https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/issue/feed
วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
2026-03-09T00:00:00+07:00
รศ.ดร.ธานี สุวรรณประทีป
thanee.suw@mcu.ac.th
Open Journal Systems
<p>วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศาสนาและปรัชญา พระพุทธศาสนา วิปัสสนาภาวนา บาลีพุทธศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต สังคมวิทยา ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความทั่วไปที่ได้รับการเผยแพร่ จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อบทความ ถ้าเป็นบทความนิสิต นักศึกษา จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded)<br /><br /></p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282920
ติปิฏกบาลีอภิธาน: การปริวรรต แปล และวิเคราะห์
2025-08-21T08:51:21+07:00
พระมหาอำนาจ อภิวโร คำวิไล
amnat.kamwilai@gmail.com
เวทย์ บรรณกรกุล
wetban@hotmail.com
พระวชิรธรรมวิธาน สมนึก สมาหิโต
easyrabbit2506@gmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อปริวรรตคัมภีร์ติปิฎกบาลีอภิธาน (ย – รมฺภา) จากอักษรพม่าเป็นอักษรไทย 2) เพื่อแปลบาลีบทตั้งของคัมภีร์ติปิฎกบาลีอภิธาน (ย – รมฺภา) และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์คัมภีร์ในด้านประวัติ โครงสร้าง สัททศาสตร์ คุณค่า และการเชื่อมโยงบทบาลีสู่การเจริญวิปัสสนาภาวนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่เน้นการศึกษาเอกสารเป็นหลัก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปริวรรตเนื้อหาจากต้นฉบับบาลีอักษรพม่าจำนวน 500 หน้า สู่บาลีอักษรไทยสำเร็จลุล่วงด้วยดี ทำให้เกิดฐานข้อมูลที่นักวิชาการไทยเข้าถึงได้ง่าย 2) การแปลบาลีบทตั้งได้ข้อค้นพบสำคัญว่า การเข้าถึงความหมายที่แท้จริงต้องอาศัยการวิเคราะห์เชิงบริบทอย่างลึกซึ้ง เช่น ศัพท์ว่า “ยกฺข” มีความหมายต่างกันถึง 9 นัย ตั้งแต่หมายถึงพระพุทธเจ้าไปจนถึงบุคคลธรรมดา 3) ผลการวิเคราะห์เชิงลึกยืนยันคุณค่าอันยิ่งใหญ่ของคัมภีร์ในฐานะ “กุญแจไขความพระไตรปิฎก” ซึ่งถือกำเนิดขึ้นจากการสังคายนาครั้งที่ 6 ณ ประเทศพม่า และมีความแม่นยำทางไวยากรณ์บาลีชั้นสูง องค์ความรู้ที่สำคัญที่สุดของงานวิจัย คือ การสร้าง “ต้นแบบการศึกษาศัพท์เชิงบูรณาการ” ผ่านการวิเคราะห์ศัพท์สำคัญ 6 คำที่เกี่ยวข้องกับการวิปัสสนาภาวนา ซึ่งแสดงให้เห็นถึงกระบวนทัศน์ใหม่ในการศึกษาบาลีที่ไม่ได้หยุดอยู่แค่ภาคปริยัติ แต่เป็น “สะพานทางปัญญา” ที่เชื่อมโยงความรู้ทางภาษา (ปริยัติ) ไปสู่แนวทางการปฏิบัติ (ปฏิบัติ) เพื่อเป้าหมายสูงสุดคือความหลุดพ้น (ปฏิเวธ) ได้อย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้จึงเป็นการต่อยอดและขยายขอบเขตองค์ความรู้เดิมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น โดยนำเสนอคัมภีร์อภิธานในฐานะเครื่องมืออ้างอิงเชิงสารานุกรมเพื่อการเข้าถึงแก่นแท้ของพระสัทธรรม</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282925
ติปิฏกบาลีอภิธาน : ปริวรรต แปล และวิเคราะห์ (สํส - สนฺนาหยามเส)
2025-08-21T09:04:41+07:00
พระมหาครรชิต อติภทฺโท
otiputto@gmail.com
เวทย์ บรรณกรกุล
wetban@hotmail.com
ศุภกาญจน์ ชยาพัฒน์
koom-krong9@hotmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ 1) เพื่อปริวรรตติปิฏกบาลีอภิธานอักษรพม่าเป็นบาลีอักษรไทย สํส - สนฺนาหยามเส 2) เพื่อแปลติปิฏกบาลีอภิธาน สํส - สนฺนาหยามเส และ 3) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ติปิฏกบาลีอภิธาน ด้านประวัติความเป็นมาสัททศาสตร์ และคุณค่าการศึกษา เป็นการศึกษาโดยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพเอกสาร ผู้วิจัยได้นำคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานต้นฉบับอักษรพม่าเล่มที่ 21 ตั้งแต่ สํส - สนฺนาหยามเส มาทำการปริวรรตจากบาลีอักษรพม่าเป็นบาลีอักษรไทย วิเคราะห์จำแนกบท พร้อมทั้งอุทาหรณ์ที่มา แปล เรียบเรียง นำเสนออาจารย์ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจสอบ แก้ไข ปรับปรุง</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า 1) คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน ฉบับบาลีภาษาพม่า ฉัฏฐสังคีตี เล่มที่ 21 ที่ซินมินสยาดอและคณะพระภิกษุรวบรวมไว้ มาปริวรรตจากอักษรพม่าสู่บาลีอักษรไทย โดยเลือกอักษร ส เริ่มจากศัพท์ “สํส – สนฺนาหยามเส” รวม 7,885 ศัพท์ พร้อมอุทาหรณ์จากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา อนุฎีกา และคัมภีร์สัททาวิเสส เนื้อหามีการบอกประเภทศัพท์ เช่น นาม กิริยา อัพยยศัพท์ วิเคราะห์รากศัพท์ตามหลักไวยากรณ์ และรวบรวมศัพท์ที่มีความหมายใกล้เคียงไว้เป็นกลุ่มเดียวกัน ทั้งหมดนี้สะท้อนหลักการรจนาที่มุ่งให้ได้อรรถรสสมบูรณ์ทั้งด้านไวยากรณ์และเนื้อหา 2) ปริวรรตคัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธานจากอักษรพม่ามาเป็นอักษรไทย แล้วดำเนินการแปลโดยรักษาความหมายตรงกับบทตั้งหรือใกล้เคียง เพื่อให้คัมภีร์ยังคงสื่อความหมายตามวัตถุประสงค์ การแปลแบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านเนื้อหา แปลตามรูปศัพท์ ธาตุเดิม หรือความหมายของศัพท์, ด้านภาษาและสำนวน แปลเชิงอรรถโดยไม่ยึดพยัญชนะ เพื่อชี้ให้เห็นลักษณะและชนิดของศัพท์, และ ด้านความสัมพันธ์ รักษาความหมายของศัพท์ที่ซ้ำหรือใกล้เคียงกันไว้เหมือนเดิมจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และคัมภีร์อื่นๆ 3) คัมภีร์ติปิฏกบาลีอภิธาน มีพัฒนาการมาตั้งแต่พุทธศักราช 2312 โดยคณะสงฆ์พม่ารจนาขึ้นจากหลักไวยากรณ์ และต่อมาได้พัฒนาเป็นหลายฉบับจนถึงเล่มที่ 21 ซึ่งจัดอยู่ทั้งในโวหาร สมานัตถโกส และอเนกัตถโกสอภิธาน ผู้วิจัยได้วิเคราะห์ศัพท์ตามหลักสัททาวิเสส เช่น ศัพท์สนธิ นาม สมาส ตัทธิต อาขยาต และกิตก์ อย่างละ 5 ศัพท์ คุณค่าต่อการศึกษาบาลีแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ คุณค่าของคัมภีร์ ที่ช่วยให้เข้าใจศัพท์และรากศัพท์ลึกซึ้ง และ คุณค่าต่อการศึกษา ได้แก่ 1) ด้านไวยากรณ์ เพื่อเข้าใจศัพท์ในพระปริยัติธรรม 2) ด้านฉันทลักษณะ ที่นำศัพท์มาใช้ให้ตรงครุ–ลหุ 3) ด้านการศึกษาคัมภีร์ ที่ช่วยให้ตีความและใช้คู่กับคัมภีร์อื่นได้อย่างเข้าใจ</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282936
การปริวรรต แปล และวิเคราะห์ศัพท์บาลีในปทานุกรมพระไตรปิฎก ฉบับบาลี-ไทย เล่ม 1 (อ-อธิเสติ)
2025-08-21T09:08:27+07:00
พระมหาประจักร ธมฺมวิภูโต
prajak4002@gmail.com
พระครูปริยัติเมธาวัฒน์
pong.pz@gmail.com
พระมหาโกมล กมโล
Pali.2015kamaro@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการคือ 1) เพื่อปริวรรตศัพท์บาลีในปทานุกรมฯ จากอักษรไทยเป็นอักษรโรมัน 2) เพื่อแปลศัพท์บาลีในปทานุกรมฯ เป็นภาษาอังกฤษ และ 3) เพื่อวิเคราะห์ศัพท์บาลีที่คัดเลือกในด้านศัพทศาสตร์และอัตถศาสตร์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การปริวรรตศัพท์บาลีจากอักษรไทยเป็นอักษรโรมันตามมาตรฐานของสมาคมบาลีปกรณ์ (PTS) สามารถทำได้อย่างเป็นระบบ ทำให้ปทานุกรมฯ เข้าถึงได้ในระดับสากล 2) สามารถแปลศัพท์บาลีบทตั้งจาก 508 หน้าแรกได้ 4,088 คำ โดยส่วนใหญ่เป็นคำนาม (ร้อยละ 55.91) และได้สร้างคลังศัพท์บาลี-อังกฤษที่เป็นประโยชน์ต่อการศึกษาพระไตรปิฎก 3) การวิเคราะห์ศัพท์บาลีที่คัดเลือก 20 คำ แสดงให้เห็นความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างโครงสร้างทางภาษา (ศัพทศาสตร์) และความหมายเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับหลักธรรม (อัตถศาสตร์) ซึ่งยืนยันว่าการเข้าใจศาสตร์บาลีสัททาวิเสสเป็นกุญแจสำคัญในการตีความพุทธพจน์อย่างแม่นยำ</p> <p>องค์ความรู้ใหม่ที่ได้คืองานวิจัยนี้ได้แสดงให้เห็นภาพความสัมพันธ์เชิงบูรณาการระหว่าง “ภาษา” และ “ธรรม” อย่างเป็นรูปธรรม และยังเป็นการสร้าง “สะพานเชื่อมองค์ความรู้” ระหว่างโลกวิชาการบาลีสายตะวันออกและโลกวิชาการสากล ซึ่งช่วยยกระดับองค์ความรู้ของไทยให้มีบทบาทในเวทีวิชาการระดับโลก</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282972
วิจัยวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ.
2025-09-12T16:06:50+07:00
พระสุรินทร์ ธีรปญฺโญ ศลินศิริ
Burin778@gmail.com
พระจักรพงค์ ปิยธมฺโม ไหมเพชร
maipetch59@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานในคัมภีร์พุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาวิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. และ 3)เพื่อวิเคราะห์วิธีการสอนวิปัสสนากรรมฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. โดยศึกษาข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา คัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท ตำรา หนังสือ เอกสาร ซีดี-รอม งานวิจัยอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการสอน การสัมภาษณ์พระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ เรียบเรียง บรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า วิธีการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นการปฏิบัติตามหลักสติปัฏฐาน 4 คือ การพิจารณา กาย เวทนา จิต ธรรม ให้เห็นไตรลักษณ์หรือการเกิด-ดับของนามและรูป และอริยสัจจ์ 4 เป็นวิธีเดียวทำให้เข้าสู่อริยมรรคมีองค์ 8 การเกิดวิปัสสนาญาณจนนำไปสู่การบรรลุมรรค ผล และนิพพาน ดับทุกข์ทั้งปวงซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา วิธีการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. เป็นการสอนการปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานแบบสติปัฏฐาน 4 ตามหลักประเพณีอริยาอาจารย์ที่สอนสืบ ๆ ต่อกันมา โดยใช้หลักการกำหนดลมหายใจและอิริยาบถออกมาเป็นแบบของพระมหาสีสยาดอ (โสภณมหาเถระ) คือ “พองหนอ-ยุบหนอ” โดยสอนให้ผู้ปฏิบัติรู้จักสิ่งสำคัญในภาคปฏิบัติ ได้แก่ การกำหนดรู้กาย เวทนา จิต ธรรม การกำหนดอารมณ์หลักและอารมณ์รองให้ทันอารมณ์ปัจจุบันในการเดินจงกรม การนั่งสมาธิ การยืน การกลับตัว และการกำหนดอิริยาบถย่อย โดยมีการส่งและสอบอารมณ์ เพื่อปรับอินทรีย์และแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้กับผู้ปฏิบัติ พร้อมทั้งการบรรยายอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลักการปฏิบัติที่สอดคล้องกับการปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 มีการเพิ่มเทคนิคการกำหนดรู้เฉพาะที่ถูกต้องและเหมาะสมเพื่อจะช่วยให้การปฏิบัติวิปัสสนากรรมฐานมีการพัฒนาให้จิตเกิดสมาธิและปัญญาญาณ เข้าสู่มรรคมีองค์แปด วิธีการสอนวิปัสสนากัมมัฏฐานของพระครูภาวนาวิสุทธิคุณ วิ. มีความสอดคล้องกับในคัมภีร์พระพุทธศาสนาทุกประการ จะแตกต่างเพียงแต่ส่วนการอธิบายรายละเอียด และเทคนิคการเจริญวิปัสสนาบางประการเพื่อให้ผู้ปฏิบัติเข้าใจและสามารถปฏิบัติให้บรรลุผลได้เชิงประจักษ์ มีรูปแบบองค์ความรู้ที่ได้เป็นแบบ VIPASSANA TEACHING MODEL.</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283016
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง ชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี
2025-09-04T13:37:46+07:00
พระมหาธนากร ธนากโร ลาภเอกอุดม
Sumkidgorn@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาของชุมชน และการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี 2)เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี</p> <p>ผลการวิจัย 1) สภาพปัญหาของชุมชน พบว่า ชุมชนมีปัญหาด้านเศรษฐกิจ ปัญหาด้านสังคมและวัฒนธรรม ปัญหาด้านสิ่งแวดล้อม ปัญหาด้านการบริหารจัดการและภาวะผู้นำ และปัญหาด้านโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยี และการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่น พบว่า การนำหลักธรรม หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และวิถีวัฒนธรรมท้องถิ่นมาบูรณาการเพื่อพัฒนาการเกษตรและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น การอนุรักษ์และสืบทอดวัฒนธรรมมอญ การเฝ้าระวังและเตือนภัย ซึ่งมีการบูรณาการในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.63 จากคะแนนเต็ม 5) 2) ระดับความสำเร็จในการพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ตำบลบางขะแยง อำเภอเมือง จังหวัดปทุมธานี พบว่า ภาพรวมความสำเร็จอยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.75 จากคะแนนเต็ม 5 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้ดังนี้ ด้านการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Mean=4.90) ด้านความมั่นคงทางเศรษฐกิจ (Mean=4.80) ด้านการเรียนรู้สืบทอดภูมิปัญญา (Mean=4.78) ด้านความสามารถในการพึ่งตนเอง (Mean=4.72) และด้านความสามัคคีและความร่วมมือ (Mean=4.53) 3) ข้อเสนอแนวทางการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาชุมชนเศรษฐกิจพอเพียง พบว่า การใช้หลัก สัปปุริสธรรม 7 ช่วยเสริมความเข้มแข็งของชุมชนบ้านต้นโพธิ์ ได้แก่ 1) ธัมมัญญุตา ชาวบ้านรู้จักเหตุและเลือกวิธีการทำเกษตรที่เหมาะสมกับทรัพยากร 2) อัตถัญญุตา ตระหนักถึงผลลัพธ์ระยะยาวจากการรักษาวัฒนธรรมและการเกษตรพอเพียง 3) อัตตัญญุตา รู้ขีดความสามารถ ไม่ทำเกินศักยภาพ 4) มัตตัญญุตา ผลิตเพื่อพอใช้ เหลือจึงขาย เน้นความพอประมาณ 5) กาลัญญุตา ดำเนินกิจกรรมตามกาลเวลา เช่น ปลูกพืชตามฤดูกาล 6) ปริสัญญุตา เข้าใจจุดแข็งและความต้องการของชุมชนเพื่อพึ่งพาตนเอง 7) ปุคคลัญญุตา จัดสรรบทบาทบุคคลตามทักษะที่เหมาะสม ส่งเสริมการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283055
วิเคราะห์กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-09-04T13:45:49+07:00
พระสยาม สนฺตจิตฺโต จิตร์งาม
siam1986@gmail.com
พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์
nirun.siri@mcu.ac.th
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักธรรมอริยสัจ 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาข้อมูลจากคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เอกสารต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวบรวม สรุปวิเคราะห์เรียบเรียง และบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า หลักธรรมอริยสัจ 4 ในพระพุทธศาสนาเถรวาท คือ ความจริงอันประเสริฐ ความจริงที่ทำให้ผู้เข้าถึงกลายเป็นอริยะ ได้แก่ คือ 1) ทุกขอริยสัจ (ทุกข์) คือ ความทุกข์ หรือ สภาพที่ทนได้ยาก 2) ทุกขสมุทัยอริยสัจ (สมุทัย) คือ เหตุเกิดแห่งทุกข์ หรือ สาเหตุที่ทำให้ทุกข์เกิดขึ้น 3) ทุกขนิโรธอริยสัจ (นิโรธ) คือ ความดับทุกข์ ภาวะที่เข้าถึง เมื่อกำจัดอวิชชา สำรอกตัณหาสิ้นแล้ว และ 4) ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาอริยสัจ (มรรค) คือ ทางแห่งความดับทุกข์ ปฏิปทาที่นำไปสู่ความดับทุกข์ หรือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจ 4 ในการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ การเจริญสติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม ด้วยการกำหนดรู้ “ทุกข์” อย่างชัดเจน คือ ทุกข์ในวิปัสสนา ไม่ใช่เพียงความเจ็บปวดทางกายหรือใจเท่านั้น แต่หมายถึง ขันธ์ 5 ว่าเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เห็นเหตุแห่งทุกข์ “สมุทัย” เมื่อมีปัญญาเห็นทุกข์แล้ว ผู้ปฏิบัติเห็นว่า ความยึดมั่นถือมั่น และตัณหาเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ เมื่อสติปัญญาทำงานจนจิตไม่ยึดมั่น ไม่ปรุงแต่ง จิตสงบและเย็น นั่นคือ “นิโรธ”เกิดขึ้น ซึ่งผู้ปฏิบัติอาจประจักษ์ความว่าง สภาวะที่ไม่มีตัณหาควบคุม ซึ่งเกิดการเจริญ “มรรค 8” ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ ไปจนถึง สัมมาสมาธิ ซึ่งนำไปสู่ความหลุดพ้นอันเป็นอิสระ คือ พระนิพพาน</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283320
วิเคราะห์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่เหมาะสมสำหรับ วัดป่าพุทธชินวงศาราม จังหวัดพะเยา
2025-10-29T07:56:17+07:00
ตวงพร ทรัพย์สาคร
kaisupsakorn@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพทั่วไปของการบริหารจัดการการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาในสังคมไทย 2) เพื่อวิเคราะห์การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพุทธที่เหมาะสมสำหรับวัดป่าพุทธชินวงศาราม ระเบียบวิธีวิจัยเป็นเชิงเอกสาร โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณาสำหรับการเขียนรายงาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า การจัดการการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาในสังคมไทยมีลักษณะสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ (1) การให้ความสำคัญกับการจัดด้านกายภาพและสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสมกับการเรียนรู้ทางจิตวิญญาณ (2) การจัดกิจกรรมเชิงพุทธและวัฒนธรรมเพื่อส่งเสริมศรัทธาและสืบสานภูมิปัญญาท้องถิ่น (3) การพัฒนาจิตใจและปัญญาของผู้มาเยือนให้เกิดประสบการณ์ทางธรรม และ (4) การสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนและเครือข่ายผู้เกี่ยวข้องในทุกกระบวนการ สำหรับวัดป่าพุทธชินวงศาราม จังหวัดพะเยา ผลการวิเคราะห์เชิงลึกพบว่า รูปแบบการจัดการการท่องเที่ยวเชิงพระพุทธศาสนาที่เหมาะสมมีลักษณะเป็น “รูปแบบการจัดการแบบบูรณาการ” ที่เชื่อมโยงศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจชุมชนเข้าไว้ด้วยกันอย่างสมดุล โดยนำหลัก สัปปายะ มาใช้ในการออกแบบพื้นที่และจัดกิจกรรมให้เอื้อต่อการปฏิบัติธรรม พร้อมทั้งให้ชุมชนเข้ามามีบทบาทในฐานะ “ผู้มีส่วนร่วม” ในการวางแผน การให้บริการ และการถ่ายทอดภูมิปัญญาท้องถิ่น ทั้งนี้ ปัจจัยความสำเร็จที่สนับสนุนรูปแบบดังกล่าว ได้แก่ การมีผู้นำทางศาสนาที่เข้มแข็ง ความร่วมมือของชุมชนท้องถิ่น การประยุกต์หลักธรรมกับการจัดการการท่องเที่ยวสมัยใหม่ และการใช้เทคโนโลยีในการประชาสัมพันธ์ข้อมูล</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283321
รูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนา ของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร
2025-12-12T09:19:30+07:00
พระปริยัติวัชราทร สมภูมิ สมจิตฺโต
vasin25133@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการอนุรักษ์คัมภีร์โบราณตามแนวทางของกรมศิลปากร 2) เพื่อศึกษาการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร และ 3) เพื่อเสนอรูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นหลัก ผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 24 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา นำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย <br>เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร ในกระบวนการมีส่วนร่วมและสร้างเครือข่ายในการวางแผน กำหนดรูปแบบ การบริหาร ประเมินผลตลอดจนการตัดสินใจ การแสวงหาความร่วมมือทุกภาคส่วนนำไปสู่การพัฒนาอย่างมีประสิทธิภาพมีเป้าหมายเชื่อมโยงการปลูกจิตสำนึก นำระบบเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้เผยแพร่องค์ความรู้ เพื่อบริหารจัดการ จัดทำทะเบียนตามระบบสากล สำรวจ ซ่อมแซมคัมภีร์ใบลานที่ชำรุดเสียหายให้คงสภาพที่ดี จัดทำสำเนาด้วยระบบดิจิทัลเพื่อการสืบค้น ควบคุมอุณหภูมิห้องให้เหมาะสม ปริวรรต คัดลอก ถ่ายถอด และแปลคัมภีร์ใบลาน ให้เป็นภาษาปัจจุบันและภาษาต่างประเทศ สนับสนุนงบประมาณ สร้างความพร้อม สร้างบุคลากรในลักษณะกระบวนการอนุรักษ์แบบมีส่วนร่วม รูปแบบการอนุรักษ์สืบสานคัมภีร์โบราณทางพระพุทธศาสนาของวัดไก่เตี้ย เขตตลิ่งชัน กรุงเทพมหานคร คือ โมเดล “CKPBL” ซึ่งประกอบด้วย 6 ด้าน คือ 1) การปลูกจิตสำนึก (C) 2) ความเข้าใจ (K) 3) การเผยแพร่ (P) 4) การมีส่วนร่วม (P) 5) งบประมาณ (B) 6) กิจกรรมการเรียนรู้ (L) ก่อนที่จะดำเนินการรูปแบบการอนุรักษ์ (Format Conservation) เพื่อสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน (Susfainable Development) ซึ่งจะทำให้ทุกภาคส่วนให้ความสนใจจากการอนุรักษ์สู่การพัฒนาอย่างยั่นยืนโดยให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างแท้จริง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283322
คุณค่าของพระรัตนตรัยที่มีต่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
2025-10-29T08:06:44+07:00
พระมหานิวัตร กลฺยาณวฑฺฒโน อุนารัตน์
nepal2500@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาพระรัตนตรัยในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท และ 3) เพื่อนำเสนอคุณค่าของพระรัตนตรัยที่มีต่อผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักประกอบด้วย ผู้ทรงคุณวุฒิ 4 รูป/คน พระวิปัสสนาจารย์ 7 รูป และผู้ปฏิบัติธรรม 7 รูป/คน รวม 18 รูป/คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ สังเคราะห์ และนำเสนอเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า พระรัตนตรัยอันประกอบด้วยพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์เป็นรัตนะอันประเสริฐสูงสุดในพระพุทธศาสนาเถรวาท ทำหน้าที่เป็นทั้งจุดเริ่มต้น แนวทาง และเป้าหมายสูงสุดของการปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานตามคัมภีร์เถรวาท ซึ่งเน้นการอาศัยสติปัฏฐาน 4 มรรคมีองค์ 8 และธรรมหมวดอื่นในโพธิปักขิยธรรม 37 เพื่อพัฒนาจิตจากศรัทธาที่ตั้งอยู่บนเหตุผลและโยนิโสมนสิการ ร่วมกับการเจริญปัญญา จนเกิดญาณทัสสนะเห็นแจ้งตามความเป็นจริง และนำไปสู่ความหลุดพ้นจากทุกข์อย่างแท้จริง โดยผู้ปฏิบัติตระหนักถึงคุณค่าของพระพุทธในฐานะครูผู้ค้นพบสัจธรรมและเป็นแบบอย่างแห่งการพัฒนาตน พระธรรมในฐานะหลักคำสอนที่นำไปสู่ความพ้นทุกข์ และพระสงฆ์ในฐานะหมู่สาวกผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ และสืบทอดพระศาสนาอย่างมั่นคง ทั้งสามประการนี้จึงมิใช่เพียงที่พึ่งทางจิตวิญญาณ หากยังเป็นโครงสร้างหลักที่หล่อหลอมกระบวนการภาวนาให้ดำเนินไปอย่างมีทิศทางและเปี่ยมด้วยความหมาย ผลการวิจัยยืนยันว่าพระรัตนตรัยเป็นทั้งหลักทฤษฎีในคัมภีร์และวิถีปฏิบัติที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่า สามารถนำพาผู้ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานไปสู่ความหลุดพ้นได้อย่างแท้จริง และ TFVS MODEL เป็นนวัตกรรมทางความรู้ที่ช่วยอธิบายพลวัตดังกล่าวอย่างชัดเจน ครอบคลุม และประยุกต์ใช้ได้จริง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/282014
การพัฒนารูปแบบกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธสำหรับการส่งเสริมความยั่งยืน ของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง
2025-07-12T05:52:08+07:00
สุภาวดี คูหาทอง
bcoo50889@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพื่อศึกษาบริบทวัดและรูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมพระพุทธศาสนาของวัดริมคลองพระโขนง 2) เพื่อพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง <br>3) เพื่อนำเสนอรูปแบบส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง เป็นการการวิจัยแบบเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ผลการวิจัย พบว่า 1) บริบทวัดและรูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมพระพุทธศาสนาของวัดริมคลองพระโขนง พบว่า วัดริมคลองพระโขนง วัดปากบ่อ วัดทองใน และวัดมหาบุศย์ มีลักษณะเด่นเฉพาะที่สะท้อนถึงความเชื่อ ความศรัทธา และการมีส่วนร่วมของประชาชนในวิถีพุทธอย่างชัดเจน 2). พบว่าการพัฒนากิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ ประกอบด้วย 1) การศึกษาและวิเคราะห์บริบทของชุมชน 2) การประชุมร่วมกัน โดยสร้างกิจกรรม “เยาวชนพุทธนวัตกร” 3.) ทดลองใช้รูปแบบกิจกรรมในพื้นที่เป้าหมาย 4.) การสรุปผลและต่อยอดจากกิจกรรม 3) พบว่า รูปแบบส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธของวัดและชุมชนริมคลองพระโขนง สรุปได้ ๓ รูปแบบ ได้แก่ 1. รูปแบบแนวศรัทธาตามประเพณี 2. รูปแบบแนวสร้างสรรค์เพื่อเยาวชน 3. รูปแบบแนวพัฒนาสังคมร่วมสมัย องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย รูปแบบการส่งเสริมกิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ เกิดจากองค์ประกอบทั้ง ๓ ด้าน ได้แก่ หลักพุทธธรรม ประกอบด้วย บุญกิริยาวัตถุ 3 และ ไตรสิกขา กิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ คือ กิจกรรม “เยาวชนพุทธนวัตกร” 3. เครือข่ายความร่วมมือ เครือข่ายความร่วมมือโดยเฉพาะ บวร (บ้าน วัด ราชการ)</p> <p>คำสำคัญ: การพัฒนารูปแบบ, กิจกรรมสร้างสรรค์วิถีพุทธ, วัดและชุมชนริมคลองพระโขนง</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283333
กระบวนการกำหนดอริยสัจในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเพื่อการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-10-29T11:46:39+07:00
พะมหาวาสุเทพ ญาณเมธี เมธาบุญญากร
wasuthep6189@gmail.com
