วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa
<p><strong>วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ ISSN 2539-5807 (Print) และ ISSN 2985-1785 (Online) รับตีพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความงานสร้างสรรค์ และบทความปริทัศน์ในสาขาวิชาปรัชญากลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เน้นสาขาวิชาด้านศิลปวัฒนธรรม อาทิ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ อาทิ การจัดการเรียนรู้ การสอน การวัดและการประเมินผลทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการบูรณาการศิลปวัฒนธรรมข้ามศาสตร์ </strong></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong> : </strong>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารฯ จะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็น ทบทวน และตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ ความถูกต้อง เหมาะสมทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อบทความ ในรูปแบบพิชยพิจารณ์ (Peer-Review) ก่อนลงตีพิมพ์ และเป็นการประเมินแบบการปกปิดสองทาง (Double-Blind Review) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความลำเอียงหรืออคติหรือเรียกรับผลประโยชน์ใดใด ทั้งนี้หากผู้ประเมินบทความมีข้อเสนอแนะให้ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมหรือแก้ไขบทความ ผู้เขียนบทความจะต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับผลการประเมิน จากนั้นบรรณาธิการจะพิจารณารับหรือปฏิเสธในขั้นตอนสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุด กระบวนการพิจารณาบทความจนถึงการเผยแพร่วารสาร ใช้เวลาประมาณ 12-22 สัปดาห์</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong> : </strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong> : </strong>วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท </p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท </p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 4,500 บาท</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong><strong> : </strong>สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม</p>
สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
th-TH
วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ
2539-5807
<p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สบศ.</p>
-
สัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ ในวิถีชีวิตชนบท
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/275428
<p> การสร้างสรรค์ผลงานภายใต้หัวข้อ “สัญลักษณ์ของการดำรงอยู่ ในวิถีชนบท” มีจุดมุ่งหมายเพื่อสร้างสรรค์ผลงานที่ได้รับแรงบันดาลใจจากการใช้ชีวิตในชนบท ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจสำคัญต่อการซึมซับและประจักษ์ทางความงาม รวมถึงสภาพแวดล้อมในชนบท ผ่านข้าวของเครื่องใช้ในการทำเกษตรกรรม ซึ่งปรากฏให้เห็นถึงร่องรอย รูปทรง พื้นผิว ก่อเกิดเป็นสัญลักษณ์บอกเล่าถึงการดำรงอยู่และกาลเวลาที่ผ่านไป ปรากฏเป็นความงาม ก่อเกิดเป็นคุณค่าและสุททรียภาพที่สงบ อิ่มเอม และงดงาม อันเป็นการถ่ายทอดความรู้สึก ปีติยินดี และมโนภาพที่มีต่อวิถีชีวิตชนบท ก่อเกิดเป็นทัศนคติถึงการเปลี่ยนแปลงกาลเวลาร่วมกับการดำรงชีวิตประจำวันท่ามกลางธรรมชาติในชนบท โดยถ่ายทอดผ่านผลงานจิตรกรรม นำมาถ่ายถอดมิติทางการเห็นเพื่อสะท้อนให้เห็นถึงความงามในวิถีชีวิตชนบท</p>
ธนันท์ กลิ่นตปนียกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
185
201
-
การเบิกหน้าพระ (ไหว้ครู) หนังใหญ่: มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่การแสดงเบิกโรงสร้างสรรค์ชุด “หนังใหญ่นาฏกรรมอำนวยพร”
