https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/issue/feed วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ 2025-09-01T15:24:40+07:00 ผศ.ดร.คณาวุฒิ เจียมวัฒนพงศ์/Asst. Prof. Knavoot Jiamwattanapong rjsh@rmutr.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์แห่งรัตนโกสินทร์ (</strong><strong>RJSH)</strong> มีจุดมุ่งหมายเพื่อเผยแพร่บทความวิจัยด้านสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ให้เป็นที่ยอมรับในระดับชาติและนานาชาติ และเพื่อให้เป็นประโยชน์ต่อนักวิจัย นักการศึกษา คณาจารย์ และนักศึกษาทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/280365 การสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนความยั่งยืนเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในยุคดิจิทัล 2025-04-24T11:49:24+07:00 พิชญา ตันติอำไพวงศ์ pichaya@mut.ac.th <p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนขององค์กร วิเคราะห์ประโยชน์และ<br />ความท้าทายของการนำวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนมาใช้ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารเพื่อรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารทั้งปฐมภูมิและทุติยภูมิ คือ การสัมภาษณ์ ผู้บริหารองค์กร SMEs และบทความวิจัย ฐานข้อมูลออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนในยุคดิจิทัล ได้แก่ การยอมรับวัฒนธรรมดิจิทัล ภาวะผู้นำที่มุ่งมั่น การมีส่วนร่วมของพนักงานและการจัดการความท้าทายในการเปลี่ยนแปลง นอกจากนี้องค์กรสามารถใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนได้ผ่านการบูรณาการเครื่องมือดิจิทัล การใช้ข้อมูลขนาดใหญ่ บล็อกเชนและการสนับสนุนให้วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ แต่อย่างไรก็ตามการนำวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนมาใช้ในสภาพแวดล้อมดิจิทัลมีทั้งประโยชน์และมีความท้าทาย ข้อเสนอแนะจากผลการวิจัยนี้ครอบคลุมทั้งมิติเชิงนโยบายวิชาการและการวิจัยครั้งต่อไป โดยเน้นการส่งเสริมการบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัล การพัฒนาวัฒนธรรมองค์กรที่ยั่งยืนและการเติมเต็มช่องว่างในงานวิจัยที่มีอยู่ ข้อเสนอแนะเหล่านี้สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในยุคดิจิทัล</p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/280325 Generative AI กับการจัดการประสบการณ์ลูกค้าสำหรับธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม 2025-05-04T10:11:21+07:00 ธรรมสรณ์ โมราวรรณ thammasorn@sbu.southeast.ac.th <p>การทำความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับพฤติกรรมและความต้องการของลูกค้า เพื่อให้สามารถตอบสนองและส่งมอบประสบการณ์ที่ดีให้กับลูกค้ามีความสำคัญต่อความสามารถทางการแข่งขันของธุรกิจ การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประโยชน์ ความท้าทาย และวิธีการประเมินผลกระทบของการใช้ Generative AI ของธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีประสบการณ์ในการใช้ Generative AI ในงานบริการลูกค้าจำนวน 3 คน ด้วยการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า Generative AI ช่วยปรับปรุงประสบการณ์ลูกค้า ผ่านการปรับแต่งประสบการณ์ให้เป็นรายบุคคล เพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และการคาดการณ์พฤติกรรมลูกค้า เพื่อออกแบบกลยุทธ์การตลาดที่เหมาะสม ทั้งนี้ การนำ Generative AI มาใช้ใน SMEs มีความท้าทายทั้งในด้านความปลอดภัยของข้อมูลความเป็นส่วนตัว ความแม่นยำของโมเดล AI รวมถึงความพร้อมของทรัพยากรและบุคลากรขององค์การ แนวทางในการประเมินผลกระทบของ Generative AI