https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/issue/feed วารสารวิจัยรำไพพรรณี 2026-04-30T15:28:18+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดรุ้ง สุวรรณรัตน์ patcharin.r@rbru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารวิจัยรำไพพรรณี เป็นวารสารระดับชาติที่ผ่านการรับรองผลการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (พ.ศ.2568-2572) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก นักวิจัยจากหน่วยงานภายในและภายนอกต่าง ๆ สู่สาธารณชน รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ได้นำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปใช้ประโยชน์ เปิดรับบทความวิจัยใน สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและชุมชน โดยจัดทำเป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) จำนวน 10 บทความ</p> <p>ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) จำนวน 10 บทความ </p> <p>ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) จำนวน 10 บทความ</p> <p>โดยบทความที่ตีพิมพ์ทุกบทความผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewed) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มาจากหลากหลายสถาบัน ในสาขาวิชานั้น ๆ <strong>ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน</strong> โดยเป็นการประเมินแบบ double-blinded review</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288982 ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา 2026-04-29T21:40:53+07:00 รินต์ณพัต ดาเล้ง suntaree@tsu.ac.th สุนทรี วรรณไพเราะ suntaree@tsu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา&nbsp; 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา จำแนกตามตัวแปร อายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงานและขนาดสถานศึกษา 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาล นครสงขลา จังหวัดสงขลา กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ครูในโรงเรียนสังกัดเทศบาลนครสงขลา ปีการศึกษา 2568&nbsp; จํานวน 159 คน&nbsp; กำหนดกลุ่มตัวอย่างโดยเทียบตารางสำเร็จรรูปของ Krejcie and Morgan และสุ่มแบบแบ่งชั้นตามขนาดสถานศึกษา จากนั้นใช้วิธีสุ่มอย่างง่ายโดยวิธีการจับสลาก เครื่องมือการวิจัยเป็นแบบสอบถาม (Questionnaire)&nbsp; ค่าความเชื่อมั่นเกี่ยวกับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา มีค่าเท่ากับ .969 สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยล ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน &nbsp;&nbsp;การทดสอบค่าทีและการทดสอบค่าเอฟ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มี 5 ด้าน ดังนี้ 1 การมีวิสัยทัศน์ทางเทคโนโลยีสารสนเทศ 2 การมีจริยธรรมในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ&nbsp; 3 การใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน&nbsp; 4 การใช้เทคโนโลยีในการวัดผลและการประเมินผล&nbsp; 5 การใช้เทคโนโลยีในการบริหาร และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่ 5 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหาร มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และพบว่าด้านที่ 3 การใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการสอน มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด 2) เปรียบเทียบภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดเทศบาลนครสงขลา จังหวัดสงขลา จำแนกตามตัวแปรอายุ ระดับการศึกษา ประสบการณ์ในการปฏิบัติงาน และขนาดสถานศึกษา โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน&nbsp; และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารควรพิจารณาครอบคลุมทั้ง 5 มิติ ได้แก่ วิสัยทัศน์ จริยธรรม การเรียนการสอน การประเมินผล และการบริหารจัดการ ซึ่งการบูรณาการทั้ง 5 ด้านนี้จะทำให้สถานศึกษามีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล และสามารถยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษาได้อย่างยั่งยืน</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288984 กระบวนการเกิดคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำ : กรณีศึกษาคำรูปเดียวกันที่จัดให้อยู่ในหมวดคำนามกับหมวดคำกริยาในภาษาไทย 2026-04-29T22:04:01+07:00 WU XIAOXIAO WU XIAOXIAO 63810061@go.buu.ac.th ธนิต โตอดิเทพย์ 63810061@go.buu.ac.th เทพพร มังธานี 63810061@go.buu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา1) กระบวนการเกิดคำรูปเดียวกันที่จัดให้อยู่ในหมวดคำนามกับหมวดคำกริยา 2) ความสัมพันธ์ระหว่างคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำกับคำหลายความหมาย โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ การรวบรวมคำที่ถูกระบุชนิดคำเป็นคำนามด้วยอักษรย่อ <em>น.</em>และคำกริยาด้วยอักษรย่อ <em>ก.</em>จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2554&nbsp; เป็นวัตถุข้อมูล ผลการวิจัยพบว่าคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำเกิดจากกระบวนการจัดประเภทหมวดคำที่มีพลวัตซึ่งได้รวมถึง การจำแนกหมวดคำในฐานะจุดเริ่มต้น การแปลงหมวดคำในฐานะสภาวะระหว่างกลาง &nbsp;และการเกิดคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำในฐานะจุดสิ้นสุดในขณะเดียวกันก็จะเป็นจุดเริ่มต้นของกระบวนการจัดประเภทหมวดคำในรอบใหม่ที่ถัดไป คำหลายความหมายกับคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำ มีความเชื่อมโยงกันอย่างแน่นแฟ้น สรุปได้ว่า คำหลายความหมายอาจจะไม่เป็นคำรูปเดียวกันที่ต่างหมวดคำ แต่คำรูปเดียวกันต่างหมวดคำแน่นอนว่าจะเป็นคำหลายความหมาย &nbsp;คำหลายความหมายเป็นพื้นฐานที่สำคัญในการเกิดคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำ ส่วนคำที่มีความหมายอย่างเดียวไม่อาจเป็นคำรูปเดียวกันต่างหมวดคำ</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288987 ภาพแทนธรรมชาติในบทความด้านสิ่งแวดล้อมจากเว็บไซต์นิตยสารสารคดี 2026-04-29T22:26:11+07:00 มณฑิตา สังข์มงคล chittchaipunya@gmail.com จิตตาภา สารพัดนึก ไชยปัญญา chittchaipunya@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพแทนธรรมชาติในบทความด้านสิ่งแวดล้อมจากเว็บไซต์นิตยสาร สารคดี (www.sarakadee.com) ระหว่างปี 2541-2565 จำนวน 289 บทความ ผ่านแนวคิดการวิจารณ์เชิงนิเวศ และแนวคิดภาพแทน ผลการศึกษาพบภาพแทนธรรมชาติจำนวน 16 ลักษณะ ได้แก่ ธรรมชาติคือผู้ถูกกระทำ ธรรมชาติคือสิ่งที่ต้องรักษา ธรรมชาติคือผลประโยชน์ ธรรมชาติคือความเป็นอื่น ธรรมชาติคือที่พึ่งของคนท้องถิ่น ธรรมชาติคือผู้ร้าย ธรรมชาติคือเครื่องมือสร้างความบันเทิง ธรรมชาติคือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต ธรรมชาติคืออัตลักษณ์ ธรรมชาติคือพื้นที่แห่งการเรียนรู้ ธรรมชาติคือเพื่อนร่วมโลก ธรรมชาติคือที่พึ่งพิง ธรรมชาติกับความเชื่อ ธรรมชาติคือผู้ปกป้อง ธรรมชาติคือสิ่งที่ถูกกำหนดคุณค่า และธรรมชาติกับเพศ ซึ่งภาพแทนธรรมชาติที่กล่าวมาข้างต้นแสดงให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติในลักษณะที่แตกต่างกันออกไป</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288988 นวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน ในการเสริมสร้างทักษะความสุขของวัยรุ่นไทย 2026-04-29T22:41:05+07:00 กฤษณพงษ์ อติชาติธานินทร์ august86671@gmail.com เพ็ญนภา กุลนภาดล august86671@gmail.com ศศินันท์ ศิริธาดากุลพัฒน์ august86671@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของนวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน ในการเสริมสร้างทักษะความสุขของวัยรุ่นไทย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนโรงเรียนปรีชานุศาสตร์ ที่มีคะแนนความสุขต่ำกว่าเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 และสมัครใจเข้าร่วมการวิจัย จำนวน 16 คน &nbsp;แล้วทำการจับคู่คะแนนเพื่อแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มละ 8 คนหลังจากนั้นทำการสุ่มอย่างง่ายแบ่งเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม โดยกลุ่มทดลองจะได้รับนวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน ในการเสริมสร้างทักษะความสุขของวัยรุ่นไทย จำนวน 10 ครั้ง สัปดาห์ละครั้ง ครั้งละ 60 นาที ส่วนในกลุ่มควบคุมดำเนินกิจวัตรประจำวันตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง คือ แบบวัดทักษะความสุขสำหรับวัยรุ่นไทย เก็บรวมรวมข้อมูลแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล สถิติที่ใช้ ได้แก่ การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบวัดซ้ำชนิดสองทาง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มทดลองที่ได้รับนวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน มีคะแนนทักษะความสุข ในระยะหลังการทดลองและในระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนการทดลองและกลุ่มทดลองที่ได้รับนวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน มีคะแนนทักษะความสุขในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่ากลุ่มควบคุม และข้อเสนอแนะในการใช้นวัตกรรมเชิงจิตวิทยาผสานวิธีการให้การปรึกษา ร่วมกับการให้ความรู้ผ่านแอปพลิเคชัน ในการเสริมสร้างทักษะความสุขของวัยรุ่นไทย มีจุดเด่น 3 ประเด็น ได้แก่ 1) ด้านบรรยากาศที่เป็นกันเองและปลอดภัย 2) วิธีการให้คำปรึกษาที่เข้าถึงและสร้างการเปลี่ยนแปลง และ 3) ด้านเนื้อหาและแนวคิดที่นำไปปรับใช้ได้จริง พบข้อที่ต้องพัฒนาเพิ่มเติม 3 ประเด็น ได้แก่ 1) เพิ่มความหลากหลายของกิจกรรม 2) เพิ่มการปรึกษาแบบ Onsite มากกว่าออนไลน์ และ 3) ลดข้อจำกัดด้านเวลาในการปรึกษา</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288994 ความรู้ การรับรู้ และการตระหนักรู้ของจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์ต้นไม้และความสามารถของต้นไม้ในการดูดซับฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร์ธานี 2026-04-30T09:44:19+07:00 อรรถกร ภัทรจิตติกรกุล attakorn.pat@sru.ac.th เนติฐ์ไน จีนสกุล attakorn.pat@sru.ac.th เยาวทัศน์ บุญกล้า attakorn.pat@sru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยในครั้งนี้ศึกษาเกี่ยวกับระดับความรู้ การรับรู้ และการตระหนักรู้ของจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์ต้นไม้และความสามารถของต้นไม้ในการดูดซับฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน 2.5 ไมครอน (PM2.5) ของนักศึกษาระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฏร์ธานี กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ คือ ประชากรในมหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 519 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพศหญิง 74.18 % อยู่ในช่วงอายุ 20-21 ปี กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาส่วนใหญ่เป็นนักศึกษาปริญญาตรีชั้นปีที่ 2 ศึกษาอยู่คณะครุศาสตร์ มนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีตามลำดับ โดยค่าระดับการแสดงออกของจิตสำนึกต่อการอนุรักษ์ต้นไม้ภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 4.51, &nbsp;S.D. = 0.65) และมีค่าระดับความรู้เกี่ยวกับปัญหาฝุ่นละออง PM2.5 โดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมีความรู้ (จำนวนผู้มีความเข้าใจ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation"> = 381.35, S.D. = 50.76) การวิเคราะห์โดยเทคนิค BERTopic บ่งชี้ว่า เนื้อความเกี่ยวกับ “ส่งเสริมเยาวชนปลูกต้นไม้ รักษ์ป่า สร้างค่านิยมอนุรักษ์ธรรมชาติ และตระหนักถึงผลกระทบจากการทำลายป่าสำคัญมากที่สุดเท่ากับ 55.88%</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288996 อิทธิพลของการรับรู้วัฒนธรรมองค์การต่อความผูกพันของพนักงานเจเนอเรชันวาย ในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี 2026-04-30T10:19:07+07:00 เขมิกา สงวนพวก khemika.s@lawasri.tru.ac.th สุรยุทธ ทองคำ khemika.s@lawasri.tru.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับความผูกพันของพนักงานเจเนอเรชัน Y ต่อองค์การ และ 2) อิทธิพลของการรับรู้วัฒนธรรมองค์การที่มีต่อความผูกพันของพนักงานเจเนอเรชัน Y เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่างคือกลุ่มพนักงานเจเนอเรชัน Y ที่ปฏิบัติงานในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลพบุรี จำนวน 400 คน ได้มาโดยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) พนักงานเจเนอเรชัน Y มีความผูกพันต่อองค์การในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) การรับรู้วัฒนธรรมองค์การแบบมุ่งเน้นตลาด วัฒนธรรมกลุ่ม และวัฒนธรรมแบบโครงสร้างลำดับชั้น มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความผูกพันของพนักงานเจเนอเรชัน Y อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยวัฒนธรรมแบบมุ่งเน้นตลาดเป็นปัจจัยที่ส่งผลมากที่สุด ในขณะที่วัฒนธรรมสร้างสรรค์ไม่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ข้อค้นพบนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในบริบทขององค์การส่วนภูมิภาค ซึ่งกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นข้าราชการ ค่านิยมด้านความชัดเจนของเป้าหมายและความมั่นคงของโครงสร้างอาจเป็นปัจจัยขับเคลื่อนความผูกพันที่สำคัญกว่าความยืดหยุ่น ข้อเสนอแนะของงานวิจัยคือ องค์การในส่วนภูมิภาคควรเน้นการสร้างเป้าหมายการทำงานที่ชัดเจนควบคู่ไปกับการสร้างเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพเพื่อสร้างความผูกพันในองค์การ</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/288997 กฎหมายต้นแบบเพื่อการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2026-04-30T10:30:14+07:00 มโหสถ เกิดเดช mahosot1976@gmail.com <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ในการหาคำตอบถึงขอบเขตอำนาจและหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญา ซึ่งถือเป็นกระบวนการผลิตและพัฒนากำลังคนในท้องถิ่นเพื่อเพิ่มผลผลิตและส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจฐานราก ด้วยการแสวงหาแนวทางพัฒนาภูมิปัญญาของท้องถิ่น เทคโนโลยีพื้นบ้านและเทคโนโลยีสมัยใหม่ให้เหมาะสมกับการดำรงชีวิตและการประกอบอาชีพของคนในท้องถิ่น การวิจัยใช้วิธีวิทยาการวิจัย&nbsp;&nbsp;&nbsp; เชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) โดยการศึกษารวบรวม ค้นคว้าและสังเคราะห์เอกสารทางกฎหมายไทย แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการจัดการอาชีวศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อนำคำตอบที่ได้มาจัดทำเป็นกฎหมายต้นแบบ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและหน้าที่ในการจัดการอาชีวศึกษาระดับปริญญาตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และกฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โดยกฎหมายต้นแบบเพื่อการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีโครงสร้างประกอบด้วย ขอบวัตถุประสงค์ รูปแบบการจัดการศึกษา การกำกับดูแล การจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษา มาตรฐานการอาชีวศึกษา คุณสมบัตินักศึกษา และค่าธรรมเนียม เป็นต้น การวิจัยเสนอแนะให้มีการนำกฎหมายต้นแบบนี้ไปตราเป็นพระราชบัญญัติสถาบันการอาชีวศึกษาในกำกับองค์กรของปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อใช้บังคับเป็นกฎหมายมาตรฐานกลางรองรับการจัดตั้งสถาบันการอาชีวศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นสถานศึกษาของรัฐที่จัดการศึกษาระดับปริญญาและเป็น นิติบุคคล รวมถึงการออกหลักเกณฑ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/289005 ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 2026-04-30T14:21:54+07:00 เกศราภรณ์ ประกอบผล 64920667@buu.go.ac.th สิราวรรณ จรัสรวีวัฒน์ 64920667@buu.go.ac.th อาพันธ์ชนิต เจนจิต 64920667@buu.go.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางภูมิศาสตร์กับการ&nbsp; จัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 &nbsp;โรงเรียนอัสสัมชัญระยอง ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) 2 ห้องเรียนโดยแบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียน 46 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 1 ห้องเรียนมีนักเรียน 46 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางภูมิศาสตร์ จำนวน 4 แผน มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (2) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ จำนวน 4 แผน มีค่าความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด (3) แบบวัดผลผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบ 4 ตัวเลือก 40 ข้อมีค่าความเชื่อมั่น 0.94 และ (4) แบบประเมินความสามารถในการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ โดยใช้เกณฑ์รูบริค มีค่าความเชื่อมั่น 0.72 รูปแบบการวิจัยเป็นแบบกึ่งทดลอง (Quasi-experimental research) ดำเนินการทดลองแบบแผน 2 กลุ่มวัดหลัง (Static group comparison) สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ&nbsp; ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ( t-test Independent samples)</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการ สืบเสาะหาความรู้ทางภูมิศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยกระบวนการสืบเสาะหาความรู้ทางภูมิศาสตร์สูงกว่าความสามารถในการแปลความข้อมูลทางภูมิศาสตร์ของนักเรียนที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/289009 เครือข่ายธรรมขันธ์แห่งคัมภีร์ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม และในพระไตรปิฎก: การศึกษาเชิงเปรียบเทียบ 2026-04-30T15:21:31+07:00 มนตรี วิวาห์สุข