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/279198
<p> การเบิกหน้าพระ (ไหว้ครู) หนังใหญ่ มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม สู่การแสดงเบิกโรงสร้างสรรค์ชุด “หนังใหญ่ นาฏกรรมอำนวยพร” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นมา รูปแบบ ขั้นตอน และองค์ประกอบการเบิกหน้าพระ (ไหว้ครู) หนังใหญ่เพื่อนำมาเป็นข้อมูลพื้นฐานในการสร้างสรรค์การแสดงเบิกโรงหนังใหญ่ชุด “หนังใหญ่นาฏกรรมอำนวยพร”</p> <p> การเบิกหน้าพระ คือการไหว้ครูก่อนการแสดงหนังใหญ่ โดยจะตั้งเครื่องบัดพลีถวายตามโบราณเพื่อสวัสดิมงคลของผู้แสดง พิธีไหว้ครูเริ่มด้วยการเชิญหนังครู 3 ตัว คือ ตัวฤๅษีอยู่กลางระหว่างพระนารายณ์และพระอิศวร วางไว้หน้าจอ เมื่อตั้งตัวหนังเตรียมเครื่องบัดพลี คนเชิดหนังจะเข้ามานั่งบริเวณปรัมพิธีซึ่งอยู่หน้าจอหนัง หัวหน้าคณะจะเป็นผู้เริ่มต้นทำพิธี เริ่มด้วยจุดเทียน 3 ดอก ไปปักที่ตัวหนังครูทั้ง 3 ตัว และส่งเทียนให้หัวหน้าวงปี่พาทย์ 1 เล่ม เพื่อให้ไปปักที่ตะโพน จากนั้นหัวหน้าคณะ จะกล่าวเชิญเทพยดาและบริวารที่ประจำทิศทั้งสิบทิศมาสถิตยังบริเวณที่แสดง หลังจากกล่าวเชิญเทพยดาจบ ก็จะโห่ 3 ครั้ง จากนั้นคนพากย์ก็ว่าบทไหว้ครู 3 ตอน หรือที่เรียกว่า 3 ทวย ตอนนี้คนเชิดจะออกมาเชิดหนังเจ้าทั้ง 2 องค์ ส่วนตัวฤๅษีจะเชิญกลับไปไว้ที่เตรียมไว้ ซึ่งอยู่หน้าจอหนัง เมื่อคนพากย์ว่าจบทวยหนึ่ง พิณพาทย์ก็ทำเพลงเชิดทีหนึ่ง จนครบ 3 ทวย เมื่อคนพากย์ พากย์บทไหว้ครูทั้ง 3 ทวย จบแล้ว หัวหน้าคณะจะเจิมหนังเจ้า และเชิดหนังไปเก็บไว้ในโรง เป็นอันเสร็จพิธีไหว้ครู และจะต่อด้วยการแสดงเบิกโรง</p> <p> การแสดงเบิกโรงหนังใหญ่ชุด หนังใหญ่นาฏกรรมอำนวยพร มีหลักและวิธีการประดิษฐ์กระบวนท่ารำโดยคำนึงถึงหลักการเชิด และท่าเต้นของการเล่นหนังใหญ่ โดยแบ่งการประดิษฐ์ท่ารำออกเป็น 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การประดิษฐ์ท่ารำออกสู่ด้านหน้าเวทีด้วยเพลงหน้าพาทย์เหาะ เปรียบเสมือนเป็นการเดินทางของเหล่าเทวดา นางฟ้ามาชุมนุมกัน ขั้นตอนที่ 2 การประดิษฐ์ท่ารำประกอบบทร้อง ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 การรำประกอบบทร้องด้วยการพากย์รถซึ่งใช้การประพันธ์รูปแบบฉันทลักษณ์ประเภทกาพย์ฉบัง 16 และช่วงที่ 2 การรำประกอบบทร้องในเพลงเวสสุกรรมโดยใช้การประพันธ์รูปแบบฉันทลักษณ์ประเภท กาพย์ยานี 11 ขั้นตอนที่ 3 การประดิษฐ์ท่ารำและการแปรแถวในทำนองเพลงเร็ว แสดงให้เห็นถึงการจับระบำของเหล่าเทวดา นางฟ้า นอกจากนี้ยังได้นำนาฏยศัพท์สำหรับการแสดงนาฏศิลป์ไทยมาสอดแทรกและเป็นต้นแบบในการคิดประดิษฐ์ท่ารำด้วย</p> <p> จากการสร้างสรรค์การแสดง พบองค์ความรู้ใหม่ 3 ประเด็นคือ 1. การเบิกหน้าพระเป็นระบบความหมายที่แปลงเป็นโครงสร้างนาฏกรรมได้ โดยมีมิติของความศักดิ์สิทธิ์ความเป็นครู การอัญเชิญเทพ และการอำนวยพร เป็นแกนกลางของการประพันธ์บทดนตรี ท่ารำ และการเชิดหนัง 2. การร่ายรำของผู้เชิดหนังใหญ่ โดยเฉพาะตัวหนังที่เป็นนางฟ้า สามารถปฏิบัติท่ารำตามแบบนาฏยศัพท์ “ตัวนาง” ได้ เช่น ประเท้า ก้าวข้าง ก้าวหน้า กระดกเสี้ยว ซึ่งเป็นความแปลกใหม่ที่เกิดขึ้นในการเชิดหนังใหญ่ 3. การบรรจุเพลงร้องในการเบิกโรงหนังใหญ่ เป็นเรื่องที่สามารถทำได้โดยไม่ผิดจารีตเดิม</p>
นิติพงษ์ ทับทิมหิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
202
214
-
การพัฒนากิจกรรมการแสดงละครเพื่อการศึกษา เรื่องนาฏยศัพท์ สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/276771