ต่อประสบการณ์ลูกค้าและความภักดีของลูกค้า สามารถประเมินได้ผ่านการใช้ Generative AI ในการวิเคราะห์ข้อมูลลูกค้าแบบเรียลไทม์ ความสามารถในการตอบสนองที่ตรงกับความต้องการของลูกค้า และพัฒนาและปรับปรุงคุณภาพการให้บริการจากการวิเคราะห์ข้อมูลความคิดเห็นหรือข้อร้องเรียนของลูกค้า ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นศักยภาพของ Generative AI ในการช่วย SMEs จัดการและส่งมอบประสบการณ์ลูกค้า เพื่อสร้างความจงรักภักดีและความได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/280932 การประเมินกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้บัตรเครดิตในงานแสดงสินค้า B2C กรณีศึกษางาน Power Buy Expo 2025-05-17T19:54:04+07:00 มนต์ชนะ สัตยธำรงเธียร designalive@gmail.com สืบพงษ์ สมิตทันต์ designalive@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินกลยุทธ์ส่งเสริมการใช้บัตรเครดิตในบริบทของงานแสดงสินค้าแบบธุรกิจสู่ผู้บริโภค (B2C) โดยใช้กรณีศึกษางาน Power Buy Expo ซึ่งเป็นงานแสดงสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ขนาดใหญ่ในประเทศไทย งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริโภค จำนวน 25 คน ที่มีประสบการณ์ในการใช้บัตรเครดิตภายในงาน ผลการวิจัยพบว่ากลยุทธ์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคมากที่สุด ได้แก่ การผ่อนชำระ 0% ซึ่งช่วยลดภาระทางการเงินและเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงสินค้ามูลค่าสูง กลยุทธ์เงินคืนและคะแนนสะสมยังส่งผลต่อการรับรู้ความคุ้มค่าและความภักดีในระยะยาว ขณะที่ส่วนลดทันทีตอบสนองกลุ่มที่ตัดสินใจรวดเร็ว ผลการวิจัยยังชี้ให้เห็นถึงปัจจัยที่เอื้อและขัดขวางการใช้โปรโมชัน อาทิ ความชัดเจนของเงื่อนไข ความเข้าใจทางการเงิน และข้อจำกัดด้านวงเงิน งานวิจัยเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์สำหรับผู้จัดงานและสถาบันการเงินในการออกแบบโปรโมชันที่สอดคล้องกับความต้องการต่อพฤติกรรมผู้บริโภคและส่งเสริม<br />การใช้จ่ายอย่างยั่งยืน อีกทั้งยังสามารถใช้ผลการศึกษาเป็นข้อเสนอแนะเชิงนโยบายต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงพาณิชย์ และหน่วยงานด้านคุ้มครองผู้บริโภค เพื่อส่งเสริมความรู้ทางการเงิน<br />และออกแบบกลไกสนับสนุนการใช้จ่ายอย่างรับผิดชอบในงานแสดงสินค้า</p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/281283 การพัฒนาความยืดหยุ่นทางจิตใจและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิต ของนักศึกษาครุศาสตรบัณฑิตด้วยกิจกรรมแนะแนว PRIDE 2025-07-16T10:52:45+07:00 เจษฎา บุญมาโฮม krutonpsy@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความยืดหยุ่นทางจิตใจและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตก่อนและหลังการได้รับการจัดกิจกรรมแนะแนวด้วยกระบวนการ PRIDE และ 2) เปรียบเทียบความยืดหยุ่นทางจิตใจและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตระหว่างกลุ่มทดลองกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาหลักสูตรครุศาสตรบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม จำนวน 24 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 12 คน และกลุ่มควบคุม 12 คน โดยคัดเลือกจากผู้ที่มีคะแนนความยืดหยุ่นทางจิตใจต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 50 ลงมา และสมัครใจเข้าร่วมการทดลอง จากนั้นจึงสุ่มอย่างง่าย เพื่อแบ่งเป็นกลุ่มทดลองกลุ่มควบคุมกลุ่มละ 12 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ 1) แผนการจัดกิจกรรมแนะแนวด้วยกระบวนการ PRIDE 2) แบบวัดความยืดหยุ่นทางจิตใจ และ 3) แบบวัดการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิต สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบที ผลการวิจัยพบว่า 1) ภายหลังการได้รับการจัดกิจกรรมแนะแนวด้วยกระบวนการ PRIDE นักศึกษา<br />กลุ่มทดลองมีความยืดหยุ่นทางจิตใจและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตสูงกว่าก่อนการจัดกิจกรรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 2) ภายหลังการทดลองนักศึกษากลุ่มทดลองมีความยืดหยุ่นทางจิตใจและการจัดการความไม่แน่นอนในชีวิตสูงกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/280541 การวิเคราะห์ปัญหาการขนส่งด้วยตัวแบบโลจิสติกส์ถดถอย 2025-05-16T22:10:05+07:00 เนรัญชลา กำไลทอง naranchala.khu@rmutr.ac.th ชยโชติ ชาลีพรหม naranchala.khu@rmutr.ac.th <p>งานวิจัยในครั้งนี้มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาวิเคราะห์ปัญหาขนส่ง อันเป็นปัญหาสำคัญที่เกิดขึ้นในภาคธุรกิจที่ให้บริการด้านระบบโลจิสติกส์ องค์กรที่เกี่ยวข้องสามารถนำผลการศึกษาไปพยากรณ์ผลของกิจกรรมทางธุรกิจในสายงานผู้ประกอบการให้บริการขนส่งสินค้า การวิเคราะห์ข้อมูลอาศัยเทคนิคทางคณิตศาสตร์และสถิติ คือการนำสมการถดถอยโลจิสติกส์มาประยุกต์ใช้ ข้อมูลที่ใช้เป็นข้อมูลทุติยภูมิที่ได้จากสมาคมไทยโลจิสติกส์ ในการศึกษาได้กำหนดปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับความคุ้มค่าในการรับงานขนส่งของผู้ประกอบการเป็นตัวแปรอิสระ ได้แก่ ต้นทุนค่าขนส่งสินค้า, ระยะทางจากต้นทางไปยังจุดปลายทาง ขนาดและน้ำหนักของสินค้า จำนวนเที่ยวบรรทุก และอัตราค่าบริการโดยเฉลี่ย ส่วนตัวแปรตาม คือ ความคุ้มค่าจากการรับงานของกลุ่มผู้ประกอบการโลจิสติกส์ ผลการศึกษาพบว่า ตัวแบบโลจิสติกส์ถดถอยที่สร้างขึ้นสามารถพยากรณ์ผลของตัวแปรตามได้ถึงร้อยละ 46.90 ซึ่งสามารถยอมรับและนำไปประยุกต์ใช้ในทางธุรกิจได้พร้อมกันนี้คณะผู้วิจัยได้นำเทคนิค Hosmer and Lemeshow มาทำการตรวจสอบความเหมาะสมของตัวแบบ และพบว่าค่า p-value เท่ากับ 0.581 ชี้ให้เห็นว่าตัวแบบนี้ มีความเหมาะสมสามารถใช้ในการพยากรณ์ปัญหาการขนส่งได้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 </p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RJSH/article/view/281313 ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สหวิทยาเขตกันทรารมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร 2025-06-11T12:36:50+07:00 เบญจมาศ ชุ่มชื่น benjamas_ch@prot.ac.th นิวัตต์ น้อยมณี benjamas_ch@prot.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาและเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามเพศ ระดับการศึกษา อายุ และประสบการณ์ในการทำงาน โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสหวิทยาเขตกันทรารมย์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาศรีสะเกษ ยโสธร จำนวน 162 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบจำแนกทางเดียว และการทดสอบความแตกต่างรายคู่<br />ด้วยวิธีการของเชฟเฟ่ ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ การส่งเสริมการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเรียน<br />การสอน รองลงมา คือ ด้านการมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล ด้านการบริหารงานโดยใช้ข้อมูลสารสนเทศ และด้านการมีวิสัยทัศน์ดิจิทัล ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา พบว่า เพศมีผลต่อภาวะผู้นำดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 ระดับการศึกษาและอายุไม่มีความแตกต่างโดยรวม แต่บางด้านยังมีความแตกต่างกัน ส่วนประสบการณ์ในการทำงานไม่มีความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> 2025-09-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลรัตนโกสินทร์