https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/issue/feed
วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
2026-09-30T00:00:00+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ปัญญาดี
sasjournal.mju@gmail.com
Open Journal Systems
<table width="624"> <tbody> <tr> <td width="624"> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์การบริหารกิจการสังคม และสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> 2. เพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ</strong> </p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบันและมิใช่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind Peer Review)</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> </p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283667
ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองสิบสองปันนาในมิติการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมกับความท้าทายด้านความยั่งยืนทางวัฒนธรรม
2025-10-16T16:38:06+07:00
อัจฉรา จิตต์สุข
sinettmspr@gmail.com
พระครูปลัดภัทรพงศ์ ภัทรเมธี
sinettmspr@gmail.com
ศุภาชัย เตชนันต์
sinettmspr@gmail.com
ภัชนัฐศร หล้ามปิมปา
sinettmspr@gmail.com
โกมินทร์ วังอ่อน
sinettmspr@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ยุทธศาสตร์การพัฒนาเมืองสิบสองปันนาในมิติการท่องเที่ยวและอุตสาหกรรม โดยมุ่งเน้นการทำความเข้าใจผลกระทบและความท้าทายด้านความยั่งยืนทางวัฒนธรรมชาติพันธุ์ไทลื้อ ภายใต้บริบทการขยายตัวทางเศรษฐกิจและการเชื่อมโยงข้ามพรมแดนของจีน การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบสังเคราะห์ โดยวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ รายงานนโยบาย งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อมูลเชิงประจักษ์จากการศึกษาดูงานในพื้นที่</p> <p>สิบสองปันนา เพื่ออธิบายพลวัตของการพัฒนาในระดับเมืองและภูมิภาค</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและการพัฒนาอุตสาหกรรมชีวภาพ เช่น ชาผูเอ๋อร์และยางพารา มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการเปลี่ยนผ่านของเมืองเชียงรุ่ง อย่างไรก็ตาม การเติบโตดังกล่าวก่อให้เกิดความตึงเครียดระหว่างการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจกับการคงอยู่ของอัตลักษณ์วัฒนธรรมไทลื้อ โดยเฉพาะปัญหาการทำให้วัฒนธรรมกลายเป็นสินค้าและการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นที่ยังจำกัด บทความสรุปว่า ความยั่งยืนของการพัฒนาเมืองสิบสอง-ปันนาขึ้นอยู่กับความสามารถในการบูรณาการเศรษฐกิจ การท่องเที่ยว และการอนุรักษ์วัฒนธรรมอย่างสมดุลในระยะยาว</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283622
การเสริมพลังสตรีสู่การเมือง: สภาวะ-สถาบัน-สถานการณ์ (3ส)
2025-10-02T13:01:16+07:00
ธณิกานต์ พรพงษาโรจน์
thanikan.p66@rsu.ac.th
<p>แม้ผู้หญิงไทยมีความก้าวหน้าด้านการศึกษาและมีศักยภาพสูง แต่การมีส่วนร่วมทางการเมืองในระดับชาติยังคงต่ำกว่าร้อยละ 20 บทความนี้มุ่งนำเสนอกรอบแนวคิด "สามพลังเพื่อความยั่งยืน (3ส)" เพื่อเสริมพลังของผู้หญิง (Women's Empowerment) และผลักดันการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างยั่งยืน โดยกรอบ 3ส ประกอบด้วย 1) สภาวะ (Self) หมายถึง การพัฒนาความมั่นใจ แรงจูงใจ และทักษะความเป็นผู้นำของผู้หญิง 2) สถาบัน (Structure) หมายถึง การปฏิรูปนโยบายพรรคการเมือง กฎหมายเลือกตั้ง และระบบที่เอื้อต่อความเท่าเทียม และ 3) สถานการณ์ (Situation) หมายถึง การใช้โอกาสจากกระแสสังคม อิทธิพลสื่อ และสถานการณ์ต่างๆ ให้เป็นประโยชน์ โดยปัญหาหลักที่ผู้หญิงไทยเผชิญ คือ ข้อจำกัดเชิงโครงสร้าง วัฒนธรรมชายเป็นใหญ่ และบริบททางการเมืองที่ซับซ้อน การแก้ไขจึงต้องอาศัยความเข้าใจและการบูรณาการทั้งสามมิตินี้เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมทางการเมืองที่ยั่งยืนบนพื้นฐานของความสมดุลทางเพศ สอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ (Sustainable Development Goals: SDGs)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/284067
ชุมชนสีเขียว: นิยามและกรอบแนวคิดจากเวทีสร้างสุขภาคใต้
2025-11-03T13:44:34+07:00
ซูวารี มอซู
syuwari@gmail.com
วุฒิชัย ศรีช่วย
wutthichai.s@pnu.ac.th
ฮามีด๊ะ หวันนุรัตน์
wanhamida@gmail.com
ชุมพล อังคณานนท์
dekjo_67@hotmail.com
อนิรุต หนูปลอด
market52@gmail.com
ไพฑูรย์ ทองสม
pitool_@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้นำไปสู่การนำเสนอนิยามและกรอบแนวคิดของ "ชุมชนสีเขียว" ที่ตกผลึกจากกระบวนการของเวทีสร้างสุขภาคใต้ ซึ่งเป็นเวทีความร่วมมือของภาคีเครือข่ายเพื่อขับเคลื่อนสุขภาวะในภาคใต้และแลกเปลี่ยนเรียนรู้ นำเสนอผลการขับเคลื่อนที่เป็นรูปธรรรมเคลื่อนงานเชิงนโยบายที่เกี่ยวข้องกับงานสร้างเสริมสุขภาพ และส่งมอบข้อเสนอเชิงนโยบายต่อผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวข้องในแต่ละประเด็น เพื่อนำไปปฏิบัติหรือปรับใช้ให้สอดคล้องกับแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน การพัฒนาชุมชนสีเขียวเป็นประเด็นหนึ่งในการขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงทางอาหารจากงานสร้างสุขภาคใต้ และมติที่ประชุมคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติในการส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดการยกระดับและพัฒนางานสร้างสุขภาคใต้ให้เป็นกระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อทำให้คนใต้มีสุขภาวะที่ดี นิยามและกรอบแนวคิดของชุมชนสีเขียวเป็นเงื่อนไขเบื้องต้นที่สำคัญต่อกระบวนการพัฒนาโดยใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความเข้าใจร่วมกันและกำหนดทิศทางการดำเนินงานของภาคีเครือข่ายให้ไปในแนวทางเดียวกัน การศึกษานี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารจากรายงานการประชุม ข้อเสนอเชิงนโยบาย และเอกสารสังเคราะห์บทเรียนที่เกี่ยวข้องกับเวทีสร้างสุขภาคภาคใต้ ผลการศึกษาพบว่า เวทีสร้างสุขภาคใต้ได้นิยาม "ชุมชนสีเขียว" ที่มีความเฉพาะเจาะจงและเป็นรูปธรรมเป็นชุมชนพึ่งพาตนเอง มีการจัดการกระบวนการเรียนรู้ ดำเนินงานตามแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืน และเลือกแนวทางการพัฒนาด้วยตนเอง กรอบแนวคิดถูกนำไปปฏิบัติผ่าน 4 รูปแบบ ได้แก่ เกษตรกรรมยั่งยืน ประมงยั่งยืน ท่องเที่ยวยั่งยืน และพื้นที่ลุ่มน้ำ โดยมีเป้าหมายเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารที่ปลอดภัยตลอดห่วงโซ่ที่นำไปสู่สุขภาวะของชุมชน กรอบแนวคิดนี้โดดเด่นด้วยการเป็นเครื่องมือที่พัฒนาจากฐานรากผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม และใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์จากพื้นที่มายืนยัน เพื่อง่ายต่อการขับเคลื่อนในระดับปฏิบัติการและยกระดับบทเรียนจากชุมชนไปสู่ข้อเสนอเชิงนโยบายได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> </p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281629
นิเวศวิทยาการเมืองว่าด้วยการจัดการผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัมบนฐานพลังอำนาจชุมชน ในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-06-30T12:02:07+07:00
ณัฐญภัทร มากช่วย
65052540008@student.sru.ac.th
อมร หวังอัครางกูร
amornw.sru@gmail.com
ไชยวัฒน์ เผือกคง
chaiwat2412@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัมที่มีต่อชุมชน 2) วิเคราะห์แนวทางในการจัดการผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัมบนฐานพลังอำนาจชุมชน และ 3) ให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัมบนฐานพลังอำนาจของชุมชนภายใต้กรณีศึกษาในเขตอำเภอบ้านนาสาร จังหวัดสุราษฎร์ธานี ใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัม จำนวน 400 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัม จำนวน 16 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ผลกระทบจากการประกอบกิจการเหมืองแร่ยิปซัม ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยด้านสิ่งแวดล้อมเป็นด้านที่ชุมชนได้รับผลกระทบมากที่สุด ซึ่งมีผลกระทบอยู่ในระดับมาก และด้านสังคม เป็นด้านที่ชุมชนได้รับผลกระทบน้อยที่สุด โดยมีผลกระทบอยู่ในระดับปานกลาง 2) แนวทางการจัดการผลกระทบ สามารถจำแนกได้เป็น 4 ข้อ คือ แนวทางในการจัดการเพื่อป้องกันหรือรองรับผลกระทบ แนวทางในการแก้ปัญหาหรืออุปสรรคที่เกิดขึ้นในการจัดการผลกระทบ แนวทางในการพัฒนาการจัดการเพื่อป้องกันผลกระทบ และแนวทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของคนในชุมชนเพื่อการจัดการผลกระทบ 3) ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายในการจัดการผลกระทบ จำนวน 7 ประเด็น และสามารถสังเคราะห์ได้เป็นรูปแบบ CAPABLE ซึ่งมุ่งหมายถึงการมีศักยภาพจากความร่วมมือระหว่างผู้ประกอบการเหมืองแร่ หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และการเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชนในการจัดการผลกระทบ ได้แก่1) การเสริมสร้างพลังอำนาจของชุมชน 2) ความเป็นพันธมิตรระหว่างเหมืองแร่และชุมชน 3) การส่งเสริมวิสาหกิจชุมชนในพื้นที่ 4) การบรรลุผลประโยชน์ร่วมกัน 5) การระดมความคิดและวางแผนร่วมกัน 6) การจัดตั้งศูนย์กลางการเรียนรู้และรับข้อร้องเรียนชุมชน และ 7) การจ้างงานคนในชุมชน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283356
บทบาทและความท้าทายของผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญา: มุมมองเชิงทฤษฎีและการจัดการทรัพยากรมนุษย์
2025-09-12T13:01:51+07:00
พุฒิพงษ์ พิพัฒน์วงศ์
puttipong.pi@police.go.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์บทบาทของผู้ช่วยพนักงานสอบสวน ในกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวน ภายใต้พระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 และ 2) เพื่อเสนอแนวทางในการเสริมประสิทธิภาพของการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นสอบสวนอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นการพัฒนาบทบาทของผู้ช่วยพนักงานสอบสวนให้สอดคล้องกับกรอบกฎหมาย แนวคิดยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ และการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคลในเชิงระบบ การวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยเชิงคุณภาพโดยวิธีการวิจัยเชิงเอกสาร สำหรับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบฟอร์มบันทึกข้อมูล (Document Abstraction Form) ตารางรหัสธีม (Thematic Coding Table) และโปรแกรมจัดการข้อมูลและอ้างอิง แล้วนำเอกสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ตัวบทกฎหมาย ระเบียบ และงานวิจัยวิชาการ การรวบรวมข้อมูลดำเนินการผ่านการสืบค้นจากฐานข้อมูลที่น่าเชื่อถือ มาวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การจัดกลุ่มตามมิติการวิเคราะห์ การวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis) และการเชื่อมโยงกับกรอบแนวคิดและทฤษฎี</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) ผู้ช่วยพนักงานสอบสวนมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกระบวนการไกล่เกลี่ยอันได้แก่ การจัดทำเอกสาร การตรวจสอบและรวบรวมพยานหลักฐาน การติดต่อประสานงานกับคู่กรณี หรือการอำนวยความสะดวกในขั้นตอนการนัดหมายและบันทึกผลการเจรจา กรอบการทำงานเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าผู้ช่วยพนักงานสอบสวน เป็นกำลังสำคัญที่ทำให้กระบวนการไกล่เกลี่ยระดับสถานีตำรวจดำเนินไปได้อย่างราบรื่น แต่ยังขาดสถานะทางกฎหมายที่ชัดเจน ทำให้เกิดความคลุมเครือของบทบาท ขณะที่หลักสูตรการฝึกอบรมยังไม่เน้นการพัฒนาสมรรถนะและทักษะเชิงพฤติกรรมที่จำเป็นต่อกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ 2) ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลยังประสบปัญหาเชิงโครงสร้าง ทั้งด้านการจัดสรรกำลังพลที่ไม่สอดคล้องกับภาระงาน การขาดเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ และความเหลื่อมล้ำด้านทรัพยากรสนับสนุน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายได้แก่ ให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติมุ่งเน้นการกำหนดบทบาทและอำนาจหน้าที่ของผู้ช่วยพนักงานสอบสวนในกฎหมายให้ชัดเจน การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมในสถานศึกษา สำนักงานตำรวจแห่งชาติโดยเฉพาะหลักสูตรนักเรียนนายสิบตำรวจบนฐานสมรรถนะที่บูรณาการทักษะการสื่อสารเชิงสมานฉันท์ และการบริหารทรัพยากรบุคคลให้เข้าถึงทรัพยากรที่เป็นกลไกที่สนับสนุนกระบวนการยุติธรรมทางเลือก เช่น การมีอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ เครื่องถ่ายเอกสาร เครื่องพิมพ์ สถานที่เฉพาะสำหรับการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282348
ชุมชนสีขาว: การเสริมพลังอำนาจประชาชนเพื่อยกระดับความปลอดภัยจากยาเสพติด ในชุมชนบ้านคลองแนวลิขิต อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร
2025-08-15T09:32:51+07:00
วิไลวรรณ์ พันธุปิว
thanatat8719@gmail.com
พระมหาประกาศิต ฐิติปสิทธิกร
thanatat8719@gmail.com
สุรัตน์ พักน้อย
thanatat8719@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัญหายาเสพติดในชุมชนบ้านคลองแนวลิขิต อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร 2) เพื่อส่งเสริมกิจกรรม การเสริมพลังอำนาจประชาชนเพื่อยกระดับความปลอดภัยยาเสพติด ในชุมชนบ้านคลองแนวลิขิต อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร และ 3) เพื่อถอดบทเรียนความสำเร็จของชุมชนสีขาว: การเสริมพลังอำนาจประชาชนยกระดับชุมชน ให้ปลอดภัยยาเสพติด ในชุมชนบ้านคลองแนวลิขิต อำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร ใช้แนวคิดการป้องกันปัญหายาเสพติดในชุมชน แนวคิดการมีส่วนร่วม แนวคิดการสร้างเครือข่าย และแนวคิดการเสริมพลังอำนาจ เป็นกรอบการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี แบบสัมภาษณ์, แบบบันทึกข้อมูลกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า 1)</strong> ปัญหายาเสพติดในชุมชนบ้านคลองแนวลิขิต ซึ่งการแพร่ระบาดของยาเสพติดมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน และวัยทำงาน ส่งผลให้บางคนเข้าสู่วงจรยาเสพติด 2) การเสริมพลังอำนาจประชาชนเพื่อยกระดับความปลอดภัยยาเสพติด โดยกิจกรรมชุมชนสีขาวเป็นการสร้างพื้นที่ที่ปราศจากยาเสพติด ที่เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในชุมชนทุกภาคส่วน เพื่อป้องกันและลดการแพร่ระบาดของยาเสพติด 3) การเสริมพลังอำนาจประชาชนยกระดับชุมชน ให้ปลอดภัยยาเสพติด โดยการออกแบบและดำเนินกิจกรรมป้องกันยาเสพติด ประกอบด้วย การสร้างกลุ่มเฝ้าระวัง การเสริมทักษะและความรู้การจัดอบรมเกี่ยวกับปัญหายาเสพติด และการสร้างความเข้มแข็งให้แกนนำชุมชนช่วยเพิ่มศักยภาพในการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ องค์ความรู้จากงานวิจัยนี้ ประกอบด้วย วิเคราะห์ปัญหาและความเห็นของชุมชนโดยตรวจสอบปัญหายาเสพติด การเสริมพลังอำนาจของประชาชน โดยการเสริมทักษะและความรู้การจัดอบรมเกี่ยวกับปัญหายาเสพติดและการสร้างความเข้มแข็งให้แกนนำชุมชน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/285205
การเมืองเชิงนโยบายและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการขับเคลื่อนโครงการบัตรพลเมืองอาวุโส กรณีศึกษาเทศบาลนครเกาะสมุย
2025-12-09T10:22:12+07:00
ฐิติรัตน์ ชูภู่
66052541004@student.sru.ac.th
อมร หวังอัครางกูร
66052541004@student.sru.ac.th
วาสนา จาตุรัตน์
66052541004@student.sru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการกำหนดนโยบายและการดำเนินโครงการบัตรพลเมืองอาวุโสของเทศบาลนครเกาะสมุย และบทบาทการมีส่วนร่วมของเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง 2) วิเคราะห์ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความสำเร็จและอุปสรรคในการดำเนินโครงการบัตรพลเมืองอาวุโสของเทศบาลนครเกาะสมุย 3) เสนอแนวทางการพัฒนานโยบายและกลไกการมีส่วนร่วมในการขับเคลื่อนโครงการบัตรพลเมืองอาวุโส ให้เป็นต้นแบบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ตัวแทนผู้ถือบัตรพลเมืองอาวุโส 2) ผู้บริหาร หัวหน้าส่วนราชการ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินโครงการบัตรพลเมืองอาวุโส และ 3) ตัวแทนผู้ประกอบการหรือหน่วยงานที่มอบสิทธิประโยชน์ให้กับ ผู้ถือบัตรพลเมืองอาวุโส รวมทั้งสิ้น 20 คน ร่วมด้วยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) โครงการบัตรพลเมืองอาวุโสของเทศบาลนครเกาะสมุย เป็นกลไกสำคัญที่สะท้อนการพัฒนาระบบสวัสดิการท้องถิ่นผ่านธรรมาภิบาลและการบริหารจัดการแบบร่วมมือจากทุกภาคส่วน 2) ปัจจัยทางการเมืองที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ประกอบด้วยภาวะผู้นำ การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่าย และทุนทางสังคม ขณะที่อุปสรรคสำคัญจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองและข้อจำกัดเชิงกระบวนการยังคงเป็นความท้าทาย 3) แนวทางการพัฒนาโครงการควรมุ่งเน้นการสร้างระบบนโยบายที่ยั่งยืน เสริมสร้างกลไกการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายให้เข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพบุคลากรในด้านการบริหารจัดการสวัสดิการผู้สูงอายุ เพื่อยกระดับโครงการบัตรพลเมืองอาวุโสให้เป็นต้นแบบการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุแบบมีส่วนร่วมขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่อไป</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282342
การศึกษากระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
2025-08-19T13:56:46+07:00
ไพรินทร์ ขัดธิพงษ์
pirin_10@yahoo.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษากระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เพื่อศึกษาลักษณะการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ3) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยพยากรณ์ของลักษณะการจ้างงานผู้สูงอายุที่ส่งผลต่อกระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากผู้บริหาร อปท. ที่มีนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุใน 4 ภูมิภาคของประเทศไทย จำนวน 162 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> กระบวนการนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุโดยรวม ทั้งด้านการกำหนด การนำไปปฏิบัติ และการประเมินผล อยู่ในระดับมาก อย่างไรก็ตาม พบว่า อปท. มีความเชี่ยวชาญในกิจกรรมที่อิงกับระเบียบและข้อบังคับ แต่ยังขาดการวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ การศึกษาแนวทางจากต่างประเทศ และการประชาสัมพันธ์ เผยแพร่ข้อมูลเกี่ยวกับนโยบายฯ ให้บุคคลทั่วไปและกลุ่มผู้สูงอายุได้รับรู้ รูปแบบการจ้างงานที่โดดเด่น คือ การต่อสัญญาจ้างบุคลากรเดิมที่เกษียณอายุ โดยพิจารณาจากความสามารถและสุขภาพเป็นหลัก แต่ยังขาดมาตรฐานด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการที่ชัดเจน ที่สำคัญที่สุด ปัจจัยด้านลักษณะการจ้างงานสามารถร่วมกันพยากรณ์ความสำเร็จของกระบวนการพัฒนานโยบายได้ถึง 56.1% (R² = .561) ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่าปัจจัยเชิงบวกที่มีอิทธิพลต่อการพัฒนานโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) คือ ค่าตอบแทนและสวัสดิการที่เหมาะสม และ ประเภทงานที่สอดคล้องกับความสามารถ ในทางกลับกัน ปัจจัยเชิงลบที่ขัดขวางการพัฒนานโยบาย คือ การกำหนดระยะเวลาการทำงานที่เข้มงวด และ เหตุผลในการจ้างงานที่ไม่มุ่งเน้นคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุ</p> <p>องค์ความรู้สำคัญจากการวิจัย คือ “คุณภาพของการออกแบบลักษณะการจ้างงาน” เป็นกลไกขับเคลื่อนหลักที่มีนัยสำคัญต่อความสำเร็จของกระบวนการพัฒนานโยบายทั้งหมด กล่าวคือ การสร้างกรอบการจ้างงานที่เหมาะสมและมีมาตรฐาน โดยเฉพาะด้านค่าตอบแทน เป็นหัวใจสำคัญที่จะยกระดับนโยบายการจ้างงานผู้สูงอายุในระดับท้องถิ่นให้มีประสิทธิภาพอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิต และ การพัฒนาเศรษฐกิจชุมชนเนื่องจากเป็นการใช้ประโยชน์จาก “ภูมิปัญญา” และ “ประสบการณ์” ของผู้สูงอายุเพื่อสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้กับท้องถิ่น</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/284444
การอภิบาลเชิงการกำกับกฎเกณฑ์ในการดำเนินการสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย: การวิเคราะห์เชิงนโยบายและโครงสร้างการบริหาร
2025-11-13T14:22:09+07:00
ธันยวัฒน์ รัตนสัค
thanyawatr@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการอภิบาลเชิงการกำกับกฎเกณฑ์ในการดำเนินการสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในประเทศไทย วิเคราะห์นโยบาย รวมถึงบทบาทและอำนาจหน้าที่ของตัวแสดง และเพื่อพัฒนาองค์ความรู้เกี่ยวกับการอภิบาลเชิงการกำกับกฎเกณฑ์และนโยบายการบริหารจัดการสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุหรือผู้มีภาวะพึ่งพิงของประเทศไทย ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพแบบพรรณา เก็บข้อมูลจากเอกสาร และสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูล 4 กลุ่ม โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> นโยบายสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงในไทยเกิดขึ้นจากปัจจัยผลักดันด้านสังคม สุขภาพ เศรษฐกิจ นโยบายและยุทธศาสตร์การบริหารภาครัฐ นอกจากนี้ในอดีตไม่มีกฎหมายเฉพาะสำหรับสถานประกอบการดูแลผู้สูงอายุและผู้มีภาวะพึ่งพิงทำให้เกิดปัญหาการดำเนินงานที่ไม่มีมาตรฐานและเอาเปรียบผู้บริโภค รัฐบาลจึงได้ออกกฎกระทรวง 3 ฉบับ เพื่อกำกับดูแลการดำเนินงานสถานประกอบการ ในการอภิบาลเชิงการกำกับกฎเกณฑ์ในทางปฏิบัติ รัฐได้เปลี่ยนบทบาทจากผู้ให้บริการหลักมาเป็นผู้กำกับกฎเกณฑ์ ให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมผลิตและร่วมจัดการในการบริการสาธารณะ สร้างระบบการอภิบาลแบบหลายระดับ ใช้กฎหมายและมาตรฐานเป็นเครื่องมือหลักในการควบคุมคุณภาพการดำเนินงานของสถานประกอบการ และคุ้มครองผู้บริโภคทั้งก่อนเริ่มดำเนินการและระหว่างดำเนินการ โดยยกระดับให้ภาคเอกชนเข้ามาร่วมผลิตและร่วมจัดการในการบริการ แต่ยังเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้น และปัญหาการขาดแคลนบุคลากร สำหรับองค์ความรู้จากการวิจัย ได้แก่ การออกแบบนโยบาย โครงสร้างและกระบวนการอภิบาลเชิงการกำกับกฎเกณฑ์ การปรับเปลี่ยนบทบาทของภาครัฐจากผู้ให้บริการเป็นผู้กำกับดูแลและส่งเสริม การจัดการความร่วมมือระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/284142
การพัฒนาแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบบริการสุขภาพพหุวัฒนธรรมในโรงพยาบาลนำร่อง ภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย
2025-11-07T13:09:21+07:00
อัลวา หวันชิดนาย
alwawan2543@gmail.com
จิรัชยา เจียวก๊ก
alwawan2543@gmail.com
ธนเทพ วณิชยากร
alwawan2543@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแนวทางการเตรียมความพร้อมสำหรับการประยุกต์ใช้มาตรฐานระบบบริการสุขภาพพหุวัฒนธรรมในโรงพยาบาลนำร่อง ภาคใต้ฝั่งอันดามันของไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลเลือกแบบเจาะจง รวมทั้งสิ้น 20 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่รับผิดชอบงานด้านเกณฑ์มาตรฐานของสถานพยาบาล ผู้ที่มีบทบาทรับผิดชอบงานด้านระบบบริการสุขภาพในพื้นที่ และผู้ที่มีความแตกต่างทางวัฒนธรรมในพื้นที่ โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแนวคำถามในการสนทนากลุ่ม ตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลแบบสามเส้า วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาเชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> การพัฒนาแนวทางการเตรียมความพร้อมแบบมีส่วนร่วม ผ่านการเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูล จึงได้แนวทางการเตรียมความพร้อม 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ด้านการประเมินบริบทพื้นที่และฐานข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรมสุขภาพ 2) ด้านการจัดทำคู่มือและแนวทางการปฏิบัติที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย 3) ด้านการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรด้านวัฒนธรรม และ 4) ด้านการสร้างกลไกความร่วมมือและการมีส่วนร่วมกับชุมชน ทั้งนี้แนวทางที่เกิดขึ้นถูกออกแบบให้มีความยืดหยุ่นและปรับใช้ได้ตามลักษณะเฉพาะของพื้นที่และประชากร ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นเครื่องมือในการวางแผนการให้บริการสุขภาพที่คำนึงถึงความหลากหลายทางวัฒนธรรม ช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นของผู้รับบริการ ลดอุปสรรคด้านการสื่อสาร และเพื่อการเข้าถึงบริการทางสุขภาพของกลุ่มชาติพันธุ์ รวมทั้งยังเป็นกรอบในการพัฒนาสมรรถนะพหุวัฒนธรรมในการให้บริการของบุคลากร</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283559
แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี
2025-09-24T10:33:04+07:00
ปวิชยา สีมาวงษ์
pimchanok@scphub.ac.th
พิมพ์ชนก ทองทวน
pimchanok@scphub.ac.th
ศุภาพิชญ์ พากเพียร
pimchanok@scphub.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคล ปัจจัยองค์กรกับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของบุคลากรในโรงพยาบาลโขงเจียม จังหวัดอุบลราชธานี ประชากรเป็นบุคลากรทุกสายงานของโรงพยาบาลโขงเจียม ดำเนินการเก็บข้อมูลแบบเก็บครบถ้วนด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานด้วยสถิติเชิงพรรณนาและวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้วยการทดสอบไคสแควร์ การทดสอบฟิชเชอร์ และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อันดับของสเปียร์แมน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> แรงจูงใจในด้านปัจจัยจูงใจอยู่ในระดับสูงทุกด้าน (Mean=4.18, SD=0.46) ด้านปัจจัยค้ำจุนส่วนใหญ่อยู่ในระดับสูง โดยความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่ค่าตอบแทนมีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด รายได้ต่อเดือนมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่ำกับปัจจัยจูงใจ (ρ=0.208, p=0.025) และปานกลางกับปัจจัยค้ำจุน (ρ=0.349, p<0.001) ปัจจัยองค์กรทุกด้านมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยจูงใจและปัจจัยค้ำจุน โดยการมีส่วนร่วมของบุคลากรมีความสัมพันธ์สูงสุดตามลำดับ (ρ=0.649, ρ=0.652) สรุปว่า แรงจูงใจในการปฏิบัติงานมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับปัจจัยด้านองค์กร โดยเฉพาะการมีส่วนร่วมของบุคลากร ดังนั้นจึงควรเสริมกลไกการมีส่วนร่วมเชิงโครงสร้าง ควบคู่การทบทวนค่าตอบแทนและการพัฒนาทรัพยากรบุคคล</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282933
พลวัตการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย
2025-09-09T12:11:25+07:00
ลาวัณย์ พงษ์สุวรรณศิริ
lawan.t@yru.ac.th
ธีรพร ทองขะโชค
lawan.t@yru.ac.th
ทวีศักดิ์ พุฒสุขขี
lawan.t@yru.ac.th
สมเกียรติ สายธนู
lawan.t@yru.ac.th
<p>งานวิจัยฉบับนี้ ประกอบด้วยวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมการดำเนินธุรกิจการค้าชายแดน ศักยภาพพื้นที่ ปัญหาและอุปสรรคทางการค้าของผู้ประกอบการการค้าชายแดนไทย-มาเลเซีย และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียแก่หน่วยงานภาครัฐและภาคเอกชน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเก็บข้อมูลจากผู้ปฏิบัติงานภาครัฐ 17 ราย ผู้ปฏิบัติงานภาคเอกชน/ผู้ประกอบการ 11 ราย จำนวนทั้งสิ้น 28 ราย จาก 4 จังหวัดที่มีพื้นที่ชายแดนติดกับประเทศมาเลเซีย ได้แก่ จังหวัดสงขลา จังหวัดสตูล จังหวัดนราธิวาส และจังหวัดยะลา</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) การค้าชายแดนไทย-มาเลเซียมีศักยภาพสูง และได้รับแรงสนับสนุนจากปัจจัยทางเศรษฐกิจ สังคมและวัฒนธรรม รวมถึงเทคโนโลยีที่ทันสมัย จุดแข็ง คือด้านทำเลที่ตั้ง ทรัพยากร และความสัมพันธ์อันดี จุดอ่อน คือด้านแรงงาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนของผู้ค้ารายย่อย โอกาส คือการพัฒนาสู่ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และอุปสรรคสำคัญ คือความซับซ้อนของระเบียบพิธีการศุลกากร 2) แนวทางการส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจการค้าชายแดนไทย-มาเลเซียสำหรับภาครัฐในรูปแบบ B.R.I.D.G.E. Framework และสำหรับภาคเอกชนในรูปแบบ T.R.A.D.E. Framework โดยภาครัฐควรเน้นการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานชายแดน (B-Border Infrastructure) การทำให้กฎระเบียบสอดคล้องกัน (R-Regulation Harmonization) การจัดหาสินเชื่อเพื่อการลงทุน (I: Investment Loan) การสร้างแพลตฟอร์มข้อมูลดิจิทัล (D-Digital Information Platform) การยกระดับการท่องเที่ยว (G-Gateway for Tourism) และการให้บริการคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญ (E-Expert Advisory Services) ส่วนภาคเอกชนควรเน้นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี (T-Technology Adoption) การบริหารจัดการทรัพยากรและการผลิต (R-Resource and Production Management) การใช้กลยุทธ์การปรับตัว (A-Adaptive Strategy) การพัฒนาแรงงานฝีมือ (D-Development of Skilled Workforce) และการเสริมสร้างเครือข่ายทางการค้า (E-Enhance Connectivity)</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283236
แนวทางการพัฒนาสมาชิกโครงการธนาคารควาย-วัว ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท (ศพช.) ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตามหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9
2025-09-09T14:21:39+07:00
อานนท์ แป้นราม
arnon544@gmail.com
ถนัด บุญชัย
arnon544@gmail.com
กิตติศักดิ์ โชติกเดชาณรงค์
arnon544@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภูมิสังคมปัจจุบันของสมาชิกโครงการธนาคารควาย-วัว ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมาชิกโครงการธนาคารควาย-วัว ภายใต้การดำเนินงานของมูลนิธิศึกษาพัฒนาชนบท ในอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ตามหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 การวิจัยใช้กลุ่มตัวอย่างสมาชิกทั้งหมดอำเภอแม่ริม 61 ครัวเรือน และผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน เครื่องมือคือแบบสอบถามและสัมภาษณ์ วิเคราะห์เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และเชิงปริมาณด้วยความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลวิจัยพบว่า</strong> 1) ภูมิสังคมปัจจุบันของสมาชิก ส่วนใหญ่ฐานะปานกลางถึงค่อนข้างต่ำ ทำเกษตร รายได้ไม่แน่นอน การเลี้ยงกึ่งดั้งเดิมกึ่งพัฒนา มีการลดต้นทุนผลิตปุ๋ยอินทรีย์และสร้างรายได้ แม้ขาดความรู้เทคนิคและการเชื่อมโยงภายนอก แต่โครงการยังช่วยสร้างความมั่นคงและยกระดับคุณภาพชีวิต ภูมิสังคมและความพึงพอใจโดยรวมระดับมาก ความเข้มแข็งของกลุ่มยังปานกลางหรือน้อย การเชื่อมโยงภายนอกจำกัด</p> <p>2) แนวทางพัฒนาคือยึดหลักการทรงงานของในหลวงรัชกาลที่ 9 เน้นพึ่งพาตนเอง พัฒนาความรู้ เครือข่าย และอาชีพเสริม เช่น การดูแลสุขภาพสัตว์ ผลิตอาหารสัตว์ ปลูกผักสมุนไพร เกษตรเชิงท่องเที่ยว และการตลาดออนไลน์ เพื่อความยั่งยืนของสมาชิกและโครงการ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283986
แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและ พัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ จังหวัดตรัง
2025-10-14T16:28:22+07:00
เมธานันท์ เพชรนาค
matanan363@gmail.com
จิรัชยา เจียวก๊ก
matanan363@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการกู้ยืมเงินกองทุนส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จังหวัดตรัง วิธีศึกษาใช้วิธีการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้บริการ จำนวน 340 คน ด้วยแบบสอบถาม และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าสถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ประสิทธิภาพการให้บริการโดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากสูงไปต่ำ ดังนี้ ด้านความคิดสร้างสรรค์ ด้านความถูกต้องแม่นยำ ด้านความรู้ ด้านประสบการณ์ และด้านความฉับไว ตามลำดับ 2) แนวทางการเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการกู้ยืมเงินกองทุนฯ จังหวัดตรัง ควรมีการให้บริการในรูปแบบ (One-Stop Service) เป็นการบริการที่รวดเร็วและถูกต้อง ตามนโยบายการให้บริการที่ประทับใจของการบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ </p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/284565
แนวทางความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสียในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย
2025-11-20T09:23:51+07:00
สุขสรรค์ รตเวสสนันท์
suksun.r@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ระบบเศรษฐกิจ Gig Economy และสถานการณ์แรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทยในปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต เพื่อนำมาสู่การแสวงหาบทบาทที่เหมาะสมของผู้มีส่วนได้เสียในการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีที่สอดคล้องกับความคาดหวังของแรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย การวิจัยนี้ใช้วิธีศึกษาวิจัยแบบผสมผสานระหว่างแนวทางเชิงปริมาณ และแนวทางเชิงคุณภาพ โดยการศึกษาเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม สอบถามกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นแรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย จำนวน 2,703 คน และการศึกษาเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ร้านค้า ผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล และหน่วยงานภาครัฐ ตลอดจนใช้การสนทนากลุ่ม กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ประชาชน หรือผู้บริโภค ในประเทศไทย รวม 20 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) Gig Economy และแรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลเติบโตอย่างรวดเร็วทั่วโลก รวมถึงประเทศไทย โดย “ระบบเศรษฐกิจ Gig Economy” จะเติบโตเป็น “ระบบเศรษฐกิจหลัก” ของประเทศไทยในอนาคตอันใกล้ 2) แรงงานบริการขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย มีความเห็นว่า ยังมี “ช่องว่างของความต้องการจำเป็น”ระหว่าง “สภาวะที่เป็นจริง” กับ “ความคาดหวัง” ต่อบทบาทของผู้มีส่วนได้เสียแต่ละกลุ่ม และปัจจัยที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทั้ง 5 ด้าน สะท้อนถึงความต้องการยกระดับบทบาทความร่วมมือของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และคาดหวังต่อการสนับสนุนตามปัจจัยที่ส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีทั้ง 5 ด้าน และ 3) แนวทางกำหนดนโยบายเพื่อการส่งเสริมความเป็นอยู่ที่ดีของแรงงานบริการ ขนส่งผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลในประเทศไทย ควรกำหนดเป็น 2 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 มุ่งเน้นการปกป้องตลาดและสนับสนุนแรงงาน และระยะที่ 2 การผนึกพลังความร่วมมือ</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282655
กฎระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันโรงเรียน: โอกาสและอุปสรรคในการเชื่อมโยงกับระบบอาหารชุมชน
2025-09-02T10:50:53+07:00
สรัญญา สุจริตพงศ์
sarunya.suj@mahidol.ac.th
นฤมล เจริญใจ
narumon.ch818@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์โอกาสและอุปสรรคของการจัดซื้อจัดจ้างอาหารกลางวันโรงเรียนในการเชื่อมโยงการใช้วัตถุดิบอาหารจากระบบอาหารชุมชน ภายใต้การดำเนินงานตามกฎระเบียบและวิธีปฏิบัติระบบบริหารงบประมาณภาครัฐ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แบบกรณีศึกษาและการวิจัยเอกสาร นำกรอบสามเหลี่ยมวิเคราะห์นโยบายมาใช้รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล คัดเลือกโรงเรียนกรณีศึกษา 10 แห่ง ใน 5 ภูมิภาค แบ่งเป็น โรงเรียนสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) 6 แห่ง องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) 3 แห่ง และ กรุงเทพมหานคร 1 แห่ง มีแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึกเป็นเครื่องมือการศึกษา เก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก ส่วนข้อมูลทุติยภูมิเป็นการทบทวนเอกสารกฎระเบียบหนังสือราชการภาครัฐ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์แก่นสาร</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> การปฏิบัติตามกฎระเบียบข้อบังคับเปิดโอกาสให้โรงเรียนสามารถเน้นคุณภาพและความปลอดภัยของอาหารมากกว่าราคา โรงเรียนสังกัด อปท. เพิ่มงบประมาณค่าอาหารกลางวัน ความยืดหยุ่นในการบริหารงบประมาณนำไปสู่การส่งเสริมการซื้อวัตถุดิบจากเกษตรกรรายย่อยในท้องถิ่นหรือที่ปลูกแบบไม่ใช้สารเคมี อย่างไรก็ตามยังพบกฎระเบียบข้อบังคับที่เป็นอุปสรรค โดยโรงเรียนสังกัด สพฐ. มีขั้นตอนงบประมาณมากกว่าโรงเรียนสังกัด อปท. รวมทั้งได้รับงบประมาณล่าช้าและงบประมาณไม่เพียงพอ และยังขาดนโยบายภาครัฐที่จูงใจให้โรงเรียนซื้อวัตถุดิบอาหารจากชุมชนหรือวัตถุดิบอาหารปลอดภัย ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย 1) ออกมาตรการทางเศรษฐศาสตร์สร้างแรงจูงใจให้โรงเรียนเลือกซื้อวัตถุดิบอาหารที่ปลอดภัย หรือผลิตจากระบบอาหารชุมชน 2) หน่วยงานในพื้นที่ควรสนับสนุนโรงเรียนด้านงบประมาณและเทคนิคการตรวจสอบความปลอดภัยของวัตถุดิบอาหาร 3) ออกเกณฑ์และแนวทางปฏิบัติเฉพาะสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างอาหารภาครัฐที่ยั่งยืน 4) หน่วยงานการศึกษาของภาครัฐส่วนกลางออกแนวทางปฏิบัติหรือต้นแบบรายละเอียดสัญญาจ้างที่ใช้ในการจ้างผู้ประกอบการอาหาร</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283451
Strategic Management Factors Influencing the Success of Community-Based Enterprises in Krabi Province
2025-09-24T10:08:54+07:00
Napitchya Cherdchom
nifaosan.r@rmutsv.ac.th
Nifaosan Raden Ahmad
nifaosan.r@rmutsv.ac.th
Kanlayanee Yutthakarn
nifaosan.r@rmutsv.ac.th
<p>The research on strategic management factors of organizations that influence the success of community-based enterprises in Krabi Province aims to 1) study the strategic management factors of organizations and the success of community-based enterprises in Krabi Province, and 2) analyze the strategic management factors of organizations that influence the success of community-based enterprises in Krabi Province. This is a quantitative research using questionnaires to collect data from 234 community-based enterprises in Krabi Province. The data were analyzed using statistics, including frequency, percentage, mean, standard deviation, and multiple linear regression analysis with stepwise selection, setting the statistical significance level at 0.05.</p> <p><strong>The survey data revealed that</strong> the majority of respondents were female members of community-based enterprises in Mueang District, Krabi Province, aged 40-49 years, with a bachelor's degree or higher, and an average monthly income of 35,001–45,000 baht. The registration type of the enterprises was as individual businesses, with 20 or more members, and the duration of operation for the community-based enterprises was 5-10 years. When analyzing the level of strategic management factors of the community-based enterprises in Krabi Province, the overall average was found to be at the highest level. The success of the community-based enterprises in Krabi Province also showed an overall average at the highest level. Hypothesis testing indicated that the strategic management factors in terms of structure (X1), strategy (X2), staff (X5), skills (X6), and shared values (X7) had a statistically significant influence on the success of community-based enterprises in Krabi Province at a significance level of 0.05, and together predicted the success of community-based enterprises in Krabi Province (Y) at 51.00% (Adjusted R2 = 0.510).</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/285945
The Influence of Factors on Innovation Management and Sustainable Performance Effectiveness: An Empirical Study of the Metropolitan Electricity Authority
2026-02-11T11:05:52+07:00
Pharada Kerdprathum
phakrada.ke@northbkk.ac.th
<p>This study aims to examine the factors influencing innovation management and sustainable performance effectiveness of the Metropolitan Electricity Authority. Data were collected from 606 employees of the Metropolitan Electricity Authority and analyzed using structural equation modeling (SEM). In addition, qualitative data were obtained through in-depth interviews with eight senior executives to validate and provide deeper explanations of the quantitative findings.</p> <p><strong>The results reveal that</strong> creative leadership, organizational culture, innovative behavior, and innovation management are significantly and positively related to sustainable performance effectiveness. Organizational culture exerts direct influences on creative leadership, innovative behavior, and innovation management. Moreover, innovation management functions as a key organizational mechanism that links leadership capability, organizational culture, and innovative behavior to sustainable performance effectiveness in the Metropolitan Electricity Authority.</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/289155
รูปแบบการพัฒนาศักยภาพทุนชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน กรณีศึกษาอำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน
2026-06-15T10:52:51+07:00
รภัสสรณ์ คงธนจารุอนันต์
phassy77@gmail.com
วินิจ ผาเจริญ
phassy77@gmail.com
สุพจน์ คำมะนิด
phassy77@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบและศักยภาพของทุนชุมชนในพื้นที่อำเภอแม่ลาน้อย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และ 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาศักยภาพทุนชุมชนเพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์บนฐานการมีส่วนร่วมของประชาชน การวิจัยเป็นแบบผสมผสาน โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพ ประชากร ได้แก่ ประชาชน กลุ่มวิสาหกิจชุมชน และเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในพื้นที่อำเภอแม่ลาน้อย กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ จำนวน 395 คน ได้จากการสุ่มแบบบังเอิญ และผู้ให้ข้อมูลสำคัญเชิงคุณภาพ จำนวน 20 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงประเด็น</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ศักยภาพทุนชุมชนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยทุนวัฒนธรรมมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือทุนธรรมชาติ ทุนสังคม ทุนมนุษย์ ทุนกายภาพ และทุนการเงิน ตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าพื้นที่มีฐานอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติที่สามารถพัฒนาเป็นฐานของการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างเหมาะสม และ 2) รูปแบบการพัฒนาศักยภาพทุนชุมชน ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ เครือข่ายความร่วมมือ การพัฒนาบนฐานอัตลักษณ์และทุนวัฒนธรรม การมีส่วนร่วมของประชาชนแบบบูรณาการ การพัฒนาทุนมนุษย์และนวัตกรรม และการบริหารจัดการเชิงพื้นที่อย่างยั่งยืน องค์ความรู้จากการวิจัยชี้ว่า การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์อย่างยั่งยืนต้องบูรณาการทุนชุมชนทั้ง 6 มิติ โดยมีการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นกลไกหลัก เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจ รักษาอัตลักษณ์ท้องถิ่น และส่งเสริมเศรษฐกิจฐานรากตามแนวทาง BCG</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283349
การยกระดับศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง
2025-09-18T11:55:49+07:00
ศิริขวัญ ปัญญาเรียน
phiengkan@hotmail.com
เพียงกานต์ นามวงศ์
phiengkan@hotmail.com
ไพโรจน์ ไชยเมืองชื่น
phiengkan@hotmail.com
เอมอร พิพัฒนวัฒนะโยธิน
phiengkan@hotmail.com
วสุพล ดอกพิกุล
phiengkan@hotmail.com
ศิลาวัฒน์ ชัยวงศ์
phiengkan@hotmail.com
<p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาศักยภาพชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ตำบลแจ้ซ้อน อำเภอเมืองปาน จังหวัดลำปาง การวิจัยครั้งนี้การวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed methods) ประกอบด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือประกอบด้วย แบบประเมิน โดยเก็บกับกลุ่ม ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดลำปาง จำนวน 5 คน โดยวิเคราะห์ข้อมูลสถิติพื้นฐาน และงานวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือ ประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม โดยเก็บข้อมูลจาก ตัวแทนกลุ่มวิสาหกิจในพื้นที่ และหน่วยงานทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน และจำแนกตามกลุ่มข้อมูล (Content Analysis) โดยมุ่งเน้นหาข้อสรุปและตีความอย่างเป็นระบบเพื่อให้ได้ข้อสรุปในการนำเสนอให้เป็นชุมชนท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ชุมชนตำบลแจ้ซ้อนฯ มีแหล่งทรัพยากรทางธรรมชาติและสภาพแวดล้อมที่อุดมสมบูรณ์ มีสภาพภูมิอากาศที่ดี เหมาะสมกับการมาท่องเที่ยวเป็นอย่างยิ่ง ตลอดจนวัฒนธรรมการต้อนรับที่เป็นมิตร และอบอุ่นจากผู้คนในชุมชนฯ มีแหล่งเรียนรู้ชุมชนต่าง ๆ ที่ทำให้ผู้คนในชุมชนฯ สามารถพึ่งพาตัวเองได้ โดยพัฒนาศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้านการจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมและทรัพยากรในท้องถิ่น ด้านการบริหารจัดการที่ยั่งยืน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ และด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เผยแพร่ และการสร้างคุณค่า มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม นำไปสู่การสร้างมูลค่าและโอกาสทางเศรษฐกิจ รวมถึงกระบวนการทางสังคมและการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมร่วมกัน</p> <p>แนวทางการยกระดับศักยภาพการท่องเที่ยวชุมชนเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนของตำบลแจ้ซ้อนใน 5 ด้าน ได้แก่ 1) ด้านการจัดการมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม ภาครัฐกำหนดทิศทางร่วมกันอย่างชัดเจนในการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว เพื่อสร้างมาตรฐาน ปรับปรุงการบริการให้สามารถดึงดูดนักท่องเที่ยว 2) ด้านการบริหารจัดการที่ยั่งยืน ส่งเสริมให้ชุมชนบริหารจัดการ การจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ผลผลิตทางการเกษตร จัดการระบบการรักษาสิ่งแวดล้อม ให้มีสภาพความเป็นธรรมชาติ 3) ด้านการมีส่วนร่วม ส่งเสริมให้ชุมชนมีส่วนร่วมตั้งแต่การค้นหาปัญหา การดำเนินกิจกรรม และการแบ่งปันผลประโยชน์ 4) ด้านการจัดกิจกรรมและกระบวนการเรียนรู้ โดยสร้างความรู้ความเข้าใจในความสำคัญของบทบาทของทรัพยากรธรรมชาติ ระบบนิเวศ สิ่งแวดล้อมให้แก่คนในชุมชน และ 5) ด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู เผยแพร่ และการสร้างคุณค่า เปิดโอกาสให้คนในชุมชนและนักท่องเที่ยวได้เรียนรู้วัฒนธรรมประวัติศาสตร์ และวิถีชีวิตขอชุมชนร่วมกัน เพื่อให้เกิดการสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วม นำไปสู่การสร้างกระบวนการทางสังคมและการเรียนรู้ทางวัฒนธรรมร่วมกัน</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282772
การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะครูดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์
2025-09-30T09:06:32+07:00
อดิเรก โคตา
lootgoon60@gmail.com
วิมลพร สุวรรณแสนทวี
adirake0076@gmail.com
พระเมธีวัชราภรณ์
adirake0076@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะครูดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้องของตัวบ่งชี้สมรรถนะครูดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูผู้สอน จำนวน 420 คน ได้มาโดยการสุ่มแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา ได้ค่าระหว่าง 0.80-1.00 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ .96 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า:</strong> 1) การพัฒนาตัวบ่งชี้สมรรถนะครูดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 17 องค์ประกอบย่อย 54 ตัวบ่งชี้ 2) ผลการตรวจสอบความสอดคล้องของตัวบ่งชี้สมรรถนะครูดนตรีในวิทยาลัยนาฏศิลป์ สังกัดสถาบันบัณฑิตพัฒนศิลป์กับข้อมูลเชิงประจักษ์ องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) พบว่า โมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า χ² = 193.808, df = 81, p = 0.00, GFI = 0.92, AGFI = 0.85, CFI = 1.00, RMSEA = 0.07, RMR = 0.01, NFI = 0.97 ทุกองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ มีความสัมพันธ์กันเหมาะสมในระดับดี</p>
2026-09-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์