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากิจกรรมการแสดงละครเพื่อการศึกษาเรื่องนาฏยศัพท์โดยใช้วรรณคดี เรื่องพระอภัยมณี ตอนสุดสาครเข้าเมืองการะเวกเป็นฐานสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราชให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 85/85 2) เปรียบเทียบทักษะการปฏิบัตินาฏยศัพท์ของนักเรียนหลังการเรียนด้วยกิจกรรมการแสดงละครดังกล่าวกับเกณฑ์ที่ร้อยละ 70 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียน เรื่องนาฏยศัพท์ด้วยกิจกรรมการแสดงละครเพื่อการศึกษา กลุ่มเป้าหมายในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 45 คน ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 วิทยาลัยนาฏศิลปนครศรีธรรมราช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยกิจกรรมการแสดงละคร แผนการจัดการเรียนรู้ แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และแบบประเมินความพึงพอใจ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย (µ) และค่าดัชนีประสิทธิภาพ (E1/E2) ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการแสดงละครเพื่อการศึกษามีประสิทธิภาพที่ 90.1/88.5 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 2) ทักษะการปฏิบัตินาฏยศัพท์หลังเรียนด้วยกิจกรรมการแสดงละครเท่ากับร้อยละ 88.5 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ที่ร้อยละ 70 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการเรียนในระดับมากที่สุด (µ = 4.73)</p>
ศิรินญา แสงสุวรรณ
คณากร ตะนาวศรี
อารียา เมฆเรือง
กฤษณะ สายสุนีย์
เกวริฐา รองพล
พิษณุ กันภัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
52
68
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติสแนร์ดรัมตามแนวคิดซิมพ์ซัน รายวิชาทักษะดนตรีสากล 1 สำหรับนักศึกษาปริญญาตรี สาขาวิชาดนตรีสากลชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/281047
<p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและหาประสิทธิภาพกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติสแนร์ดรัมตามแนวคิดของซิมพ์ซัน รายวิชาทักษะดนตรีสากล 1 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Research) มีเครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ course syllabus รายวิชาทักษะดนตรีสากล 1 และแบบสอบถามความพึงพอใจ โดยมีกลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 สาขาวิชาดนตรีสากล วิชาเอกเครื่องกระทบ จำนวน 4 คน ปีการศึกษา 1/2567 นำข้อมูลที่รวบรวมได้จากเอกสาร/วรรณกรรม/แบบสอบถาม/อื่น ๆ มาวิเคราะห์แบบเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติสแนร์ดรัมตามแนวคิดของซิมพ์ซัน รายวิชาทักษะดนตรีสากล 1 สำหรับนักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 1 วิทยาลัยนาฏศิลปกาฬสินธุ์ ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 โดยแบ่งหน่วยการเรียนรู้ออกเป็น 4 หน่วยการเรียนรู้ ซึ่งได้นำคำอธิบายรายวิชามาสร้างเป็นหน่วยการเรียนรู้และผสมผสานแนวคิดของซิมพ์ซัน ซึ่งช่วยให้พัฒนานักศึกษาเป็นขั้นตอนและมีพัฒนาการที่ดีขึ้นชัดเจน ซึ่งกิจกรรมการเรียนรู้มีประสิทธิภาพ 84.68/81.25 ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) การศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ทักษะปฏิบัติสแนร์ดรัมตามแนวคิดของซิมพ์ซัน มีค่าเฉลี่ย (μ) เท่ากับ 4.57 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation" />) เท่ากับ 0.43 หมายความว่า ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ ทักษะปฏิบัติสแนร์ดรัมตามแนวคิดของซิมพ์ซันอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
ชานนท์ จงจินากูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
69
81
-
กลยุทธ์การขับเคลื่อนและการพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 บ้านห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/286221
