https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/issue/feed วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ 2026-08-25T05:22:05+07:00 รศ.ดร.ธานี สุวรรณประทีป thanee.suw@mcu.ac.th Open Journal Systems <p>วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ เป็นวารสารที่ตีพิมพ์ความรู้ทางวิชาการและการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวกับด้านศาสนาและปรัชญา พระพุทธศาสนา วิปัสสนาภาวนา บาลีพุทธศาสตร์ ภาษาบาลี ภาษาสันสกฤต สังคมวิทยา ศิลปศาสตร์ มนุษยศาสตร์ และสหวิทยาการด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ บทความทั่วไปที่ได้รับการเผยแพร่ จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อบทความ ถ้าเป็นบทความนิสิต นักศึกษา จะได้รับการพิจารณากลั่นกรองจากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อบทความ ในลักษณะปกปิดรายชื่อ (Double blinded)<br /><br /></p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/284350 การพัฒนาโมเดลสุทธวิปัสสนาเพื่อการจัดการความเครียดของคนวัยทำงานจังหวัดนนทบุรี 2025-10-29T12:49:12+07:00 นวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร nuarhnwan@gmail.com พระมหาปราโมทย์ วิริยธมฺโม dr.pramote61@gmail.com ทรงวิทย์ แก้วศรี nuarhnwan@gmail.com ชัยชาญ ศรีหานู chaichan.siha@mcu.ac.th พระมหาดวงเด่น ฐิตญาโณ ตุนิน ืnuanwan.phun@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการความเครียดของคนวัยทำงาน 2) เพื่อพัฒนาโมเดลสุทธวิปัสสนาที่มีประสิทธิภาพสนับสนุนการจัดการความเครียดของคนวัยทำงาน และ 3) เพื่อนำเสนอผลการพัฒนาโมเดลสุทธวิปัสสนาเพื่อสนับสนุนการจัดการความเครียดของคนวัยทำงานเป็นการวิจัยและพัฒนาซึ่งใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน การสร้างและตรวจสอบคุณภาพหลักสูตร การทดลองใช้หลักสูตรระยะสั้น 3 ชั่วโมง และการประเมินผล กลุ่มตัวอย่างจำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ แบบประเมินความเครียด (SPST-20 และ ST-5) และเครื่องมือวัดความเครียดทางสรีรวิทยา Smart Pulse (HRV)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลหลักสูตรสุทธวิปัสสนามีประสิทธิผลอย่างยิ่งในการลดความเครียดที่รายงานด้วยตนเอง คะแนนเฉลี่ยจากแบบประเมิน SPST-20 ลดลงจากระดับสูง (x̄ = 2.36$) เป็นระดับปานกลาง (x̄ = 2.18) ซึ่งมีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ p = .001 (t = 3.65, df = 19) แบบวัด ST-5 ก็ลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติเช่นกันที่ระดับ p = .034$ (t = 3.16, df = 4) ซึ่งผลลัพธ์นี้สอดคล้องสุทธวิปัสสนาที่ใช้สติสัมปชัญญะรู้เท่าทันอารมณ์และภาวะความเครียดที่กำลังเกิดขึ้นโดยความเป็นไตรลักษณ์ (เกิด-ดับ) เพื่อลดนิวณ์คือความคิด อย่างไรก็ตาม ผลการวัดความเครียดทางสรีรวิทยา แสดงเพียงแนวโน้มการลดลงโดยรวม (จาก 61.1% เหลือ 56.4%) และความเครียดทางกายลดลงชัดเจนที่สุด (จาก 60.4% เหลือ 52.3%) แต่การเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ยังไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนี้ ความเครียดเชิงโครงสร้างที่มาจากปัจจัยภายนอก อาทิ การไม่บรรลุเป้าหมายและปัญหาทางการเงิน ยังคงมีค่าเฉลี่ยสูงหลังการอบรม ผู้เข้าร่วมพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับสูง (x̄ = 4.06) โดยเฉพาะด้านการนำความรู้ไปใช้ ข้อเสนอแนะคือควรมีการวิจัยติดตามผลในระยะยาว (6 สัปดาห์ขึ้นไป) เพื่อตรวจสอบผลลัพธ์ทางสรีรวิทยา และองค์กรควรบูรณาการหลักสูตรนี้เข้ากับการบริหารทรัพยากรมนุษย์เพื่อส่งเสริมการทำงานและดำเนินชีวิตประจำวันอย่างต่อเนื่อง</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/286423 วิเคราะห์การบรรลุธรรมของพระอุบลวรรณาเถรี 2026-01-29T13:47:18+07:00 พระภาคิน โกวิโท วิภพพันธุ์ pakinwipobpan@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาประวัติและการบำเพ็ญบารมีของพระอุบลวรรณาเถรี และ (2) เพื่อศึกษาการบรรลุธรรมของพระอุบลวรรณาเถรี เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยผู้ศึกษาได้กำหนดขอบเขตการศึกษาวิจัยเป็นสองส่วน คือ ขอบเขตด้านเอกสารเพื่อกำหนดที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ และขอบเขตด้านการศึกษา เพื่อกำหนดขอบเขตเนื้อหาประเด็นต่างๆ ที่จะศึกษา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (<strong>1</strong>) พระอุบลวรรณาเถรีเป็นพระอัครสาวิกาฝ่ายซ้ายของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ได้รับการยกย่องเป็นเอตทัคคะในด้านผู้มีฤทธิ์ เนื่องจากได้สั่งสมบำเพ็ญบารมีมาอย่างยาวนานทั้งในด้านทาน ศีล และภาวนา ส่งผลให้มีอุปนิสัยแก่กล้าในทางธรรม ในชาติสุดท้ายพระเถรีได้เกิดเป็นสตรีผู้มีรูปโฉมงดงาม ซึ่งเป็นผลแห่งบุญในอดีต และความงดงามดังกล่าวเป็นปัจจัยให้เกิดความเบื่อหน่ายในสังสารวัฏ จึงตัดสินใจออกบวชในพระพุทธศาสนา (<strong>2</strong>) การบรรลุธรรมของพระอุบลวรรณาเถรีเกิดจากการปฏิบัติธรรมอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการเจริญสมถภาวนาด้วยเตโชกสิณจนจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิและบรรลุฌานสมาบัติ จากนั้นนำสมาธิมาเป็นบาทฐานของการเจริญวิปัสสนาภาวนา พิจารณาสภาวธรรมตามหลักไตรลักษณ์จนเกิดปัญญารู้แจ้งแทงตลอดอริยสัจ ๔ และบรรลุพระอรหัตผล องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัยแสดงให้เห็นว่า แนวทางการบรรลุธรรมของพระอุบลวรรณาเถรีเป็นกระบวนการที่สอดคล้องกับหลักไตรสิกขา คือศีล สมาธิ และปัญญา และเป็นแบบอย่างของการปฏิบัติธรรมเพื่อมุ่งสู่ความหลุดพ้นอย่างแท้จริงในพระพุทธศาสนาเถรวาท</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287043 พุทธนวัตกรรมการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดหนองคาย 2026-03-26T10:30:48+07:00 พระเทพวชิรคุณ athithepphatha@gmail.com อธิเทพ ผาทา phatha121415@hotmail.co.th พระครูสมุห์ปิยพร ปิยธมฺโม athithepphatha@gmail.com ธนัญชาภาวิ์ ชัยประภา athithepphatha@gmail.com ธนาธิป ฮาดเนาลี athithepphatha@gmail.com พระครูภาวนาสารบัณฑิต athithepphatha@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่อง “พุทธนวัตกรรมการการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวประเภทแหล่งโบราณคดีในจังหวัดหนองคาย” โดยมีวัตถุประสงค์ ๓ ประการ คือ (๑) เพื่อศึกษาเชิงสำรวจและพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดหนองคาย (๒) เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้พุทธนวัตกรรมพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดหนองคาย (๓) เพื่อประเมินผลพุทธนวัตกรรมการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทแหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดหนองคาย</p> <p>&nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการวิจัย เน้นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกระบวนการวิจัยด้วยการถอดบทเรียนและการบูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ศึกษาและกลุ่มเป้าหมายแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (๑) แหล่งโบราณคดีทางพระพุทธศาสนาในจังหวัดหนองคายนั้นมีอยู่จำนวนมากเพราะเป็นเมืองที่มีความเจริญมาในอดีต แต่คณะผู้วิจัยได้คัดเลือกแหล่งโบราณคดีที่เอื้อต่อการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวจำนวน ๑๒แห่งใน ๒ อำเภอคืออำเภอเมืองหนองคายและอำเภอท่าบ่อ จากนั้นก็ได้นำเอามาพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม (๒) มีการดำเนินการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมประเภทแหล่งโบราณคดีในจังหวัดหนองคายคือ (๑) กิจกรรมอบรมยุวมัคคุเทศก์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมฯ (๒) กิจกรรมอบรมให้ความรู้เรื่องการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านกระบวนการนำนักท่องเที่ยวชมตาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมฯทั้ง ๑๓ จุด (๓) ทำการประเมินการดำเนินการพัฒนาเส้นทางการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมผ่านกระบวนการ(๑)สัมภาษณ์เชิงลึกและ(๒)การประชุมกลุ่มย่อย พบว่าผลการตอบรับของชุมชนไปในแนวทางที่ดี</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287086 การสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคาย 2026-03-09T11:10:16+07:00 อธิเทพ ผาทา phatha121415@hotmail.co.th พระเทพวชิรคุณ athithepphatha@gmail.com อุดม จันทิมา athithepphatha@gmail.com ธนัญชาภาวิ์ ชัยประภา athithepphatha@gmail.com ขวัญตระกูล บุทธิจักร athithepphatha@gmail.com พระครูภาวนาสารบัณฑิต athithepphatha@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่อง “<strong>&nbsp; </strong>การศึกษาการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคาย” โดยมีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาเชิงสำรวจและวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคาย(2) เพื่อจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคาย(3) เพื่อสร้างเครือข่ายเพื่อการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาที่ปรากฏในจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคาย</p> <p>&nbsp;การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) มาเป็นส่วนหนึ่งของการดำเนินการวิจัย เน้นการศึกษาวิเคราะห์ทั้งในเชิงพื้นที่และกลุ่มเป้าหมาย มีการจัดกระบวนการวิจัยด้วยการถอดบทเรียนและการบูรณาการข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการปฏิบัติการร่วมกันในพื้นที่ศึกษาและกลุ่มเป้าหมายแบบมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) การลงพื้นที่สำรวจจารึกล้านช้างในจังหวัดหนองคายนั้นในพื้นที่ 5 อำเภอทั้งหมด 19 แห่ง โดยแบ่งเป็น (1) อำเภอเมืองหนองคาย 5 แห่ง (2) อำเภอท่าบ่อ 5 แห่ง (3)อำเภอโพนพิสัย 7 แห่ง (4)อำเภอศรีเชียงใหม่ 1 แห่ง และ (5) อำเภอสังคม 1 แห่ง โดยทั้ง 19 แห่งนั้นจารึกที่มีอายุเก่าแกที่สุดคือจารึกวัดหลวง พ.ศ.1957 และจารึกที่มีอายุน้อยที่สุดก็คือจารึกหอพระแก้ว พ.ศ.2355 สมัยพระเจ้าอนุวงศ์ หากแบ่งเป็นยุคของพระมหากษัตริย์ตามปีพ.ศ.ก็จะได้พระมหากษัตริย์ทั้งหมด 11 พระองค์ คณะผู้วิจัยได้นำเอากรอบของจำนวนพระมหากษัตริย์นั้นเป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในจารึกล้านช้าง (2) คณะผู้วิจัยได้จัดกิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ 2 กิจกรรมก็คือ (1) กิจกรรคัดลอกและอ่านจารึก (2) กิจกรรมการให้ความรู้เกี่ยวกับประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาในจารึกล้านช้าง ผลได้รับความสนใจและผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้มา (3) คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ประวัติศาสตร์พระพุทธศาสนาใน 2 มิติก็คือ (1)การจัดประชุมกลุ่มเพื่อการเรียนรู้ (2) การทำข้อตกลง MOU เพื่อการสนับสนุนการทำงานของเครือข่าย</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288907 ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร 2026-05-12T12:51:21+07:00 มีนมาส พรานป่า meanmas.p@pnru.ac.th ชฎาภรณ์ พิมพ์วัน 6751751602011@pnru.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร และ 2) เพื่อเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษาที่ปฏิบัติงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูในโรงเรียน สำนักงานเขตวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 118 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร โดยรวมและรายด้านทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการคิดสร้างสรรค์ ด้านการมีส่วนร่วมในการทำงานและทำงานเป็นทีม ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการส่งเสริมองค์กรนวัตกรรม ด้านบริหารความเสี่ยงและด้านการมีวิสัยทัศน์สู่การเปลี่ยนแปลง และ 2) การเปรียบเทียบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สำนักงานเขตวัฒนา สังกัดกรุงเทพมหานคร ตามความคิดเห็นของครู จำแนกตามขนาดสถานศึกษาที่ปฏิบัติงาน พบว่า โดยรวมและรายด้านไม่แตกต่างกัน</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม, ผู้บริหารสถานศึกษา, ศตวรรษที่ 21</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287201 การบริหารงานวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาอำเภอพร้าว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 2 2026-03-04T14:36:25+07:00 ณัฐนันท์ ศรีกัญญา nathnanthsrikayya@gmail.com สิทธิชัย มูลเขียน Sittichai@northcm.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในอำเภอพร้าว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่&nbsp; เขต 2 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร จำนวน 103 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ประกอบด้วย แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.88 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์เลือกแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา <br>( Content Analysis) สังเคราะห์ข้อมูลเป็นความเรียง และได้ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบบรรยาย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านการนิเทศการศึกษา อยู่ในระดับมาก ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา อยู่ในระดับมาก&nbsp; และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้ายคือ ด้านการวัดผลและประเมินผล อยู่ในระดับมาก พบว่า ผู้บริหารสถานศึกษาควรเร่งส่งเสริมการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประยุกต์ใช้ในด้านการวัดผลและประเมินผลซึ่งเป็นด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด โดยบูรณาการร่วมกับจุดแข็งด้านการพัฒนาสื่อและนวัตกรรม และสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหารให้ครอบคลุมทุกมิติมากยิ่งขึ้น และมุ่งเน้นการใช้สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ผ่านแดชบอร์ด ติดตามผลแบบเรียลไทม์ ควบคู่ไปกับการบริหารจัดการโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลให้เหมาะสมกับบริบทพื้นที่ห่างไกล เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287202 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลของสถานศึกษาในเครือข่ายกลุ่มโนนสว่างโป่งเปือยไคสี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2026-03-10T12:26:23+07:00 เดือน สีคำภา g673302036@northcm.ac.th ประกอบ สาระวรรณ Prakob@northcm.ac.th สุรัตน์ ศรีดาเดช SuratSrida@gmail.com ธีรภัทร ประสมสุข SuratSrida@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพและแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลของสถานศึกษาในเครือข่ายกลุ่มโนนสว่างโป่งเปือยไคสี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหาร ครูผู้สอนในสถานศึกษา ทั้งหมด 118 คน และกลุ่มตัวอย่างโดยสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) จำนวน 92 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษายุคดิจิทัลในเครือข่ายกลุ่มโนนสว่าง โป่งเปือย ไคสี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ อยู่ในระดับมากทุกด้าน ได้แก่ด้านการสร้างบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอน ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ เป้าหมาย และพันธกิจทางการเรียนรู้ รวมถึงเป้าหมายทางวิชาการ ด้านการพัฒนาคุณภาพครูสู่วิชาชีพ ด้านการบริหารจัดการหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน และด้านการนิเทศการศึกษาและติดตามการจัดการเรียนการสอนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในลำดับสุดท้าย</p> <p>แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการยุคดิจิทัลควรมุ่งเน้นการวางโครงสร้างพื้นฐานเทคโนโลยีและใช้ระบบข้อมูลสารสนเทศที่ทันสมัยเพื่อการตัดสินใจเชิงนโยบายอย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม ส่งเสริมการพัฒนาวิชาชีพครูผ่านเครือข่ายออนไลน์และการจัดการเรียนรู้เชิงรุกที่เชื่อมโยงสถานการณ์จริงพร้อมจัดสรรทรัพยากรสนับสนุนการออกแบบหลักสูตรที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ยกระดับคุณภาพการศึกษาด้วยการปรับกระบวนการนิเทศแบบกัลยาณมิตรผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อการติดตามและสะท้อนผลที่นำไปสู่ความยั่งยืนในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287212 การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสหวิทยาเขตพระแม่ย่า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัย 2026-02-23T11:47:20+07:00 เกศรินทร์ พะยอม g683302120@northcm.ac.th ธีรภัทร ประสมสุข Teerapat@northcm.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา สภาพและแนวทางการพัฒนาการบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาสหวิทยาเขตพระแม่ย่า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุโขทัยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้อำนวยการสถานศึกษา จำนวน 6 คน รองผู้อำนวยการสถานศึกษา 8 คน และครู จำนวน 233 คน รวมทั้งสิ้น จำนวน 247 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย &nbsp;ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยการอภิปรายผล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษา การบริหารงานวิชาการในยุคดิจิทัลของสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดและมาก ดังนี้&nbsp; ด้านการพัฒนาหลักสูตร อยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมาคือ ระดับมาก 3 ด้านคือ ด้านการจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ ด้านการกำหนดเป้าหมาย วิสัยทัศน์ และพันธ์กิจของโรงเรียน ด้านการนิเทศ กำกับ ติดตาม และประเมินผลการจัดการเรียนการสอน แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการและปรับปรุงหลักสูตรให้เน้นการใช้งานจริงควบคู่กับการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อสร้างวิสัยทัศน์ร่วมและพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์สอดคล้องกับยุคสมัย มุ่งพัฒนาสมรรถนะดิจิทัลของบุคลากรและปรับระบบงานเพื่อลดภาระครูพร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ที่เปี่ยมด้วยแรงจูงใจ ความรับผิดชอบร่วมกัน และความไว้วางใจ ยกระดับการนิเทศติดตามและประเมินผลสัมฤทธิ์ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นระบบเพื่อนำข้อมูลมาใช้กำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์และพัฒนาคุณภาพการศึกษาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287232 การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนธรรมบทเสมือนจริง (Augmented Reality: AR) 2026-03-05T09:35:13+07:00 พระมหาวัฒนา ปญฺญาทีโป คำเคน wattana.pan@mcu.ac.th เบญญาภา จิตมั่นคงภักดี benyapa182526@gmail.com หทัยรัตน์ เกตุมณีชัยรัตน์ hathairat.k@cit.kmutnb.ac.th ธีร์ธวัช ภูมิประมาณ acting.lt.theethawat@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ (1) เพื่อศึกษาสื่อการเรียนการสอนธรรมบทเสมือนจริง (AR) (2) เพื่อสร้างและพัฒนาสื่อธรรมบทเสมือนจริง (AR) (3) เพื่อประเมินประสิทธิผลทางการเรียนของผู้เรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลทั้งในเชิงเอกสาร และการปฏิบัติการ แล้วนำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์ สร้างพัฒนานวัตกรรมสื่อการเรียนเพื่อให้ได้ผลตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อการเรียนการสอนธรรมบทเสมือนจริง (AR) เป็นการนำธรรมบท คำสอนของพระพุทธเจ้าในรูปแบบคาถาบาลี แปลภาษาไทย มาสร้างสื่อการเรียนโดยใช้เทคโนโลยี เสมือนจริง ทำให้เกิดผลดี 4 ประการ คือ 1)เนื้อหาธรรมที่สื่อมีความความทันสมัย 2)มีชีวิตสามารถเชื่อมโยงผู้เรียนเข้ากับเหตุการณ์ได้อย่างดี 3) ก่อให้เกิดประสบการการเรียนรู้ที่น่าประทับใจ 4)เข้าถึงผู้เรียนได้ทุกสถานที่ทุกเวลา&nbsp; 2) การสร้างและพัฒนาสื่อธรรมบทเสมือนจริง (AR) โดยบูรณาการแนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ของ Bloom ครอบคลุม 3 ด้าน ได้แก่ พุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัย ร่วมกับแนวคิด Active Learning และแนวคิด CIPPA สามารถพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่มีคุณภาพและสอดคล้องกับกระบวนการเรียนรู้ของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 สื่อที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมทั้งด้านเนื้อหา การออกแบบ การนำเสนอ และการมีปฏิสัมพันธ์ โดยใช้เทคโนโลยี Augmented Reality เป็นเครื่องมือสำคัญในการสร้างการเรียนรู้เชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) ทำให้ผู้เรียนไม่เพียงแต่รับรู้ข้อมูล แต่สามารถมีปฏิสัมพันธ์กับเนื้อหา ฝึกคิด วิเคราะห์ และสะท้อนคุณค่าของหลักธรรมที่ปรากฏในธรรมบทได้อย่างเป็นระบบ 3) ผลการประเมินประสิทธิผลทางการเรียนของผู้เรียนจากแบบสอบถามความพึงพอใจ พบว่า ผู้เรียนมีความพึงพอใจต่อสื่อการเรียนการสอนธรรมบทเสมือนจริง (AR) ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.90 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.30 แสดงให้เห็นว่าสื่อที่พัฒนาขึ้นสามารถส่งเสริมประสิทธิผลทางการเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเกิดเป็นองค์ความรู้จากการวิจัยเป็นนวัตกรรมการเรียนรู้ผ่านสื่อเสมือนจริง (AR) : พลิกโฉมกาเรียนธรรมะสู่ยุคดิจิทัล</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287280 การบริหารแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพัฒนาวิชาการวังโบสถ์ บ่อไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 2026-03-05T09:32:17+07:00 ชนินทร์ อบถิน chninthrxbthin@gmail.com เสกชัย ชมภูนุช Sekchai@northcm.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มพัฒนาวิชาการวังโบสถ์ บ่อไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา คณะกรรมการศึกษาขั้นพื้นฐาน และครู จำนวน 114 โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จำนวน 5 คน แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ ค่าความถี่ และการวิเคราะห์เนื้อหาจากข้อมูลสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านกระบวนการปฏิสัมพันธ์ รองลงมาคือ ด้านการไว้วางใจ การกำหนดเป้าหมาย ด้านกระบวนการตัดสินใจ ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านความเป็นอิสระ สำหรับแนวทางการพัฒนา พบว่า แนวทางพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มพัฒนาวิชาการวังโบสถ์ บ่อไทย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 3 ด้านความเป็นอิสระ คือ เริ่มจากการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและยอมรับความผิดพลาดเพื่อให้บุคลากรกล้าทดลองไอเดียใหม่ๆ โดยผู้บริหารควรสร้างบรรยากาศการทำงานที่เป็นกันเองและลดความกดดันในที่ประชุมเพื่อกระตุ้นให้เกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างอิสระ มี หัวใจสำคัญคือการดึงศักยภาพของบุคลากร</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287288 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์(AI)ในการบริหารสถานศึกษาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ของโรงเรียนในศูนย์บูรพาประเทืองวิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่เขต 3 2026-03-04T14:00:06+07:00 ปวิชญา สูตรเลข pavitchaya.auea116@gmail.com สุรศักดิ์ สุทธสิริ Surasak@northcm.ac.th <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารสถานศึกษาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของโรงเรียนในศูนย์บูรพาประเทืองวิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และหาแนวทางการพัฒนาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารสถานศึกษาที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของโรงเรียนในศูนย์บูรพาประเทืองวิทย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน ปีการศึกษา 2568 จำนวน 97 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านระบบช่วยลดภาระงานครู/การบริหาร&nbsp; ด้านการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์&nbsp; ด้านการเรียนรู้เฉพาะบุคคล (Adaptive Learning) และด้านการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้/สื่อใหม่ ตามลำดับ</p> <p>แนวทางพัฒนา คือ ควรมุ่งใช้ AI เป็นเครื่องมือสนับสนุนการบริหารอย่างเป็นระบบ โดยเน้นระบบช่วยลดภาระงานครูและการบริหาร ควบคู่กับการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหาร พร้อมทั้งส่งเสริมการเรียนรู้เฉพาะบุคคลและการสร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287291 การบริหารแบบมีส่วนร่วมยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษานันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 2026-03-12T09:30:30+07:00 ปาณิสรา หมื่นวัง g673302083@northcm.ac.th จันทร์ฉาย จันทร์ฉาย Junchai@northcm.ac.th <p>การวิจัยนี้ เพื่อศึกษาการบริหารแบบมีส่วนร่วมยุคดิจิทัล ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษานันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 และ เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมยุคดิจิทัล ของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เครือข่ายพัฒนาการศึกษานันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 5 ประชากรที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 105 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p>ผลการศึกษา การบริหารแบบมีส่วนร่วมยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษานันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ คือ ด้านการไว้วางใจกันและด้านการผูกพันต่อองค์กร ,ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน ,ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ และด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม ตามลำดับ</p> <p>ผลการศึกษาแนวทางการพัฒนาพัฒนาการบริหารแบบมีส่วนร่วมยุคดิจิทัลของโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา เครือข่ายพัฒนาคุณภาพการศึกษานันทบุรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาเชียงใหม่ เขต 5&nbsp; ด้านการมีวิสัยทัศน์การเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม มีแนวทางการพัฒนา ครูและบุคลากรในการวางแผนบำรุงรักษาอุปกรณ์ดิจิทัล คือพัฒนาครูและบุคลากรให้มีความรู้และทักษะในการวางแผนบำรุงรักษาอุปกรณ์ดิจิทัลอย่างเป็นระบบ และจัดทำคู่มือการบำรุงรักษา ด้านการไว้วางใจกัน มีแนวทางการพัฒนา คือ ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแก่ครูผู้สอน และสร้างเครือข่ายการทำงานที่ใช้ระบบดิจิทัลที่เข้มแข็ง เพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาที่ยั่งยืน&nbsp; ด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ คือ ผู้บริหาร ใช้หลักการบริหารจัดการแบบมีส่วนร่วมคิด ร่วมทำ ร่วมตัดสินใจและร่วมแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์&nbsp; ได้รับการยอมรับร่วมกัน&nbsp;&nbsp; เพิ่มประสิทธิในการบริหาร&nbsp; ด้านความมีอิสระในการปฏิบัติงาน&nbsp; มีแนวทางการพัฒนา ดังนี้ คือ ผู้บริหารเปิดโอกาสให้ครูและบุคลากร ปฏิบัติงานด้วยความเต็มใจในการขับเคลื่อนวัฒนธรรมดิจิทัล&nbsp; ยึดหลักการบริหารจัดการที่ให้ความสำคัญกับความไว้วางใจ มีความรับผิดชอบ และการสร้างแรงจูงใจภายในให้กับครูและบุคลากร&nbsp; ด้านการผูกพันต่อองค์กร&nbsp; มีแนวทางการพัฒนา&nbsp; ดังนี้ คือ พัฒนาทักษะดิจิทัลของครูและบุคลากรสอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา เกิดความรู้สึกเป็นส่วนหนึ่งขององค์กร มีความผูกพัน พร้อมร่วมมือกันพัฒนาสถานศึกษา</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287292 การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลม่อนปิ่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาการประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2026-03-04T14:10:48+07:00 สุทธิพงษ์ ก้อนแก้ว sutti.pong.1128@gmail.com สุรัตน์ ศรีดาเดช Surat@northcm.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลม่อนปิ่น สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 และ (2) แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศในบริบทพื้นที่ดังกล่าว โดยใช้กรอบแนวคิดการบริหารคุณภาพสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศตามแนว OBEC QA ซึ่งประกอบด้วยองค์ประกอบ 7 ด้าน ได้แก่ การนำองค์กร กระบวนการบริหารและการจัดการ การมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้รับบริการ การวัด การวิเคราะห์ และการจัดการความรู้ การมุ่งเน้นบุคลากร การมุ่งเน้นการดำเนินการ และผลลัพธ์การดำเนินงาน กลุ่มประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลม่อนปิ่น จำนวนทั้งสิ้น 193 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศของผู้บริหารสถานศึกษาในศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษาตำบลม่อนปิ่น โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าทุกด้านอยู่ในระดับมากเช่นกัน โดยด้านการนำองค์กรและการมุ่งเน้นผู้เรียนและผู้รับบริการมีค่าเฉลี่ยสูงสุด แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารให้ความสำคัญกับภาวะผู้นำ การกำหนดทิศทางการพัฒนา และการตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชนอย่างเหมาะสม</p> <p>แนวทางการพัฒนาการบริหารสถานศึกษาสู่ความเป็นเลิศควรมุ่งเน้นการเสริมสร้างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ การพัฒนาระบบบริหารจัดการที่มีความโปร่งใสและตรวจสอบได้ การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของครู บุคลากร และชุมชน การใช้ข้อมูลสารสนเทศและผลการประเมินเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนการพัฒนาศักยภาพบุคลากรให้สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ภูเขาและชนบท ซึ่งจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการศึกษาและการบริหารสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287452 การบริหารงานวิชาการในยุคดิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในศูนย์การพัฒนาคุณภาพการศึกษา ตำบลปิงโค้ง อำเภอเชียงดาว สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 2026-03-04T14:22:39+07:00 อัญญานุช กันกา angle_fair@hotmail.com ประกอบ สาระวรรณ prakobsa1234@gmail.com ธีระภัทร ประสมสุข teerapat@northcm.ac.th สุรัตน์ ศรีดาเดช Suratsri@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษา2) เพื่อหาแนวทางการบริหารงานวิชาของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล ศูนย์พัฒนาคุณภาพการศึกษา ตำบลปิงโค้ง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงใหม่ เขต 3 เป็นการการวิจัยแบบการวิจัยผสมวิธี คือ ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ กลุ่มประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและข้าราชการครู ปีการศึกษา 2568 จำนวน 95 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 8 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่าเฉลี่ยจากมากไปน้อยดังนี้ ด้านผู้นำการเรียนรู้และการสื่อสาร ด้านการใช้เทคโนโลยีและคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ ด้านการมีวิสัยทัศน์ร่วมเชิงสร้างสรรค์ ด้านการบริหารจัดการเชิงระบบ และด้านการสร้างความสัมพันธ์ เครือข่าย และความร่วมมือ ตามลำดับ</p> <p>2).แนวทางพัฒนา คือ 1) ควรพัฒนาการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือหลักในการสื่อสารและบริหารจัดการ เลือกใช้ช่องทางการสื่อสารที่เหมาะสมและหลากหลายให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย พร้อมส่งเสริมการสื่อสารแบบสองทางเพื่อเปิดโอกาสให้ครู บุคลากร และผู้เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 2) ควรเปิดกว้างรับฟังความคิดเห็นที่หลากหลายจากครูและบุคลากรอย่างเป็นกลาง และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น การตัดสินใจควรใช้ข้อมูล ข้อเท็จจริง และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบเป็นหลัก 3) ควรสื่อสารวิสัยทัศน์ของสถานศึกษาให้ครูและบุคลากรเข้าใจตรงกัน และเปิดโอกาสให้มีส่วนร่วมในการกำหนดเป้าหมายและทิศทางการดำเนินงานร่วมกัน พร้อมสร้างบรรยากาศการทำงานเชิงบวกและการทำงานเป็นทีม 4) ควรส่งเสริมการสื่อสารที่เปิดกว้างและการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันของครูและบุคลากรอย่างสม่ำเสมอ สนับสนุนการทำงานเป็นทีมผ่านการประชุมและกิจกรรมร่วมกัน และ 5) ควรบริหารงานโดยยึดหลักการทำงานเชิงระบบ มีการวางแผน มอบหมายงาน และประสานงานระหว่างฝ่ายต่าง ๆ อย่างชัดเจนและต่อเนื่อง ส่งเสริมการบูรณาการการทำงานของครูและบุคลากรทุกฝ่ายโดยไม่แยกส่วน&nbsp; องค์ความรู้ที่ได้จากงานวิจัย</p> 2026-08-25T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288436 แนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานเชิงพุทธ ของบุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2026-04-16T11:23:57+07:00 วิทยา ปานไข่ wittaya.pan@mcu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาเกี่ยวกับการปฏิบัติงานบุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2) เพื่อศึกษาหลักพุทธธรรมในการปฏิบัติงานบุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานเชิงพุทธของบุคลากรบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ซึ่งเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลในด้านเนื้อหาเอกสารและสัมภาษณ์ กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงลึก กลุ่มประชากรเฉพาะเจาะจง จำนวน 15 รูป/คน คือ ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และ ผู้ที่มาติดต่อประสานงาน ส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และนำข้อมูลมาวิเคราะห์เรียบเรียงเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัญหาการปฏิบัติงานของบุคลากรบัณฑิตวิทยาลัยมีลักษณะเป็นปัญหาเชิงโครงสร้างแบบองค์รวม ซึ่งเกิดจากปัจจัยหลายด้านที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ ปัจจัยภายใน ด้านจำนวนบุคลากรที่มีจำนวนจำกัด ภาระงานที่ล้นมือ และประสานงานแบบเร่งด่วน ขาดผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ปัจจัยภายนอก ด้านนโยบายที่ไม่ชัดเจน เทคโนโลยีไม่เอื้ออำนวย ขาดงบประมาณสนับสนุน ปัจจัยระดับองค์กร รวมถึงปัจจัยระดับบุคคลที่การขาดทักษะการคิดเชิงระบบ ความสับสนในบทบาทหน้าที่ และความมุ่งมั่นในการปฏิบัติงานที่ยังไม่เพียงพอ ซึ่งส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการทำงาน และคุณภาพงาน</p> <p>หลักพุทธธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้คือหลักอิทธิบาท 4 และพรหมวิหาร 4 ที่มีบทบาทสำคัญในการยกระดับทั้งประสิทธิภาพของงานและคุณภาพความสัมพันธ์ในองค์กร โดยหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ช่วยเสริมสร้างแรงจูงใจภายใน ความเพียรพยายาม ความเอาใจใส่ และการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ และหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ช่วยสร้างบรรยากาศการทำงานที่เอื้ออาทร เกื้อกูล และเป็นธรรม ส่งเสริมความสามัคคีและวัฒนธรรมองค์กรที่เข้มแข็ง</p> <p>ส่วนแนวทางการส่งเสริมการปฏิบัติงานเชิงพุทธโดยใช้หลักอิทธิบาท 4 และหลักพรหมวิหาร 4 เป็นกรอบในการพัฒนาความสัมพันธ์ในองค์กร ควบคู่กับการพัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน 9&nbsp; ด้าน ดังนี้ 1) ความคิดสร้างสรรค์ 2) การคิดเชิงวิเคราะห์ 3) การทำงานร่วมกัน 4) การสื่อสาร 5) การรู้ข้อมูลสารสนเทศ 6) ความสามารถในการปรับตัว 7) ความเป็นผู้นำ 8) ทักษะทางสังคม และ 9) ผลลัพธ์ จากการจัดกิจกรรมส่งเสริมอย่างเป็นรูปธรรมซึ่งจะช่วยให้บุคลากรสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเข้ากับการปฏิบัติงานจริงได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288776 วิเคราะห์การเจริญอานาปานสติเพื่อยกจิต ขึ้นสู่วิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 2026-05-02T10:25:11+07:00 พระปัญจทรัพย์ กนฺตธมฺโม บุญธนากิจโสภณ 6711205024@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาอานาปานสติตามหลักสติปัฏฐาน 4&nbsp; ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา และ 2) เพื่อวิเคราะห์การเจริญอานาปานสติเพื่อยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า &nbsp;อานาปานสติตามหลักสติปัฏฐาน 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา พบว่า อานาปานสติเป็นกรรมฐานที่ปรากฏในหมวดกายานุปัสสนาสติปัฏฐาน โดยเน้นการกำหนดรู้ลมหายใจเข้าและออกอย่างมีสติและสัมปชัญญะอย่างต่อเนื่อง อันเป็นกระบวนการพัฒนาจิตที่มีลำดับขั้นชัดเจน เริ่มจากการสร้างความตั้งมั่นของจิต ลดนิวรณ์ 5 และก่อให้เกิดสมาธิเป็นพื้นฐาน จากนั้นสามารถขยายไปสู่การพิจารณาเวทนา จิต และธรรมได้อย่างเป็นระบบ ทำให้เกิดความเข้าใจในสภาวธรรมตามความเป็นจริง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการเจริญวิปัสสนาภาวนา การเจริญอานาปานสติเพื่อยกจิตขึ้นสู่วิปัสสนาภาวนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 พบว่า การเจริญอานาปานสติเป็นกระบวนการที่เชื่อมโยงสมถภาวนาและวิปัสสนาภาวนาเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ โดยเริ่มจากการกำหนดลมหายใจเพื่อให้จิตเกิดความสงบและตั้งมั่น เมื่อจิตมีสมาธิแล้ว ย่อมสามารถพัฒนาไปสู่การพิจารณาสติปัฏฐาน 4 ได้อย่างต่อเนื่อง ทำให้เกิดการเห็นความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไปของสภาวธรรมตามหลักไตรลักษณ์ ได้แก่ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา อันนำไปสู่การเกิดวิปัสสนาญาณ ปัญญา และการปล่อยวางในที่สุด จากการศึกษาทำให้ได้องค์ความรู้จากการวิจัยเป็นแผนภาพโมเดลการพัฒนาจิตด้วยอานาปานสติสู่วิปัสสนาภาวนา</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/289272 ฺพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ พฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษา 2026-05-18T09:59:14+07:00 สอนประจันทร์ เสียงเย็น sornprachan@hotmail.com สุภัทรา วันเพ็ญ supahra.wa@udru.ac.th วรรณา เหล่าเขตกิจ wanna.la@365.udru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1)เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ใช้ในการจัดกเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการประยุกต์ใช้ในการจัดกเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู&nbsp; จำแนกตามเพศ&nbsp; สาขาวิชา&nbsp; ขนาดโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ&nbsp; สังกัดของโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู&nbsp; เป็นการการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; โดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจ&nbsp; ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในสถานศึกษา&nbsp; ปีการศึกษา&nbsp; 2568&nbsp; จำนวน 755&nbsp; คน&nbsp; ขนาดกลุ่มตัวอย่าง&nbsp; จำนวน 270&nbsp; คน&nbsp; ได้มาโดยการสุ่มแบบชั้นภูมิ (Stratified&nbsp; Random&nbsp; Sampling) โดยจำแนกตามสาขาวิชา&nbsp; เพศ&nbsp; ขนาดของโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ&nbsp; และสังกัดของโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ&nbsp; ตามสัดส่วนของประชากร&nbsp; จากนั้นจึงทำการสุ่มอย่างง่าย(Random&nbsp; sampling) โดยใช้ตารางเลขสุ่มเพื่อให้ได้กลุ่มตัวอย่างตามจำนวนที่กำหนด&nbsp; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่แบบสอบถามพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์&nbsp; มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ&nbsp; สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ (f) ร้อยละ (%) ค่าเฉลี่ย (𝑥̄)&nbsp;&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบค่าที(t-test) และการทดสอบความแปรปรวนทางเดียว(One-Way&nbsp; ANOVA)</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) พฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ประยุกต์ใช้ในการจัดกเรียนการสอนของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูอยู่ในระดับมาก&nbsp;(𝑥̄=3.48, S.D.= 0.83)&nbsp; 2) นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูที่มีสาขาวิชาต่างกัน&nbsp; มีพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการประยุกต์ใช้ในการจัดกเรียนการสอนแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05&nbsp; ส่วนนักศึกษาที่มีจำแนกตามเพศ&nbsp; ขนาดโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู&nbsp; และสังกัดของโรงเรียนฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู&nbsp; แตกต่างกัน&nbsp; มีพฤติกรรมการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการประยุกต์ใช้ในการจัดกเรียนการสอนไม่แตกต่างกัน</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288521 รูปแบบการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงาน ของพนักงานบริษัทแพลนเพ้นท์ จำกัด 2026-04-16T11:35:12+07:00 พระประเทือง ขนฺติโก Kanon_1166@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาสภาพการปฏิบัติงานของพนักงานในสังคมไทยยุคปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาหลักอิทธิบาท 4 ในทางพระพุทธศาสนา 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทแพลนเพ้นท์ จำกัด โดยผลการศึกษาวิจัยสรุปตามวัตถุประสงค์ได้ดังนี้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการทำงานของพนักงานในสังคมไทยยุคปัจจุบัน พบว่า สภาพการทำงานในยุคปัจจุบันกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านครั้งสำคัญ จากเดิมที่มุ่งเน้นเพียงผลผลิตเชิงวัตถุไปสู่การให้ความสำคัญกับ "คุณค่าภายใน" โดยพนักงานยุคใหม่ไม่ได้ต้องการเพียงค่าตอบแทนจากการแลกแรงงาน แต่แสวงหาความหมายของชีวิตและการสร้างประโยชน์ต่อสังคม ภายใต้ความท้าทายของโลกดิจิทัลที่ผันผวน องค์กรจึงต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจากการสั่งการและควบคุม มาเป็นการบริหารแบบองค์รวมที่ดูแลทั้งสุขภาพกาย จิตใจ และปัญญา โดยมีผู้นำเป็นต้นแบบทางคุณธรรมเพื่อผสานเป้าหมายของบุคคลและองค์กรเข้าด้วยกัน 2) อิทธิบาท 4 ในทางพระพุทธศาสนา พบว่า อิทธิบาท 4 มิได้เป็นเพียงหลักธรรมในคัมภีร์แต่เป็นระบบการบริหารงานยุคใหม่ที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นพลวัต เริ่มต้นจาก ฉันทะ ซึ่งเป็นพลังแห่งความรักในงานที่ช่วยเปลี่ยนหน้าที่ให้เป็นความสุข วิริยะ คือความเพียรที่มุ่งเน้นการเข้าถึงแก่นแท้ของงาน จิตตะ คือความรับผิดชอบและสมาธิที่สร้างความรอบคอบท่ามกลางความซับซ้อน และ วิมังสา คือการใช้ปัญญาและวิจารณญาณทบทวนเพื่อการพัฒนาและสร้างสรรค์นวัตกรรม หลักธรรมทั้งสี่นี้จึงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้บุคคลเกิดอิสรภาพทางใจและสามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน 3) รูปแบบการประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 ในการปฏิบัติงานของพนักงานบริษัทแพลนเพ้นท์ จำกัด พบว่า การนำอิทธิบาท 4 มาประยุกต์ใช้ สามารถเปลี่ยนพนักงานให้เป็นผู้ปฏิบัติงานด้วยปัญญาได้อย่างเป็นรูปธรรม เช่น พนักงานแผนกผลิตที่เกิดความภาคภูมิใจในผลงานที่ช่วยสร้างความสวยงามและทนทานให้แก่รถยนต์ของลูกค้า (ฉันทะ) ความอดทนต่อสภาพงานที่จำเจและสารเคมี (วิริยะ) การใช้สมาธิของแผนกบัญชีและไอทีเพื่อลดข้อผิดพลาดในเวลาเร่งรีบ (จิตตะ) และการที่องค์กรเปิดพื้นที่ปลอดภัยให้พนักงานได้กล้าตั้งคำถามเพื่อปรับปรุงระบบให้ทันสมัยและปลอดภัยยิ่งขึ้น (วิมังสา)&nbsp; องค์ความรู้จากการวิจัย พบว่า อิทธิบาท 4 คือฟันเฟืองแห่งปัญญาที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยมีฉันทะเป็นแรงจูงใจ วิริยะเป็นกลไกการพัฒนาทักษะ จิตตะเป็นตัวควบคุมคุณภาพ และวิมังสาเป็นตัวสร้างนวัตกรรม เมื่อองค์กรเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมและเห็นศักยภาพของตนเอง จะก่อให้เกิดความสุขในการทำงานและสร้างความผูกพันต่อองค์กรอย่างเป็นธรรมชาติ โดยไม่ต้องพึ่งพาสิ่งของล่อใจเพียงอย่างเดียว การประยุกต์ใช้หลักธรรมนี้จึงเป็นการประสานความเก่งเข้ากับความดี ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญสูงสุดที่นำไปสู่การเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กรในบริบทสังคมไทย</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288670 วิกฤตโครงสร้างคณะสงฆ์ไทย : พระลด วัดเพิ่ม ในมิติพุทธปรัชญา 2026-04-26T10:55:55+07:00 อำพล บุดดาสาร amponbuddasarn@gmail.com สุธี แก้วเขียว momodorgee007@gmail.com นวลวรรณ พูนวสุพลฉัตร nuanwan.phun@mcu.ac.th ธีร์ธวัช ภูมิประมาณ uthai.phoom66@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงของจำนวนพระภิกษุและจำนวนวัดในประเทศไทย 2) วิเคราะห์ผลกระทบของความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างระหว่างจำนวนพระภิกษุกับจำนวนวัดที่มีต่อคณะสงฆ์และชุมชน และ 3) สังเคราะห์กรอบพุทธปรัชญาในการอธิบายและเสนอแนวทางต่อวิกฤตโครงสร้างคณะสงฆ์ไทย การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสาร โดยใช้ข้อมูลสถิติจากสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติร่วมกับเอกสารวิชาการด้านพระพุทธศาสนา สังคมวิทยาศาสนา และพุทธปรัชญา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ภาวะ “พระลด วัดเพิ่ม” สะท้อนความไม่สมดุลเชิงโครงสร้างของคณะสงฆ์ไทยใน 3 มิติ ได้แก่ กำลังคน การกระจายตัวของพระสงฆ์ และบทบาทของวัดในฐานะสถาบันชุมชน โดยมีปัจจัยสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงค่านิยมการบวช การขยายตัวของการศึกษาสมัยใหม่ การเคลื่อนย้ายประชากรสู่เมือง และข้อจำกัดของการบริหารกิจการคณะสงฆ์ เมื่อวิเคราะห์ผ่านหลักธรรมวินัย อปริหานิยธรรม สังฆสามัคคี ไตรสิกขา และปฏิจจสมุปบาท พบว่า ความมั่นคงของพระศาสนามิได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวัดเป็นสำคัญ หากแต่อยู่ที่คุณภาพของสังฆะ ความต่อเนื่องของการศึกษาและการปฏิบัติ ตลอดจนศักยภาพของวัดในการเกื้อกูลชุมชน บทความเสนอว่า การแก้ปัญหาวิกฤตโครงสร้างคณะสงฆ์ไทยควรมุ่งสู่การบริหารจัดการเชิงระบบ การปฏิรูปการศึกษาคณะสงฆ์ และการฟื้นบทบาทวัดให้เป็นศูนย์กลางทางจิตใจและสังคมอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288748 วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสติสัมปชัญญะ กับการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 2026-04-26T11:08:28+07:00 พระมหาสุเมธ ญาณธโร เทียนศรี wattayomton01@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิดเรื่องสติสัมปชัญญะและหลักสติปัฏฐาน 4 ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา (2) ศึกษาบทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างสติสัมปชัญญะกับกระบวนการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 และ (3) วิเคราะห์บทบาทและความสัมพันธ์ระหว่างสติสัมปชัญญะกับกระบวนการปฏิบัติวิปัสสนาตามหลักสติปัฏฐาน 4 เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร โดยศึกษาจากพระไตรปิฎก อรรถกถา และเอกสารที่เกี่ยวข้อง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องสติสัมปชัญญะและหลักสติปัฏฐาน 4 ปรากฏอย่างเป็นระบบและมีความเป็นเอกภาพในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท โดยสติทำหน้าที่เป็นความระลึกรู้และเครื่องกำกับจิตไม่ให้เผลอไปตามอารมณ์ ขณะที่สัมปชัญญะทำหน้าที่เป็นความรู้ตัวทั่วพร้อม ประกอบด้วยปัญญาที่รู้ชัดในประโยชน์ ความเหมาะสม และความไม่หลงผิดในสภาวธรรม ทั้งสององค์ธรรมนี้ดำเนินไปภายใต้กรอบของสติปัฏฐาน 4 ซึ่งเป็นโครงสร้างการฝึกที่ครอบคลุมกาย เวทนา จิต และธรรม ทำให้การพัฒนาจิตเป็นไปอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ สติสัมปชัญญะมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาในฐานะกลไกกำกับจิตและควบคุมคุณภาพของการภาวนา โดยสติทำหน้าที่กำหนดรู้อารมณ์ปัจจุบัน ส่วนสัมปชัญญะทำหน้าที่กำกับการรู้ให้ถูกต้องตามความเป็นจริง ความสัมพันธ์ระหว่างสติสัมปชัญญะกับสติปัฏฐาน 4 เป็นความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัย กล่าวคือ การเจริญสติปัฏฐานอย่างต่อเนื่องย่อมทำให้สติสัมปชัญญะมีความมั่นคงและละเอียด ขณะเดียวกัน สติสัมปชัญญะที่ตั้งมั่นก็เป็นปัจจัยเกื้อหนุนให้การปฏิบัติสติปัฏฐานดำเนินไปอย่างถูกต้อง ไม่คลาดเคลื่อนจากเป้าหมายแห่งวิปัสสนาภาวนา สติสัมปชัญญะเป็นองค์ธรรมสำคัญที่ทำหน้าที่เป็นกลไกเชิงระบบในการกำกับการรับรู้สภาวธรรม โดยสติทำหน้าที่ระลึกรู้ ขณะที่สัมปชัญญะทำหน้าที่กำกับความรู้ชัดและตรวจสอบความเข้าใจ ทั้งสององค์ธรรมทำงานร่วมกันอย่างเกื้อกูล ส่งผลให้การปฏิบัติมีความต่อเนื่อง ถูกต้อง และลึกซึ้ง สามารถเชื่อมโยงการพิจารณาในสติปัฏฐาน 4 ได้แก่ กาย เวทนา จิต และธรรม ได้อย่างเป็นเอกภาพ นอกจากนี้ ยังเป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเกิดวิปัสสนาญาณตามลำดับ ตั้งแต่นามรูปปริจเฉทญาณจนถึงมรรคญาณ อันเป็นปัญญาสูงสุด และนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายของการปฏิบัติวิปัสสนาภาวนาอย่างแท้จริง</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/289886 วิเคราะห์การเสริมสร้างความมั่นคงทางจิต ในการดำเนินชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 2026-06-15T13:15:14+07:00 พระครูอาจารวิธาน kittimajaiman@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักอริยสัจ 4 ตามแนวพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักอริยสัจ 4 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิต และ 3) เพื่อวิเคราะห์หลักอริยสัจ 4 เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิต การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักอริยสัจ 4 มีลักษณะเป็นระบบจัดการชีวิตและวงจรการแก้ปัญหาเชิงเหตุและผลที่สมบูรณ์ โดยทุกข์ทำหน้าที่เป็นกลไกตระหนักรู้สภาพปัญหาและความไม่สมบูรณ์ของชีวิต สมุทัยทำหน้าที่วิเคราะห์รากเหง้าของปัญหาอันเกิดจากตัณหาและความยึดมั่นถือมั่น นิโรธคือภาวะแห่งความสมดุลและความสงบภายในจากการปล่อยวาง และมรรคคือแนวทางปฏิบัติผ่านอริยมรรคมีองค์ 8 เพื่อพัฒนาความคิด พฤติกรรม และจิตใจ ความสัมพันธ์ระหว่างอริยสัจ 4 ในการดำเนินชีวิต พบบทบาทในระดับบุคคล ช่วยให้ยอมรับความจริง จัดการอารมณ์ ลดความเครียด และสร้างสุขภาวะทางจิต และระดับสังคม ช่วยส่งเสริมความเห็นอกเห็นใจ ลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูลกัน ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวคิดทางจิตวิทยาสมัยใหม่ในการสร้างความยืดหยุ่นทางจิตใจ การวิเคราะห์หลักอิทธิบาท 4 ในการดำเนินชีวิต พบว่าการเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตตามหลักอริยสัจ 4 ที่เชื่อมโยงกระบวนการเข้าด้วยกัน ส่งผลลัพธ์สู่ความมั่นคงยั่งยืน 4 ด้าน ได้แก่ มีสติรู้เท่าทันตนเอง มีปัญญาเข้าใจชีวิตตามจริง มีความสมดุลทั้งกายใจ และมีคุณภาพชีวิตที่สงบมั่นคง และได้ แผนภาพแบบจำลองการเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินชีวิตตามหลักอริยสัจ 4</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/284741 การยกระดับคุณภาพการบริการลูกค้าในยุคดิจิทัลด้วยหลักสังคหวัตถุ 4 2025-11-03T13:38:55+07:00 ธารัส สุทธิคำ Tbfc100@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเสนอแนวทางการยกระดับคุณภาพการให้บริการลูกค้าในยุคดิจิทัล โดยประยุกต์ใช้หลักสังคหวัตถุ <strong>&nbsp;</strong>4 ได้แก่ ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา ซึ่งเป็นหลักธรรมสำคัญของพระพุทธศาสนา สังคหวัตถุ <strong>&nbsp;</strong>4 เน้นการสร้างความสัมพันธ์ที่มั่นคงและการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข เมื่อนำมาบูรณาการเข้ากับทฤษฎีคุณภาพการบริการสากล เช่น SERVQUAL พบว่ามีความสอดคล้องและสามารถเสริมกันได้อย่างลงตัว</p> <p>ผลการศึกษาเชิงวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า “ทาน” สะท้อนถึงการให้บริการที่เกินคาด เช่น การให้ข้อมูลหรือสิทธิพิเศษ, “ปิยวาจา” แสดงออกผ่านการสื่อสารเชิงบวกในช่องทางดิจิทัล, “อัตถจริยา” คือการแก้ปัญหาลูกค้าอย่างเป็นรูปธรรมด้วยเทคโนโลยีที่เหมาะสม, และ “สมานัตตตา” คือการสร้างความเสมอภาคและมาตรฐานเดียวกันแก่ลูกค้าทุกกลุ่ม การประยุกต์ใช้สังคหวัตถุ 4 จึงช่วยเสริมสร้างคุณภาพการบริการทั้งด้านประสิทธิภาพ ความโปร่งใส ความไว้วางใจ และความยั่งยืน ข้อเสนอแนะคือ องค์กรควรนำสังคหวัตถุ <strong>&nbsp;</strong>4 มาเป็นแนวทางในการออกแบบบริการและวัฒนธรรมองค์กร เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าในโลกดิจิทัล อีกทั้งควรมีการศึกษาวิจัยเชิงประจักษ์เพิ่มเติม เพื่อประเมินผลลัพธ์ของการประยุกต์ใช้หลักธรรมดังกล่าวในสาขาธุรกิจบริการที่แตกต่างกัน</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287434 MOOC กับการยกระดับการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างยั่งยืนบนระบบออนไลน์ 2026-03-04T14:14:47+07:00 ประมวลศักดิ์ ดีมี pramuansak.4995@gmail.com เอกลักษณ์ เทพวิจิตร pramuansak.4995@gmail.com พิธพิบูลย์ ทองเกลี้ยง pramuansak.4995@gmail.com รำพึง ชำนาญ pramuansak.4995@gmail.com <p>บทความวิชาการเกี่ยวกับ “MOOC กับการยกระดับการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างยั่งยืนบนระบบออนไลน์” เป็นการอธิบายถึงลักษณะของ MOOC มุ่งเน้นการใช้สื่อออนไลน์และทรัพยากรการเรียนรู้แบบเปิด เพื่อส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างกว้างขวาง ควบคู่กับการเรียนทางออนไลน์ มีบทบาทสำคัญต่อผู้เรียน ผู้สอน และสถาบันการศึกษาในหลายมิติ สำหรับผู้เรียน การเรียนผ่าน MOOC เปิดโอกาสให้เข้าถึงองค์ความรู้ได้อย่างเสรีในการการยกระดับการเรียนการสอนภาษาไทยอย่างยั่งยืนบนระบบออนไลน์ เป็นการอธิบายในเชิงกระบวนการ Four Cs ประกอบด้วย การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการแก้ปัญหา การเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดผ่านการพูด การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ โดยมีความเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น และ การทำงานร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ โดยมีความเปิดกว้าง รับฟังความคิดเห็น เพื่อนำไปสู่แนวทางในการ การจัดการเรียนการสอนภาษาไทยผ่านระบบ MOOC เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนทุกกลุ่ม ในการลดข้อจำกัดด้านโอกาสและความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา นำไปสู่การนำเทคโนโลยีมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยผ่านระบบ MOOC และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนสามารถบริหารจัดการเวลาในการเรียนรู้ได้ตามความพร้อมและความเหมาะสมของตนเอง ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287655 สื่อสังคมออนไลน์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในบริบทสังคมร่วมสมัย 2026-03-11T09:27:18+07:00 ธรรณปพร หงษ์ทอง jinkbsru21@gmail.com ปาณิสรา เบี้ยมุกดา hupanisara@gmail.com วิโรจน์ กองแก้ว wirotekongkaew@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความเรื่อง “สื่อสังคมออนไลน์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในบริบทสังคมร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์สื่อสังคมออนไลน์กับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสารในบริบทสังคมร่วมสมัย ผลการวิเคราะห์สรุปว่าการเปลี่ยนแปลงของภาษาไทยในยุคดิจิทัลต่อบริบทสังคมร่วมสมัยพบการเปลี่ยนแปลง 4 องค์ประกอบดังนี้ 1) การเกิดขึ้นของคำศัพท์ใหม่ 2) การผสมระหว่างภาษาพูดและภาษาเขียน 3) การใช้ภาพและสัญลักษณ์ และ 4) การใช้ภาษาสั้นและกระชับ และพบปัจจัยที่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการใช้ภาษาไทยในสังคมร่วมสมัยดังนี้ 1) การลดทอนมาตรฐานภาษา &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) ความเหลื่อมล้ำทางการสื่อสาร 3) การสูญเสียความหมายเชิงลึก และ 4)&nbsp; การแพร่กระจายของภาษาที่ผิดไวยากรณ์ ในส่วนของผลกระทบของสื่อสังคมออนไลน์ที่มีต่อการใช้ภาษาไทยในบริบทสังคมร่วมสมัย พบว่าส่งผลกระทบดังนี้ 1) <strong>การย่อและการใช้สัญลักษณ์</strong> 2) <strong>การผสมผสานภาษา</strong> 3) <strong>การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประโยค</strong> และ 4) <strong>การสร้างวัฒนธรรมการสื่อสารเฉพาะกลุ่ม</strong> สำหรับแนวทางการพัฒนาและแก้ปัญหาการใช้ภาษาไทยในบริบทสังคมร่วมสมัย บทความนี้ได้เสนอแนวทางไว้ 4 แนวทางดังนี้ 1) <strong>การส่งเสริมการใช้ภาษาไทยมาตรฐานในสื่อการศึกษาและสื่อสาธารณะ </strong>2) <strong>การสร้างความตระหนักรู้ด้านการใช้ภาษา </strong>3) <strong>การพัฒนาสื่อดิจิทัลที่สนับสนุนการเรียนรู้ภาษา</strong> และ 4) <strong>การวิจัยเชิงลึกด้านภาษาศาสตร์สังคม</strong></p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287729 Happiness ความสุขในการทำงานเป็นทีมตามแนวพุทธจิตวิทยา : การบูรณาการอิทธิบาท 4 กับความฉลาดทางอารมณ์ 2026-03-23T09:24:16+07:00 ณัฏฐอัชฌา ศรีเสริมทรัพย์ armstrongrubber2023@gmail.com มั่น เสือสูงเนิน armstrongrubber2023@gmail.com สิริวัฒน์ ศรีเครือดง armstrongrubber2023@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดการปล่อยวางตัวตนตามหลักพุทธจิตวิทยา 2) เพื่อศึกษาอิทธิบาท 4 กับความฉลาดทางอารมณ์ที่เกี่ยวข้องกับการทำงานเป็นทีม และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางสร้างความสุขในการทำงานเป็นทีมในบริบทองค์กรไทย โดยใช้วิธีการศึกษาแบบการวิเคราะห์และสังเคราะห์เชิงแนวคิดจากเอกสารทางพระพุทธศาสนา งานเขียนด้านพุทธจิตวิทยา ตำราและงานวิจัยด้านจิตวิทยาองค์การร่วมสมัย โดยเฉพาะแนวคิดความฉลาดทางอารมณ์ของ Goleman รวมทั้งงานวิจัยเชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า บทความนี้ตั้งอยู่บนฐานคิดว่าความทุกข์ในการทำงานเป็นทีมส่วนใหญ่มิได้เกิดจากเนื้องานล้วน ๆ แต่เกิดจากการยึดมั่นในอัตตาตัวตน การบูรณาการอิทธิบาท 4 อันเป็นหลักธรรมแห่งความสำเร็จ เข้ากับความฉลาดทางอารมณ์อันเป็นทักษะจิตวิทยาร่วมสมัย จะช่วยสร้างเงื่อนไขให้ทีมค่อย ๆ ปล่อยวางอัตตาและพบความสุขในการทำงานร่วมกัน ผลการศึกษา พบว่า เมื่อฉันทะบูรณาการกับแรงจูงใจภายในและความเข้าอกเข้าใจ ทีมจะมุ่งภารกิจร่วมโดยไม่แย่งความดีความชอบ เมื่อวิริยะผสานกับการจัดการตนเอง ทีมจะเพียรร่วมกันอย่างสมดุลโดยไม่แข่งขันจนหมดแรง เมื่อจิตตะเสริมด้วยการตระหนักรู้ตนเอง ทีมจะทำงานอย่างมีสติและรู้เท่าทันอีโก้ที่แทรกแซง และเมื่อวิมังสาหนุนด้วยทักษะทางสังคม ทีมจะเรียนรู้ร่วมกันอย่างเปิดเผยโดยไม่ปกป้องตัวตน </p> <p>กล่าวโดยสรุป การบูรณาการอิทธิบาท 4 กับความฉลาดทางอารมณ์เป็นแนวทางที่ช่วยอธิบายและส่งเสริมความสุขในการทำงานเป็นทีมตามแนวพุทธจิตวิทยาได้อย่างเป็นรูปธรรม ทั้งในมิติของการพัฒนาจิตใจ การพัฒนาทักษะทางอารมณ์ และการสร้างบรรยากาศการทำงานที่เกื้อกูลต่อกันในองค์กรไทย </p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288671 การจัดการเรียนรู้ตามหลักภาวนา 4 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 2026-04-26T11:04:24+07:00 พระมหาทองจันทร์ กิตฺติปาโล (กิ่งเกษ) thongchan_28@hotmail.com <p>บทความวิชาการเรื่อง “การจัดการเรียนรู้ตามหลักภาวนา 4 สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย” นำเสนอแนวทางการพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมในยุคโลกาภิวัตน์และยุคดิจิทัล ที่สังคมกำลังเผชิญวิกฤติความไม่สมดุลจากการมุ่งเน้นความเจริญทางวัตถุจนละเลยการพัฒนาจิตใจและคุณธรรม ส่งผลให้เยาวชนประสบปัญหาสุขภาพจิต ความเครียด และการขาดทักษะชีวิต ขณะที่ระบบการศึกษาไทยยังคงยึดติดการเรียนการสอนแบบท่องจำและเน้นผลสัมฤทธิ์ทางวิชาการเพียงอย่างเดียว บทความนี้จึงนำเสนอการบูรณาการหลักภาวนา 4 จากพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งประกอบด้วย กายภาวนา (การพัฒนากายและอินทรีย์สังวร) ศีลภาวนา (การพัฒนาพฤติกรรมและความรับผิดชอบต่อสังคม) จิตตภาวนา (การพัฒนาจิตใจให้มีคุณภาพ สมรรถภาพ และสุขภาพจิตที่ดี) และปัญญาภาวนา (การพัฒนาปัญญาผ่านจินตามยปัญญา สุตมยปัญญา และภาวนามยปัญญา) มาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนรู้สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โดยคำนึงถึงบริบทยุคดิจิทัลและลักษณะพัฒนาการของผู้เรียนในวัยนี้ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีความสมบูรณ์ทั้งกาย จิตใจ คุณธรรม และปัญญา สามารถดำรงชีวิตอย่างมีความสุข มีความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม และพร้อมเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคต ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิดการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมในการศึกษาสมัยใหม่</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/288762 โหราศาสตร์ในพระไตรปิฎก 2026-04-27T10:06:58+07:00 พระมหาบุญรุ่ง สิริโชติ rungring19@gmail.com พระศรีสุทธิเวที ขวัญ แดงหน่าย khwan.dae@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับโหราศาสตร์ที่ปรากฏในพระไตรปิฎก โดยเปรียบเทียบกับหลักวิชาโหราศาสตร์ไทยที่มีการปฏิบัติสืบทอดกันมา การศึกษาครั้งนี้ได้ทำการสำรวจพระไตรปิฎกทั้งพระวินัยปิฎก พระสุตตันตปิฎก และพระอภิธรรมปิฎก เพื่อค้นหาข้อความที่เกี่ยวข้องกับการทำนาย ดูดวง และโหราศาสตร์ในรูปแบบต่างๆ ผลการศึกษาพบว่า พระพุทธเจ้าทรงมีพระดำรัสที่กล่าวถึงโหราศาสตร์ในหลายแง่มุม โดยเฉพาะในพระวินัยปิฎกและทีฆนิกาย ที่ระบุถึงการ พยากรณ์ลักษณะต่างๆ ที่พระภิกษุไม่ควรประกอบ อย่างไรก็ตามพระพุทธศาสนาไม่ได้ปฏิเสธ การมีอยู่ของปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ แต่เน้นที่การไม่ยึดติดและการพึ่งพาตนเอง บทความนี้จะนำเสนอ การวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างโหราศาสตร์ที่กล่าวถึงในพระไตรปิฎกกับโหราศาสตร์ไทยที่นิยมปฏิบัติในปัจจุบัน พร้อมทั้งชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์และความแตกต่างระหว่างความเชื่อทั้งสองระบบ</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/289512 คุณค่าทางจริยธรรมของจิตอาสา : การสร้างแรงบันดาลใจและแนวทางการทำงาน ของมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐมด้วยหลักธรรมทางพุทธศาสนา 2026-06-05T14:04:42+07:00 ภานุมาตร์ เนโส mcupali001@gmail.com พระมหาอุดร สุทฺธิญาโณ Chonlapat_1969@hotmail.com ธีร์ธวัช ภูมิประมาณ acting.lt.theethawat@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิเคราะห์คุณค่าทางจริยธรรมของจิตอาสาในภารกิจกู้ภัย ของมูลนิธิสุขศาลานุเคราะห์นครปฐม โดยบูรณาการหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เป็นกรอบอธิบายและแนวทางปฏิบัติ ใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร โดยสังเคราะห์ข้อมูลจากพระไตรปิฎก อรรถกถา ตำราพุทธศาสตร์ และเอกสารขององค์กร ผลการศึกษาพบว่า (1) หลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ เมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ทำหน้าที่เป็นรากฐานทางจริยธรรม ที่หล่อหลอมความเอื้ออาทร และความเป็นธรรมในการช่วยเหลือ (2) หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา เป็นพลังขับเคลื่อนภายในที่ยกระดับประสิทธิภาพ การโฟกัสงาน และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง และ (3) หลักบารมี 10 โดยเฉพาะทาน ขันติ สัจจะ อธิษฐาน และเมตตา เป็นเสาหลักของอุปนิสัย อาสาสมัครที่เสียสละ &nbsp;ซื่อสัตย์ และยืนหยัดต่ออุปสรรค การบูรณาการหลักธรรมทั้งสามหมวด ก่อให้เกิดผลเชิงระบบ ได้แก่ การตัดสินใจ ฉุกเฉินบนฐานสติและปัญญา ความรับผิดชอบและความโปร่งใส การทำงานเป็นเครือข่ายกับภาคส่วนต่าง ๆ และการเสริมพลังชุมชนอย่างยั่งยืน ผู้เขียนเสนอกรอบแนวคิด "3C Framework" สำหรับงานจิตอาสากู้ภัย ได้แก่ Compassion (พรหมวิหาร 4), Capability (อิทธิบาท 4) และ Character (บารมี 10) ซึ่งเป็นทั้งเข็มทิศเชิงจริยธรรม และแนวทางปฏิบัติที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจ ความยืดหยุ่นทางใจ และความยั่งยืนของภารกิจ ตลอดจนยกระดับ ความไว้วางใจของสังคมต่อองค์กรกู้ภัย</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/284724 แนวทางการพัฒนาอินทรีย์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ 2025-11-03T13:36:40+07:00 พระวีรวัฒน์ ปริชาโน สมร่าง Weerawat.parichano.1987@gmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ การพัฒนาด้านอินทรีย์สามารถทำได้โดยมุ่งเน้นไปที่การสร้างสมดุลและความสงบจากภายใน&nbsp;แนวทางการพัฒนาอินทรีย์เพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิตด้านจิตใจ ในด้านการจัดการอารมณ์และความเครียด (สุขภาพจิตที่ดี) โดยการพัฒนาสตินทรีย์ และ สมาธินทรีย์ ซึ่งจะทำให้เกิดความสำรวมระวังอินทรีย์ ไม่ให้จิตถูกกิเลสครอบงำ ทำให้ความเครียด ความวิตกกังวลลดลง ในด้านความสำเร็จในการงานและชีวิต โดยอาศัยวิริยินทรีย์ที่สมดุลกับสมาธินทรีย์ จะช่วยให้เกิดความเพียรที่ถูกต้อง ไม่ท้อถอยต่อความยากลำบาก การตัดสินใจที่ดี โดยมีปัญญินทรีย์ที่แก่กล้า ทำให้เกิดความรู้แจ้งเห็นจริง สามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ด้วยเหตุผล รู้เท่าทันโลกและชีวิตตามความเป็นจริง นำไปสู่การตัดสินใจและการแก้ปัญหาที่ถูกต้อง ในด้านความมั่นคงทางจิตใจ โดยการพัฒนาสัทธินทรีย์ (ความเชื่อมั่นที่ถูกต้อง) ที่ทำให้จิตใจไม่หวั่นไหวไปตามคำยุยงหรือความเชื่อที่ผิด ๆ เมื่อเกิดปัญหาก็ยังคงมีความเชื่อมั่นในคุณธรรมและการปฏิบัติที่ตนเองยึดถือ</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Palisueksabuddhaghosa/article/view/287684 รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระธรรมทูตสาย อินเดีย-เนปาลตามหลักพุทธจิตวิทยา 2026-03-16T13:27:57+07:00 พระวัชรพล โฆษธมฺโม maijimfaan@hotmail.com <p>งานดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาลตามหลักพุทธจิตวิทยา” เป็นผลงานวิจัยของพระครูนรนาถเจติยาภิรักษ์ (สมพงศ์ ญาณธีโร) นิสิตระดับปริญญาเอก หลักสูตรพุทธศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาพุทธจิตวิทยา ของบัณฑิตวิทยาลัย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช 2561 ซึ่งมีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1.เพื่อศึกษาการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล 2.เพื่อสร้างรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระธรรมทูตไทยสายอินเดีย-เนปาล 3.เพื่อนำเสนอรูปแบบการเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาลตามหลักพุทธจิตวิทยา ผู้วิจัยมีความสนใจในเรื่องการเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูต สายอินเดีย-เนปาล เนื่องจากผู้วิจารณ์ได้ผ่านการอบรมหลักสูตรและเคยปฏิบัติหน้าที่พระธรรมทูตสายอินเดีย-เนปาล จึงมีความสนใจศึกษาเพื่อทบทวนวรรณกรรม ได้เห็นแนวทางที่เป็นประโยชน์นำมาต่อยอดเป็นแนวคิดในการทำวิจัยและมีข้อสังเกตอยู่หลายๆ ประเด็น จึงได้นำงานดุษฎีนิพนธ์ทางพระพุทธศาสนาเรื่องนี้มาวิจารณ์ซึ่งมีประเด็นที่น่าสนใจตามโครงสร้างของดุษฎีนิพนธ์โดยภาพรวมประกอบไปด้วย บทที่ 1 บทนำเรื่อง ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง มุ่งเน้นศึกษาไปที่การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเชิงรุกของพระธรรมทูต บทที่ 3 วิธีการดำเนินการวิจัย บทที่ 4 ผลการวิจัย และบทที่ 5 สรุปผลการวิจัยและข้อเสนอแนะ ซึ่งดุษฎีนิพนธ์นี้มีจำนวน 91 หน้า (ไม่รวมภาคผนวก) ดุษฎีนิพนธ์นี้เป็นการวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้การศึกษาภาคสนาม (Field Study)</p> 2026-08-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร บาฬีศึกษาพุทธโฆสปริทรรศน์