https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/issue/feed วารสารวิจัยรำไพพรรณี 2026-08-28T00:00:00+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดรุ้ง สุวรรณรัตน์ patcharin.r@rbru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยรำไพพรรณี เป็นวารสารระดับชาติที่ผ่านการรับรองผลการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (พ.ศ.2568-2572) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก นักวิจัยจากหน่วยงานภายในและภายนอกต่าง ๆ สู่สาธารณชน รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ได้นำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปใช้ประโยชน์ เปิดรับบทความวิจัยใน สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและชุมชน โดยจัดทำเป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) จำนวน 10 บทความ</p> <p>ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) จำนวน 10 บทความ </p> <p>ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) จำนวน 10 บทความ</p> <p>โดยบทความที่ตีพิมพ์ทุกบทความผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewed) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มาจากหลากหลายสถาบัน ในสาขาวิชานั้น ๆ <strong>ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน</strong> โดยเป็นการประเมินแบบ double-blinded review</p> <p>(ISSN XXXX-XXXX (Online))</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/285974 การศึกษาสภาพ ความต้องการ องค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้ สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2026-01-29T14:23:13+07:00 จุลลดา จุลเสวก chunlada.c@rbru.ac.th นคร ละลอกน้ำ 63810086@go.buu.ac.th ธนะวัฒน์ วรรณประภา 63810086@go.buu.ac.th <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ความต้องการ องค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการตอบแบบสอบถาม ได้แก่ นักศึกษาชั้นปีที่ 3 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จำนวน 181 คน และอาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี จำนวน 48 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการสุ่มอย่างง่าย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการสัมภาษณ์ ได้แก่ อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์มหาวิทยาลัยราชภัฏรำไพพรรณี ที่มีประสบการณ์สอนไม่ต่ำกว่า 5 ปี จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แบบสอบถามสภาพและความต้องการของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน (สำหรับนักศึกษา) (2) แบบสอบถามสภาพ ความต้องการ องค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน (สำหรับอาจารย์) และ (3) แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเกี่ยวกับองค์ประกอบและขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐาน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>สภาพ ความต้องการ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของนักศึกษา มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</li> </ol> <p> 2. สภาพ ความต้องการ ของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู ตามความคิดเห็นของอาจารย์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ส่วนองค์ประกอบและขั้นตอน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด </p> <ol start="3"> <li>ผลการสัมภาษณ์เกี่ยวกับองค์ประกอบ และขั้นตอนของรูปแบบการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์โดยใช้เทคโนโลยีเป็นฐานเพื่อพัฒนาสมรรถนะด้านการจัดการเรียนรู้สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู ประกอบด้วย 4 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การออกแบบการจัดการเรียนรู้ (2) การดำเนินการจัดการเรียนรู้ (3) การใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ และ (4) การวัดและประเมินผล ในส่วนของขั้นตอนประกอบด้วย 5 ขั้นตอน ได้แก่ (1) ขั้นกระตุ้นความสนใจ (2) ขั้นสำรวจและค้นคว้า (3) ขั้นพัฒนาแนวคิดและสร้างสรรค์ (4) ขั้นนำเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และ (5) ขั้นสะท้อนคิดและพัฒนา</li> </ol> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/285764 ปัญหาการใช้วิภัตติปัจจัยเชื่อมประโยคเงื่อนไขภาษาเกาหลี ของผู้เรียนชาวไทย 2026-01-30T11:26:00+07:00 ณัฐวรรณ สินาโรจน์ natthawan@go.buu.ac.th สุนทรี ลาภรุ่งเรือง soontaree@go.buu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาการใช้วิภัตติปัจจัยเชื่อมประโยคเงื่อนไขในภาษาเกาหลีของผู้เรียนชาวไทยในด้านวากยสัมพันธ์และการแบ่งความหมาย โดยศึกษาข้อแตกต่างระหว่างวิภัตติปัจจัยเชื่อมประโยคเงื่อนไข “-(으)면(eumyeon)” และ “-거든(geodeun)” กับคำสันธานเชื่อมประโยคเงื่อนไขในภาษาไทยคำว่า “ถ้า” กับ “แม้” จากการเปรียบเทียบพบว่า “-(으)면(eumyeon)” และ “-거든(geodeun)” มีข้อจำกัดทางวากยสัมพันธ์ ขณะที่คำสันธานในภาษาไทยไม่มีข้อจำกัดเหล่านี้ นอกจากนี้คำว่า “แม้” ยังสามารถใช้ได้ทั้งในเชิงเงื่อนไขและความหมายอื่น ในขณะที่ “-(으)면(eumyeon)” และ “-거든(geodeun)” ใช้ในเชิงเงื่อนไขเท่านั้น ผลการวิเคราะห์การใช้วิภัตติปัจจัยแสดงเงื่อนไขในภาษาเกาหลีของผู้เรียนชาวไทยจากคลังข้อมูลภาษาเกาหลีและข้อผิดพลาดพบว่า 1) ผู้เรียนใช้เฉพาะวิภัตติปัจจัยแสดงเงื่อนไขที่มีข้อจำกัดด้านวากยสัมพันธ์น้อยและไม่สอดคล้องกับระดับภาษาของผู้เรียน 2) การเติมวิภัตติปัจจัย “-(으)면(eumyeon)” ผิดพลาด 3) สะกดคำวิภัตติปัจจัย “-(으)면(eumyeon)” ผิดพลาด 4) การใช้ “-(으)면(eumyeon)” แทน “-아도(ado)” อันเกิดจากความแตกต่างด้านวากยสัมพันธ์ และมีความสับสนในการแบ่งแยกความหมายของคำสันธาน “ถ้า” กับ “แม้” </p> <p><span class="fontstyle0"><br /></span></p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286075 ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนคร เขต 3 2026-01-29T15:28:45+07:00 ทวีชัย ประศรี wichaiprasri@gmail.com นาวี อุดร nawee@npu.ac.th จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ ngmo82969@gmail.com <p> </p> <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา (2) ศึกษาประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน (3) ศึกษาความสัมพันธ์ ระหว่างภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ของครู และ (4) ศึกษาอำนาจพยากรณ์ของภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 จำนวน 308 คน จำแนกเป็นผู้บริหาร จำนวน 136 คน และครู จำนวน 172 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ร้อยละได้มาโดยวิธีการสุ่มแบบหลายขั้นตอนเครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาเป็นแบบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำนวน 2 ฉบับ คือ (1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง .06-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .42-.77 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .92 (2) ประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน มีค่าดัชนีความสอดคล้องเชิงเนื้อหารายข้อระหว่าง .60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .45-.81 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่าที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียน โดยรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษากับประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูในโรงเรียนมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ตัวแปรภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการจัดการเรียนรู้ของครูโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสกลนครเขต 3 มี 4 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการนิเทศ ติดตาม และประเมินการจัดการเรียนรู้ (X<sub>7</sub>) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ พันธกิจ และเป้าหมาย (X<sub>1</sub>) ด้านการจัดการเรียนการสอน (X<sub>3</sub>)</p> <p>ด้านการพัฒนาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษา ( X<sub>5</sub>) สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยตัวแปรพยากรณ์ทั้ง 4 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 43 (R<sup>2</sup>= .43) และมีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของการ พยากรณ์ ±.25) และสามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบและคะแนนมาตรฐาน ได้ดังนี้</p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y' = 1.93 + .18X<sub>7</sub> + .17 X<sub>1</sub> + .12X<sub>3</sub>+.10X<sub>5</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Zy' = .26Z<sub>7</sub> + .25Z<sub>1</sub> +.18Z<sub>3</sub>+.14Z<sub>5</sub></p> <p> </p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286109 ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อแรงจูงใจ ในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 2026-01-29T15:01:10+07:00 อลงกรณ์ แก้วสอนดี 676150110150@npu.ac.th อัครวัฒน์ บุปผาทวีศักดิ์ Cinnawat_edu@npu.ac.th นาวี อุดร nawee@npu.ac.th <p>ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทอย่างยิ่งต่อความสำเร็จในการบริหารและจัดการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการสร้างแรงจูงใจให้แก่ครูผู้สอน ผู้บริหารต้องเข้าใจ และพร้อมสนับสนุนให้ครูปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มประสิทธิภาพ อันนำไปสู่คุณภาพการจัดการศึกษาที่ดียิ่งขึ้น งานวิจัยนี้ ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา กับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู (2) ศึกษาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู 260 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ จำแนกเป็น 2 ฉบับ คือ (1) แบบสอบถามภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษามีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .80-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .56 -.83 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับ เท่ากับ .93 (2) แบบสอบถามเกี่ยวกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู มีค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่าง .60-1.00 มีค่าอำนาจจำแนกรายข้อระหว่าง .40-.71 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐาน โดยใช้ค่าทีแบบ Independent Samples การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถาน โดยรวม อยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวม แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยรวมอยู่ในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามสถานภาพ โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 ผลการเปรียบเทียบจำแนกตามขนาดของสถานศึกษา โดยรวมแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.05 (3) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษากับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูมีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ.01 (4) ภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาที่ร่วมส่งผลต่อแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 1 ด้านวิสัยทัศน์ (X<sub>2</sub>) ด้านทักษะการสื่อสาร (X<sub>1</sub>) ด้านการคิดเชิงกลยุทธ์ (X<sub>5</sub>) ด้านการสร้างแรงบันดาลใจ (X<sub>3</sub>)สามารถพยากรณ์ได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ.01 โดยตัวแปรพยากรณ์ ทั้ง 4 ด้าน ร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 72 ความคาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์ เท่ากับ<strong> ±</strong> .14 สามารถเขียนสมการ ได้ดังนี้ </p> <p>สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ</p> <p> Y' = 1.09 + .25X<sub>2 </sub>+ .24X<sub>5 </sub>+ .17X<sub>1 </sub>+ .09X<sub>3</sub></p> <p> สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน</p> <p> Zy' = .36Z<sub>2 </sub>+ .31Z<sub>5 </sub>+ .27Z<sub>1 </sub>+ .15Z<sub>3</sub></p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286202 ผลกระทบของราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย 2026-01-29T16:00:55+07:00 ประภัสสร คำสวัสดิ์ praphatsorn.cu@gmail.com <p>งานวิจัยนี้ศึกษาผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนที่มีต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจของประเทศไทย โดยใช้แบบจำลอง ARDL (Autoregressive Distributed Lag) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ในระยะสั้นและระยะยาว