https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/issue/feed วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา 2020-06-10T10:47:10+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ภัทราวดี มากมี pattrawadee@buu.ac.th Open Journal Systems วิทยาการวิจัยและวิทยาการปัญญา; Research Methodology & Cognitive Science https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243139 การเพิ่มเชาวน์ปัญญาด้านภาษาศาสตร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษาด้วยโปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษา: การศึกษาเชิงคลื่นไฟฟ้าสมอง 2020-06-09T10:43:27+07:00 Suwarin Thinthawee thinthawee@gmail.com Pattrawadee Makmee pattrawadee@gmail.com Peera Wongupparaj peerawong02@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษา สร้างแบบวัดเชาวน์ปัญญาด้านภาษาศาสตร์ ศึกษาผลของโปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษาโดยเปรียบเทียบความแตกต่างของคลื่นไฟฟ้าสมองจากการทำแบบวัดเชาวน์ปัญญาด้านภาษาศาสตร์ ก่อนกับหลังฝึกด้วยโปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษาและทดสอบปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศและเชาวน์ปัญญาทั่วไปที่มีผลต่อคลื่นไฟฟ้าสมองหลังฝึกด้วยโปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษา กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 81 คน แบ่งเป็น 4 กลุ่ม (กลุ่มละ 19-21 คน) โดยใช้แบบแผนการทดลองแบบ 2x2 Factorial pretest and posttest Design (Between subjects) กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัย เก็บรวมรวมข้อมูลจากกิจกรรมการทดสอบผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ด้วยแบบวัดเชาวน์ปัญญาด้านภาษาศาสตร์และวัดคลื่นไฟฟ้าสมอง (EEG) สถิติที่ใช้ได้แก่ การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนสองทาง และค่าขนาดอิทธิพล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า โปรแกรมฝึกความสามารถด้านการใช้ภาษาที่พัฒนาขึ้นสามารถเพิ่มเชาวน์ปัญญาด้านภาษาศาสตร์ได้จริง ในภาพรวมกลุ่มตัวอย่างมีค่าเฉลี่ยพลังงานสัมบูรณ์ของคลื่นไฟฟ้าสมองหลังฝึกสูงกว่าก่อนฝึก เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเพศหลังฝึกเพศชายมีคลื่นไฟฟ้าสมองสูงกว่าเพศหญิง เมื่อเปรียบเทียบระหว่างเชาวน์ปัญญาทั่วไปหลังฝึกกลุ่มที่มีเชาวน์ปัญญาทั่วไปต่ำมีคลื่นไฟฟ้าสมองสูงกว่ากลุ่มที่มีเชาวน์ปัญญาทั่วไปสูงมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างเพศกับเชาวน์ปัญญาทั่วไปต่อคลื่นไฟฟ้าสมองช่วงความถี่ Gamma ที่ตำแหน่ง F3</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243148 ผลของการปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ที่มีต่อการควบคุมอารมณ์: การศึกษาเชิงพฤติกรรมและคลื่นไฟฟ้าสมอง 2020-06-10T10:32:41+07:00 Wirachai Kamthorn wirachai.k@dru.ac.th Pratchaya Kaewkaen pkkinformation@gmail.com Peera Wongupparaj peerawong02@gmail.com <p>สมาธิมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์และผลของการฝึกสมาธิคือการสร้างความสมดุลทางร่างกายและจิตใจที่สมบูรณ์ ดังนั้นในการวิจัยนี้มุ่งพัฒนาวิธีปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจและการปฏิบัติสมาธิแบบนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ที่มีต่อการควบคุมอารมณ์ และเพื่อศึกษาผลของการฝึกปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจและการปฏิบัติสมาธิแบบนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ที่มีต่อการควบคุมอารมณ์ ด้วยการ (1) เปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์ จากการศึกษาเชิงพฤติกรรมระหว่าง การปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจ และการปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ (2) เพื่อเปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์ จากการศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมอง ระหว่างการปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจและการปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ วิเคราะห์ลักษณะคลื่นไฟฟ้าสมองขณะนั่งสมาธิของนิสิตมหาวิทยาลัยบูรพา กลุ่มตัวอย่างเป็นอาสาสมัครเข้าร่วมการทดลอง มีอายุระหว่าง 18-23 ปี จำนวน 42 คน ประกอบด้วย กลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจ (<em>กลุ่มควบคุม</em>) จำนวน 21 คน และกลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ <br>(<em>กลุ่มทดลอง</em>) จำนวน 21 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบรายงานการควบคุมอารมณ์ และเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าสมองระบบ Neuroscan และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยายและสถิติทดสอบที ผลการวิจัยปรากฏว่า</p> <ol> <li class="show">ผลการพัฒนาวิธีปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจและวิธีปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์มีความเหมาะสมซึ่งส่งผลต่อการควบคุมอารมณ์ และส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพลังงานคลื่นไฟฟ้าสมอง</li> <li class="show">ผลเปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์จากการศึกษาเชิงพฤติกรรม (1) ก่อนการทดลอง เปรียบเทียบค่าเฉลี่ยการควบคุมอารมณ์ พบว่า ด้านความยากลำบากในการควบคุมแรงกระตุ้นในกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) หลังการทดลอง เปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์ 6 มิติ<br>พบค่าเฉลี่ยในกลุ่มควบคุมมากกว่ากลุ่มทดลอง</li> <li class="show">ผลเปรียบเทียบการควบคุมอารมณ์จากการศึกษาคลื่นไฟฟ้าสมอง (1) การปฏิบัติสมาธิในกลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจ และกลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบกำหนดนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพลังงานคลื่นไฟฟ้าสมองคลื่นเธต้า (Theta) ช่วงเวลาพื้นฐาน (Baseline) ที่ตำแหน่งอิเล็กโทรด FZ TP7 CP1 (2) การปฏิบัติสมาธิในกลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบนับลมหายใจและกลุ่มปฏิบัติสมาธิแบบนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงพลังงานคลื่นไฟฟ้าสมองคลื่นอัลฟ่า (Alpha) ช่วงเวลาพื้นฐาน (Baseline) ที่ตำแหน่งอิเล็กโทรด (N/A) อธิบายคือไม่พบผลกระตุ้นจากการปฏิบัติสมาธิทั้ง 2 วิธี</li> </ol> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; สรุปการฝึกสมาธิแบบนับลมหายใจร่วมกับไบนิวรอลบีทซ์ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคลื่นเธต้าแต่ไม่ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงคลื่นอัลฟ่า</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243156 การบูรณาการพหุประสาทสัมผัสร่วมกับการดูแลทารกแบบแกงการูต่อความสามารถทางปัญญาในทารกวัย 2 เดือน 2020-06-09T13:45:31+07:00 Watcharee Numprasert watchareenmp@au.edu Peera Wongupparaj peerawong02@gmail.com Piyathip Pradujprom piyathip@go.buu.ac.th <p>การบูรณาการพหุประสาทสัมผัสร่วมกับการดูแลทารกแบบแกงการูได้ถูกพัฒนาขึ้นบนรากฐานของ 3 องค์ความรู้เกี่ยวกับช่วงเวลาแห่งโอกาส วงจรการหลับ-การตื่น และทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ร่วมกับแบบจำลองนิเวศวิทยาเพื่อเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในทารกแรกเกิด การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาผลของการบูรณาการพหุประสาทสัมผัสร่วมกับการดูแลทารกแบบแกงการูต่อความสามารถทางปัญญาในทารกวัย 2 เดือน โดยศึกษาจากพฤติกรรมการมองสิ่งคุ้นชินเมื่อทารกอายุ 1 และ 2 เดือน กลุ่มตัวอย่างเป็นทารกแรกเกิดคลอดปกติ อายุครรภ์ครบกำหนด และสุขภาพดี จำนวน 46 คน จัดเข้ากลุ่มทดลอง จำนวน 24 คน และกลุ่มควบคุมจำนวน 22 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มทดลองได้รับการส่งเสริมการบูรณาการพหุประสาทสัมผัสร่วมกับการดูแลทารกแบบแกงการูอย่างต่อเนื่องนาน 2 เดือน กลุ่มควบคุมได้รับการส่งเสริมการดูแลทารกแบบแกงการูอย่างต่อเนื่องนาน 2 เดือน วัดเวลามองรวมและการมองซ้ำจากการทดสอบการมองสิ่งคุ้นชิน วิเคราะห์เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมด้วยสถิติทดสอบที สถิติทดสอบเอฟและการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุคูณทางเดียวแบบวัดซ้ำผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยเวลามองรวม จำนวนการมองซ้ำ ระหว่างทารกกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมพบว่า กลุ่มทดลองมีค่าเฉลี่ยเวลามองรวมและจำนวนการมองซ้ำน้อยกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ผลการศึกษาสนับสนุนว่า แผนการบูรณาการพหุประสาทสัมผัสร่วมกับการดูแลทารกแบบแกงการูที่พัฒนาขึ้นนี้มีความเหมาะสมในการเสริมสร้างความสามารถทางปัญญาในทารกแรกเกิด</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243167 การพัฒนาเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวของนักเรียนระดับประถมศึกษาด้วยโปรแกรมไอเพกส์ 2020-06-09T14:51:00+07:00 Prasert Thongthip pkkinformation@gmail.com Pratchaya Kaewkaen pkkinformation@gmail.com <p>การพัฒนาเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวมีความสำคัญต่อการดำรงชีวิตของมนุษย์ในอนาคตเพราะการดำรงชีวิตมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอันเกิดจากการมีพฤติกรรมเนือยนิ่งดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมไอเพกส์ (IPEGs Program: Innovation Program for Exercise Games) เพื่อพัฒนาเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวของนักเรียนระดับประถมศึกษา โรงเรียนอนุบาลจุมพลโพนพิสัย การพัฒนากิจกรรมโปรแกรมไอเพกส์ ประกอบด้วย การศึกษาการเรียนรู้ด้วยตนเอง การสังเคราะห์เอกสาร การสร้างรูปแบบกิจกรรมโปรแกรมไอเพกส์มี 3 กิจกรรม คือ (1) การฝึกสมรรถภาพทางจิต (2) การฝึกสมรรถภาพทางกาย และ (3) การผ่อนคลาย และนำไปใช้กับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 จำนวน 80 คน 4 กลุ่มทดลอง โดยเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยคะแนนตอบถูกจากแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว Flanker Taskก่อนและหลังการทดลอง การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ <em>t</em>-test และ two-way ANOVA ผลการวิจัยพบว่า ค่าเฉลี่ยคะแนนความถูกต้องจากแบบทดสอบเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวผ่านหน้าจอคอมพิวเตอร์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา จำแนกตามเพศและจำแนกตามระดับไอคิว ระหว่างก่อนกับหลังการใช้โปรแกรมไอเพกส์แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยเพศชายระดับไอคิวสูงกว่าเพศหญิงนอกจากนี้ ระดับ&nbsp;&nbsp; ไอคิวสูงและต่ำมีปฏิสัมพันธ์ต่อเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหว แต่เพศชายและเพศหญิงไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวรวมทั้ง เพศกับระดับไอคิวไม่มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันกับเชาวน์ปัญญาด้านร่างกายและการเคลื่อนไหวของนักเรียนระดับประถมศึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243168 การวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของโทลูอีนที่มีผลต่อการเรียนรู้และความจำระยะยาว ของหนูทดลองและพนักงานที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้นต่ำเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง 2020-06-09T16:30:21+07:00 Pichai Kantachai Kantachai.pichai@gmail.com Prachaya Kaewkaen pkkinformation@gmail.com Yoottana Janthakhin yoottana.ja@go.buu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษานี้มุ่งเน้นศึกษาเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านการทำงานของสมองที่เกี่ยวข้องกับการเรียนรู้และความจำจากการสัมผัสโทลูอีนโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของโทลูอีนที่รับสัมผัสแล้วส่งผลต่อพฤติกรรมทางระบบประสาทและสารสื่อประสาทที่เกี่ยวข้องกับความจำในสัตว์ทดลองเพื่อวิเคราะห์ระดับความเข้มข้นของ&nbsp; โทลูอีนที่รับสัมผัสแล้วส่งผลต่อการเกิดภาวะความจำบกพร่องและการเปลี่ยนแปลงของสารชีวเคมีที่เกี่ยวข้องกับความจำในมนุษย์และเพื่อศึกษาสหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างผลการประเมินความจำเบื้องต้นด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทยกับสารชีวเคมีในร่างกายของพนักงานที่สัมผัสโทลูอีนแบ่งการศึกษาออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะการศึกษาในสัตว์ทดลอง