วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa <p><strong>วารสารพัฒนศิลป์วิชาการ ISSN 2539-5807 (Print) และ ISSN 2985-1785 (Online) รับตีพิมพ์บทความวิชาการ บทความวิจัย บทความงานสร้างสรรค์ และบทความปริทัศน์ในสาขาวิชาปรัชญากลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ เน้นสาขาวิชาด้านศิลปวัฒนธรรม อาทิ นาฏศิลป์ ดุริยางคศิลป์ ทัศนศิลป์ และสาขาวิชาศึกษาศาสตร์ อาทิ การจัดการเรียนรู้ การสอน การวัดและการประเมินผลทางการศึกษาด้านศิลปวัฒนธรรม รวมถึงการบูรณาการศิลปวัฒนธรรมข้ามศาสตร์ </strong></p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ</strong><strong> : </strong>บทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารฯ จะต้องผ่านการพิจารณาให้ความเห็น ทบทวน และตรวจสอบ วิพากษ์ วิจารณ์ ความถูกต้อง เหมาะสมทางวิชาการ จากผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง จำนวนอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อบทความ ในรูปแบบพิชยพิจารณ์ (Peer-Review) ก่อนลงตีพิมพ์ และเป็นการประเมินแบบการปกปิดสองทาง (Double-Blind Review) เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความลำเอียงหรืออคติหรือเรียกรับผลประโยชน์ใดใด ทั้งนี้หากผู้ประเมินบทความมีข้อเสนอแนะให้ผู้เขียนปรับปรุงเพิ่มเติมหรือแก้ไขบทความ ผู้เขียนบทความจะต้องดำเนินการแก้ไขให้แล้วเสร็จภายใน 2 สัปดาห์หลังจากได้รับผลการประเมิน จากนั้นบรรณาธิการจะพิจารณารับหรือปฏิเสธในขั้นตอนสุดท้ายถือเป็นสิ้นสุด กระบวนการพิจารณาบทความจนถึงการเผยแพร่วารสาร ใช้เวลาประมาณ 12-22 สัปดาห์</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์</strong><strong> : </strong>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก</strong><strong> : </strong>วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี ดังนี้ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>1. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาไทย ดังนี้</p> <p> (1) นักศึกษา บทความละ 1,500 บาท </p> <p> (2) บุคลากร บทความละ 2,000 บาท </p> <p> (3) บุคคลทั่วไป บทความละ 3,000 บาท</p> <p>2. อัตราค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความภาษาอังกฤษ บทความละ 4,500 บาท</p> <p>หมายเหตุ: ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์จะเรียกเก็บเมื่อบทความเข้าสู่กระบวนการพิจารณาบทความ และค่าธรรมเนียมที่ชำระแล้วจะไม่คืนให้กับผู้เขียนไม่ว่ากรณีใด ๆ ทั้งสิ้น</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong><strong> : </strong>สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ สบศ.</p> journal@bpi.mail.go.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภูริ วงศ์วิเชียร) journal@bpi.mail.go.th (คชาภรณ์ ศิริรัตน์) Mon, 15 Dec 2025 16:31:42 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาแอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ เพื่อการเรียนรู้ดนตรีพื้นบ้านอีสาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271905 <p> การวิจัยเรื่อง การพัฒนาแอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เพื่อการเรียนรู้ดนตรีพื้นบ้านอีสาน มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์เพื่อการเรียนรู้ดนตรีพื้นบ้านอีสาน<strong> </strong>2) ศึกษาผลการนำ แอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ไปใช้ 3) ศึกษาเจตคติของผู้เรียนที่มีต่อการใช้แอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสาน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. การพัฒนาแอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ มีประสิทธิภาพเท่ากับ 90.50/89.40 เป็นไปตามสมมติฐาน</span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 2. ผลการนำแอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ไปใช้ มีค่าเฉลี่ยของคะแนนหลังเรียนผ่านการใช้แอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานมากกว่าค่าเฉลี่ยของคะแนนก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p> <p> 3. เจตคติต่อการใช้แอปพลิเคชันดนตรีพื้นบ้านอีสานบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ของผู้เรียน มีค่าเฉลี่ยโดยรวม 4.58 อยู่ในระดับมาก</p> โยธิน พลเขต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271905 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271883 <p> การวิจัย เรื่อง การพัฒนาชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน 2) เพื่อหาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน ตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 80/80 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 วิชาดนตรีสากล 5 (ปฏิบัติโท) วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ จำนวน 6 คน จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย ชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน จำนวน 4 ชุด และแบบประเมินทักษะการบรรเลงกีตาร์คลาสสิก</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;"> 1. การพัฒนาชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้าน คือการศึกษาสภาพปัญหาการเรียนกีตาร์คลาสสิก กำหนดเนื้อหา ศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดทำหลักสูตร วิเคราะห์หลักสูตร กำหนดรายละเอียดของเนื้อหาและวัตถุประสงค์ให้สัมพันธ์กับหลักสูตรและความต้องการของผู้เรียน โดยชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน จำนวน 4 ชุด คือ ชุดที่ 1 เรื่องทฤษฎีดนตรีสากลและโน้ตดนตรีพื้นบ้านอีสาน </span><span style="font-size: 0.875rem;">ชุดที่ 2 เรื่องพื้นฐานการบรรเลงกีตาร์คลาสสิกเบื้องต้น การไล่บันไดเสียงเมเจอร์ (Major) ขาขึ้นและขาลง การไล่บันไดเสียงไมเนอร์ (minor) ขาขึ้นและขาลง ชุดที่ 3 เรื่องการบรรเลงกีตาร์คลาสสิก “ลายเต้ยโขง” ชุดที่ 4 เรื่องการบรรเลงกีตาร์คลาสสิก “ลายสุดสะแนน”</span></p> <p> 2. ประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะกีตาร์คลาสสิกโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.11/87.50</p> ธนวัฒน์ พลเขต, ธวัชชัย ศิลปโชค ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271883 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การสร้างชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271886 <p> การวิจัย เรื่อง การสร้างชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน สำหรับนักเรียนระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพ ชั้นปีที่ 3 วิทยาลัยนาฏศิลปร้อยเอ็ด มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อสร้างชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะแซกโซโฟนของผู้เรียนก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน กลุ่มตัวอย่างได้จากการเลือกแบบเจาะจง โดยใช้เครื่องมือสำหรับการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน 2) แบบประเมินชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน 3) แบบวัดประเมินทักษะแซกโซโฟนของผู้เรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ต</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 81.25/87.50 2) ผลการเปรียบเทียบทักษะแซกโซโฟนของผู้เรียน ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน พบว่า นักเรียนที่เรียนโดยชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้บทเพลงพื้นบ้านอีสาน หลังจากการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนเรียน 3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนต่อชุดฝึกทักษะแซกโซโฟนควอเต็ตโดยใช้เพลงพื้นบ้านอีสาน ในภาพพบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.78 และ S.D. = 0.30</p> วิชชากร เทียจันทร์, ธนวัฒน์ บุตรทองทิม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271886 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 อุปลักษณ์ความรักของตัวละครเพศหญิงในพระราชนิพนธ์แปล ในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/270257 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถ้อยคำอุปลักษณ์เกี่ยวกับความรักของตัวละครเพศหญิงในพระราชนิพนธ์แปลในสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี จำนวน 4 เรื่อง ผลการวิจัยพบรูปคำอุปลักษณ์ความรักทั้งสิ้น 71 รูปคำ จากเรื่องนารีนครา จำนวน 35 รูปคำ เรื่องเพียงวันพบวันนี้ที่สำคัญ จำนวน 15 รูปคำ เรื่องมรกต จำนวน 13 รูปคำ และเรื่องไป๋อิ๋นน่า หมู่บ้านลับลี้ริมฝั่งน้ำ จำนวน 8 รูปคำ สามารถจัดกลุ่มรูปคำอุปลักษณ์ความรักได้จำนวน 14 กลุ่ม ได้แก่ ความรัก คือ ธรรมชาติ ความรัก คือ กิจกรรม ความรัก คือ สิ่งของและวัตถุ ความรัก คือ การปฏิบัติที่ดี ความรัก คือ สิ่งเหนือธรรมชาติ ความรัก คือ อารมณ์และความรู้สึก ความรัก คือ อื่น ๆ ความรัก คือ อำนาจ ความรัก คือ กาลเวลา ความรัก คือ สิ่งแท้จริง ความรัก คือ สิ่งมีค่า ความรัก คือ บุคคล ความรัก คือ รสชาติ และความรัก คือ การเดินทาง อุปลักษณ์ทั้งหมดนี้แสดงให้เห็นมุมมองเกี่ยวกับความรักของตัวละครเพศหญิงในแง่มุมที่หลากหลายและแตกต่างกันตามสภาพสังคม วัฒนธรรมและยุคสมัยของจีนที่เปลี่ยนแปลงไป โดยมีลักษณะอุปลักษณ์ความรักทั้งที่เป็นสากล และอุปลักษณ์ความรักแบบเฉพาะที่พบในสภาพสังคมและวัฒนธรรมของจีนเท่านั้น</p> พิชัย แก้วบุตร, นพวรรณ เมืองแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/270257 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 กลวิธีการแสดงบทบาทวัสสการพราหมณ์ กรณีศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุลชาติ อรัณยะนาค https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/277886 <p> การศึกษากลวิธีการแสดงบทบาทวัสสการพราหมณ์ กรณีศึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุลชาติ อรัณยะนาค มีวัตถุประสงค์ในการศึกษา 2 ประการ ได้แก่ 1) ศึกษาความเป็นมาและบทบาทของวัสสการพราหมณ์ในละครเรื่องสามัคคีเภท และ 2) ศึกษากลวิธีการแสดงบทบาทวัสสการพราหมณ์ ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุลชาติ อรัณยะนาค โดยการศึกษาในครั้งนี้ ได้มีการเก็บรวบรวมข้อมูลจาก เอกสาร การสัมภาษณ์ และการสังเกตการณ์รูปแบบการแสดงในบทบาทวัสสการพราหมณ์ ของผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุลชาติ อรัณยะนาค จาก วีดิทัศน์การแสดงละครพูดสลับลำ เรื่อง สามัคคีเภทของวิทยาลัยนาฏศิลปใน พ.ศ. 2566 พบว่า วัสสการพราหมณ์ เป็นตัวละครเอกในการดำเนินเรื่องของละครพูดสลับลำ เรื่อง สามัคคีเภท โดยมีบทบาทและหน้าที่ต่อการปกครองบ้านเมือง 3 ลักษณะ คือ 1) เป็นที่ปรึกษาราชกิจทั่วไปให้กับพระเจ้าอชาตศัตรู เมื่อครั้งอยู่แคว้นมคธ 2) เป็นผู้พิจารณาพิพากษาคดีให้กับกษัตริย์ลิจฉวีในแคว้นวัชชี และ 3) เป็นครูผู้ให้ศิลปวิทยาทานแก่ราชกุมารของเหล่ากษัตริย์ลิจฉวีในแคว้นวัชชี ซึ่งจากบทบาทหน้าที่ทำให้แสดงมุมมองที่มีต่อตัวละครวัสสการพราหมณ์ได้ 2 ด้าน คือ ด้านบวก พบว่า วัสสการพราหมณ์เป็นผู้ที่มีความจงรักภักดีต่อชาติบ้านเมือง เสียสละความสุขส่วนตน มีสติ รอบคอบ รู้จักรักษาความลับ และอดทนต่อสิ่งต่าง ๆ เพื่อให้งานบรรลุตามวัตถุประสงค์ และด้านลบ พบว่า วัสสการพราหมณ์เป็นผู้ขาดจรรยาบรรณความเป็นครูในการหาประโยชน์จากศิษย์ไร้ความเมตตาปรานี รวมถึงไม่มีความกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ สำหรับกลวิธีการแสดงตัวละครวัสสการพราหมณ์ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.จุลชาติ อรัณยะนาค ได้แก่ 1) ศึกษาบทละครให้เกิดความเข้าใจ 2) ศึกษาตัวละครจากภูมิหลัง และวิเคราะห์บุคลิก ท่าทาง ลักษณะนิสัย 3) ออกแบบอารมณ์ ความรู้สึก รวมถึงสีหน้า และท่าทางให้สอดคล้องกับบทและฉันท์ 4) การใช้น้ำเสียงในการเจรจาที่สม่ำเสมอ และเน้นคำสำคัญในประโยค 5) ท่องจำบทให้ขึ้นใจเพื่อให้เกิดความมั่นใจในการแสดงออกทาง 6) ซ้อมบท คิวและการเคลื่อนไหวกับตัวละครที่ต้องเข้าบทด้วยกัน เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์กันบนเวทีและ 7) แสดงบทบาทของตัวละครให้ผ่านการเป็นตัวตนของตนเอง และมีความเชื่อในตัวละครที่แสดง</p> jirayus puatput ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/277886 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการคิดด้วยจิตสำนึกทางจริยธรรมของนักศึกษาวิชาชีพครู ด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/279576 <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบทักษะการคิดเพื่อเสริมสร้างจิตสำนึกทางจริยธรรมของนักศึกษาวิชาชีพครูก่อนเรียน และหลังเรียนด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ และศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษาต่อการจัดการเรียนรู้ ด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 1/1 วิทยาลัยนาฏศิลปลพบุรี ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1 ห้องเรียน รวม 30 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) ใช้ทุกคนในห้องเรียนเป็นกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการคิด 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติทดสอบ t-test for dependent sample ผลการวิจัย พบว่า นักศึกษามีทักษะการคิดหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมฝึกทักษะการคิดบูรณาการ อยู่ในระดับมากที่สุด</p> อัญชัน เพ็งสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/279576 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ระบำกะเหรี่ยงจังหวัดสมุทรปราการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280019 <p> งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์ระบำกะเหรี่ยงจังหวัดสมุทรปราการ ด้วยวิธีการศึกษาเอกสาร ศึกษาภาพถ่ายและภาพเคลื่อนไหว ศึกษาจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ หัวหน้าคณะรำกะเหรี่ยงจังหวัดสมุทรปราการ นักแสดง ศิลปินอิสระ และการลงพื้นที่สังเกตการณ์ที่ชุมชนชาวกะเหรี่ยงท้ายบ้าน ตำบลท้ายสะพาน อำเภอเมืองจังหวัดสมุทรปราการ ผลการวิจัยพบว่า ชาวกะเหรี่ยงเป็นชาติพันธุ์ที่อพยพมาตั้งถิ่นฐานในจังหวัดสมุทรปราการ รำตงเป็นการรำพื้นบ้านที่สืบทอดกันมาในชุมชน การสร้างสรรค์ระบำกะเหรี่ยงจังหวัดสมุทรปราการประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1) แรงบันดาลใจเกิดจากการศึกษารำตงของชาวกะเหรี่ยงในจังหวัดสมุทรปราการ 2) กำหนดแนวคิดการแสดง การแสดงแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ช่วงที่ 1 สื่อถึงวิถีชีวิตและความสามัคคีของชาวกะเหรี่ยง ช่วงที่ 2 ถ่ายทอดการทำบุญในวันออกพรรษา ช่วงที่ 3 แสดงให้เห็นถึงการเฉลิมฉลองหลังวันออกพรรษา นำเสนอในรูปแบบนาฏยศิลป์ไทยสร้างสรรค์ 3) การคัดเลือกนักแสดง จำนวน 9 คน พิจารณาจากทักษะความสามารถทางนาฏยศิลป์ไทย ความเข้าใจในวัฒนธรรมกะเหรี่ยง และการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม 4) เพลงประกอบการแสดง เป็นดนตรีไทยผสมผสานเครื่องดนตรีกะเหรี่ยง ท่วงทำนองเป็นออกภาษากะเหรี่ยง 5) การออกแบบท่ารำ เป็นท่ารำที่มีการผสมผสานท่ารำไทยกับท่ารำตง ปรับการวางเท้าและการทรงตัว 6) การแต่งกาย ผู้หญิงกะเหรี่ยงสวมชุดทอมือสีสดใส เช่น สีฟ้า สีชมพู ห่มผ้าคลุมไหล่ นุ่งผ้าซิ่น ประดับลูกปัดหรือพู่ ผู้ชายสวมเสื้อทอมือแขนสั้นหรือเสื้อคลุมไม่มีแขน นุ่งโสร่งหรือผ้าขาวม้า ทั้งนี้ การศึกษาในครั้งนี้จึงเป็นการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของชาวกะเหรี่ยงจังหวัดสมุทรปราการผ่านการสร้างสรรค์ระบำกะเหรี่ยงอย่างมีแบบแผน</p> Kiattingoen Pumngoen, อนุกูล โรจนสุขสมบูรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280019 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 บทบาทของนาคในบทละครรำเรื่องรามเกียรติ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280630 <p> บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประวัติความเป็นมาและบทบาทของนาคในบทละครเรื่องรามเกียรติ์ พระราชนิพนธ์ของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช ซึ่งเป็นบทละครรำแบบละครใน โดยการศึกษาจากเอกสาร ตรวจสอบความน่าเชื่อถือ เรียบเรียง วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลตามลำดับ ระยะเวลาศึกษาตั้งแต่เดือนมกราคม พ.ศ. 2567 ถึงเดือนมิถุนายน พ.ศ. 2568 ผลการศึกษาพบว่า ความเชื่อเรื่องพญานาคมีต้นกำเนิดจากศาสนาพุทธ และพราหมณ์-ฮินดู ก่อนแพร่สู่เอเชียตะวันออกเฉียงใต้และในไทยได้ถูกปรับให้สอดคล้องกับความเชื่อท้องถิ่น ในบทละครรำเรื่องรามเกียรติ์ นาคมีบทบาท 6 บทบาท ได้แก่ 1) ตัวละคร แบ่งเป็นตัวละครหลัก เช่น พญากาลนาคและตัวละครเสริม ซึ่งมักปรากฏร่วมกับเหล่าเทวดา 2) ลายเครื่องแต่งกายและเครื่องประดับ ได้แก่ สังวาล ทับทรวง พาหุรัด ทองกร และธำมรงค์ ลายภูษา ลายสนับเพลา ลายชายไหวชายแครง 3) องค์ประกอบของพิธีกรรมและกระบวนการทำงาน 4) อาวุธ เช่น ศร 5) บัลลังก์ของพระนารายณ์ 6) องค์ประกอบในสถาปัตยกรรม เช่น หน้าบัน นาคมีบทบาทอย่างมากในเรื่องรามเกียรติ์ แสดงถึงความสง่างาม อำนาจวิเศษ และพลังที่ศักดิ์สิทธิ์เมื่อนำกลอนบทละครเรื่องรามเกียรติ์มาเป็นบทร้องหรือเป็นต้นแบบของการดำเนินเรื่องในการแสดงโขนโรงในบทบาทเหล่านี้ หลายบทบาทปรากฏอยู่ในกระบวนการแสดงด้วย</p> Palm Pandech, มาลินี อาชายุทธการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280630 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการตีกลองปูจาภาคเหนือตอนบน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/282605 <p> การวิจัยเรื่อง รูปแบบการตีกลองปูจาภาคเหนือตอนบน เป็นงานวิจัยทางมานุษยดนตรีวิทยา ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทและรูปแบบการตีกลองปูจาของภาคเหนือตอนบน ในจังหวัดเชียงใหม่ เชียงราย ลำพูน ลำปาง และแม่ฮ่องสอน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกต การบันทึกภาคสนาม และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ ผู้ทรงคุณวุฒิ ครูภูมิปัญญา ปราชญ์ชาวบ้าน และผู้สืบทอดกลองปูจา วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า กลองปูจาเป็นกลองโบราณชนิดหนึ่งมีลักษณะเป็นกลองชุด ประกอบด้วยกลองใหญ่สองหน้าเรียกว่า “กลองทั่ง” ขึงด้วยหนังสัตว์และมีหมุดตอกรอบ กลองมีหน้ากว้างประมาณ 2-2.5 เมตร ตัวกลองทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น ไม้ประดู่ ไม้เต็งรัง ไม้สัก และไม้ฉำฉา นอกจากนี้มีกลองลูกตุ๊บขนาดเล็ก 3 ใบ ขึงด้วยหนังสัตว์และมีหมุดตอกรอบเช่นกัน ใช้ตีขัดจังหวะกับกลองใหญ่ วางเรียงตามความถนัดของผู้ตีที่ได้รับสืบทอดจากครูผู้สอน โดยเดิมใช้เป็นสัญญาณออกศึกและเฉลิมฉลองชัยชนะ ต่อมานำเข้าสู่วัดเพื่อใช้เป็นกลองศักดิ์สิทธิ์ในการเป็นพุทธบูชา ตีในวันโกน วันพระและเป็นสัญญาณทางสังคมของชุมชน เช่น เรียกประชุม แจ้งเหตุฉุกเฉิน หรือเตือนภัย รูปแบบจังหวะหลัก ได้แก่ จังหวะพุทธบูชา ตีช้าเรียบสง่า เน้นเสียงกลองก้องกังวานสะบัดชัยตีเร็วพร้อมไม้แส้ ล่องน่านตีเร็วสนุกสนาน และแจ้งเหตุด่วนเป็นการตีเร่งเร้าเพื่อสื่อสารกับชุมชน ปัจจุบันการตีกลองปูจาแบ่งเป็นสองรูปแบบ คือ การตีเพื่อพุทธบูชา และการตีเพื่อการแสดงหรือการแข่งขัน ระบำที่นิยม ได้แก่ เสือขบตุ๊ สาวหลับเต๊อะ ล่องน่าน และฟาดแส้ แต่ละจังหวัดมีชื่อเรียกระบำแตกต่างกันตามสำเนียงและเพื่อความสะดวกในการจดจำ การศึกษาครั้งนี้สะท้อนบทบาทวัฒนธรรม ประเพณี และสัญลักษณ์ทางสังคมที่กลองปูจายังคงมีความสำคัญในชุมชนและสะท้อนวิถีชีวิตชาวพุทธของชาวล้านนา จนเกิดเป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่ควรค่าแก่การอนุรักษ์และสืบทอดให้อยู่คู่ชาวล้านนาสืบไป</p> จุติณัฏฐ์ วงศ์ชวลิต ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/282605 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การประพันธ์ทางเดี่ยวซอสามสาย เพลงพญาตรึก สามชั้น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/269088 <p> บทความวิชาการนี้มุ่งนำเสนอการประพันธ์ทางเดี่ยวซอสามสาย เพลงพญาตรึก สามชั้น ซึ่งประพันธ์ขึ้นเพื่อใช้สำหรับบรรเลงประกวดเดี่ยวซอสามสาย ระดับอุดมศึกษา ของวิทยาลัยการดนตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา ประจำปี 2567 สำหรับเพลงพญาตรึกเป็นเพลงลำดับที่ 4 ในเพลงเรื่องพญาโศก ซึ่งประกอบด้วยเพลงพญาฝัน พญาโศก ท้ายพญาโศก พญาตรึก พญารำพึง และพญาครวญ มีความยาว 4 หน้าทับปรบไก่ และใช้บันไดเสียงซอลเป็นหลักในการสร้างทำนอง ผู้ประพันธ์ดำเนินการโดยเริ่มจากตรวจสอบทำนองหลัก เสียงลูกตก และทิศทางการเคลื่อนที่ของทำนอง จากนั้นจึงร่างทำนองทางเดี่ยว โดยนำแรงบันดาลใจมาจากทางเดี่ยวซอสามสายเพลงพญาโศกของครูหลวงไพเราะเสียงซอ (อุ่น ดูรยะชีวิน) ทั้งด้านสำนวนเพลง และกระบวนการบรรเลงที่มีความคมชัด รวมทั้งเม็ดพรายการพรมปิด พรมเปิดที่ไม่เร็ว ทั้งนี้ยังคงสำนวนที่มีลักษณะการซ้ำในบทเพลงซึ่งแสดงอารมณ์การตรึกนึกดังชื่อเพลง โดยเฉพาะในประโยคเพลงที่ 2-4 และประโยคที่ 7 แล้วจึงเพิ่มรายละเอียดและตกแต่งทำนองให้มีความไพเราะขึ้นตามลำดับ โดยทำนองประกอบด้วยเที่ยวโอด และเที่ยวพัน มีการนำสำนวนกลอนประเภทต่าง ๆ เช่น กลอนฝาก กลอนพัน ใช้การไล่เสียงขึ้น และลง การใช้สำนวนซ้ำ รวมทั้งเม็ดพรายต่าง ๆ ในการบรรเลง เช่น การเอื้อนเสียง การกระทบเสียง การรูดนิ้ว การพรม การใช้คันชักสะอึก การชะงักคันชัก เป็นเครื่องมือในการประพันธ์</p> กฤตษิพัฒน์ เอื้อจิตรเมศ, พัชธรกรณ์ เอื้อจิตรเมศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/269088 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 การรำโนราชุด “รำกระบี่ตีท่า” กรณีศึกษา : โนราเดชา วาทะศิลป์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/276522 <p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรำโนราชุด “รำกระบี่ตีท่า” กรณีศึกษาโนราเดชา วาทศิลป์ ศิลปินผู้มีบทบาทสำคัญในการสืบทอดศิลปะการแสดงโนราภาคใต้ ผลการศึกษาพบว่า โนราเดชา ได้รับการถ่ายทอดการรำชุดนี้มาจากโนราน้อม โบราณศิลป์ ท่ารำชุดนี้มีต้นเค้ามาจากบทประถมที่ใช้สำหรับฝึกหัดการรำโนรา การรำกระบี่ตีท่าสื่อความหมายถึงการประลองฝีมือและรบกันของลิง เพื่อแสดงถึงพลัง ความสามารถในการต่อสู้ รวมถึงการใช้ท่าทางที่สง่างามและอ่อนช้อย ด้วยการผสมผสานลีลาท่ารำของตัวนายและตัวนางในการแสดงโนรา ทำให้การรำนี้ที่มีทั้งความเข้มแข็งและความอ่อนช้อย เครื่องดนตรีใช้เป็นวงดนตรีที่ประกอบการแสดงโนราโดยทั่วไป แต่เน้นการใช้จังหวะหน้าทับกลอง เพื่อควบคุมจังหวะการรำที่ต้องการความสอดคล้องกับท่ารำ การรำแบ่งออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงที่ 1 ดูเชิง จำนวน 4 ท่า ช่วงที่ 2 หยั่งเชิง จำนวน 4 ท่า และช่วงที่ 3 ต่อสู้กัน จำนวน 10 ท่า การรำไม่มุ่งเน้นการแพ้ชนะกัน เนื่องจากเป็นการรำเพื่อถวายสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ผู้แสดงจะถือพระขรรค์เป็นอุปกรณ์ประกอบการรำ ผู้แสดงแต่งกายตามแบบอย่างการแสดงโนรา แต่ไม่สวมเทริดตามจารีตของโนรา การรำกระบี่ตีท่าไม่เพียงแต่เป็นการแสดงเพื่อความบันเทิงเท่านั้น แต่ยังเป็นการสืบสาน อนุรักษ์ศิลปะพื้นบ้านภาคใต้อีกด้วย</p> Kritsana Saisunee, Pisanu Kanpai ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/276522 