วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ <p> เป็นวารสารที่มุ่งเน้นเฉพาะวิชาการทางด้านสังคมสุขภาวะและคุณภาพชีวิต รวมถึงวิชาการทางด้านกฎหมายการแพทย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนสหวิทยาการ และมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสรรค์สร้างสังคมสุขภาวะ ทั้งนี้เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบของวารสารวิชาการ และเพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน มีกระบวนการให้ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาตรวจสอบก่อนการเผยแพร่ (Double blind peer review) โดยกำหนดการออกวารสารทุก 6 เดือน ปีละ 2 ฉบับ (ม.ค.- มิ.ย. และ ก.ค.-ธ.ค.) </p> <ul> <li class="show"><strong>วัตถุประสงค์</strong> <br /> 1. เพื่อเผยแพร่ความรู้ ผลงานวิจัย ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ในทางวิชาการด้านกฎหมายการแพทย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ตลอดจนสหวิทยาการและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสรรค์สร้างสังคมสุขภาวะ<br /> 2. เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นทางด้านสังคมสุขภาวะและคุณภาพชีวิต รวมถึงวิชาการทางด้านกฎหมายการแพทย์ สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม และวิทยาศาสตร์ ตลอดจนสหวิทยาการและมาตรการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสรรค์สร้างสังคมสุขภาวะของคณาจารย์ นักวิชาการทั้งภายในและภายนอกสถาบัน<br /> 3. เพื่อส่งเสริมให้ผู้ทรงคุณวุฒิ คณาจารย์ นักวิชาการ และนักศึกษาทั้งภายในและภายนอกสถาบันได้เผยแพร่ผลงานทางวิชาการ<br /> 4. เพื่อให้บริการทางวิชาการแก่สังคมในรูปแบบของวารสารวิชาการ<br /> 5. เพื่อให้เป็นเอกสารประกอบการศึกษาในระดับอุดมศึกษา</li> </ul> en-US <p>- บทความหรือข้อคิดเห็นใดๆ ในวารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมายเป็<wbr>นวรรณกรรมของผู้เขียนโดยเฉพาะ คณะสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล และกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้<wbr>องเห็นด้วย</p> <p>- กองบรรณาธิการไม่สงวนสิทธิ์<wbr>ในการคัดลอกบทความเพื่อการศึ<wbr>กษาแต่ให้อ้างอิงแหล่งที่มาให้<wbr>ครบถ้วนสมบูรณ์</p> healthlaw67@gmail.com (ดร.วรานิษฐ์ ลำใย) healthlaw67@gmail.com (ดร.วรานิษฐ์ ลำใย) Tue, 30 Dec 2025 16:48:32 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ความผิดอาญาแผ่นดินที่สามารถจบกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวน ด้วยพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/281621 <p> การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาบทบัญญัติของพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ที่เกี่ยวกับการยุติความผิดอาญาแผ่นดินในชั้นพนักงานสอบสวน 2) เพื่อศึกษาอุปสรรคของการใช้วิธีไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 ต่อกรณีมาตรา 294 วรรคหนึ่ง มาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 299 วรรคหนึ่ง มาตรา 300 และมาตรา 334 แห่งประมวลกฎหมายอาญา 3) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบต่อกระบวนการยุติธรรมกระแสหลักและความยุติธรรมทางเลือก โดยการวิจัยเอกสาร</p> <p>ประการแรกพบว่า มาตรา 41 (3) มาตรา 43 แห่ง พ.ร.บ.การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 จากสถิติที่พบยังมีการนำไปใช้ไม่มากพอที่จะทำให้ปริมาณคดีของศาลลดน้อยลง และลดงบประมาณแผ่นดินที่ต้องเสียไปในระบบความยุติธรรมกระแสหลัก ประการที่สอง พบว่า ความผิดอาญาแผ่นดินตามมาตรา 294 วรรคหนึ่ง มาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 299 วรรคหนึ่ง มาตรา 300 และมาตรา 334 แห่งประมวลกฎหมายอาญายังยึดตามจารีตแบบเดิมคือถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือต่อรองเรียกค่าเสียหายทางแพ่งสูงเกินควรโดยขู่จะฟ้องศาลให้ได้รับโทษจำคุก และบางส่วนไม่ทราบว่าสามารถจบกันได้ในชั้นพนักงานสอบสวนตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ.2562 และประการสุดท้าย พบว่า ผลของการไกล่เกลี่ยตามมาตรา 294 วรรคหนึ่ง มาตรา 295 มาตรา 296 มาตรา 299 วรรคหนึ่ง มาตรา 300 และมาตรา 334 ไม่ปรากฎชัดเจนทั้งในกระบวนความยุติธรรมกระแสหลักและความยุติธรรมทางเลือก อาจเนื่องจากข้อมูลแต่ละหน่วยงานเก็บแยกกันและไม่ได้เปิดเผยสู่สาธารณะเท่าที่ควร </p> มงคล เทียนประเทืองชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/281621 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัญหาทางกฎหมายในการควบคุมธุรกิจการซื้อขายกล่องสุ่มสินค้า https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/282092 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายกล่องสุ่มสินค้า โดยใช้วิจัยเอกสาร ศึกษาจากกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ เอกสารทางกฎหมาย แนวคำพิพากษา และความเห็นทางกฎหมาย พร้อมทั้งเปรียบเทียบกับกฎหมายของต่างประเทศ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กฎหมายของสหรัฐอเมริกา สหราชอาณาจักร และญี่ปุ่น มีการกำหนดมาตรการทางกฎหมายที่ชัดเจนในการควบคุมกล่องสุ่มสินค้าและได้นำแนวคิดทางกฎหมายมาปรับใช้กำหนดเป็นกฎหมาย สำหรับประเทศไทย ปัญหาทางกฎหมายในการคุ้มครองผู้บริโภคจากการซื้อขายกล่องสุ่มสินค้าสามารถแบ่งได้ดังนี้คือ ปัญหาการควบคุมการขายกล่องสุ่มสินค้าก่อนวางขายในท้องตลาด ปัญหาการควบคุมการโฆษณาสินค้าเกินจริงระหว่างการวางจำหน่ายกล่องสุ่มสินค้า และปัญหาการควบคุมการขายกล่องสุ่มสินค้าภายหลังการวางจำหน่ายกล่องสุ่มสินค้า</p> <p> ข้อเสนอแนะพบว่า เพื่อแก้ไขปัญหาการควบคุมกล่องสุ่มสินค้าก่อนวางขาย ควรอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ให้นายกรัฐมนตรีออกกฎกระทรวงกำหนดหน้าที่และรายละเอียดเกี่ยวกับกล่องสุ่มสินค้าที่ผู้ประกอบการต้องปฏิบัติก่อนนำออกวางขาย สำหรับปัญหาการโฆษณาเกินจริง ควรแก้ไขกฎหมายโดยอาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภคฯ ให้คณะกรรมการว่าด้วยการโฆษณาออกประกาศกำหนดรายละเอียดข้อมูลของกล่องสุ่มสินค้าที่ผู้ประกอบการมีหน้าที่ต้องโฆษณาให้ผู้บริโภครับทราบ และปัญหาการควบคุมหลังการขาย ควรแก้ไขพระราชบัญญัติขายตรงและการตลาดแบบตรง พ.