ใช้หนูเมาส์จำนวน 20 ตัว และระยะการศึกษาในพนักงานที่ทำงานในโรงงานอุตสาหกรรมรถยนต์ จำนวน 60 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ Independent sample <em>t</em>-test, Paired-sample<em> t</em>-test, One-way ANOVA และ Multiple correlation analysis</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย พบว่าหนูกลุ่มทดลองที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านส่วน (<em>t</em>=3.29, <em>p</em>=.03) และหนูกลุ่มทดลองที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน (<em>t</em>=3.81, <em>p</em>=.02) มีค่าเฉลี่ยดัชนีการจดจำลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 หลังรับสัมผัสโทลูอีน นอกจากนั้นยังพบว่า หนูกลุ่มควบคุมที่ไม่ได้รับสัมผัสโทลูอีนมีระดับของสารโดปามีน (Dopamine) ในสมองต่ำกว่าหนูกลุ่มทดลองที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านส่วน (<em>MD</em>=-45.35, <em>p</em>&lt;.05) ความเข้มข้น 100 ส่วนในล้านส่วน (<em>MD</em>=-35.28, <em>p</em>&lt;.05) และความเข้มข้น 150 ส่วนในล้านส่วน(<em>MD</em>=-34.77, <em>p</em>&lt;.05) แต่ไม่พบความแตกต่างของระดับของสารเซโรโทนิน (Serotonin) ในสมองหนูกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลองทุกกลุ่ม (<em>F</em>=.932, <em>p</em>=.450) ส่วนระดับของสารชีวเคมีในร่างกาย ได้แก่ โคเลสเตอรอลในเลือด (<em>t</em>=.27, <em>p</em>=.79) และเอช ดี แอล โคเลสเตอรอลในเลือด (<em>t</em>=-1.37, <em>p</em>=.18) ระหว่างพนักงานที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านส่วนกับพนักงานที่ไม่สัมผัสโทลูอีน พบว่า ไม่มีความแตกต่างกัน และค่าความสมบูรณ์ของเลือด ได้แก่ ระดับเซลล์เม็ดเลือดขาว (<em>t</em>=-1.11, <em>p</em>=.27) ระดับฮีโมโกลบิน <em>(t</em>=.87, <em>p</em>=.39) ระดับฮีมาโทคริต (<em>t</em>=1.02, <em>p</em>=.31) ระดับเกล็ดเลือด (<em>t</em>=-81, <em>p</em>=.42) ระหว่างพนักงานที่สัมผัสโทลูอีนความเข้มข้น 50 ส่วนในล้านส่วนกับพนักงานที่ไม่สัมผัสโทลูอีน พบว่า ไม่มีความแตกต่าง นอกจากนั้นยังพบว่าผลการประเมินความจำเบื้องต้นด้วยแบบทดสอบสมรรถภาพสมองเบื้องต้นฉบับภาษาไทย ระหว่างกลุ่มพนักงานที่ทำงานที่เกี่ยวข้องกับการพ่นสีรถยนต์ที่มีการสัมผัสโทลูอีน<br>ความเข้มข้นประมาณ 50 ส่วนในล้านส่วนเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม พบว่า ไม่แตกต่างกัน (<em>t</em>=-.53, <em>p</em>=.60) อย่างไรก็ตามยังมีความจำเป็นในการศึกษาในตัวอย่างเปิด โดยเฉพาะผู้ที่มีโอกาสรับสัมผัสโทลูอีนแต่ไม่ได้มีการป้องกันตนเองโดยการสวมใส่อุปกรณ์ป้องกันอันตรายส่วนบุคคลเพื่อให้เห็นถึงผลกระทบต่อสุขภาพเนื่องจากการรับสัมผัสโทลูอีนในความเข้มข้นต่ำเป็นระยะเวลาต่อเนื่อง</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243179 การพัฒนาวิธีจำแนกประเภทข้อมูลโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบปรับเหมาะผสมผสานการหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบกลุ่มอนุภาค สำหรับการจำแนกประเภทกลุ่มเสี่ยง ในการเป็นโรคเบาหวาน 2020-06-10T10:46:22+07:00 Akanit Thongjit akanit2524@gmail.com Poonpong Suksawang psuksawang@gmail.com Jatupat Mekparyup psuksawang@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาวิธีจำแนกประเภทข้อมูลโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบปรับเหมาะผสมผสานการหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบกลุ่มอนุภาค 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพวิธีการจำแนกประเภทข้อมูล 3 วิธี ได้แก่ โครงข่ายประสาทเทียมแบบปรับเหมาะผสมผสานการหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบกลุ่มอนุภาค (AANN-PSO) โครงข่ายประสาทเทียมแบบดั้งเดิมผสมผสานการหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบกลุ่มอนุภาค (ANN-PSO) และโครงข่ายประสาทเทียมแบบดั้งเดิม (ANN) และ 3) ศึกษาการจำแนกประเภทกลุ่มเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวานและกลุ่มปกติโดยใช้วิธีการจำแนกประเภทข้อมูลที่พัฒนาขึ้นข้อมูลที่ใช้ในการศึกษาเป็นตัวอย่างผู้ป่วยที่มีภาวะเสี่ยงต่อการเป็นโรคเบาหวานในพื้นที่เขตรับผิดชอบของสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดนครพนม ปี พ.ศ. 2561จำนวน 7,000 ระเบียน ผลการวิจัยปรากฏว่า</p> <ol> <li class="show">วิธีจำแนกประเภทข้อมูลโดยใช้โครงข่ายประสาทเทียมแบบปรับเหมาะผสมผสานการหาค่าเหมาะสมที่สุดแบบกลุ่มอนุภาคที่พัฒนาขึ้น ด้วยฟังก์ชันการแปลงใหม่เมื่อทำให้ค่าความชันของฟังก์ชันเป้าหมายลดลง และประสิทธิภาพการจำแนกประเภทข้อมูลมีค่าความแม่นยำเพิ่มขึ้น</li> <li class="show">วิธี AANN-PSO มีประสิทธิภาพการจำแนกประเภทข้อมูลมากกว่าวิธี ANN<strong>-</strong>PSO และ วิธี ANN ทั้ง 5 สถานการณ์ และมีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเมื่อขนาดตัวอย่างเพิ่มขึ้น</li> <li class="show">ตัวแปรที่เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเป็นโรคเบาหวาน ได้แก่ ดัชนีมวลกาย ความดันโลหิตช่วงหัวใจคลายตัว อายุ ความดันโลหิตช่วงหัวใจบีบตัว เส้นรอบเอว และประวัติเบาหวานในญาติสายตรง โดยการจำแนกประเภทข้อมูลกลุ่มเสี่ยงผู้ป่วยเป็นโรคเบาหวานด้วยวิธี AANN-PSO มีค่าความแม่นยำ ร้อยละ 92.79 และค่าความคลาดเคลื่อนกำลังสองเฉลี่ยเท่ากับ 0.07</li> </ol> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243180 การพัฒนาตัวสถิติเลวีนแบบปรับใหม่โดยใช้มัธยฐานในการทดสอบการเท่ากันของ ความแปรปรวน 2020-06-10T10:47:03+07:00 Sukanya Sirimat sukasi@kku.ac.th Parinya Ruengtip tongparinya@windowslive.com Pattrawadee Makmee pattrawadee@gmail.com Afifi Lateh afifi.l@psu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาตัวสถิติเลวีนแบบปรับใหม่ด้วยมัธยฐานในการทดสอบการเท่ากันของความแปรปรวนและเพื่อเปรียบเทียบประสิทธิภาพของสถิติเลวีนแบบปรับใหม่ด้วยมัธยฐานกับตัวสถิติบาร์ตเลตต์ <br>เลวีน 4 รูปแบบ โอบรีน และบราวน์ฟอร์สิตีโดยพิจารณาจากความสามารถในการควบคุมความน่าจะเป็นของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1 และอำนาจการทดสอบ ภายใต้การจำลองสถานการณ์โดยใช้เทคนิคมอนติคาร์โล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยปรากฏว่าสถิติเลวีนแบบปรับใหม่โดยใช้มัธยฐานสำหรับทดสอบการเท่ากันของความแปรปรวนได้รับการพัฒนา สถิติตัวที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นมีแนวโน้มที่สามารถควบคุมความน่าจะเป็นของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1 ได้หลากหลายสถานการณ์มากกว่าตัวสถิติบาร์ตเลตต์ และเลวีน นอกจากนั้นยังสามารถควบคุมความน่าจะเป็นของความคลาดเคลื่อนแบบที่ 1 ได้ใกล้เคียงกับตัวสถิติโอบรีน และบราวน์ฟอร์สิตี ตามเกณฑ์การพิจารณาความแกร่งของคอนโอเวอร์จากทั้งหมด 36สถานการณ์ เมื่อนำสถิติที่พัฒนาขึ้นใหม่ไปทดสอบกับข้อมูลที่มีลักษณะเบนออกจากการแจกแจงแบบปกติ พบว่าสถิติตัวนี้มีแนวโน้มที่จะมีอำนาจการทดสอบสูงกว่าตัวสถิติบาร์ตเลตต์ เลวีน โอบรีน และบราวน์ฟอร์สิตี</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243181 การตรวจสอบเฝ้าระวังอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM) โดยใช้แผนภูมิควบคุม p ปรับแก้ 2020-06-10T10:47:05+07:00 Natthanun Wareesawedsuwan wasirin_w@hotmail.com Suchada Kornpetpanee wasirin_w@hotmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบเฝ้าระวังอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์(GDM)โดยใช้แผนภูมิควบคุม p ปรับแก้ การดำเนินงานใช้เครื่องมือคือ แผนภูมิควบคุม p ปรับแก้ ร่วมกับกฎความไวสำหรับแผนภูมิควบคุม (Sensitivity rules for control chart) คือใช้กฎการแปลความหมาย (Interpretation rules) 4 ข้อในการตรวจสอบเฝ้าระวังและหาระดับการเตือนอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ (GDM) ในพื้นที่ศึกษาจากข้อมูลทุติยภูมิ GDM ตั้งแต่เดือน ต.ค. 2554 – ม.ค. 2559 (52 เดือน) โรงพยาบาลศูนย์สกลนคร จังหวัดสกลนคร</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการตรวจสอบเฝ้าระวังอุบัติการณ์ของโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์(GDM)โดยแผนภูมิควบคุม p ปรับแก้ ปรากฏว่า 1) มีจุดออกนอกขีดจำกัดควบคุม 1 จุด คือ เดือน พ.ย. 2558 กระบวนการเกิดความผิดปกติขึ้น 2) ตรวจสอบหาสาเหตุที่เกิดขึ้นโดยนำปัจจัยเสี่ยง (Risk factor) ของ GDM มาวิเคราะห์พาเรโตด้วยกฎ 80/20ปรากฏว่า ปัจจัยเสี่ยงที่เป็นสาเหตุสำคัญมากเกือบร้อยละ 80 มี 3 ปัจจัย ได้แก่ อายุตั้งครรภ์ตั้งแต่ 30 ปีขึ้นไป ภาวะอ้วนก่อนการตั้งครรภ์ และภาวะน้ำหนักเกินก่อนการตั้งครรภ์ แสดงให้เห็นว่าเกิดจากสาเหตุที่ระบุได้ (Assignable causes) จึงตัดข้อมูลเดือน พ.ย. 2558 ออก และ 3) ปรับเส้นขีดจำกัดควบคุม ปรากฏว่า 3.1) ทุกจุดอยู่ในขีดจำกัดควบคุม กระบวนการปกติ และ 3.2) ตรวจหาระดับการเตือน พบจุดที่ตกนอกขีดจำกัดเตือนบน 3 จุด คือ เดือน ต.ค. 2554, ม.ค. 2555 และเม.ย. 2558 ดำเนินการแจ้งเตือนเพื่อป้องกันการออกนอกขีดจำกัดควบคุมในอนาคต</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243182 การพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนนจุดตัดตามแนวคิดของ Angoff โดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ 2020-06-10T10:47:05+07:00 Onnitcha Thodsata onnitcha2@gmail.com Piyathip Pradujprom piyathip@go.buu.ac.th Kanok Panthong kanok1459@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมคำนวณคะแนนจุดตัดตามแนวคิดของ Angoffโดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบ ซึ่งผู้วิจัยได้พัฒนาโปรแกรมในรูปแบบ Web Application การสร้างและพัฒนาโปรแกรมมี 6 ขั้นตอน ดังนี้ 1) การวิเคราะห์ระบบ 2) การออกแบบและสร้างฐานข้อมูล 3) การพัฒนาโปรแกรม 4) การทดสอบและปรับปรุงโปรแกรม 5) การจัดทำคู่มือการใช้โปรแกรม และ 6) การประเมินความเหมาะสมและประสิทธิภาพ<br>การใช้งานโปรแกรมโดยเขียนด้วยภาษา PHP, HTML5, CSS, JavaScript, jQuery และ Bootstrap ใช้ MySQL เป็นระบบฐานข้อมูล ซึ่งการประเมินความเหมาะสมของโปรแกรมโดยผู้เชี่ยวชาญจำนวน 3 คนและการประเมินประสิทธิภาพการใช้โปรแกรมโดยผู้ทดลองใช้โปรแกรม ซึ่งเป็นครูผู้สอนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 40 คน สามารถเข้าใช้งานได้ที่ <a href="http://www.cutoffscoreforangoff.co">www.cutoffscoreforangoff.co </a>วิเคราะห์ระดับความเหมาะสมและความคิดเห็นด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยปรากฏว่าการประเมินความเหมาะสมในด้านต่างๆ ด้วยวิธี Black Box Testing ของโปรแกรมคำนวณคะแนนจุดตัดตามแนวคิดของ Angoffโดยประยุกต์ทฤษฎีการตอบสนองข้อสอบโดยผู้เชี่ยวชาญมีความเหมาะสมโดยภาพรวมระดับมาก (<em>M </em>= 4.10<em>, SD </em>= 0.41) และผลการประเมินความคิดเห็นของผู้ทดลองใช้โปรแกรม โดยภาพรวมมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก (<em>M</em>= 4.50, <em>SD</em> = 0.62) ซึ่งเป็นที่ยอมรับของผู้เชี่ยวชาญและ<br>ผู้ทดลองใช้โปรแกรมทั้งความสามารถของโปรแกรมและความถูกต้องของโปรแกรมสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้จริงอย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243176 การออกแบบโครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง 2020-06-10T10:47:06+07:00 Virasit Piticharoenporn virasitp.win@gmail.com Poliny Ung ungpoliny@gmail.com Poonpong Suksawang psuksawang@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ และออกแบบโครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำ<br>บางปะกง ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี แบ่งเป็น 2 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 วิเคราะห์โครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง ใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา การสำรวจ และการอภิปรายกลุ่ม และระยะที่ 2 ออกแบบโครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง ตามแบบวงจรการพัฒนาระบบแบบ Waterfall Model ด้วยโปรแกรม Arc Gis v.10.5 และประเมินคุณภาพโครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำ<br>บางปะกง ด้วยแบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยปรากฏว่า</p> <ol> <li class="show">ได้องค์ประกอบโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยว จำนวน 13 องค์ประกอบ 77 ตัวบ่งชี้</li> <li class="show">หลักการออกแบบโครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง (WIN-4CS) ประกอบด้วย <br>8 ประเด็น ได้แก่ ความโดดเด่นของสถานที่ท่องเที่ยว การรักษาอัตลักษณ์ของสถานที่ท่องเที่ยว ความพร้อมของเครือข่ายการท่องเที่ยว ความสะดวกสบายในการเดินทาง การมีส่วนร่วมระหว่างชุมชมที่เชื่อมโยงด้านการท่องเที่ยว ระยะเวลาในการเดินทางระหว่างสถานที่ท่องเที่ยว ความพร้อมขององค์ประกอบโลจิสติสก์สำหรับการท่องเที่ยว และการรักษามาตรฐานระดับคุณภาพการท่องเที่ยว</li> <li class="show">ได้โครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง มีจำนวน 6 โครงข่าย เป็นโครงข่าย<br>โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวแบบวันเดียว จำนวน 3 โครงข่าย และแบบช่วงเวลาสั้น จำนวน 3 โครงข่าย</li> <li class="show">การประเมินคุณภาพของโครงข่ายฯ ปรากฏว่า โครงข่ายโลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวลุ่มแม่น้ำบางปะกง ทั้ง 6 โครงข่าย มีความเหมาะความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ในระดับมาก</li> </ol> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243178 การสะท้อนการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ในบริบทห้องเรียนโควต้ามุสลิม โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ 2020-06-10T10:47:07+07:00 Afifi Lateh afifi.l@psu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสะท้อนการจัดการเรียนรู้รายวิชาคณิตศาสตร์ในบริบทห้องเรียนโควต้ามุสลิมโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ซึ่งมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 38 คน และภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2561 จำนวน 39 คน โดยเสนอผ่านวงจรการสะท้อนตามแนวทางของ Gibbs (1988) ผลการจัดการเรียนรู้ซึ่งได้ดำเนินการออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ การทำโพล การสำรวจความคิดเห็น และการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้น ทำให้ผู้เรียนเข้าใจในขั้นตอน หรือกระบวนการดำเนินงานในการทำโพล หรือการสำรวจความคิดเห็น หรือสถิติพรรณนาต่าง ๆ ในการวิเคราะห์ข้อมูลเบื้องต้นได้เป็นอย่างดี และยังเกิดความผ่อนคลายในการเรียนรู้ ได้ปฏิบัติงานจริง อีกทั้งยังสามารถสร้างอินโฟกราฟิกเพื่อนำเสนอผลโพล และผลการสำรวจความคิดเห็นอีกด้วย ผู้สอนได้วิเคราะห์ว่าการจัดการเรียนรู้ใน 2 ปีที่ผ่านมาเห็นความหลากหลายในการกำหนดหัวข้อการทำโพล หรือการสำรวจความคิดเห็น และยังมีหัวข้อที่เป็นประเด็นเชิงพื้นที่อีกด้วย เช่น โพลประเด็นวัคซีน การก่อการร้าย นิกะฮ์ (แต่งงาน) ในวัยเรียน หรือการสำรวจความคิดเห็นประเด็นนโยบาย Green and Clean Campus การบริจาค หรือการละหมาด เป็นต้น และยังพบปัญหาบางประการ อาทิ ปัญหาในการทำงานกลุ่ม ภาระงานของผู้เรียน ผู้สอนเสนอการแก้ปัญหาการทำงานกลุ่มด้วยการเพิ่มทางเลือกในการทำงานเดี่ยว หรืองานคู่เพื่อจะได้เกิดความภูมิใจในชิ้นงานของตนเองมากขึ้น หรือทำในประเด็นที่สนใจต่างจากเดิมได้ ส่วนปัญหาภาระงานในรายวิชาอื่น อาจจะต้องเสนอต่อผู้บริหารเพื่อกำหนดภาระงานร่วมกัน หรือลดภาระงานที่มากจนเกินไปในบางรายวิชาเพื่อให้ผู้เรียนสามารถดำเนินการในรายวิชาอื่น ๆ ได้อย่างเท่าเทียมกันผู้สอนได้วางแผนว่ายังจะดำเนินการในรูปแบบข้างต้นแต่แก้ปัญหาที่ยังเป็นจุดด้อยในการดำเนินการสอนใน 2 ปีที่ผ่านมาให้น้อยลงกว่าเดิม และคิดว่าผู้สอนคณิตศาสตร์น่าจะสามารถดำเนินการในรูปแบบข้างต้น หรือคล้าย ๆ กันเพื่อทำให้ผู้เรียนเกิดทัศนคติที่ดีในรายวิชาคณิตศาสตร์ อีกทั้งผู้เรียนยังสามารถทำโพล หรือสำรวจความคิดเห็นนำไปสู่การนำเสนอด้วยอินโฟกราฟิกที่สามารถสื่อสารไปยังผู้รับสารได้อย่างชัดเจนอีกด้วย</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243171 Factors Affecting Sustainable Tourism Destination Management in Lawachara National Park, Sylhet, Bangladesh 2020-06-10T10:47:08+07:00 Sabbir Bhuiya sabbirpaulbhuiya@gmail.com Sakchai Setarnawat sabbirpaulbhuiya@gmail.com Petcharut Viriyasuebphong sabbirpaulbhuiya@gmail.com <p>This study examined the external and internal factors affecting on sustainable tourism destination management (STDM) in Lawachara National Park (LNP) in Moulvi Bazar, Sylhet, Bangladesh.It is one of the main tourist attractions of Sylhet region.The main aim of the study was to gain knowledge to practice STDM in LNP.Objectives were to examine the external and internal factors that are influencing STDM in LNP and to investigate the level of external &amp; internal factors related to STDM in LNP. Conceptual framework and research hypothesizes showed that external factors like political, economic, socio-culture and technological and internal factors like network management organization, information provider and community brand builder had the relationship with sustainable tourism destination management. The data was collected though a requiredquantitative way questionnaire with participation of 380 respondents of domestic tourists. Findings showed that factors like political, socio-culture and network management organization comes as negative and less supportive factors to STDM in LNP. The use ofadvance technology and successful coordination among stakeholderscould bring solution for STDM in LNP. Further research on external and internal factors affecting STDM in LNP would bringmore result in future.</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RMCS/article/view/243173 The Factors Affecting Tourist Decision Making to Bangladesh as the Leisure Destination: A Case Study of Cox’s Bazar Sea Beach 2020-06-10T10:47:10+07:00 Monsur Ahmed ahmedmonsur2000@gmail.com Sakchai Setarnawat ahmedmonsur2000@gmail.com Petcharut Viriyasuebphong ahmedmonsur2000@gmail.com <p>This research examines the tourism components that are affecting Tourists decision making to visit Cox’s Bazar sea beach, Bangladesh.The objectives of the research are 1) to observe the tourism components affecting the tourist decision making to visit Cox’s Bazar sea beach and 2) to examine the relationship between the tourism components and tourist decision making to visit Cox’s Bazar sea beach. The study conceptualized that the components, that is, attraction, accessibility, accommodation, amenity, and activities would affect the tourist at the time of taking decision to visit Cox’s Bazar sea beach. This study followed the quantitative methodology. Questionnaires were used as research tool. Data were collected from the questionnaires with a participation of 385 respondents of domestic tourists who visited Cox’s Bazar, Bangladesh. According to the developed conceptual framework from the hypotheses were formed. After analyzing the collected data, the researcher found that all the components supported the hypotheses and thus influenced the decision making of the tourists to visit the destination. The future researchers will find the study useful for generating new ideas.</p> 2020-01-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2020