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนากลยุทธ์การขับเคลื่อนและพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนเทศบาล 5 บ้านห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี 2) พัฒนากลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน และ 3) ศึกษาผลการพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) ตามแนวคิดของ Kemmis and McTaggart กลุ่มเป้าหมายทั้งหมดเป็นบุคลากรในโรงเรียนเทศบาล 5 บ้านห้วยทรายใต้ อำเภอชะอำ จังหวัดเพชรบุรี ที่นับจำนวนได้แน่นอน (Finite population) ทั้งหมด ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2568 ได้แก่ 1) ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 2 คน 2) ครูผู้สอน จำนวน 22 คน 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 109 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คู่มือการใช้กลยุทธ์การขับเคลื่อนและพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน และแบบประเมินคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>กลยุทธ์การขับเคลื่อนและพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงของนักเรียน โรงเรียนเทศบาล 5 บ้านห้วยทรายใต้ มี 4 กลยุทธ์ ได้แก่ 1) กลยุทธ์การมีส่วนร่วม 2) กลยุทธ์การเสริมพลังอำนาจ 3) กลยุทธ์การบูรณาการ และ 4) กลยุทธ์การทำงานเป็นทีม</li> <li>กลยุทธ์การพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของนักเรียน ได้แก่ กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน จำนวน 12 แผน รวม 24 ชั่วโมง แบ่งออกเป็น 4 ฐานการเรียนรู้ ได้แก่ ฐานศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน ฐานสะเต็มแบบพอเพียง ฐานประดิษฐ์แบบพอเพียง และฐานเกษตรพอเพียง</li> <li>ผลการพัฒนาคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียง พบว่า ก่อนการใช้กลยุทธ์การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบกิจกรรมเป็นฐาน นักเรียนมีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงก่อนการใช้กลยุทธ์ในภาพรวมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.64 คิดเป็นร้อยละ 54.67 และมีคุณลักษณะอยู่อย่างพอเพียงในภาพรวมอยู่ในระดับดีเยี่ยม โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.53 คิดเป็นร้อยละ 84.33 ภายหลังการใช้กลยุทธ์เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความพอประมาณเพิ่มจากระดับดีเป็นดีเยี่ยม ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 2.14 เพิ่มเป็น 2.86 โดยมีร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 24.00 ด้านความมีเหตุผลเพิ่มจากระดับผ่านเป็นดี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 1.40 เพิ่มเป็น 2.38 โดยมีร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 32.67 และด้านภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีเพิ่มจากระดับผ่านเป็นดี ค่าเฉลี่ย 1.37 เพิ่มเป็น 2.35 โดยมีร้อยละความก้าวหน้าเท่ากับ 32.67</li> </ol>
สิริศักดิ์ อยู่เป็นสุข
เอื้อมพร โตภาณุรักษ์กุล
กาญจนา บุญส่ง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
83
100
-
การพัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องสายไทย โดยใช้หลักการแอคทีฟเลินนิ่งร่วมกับแนวคิดการสอนของซิมพ์ซัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชินี กรุงเทพมหานคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/285958
