https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/issue/feed
วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
2025-12-30T08:45:16+07:00
รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ปัญญาดี
sasjournal.mju@gmail.com
Open Journal Systems
<table width="624"> <tbody> <tr> <td width="624"> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์การบริหารกิจการสังคม และสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> 2. เพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ</strong> </p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบันและมิใช่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind Peer Review)</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> </p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280444
อิทธิพลการตลาดสื่อสังคมการเมืองที่มีต่อความไว้วางใจทางการเมืองและพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้งของกลุ่มคน เจนเนอเรชั่น Y และ Z ในประเทศไทย
2025-05-20T14:36:40+07:00
วีระศักดิ์ จินารัตน์
veerasakji@gmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์อิทธิพลของการตลาดสื่อสังคมการเมืองที่มีต่อความไว้วางใจทางการเมืองและพฤติกรรมการออกเสียงเลือกตั้งของกลุ่มคนเจนเนอเรชั่น Y และ Z โดยผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล 1,600 ตัวอย่างจาก 4 ภูมิภาคในประเทศไทย และนำมาวิเคราะห์ผลด้วยสถิติวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>องค์ประกอบของการตลาดสื่อสังคมการเมืองได้แก่ เนื้อหาและความน่าเชื่อถือพยากรณ์ร่วมกันต่อความไว้วางใจทางการเมืองที่สัมประสิทธิ์พยากรณ์ร้อยละ 33 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ องค์ประกอบของการตลาดสื่อสังคมการเมืองเช่น เนื้อหา ความน่าเชื่อถือ การพูดปากต่อปาก และการปฏิสัมพันธ์ สามารถพยากรณ์ร่วมกันต่อพฤติกรรมออกเสียงเลือกตั้งที่สัมประสิทธิ์พยากรณ์ร้อยละ 70 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 อย่างไรก็ตาม ความไว้วางใจทางการเมืองสามารถพยากรณ์ต่อพฤติกรรมออกเสียงเลือกตั้งที่สัมประสิทธิ์พยากรณ์ร้อยละ 44 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .00 ดังนั้น ผู้วิจัยจึงสรุปว่า การพัฒนากลยุทธ์การตลาดสื่อสังคมของพรรคการเมืองและนักการเมืองต้องเน้นเนื้อหาและความน่าเชื่อถือของข้อความที่สื่อสารรวมทั้งคำมั่นสัญญาหรือวาทกรรมทางการเมืองระหว่างการรณรงค์ทางการเมืองที่ส่งถึงกลุ่มคนในรุ่น Y และ Z</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278607
วัฒนธรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรก ในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ในเขตภาคเหนือตอนบน
2025-02-19T15:27:40+07:00
ณัฐพงษ์ คันธรส
tonnattapong@gmail.com
วัลลภัช สุขสวัสดิ์
nattapongka65@nu.ac.th
พิษนุ อภิสมาจารโยธิน
nattapongka65@nu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ในเขตภาคเหนือตอนบน และ 2) เพื่อหาคำอธิบายที่เข้าใจถึงลักษณะของวัฒนธรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ในเขตภาคเหนือตอนบน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยได้แก่ กลุ่มผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในเขตภาคเหนือตอนบน ประกอบไปด้วย 3 จังหวัดคือ จังหวัดลำพูน จังหวัดแพร่ และจังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูลได้แก่แบบสอบถาม โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม 0.943 และใช้สถิติพรรณนาในการวิเคราะห์ผลจากการวิจัย ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> วัฒนธรรมทางการเมืองของผู้มีสิทธิเลือกตั้งครั้งแรกในการเลือกตั้งทั่วไป พ.ศ. 2566 ในเขตภาคเหนือตอนบนมีลักษณะที่เรียกว่า “วัฒนธรรมทางการเมืองที่พลเมืองเพิกเฉยเย็นชาและไม่เชื่อมั่นในระบบการเมือง” ขณะเดียวกันได้พบว่าโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ และสังคม มีผลต่อการก่อรูปวัฒนธรรมทางการเมืองได้ นอกจากนี้ควรมีการส่งเสริมและพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองโดยการแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ และสังคม เพื่อส่งเสริมการก่อรูปวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และการสนับสนุนผลักดันโอกาสทางการเมืองจากภาครัฐมากยิ่งขึ้น ข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้ควรมีการส่งเสริมทัศนคติ ค่านิยม และความเป็นพลเมืองที่มีส่วนร่วมเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาวัฒนธรรมทางการเมืองของคนรุ่นใหม่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/276228
พฤติกรรมทางการเมืองของผู้นำนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทยในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566
2024-10-22T14:02:32+07:00
ฮาซันอักริม ดงนะเด็ง
arsun.do@psu.ac.th
รัตนาวดี เปรมรัชชานนท์
arsun.do@psu.ac.th
สายป่าน ประเสริฐ
arsun.do@psu.ac.th
สุพิชญา มีทอง
arsun.do@psu.ac.th
ฟุรกอน สาและ
arsun.do@psu.ac.th
ลุตฟี หะยีหะเตง
arsun.do@psu.ac.th
<p>กลุ่มผู้นำนักศึกษาเป็นกระบอกเสียงและมีอิทธิพลสำคัญต่อคนรุ่นใหม่ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมทางการเมืองของผู้นำนักศึกษาในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยวิธีการเจาะจงผู้นำนักศึกษาในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ที่มีประสบการณ์และมีส่วนร่วมทางการเมืองจำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>พฤติกรรมทางการเมืองของผู้นำนักศึกษาสามารถจำแนกได้ 3 ลักษณะ ได้แก่ 1) การสังเกตการณ์ทางการเมือง โดยผู้ให้ข้อมูลหลักติดตามข่าวสาร นโยบายพรรคการเมือง การดำเนินงานของรัฐบาล พฤติกรรมนักการเมือง และมีการสนทนาประเด็นการเมืองกับบุคคลรอบข้าง 2) การมีส่วนร่วมทางการเมือง ประกอบด้วยการใช้สิทธิเลือกตั้ง การชักชวนผู้อื่นไปใช้สิทธิ การเข้าร่วมฟังการปราศรัยทั้งออนไลน์และออนไซต์ และการเผยแพร่ข่าวสารการเมืองผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และ 3) การเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง ในประเด็นนี้ พบว่าผู้ให้ข้อมูลหลักส่วนใหญ่มีแนวโน้มที่จะแสดงพฤติกรรมทางการเมืองที่จำกัดในการเป็นหุ้นส่วนทางการเมือง โดยส่วนใหญ่ยังไม่ได้มีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเป็นสมาชิกพรรคการเมือง การรณรงค์หาเสียงเลือกตั้ง การเข้าร่วมประชุมกับพรรคการเมือง การบริจาคเงินหรือระดมทุน การยื่นข้อเรียกร้องหรือการชุมนุมทางการเมือง รวมถึงความสนใจในการดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยพบว่าสื่อสังคมออนไลน์เป็นช่องทางหลักในการแสดงออกทางการเมืองของผู้นำนักศึกษา</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279194
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของประชาชนจังหวัดภูเก็ต: กรณีศึกษาการเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566
2025-04-02T13:51:00+07:00
มาดล จรูญรัตน์
thanggass@hotmail.com
ชฎาภรณ์ สิงห์แก้ว
thanggass@hotmail.com
<p>ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนจังหวัดภูเก็ตในการเลือกตั้ง วันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้มีสิทธิเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม พ.ศ. 2566 ในจังหวัดภูเก็ต 3 เขตเลือกตั้ง ใช้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 625 คน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนจังหวัดภูเก็ต 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนจังหวัดภูเก็ต 3) การเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคุณลักษณะประชากร</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> พฤติกรรมการรับข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนจังหวัดภูเก็ตส่วนใหญ่มีพฤติกรรมการรับรู้ข้อมูลข่าวสารในช่องทางสื่อออนไลน์ เช่น Facebook, YouTube, Twitter มากที่สุดร้อยละ 57.44 ส่วนปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนจังหวัดภูเก็ตในระดับมากที่สุด 3 ปัจจัยหลักคือ ด้านนโยบายของผู้ลงสมัคร ด้านคุณลักษณะของผู้สมัคร และด้านการรณรงค์หาเสียงของผู้สมัคร ส่วนปัจจัยด้านพรรคการเมือง/กลุ่มการเมือง ด้านบุคคลที่มีอิทธิพล ด้านความสัมพันธ์กับผู้ลงสมัคร และด้านตระกูลและเครือญาติ ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของประชาชนในระดับมาก ผลการเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกับคุณลักษณะประชากรของประชาชนจังหวัดภูเก็ต พบว่า เพศไม่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ส่วนช่วงอายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างมีผลต่อการตัดสินใจเลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278103
การศึกษาเปรียบเทียบการต่อสู้ทางการเมืองของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ในจังหวัดเชียงใหม่ (2551-2564)
2025-01-21T13:25:19+07:00
ณ อันดามัน อิศโร
naandamanitsaro@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบบริบททางการเมืองที่ส่งผลให้ยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองและประเด็นข้อเรียกร้องของกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 กับกลุ่มคนรุ่นใหม่ ได้แก่ กลุ่มพรรควิฬาร์ กับกลุ่มประชาคมมอชอมีความแตกต่างกัน 2) เพื่อศึกษาสาเหตุที่ส่งผลให้กลุ่มรักเชียงใหม่ 51และกลุ่มพรรควิฬาร์กับกลุ่มประชาคมมอชอ ใช้ยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองและประเด็นข้อเรียกร้องที่แตกต่างกัน โดยเป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิจัยเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสําคัญจำนวน 16 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูล คือ แบบบันทึกผลการสัมภาษณ์ด้วยการตั้งคำถามปลายเปิด</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>: 1) ประเด็นข้อเรียกร้องมีความแตกต่างกัน เนื่องจากความเปิดกว้างของบริบททางการเมืองเชิงสถาบันภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 กับรัฐธรรมนูญพ.ศ. 2560 และความตื่นตัวต่อประเด็นข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์จากการปราศรัยโดยนายอานนท์ นำภา ในขณะเดียวกันยุทธวิธีการต่อสู้ทางการเมืองมีความแตกต่างกัน เนื่องจากปัจจัยบริบททางการเมืองนอกสถาบัน กล่าวคือ อุปนิสัยส่วนบุคคลของแกนนำขบวนการต่อสู้ทางการเมือง, การสนับสนุนด้านเงินทุนจากชนชั้นนำทางการเมือง และประสบการณ์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวจากการชุมนุมประท้วงในอดีต 2) กลุ่มรักเชียงใหม่ 51 มุ่งเน้นชุมนุมปิดล้อมฝ่ายตรงข้ามทางการเมืองในจังหวัดเชียงใหม่ และระดมมวลชนเข้าร่วมการชุมนุมปักหลักของกลุ่มคนเสื้อแดงในกรุงเทพมหานคร เนื่องจากอุปนิสัยของแกนนำกลุ่มรักเชียงใหม่ 51 ซึ่งนิยมแนวทางการเผชิญหน้า, บทเรียนความสำเร็จจากการเหตุการณ์ลุกฮือ 14 ตุลา 2516 กับเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ พ.ศ. 2535 และความเชื่อมั่นว่าพรรคเพื่อไทยสามารถชนะการเลือกตั้งทั่วไปได้ในกติกาภายใต้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 ในขณะเดียวกัน กลุ่มพรรควิฬาร์กับกลุ่มประชาคมมอชอ มุ่งเน้นการชุมนุมแฟลชม็อบอย่างสันติวิธีในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เนื่องจากต้องการสร้างความชอบธรรมและแรงสนับสนุนจากประชาชน พร้อมทั้ง ปิดช่องทางไม่ให้รัฐปราบปรามด้วยความรุนแรงเหมือนการชุมนุมปักหลักของกลุ่มคนเสื้อแดง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278352
การสังเคราะห์แนวคิดทางการเมืองและหลักการทางการเมือง เรื่อง สภาโรงงานของ อันโตนิโอ กรัมชี่
2025-02-19T15:40:09+07:00
วรพล โชติจิรเดชากุล
woraponc65@nu.ac.th
วัชรพล พุทธรักษา
Woraponc65@nu.ac.th
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อศึกษาแนวคิดทางการเมืองและหลักการทางการเมืองเรื่องสภาโรงงาน ของ อันโตนิโอ กรัมชี่ โดยเน้นการวิเคราะห์งานเขียนในช่วงก่อนการถูกคุมขัง วิธีการวิจัยเป็นการศึกษาค้นคว้าเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสาร โดยวิธีการวิเคราะห์ตัวบทอย่างละเอียด จากงานเขียนจำนวน 12 บทความในหมวด “ระเบียบใหม่และสภาโรงงาน” ซึ่งปรากฏในผลงานรวมบทความทางการเมืองช่วงปี ค.ศ. 1910-1920</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> แนวคิดเรื่องสภาโรงงานมีบทบาทสำคัญในฐานะกลไกสำหรับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในระบบเศรษฐกิจ การเมือง และสังคม โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเน้นย้ำบทบาทของชนชั้นกรรมาชีพในฐานะผู้มีส่วนร่วมสำคัญในการจัดการทรัพยากร การผลิต และการกำหนดทิศทางของสังคม แนวคิดดังกล่าวยังสะท้อนถึงการสร้างประชาธิปไตยของชนชั้นกรรมาชีพที่เปิดโอกาสให้เกิดการบริหารตนเอง การสร้างจิตสำนึกทางการเมือง และการลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมอย่างเป็นระบบ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279211
นโยบายความเป็นอิสระท้องถิ่นในพื้นที่แห่งหนึ่งของไทย
2025-05-22T15:58:20+07:00
ยศธร ทวีพล
nosza-5555@hotmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานโยบายความเป็นอิสระท้องถิ่นในพื้นที่แห่งหนึ่งของไทย การศึกษาใช้การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ศึกษาในพื้นที่แห่งหนึ่งของประเทศไทย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหาร พนักงานปฏิบัติการทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับภูมิภาค ตลอดจนประชาชนและนักวิชาการด้านการปกครองท้องถิ่นด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกออนไลน์และการประชุมกลุ่มย่อย</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ความไม่สมดุลของความเป็นอิสระท้องถิ่น กล่าวคือ แม้ว่าความเป็นอิสระท้องถิ่นทางการเมือง นับเป็นจุดแข็งของความเป็นอิสระท้องถิ่นจากอิทธิพลการเลือกตั้งท้องถิ่น ทำให้เกิดการแทรกแซงจากราชการส่วนอื่นๆ ยากลำบาก แต่ความเป็นอิสระท้องถิ่นด้านอื่น โดยเฉพาะความเป็นอิสระท้องถิ่นทางการบริหารงานบุคคล ความเป็นอิสระท้องถิ่นทางการคลังและความเป็นอิสระท้องถิ่นทางการตัดสินใจนโยบาย ถือว่าเผชิญหน้ากับการแทรกแซงจากราชการส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ส่งผลให้ราชการส่วนท้องถิ่นมีขีดความสามารถการบริหารงานบุคคล ความเป็นอิสระทางการคลังและความเป็นอิสระท้องถิ่นทางการตัดสินใจนโยบายต่ำ การบริหารงานส่วนท้องถิ่นโดยส่วนใหญ่ จึงยังคงอยู่ภายใต้การบังคับบัญชาของส่วนกลาง ขาดความเป็นอิสระ ซึ่งส่งผลกระทบต่ออัตลักษณ์และเป็นอุปสรรคในการสะท้อนความต้องการของชุมชน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/275333
Soft Power แนวทางสร้างเครือข่ายสังคมปรองดองลดความขัดแย้ง ในจังหวัดชัยภูมิ
2024-12-20T10:13:37+07:00
พรหมพรปวีณ์ ใชยเรือง
morningsunshine.ken@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางการสร้างเครือข่ายสังคมแห่งความสุขความสามัคคีปรองดองลดความขัดแย้งในสังคมจังหวัด มีรูปแบบการวิจัยแบบผสมผสาน ด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์ การวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม ผู้วิจัยได้คัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือผู้นำชุมชน ผู้ทอผ้าไหม ผู้ประกอบการธุรกิจผ้าไหม กลุ่มคณะกรรมการผู้ตรวจตราสอดส่องศาลเจ้าพ่อพระยาแล ผู้แสดงดนตรีการร่ายรำเพื่อสักการะเจ้าพ่อพระยาแล โดยประชากรกลุ่มเป้าหมายคือชุมชนบ้านต้อน อำเภอบ้านเขว้า จำนวน 604 คน อำเภอเมือง จำนวน 181,496 คน กำหนดกลุ่มตัวอย่างตามสูตรของ เครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan, 1970) ระดับความเชื่อมั่น 95% ทำการแทนค่าตามสูตร ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 385 คน ผู้วิจัยใช้เทคนิคการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้จากการสัมภาษณ์ นำมาวิเคราะห์ สังเคราะห์และนำเสนอเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป SPSS</p> <p><strong>ผลการวิเคราะห์พบว่า</strong> ระดับความคิดเห็นของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อ ด้านแนวทางการสร้างเครือข่ายสังคมแห่งความสุขสู่ความสามัคคีปรองดองด้วย soft power ด้านการลดความขัดแย้งในสังคมจังหวัดชัยภูมิด้วย soft power อยู่ในระดับมากที่สุดทั้งสองด้าน มีคะแนนเฉลี่ย 4.83 และ 4.80 ตามลำดับ จากผลสรุปการวิจัยอภิปรายได้ดังนี้ ผ้าไหมคือ soft power ให้เกิดการรวมกลุ่มของชุมชนเพื่อผลิตจำหน่ายสร้างรายได้ให้ตนเองและชุมชน กลายเป็นธุรกิจที่มีชื่อเสียงในชัยภูมิ สร้างความเข้าใจอันดีต่อกันด้วยวิถีชีวิตการทอผ้า เกิดการเรียนรู้ที่จะอยู่ร่วมกันผ้าไหมจึงเป็นสัญลักษณ์ของชุมชน อีกทั้งความศรัทธาที่มีต่อเจ้าพ่อพระยาแลที่ทำให้ทุกคนทุกหมู่เหล่าได้มีความสามัคคีกันลดความขัดแย้ง ซึ่ง soft power เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ภาครัฐต้องพัฒนาให้มีศักยภาพเพื่อหาแนวทางสร้างเครือข่ายสังคมปรองดองลดความขัดแย้งในจังหวัดชัยภูมิ ได้</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/277621