montree.wi@go.buu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; งานวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการวิจัยเอกสารนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงเปรียบเทียบเครือข่ายธรรมขันธ์&nbsp; แห่งคัมภีร์ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายในหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรม และในพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เก็บข้อมูล คือ ธรรมขันธ์แห่งคัมภีร์ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายจากหนังสือพจนานุกรมพุทธศาสตร์ฉบับประมวลธรรมและพระไตรปิฎกภาษาไทยฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิเคราะห์ข้อมูลด้วย การวิเคราะห์คำและโครงสร้างแล้วสังเคราะห์เป็นเครือข่ายธรรมและเปรียบเทียบระหว่างแหล่งข้อมูลและคัมภีร์</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า จำนวนหัวข้อธรรมแห่งทีฆนิกายและมัชฌิมนิกายโดยภาพรวมมี 860 หัวข้อ และ 4,942 ข้อ แบ่งเป็นในพจนานุกรมฯ 163 หัวข้อ และ 1,146 ข้อ ในพระไตรปิฎกฯ 697 หัวข้อ และ 3,796 ข้อ เมื่อเปรียบเทียบระหว่างคัมภีร์ พบว่า ในพจนานุกรมฯ จำนวนหัวข้อธรรมแห่งทีฆนิกายมากกว่ามัชฌิมนิกาย 47 หัวข้อ คือ 105 และ&nbsp; 58 เช่นเดียวกับในพระไตรปิฎกฯ ทีฆนิกายมากกว่ามัชฌิมนิกาย 227 หัวข้อ คือ 462 และ 235 หมวดธรรมที่มีจำนวนมากที่สุด คือ หมวด 4 ทั้งในพจนานุกรมฯ และพระไตรปิฎกฯ จำนวน 47 และ 161 เครือข่ายธรรมแห่งคัมภีร์ทีฆนิกายในหนังสือพจนานุกรมฯ เชื่อมโยงกันผ่านคำว่า “ธรรม” มากที่สุด 15 หัวข้อ รองลงมา คือ “กาม” 12 หัวข้อ และมัชฌิมนิกายมี 2 คำ คือ “กาย” และ “สัมมา” 6 หัวข้อ รองลงมา คือ “จิต” 5 หัวข้อ ในพระไตรปิฎกฯ มากที่สุดแห่งคัมภีร์&nbsp;&nbsp; ทีฆนิกายและมัชฌิมนิกาย คือ คำว่า “ธรรม” ต่างแต่จำนวนหัวข้อธรรมที่สัมพันธ์กัน กล่าว คือ คัมภีร์ทีฆนิกายมากกว่าคัมภีร์มัชฌิมนิกาย 85 หัวข้อ คือ 106 และ 21 รองลงมา คือ คำว่า “อริย” และ “อายตนะ” จำนวน 11 และ 6 หัวข้อ เมื่อพิจารณาโดยภาพรวม คำว่า “ธรรม” มีจำนวนมากที่สุด 142 หัวข้อ ดังนั้น “ธรรม” จึงเป็นคำแม่ข่ายของเครือข่ายธรรมที่กว้างขว้างที่สุด</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/289010 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่อง ธาตุในตารางธาตุ และเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิเคชัน Periodic Table Quiz 2026-04-30T15:28:18+07:00 วรศักดิ์ วินุราช chade@go.buu.ac.th เชษฐ์ ศิริสวัสดิ์ chade@go.buu.ac.th นพมณี เชื้อวัชรินทร์ chade@go.buu.ac.th <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์เรื่อง ธาตุในตารางธาตุ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิเคชัน Periodic Table Quiz กับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ (2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิเคชัน Periodic Table Quiz กับนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบปกติ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 แผนการเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ โรงเรียนบางละมุง ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน&nbsp; 2 ห้องเรียน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน จำนวน 39 คน และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียน จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิชัน Periodic Table Quiz 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบปกติ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 4) แบบวัดเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบทีแบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน และการทดสอบทีแบบกลุ่มเดียว</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า (1) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิชัน Periodic Table Quiz สูงกว่าร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (2) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้โดยใช้รูปแบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิเคชัน Periodic Table Quiz สูงกว่านักเรียนที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญ&nbsp; ทางสถิติที่ระดับ .05 และระดับเจตคติต่อวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือร่วมกับแอปพลิชัน Periodic Table Quiz สูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> 2026-04-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026