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอริยสัจ 4 ในธัมมจักกัปปวัตนสูตร 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท 3) เพื่อนำเสนอกระบวนการกำหนดอริยสัจในธัมมจักกัปปวัตนสูตรเพื่อการปฏิบัติ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิ 11 รูป/คนและผู้ปฏิบัติธรรม 9 คน รวม 2๐ แล้วนำมาวิเคราะห์เรียบเรียง นำเสนอแบบบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า อริยสัจ 4 คือ ความจริงอันประเสริฐที่พระพุทธเจ้าทรงสอนเพื่อให้พ้นทุกข์ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค เป็นหลักธรรมที่ช่วยตัดกิเลสและนำไปสู่ความหลุดพ้น โดยมีการรู้ในสองระดับคือ ความคิดและญาณ ระดับความคิดใช้วิเคราะห์เหตุและผลของทุกข์ ส่วนระดับญาณคือการเจริญวิปัสสนาเพื่อกำหนดรู้สภาวธรรมที่เกิด–ดับ การปฏิบัติอริยสัจ 4 ครบถ้วนคือ รู้ทุกข์ ละสมุทัย ทำนิโรธให้แจ้ง และเจริญมรรค นำจิตเข้าสู่อริยมรรคผล พ้นจากทุกข์ในวัฏสงสาร</p> <p>วิปัสสนาภาวนาเป็นการพัฒนาปัญญาขั้นสูงเพื่อรู้แจ้งรูปนามตามความเป็นจริงว่าไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน โดยมีปัญญาเจตสิกเป็นองค์ธรรม การปฏิบัติมีหลายแนว เช่น สมถะนำหน้า วิปัสสนานำหน้า เป็นต้น อารมณ์ของวิปัสสนามี 6 หมวด เช่น ขันธ์ 5 อายตนะ 12 และอริยสัจ 4 ส่วนธรรมสนับสนุนคือ โพธิปักขิยธรรม 37 โดยเฉพาะสติปัฏฐาน 4 ซึ่งประกอบด้วย กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา จิตตานุปัสสนา และธัมมานุปัสสนา การปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐานนี้ช่วยให้บรรลุอรหัตผลในชาตินี้ หรืออย่างน้อยก็เป็นพระอริยบุคคล ทำให้ชีวิตมีความสงบสุขและหลุดพ้นจากทุกข์</p> <p>กระบวนการกำหนดรู้อริยสัจในธัมมจักกัปปวัตตนสูตรแบบวิปัสสนาภาวนา เริ่มจากการเห็นขันธ์ 5 เป็นสภาพธรรมที่เกิดแล้วดับ เป็นทุกข์และไม่ใช่ตัวตน เพื่อละความยึดมั่น จากนั้นละสมุทัยคือตัณหา 3 โดยใช้ธรรมฝ่ายสันโดษควบคุมความอยาก แล้วน้อมจิตเข้าสู่นิโรธ เห็นความดับเป็นธรรมชาติของสรรพสิ่ง มีนิพพานเป็นเป้าหมาย สุดท้ายเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 อย่างครบถ้วน ทำให้เกิดปัญญาตัดอวิชชาและกิเลสจนพ้นทุกข์ กระบวนการนี้สรุปเป็น SOCP model (Suffering–Origin–Cessation–Path) ซึ่งสามารถนำไปพัฒนาและประยุกต์ใช้ในด้านต่าง ๆ ได้ต่อไป.</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/283340
แนวทางการขจัดความขลาดกลัวที่ปรากฏในภยเภรวสูตร เพื่อส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา
2025-10-29T12:25:23+07:00
พระปฐม อจฺจาทโร ไชยได้เพ็ชร์
pathom11122526@gmail.com
ประเวศ อินทองปาน
fhumpvi@ku.ac.th
<p>บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาโครงสร้างเนื้อหาและหลักธรรมสำคัญในภยเภรวสูตร 2) เพื่อศึกษาการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในภยเภรวสูตร และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการขจัดความขลาดกลัวที่ปรากฏในภยเภรวสูตรเพื่อส่งเสริมการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพเน้นเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ทรงคุณวุฒิ 15 คน แล้วนำมาวิเคราะห์เรียบเรียง นำเสนอแบบบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ภยเภรวสูตร เป็นพระสูตรว่าด้วยความขลาดกลัว พระพุทธเจ้าทรงแสดงแก่ชาณุสโสณิพราหมณ์เมื่อทรงประทับที่พระเชตวันมหาวิหาร เขตกรุงสาวัตถี เนื้อหาสำคัญกล่าวถึงเหตุสะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าและสิ่งที่น่ากลัว เหตุเกิดแห่งพระสูตรเป็นปุจฉาวสิกะ คือ การสนทนาธรรมแบบถาม-ตอบ พระพุทธเจ้าทรงอธิบายเหตุสะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าของสมณพราหมณ์พวกอื่น เปรียบเทียบกับเหตุไม่สะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าของพระองค์ และพระอริยะทั้งหลาย ความสะดุ้งกลัวของสมณพราหมณ์อื่นมี 16 ประการคือ 1) มีกายกรรมไม่บริสุทธิ์ 2) มีวจีกรรมไม่บริสุทธิ์ 3) มีมโนกรรมไม่บริสุทธิ์ เป็นต้น ส่วนพระพุทธเจ้าและพระอริยะเจ้าไม่สะดุ้งกลัวการอยู่ในเสนาสนะป่าเพราะเหตุ 16 ประการมีนัยตรงกันข้าม</p> <p> การปฏิบัติวิปัสสนาภาวนา คือ การฝึกจิตโดยพิจารณาอารมณ์เพื่อให้เห็นแจ้งรูปนามเป็นไปตามกฎไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มี 6 หมวด คือ ขันธ์ 5. อายตนะ 12. ธาตุ 18. อินทรีย์ 22. อริยสัจ 4. และปฏิจจสมุปบาท 12 ย่อลง รูปและนาม มีหลักธรรมที่เกื้อหนุนแก่การปฏิบัติคือ โพธิปักขิยธรรม 37 ประการได้แก่ สติปัฏฐาน 4 สัมมัปปธาน 4 อิทธิบาท 4 อินทรีย์ 5 พละ 5 โพชฌงค์ 7 มรรคมีองค์ 8 โดยการพัฒนาจิตตามหลักไตรสิกขา</p> <p> จากการสังเคราะห์แนวทางการขจัดความสะดุ้งกลัวในภยเภรวสูตรข้างต้นทำให้ได้หลักการปฏิบัติคือ สำหรับคฤหัสถ์ต้องรักษาศีล 5 และพระภิกษุสงฆ์ต้องรักษาศีลปาฏิโมกข์ 227 ข้อ จากนั้นให้ปฏิบัติ 