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาทักษะการปฏิบัติเครื่องสายไทยโดยใช้หลักการแอคทีฟเลินนิ่งร่วมกับแนวคิดการสอนของซิมพ์ซัน ผ่านเกณฑ์คะแนนร้อยละ 70 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาดนตรีไทย ก่อนและหลังเรียนโดยใช้หลักการแอคทีฟเลินนิ่งร่วมกับแนวคิดการสอนของซิมพ์ซัน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนราชินี จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่ายโดยการจับฉลาก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้แบบแอคทีฟเลินนิ่งตามแนวคิดของซิมพ์ซัน และแบบประเมินทักษะการปฏิบัติเครื่องสายไทย ซึ่งผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (IOC) จากผู้เชี่ยวชาญ และหาค่าความเชื่อมั่นด้วยวิธีสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test แบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนร้อยละ 97.15 ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 70 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด สะท้อนว่ากระบวนการสอนแบบแอคทีฟเลินนิ่งมีประสิทธิภาพและส่งผลต่อพัฒนาการครบทุกลำดับขั้นของพฤติกรรมพิสัยของซิมพ์ซัน 2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยมีค่า t = 19.99 และค่า p < .001 แสดงว่ากระบวนการเรียนรู้ช่วยพัฒนาความเข้าใจและทักษะการปฏิบัติได้อย่างชัดเจน</p>
ณัฐนันท์ พรรณโภชน์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
101
115
-
การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ ของนักศึกษาครู สาขาวิชาศิลปศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/286259
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพของกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครู สาขาวิชาศิลปศึกษา ตามเกณฑ์ 80/80 2) ศึกษาความรู้ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ และ 4) ศึกษาความพึงพอใจที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้ กลุ่มเป้าหมายคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีชั้นปีที่ 3 หลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาศิลปศึกษา วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 20 คน ซึ่งได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัยคือ แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบความรู้ความเข้าใจ แบบประเมินทักษะและแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและค่าประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า 1) การพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิด TPACK เพื่อส่งเสริมทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ของนักศึกษาครู สาขาวิชาศิลปศึกษา มีประสิทธิภาพนวัตกรรม (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 82.16/81.17 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 2) นักศึกษามีความรู้ความเข้าใจด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด คิดเป็นร้อยละ 81.17 3) นักศึกษามีทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการจัดการเรียนรู้ โดยการประเมินตนเองอยู่ในระดับดีเยี่ยม (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\mu&space;&space;&space;" alt="equation" /> =4.53, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation" />=0.50) และอาจารย์ผู้สอนประเมินอยู่ในระดับดีมาก (ร้อยละ 89.59) และ 4) นักศึกษามีความพึงพอใจ ที่มีต่อกิจกรรมการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\mu&space;&space;&space;" alt="equation" /> =4.53, <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\sigma&space;" alt="equation" /> =0.54)</p>
กานต์ศิวกร คำวิเศษธนธรณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
116
137
-
การศึกษาเพลงรำโทนของชาวไทยทรงดำ หมู่บ้านตลาดควาย อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/287900
<p> บทความวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ระดับปริญญามหาบัณฑิตเรื่อง “โครงสร้างและองค์ประกอบทางดนตรีเพลงรำโทนในวัฒนธรรมของชาวไทยทรงดำ อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาโครงสร้างและองค์ประกอบทางดนตรีของเพลงรำโทน ผู้วิจัยกำหนดพื้นที่ศึกษาเป็นพื้นที่ตั้งถิ่นฐานของชาวไทยทรงดำ หมู่ 5 หมู่บ้านตลาดควาย อำเภอจอมบึง จังหวัดราชบุรี งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลและเรียบเรียงด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ ผู้วิจัยได้กำหนดกลุ่มผู้เข้าร่วมการวิจัยแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์เชิงลึก แบบสังเกตแบบมีส่วนร่วม และแบบสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วมทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีพรรณนาวิเคราะห์ตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย โดยนำข้อมูลมาแยกแยะประเด็นการศึกษา ใช้ทฤษฎีดนตรีสากลในการวิเคราะห์โครงสร้างและองค์ประกอบทางดนตรีด้านต่าง ๆ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า โครงสร้างของเพลงรำโทนมีลักษณะเป็นเพลงท่อนเดียวเป็นส่วนมาก มีวลีทั้งหมดประมาณ 4 – 6 วลี ส่วนเพลงรำโทนที่มีหลายท่อน สามารถแบ่งท่อนเพลงออกมาได้ทั้งหมด 4 ท่อน มีวลีทั้งหมดประมาณ 6 – 9 วลี ในส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีด้านรูปแบบนั้น ส่วนใหญ่เป็นเพลงรูปแบบท่อนเดียว ส่วนเพลงที่เป็นเพลงรูปแบบหลายท่อน คือ 4 ท่อน ในส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีด้านทำนองนั้นใช้บันไดเสียงแตกต่างกันในแต่ละเพลง ช่วงเสียงของเพลงอยู่ประมาณ C#4 – G#5 ส่วนมากเคลื่อนที่ในลักษณะข้ามขั้นขึ้นหรือลงเป็นคู่ 2 เมเจอร์ และคู่ 3 ไมเนอร์ ถัดมา คือ คู่ 1 เพอร์เฟกต์หรือการซ้ำโน้ตเสียง ในส่วนขององค์ประกอบทางดนตรีด้านจังหวะ กระสวนจังหวะในหลายจุดนั้นมีลักษณะกระสวนจังหวะที่ซ้ำ จังหวะของเครื่องดนตรีนั้นทุกเพลงมีลักษณะจังหวะที่คง ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลงจังหวะจนจบเพลง ยกเว้นเพลง“ยามราตรี” ที่มีการเปลี่ยนแปลงลักษณะการตีกลอง อัตราความเร็วของเพลงรำโทนส่วนใหญ่อยู่ที่ 71 – 77 ในส่วนของคำร้องนั้น มีลักษณะการร้องแบบธรรมดาเป็นส่วนมากและใช้การร้องเอื้อนเป็นบางช่วง ความสัมพันธ์ระหว่างทำนองและคำร้องมีลักษณะการใช้ 1 พยางค์ต่อ 1 ตัวโน้ตเป็นส่วนมาก การสัมผัสของคำร้องนั้นมีทั้งการสัมผัสในวลีและการสัมผัสระหว่างวลี</p>
ศุภณัฐ รัตนะนิล
ณรงค์ชัย ปิฎกรัชต์
ณัฐชยา นัจจนาวากุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
138
153
-
องค์ประกอบและแนวทางของการเป็นองค์กรแห่งความสุข ของสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้สถานการณ์พลิกโฉมทางการศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/268526
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบของการเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้สถานการณ์พลิกโฉมทางการศึกษา และ 2) เสนอแนวทางในการสร้างองค์กรแห่งความสุขของสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยศึกษาจากเอกสาร แนวคิด ทฤษฎี และข้อมูลเชิงประจักษ์จากการสัมภาษณ์เชิงลึก รวมถึงการสนทนากลุ่มผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 10 คน ซึ่งผู้บริหารมีคุณลักษณะสำคัญ ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ ภาวะผู้นำเชิงเปลี่ยนแปลง ความสามารถในการสื่อสาร การสร้างการมีส่วนร่วม และการส่งเสริมบรรยากาศการทำงานเชิงบวก จากนั้นพัฒนาเป็นแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่าเกี่ยวกับองค์กรแห่งความสุข เพื่อสอบถามบุคลากรและผู้บริหารสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 400 คน จาก 18 สถาบัน โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ ตรวจสอบองค์ประกอบด้วยวิธีวิทยาวิจัยสามเส้าด้านข้อมูล และยืนยันร่างแนวทางด้วยการสนทนากลุ่มผลการวิจัยพบว่า การเป็นองค์กรแห่งความสุขของสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภายใต้สถานการณ์พลิกโฉมทางการศึกษา มี 9 องค์ประกอบ 75 ตัวบ่งชี้ ได้แก่ 1) การดูแลรักษาสุขภาพกายและใจให้แข็งแรง 2) การแสดงความเมตตากรุณาและแบ่งปันให้กับผู้อื่น 3) การมีเวลาพักผ่อนและทำกิจกรรมที่ช่วยลดความเครียด 4) การมีศาสนาและจริยธรรมเป็นแนวทางในการดำเนินชีวิต 5) การบริหารจัดการการเงินที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ 6) การเรียนรู้และพัฒนาทักษะใหม่ ๆ อย่างต่อเนื่อง 7) การมีความสัมพันธ์ที่ดีกับครอบครัวและการสนับสนุนซึ่งกันและกัน 8) การสร้างและรักษาความสัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและสังคมรอบข้าง และ 9) การมีสังคมแห่งการสนับสนุนและเกื้อกูลซึ่งกันและกัน โดยตัวบ่งชี้ทั้ง 75 ตัวบ่งชี้มีความเที่ยงตรงตามสภาพจริง ส่วนแนวทางการพัฒนาองค์กรแห่งความสุข พบประเด็นสำคัญ ได้แก่ 1) การยอมรับข้อตกลง 2) การมีส่วนร่วมทุกระดับ 3) ความสัมพันธ์ทางบวกและบรรยากาศในการทำงาน 4) ความประทับใจในคุณค่าของงานที่ทำ และ 5) ลักษณะของการสื่อสาร ผลการวิจัยสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการบริหารจัดการสถาบันการอาชีวศึกษาในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ให้มีประสิทธิภาพและเป็นองค์กรแห่งความสุขอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
154
170
-
ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพครูนาฏศิลป์ ของอาจารย์นฤมัย ไตรทองอยู่
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/287610
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพครูนาฏศิลป์ของอาจารย์นฤมัย ไตรทองอยู่ เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 6 กลุ่ม จำนวน 23 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพครูนาฏศิลป์ของ อาจารย์นฤมัย ไตรทองอยู่ โดยมีค่าความเที่ยงตรง 0.8 – 1 โดยวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในวิชาชีพครูนาฏศิลป์ ของอาจารย์นฤมัย ไตรทองอยู่ ประกอบด้วย 4 ปัจจัย ได้แก่ 1) คุณลักษณะความเป็นครูที่ดี ท่านมีจิตวิญญาณครูที่เข้มแข็ง ยึดหลักเมตตาธรรมและพรหมวิหาร 4 ดูแลศิษย์อย่างใกล้ชิดและเท่าเทียม พร้อมปลูกฝังความกตัญญูและการระลึกถึงครูบาอาจารย์ อาทิ ลมุล ยมะคุปต์ 2) ความรู้ความสามารถในวิชาชีพ ท่านเชี่ยวชาญทั้งทฤษฎีและปฏิบัติ ครอบครองความรู้โดยนัย จากประสบการณ์นักแสดงชั้นครู ถ่ายทอดอย่างเป็นระบบ เน้นความเข้าใจบทบาทและการตีบทอย่างลึกซึ้ง พร้อมปรับแก้ท่ารำตามศักยภาพรายบุคคล 3) ปัจจัยด้านบุคคลและสภาพแวดล้อม ได้รับแรงสนับสนุนจากครอบครัว เครือข่ายวิชาชีพ และการถ่ายทอดจากบรมครู รวมถึงพลังสะท้อนกลับจากความสำเร็จของศิษย์ และ 4) คุณลักษณะความเป็นครูนาฏศิลป์ ท่านรักษาจารีตควบคู่กลวิธีสมัยใหม่ ใช้ระบบครู - ศิษย์ เน้นการสาธิต ฝึกซ้ำ และดูแลใกล้ชิดด้วยเมตตา ส่งผลให้การสืบทอดนาฏศิลป์ไทยดำรงคุณค่าอย่างมั่นคงและงดงาม</p>
แพรวพักตร์ เสนาวงษ์
บวรนรรฏ อัญญะโพธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
171
184
-
การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ในยุคดิจิทัล
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/287090
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์ รูปแบบการเรียนรู้ และตัวอย่างการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดเชิงวิพากษ์ให้แก่ผู้เรียนในยุคดิจิทัล การคิดเชิงวิพากษ์เป็นทักษะสำคัญของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 การคิดเชิงวิพากษ์จะต้องใช้ความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลการใช้เหตุผลเชิงตรรกะและการตัดสินใจอย่างมีวิจารณญาณ ภายใต้บริบทของยุคดิจิทัลที่ข้อมูลข่าวสารเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว การพัฒนาการคิดเชิงวิพากษ์จึงต้องอาศัยกระบวนการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการคิดขั้นสูง โดยองค์ประกอบสำคัญของการคิดเชิงวิพากษ์ประกอบด้วย การกำหนดปัญหา การตั้งสมมติฐาน การรวบรวมและประมวลข้อมูลการใช้เหตุผล การวิเคราะห์และประเมินผล การสะท้อนคิด การตัดสินใจและการแก้ปัญหา ตลอดจนลักษณะนิสัยส่วนบุคคล การส่งเสริมทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ให้มีประสิทธิภาพและเกิดประสิทธิผล จำเป็นต้องพัฒนากระบวนการคิดอย่างเป็นระบบ นำข้อมูลข่าวสารหรือเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่ปรากฏบนโลกออนไลน์เข้ามาประยุกต์ใช้ รวมทั้งเชื่อมโยงกับประสบการณ์เดิมของผู้เรียน เพื่อให้เกิดทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ ตลอดจนนำไปสู่การตัดสินใจบนพื้นฐานของเหตุผล อันนำไปสู่การสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล ทั้งนี้บทความมีข้อเสนอแนะว่า ผู้สอนควรมีบทบาทในการวางแผนและออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุก (Active Learning) ที่หลากหลาย โดยนำสถานการณ์หรือข้อมูลจากสื่อดิจิทัลในชีวิตจริงมาเป็นประเด็นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนกระบวนการคิดวิเคราะห์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางปัญญาและให้ผู้เรียนสามารถดำรงชีวิตในสังคมยุคดิจิทัลได้อย่างรู้เท่าทัน</p>
สิทธินนท์ บุญสวยขวัญ
กิตติชัย สุธาสิโนบล
สุวิชา วันสุดล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
1
18
-
การบูรณาการหลักสูตรสถานศึกษาผ่านพลังสามศิลป์: การผสานตัวชี้วัดระหว่างทางและปลายทาง เพื่อยกระดับการเรียนรู้พื้นฐาน สู่สมรรถนะในศตวรรษที่ 21
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/286734
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอขั้นตอนการบูรณาการหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนเทศบาลสังขะ สำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 โดยเริ่มจากการศึกษาและสังเคราะห์แนวคิดหลักการสร้างหลักสูตรและรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการจากทัศนะของผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งถือเป็นกลไกสำคัญในการบริหารจัดการเรียนรู้ผ่านองค์ประกอบหลัก ได้แก่ หลักสูตรสถานศึกษาในบริบทสมัยใหม่ การกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจนและการวางบทบาทหน้าที่ของผู้สร้างหลักสูตรให้สอดรับกับกระบวนการพัฒนาหลักสูตรอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ภายใต้ข้อจำกัดด้านบุคลากรในกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ประกอบด้วย ทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ กระบวนการพัฒนาหลักสูตรแบ่งออกเป็นขั้นตอนสำคัญ เริ่มจากการวิเคราะห์บริบทพื้นฐานเพื่อระบุปัญหาภาระงานและอัตรากำลังครู นำไปสู่การกำหนดบทบาทผู้สร้างหลักสูตรให้มีความคล่องตัวสอดรับกับบริบทสมัยใหม่ และการออกแบบโครงสร้างหลักสูตรบูรณาการสุนทรียศาสตร์เข้าด้วยกัน โดยมีหัวใจสำคัญคือการลดความซ้ำซ้อนและสร้างความยืดหยุ่นผ่านการวิเคราะห์และเชื่อมโยงตัวชี้วัด (Indicator Mapping) ดำเนินการจำแนกตัวชี้วัด “ระหว่างทาง” และ “ปลายทาง” ของกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ประกอบด้วย ทัศนศิลป์ ดนตรี และนาฏศิลป์ เพื่อคัดสรรจุดร่วมที่มีความสอดคล้องกัน นำมาออกแบบเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้ ให้ครอบคลุมมาตรฐานการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพ</p>
ไตรภพ บุญเลิศ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-05-28
2026-05-28
10 1
19
51