โดยใช้ข้อมูลรายปี ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2537 – 2567 โดยใช้ข้อมูลสถิติจาก World Bank Group, Statista และ Trading Economics Thailand ผลการวิจัยพบว่า ในระยะยาว ราคาน้ำมันดิบและอัตราแลกเปลี่ยนมีผลกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยราคาน้ำมันดิบมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการเติบโตทางเศรษฐกิจ ขณะที่อัตราแลกเปลี่ยนมีความสัมพันธ์เชิงลบ ในระยะสั้นพบว่า อัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจในอดีต ส่งผลต่อการเติบโตในปัจจุบันในทิศทางเดียวกัน โดยราคาน้ำมันในปัจจุบันกระตุ้นเศรษฐกิจ ขณะที่ราคาน้ำมันในอดีตมีผลกระทบเชิงลบต่อเศรษฐกิจ</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286681 มาตรการทางกฎหมายในการป้องกันและปราบปรามการทรมาน และการกระทำให้บุคคลสูญหาย 2026-03-19T16:04:39+07:00 อริสา อริยะปิติ arisa.arisj@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย 2) เพื่อศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนศึกษากฎหมายระหว่างประเทศ กฎหมายต่างประเทศ และกฎหมายของประเทศไทย 3) เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและมาตรฐานของสิทธิมนุษยชนในระดับสากล โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลจากกฎหมาย และตำราที่เกี่ยวข้อง</p> <p>จากการศึกษาพบว่า พระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 5 ยังมีข้อจำกัดในการบังคับใช้เนื่องจากการกำหนดวัตถุประสงค์ของการกระทำทรมานไว้เพียง 4 ประการ จึงไม่ครอบคลุมการกระทำทรมานในทุกรูปแบบที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน อีกทั้งมาตรการเกี่ยวกับการคุ้มครองสิทธิของผู้ถูกควบคุมตัวตามมาตรา 23 นั้น ยังไม่เพียงพอที่จะป้องกันไม่ให้ผู้ถูกควบคุมตัวถูกกระทำการใดที่เป็นการทรมาน การปฏิบัติที่โหดร้าย หรือการกระทำให้สูญหาย นอกจากนี้ การนำบทบัญญัติในกฎหมายทั่วไปมาบังคับใช้ในการลงโทษสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเลยไม่ปฏิบัติหน้าที่ยังไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เนื่องจากการขาดบทลงโทษที่ชัดเจน ดังนั้น ผู้วิจัยจึงเสนอให้มีการแก้ไขพระราชบัญญัติป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ. 2565 มาตรา 5 มาตรา 23 และกำหนดบทลงโทษเฉพาะสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ละเลยไม่บันทึกข้อมูลเกี่ยวกับผู้ถูกควบคุมตัว หรือปฏิเสธมิให้ใช้สิทธิดังกล่าวโดยไม่มีเหตุอันสมควร</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286236 การจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแผนผังความคิด เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการคิดวิเคราะห์ วิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2026-03-19T14:01:27+07:00 ศิริพร พิมพ์สารี 66920052@go.buu.ac.th ปานเพชร ร่มไทร 66920052@buu.go.ac.th วทัญญู นาวิเศษ 66920052@buu.go.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาประวัติศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแผนผังความคิด และ 2) เปรียบเทียบความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแผนผังความคิด กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/2 โรงเรียนบ้านสวน (จั่นอนุสรณ์) จำนวน 40 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) การวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ชนิดกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลังเรียน (One-group pretest–posttest design) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ (5E) ร่วมกับแผนผังความคิด จำนวน 8 แผน มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ (ระดับ 5 คะแนน) อยู่ระหว่าง 4.88–4.96 (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.38–0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.31–0.69 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.87 และ (3) แบบทดสอบวัดความสามารถในการคิดวิเคราะห์แบบปรนัย 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67–1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.46–0.77 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.38–0.85 และมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ (dependent samples t-test) ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการคิดวิเคราะห์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/287537 การประยุกต์ใช้แนวคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดต้นแบบ LINE Official Account สำหรับร้านค้าวัสดุก่อสร้างประเภทฝาฝ้า 2026-03-19T14:30:17+07:00 วสุธร วงษ์จินดา kirintuangg@gmail.com อรรถศิษฐ์ พัฒนะศิริ wasuthorn.wongchinda@g.swu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวทางการพัฒนากลยุทธ์การตลาดสมัยใหม่ผ่านช่องทาง LINE Official Account สำหรับร้านค้าวัสดุก่อสร้างประเภทฝาฝ้า และ (2) พัฒนาช่องทางการตลาดต้นแบบ LINE Official Account สำหรับร้านค้าวัสดุก่อสร้างประเภทฝาฝ้า งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มผู้ประกอบการ และกลุ่มผู้บริโภค โดยข้อมูลทั้งหมดถูกวิเคราะห์ตามกระบวนการ Design Thinking ได้แก่ Empathize, Define, Ideate, Prototype และ Test ผลการวิจัยพบว่า ร้านฝาฝ้ารายย่อยมีความต้องการพัฒนาช่องทางการตลาดดิจิทัลเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการสื่อสาร การนำเสนอสินค้า และการสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้า แต่ขาดทรัพยากรความรู้ด้านเทคโนโลยี และขาดแบบอย่างการใช้งาน LINE Official Account ที่เหมาะสมต่อบริบทธุรกิจเฉพาะทาง ขณะเดียวกัน ผู้บริโภคต้องการช่องทางที่เข้าถึงง่าย ให้ข้อมูลสินค้าอย่างเป็นระบบ มีภาพประกอบ เข้าใจง่าย และต้องการการตอบกลับที่รวดเร็ว ส่งผลให้การใช้ LINE Official Account อย่างเป็นระบบมีความสำคัญต่อการตัดสินใจซื้อและความพึงพอใจของลูกค้า จากขั้นตอน Ideate และ Prototype งานวิจัยได้พัฒนาต้นแบบ LINE Official Account ที่ประกอบด้วยโครงสร้างเมนูหลัก เนื้อหาที่สื่อสารคุณค่าและคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ ระบบตอบกลับอัตโนมัติ (Chatbot) ฟังก์ชันการนำเสนอโปรโมชัน และรูปแบบ Rich Menu ที่สะท้อนภาพลักษณ์ร้านวัสดุก่อสร้างด้านฝาฝ้าอย่างชัดเจน ผลการทดสอบต้นแบบกับกลุ่มผู้ประกอบการและผู้บริโภคยืนยันว่าต้นแบบดังกล่าวสามารถเพิ่มความสะดวกในการค้นหาข้อมูลสินค้า เพิ่มความน่าเชื่อถือของร้านค้า และช่วยยกระดับประสบการณ์ของผู้ใช้บนแพลตฟอร์มได้อย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้กระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อพัฒนาช่องทางการตลาดผ่าน LINE Official Account ช่วยให้ร้านฝาฝ้ารายย่อยสามารถปรับตัวเข้าสู่การตลาดดิจิทัลได้อย่างเป็นระบบ สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคใหม่ และสามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของธุรกิจวัสดุก่อสร้างประเภทฝาฝ้าในอนาคต</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288077 ผลของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาออนไลน์แบบกลุ่มตามแนวคิดอัตถิภาวนิยมต่องานที่มีความหมายของพยาบาลวิชาชีพในโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิต 2026-05-19T11:22:35+07:00 ประดิภา ภูแสงศรี rngekswu@gmail.com ดลดาว วงศ์ธีระธรณ์ 64920649@go.buu.ac.th ชนัดดา แนบเกษร 64920649@go.buu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างระดับของงานที่มีความหมายในกลุ่มพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิตที่ผ่านเกณฑ์การคัดเลือกอาสาสมัครที่มีค่าเฉลี่ยงานที่มีความหมายในระดับต่ำ – ปานกลาง จากเครื่องมือแบบวัดงานที่มีความหมาย และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย โดยได้กลุ่มตัวอย่างเป็นจำนวนทั้งสิ้น 18 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลอง 8 คน และกลุ่มควบคุม 10 คน ซึ่งกลุ่มทดลองจะได้เข้าร่วมกระบวนการทดลองด้วยเครื่องมือโปรแกรมการปรึกษาเชิงจิตวิทยาออนไลน์แบบกลุ่มตามแนวคิดอัตถิภาวนิยมต่องานที่มีความหมาย โดยโปรแกรมการปรึกษามีจำนวน 12 ครั้ง แบ่งเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที รวมทั้งสิ้น 6 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมจะใช้ชีวิตและได้รับการดูแลตามระบบปกติ กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจะได้รับการวัดผลใน 