1) การรักษาศีลเพื่อเว้นทุจริต 3 (อกุศลกรรมถ) 2) คบบัณฑิต ศึกษาพระสัทธรรมจากบัณฑิตด้วยโยนิโสมนสิการ 3) งดเว้นการแสวงหาอันไม่สมควรที่จัดเป็นอเนสนา 21 อย่าง 4) สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 คือ ตา หู จมูก เป็นต้น 5 ) มีสติสัมปชัญญะระลึกรู้เท่าทันอารมณ์ขณะใช้ชีวิต 6) มีความเห็นถูกต้องตรงตามหลักสัมมาทิฏฐิ 10 7) สันโดษ ยินดี พอใจในตน 8) ความไม่คลุกคลีด้วยหมู่คณะและสังคม 9) สมบูรณ์ด้วยอาจาระและโคจร 10) รู้แยกแยะและเพียรพยายามเพื่อละอกุศลและพัฒนาจิตให้เป็นกุศล 11 ) สำรวมวาจา กล่าวสิ่งที่ควรพูดตามหลักกถาวัตถุ 10 12) เจริญกรรมฐานโดยใช้คำบริกรรมด้วยวาจา 13) เจริญพรหมวิหาร 4 มีเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบขาเสมอ 14) ฝึกจิตให้ตั้งมั่นเป็นสมาธิ ปราศจากนิวรณ์และ 15) เจริญวิปัสสนาภาวนาตามหลักมหาสติปัฏฐาน 4 ได้องค์ความรู้ใหม่เป็นรูปแบบ BVMH-15</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/285262
การบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา
2025-12-19T15:57:29+07:00
พระมหารุ่งวิกรัย วรญาณเมธี ชัยวร
roongwikrai1999@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา 2. เพื่อเปรียบเทียบการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3. เพื่อนำเสนอการบูรณาการหลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา ใช้รูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี ได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม ใช้สถิติเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยทดสอบค่า t-test ค่า F-test ประชากรจำนวน 10,532 คน คน ได้ประชากรกลุ่มตัวอย่างจำนวน 385 คน จากสูตรของทาโร่ ยามาเน่ และการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ได้แก่แบบสัมภาษณ์ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวนทั้งสิ้น 9 คน วิเคราะห์เนื้อหาโดยการพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่น ในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา รวมทุกด้าน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ผลรวมค่าเฉลี่ย (X ̅)= 4.09 เมื่อจำแนกเป็นรายข้อพบว่า ด้านช่องทางการสื่อสาร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 3.65 รองลงมาเท่ากัน ได้แก่ ด้านผู้ส่งสาร และด้านสาร อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 3.64 และด้านผู้รับสาร อยู่ในระดับปานกลาง มีค่าเฉลี่ย (X ̅)= 2.99 เป็นลำดับสุดท้าย ตามลำดับ</p> <p>2) เปรียบเทียบการสื่อสารทางการเมืองของนักการเมืองระดับท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชากรกลุ่มตัวอย่างที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ต่างกัน โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p>3) การนำเสนอการบูรณาการหลักปาปณิกธรรมเพื่อส่งเสริมภาวะผู้นำทางการเมืองของนักการเมืองท้องถิ่นในเทศบาลเมืองดอกคำใต้ อำเภอดอกคำใต้ จังหวัดพะเยา พบว่า 1) ด้านการงดเว้นจากการพูดเท็จ คือการสร้างสัจจวาจา และ วัฒนธรรมซื่อสัตย์ โดยการระบุแหล่งที่มา/หลักฐาน ที่ชัดเจน และมีกลไกตรวจสอบ/ลงโทษ เพื่อให้ข้อมูลทั้งหมด ตรวจสอบได้ และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนในท้องถิ่น 2) การงดเว้นการพูดส่อเสียด คือการส่งเสริมให้นักการเมืองระดับท้องถิ่นเปลี่ยนจากการสื่อสารที่ทำลายชื่อเสียงบุคคล ไปสู่การวิเคราะห์นโยบาย/ข้อเท็จจริง โดยมุ่งเน้น วิพากษ์วิจารณ์อย่างสร้างสรรค์ ที่เนื้อหาและโครงการ (ไม่กล่าวถึงบุคคลหรือความผิดพลาดในอดีต) เพื่อสร้างสามัคคีวาจา และความร่วมมือข้ามฝ่ายในการพัฒนาท้องถิ่น 3) การงดเว้นจากการพูดหยาบคาย คือการส่งเสริมให้นักการเมืองสร้างภาวะผู้นำทางอารมณ์ โดยควบคุมตนเองจากโทสะ และใช้ปิยวาจา สื่อสารด้วยเหตุผล/ข้อมูล (ไม่ใช้อารมณ์) เพื่อแสดงความเคารพและเป็นแบบอย่างที่ดีในการโต้แย้งที่สร้างสรรค์ 4) การงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ คือการส่งเสริมให้นักการเมืองท้องถิ่นควรมุ่งเน้นการสื่อสารที่กระชับ ตรงประเด็น อิงข้อเท็จจริง และสร้างความน่าเชื่อถือผ่านสาระที่หนักแน่น เพื่อแสดงความจริงจังในการทำงานและรับผิดชอบต่อการบริหารท้องถิ่น</p>
2026-03-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์