ศ. 2545 เพื่อให้สัญญาซื้อขายกล่องสุ่มสินค้าอยู่ภายใต้การคุ้มครองของกฎหมายนี้ ซึ่งจะทำให้ผู้บริโภคมีสิทธิเลิกสัญญาได้</p> ศุภศักดิ์ เพื่อมกระโทก, กฤษฎา แสงเจริญทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/282092 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์สีเขียว ความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารการตลาด ที่ส่งผลต่อพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวของนักศึกษาจีน ที่หอพักในมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/284266 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ&nbsp; โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวของนักศึกษาจีนที่พักหอพักในมหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ &nbsp;ความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติสีเขียวในการซื้อผลิตภัณฑ์กับพฤติกรรมสีเขียวในการซื้อสินค้า ความสัมพันธ์ระหว่างความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารการตลาดที่มีผลต่อพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียว และทำนายสมการความสัมพันธ์ของทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์สีเขียว ความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารการตลาด และพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียว โดยทำการสุ่มมาเป็นตัวอย่างจากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran &nbsp;และทำการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างโดยใช้แบบสอบถามได้ 350 คน นำมาวิเคราะห์สหสัมพันธ์เพื่อวัดความสัมพันธ์ของตัวแปร พยากรณ์โดยใช้สมการถดถอย&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวของกลุ่มที่ศึกษาอยู่ในระดับมาก 2) ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติสีเขียวในการซื้อผลิตภัณฑ์กับพฤติกรรมสีเขียวในการซื้อสินค้า มีค่าเท่ากับ 0.814 3) ค่าสหสัมพันธ์ระหว่างความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารจากผู้ขายกับพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวมีค่าเท่ากับ 0.755 และ 4) สมการความสัมพันธ์ของทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์สีเขียว ความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารการตลาดและพฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวคือ พฤติกรรมในการซื้อผลิตภัณฑ์สีเขียวอยู่ที่ -0.18 + 0.931 ทัศนคติต่อผลิตภัณฑ์สีเขียวอยู่ที่&nbsp; + 0.995 ของความตั้งใจเปิดรับการสื่อสารการตลาด</p> ลัดดา วัจนะสาริกากุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/284266 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 Factors Affecting the Well-being of University Students in Sichuan Province, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/284013 <p>This study examined factors influencing the well-being of university students in Sichuan Province, China, with a focus on family support, self-efficacy, university environment, and teaching quality. The study aimed to analyze the extent to which these factors affect student well-being. The population consisted of approximately 16,000 university students in Sichuan Province. A sample of 200 students from four universities was selected using cluster sampling. Data were collected through a validated and reliable questionnaire (IOC = 0.67–1.00; Cronbach’s α = 0.914–0.948) and analyzed using descriptive statistics, Pearson correlation, and multiple regression analysis with Jamovi software.</p> <p>The results indicated that students reported a high overall level of well-being (M = 4.28, SD = 0.808). The regression model was statistically significant (F = 63.2, p &lt; .001), explaining 45.4% of the variance in student well-being. Teaching quality emerged as the strongest predictor (M = 4.21, SD = 0.856; β = 0.4773, p &lt; .001), followed by self-efficacy (M = 4.20, SD = 0.762; β = 0.3251, p &lt; .001). Family support showed a positive but relatively weaker influence (M = 4.24, SD = 0.918; β = 0.1193), while the university environment, although highly correlated with well-being (M = 4.11, SD = 0.883), was not a statistically significant predictor (β = 0.0932, p = 0.074).</p> <p>The findings suggest that universities should prioritize improving teaching quality through interactive and student-centered instruction, as well as implement programs that strengthen students’ self-efficacy, such as mentoring and experiential learning activities. Families should focus on emotional and psychological support, while policymakers and mental health organizations should integrate well-being indicators into educational systems and expand context-sensitive support services.</p> Feizhi Yao, Apirut Singthangarn, Phanthida Laophuangsak ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารคุณภาพชีวิตกับกฎหมาย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/QLLJ/article/view/284013 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700