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล จากนั้นผู้วิจัยจะนำข้อมูลมาด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปเพื่อวิเคราะห์ค่าเฉลี่ยและการเปรียบเทียบผลการวิจัย</p> <p>จากผลการศึกษาพบว่าพยาบาลวิชาชีพที่ได้รับการปรึกษามีระดับของการรับรู้งานที่มีความหมายในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าพยาบาลวิชาชีพที่ไม่ได้รับการปรึกษาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีการรับรู้งานที่มีความหมายในระยะหลังการทดลองสูงกว่าระยะก่อนการทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่าระยะหลัง การทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการปรึกษาเชิงจิตวิทยาออนไลน์แบบกลุ่มตามแนวคิดอัตถิภาว นิยมสามารถเสริมสร้างการรับรู้งานที่มีความหมายในพยาบาลวิชาชีพที่ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในโรงพยาบาลจิตเวชสังกัดกรมสุขภาพจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-08-28T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288605 การพัฒนาคุณภาพและการเพิ่มช่องทางการขาย ผลิตภัณฑ์ชุมชน (MSME) กรณีศึกษาเกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี 2026-06-10T10:13:11+07:00 ปัญญณัฐ ศิลาลาย panyanat.s@rbru.ac.th สุนี ศักดาเดช sunee.s@rbru.ac.th โชติ เนืองนันท์ chote.n@rbru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อพัฒนาคุณภาพอาหารทะเลแห้งและบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน (MSME) เกาะแสมสาร จังหวัดชลบุรี และเพื่อศึกษากลยุทธ์การเพิ่มช่องทางการขายหรือช่องทางการจัดจำหน่าย การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ โดยกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึกและแบบสอบถาม การสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่างที่ 1 คือ ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ และผู้บริโภค จำนวน 30 คน เพื่อให้ได้รูปแบบการพัฒนาคุณภาพอาหารทะเลแห้งและต้นแบบบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนที่เหมาะสม จำนวน 3 แบบ แล้วนำรูปแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน 3 แบบนั้น สอบถามกลุ่มตัวอย่าง ผู้บริโภคโดยแบบสอบถาม จำนวน 400 ราย เพื่อคัดเลือกต้นแบบบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชนอาหารทะเลแห้ง เพื่อนำไปสู่ต้นแบบบรรจุภัณฑ์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ของชุมชนแสมสารและสามารถต่อยอดสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มและขยายช่องทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ประสบความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของการวิจัย การพัฒนาคุณภาพอาหารทะเลแห้งและบรรจุภัณฑ์ของผลิตภัณฑ์ชุมชน (MSME) ตามรูปแบบที่ต้องการของกลุ่มตัวอย่างที่เข้าร่วมโครงการได้ ในรายละเอียด พบว่า กลุ่มตัวอย่างผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ผู้บริโภค จำนวน 30 ราย เลือกต้นแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน 3 แบบ ตามเกณฑ์การเลือก คือ ด้านการใช้งาน: การปกป้อง ความสะดวก และความคุ้มค่า และด้านอัตลักษณ์ธุรกิจ: เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ประทับใจสร้างความทรงจำ สื่อถึงตัวผลิตภัณฑ์ชัดเจน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เมื่อนำบรรจุภัณฑ์ต้นแบบทั้ง 3 แบบให้ผู้บริโภค จำนวน 400 รายเลือก พบว่า ผู้บริโภคเลือกต้นแบบที่ 1 แบบที่ 2 และแบบที่ 3 ในอัตรา ร้อยละ 29.00, ร้อยละ 39.00 และร้อยละ 32.00 ตามลำดับ โดยต้นแบบที่ 2 พบว่า 1) ผลรวมด้านการใช้งาน: การปกป้อง ความสะดวก และความคุ้มค่า<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35, S.D. = 0.98 ระดับพึงพอใจ: มาก และ 2) และด้านอัตลักษณ์ธุรกิจ: เพิ่มมูลค่าธุรกิจ ประทับใจสร้างความทรงจำ สื่อถึงตัวผลิตภัณฑ์ชัดเจน เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />=4.28, S.D.=0.97 ระดับพึงพอใจ: มาก ดังนั้นจากผลการวิจัยทั้งหมด พบว่า ต้นแบบที่ 2 สะท้อนสินค้าอัตลักษณ์ชุมชนและการใช้งาน ที่สามารถเพิ่มมูลค่าอาหารทะเลแห้งเพื่อพัฒนาธุรกิจฐานรากได้</p> 2026-08-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิจัยรำไพพรรณี