วารสารวิจัยรำไพพรรณี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR <p>วารสารวิจัยรำไพพรรณี เป็นวารสารระดับชาติที่ผ่านการรับรองผลการประเมินคุณภาพวารสารในฐานข้อมูล TCI กลุ่ม 2 (พ.ศ.2568-2572) จัดทำขึ้นเพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยของคณาจารย์ นิสิตนักศึกษาระดับปริญญาโท-เอก นักวิจัยจากหน่วยงานภายในและภายนอกต่าง ๆ สู่สาธารณชน รวมทั้งหน่วยงานอื่น ๆ ได้นำผลงานวิจัยที่ตีพิมพ์เผยแพร่ไปใช้ประโยชน์ เปิดรับบทความวิจัยใน สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รวมถึงสหวิทยาการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับสังคมและชุมชน โดยจัดทำเป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่ปีละ 3 ฉบับ</p> <p>ฉบับที่ 1 (มกราคม - เมษายน) จำนวน 10 บทความ</p> <p>ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม - สิงหาคม) จำนวน 10 บทความ </p> <p>ฉบับที่ 3 (กันยายน - ธันวาคม) จำนวน 10 บทความ</p> <p>โดยบทความที่ตีพิมพ์ทุกบทความผ่านการพิจารณาเห็นชอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Reviewed) ซึ่งเป็นบุคคลภายนอกที่มาจากหลากหลายสถาบัน ในสาขาวิชานั้น ๆ <strong>ไม่น้อยกว่า 3 ท่าน</strong> โดยเป็นการประเมินแบบ double-blinded review</p> th-TH patcharin.r@rbru.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.หยาดรุ้ง สุวรรณรัตน์) research_rbru2010@hotmail.com (นางสาวนิตยา ต้นสาย) Mon, 08 Dec 2025 16:18:31 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ผลการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้งที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหา ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286003 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้งกับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ และ4) เปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้งกับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6&nbsp; โรงเรียนวัดหนองจอก (ภักดีนรเศรษฐ) สำนักงานเขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 1 ห้องเรียน ซึ่งได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง และกลุ่มควบคุม 1 ห้องเรียนซึ่งได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ (การจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น ;5E) โดยทั้งสองกลุ่มได้จากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง จำนวน 5 แผน มีค่าความเหมาะสมเฉลี่ยเท่ากับ 4.68 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.27 2) แผนการจัดการเรียนรู้แบบวัฏจักรการสืบเสาะหาความรู้ 5 ขั้น (5E) จำนวน 5 แผน มีค่าความเหมาะสมเฉลี่ยเท่ากับ 4.54 และมีค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.32 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 30 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .80 – 1.00 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ .38-.70 &nbsp;ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .27-.58 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .85 และ 4) แบบทดสอบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาเป็นแบบปรนัยชนิดเลือกตอบ 4 ตัวเลือก จำนวน 20 ข้อ มีค่าดัชนีความสอดคล้องตั้งแต่ .80 – 1.00 ค่าความยากง่ายตั้งแต่ .43-.70 &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ค่าอำนาจจำแนกตั้งแต่ .25-.70 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .95 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระต่อกัน และสถิติทดสอบค่าทีแบบสองกลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาร่วมกับการเรียนการสอนแบบโค้ดดิ้ง มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและความสามารถในการแก้ปัญหาหลังเรียนสูงกว่านักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนการสอนแบบปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ณัฐพงศ์ ผิวขำ, กิตติมา พันธ์พฤกษา, สมศิริ สิงห์ลพ, บุญส่ง เห็นงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286003 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความคิดเห็นและความพึงพอใจที่มีต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค ของสภาองค์กรของผู้บริโภคในพื้นที่ภาคตะวันออก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286004 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจและรับฟังความคิดเห็น ความพึงพอใจและข้อเสนอแนะต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริโภคจำนวน 315 คน และสมาชิกสภาองค์กรของผู้บริโภคจำนวน 21 คน ในเขตพื้นที่ภาคตะวันออก ผู้วิจัยใช้วิธีการดำเนินการวิจัยทั้งการวิจัยเชิงปริมาณโดยการสำรวจ (Survey) กับกลุ่มตัวอย่างทั้ง 2 กลุ่ม และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับกลุ่มตัวอย่างกลุ่มที่ 2 แบบสอบถามประกอบไปด้วยคำถามเรื่องลักษณะทางประชากรศาสตร์ พฤติกรรมและประสบการณ์เกี่ยวกับการคุ้มครองผู้บริโภค ความพึงพอใจและความต้องการ/ความคาดหวังต่อการดำเนินงานคุ้มครองผู้บริโภค</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่ากว่าร้อยละ 90 ของกลุ่มประชาชนทั่วไป ไม่รู้จักหรือไม่เคยใช้บริการของสภาฯ ทำให้การมีส่วนร่วมยังคงอยู่ในระดับการรับรู้มากกว่าการมีส่วนร่วมเชิงลึก ความพึงพอใจต่อสื่ออยู่ในระดับสูง (ค่าเฉลี่ย = 4.03) และมีความคาดหวังต่อบทบาทการคุ้มครองผู้บริโภคสูงมาก (ค่าเฉลี่ย = 4.43) แต่ยังขาดกลไกเชื่อมโยงเข้าสู่การปฏิบัติ ผลการสำรวจกลุ่มสมาชิกพบว่า มีการมีส่วนร่วมกับสภาฯ สูงในทุกด้าน ทั้งการเสนอแนะเชิงนโยบาย การคุ้มครองสิทธิ และการสนับสนุนเครือข่าย มีความตระหนักรู้และเป็นกลไกหลักในการขับเคลื่อน แต่ยังพบปัญหาความพึงพอใจที่อยู่ในระดับปานกลางสำหรับหน่วยงานเขตพื้นที่และจังหวัด (ค่าเฉลี่ย = 3.41) แสดงถึงข้อจำกัดด้านการทำงานในระดับท้องถิ่น ในขณะที่ผลการวิจัยเชิงคุณภาพพบว่าสมาชิกมีข้อเสนอให้สภาฯ ควรมีการสื่อสารเพื่อสร้างการรับรู้และการมีตัวตนให้กับสมาชิก ควรอบรมให้ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน ควรมีการวิเคราะห์และสรุปผลข้อมูลจากสมาชิกในภูมิภาคต่าง ๆ และจัดประชุมเพื่อคืนข้อมูลให้กับสมาชิกในพื้นที่ ควรลดขั้นตอนการดำเนินงานในแต่ละเรื่องและพัฒนาระบบการทำงานให้รวดเร็วขึ้น และควรสนับสนุนงบประมาณให้กับสมาชิกอย่างเพียงพอตามแผนงานที่สอดคล้องกับการทำงานในพื้นที่</p> สุธิดา ชิโนดม, กมลชนก เศรษฐบุตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286004 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชาของวัยรุ่นด้วยการปรึกษากลุ่มทฤษฎี พฤติกรรมทางปัญญา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286007 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการให้การปรึกษาทฤษฎีพฤติกรรมทางปัญญาที่มีผลต่อการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชาของวัยรุ่น โดยมีกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาที่ 2 ในจังหวัดชลบุรี อายุระหว่าง 13-14 ปี มีความสมัครใจเข้าร่วมการวิจัยและผู้ปกครองให้ความยินยอมในการเข้าร่วมวิจัย จำนวน 16 คน แบ่งออกเป็น กลุ่มทดลอง 8 คน และกลุ่มควบคุม 8 คน เครื่องมือในการวิจัย ได้แก่ แบบวัดการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชา โดยเป็นแบบวัดที่พัฒนาจากแนวคิดการรับรู้อันตรายและโปรแกรมการปรึกษากลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมทางปัญญา ซึ่งประกอบด้วยการปรึกษากลุ่มจำนวน 10 ครั้ง &nbsp;ใช้เวลาครั้งละ 45-60 นาที ระยะเวลาทั้งหมด 4 สัปดาห์ ส่วนกลุ่มควบคุมไม่ได้รับการปรึกษา กลุ่มตัวอย่างทั้งหมดจะได้รับการวัดการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชา 3 ระยะ ได้แก่ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปพื้นฐาน SPSS วิเคราะห์ค่าเฉลี่ยพื้นฐานและการเปรียบเทียบผล</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักเรียนที่ได้รับโปรแกรมการปรึกษากลุ่มทฤษฎีพฤติกรรมทางปัญญามีคะแนนการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชาสูงกว่ากลุ่มควบคุมในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และนักเรียนที่ได้รับโปรแกรมการเสริมสร้างการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชามีคะแนนการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชาในระยะหลังการทดลองและระยะติดตามผลสูงกว่าระยะก่อนทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 สรุปได้ว่าการปรึกษากลุ่มด้วยทฤษฎีพฤติกรรมทางปัญญาสามารถเสริมสร้างการรับรู้อันตรายในการใช้กัญชาในวัยรุ่นได้</p> อัลิปรียา แซ่แต้, สมพงษ์ ปั้นหุ่น, เพ็ญนภา กุลนภาดล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286007 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการจัดการการท่องเที่ยวชุมชนอำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286008 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยว และส่งเสริมการจัดการ<br>การท่องเที่ยวชุมชน อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ศักยภาพชุมชนในการจัดการการท่องเที่ยว และส่งเสริมการจัดการการท่องเที่ยวชุมชน อำเภอเมืองอุทัยธานี จังหวัดอุทัยธานี การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักท่องเที่ยวคนไทย จำนวน 400 คน เก็บข้อมูลด้วยวิธีการโควตา (Quota Sampling) ตามสัดส่วนตามพื้นที่ประกอบด้วย 6 ตำบล (ตำบลหนองแก ตำบลอุทัยใหม่ ตำบลสะแกกรัง ตำบลดอนขวาง ตำบลท่าซุง ตำบลน้ำซึม โดยมีการกำหนดสัดส่วนของกลุ่มตัวอย่าง ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ แกนนำชุมชน วิสาหกิจชุมชน และบุคลากรภาคีเครือข่าย รวมจำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวมีความคิดเห็นว่า 1) ศักยภาพการจัดการท่องเที่ยวของชุมชนอำเภอเมืองอุทัยธานีอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวและสิ่งดึงดูดใจ เช่น วัดท่าซุงและแม่น้ำสะแกกรัง ขณะที่ด้านกิจกรรมและประสบการณ์ยังพัฒนาได้อีก บุคคลในชุมชนมีบทบาทสำคัญ ทั้งพระสงฆ์ ผู้นำท้องถิ่น ปราชญ์ และเยาวชน ซึ่งช่วยสร้างกิจกรรมและบรรยากาศที่น่าประทับใจ ส่วนสิ่งของ เช่น ตลาดรู้ใจ-ถนนคนเดิน บ้านสวนลูกแชมป์-ฟาร์มเกษตรอินทรีย์ และโฮมสเตย์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้อย่างมีคุณค่าและเข้าถึงง่าย 2) การส่งเสริมการจัดการการท่องเที่ยวชุมชน ผลการวิเคราะห์ SWOT และ TOWS Matrix แสดงให้เห็นว่าอำเภอเมืองอุทัยธานีมีจุดแข็งด้านทรัพยากรท่องเที่ยว วัฒนธรรม และบุคลากรในชุมชน ขณะที่จุดอ่อน คือ โครงสร้างพื้นฐานและกิจกรรมที่ยังจำกัด แนวทางส่งเสริมการจัดการท่องเที่ยวควรเน้นการออกแบบเส้นทางท่องเที่ยวระยะสั้นเชื่อมโยงวัดท่าซุงกับวิสาหกิจชุมชน พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสื่อประชาสัมพันธ์หลายภาษา ใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นจัดกิจกรรมสร้างประสบการณ์ และส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านแผนปฏิบัติการชุมชน พร้อมฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพในการแข่งขันอย่างยั่งยืน</p> ภิญญาพัชญ์ นาคภิบาล, ธันยธร ติณภพ, อัจฉราวรรณ สุขเกิด, วิภาวดี ทูปิยะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286008 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอชาติพันธุ์วิสาหกิจชุมชนช้างป่าห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286009 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการดำเนินงานทางการตลาดผลิตภัณฑ์ผ้าทอชาติพันธุ์ของวิสาหกิจชุมชนช้างป่าห้วยเขย่ง 2) พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ผ้าทอชาติพันธุ์ของวิสาหกิจชุมชนช้างป่าห้วยเขย่ง 3) ถ่ายทอดและประยุกต์ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลแก่วิสาหกิจชุมชนช้างป่าห้วยเขย่ง อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลด้วยโปรแกรม Visual Studio Code, XAMPP, MySQL, Sourcetree, TIDB, Tailwind CSS ใช้ภาษา React TypeScript, HTML, JavaScript และ CSS สถิติวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเฉลี่ย และใช้หลักการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา &nbsp; <br>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัย 1) วิสาหกิจมีผลิตภัณฑ์หลัก คือ ผ้าทอมือและย่ามกะเหรี่ยง ใช้วัตถุดิบธรรมชาติและกระบวนการทอมือที่ซับซ้อน ส่งผลให้ราคาสูงและอาจไม่ทันสมัยสำหรับกลุ่มลูกค้าบางกลุ่ม ขาดแรงงานฝีมือจากคนรุ่นใหม่ ผลิตภัณฑ์ยังไม่ได้รับการรับรองจากหน่วยงานที่สร้างความน่าเชื่อถือ ผ้าทอมือมีราคาสูงกว่าผลิตภัณฑ์ที่ผลิตโดยเครื่องจักร เนื่องจากกระบวนการทอที่ใช้เวลานานและความประณีต เน้นการขายหน้าร้านในชุมชนและงานแสดงสินค้า ขาดช่องทางออนไลน์ที่มีประสิทธิภาพเนื่องจากปัญหาการดูแลระบบออนไลน์ ทำให้สูญเสียโอกาสทางการขาย และขาดทักษะการตลาด ยังคงใช้ช่องทางการตลาดแบบดั้งเดิม 2) แพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นช่วยส่งเสริมช่องทางการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และสามารถนำไปสู่การใช้งานจริง 3) กลุ่มวิสาหกิจชุมชนช้างป่าห้วยเขย่งสามารถใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลที่พัฒนาขึ้นได้ และมีความพึงพอใจต่อการเข้าร่วมกิจกรรมจากการถ่ายทอดการประยุกต์ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล ทั้งโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับ มากที่สุด</p> มาลินี คำเครือ, พิศาล คงเอียด, พัชรินทร์ บุญสมธป, คมสัน ศรีบุญเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286009 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสังเคราะห์งานวิจัยเกี่ยวกับนิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทย ในช่วง พ.ศ. 2522-2567 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286010 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสถานภาพของการวิจัยที่เกี่ยวกับนิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2522-2567 2) เพื่อศึกษาประเด็นสำคัญที่ปรากฏในงานวิจัยที่เกี่ยวกับนิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2522-2567 และ 3) เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการศึกษานิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ จากแหล่งข้อมูล 3 แหล่ง ได้แก่ ระบบฐานข้อมูลวารสารอิเล็กทรอนิกส์กลางของประเทศไทย เครือข่ายระบบห้องสมุดในประเทศไทย และระบบสำนักหอสมุด มหาวิทยาลัยบูรพา แล้วดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานและข้อมูลเกี่ยวกับเนื้อหาของงานวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) งานวิจัยเกี่ยวกับนิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2522-2567 มีจำนวน 35 เรื่อง ซึ่งงานวิจัยเก่าที่สุดได้เผยแพร่ใน พ.ศ. 2530 และ งานวิจัยใหม่ที่สุดได้เผยแพร่ใน พ.ศ. 2567 โดยปีที่มีการผลิตงานวิจัยมากที่สุด คือ พ.ศ. 2530, 2546 และ 2560 สถาบันการศึกษาที่ผลิตงานวิจัยเกี่ยวกับนิทานมากที่สุด คือ มหาวิทยาลัยบูรพา รูปแบบงานวิจัยที่เผยแพร่ส่วนใหญ่เป็นวิทยานิพนธ์ และสาขาวิชาที่ผลิตงานวิจัยมากที่สุด คือ สาขาหลักสูตรและการสอน 2) ประเด็นสำคัญในการวิจัยเกี่ยวกับนิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทยในช่วง พ.ศ. 2522-2567 คือ ประเด็นเกี่ยวกับการประยุกต์ใช้นิทาน และประเด็นเกี่ยวกับตัวบทนิทาน 3) แนวโน้มการศึกษานิทานในภาคตะวันออกของประเทศไทยสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจทางวิชาการที่มีพลวัตการเปลี่ยนแปลงไปตามช่วงเวลา แม้ว่าจำนวนงานวิจัยเกี่ยวกับนิทานจะมีความผันผวน แต่ภาพรวมตั้งแต่ พ.ศ. 2530 เป็นต้นมายังคงมีการศึกษาเกี่ยวกับนิทานอย่างต่อเนื่อง</p> มนตรี วิวาห์สุข, Phan Thị Hồng Nhung Phan Thị Hồng Nhung ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286010 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยการรับรู้นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286011 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา 2) ระดับการรับรู้นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาและ3) ปัจจัยการรับรู้นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา จำนวน 249 คน สุ่มแบบสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 &nbsp;สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพ<br>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด&nbsp; เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านคุณภาพงาน รองลงมา ได้แก่ ด้านปริมาณงาน&nbsp; ด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านเวลา ทุกด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระดับการรับรู้นโยบายการบริหารงานของผู้บริหารมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ การรับรู้นโยบายด้านการบริหารงานบุคคล รองลงมา การรับรู้ด้านนโยบายด้านการจัดการศึกษา&nbsp; การรับรู้นโยบายด้านยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น และด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ การรับรู้นโยบายด้านการเงินและงบประมาณ ทุกด้าน<br>อยู่ในระดับมาก และ 3) การรับรู้นโยบายด้านการบริหารงานบุคคล และการรับรู้นโยบายด้านการเงิน ส่งผลต่อประสิทธิภาพ<br>การปฏิบัติงานของบุคลากรมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยาได้ระดับต่ำ</p> วรรณิศา นัยชิต, กมลวรรณ วรรณธนัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286011 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประเมินความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286012 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัย 1) เพื่อประเมินความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา 2) เพื่อสังเคราะห์ผลลัพธ์การเรียนรู้ตามความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียสำหรับหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการพัฒนาของหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการสนทนากลุ่มและการสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญในการวิจัยแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายนอก จำนวน 21 คน ประกอบด้วย ผู้ใช้บัณฑิต ผู้ปกครอง ศิษย์เก่า และกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายใน จำนวน 11 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารระดับคณะ คณาจารย์ผู้สอน นักศึกษาปัจจุบัน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แนวประเด็นคำถามการสนทนากลุ่มและแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการศึกษาวิจัย พบว่า 1) ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียต่อหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา มีความต้องการและความคาดหวังต่อหลักสูตร ประกอบด้วย 2 ส่วน คือ ด้านสมรรถนะและด้านคุณลักษณะ ได้แก่ ความรู้ ทักษะ และคุณธรรมจริยธรรม 2) ผลลัพธ์การเรียนรู้ที่สังเคราะห์ได้จากความต้องการและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ประกอบด้วย 2.1) ด้านความรู้ ได้แก่ ความรู้ความเข้าใจในหลักการด้านศาสนาและปรัชญาอย่างถ่องแท้ ประยุกต์ความรู้ด้านศาสนาและปรัชญาได้ วิเคราะห์สถานการณ์ทางศาสนาในสังคมอย่างมีเหตุผล สามารถ<br>บูรณาการเชื่อมโยงความรู้ทางด้านศาสนาและปรัชญากับสังคม มีความรู้ในการวิจัยด้านศาสนาและปรัชญา เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่และประยุกต์ใช้ในการทำงานและชีวิตประจำวัน เผยแพร่ความรู้ด้านศาสนาและปรัชญาผ่านเทคโนโลยีและสื่อใหม่ ๆ เพื่อเข้าถึงและส่งเสริมการเรียนรู้ในกลุ่มคนรุ่นใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2) ด้านทักษะ ได้แก่ ทักษะการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ทักษะการวิพากษ์วิจารณ์อย่างมีเหตุผล ทักษะการสื่อสารและการตั้งคำถาม ทักษะทางด้านเทคโนโลยี ทักษะด้านภาษาต่างประเทศ 2.3) ด้านจริยธรรม ได้แก่ ความซื่อสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น ความรับผิดชอบต่อตนเองและหน้าที่ การให้เกียรติตนเองและผู้อื่น การเคารพซึ่งกันและกันและเคารพในความแตกต่าง 2.4) ด้านคุณลักษณะบุคคล ได้แก่ มีบุคลิกภาพที่น่าเชื่อถือ เป็นมิตร มีเหตุผล มีความเป็นผู้นำทั้งทางความคิดและการกระทำ กล้าแสดงออกและกล้าตัดสินใจ มีความรับผิดชอบต่อสังคม มีการสื่อสารที่ดี ยอมรับความแตกต่างในสังคม มีค่านิยมยึดมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง 3) แนวทางการพัฒนาของหลักสูตรศิลปศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยบูรพา ได้แก่ ศึกษาความต้องการและความคาดหวังจากผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งภายในและภายนอก พัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยตอบโจทย์สังคมปัจจุบัน มีความสอดคล้องกับสถานการณ์ของโลก และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว การจัดการเรียนรู้ในหลักสูตรที่มีลักษณะของการบูรณาการความรู้ข้ามศาสตร์และเชื่อมโยงความรู้หลายด้าน เพิ่มการประชาสัมพันธ์หลักสูตร คณาจารย์ประจำหลักสูตรมีการศึกษาและพัฒนาตนเองให้มีคุณสมบัติเป็นไปเกณฑ์ที่กำหนด เพื่อรองรับการพัฒนาหลักสูตร</p> พิชญรัตน์ เหมนาไลย, บุญรอด บุญเกิด, ชัยณรงค์ ศรีมันตะ, สถาพร ไปเหนือ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286012 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลวิธีการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ ผ่านระบบการออกอากาศรูปแบบสัญญาณดิจิทัล ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286013 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;บทความนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวิเคราะห์กลวิธีการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ โดยใช้ข้อมูลจากชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ผ่านระบบการออกอากาศรูปแบบสัญญาณดิจิทัล ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 จำนวน 260 รายการ ผลการศึกษากลวิธีการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ พบว่ามีกลวิธีการเลือกใช้คำว่า "ข่าว" ในชื่อรายการข่าว และชื่อรายการข่าวที่ไม่มีคำว่า “ข่าว” ในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน อีกทั้งยังทำให้ทราบจำนวนของคำระบุระยะเวลาที่ปรากฏในชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ซึ่งสามารถบ่งบอกถึงพฤติกรรมของผู้บริโภคข่าว คือคำที่ระบุระยะเวลาในการออกอากาศที่นิยม 3 ลำดับแรกคือ คำระบุช่วงเวลาเช้า ช่วงเที่ยง และช่วงค่ำ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเช้าก่อนเริ่มงาน พักกลางวัน และหลังเลิกงาน แสดงให้เห็นว่ากลุ่มผู้บริโภคข่าวทางโทรทัศน์ส่วนใหญ่อยู่ในวัยทำงานและยังสะท้อนให้เห็นวิถีชีวิตของคนไทยกับการบริโภคข้อมูลข่าวสารเป็นกิจวัตรประจำวัน พบจำนวนพยางค์ที่นิยมมากที่สุดคือ 4 พยางค์ และมีลักษณะการตั้งชื่อเพื่อให้เกิดความคล้องจอง มีการใช้สำนวนในการตั้งชื่อรายการข่าว และใช้ภาษาอังกฤษปนในการตั้งชื่อหลายรูปแบบ โดยรูปแบบที่จำแนกตามความนิยมของรายการข่าวทุกประเภทคือ การใช้คำหรือตัวอักษรภาษาอังกฤษ</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษากลวิธีการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ที่มีความหมายตามรูปศัพท์ แบ่งออกเป็น 9 กลุ่มความหมาย คือ 1) เรื่องราวเหตุการณ์ 2) สิ่งของ สถานที่ 3) ประเภทเนื้อหา 4)กริยาสิ่งมีชีวิต 5) ลักษณะ 6) เกี่ยวกับมนุษย์ 7) วันหรือเวลา 8) ชื่อช่องสถานี&nbsp; และ9) คำทักทาย และผลการศึกษาความหมายเชิงเปรียบเทียบในการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ แบ่งออกเป็น 7 กลุ่มความหมาย คือ 1) เรื่องราวเหตุการณ์ 2) สิงของ สถานที่ 3) กริยาสิ่งมีชีวิต 4) ลักษณะ 5) เกี่ยวกับมนุษย์ 6) อาหาร และ7) เกี่ยวกับสัตว์ ซึ่งมีการให้ความหมายแบบอุปลักษณ์และนามนัยตาม ทฤษฎีทางอรรถศาสตร์ &nbsp;</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp;ผลการศึกษากลวิธีการตั้งชื่อรายการข่าวทางโทรทัศน์ผ่านระบบการออกอากาศรูปแบบสัญญาณดิจิทัล ในช่วงปี พ.ศ. 2563-2564 นี้ยังสามารถนำไปต่อยอดองค์ความรู้และการวิเคราะห์ ตลอดจนก่อให้เกิดประโยชน์อย่างยิ่งต่อการศึกษาในแวดวงสื่อมวลชน แขนงนิเทศศาสตร์ วารสารศาสตร์สื่อสารมวลชน รวมถึงแขนงวิชาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจสื่อสารมวลชน อันนับเป็นคุณูประการสำคัญที่สมควรเผยแพร่และใช้ประโยชน์สืบไป</p> ณัฏฐจิรา ทองงาม, เมธาวี ยุทธพงษ์ธาดา, โกวิทย์ พิมพวง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286013 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และเจตคติของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เรื่องกรด-เบส โดยใช้การจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286014 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาในการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 2) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาในการพัฒนาความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 3) ศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาในการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยเปรียบเทียบก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ 4) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 และ 5) ศึกษาเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษา กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5/5 ห้องเรียนวิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 28 คน โดยได้จากการสุ่มห้องเรียนด้วยวิธีการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster random sampling) ซึ่งมีการจัดห้องเรียนแบบคละความสามารถ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ประกอบด้วย 1) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษา จำนวน 6 แผน 2) แบบวัดความคิดสร้างสรรค์ 3) แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ 4) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบส และ 5) แบบวัดเจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ( ) ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<em>SD</em>) การทดสอบค่าเฉลี่ยค่าที <br>(<em>t</em>-test) แบบไม่อิสระ (Dependent&nbsp;<em>t</em>-test) และการทดสอบค่าเฉลี่ยค่าที (<em>t</em>-test) แบบกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียวเทียบกับเกณฑ์ (One Sample&nbsp;<em>t</em>-test) &nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) ความสามารถในการแก้ปัญหาทางวิทยาศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) คะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง กรด-เบสของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาหลังเรียนสูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) เจตคติต่อการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบสตีมศึกษาในภาพรวมสูงมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.74 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.51</p> ทยากร สุขขวัญ, สมศิริ สิงห์ลพ , ปริญญา ทองสอน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/RRBR/article/view/286014 Mon, 08 Dec 2025 00:00:00 +0700