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 บทพระนิพนธ์คำร้อง “ระบำดาวดึงส์” https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280256 <p> บทความนี้นำเสนอการศึกษาบทพระนิพนธ์คำร้อง "ระบำดาวดึงส์" ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของละครดึกดำบรรพ์ เรื่องสังข์ทอง ตอนตีคลี พระนิพนธ์ในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ บทความนี้ได้รวบรวมและวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้องกับบทพระนิพนธ์คำร้อง “ระบำดาวดึงส์” โดยจัดพิมพ์ครั้งแรกในปี พ.ศ. 2467 จนถึงปัจจุบัน รวมเป็นเวลากว่า 100 ปี พบว่า มีการเปลี่ยนแปลงบทพระนิพนธ์คำร้อง “ระบำดาวดึงส์” บางส่วน จึงได้นำเสนอโดยมุ่งตรวจทานและสังเคราะห์บทพระนิพนธ์คำร้อง “ระบำดาวดึงส์” จากเอกสารหลักฐานที่มีความน่าเชื่อถือและเป็นลายลักษณ์อักษรที่สืบค้นได้ เพื่อให้ผู้อ่านได้พิจารณาบทพระนิพนธ์คำร้อง “ระบำดาวดึงส์” อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ รวมทั้งได้นำเสนอข้อคิดเห็นที่เกี่ยวข้องต่อคำร้องในบทพระนิพนธ์โดยเปรียบเทียบและอธิบายประกอบไว้โดยละเอียด</p> กรณ์พงศ์ พัฒนปกรณ์พงษ์, อนุพงศ์ สุวรรณจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/280256 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 หนังตะลุงกายนคร มหรสพเงาจากวรรณกรรมคัมภีร์บุด เมืองนครศรีธรรมราช https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/270852 <p> หนังตะลุงเรื่องกายนคร มหรสพเงาจากวรรณกรรมคัมภีร์บุดเมืองนครศรีธรรมราช เป็นผลงานสร้างสรรค์ ภายใต้วัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในวรรณกรรมคัมภีร์บุดเรื่องกายนคร สำนวนฉบับจังหวัดนครศรีธรรมราช 2. เพื่อสร้างสรรค์หนังตะลุง เรื่องกายนคร ขึ้นจากวรรณกรรมคัมภีร์บุด เรื่องกายนคร สำนวนฉบับจังหวัดนครศรีธรรมราช โดยใช้ขนบแบบแผนการแสดงหนังตะลุงตามรูปแบบของมหรสพเงา จังหวัดนครศรีธรรมราช และจากการดำเนินการพบว่า</p> <p> 1. วรรณกรรมคัมภีร์บุดเมืองนครศรีธรรมราช เรื่องกายนคร เป็นวรรณกรรมศาสนาในลักษณะนิทานธรรม เขียนขึ้นด้วยวิธีคัดลอก เสร็จสิ้นในปีพุทธศักราช 2442 ตัวหนังสืออักษรไทย ใช้กาพย์ยานี 11 และ กาพย์สุรางคนางค์ 28 เป็นฉันทลักษณ์ บรรยายโวหารเป็นภาษาท้องถิ่นปักษ์ใต้ โครงเรื่องแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ได้แก่ 1) ท้าวจิตราชครองเมืองกายนคร 2) พระยามัจจุราชปล่อยท้าวจิตราชเป็นอิสระ 3) ท้าวจิตราชเข้าสู่เมืองนิพพาน โดยสรุปคือการอุปมาอุปไมยร่างกายมนุษย์เป็นเมืองสมมุติ มีดวงจิตเป็นกษัตริย์ มีโรคภัยไข้เจ็บเป็นข้าศึก และศีลธรรม สมาธิ พุทธิปัญญาเป็นอาวุธในการทำศึกสงคราม ด้านผลงานสร้างสรรค์ มีขั้นตอนวิธีการจัดทำบทหนังตะลุงเรื่องกายนคร เพื่อนำมาสู่ออกแบบตัวละครและจัดทำต้นแบบรูปหนังตะลุง พร้อมทั้งการออกแบบทำนองดนตรีเพื่อให้เหมาะสมกับการแสดง ตลอดจบบันทึกเสียงดนตรีประกอบการแสดงจัดเป็นองค์ความรู้</p> <p> 2. ผลการสร้างสรรค์ประกอบด้วย รูปหนังตะลุงเฉพาะเรื่องกายนคร ดนตรีบรรเลงประกอบการแสดง และบทประพันธ์ (บทขับหนังบทเจรจา) การแสดง แบ่งออกเป็น 3 องคาพยพ ประกอบด้วยองก์ที่ 1 เบิกโรง องก์ที่ 2 ดำเนินเรื่อง และองก์ที่ 3 ลาโรง การขับบทลาโรงหรือหนังลาจอ เป็นอันเสร็จสิ้นการแสดงโดยสมบูรณ์</p> วสวัตติ์ ริยาพันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/270852 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 อัตลักษณ์ชุมชนสู่การแสดงนาฏศิลป์สร้างสรรค์ “ระบำพรรณพฤกษาศรีสง่าย่านตาขาว” https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271743 <p> การแสดงสร้างสรรค์ชุดระบำพรรณพฤกษาศรีสง่าย่านตาขาวมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ของชุมชนย่านตาขาว จังหวัดตรัง และนำมาสร้างสรรค์เป็นชุดการแสดง การศึกษาใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จากตัวแทนศิลปินพื้นบ้านในอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง ผู้สร้างสรรค์เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม จากนั้นวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่าอำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง มีกลุ่มศิลปินพื้นบ้าน ได้แก่การแสดง ลิเกป่า โนรา หนังตะลุงและรองเง็ง ซึ่งเป็นการแสดงอันทรงคุณค่าของภาคใต้มาแต่โบราณ นอกจากนี้ภายในพื้นที่ของชุมชนยังมีดอกไม้ประจำท้องถิ่นที่เกิดขึ้นแห่งเดียวในประเทศไทยมีลักษณะเป็นสีขาวดอกเล็ก ๆ เรียงร้อยเป็นพวงยาวและมีก้านดอกเป็นเถาวัลย์สีเขียว ผลิดอกสะพรั่งในช่วงหน้าร้อนเดือนเมษายน ชาวบ้านจึงให้ชื่อว่า “ดอกย่านตาขาว” ตามถิ่นกำเนิดที่พบเห็น ผู้สร้างสรรค์จึงเกิดเป็นแรงบันดาลใจในการจัดทำการแสดงขึ้นใหม่จากอัตลักษณ์ของชุมชน โดยนำรูปแบบการแสดงพื้นบ้าน ได้แก่ ลิเกป่า โนรา หนังตะลุง และรองเง็ง มาใช้เป็นโครงสร้างพื้นฐานในการออกแบบท่าทางประกอบการแสดง เพื่อนำเสนอเรื่องราวของดอกย่านตาขาวซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน ผ่านเนื้อร้อง ท่ารำ เครื่องแต่งกายและเครื่องประดับในการแสดง การสร้างสรรค์ในครั้งนี้เพื่อต้องการที่จะประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ เอกลักษณ์ของชุมชนย่านตาขาวให้เป็นที่รู้จัก และสนใจที่จะมาท่องเที่ยวในชุมชนมากขึ้น อีกทั้งสร้างความภาคภูมิใจในสิ่งที่เป็นเอกลักษณ์เพียงหนึ่งเดียวของชุมชน</p> เสาวณีย์ บางโรย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/271743 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700 เกียวทาคุ: ลีลาปลาแม่น้ำสุพรรณบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/278121 <p> การวิจัยนี้เป็นงานวิจัยสร้างสรรค์โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารวบรวมข้อมูลปลาและข้อมูลทางวัฒนธรรมของชุมชนแม่น้ำท่าจีนสุพรรณบุรี 2) เพื่อสร้างสรรค์ภาพพิมพ์ปลาจากแม่น้ำสุพรรณบุรีด้วยกระบวนการเกียวทาคุหรือภาพพิมพ์ถูหลายขนาดตามชนิดของปลาต่าง ๆ และ 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่มีต่องานสร้างสรรค์เกียวทาคุ: ลีลาปลาแม่น้ำสุพรรณบุรี ประชากรได้แก่นักศึกษาปริญญาตรี ชั้นปีที่ 2 สาขาศิลปศึกษา วิทยาลัยช่างศิลปสุพรรณบุรี จำนวน 20 คน วิเคราะห์ผลงานด้วยหลักการศิลปะ สุนทรียศาสตร์ และใช้ค่าเฉลี่ยเลขคณิตในการศึกษาความพึงพอใจ </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) แม่น้ำสุพรรณบุรีมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตและวิวัฒนาการมาตั้งแต่สมัยทวารวดี - รัตนโกสินทร์ และเป็นแหล่งอาศัยของกลุ่มคนต่าง ๆ ได้แก่ ไทย จีน ลาว ลาวพวน ลาวเวียง ลาวโซ่ง ญวน และมอญ และคนจีนมักเป็นเจ้าของตลาด การศึกษาชนิดปลาจากตลาดเมืองสุพรรณบุรีและตลาดโพธิ์พระยา มีปลาตามฤดูกาลช่วงเดือนสิงหาคม พ.ศ. 2567 จำนวน 12 ชนิด 2) การสร้างสรรค์ได้ผลงานกว่า 50 ชิ้น หลายขนาดตามขนาดของจริง โดยใช้หมึกจีนและสีตามหลักการศิลปะเกียวทาคุ เป็นกระบวนการทำศิลปะพื้นฐาน มีขั้นตอนไม่ซับซ้อนเหมาะกับแม่พิมพ์นูนอย่างปลาแม่น้ำสุพรรณบุรีที่ใช้จังหวะลีลาตามสรีระของปลา และปลา 1 ตัวสามารถสร้างผลงานปลาได้จำนวนหลายภาพตามที่ผู้สร้างสรรค์ต้องการ 3) ความพึงพอใจของนักศึกษามีต่องานสร้างสรรค์เกียวทาคุ มีผลการประเมินในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยมีค่าเฉลี่ยเลขคณิตเท่ากับ 4.65</p> Pattima Khositkhaseam ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ฝ่ายผลิตสื่อสิ่งพิมพ์และตำราวิชาการ กองส่งเสริมวิชาการและงานวิจัย สถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ กระทรวงวัฒนธรรม https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/Patanasilpa/article/view/278121 Wed, 26 Nov 2025 00:00:00 +0700