหมายเชื่อมโยงการปลูกจิตสำนึก นำระบบเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อบริหารจัดการ จัดทำทะเบียนตามระบบสากล สำรวจ ซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานที่ชำรุดเสียหายให้คงสภาพที่ดี จัดทำสำเนาด้วยระบบดิจิทัลเพื่อการสืบค้น ควบคุมอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ปริวรรต คัดลอก ถ่ายถอด และแปลคัมภีร์ใบลาน ให้เป็นภาษาปัจจุบันและภาษาต่างประเทศ สนับสนุนงบประมาณ สร้างความพร้อม สร้างบุคลากรในลักษณะกระบวนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม รูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร คือ โมเดล “CKPBL” ซึ่งประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) การปลูกจิตสำนึก (C) 2) ความเข้าใจ (K) 3) การเผยแพร่ (P) 4) การมีส่วนร่วม (P) 5) งบประมาณ (B) 6) กิจกรรมการเรียนรู้ (L) ก่อนที่จะดำเนินการรูปแบบการอนุรักษ์ (Format Conservation) เพื่อสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Susfainable Development) ซึ่งจะทำให้ทุกภาคส่วนให้ความสนใจจากการอนุรักษ์สู่การพัฒนาอย่างยั่นยืนโดยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283322
คุณค่าของพระรัตนตรัยที่มีต่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
2025-10-29T08:06:44+07:00
พระมหานิวัตร กลฺยาณวฑฺฒโน อุนารัตน์
nepal2500@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาพระรัตนตรัยในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) เพื่อนำเสนอคุณค่าของพระรัตนตรัยที่มีต่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 รูป/คน พระวิปัสสนาจารย์ 7 รูป และผู้ปฏิบัติธรรม 7 รูป/คน รวม 18 รูป/คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พระรัตนตรัยอันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นรัตนะอันประเสริฐสูงสุดในพระพุทธศาสนาเถรวาท ทำหน้าที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้น แนวทาง และเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานตามคัมภีร์เถรวาท ซึ่งเน้นการอาศัยสติปัฏฐาน 4 มรรคมีองค์ 8 และธรรมหมวดอื่นในโพธิปักขิยธรรม 37 เพื่อพัฒนาจิตจากศรัทธาที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและโยนิโสมนสิการ ร่วมกับการเจริญปัญญา จนเกิดญาณทัสสนะเห็นแจ้งตามความเป็นจริง และนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง โดยผู้ปฏิบัติตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธในฐานะครูผู้ค้นพบสัจธรรมและเป็นแบบอย่างแห่งการพัฒนาตน พระธรรมในฐานะหลักคำสอนที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ และพระสงฆ์ในฐานะหมู่สาวกผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และสืบทอดพระศาสนาอย่างมั่นคง ทั้งสามประการนี้จึงมิใช่เพียงที่พึ่งทางจิตวิญญาณ หากยังเป็นโครงสร้างหลักที่หล่อหลอมกระบวนการภาวนาให้ดำเนินไปอย่างมีทิศทางและเปี่ยมด้วยความหมาย ผลการวิจัยยืนยันว่าพระรัตนตรัยเป็นทั้งหลักทฤษฎีในคัมภีร์และวิถีปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถนำพาผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่ความหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง และ TFVS MODEL เป็นนวัตกรรมทางความรู้ที่ช่วยอธิบายพลวัตดังกล่าวอย่างชัดเจน ครอบคลุม และประยุกต์ใช้ได้จริง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282014
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธสำหรับการส่งเสริมความยั่งยืน ของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง
2025-07-12T05:52:08+07:00
สุภาวดี คูหาทอง
bcoo50889@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพื่อศึกษาบริบทวัดและรูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมพระพุทธศาสนาของวัดริมคลองพระโขนง 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง <br>3) เพื่อนำเสนอรูปแบบส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง เป็นการการวิจัยแบบเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) บริบทวัดและรูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมพระพุทธศาสนาของวัดริมคลองพระโขนง พบว่า วัดริมคลองพระโขนง วัดปากบ่อ วัดทองใน และวัดมหาบุศย์ มีลักษณะเด่นเฉพาะที่สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของประชาชนในวิถีพุทธอย่างชัดเจน 2). พบว่าการพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ ประกอบด้วย 1) การศึกษาและวิเคราะห์บริบทของชุมชน 2) การประชุมร่วมกัน โดยสร้างกิจกรรม “เยาวชนพุทธนวัตกร” 3.) ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมในพื้นที่เป้าหมาย 4.) การสรุปผลและต่อยอดจากกิจกรรม 3) พบว่า รูปแบบส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง สรุปได้ ๓ รูปแบบ ได้แก่ 1. รูปแบบแนวศรัทธาตามประเพณี 2. รูปแบบแนวสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน 3. รูปแบบแนวพัฒนาสังคมร่วมสมัย องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย รูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ เกิดจากองค์ประกอบทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ หลักพุทธธรรม ประกอบด้วย บุญกิริยาวัตถุ 3 และ ไตรสิกขา กิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ คือ กิจกรรม “เยาวชนพุทธนวัตกร” 3. เครือข่ายความร่วมมือ เครือข่ายความร่วมมือโดยเฉพาะ บวร (บ้าน วัด ราชการ)</p> <p>คำสำคัญ: การพัฒนารูปแบบ, กิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ, วัดและชุมชนริมคลองพระโขนง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283333
กระบวนการกำหนดอริยสัจในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเพื่อการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-10-29T11:46:39+07:00
พะมหาวาสุเทพ ญาณเมธี เมธาบุญญากร
wasuthep6189@gmail.com
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอริยสัจ 4 ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 3) เพื่อนำเสนอกระบวนการกำหนดอริยสัจในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเพื่อการปฏิบัติ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิ 11 รูป/คนและผู้ปฏิบัติธรรม 9 คน รวม 2๐ แล้วนำมาวิเคราะห์เรียบเรียง นำเสนอแบบบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเพื่อให้พ้นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นหลักธรรมที่ช่วยตัดกิเลสและนำไปสู่ความหลุดพ้น โดยมีการรู้ในสองระดับคือ ความคิดและญาณ ระดับความคิดใช้วิเคราะห์เหตุและผลของทุกข์ ส่วนระดับญาณคือการเจริญวิปัสสนาเพื่อกำหนดรู้สภาวธรรมที่เกิด–ดับ การปฏิบัติอริยสัจ 4 ครบถ้วนคือ รู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรค นำจิตเข้าสู่อริยมรรคผล พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร</p> <p>วิปัสสนาภาวนาเป็นการพัฒนาปัญญาขั้นสูงเพื่อรู้แจ้งรูปนามตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน โดยมีปัญญาเจตสิกเป็นองค์ธรรม การปฏิบัติมีหลายแนว เช่น สมถะนำหน้า วิปัสสนานำหน้า เป็นต้น อารมณ์ของวิปัสสนามี 6 หมวด เช่น ขันธ์ 5 อายตนะ 12 และอริยสัจ 4 ส่วนธรรมสนับสนุนคือ โพธิปักขิยธรรม 37 โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4 ซึ่งประกอบด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานนี้ช่วยให้บรรลุอรหัตผลในชาตินี้ หรืออย่างน้อยก็เป็นพระอริยบุคคล ทำให้ชีวิตมีความสงบสุขและหลุดพ้นจากทุกข์</p> <p>กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแบบวิปัสสนาภาวนา เริ่มจากการเห็นขันธ์ 5 เป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน เพื่อละความยึดมั่น จากนั้นละสมุทัยคือตัณหา 3 โดยใช้ธรรมฝ่ายสันโดษควบคุมความอยาก แล้วน้อมจิตเข้าสู่นิโรธ เห็นความดับเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง มีนิพพานเป็นเป้าหมาย สุดท้ายเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 อย่างครบถ้วน ทำให้เกิดปัญญาตัดอวิชชาและกิเลสจนพ้นทุกข์ กระบวนการนี้สรุปเป็น SOCP model (Suffering–Origin–Cessation–Path) ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ได้ต่อไป.</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283340
แนวทางการขจัดความขลาดกลัวที่ปรากฏในภยเภรวสูตร เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-10-29T12:25:23+07:00
พระปฐม อจฺจาทโร ไชยได้เพ็ชร์
pathom11122526@gmail.com
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างเนื้อหาและหลักธรรมสำคัญในภยเภรวสูตร 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภยเภรวสูตร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการขจัดความขลาดกลัวที่ปรากฏในภยเภรวสูตรเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน แล้วนำมาวิเคราะห์เรียบเรียง นำเสนอแบบบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภยเภรวสูตร เป็นพระสูตรว่าด้วยความขลาดกลัว พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์เมื่อทรงประทับที่พระเชตวันมหาวิหาร เขตกรุงสาวัตถี เนื้อหาสำคัญกล่าวถึงเหตุสะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าและสิ่งที่น่ากลัว เหตุเกิดแห่งพระสูตรเป็นปุจฉาวสิกะ คือ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุสะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าของสมณพราหมณ์พวกอื่น เปรียบเทียบกับเหตุไม่สะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าของพระองค์ และพระอริยะทั้งหลาย ความสะดุ้งกลัวของสมณพราหมณ์อื่นมี 16 ประการคือ 1) มีกายกรรมไม่บริสุทธิ์ 2) มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์ 3) มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์ เป็นต้น ส่วนพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าไม่สะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าเพราะเหตุ 16 ประการมีนัยตรงกันข้าม</p> <p> การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกจิตโดยพิจารณาอารมณ์เพื่อให้เห็นแจ้งรูปนามเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มี 6 หมวด คือ ขันธ์ 5. อายตนะ 12. ธาตุ 18. อินทรีย์ 22. อริยสัจ 4. และปฏิจจสมุปบาท 12 ย่อลง รูปและนาม มีหลักธรรมที่เกื้อหนุนแก่การปฏิบัติคือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โดยการพัฒนาจิตตามหลักไตรสิกขา</p> <p> จากการสังเคราะห์แนวทางการขจัดความสะดุ้งกลัวในภยเภรวสูตรข้างต้นทำให้ได้หลักการปฏิบัติคือ สำหรับคฤหัสถ์ต้องรักษาศีล 5 และพระภิกษุสงฆ์ต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์ 227 ข้อ จากนั้นให้ปฏิบัติ 1) การรักษาศีลเพื่อเว้นทุจริต 3 (อกุศลกรรมถ) 2) คบบัณฑิต ศึกษาพระสัทธรรมจากบัณฑิตด้วยโยนิโสมนสิการ 3) งดเว้นการแสวงหาอันไม่สมควรที่จัดเป็นอเนสนา 21 อย่าง 4) สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก เป็นต้น 5 ) มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ขณะใช้ชีวิต 6) มีความเห็นถูกต้องตรงตามหลักสัมมาทิฏฐิ 10 7) สันโดษ ยินดี พอใจในตน 8) ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะและสังคม 9) สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร 10) รู้แยกแยะและเพียรพยายามเพื่อละอกุศลและพัฒนาจิตให้เป็นกุศล 11 ) สำรวมวาจา กล่าวสิ่งที่ควรพูดตามหลักกถาวัตถุ 10 12) เจริญกรรมฐานโดยใช้คำบริกรรมด้วยวาจา 13) เจริญพรหมวิหาร 4 มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบขาเสมอ 14) ฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ปราศจากนิวรณ์และ 15) เจริญวิปัสสนาภาวนาตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4 ได้องค์ความรู้ใหม่เป็นรูปแบบ BVMH-15</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/285262
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
2025-12-19T15:57:29+07:00
พระมหารุ่งวิกรัย วรญาณเมธี ชัยวร
roongwikrai1999@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา 2. เพื่อเปรียบเทียบการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม ใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยทดสอบค่า t-test ค่า F-test ประชากรจำนวน 10,532 คน คน ได้ประชากรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน จากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวนทั้งสิ้น 9 คน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่น ในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา รวมทุกด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลรวมค่าเฉลี่ย (X ̅)= 4.09 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อพบว่า ด้านช่องทางการสื่อสาร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 3.65 รองลงมาเท่ากัน ได้แก่ ด้านผู้ส่งสาร และด้านสาร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 3.64 และด้านผู้รับสาร อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 2.99 เป็นลำดับสุดท้าย ตามลำดับ</p> <p>2) เปรียบเทียบการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>3) การนำเสนอการบูรณาการหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา พบว่า 1) ด้านการงดเว้นจากการพูดเท็จ คือการสร้างสัจจวาจา และ วัฒนธรรมซื่อสัตย์ โดยการระบุแหล่งที่มา/หลักฐาน ที่ชัดเจน และมีกลไกตรวจสอบ/ลงโทษ เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมด ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในท้องถิ่น 2) การงดเว้นการพูดส่อเสียด คือการส่งเสริมให้นักการเมืองระดับท้องถิ่นเปลี่ยนจากการสื่อสารที่ทำลายชื่อเสียงบุคคล ไปสู่การวิเคราะห์นโยบาย/ข้อเท็จจริง โดยมุ่งเน้น วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ที่เนื้อหาและโครงการ (ไม่กล่าวถึงบุคคลหรือความผิดพลาดในอดีต) เพื่อสร้างสามัคคีวาจา และความร่วมมือข้ามฝ่ายในการพัฒนาท้องถิ่น 3) การงดเว้นจากการพูดหยาบคาย คือการส่งเสริมให้นักการเมืองสร้างภาวะผู้นำทางอารมณ์ โดยควบคุมตนเองจากโทสะ และใช้ปิยวาจา สื่อสารด้วยเหตุผล/ข้อมูล (ไม่ใช้อารมณ์) เพื่อแสดงความเคารพและเป็นแบบอย่างที่ดีในการโต้แย้งที่สร้างสรรค์ 4) การงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือการส่งเสริมให้นักการเมืองท้องถิ่นควรมุ่งเน้นการสื่อสารที่กระชับ ตรงประเด็น อิงข้อเท็จจริง และสร้างความน่าเชื่อถือผ่านสาระที่หนักแน่น เพื่อแสดงความจริงจังในการทำงานและรับผิดชอบต่อการบริหารท้องถิ่น</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283491
รูปแบบกระบวนการเกิดและดับของทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาท ในการเจริญวิปัสสนาภาวนา
2026-01-08T10:04:08+07:00
พระมหาบุญเลิศ อินฺทปญฺโญ ไชยถาวร
boonlert_in@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาการเจริญวิปัสสนาภาวนาตามหลักปฏิจจสมุปบาท 2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเกิดและดับของทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาทในการเจริญวิปัสสนาภาวนา และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบกระบวนการเกิดและดับของทุกข์ตามหลักปฏิจจสมุปบาทในการเจริญวิปัสสนาภาวนา ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบวิจัยเอกสาร ซึ่งผ่านการศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎก ปกรณวิเสส อรรถกถา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการเกิดและดับของทุกข์ถูกวิเคราะห์และสรุปในรูปแบบ CMDNI Model ซึ่งประกอบด้วย Conditioned Arising (C) การเกิดขึ้นจากเหตุปัจจัย, Mindfulness (M) การเจริญสติในสติปัฏฐาน 4, Diagnosis (D) การวิเคราะห์สามัญลักษณะ, Noble Truths (N) การประยุกต์ใช้อริยสัจ 4, และ Insight Knowledge (I) การใช้ปัญญาแทงตลอด ผลการประยุกต์ใช้โมเดลนี้แสดงให้เห็นว่าผู้ปฏิบัติสามารถเข้าใจธรรมชาติของทุกข์และแนวทางดับทุกข์ได้อย่างเป็นระบบและครอบคลุม การวิจัยนี้จึงมีคุณค่าเชิงทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในด้านการส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาและการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ทางพระพุทธศาสนา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ นักปฏิบัติธรรม และนักวิชาการ</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287211
การนิเทศภายในของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ ประจำจังหวัดพังงา
2026-02-23T11:42:47+07:00
นราวดี ดีฮกเคี่ยน
g673302119@northcm.ac.th
ภูวนาท มูลเขียน
Phuwanat@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพและแนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา ปีการศึกษา 2568 จำนวน 72 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การนิเทศภายในของสถานศึกษา โดยภาพรวมและรายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการประเมินผลผลิตของการดำเนินงาน รองลงมาคือ ด้านการปฏิบัติงาน ด้านการวางแผนการนิเทศ ด้านการสร้างขวัญและกำลังใจ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด คือ ด้านการให้ความรู้ก่อนการนิเทศ ตามลำดับ</p> <p>แนวทางการพัฒนาการนิเทศภายในสถานศึกษา โดยใช้กระบวนการ PIDRE พบว่า ควรมีการวางแผนแบบมีส่วนร่วมและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการสำรวจความต้องการจำเป็น จัดทำคลังความรู้ดิจิทัลและสื่อการเรียนรู้แบบไมโครเลิร์นนิงเพื่อให้ครูเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา ปรับบทบาทผู้นิเทศเป็นพี่เลี้ยงและการชี้แนะ (Coaching & Mentoring) พร้อมส่งเสริมระบบเพื่อนช่วยเพื่อน และสร้างวัฒนธรรมการยกย่องเชิดชูเกียรติผ่านสื่อออนไลน์ที่เน้นพัฒนาการของครู พัฒนาระบบรายงานผลแบบเรียลไทม์ที่โปร่งใสและนำผลไปใช้ในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287262
ภาวะผู้นำ ภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ประถมศึกษาเชียงราย เขต 2
2026-02-24T11:20:48+07:00
ชัชรีย์ วงศนิ้ว
chatcharee.wongnew@gmail.com
สังวาร วังแจ่ม
sungw_edq@yahoo.co.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 2 2) ศึกษาสภาพภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน รวม 1,561 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกข้อมูลองค์ประกอบภาวะผู้นำยุคดิจิทัล แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาประกอบด้วย 8 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านวิสัยทัศน์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ดิจิทัล 2) ด้านความรู้และทักษะดิจิทัล 3) ด้านความร่วมมือดิจิทัล 4) ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงองค์กรยุคดิจิทัล 5) ด้านการพัฒนาวิชาชีพและการส่งเสริมการเรียนรู้ดิจิทัล 6) ด้านการบริหารจัดการระบบและทรัพยากรดิจิทัล 7) ด้านการสื่อสารยุคดิจิทัล และ 8) ด้านความเป็นพลเมืองดิจิทัลและผู้นำเชิงนวัตกรรม 2)สภาพภาวะผู้นำยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านวิสัยทัศน์และการวางแผนเชิงกลยุทธ์ดิจิทัล ในขณะที่ด้านวัฒนธรรมการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลงองค์กรยุคดิจิทัลมีค่าเฉลี่ยต่ำสุด แต่ยังคงอยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน 3)แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำยุคดิจิทัลผู้บริหารสถานศึกษาควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างวิสัยทัศน์ดิจิทัลเชิงกลยุทธ์ พัฒนาความรู้และทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง ส่งเสริมวัฒนธรรมการเรียนรู้ร่วมกัน บริหารทรัพยากรและระบบสารสนเทศอย่างเป็นระบบ ตลอดจนปลูกฝังความเป็นพลเมืองดิจิทัลและสร้างนวัตกรรม ให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ที่มีข้อจำกัดด้านทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287286
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาสหมิตรวิทยาตำบลแม่สาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3
2026-03-04T13:53:24+07:00
กรวรรณ กองไชย
korawan.mayji@gmail.com
เสกชัย ชมภูนุช
Sekchai@northcm.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาสหมิตรวิทยาตำบลแม่สาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 113 คน และผู้ทรงคุณวุฒิที่ใช้ในการสัมภาษณ์แบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี ด้านการใช้เทคโนโลยีในการวัดผลและการประเมินผล ด้านการใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน ด้านวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ และด้านการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารงาน</p> <p>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า ผู้บริหารควรกำหนดวิสัยทัศน์ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศอย่างชัดเจน ส่งเสริมการบูรณาการเทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน จัดเตรียมความพร้อมด้านอุปกรณ์ ระบบเครือข่าย และทักษะของครู ใช้เทคโนโลยีในการบริหารจัดการและการวัดผลประเมินผลอย่างเป็นระบบ พร้อมทั้งกำหนดนโยบายและแนวปฏิบัติด้านจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยี เพื่อคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและสร้างความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสม อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287287
การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา
2026-03-04T13:55:34+07:00
จีรณา จอกน้อย
g673302082@northcm.ac.th
สาโรจน์ แก้วอรุณ
SarojKaewArun@northcm.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา และแนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประชากรรวมทั้งสิ้น 119 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมากที่สุด ดังนี้ ด้านการมุ่งเน้นการดำเนินการสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 รองลงมาคือ ด้านการให้ความสำคัญกับผู้รับบริการและผู้มีส่วนได้ส่วน เสียสู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 ด้านการวางแผนเชิงยุทธศาสตร์ สู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 และด้านการมุ่งเน้นบุคลากร สู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21 ตามลำดับ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้าย คือ ด้านการวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ สู่ความเป็นเลิศในศตวรรษที่ 21</p> <p>แนวทางพัฒนา คือ 1) ควรมีการพัฒนาระบบฐานข้อมูลกลาง ที่สามารถรวบรวมและแสดงผลข้อมูลภาพรวมได้แบบเรียลไทม์ 2) พัฒนาระบบสารสนเทศกลางของสำนักงานฯ เพื่อทำหน้าที่เป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงและบูรณาการข้อมูลของทุกสถานศึกษาเข้าสู่ระบบเดียวกัน 3) พัฒนาคลังสื่อการเรียนรู้อิเล็กทรอนิกส์กลาง ที่สามารถให้บริการเพื่อให้ครู นักเรียน และประชาชนสามารถเข้าถึงได้ทุกที่ทุกเวลา 4) ควรมีการจัดอบรมทางวิชาการที่ต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมรรถนะให้ครูมีความเชี่ยวชาญในการยกระดับความรู้ในการพัฒนางานวิชาการ 5) ส่งเสริมคุณค่าในตนเองให้แก่ครูและบุคลากรผ่านการชื่นชมผลงาน การให้กำลังใจ และการเสริมแรงทางบวก 6) มุ่งเน้นความสำคัญการพัฒนาระบบเครือข่ายอินเทอร์เน็ตความเร็วสูงให้ครอบคลุมพื้นที่บริการทุกระดับ 7) จัดทำฐานข้อมูลวิจัยภายในสถานศึกษา ที่ทันสมัย</p>
2026-05-20T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283315
การพัฒนาแอพพลิเคชั่น (Application) เพื่อการเรียนรู้ผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี
2025-10-29T07:52:32+07:00
อธิเทพ ผาทา
phatha121415@hotmail.co.th
ศรุติ อัศวเรืองสุข
phatha121415@hotmail.co.th
สอนประจันทน์ เสียงเย็น
phatha121415@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างแอพพลิเคชั่น (Application) ส่งเสริมการเรียนรู้ในเรื่องของผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี 2) เพื่อการพัฒนาและใช้แอพพลิเคชั่น (Application) เพื่อเสริมสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับการจัดการผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี 3) เพื่อศึกษาคุณค่าของพัฒนาแอพพลิเคชั่น (Application) ในการจัดการเรียนรู้และการจัดการผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาเป็นส่วนหนึ่งของการดําเนินการวิจัยเน่นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกระบวนการวิจัยด้วยการถอดบทเรียนและการบูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ศึกษาและกลุ่มเป้าหมายที่กําหนดไว้โดยใช้กระบวนการตามวงจรเดมมิง (PDCA)เป็นเครื่องมือในการดําเนินงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แอพพลิเคชั่นถือว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของการสื่อสารการเข้าถึงองค์ความรู้ต่างๆได้ โดยแอพพลิเคชั่นนั้นสามารถที่จะพัฒนาเพื่อใช้ประโยชน์ในการสื่อสารและการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารทุกประเภท 2) จากการดำเนินการวิจัยได้มีการพัฒนาแอพพลิเคชั่น ชื่อว่า “โบราณคดี@ อาณาจักรทวารวดี” ซึ่งสามารถนำมาใช้เพื่อในการเข้าถึงผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานีได้อย่างง่ายดายและก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนในทุกพื้นที่ 3) ในการพัฒนาและการใช้แอพพลิเคชั่นนั้นย่อมก่อให้เกิดคุณค่าสำคัญ คือ (1) คุณค่าในการเข้าถึง แหล่งโบราณคดีในชุมชน (2) คุณค่าในการจัดการการเรียนรู้และเข้าถึงผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี (3) คุณค่าในการพัฒนาการท่องเที่ยวในแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283324
การพัฒนาการออกแบบผังแหล่งโบราณคดีทาง พระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวันครสวรรค์-อุทัยธานี
2025-10-29T11:45:18+07:00
พระเทพปวรเมธี
phatha121415@hotmail.co.th
อธิเทพ ผาทา
phatha121415@hotmail.co.th
พระเมธีวรญาณ
phatha121415@hotmail.co.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีของจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี (2) เพื่อออกแบบผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีของจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี (3) เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีของจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี (4) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชัน (Application) ในการจัดการเรียนรู้ผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีของจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการวิจัย เน้นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกระบวนการวิจัยด้วยการถอดบทเรียนและการบูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ศึกษาและกลุ่มเป้าหมายที่กำหนดไว้ โดยใช้กระบวนการตามวงจรเดมมิง (PDCA) เป็นเครื่องมือในการดำเนินงานการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) คณะนักวิจัยได้ลงสำรวจแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี จำนวน 5 เมือง โดยพบว่าเมืองโบราณเหล่านี้มีอายุระหว่างพุทธศตวรรษที่ 12–17 เป็นเมืองของชาวมอญ-เขมรโบราณ ซึ่งนับถือศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และพระพุทธศาสนาเถรวาทนิกายสรวาสติวาทิน ลักษณะของเมืองมีทั้งรูปทรงกลม วงรี และสี่เหลี่ยม โดยมีคูเมืองล้อมรอบ 2 ชั้น (2) การออกแบบผังแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี ได้ดำเนินการออกแบบผังจำนวน 5 เมือง ผลจากการออกแบบทำให้ประชาชนในพื้นที่เข้าใจผังและสามารถเข้าถึงแหล่งโบราณคดีได้สะดวก (3) การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้แหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาสมัยทวารวดีในจังหวัดนครสวรรค์-อุทัยธานี มีจำนวน 3 กิจกรรม ซึ่งส่งผลต่อการปลูกจิตสำนึกในการอนุรักษ์แหล่งโบราณคดีของชุมชน (4) การพัฒนาและการใช้แอปพลิเคชัน “โบราณคดี@อาณาจักรทวารวดี” ช่วยเสริมคุณค่าในการจัดการเรียนรู้และทำให้การเข้าถึงผังแหล่งโบราณคดีในชุมชนเป็นไปได้อย่างง่ายดาย</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282723
การส่งเสริมความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โดยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริง
2025-09-02T13:32:26+07:00
รพีพร เดชทวิสุทธิ์
rdetthawisut@gmail.com
สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์
rdetthawisut@gmail.com
มัณฑนา พันธุ์ดี
rdetthawisut@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อ<br>ความเข้าใจของนักเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริง 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริง <br>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนเทศบาลวัดสุธาโภชน์(ไวทย์วรวิทย์) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จํานวน 14 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เป็นการทดลองแบบหนึ่งกลุ่ม สอบก่อนและหลัง (The one-group Pretest-Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้วิจัย ได้แก่ 1. แผนการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริง<span style="text-decoration: line-through;"> <br></span>2. แบบทดสอบวัดความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริง สถิติที่ใช้วิจัยคือสถิติค่าเฉลี่ย <strong>(</strong><strong>) </strong> และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D) โดยการใช้ทดสอบค่าที (t-test) แบบกลุ่มตัวอย่างไม่เป็นอิสระต่อกัน (Dependent Samples)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1.) ความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริงสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2.) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานร่วมกับสื่อสภาพจริงอยู่ในระดับมาก</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282857
สิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธและการอ้างเหตุผล เพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
2025-08-16T06:02:46+07:00
พิชญานันต์ พงษ์ไพบูลย์
pichayanand.p@ku.th
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
ธเนศ ปานหัวไผ่
tanet.p@ku.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาในเชิงปรัชญาต่อปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพและการอนุรักษ์ 2) เพื่อศึกษาสิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธในด้านความหลากหลายทางชีวภาพ และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบองค์ความรู้สิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธและการอ้างเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นการการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ซึ่งมุ่งเน้นการศึกษาวิเคราะห์สิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธตามหลักการจริยศาสตร์สิ่งแวดล้อมและหลักธรรมในศาสนาพุทธที่เพื่อนำมาอ้างเหตุผลในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ โดยจะใช้วิธีในการวิจัยในเชิงเอกสาร ซึ่งเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ปัญหาการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพเกิดจากพฤติกรรมของมนุษย์ที่ขาดจริยธรรม จากการใช้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมในด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเกินพอดี อันก่อให้เกิดความไม่สมดุลในระบบนิเวศวิทยาที่ส่งผลให้เกิดปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมของโลกและกระทบมาที่การดำรงชีวิตมนุษย์ในที่สุด เนื่องจากมนุษย์เป็นส่วนหนึ่งของความหลากหลายทางชีวภาพ ในงานวิจัยได้ศึกษาสิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธที่ได้จากหลักการพระพุทธศาสนาหลายหลักการ เช่น หลักนิยาม 5 หลักกตัญญูกตเวที มรรคมีองค์ 8 ไตรสิกขา ปฏิจจสมุปบาท พุทธจริยศาสตร์ โดยได้พบความเชื่อมโยงในด้านความเกื้อกูลต่อธรรมชาติในหลักการต่าง ๆ ที่นำมาอ้างเหตุผลเพื่อการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้ และใช้เป็นหลักในการมีปฏิสัมพันธ์ที่เหมาะสม และสร้างจิตสำนึกในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้เพื่อนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนที่เป็นรูปธรรมในอนาคต</p> <p> องค์ความรู้ใหม่คือ ความเกื้อกูลแบบทางสายกลาง ที่มาจากการวิเคราะห์และสังเคราะห์แนวคิดความเกื้อกูลจากสิ่งแวดล้อมนิยมแนวพุทธ และแนวคิดความเกื้อกูลจากจริยศาสตร์การเป็นหุ้นส่วน ที่ได้แสดงให้เห็นถึงความสำคัญในความเกื้อกูลกันในภาพอีกมุมหนึ่ง คือ การเป็นห่วงโซ่อาหาร เป็นความเกื้อกูลกันเพื่อความอยู่รอด ความหลากหลายทางชีวภาพนั้นเป็นหลักประกันว่า ห่วงโซ่อาหารยังคงอยู่ ความเกื้อกูลแบบทางสายกลาง ได้มาจากการตระหนักรู้ผ่านกระบวนการไตรสิกขาและมรรคมีองค์ 8 และสามารถนำไปเป็นแบบอย่างทางด้านแนวคิดในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพได้</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282922
ปริวรรต แปล และศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน (วา – วิธุรชาตก)
2025-08-21T08:58:40+07:00
พระมหาสุฌาน สุธโช พีรยวีรกุล
Sujhanpeerayaweerakul@gmail.com
เวทย์ บรรณกรกุล
wetban@hotmail.com
อำพล บุดดาสาร
amponbuddasarn@gmail.com
Phramaha Komon Kamalo
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อปริวรรตคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน ตั้งแต่ วา – วิธุรชาตก จากต้นฉบับภาษาบาลีอักษรพม่าเป็นภาษาบาลีอักษรไทย (2) เพื่อแปลบทตั้งคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน ตั้งแต่ วา – วิธุรชาตก ที่ปริวรรตแล้วเป็นภาษาไทย และ(3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน เล่มที่ 19 ด้านประวัติความเป็นมา ผู้แต่ง เนื้อหา โครงสร้าง และการวิเคราะห์ศัพท์ตามหลักสัททาวิเสส เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร จำแนกเรียบเรียงบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>จากการวิจัยพบว่า คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานเป็นคัมภีร์ประเภทพจนานุกรม ผู้วิจัยได้ทำการปริวรรตจากภาษาบาลีอักษรพม่าเป็นภาษาบาลีอักษรไทย และแปลเฉพาะบทตั้ง เริ่มหมวด ว อักษร ตั้งแต่ศัพท์ (วา - วิธุรชาตก) จำนวน 480 หน้า ศึกษาวิเคราะห์ด้านประวัติความเป็นมา โดยท่านจัดทำขึ้นด้วยการนำบทบาลีมาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์ที่เกี่ยวข้องกับพระพุทธศาสนาต่าง ๆ มีจำนวน 25 เล่ม เพื่อการฉลอง 25 พุทธศตวรรษ โดยคณะสงฆ์พระเถระเจ้าหน้าที่กรมการศาสนาชาวพม่า</p> <p>ด้านวิเคราะห์บทบาลีด้านสัททศาสตร์ ผู้วิจัยได้นำบทบาลีอภิธาน เปรียบเทียบกับกลุ่มคัมภีร์สัททศาสตร์ไวยากรณ์ มีคัมภีร์กัจจายนะ และคัมภีร์รูปสิทธิเป็นต้น แล้วนำมาทำตัวรูป จำแนกศัพท์ และแปลความหมาย พร้อมทั้งวิเคราะห์บทบาลีในคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานให้เกิดคุณค่าด้านอภิธาน คือ รูปแบบการรวบรวมบทพระบาลี ประโยคอุทาหรณ์ การอ้างอิงที่มาเป็นต้น อีกทั้งยังให้เกิดคุณค่าต่อการศึกษาพระบาลีตามหลักสูตรของคณะสงฆ์ไทยในปัจจุบัน 3 ประการ คือ (1) คุณค่าด้านไวยากรณ์ คือ ได้เข้าใจหลักไวยากรณ์อันเกิดจากการจำแนกศัพท์ (2) คุณค่าด้านฉันทลักษณ์ คือ มีอุปการะในการค้นหาศัพท์ที่มีความหมายหลากหลายเพื่อใช้ให้ถูกต้องตามคณะฉันท์เป็นต้น (3) คุณค่าต่อการศึกษาในคัมภีร์ต่าง ๆ คือ ได้ศึกษาเปรียบเทียบการจำแนกศัพท์ ยกอุทาหรณ์ และวางรูปแบบต่าง ๆ เป็นต้น ตามแบบคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/286238
แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์ตามแนวพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่
2026-01-15T13:32:35+07:00
พระมหาภาคภูมิ ภทฺทเมธี
somkidseswong@gmail.com
<p> งานวิจัยที่นำมาวิจารณ์ เรื่อง “แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์ตามแนวพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่” เขียนโดยพระพิภพ สีลสมฺปนฺโม (ใจดี) นี้มีทั้งหมด ๕ บท มี ๑๘๙ หน้า เป็นดุษฎีนิพนธ์ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพระพุทธศาสนา ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้</p> <p> แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์ตามแนวพระพุทธศาสนาของพุทธศาสนิกชน อำเภอ เวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์ ๑) หลักการบริหารจัดการทรัพย์ในพระพุทธศาสนา ๒) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารจัดการทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ และ ๓) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารจัดการทรัพย์ของพุทธศาสนิกชน อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่</p> <p> ซึ่งผู้วิจารณ์มีความสนใจในเรื่องนี้ เนื่องจากมีชื่อเรื่องที่น่าสนใจและผู้วิจารณ์ดำรงตำแหน่งรองเจ้าคณะอำเภอหล่มสัก และอยู่ในวัดมหาธาตุพระอารามหลวง จึงสนใจนำแนวทางและวิธีการบริหารจัดการทรัพย์ในพระพุทธศาสนาที่เห็นว่าดำเนินการได้จริงมาปรับใช้ในการพัฒนาตนเองและองค์กรทั้งแนวคิดและวิธีการปฏิบัติจึงได้นำเรื่องนี้มาวิจารณ์เพื่อหาจุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาและแนวทางเสริมจุดแข็งสามารถอธิบายได้ดังต่อไปนี้</p>
2026-05-21T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์