คุณภาพชีวิตส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร สังกัดองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-02-13T13:13:15+07:00
ศิริพร เพ็งจันทร์
siriporn.pe@psu.ac.th
จุฑามณี แก่นทอง
pookubsp11@gmail.com
ช่อผกา ฤทธิ์ทอง
pookubsp11@gmail.com
ณัฏฐณิชา พัฒนเดชากุล
pookubsp11@gmail.com
วชิระเดช ศิลป์เสน
pookubsp11@gmail.com
สุภัสรา ประแก้ว
pookubsp11@gmail.com
<p>การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรของอบจ.สุราษฎร์ธานี 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสุขกับคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรอบจ.สุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรอบจ.สุราษฎร์ธานี จำนวน 190 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในการทำงาน และไม่ได้ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงาน 2) ปัจจัยส่วนบุคคลไม่มีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงาน และไม่ได้ส่งผลต่อความสุขในการทำงาน 3) ปัจจัยด้านความพร้อมในการทำงานมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากรระดับปานกลาง (r = 0.53) โดยปัจจัยด้านความพร้อมการทำงาน ด้านร่างกาย และด้านจิตใจ ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของบุคลากร 4) ปัจจัยด้านความพร้อมในการทำงานมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของบุคลากรอยู่ในระดับปานกลาง (r = 0.44) โดยปัจจัยด้านความพร้อมในการทำงาน ประกอบด้วย ด้านร่างกาย และด้านจิตใจ ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากร 5) บุคลากรของอบจ.สุราษฎร์ธานี มีระดับคุณภาพชีวิตในการทำงานมากที่สุดในด้านการยอมรับนับถือ โดยเฉพาะเพื่อนร่วมงานให้ความสำคัญและเคารพความคิดเห็น 6) คุณภาพชีวิตในการทำงานมีความสัมพันธ์กับความสุขในการทำงานของบุคลากร อยู่ในระดับปานกลาง (r = 0.74) ได้แก่ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ความรักในงาน ความสำเร็จในงาน และการเป็นที่ยอมรับ ซึ่งมีผลไปในทิศทางเดียวกันกับคุณชีวิตในการทำงานของบุคลากร ดังนั้น อบจ.สุราษฎร์ธานีควรมีนโยบายส่งเสริมความสัมพันธ์การทำงานร่วมกันของบุคลากร เพื่อให้บุคลากรได้มีการทำงานร่วมกันอย่างมีความสุขและมีประสิทธิภาพในการทำงานในองค์การต่อไป คือ การให้โอกาสในการพัฒนาความรู้และความสามารถ เพื่อให้บุคลากรได้มีการพัฒนาศักยภาพของตนเองอย่างเต็มความสามารถหรือมีการจัดโครงการพัฒนาศักยภาพในความรู้ความสามารถของบุคลากรอย่างต่อเนื่อง</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/276027
การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย
2024-10-21T13:41:18+07:00
ปฏิพัทธ์ ตันมิ่ง
patipat.tunming@gmail.com
นนท์ลฉัตร วีรานุวัตติ์
nontlachatara.viranuvatti@gmail.com
พิทักษ์ ศิริวงศ์
Phitak_@su.ac.th
ณัฐกานศ์ ตันมิ่ง
nattakhan.npj@gmail.com
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดเชียงราย และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงราย ดำเนินการเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากนักท่องเที่ยวเชิงกีฬาที่มาเยือนจังหวัดเชียงราย จำนวน 600 คน ด้วยการสุ่มแบบตามความสะดวก จากนั้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) ปัจจัยองค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงกีฬาของจังหวัดของเชียงราย ประกอบด้วย ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกด้านกีฬา ด้านโครงสร้างพื้นฐานในการจัดการแข่งขันงานกีฬา ด้านการเข้าถึงสถานที่จัดงานกีฬา ด้านการตลาดและการส่งเสริมการขาย ด้านการมีส่วนร่วมของคนในพื้นที่ ด้านความปลอดภัย ด้านการบริหารจัดการงานอีเวนต์กีฬา และด้านการสนับสนุนจากภาครัฐ และ 2) แนวทางการพัฒนาการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาสู่เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของจังหวัดเชียงรายมีทั้งหมด 8 ด้าน ตามองค์ประกอบการท่องเที่ยวเชิงกีฬาจังหวัดเชียงรายและมีความเชื่อมโยงระหว่างแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงกีฬาจังหวัดเชียงรายสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDGs) เป้าหมายที่ 1 3 7 8 9 10 11 12 13 15 และ 17</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278666
รูปแบบการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดที่สุด ในอาเซียนของเทศบาลเมืองน่าน
2025-05-20T13:31:10+07:00
ปองขวัญ สร่างทุกข์
jing-jingjo@hotmail.com
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน 2) ศึกษาความคิดเห็นของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองน่านต่อการดำเนินงานพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดของเทศบาลเมืองน่าน 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดกับความคิดเห็นต่อการดำเนินงานพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดของประชาชนในเขตเทศบาลเมืองน่าน และ 4) ศึกษารูปแบบการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดที่สุดในอาเซียนของเทศบาลเมืองน่าน ใช้กลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงปริมาณ จำนวน 375 คน จากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ ได้แก่ ค่าร้อยละ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การตรวจสอบการแจกแจงของตัวแปรอิสระ การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรด้วยสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณศึกษาผลกระทบของตัวแปร โมเดลสมการโครงสร้างเชิงเส้นเพื่อประเมินความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปรต่างๆ และ 2) กลุ่มตัวอย่างการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 13 คน ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) ในภาพรวมระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดที่สุดในอาเซียนของเทศบาลเมืองน่าน อยู่ในระดับมาก 2) ความคิดเห็นของประชาชนในภาพรวมเห็นด้วยอย่างยิ่งต่อการดำเนินงานการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดที่สุดในอาเซียนของเทศบาลเมืองน่าน 3) ตัวแปรทุกตัวมีความสัมพันธ์กัน 4) รูปแบบการพัฒนาเมืองที่มีมาตรฐานการท่องเที่ยวสะอาดที่สุดในอาเซียนของเทศบาลเมืองน่าน ได้แก่ 4.1) พัฒนาสภาพสังคมของชุมชน 4.2) พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน 4.3) พัฒนานโยบาย 4.4) พัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชน 4.5) พัฒนาสิ่งแวดล้อมของชุมชน</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278670
การพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก
2025-03-10T14:38:54+07:00
จุฑามาศ แดงรัตน์
nuchjutamass@gmail.com
อมร หวังอัครางกูร
nuchjutamass@gmail.com
วาสนา จาตุรัตน์
nuchjutamass@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก 2) วิเคราะห์องค์ประกอบของการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำ และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสานวิธีเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากสมาชิกองค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก จำนวน 75 องค์กร มีสมาชิก จำนวน 2,250 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 95 ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 360 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลคือแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.94 และการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้แทนองค์กรผู้ใช้น้ำในคณะกรรมการลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก และหน่วยงานราชการที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าความถี่ และ ค่าร้อยละ และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) การบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />= 3.50, S.D. = 0.75) การบริหารจัดการน้ำยังเผชิญกับปัญหาความไม่ต่อเนื่องในการประสานงานระหว่างองค์กรผู้ใช้น้ำและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง องค์กรผู้ใช้น้ำในพื้นที่ยังไม่เข้มแข็งเพียงพอ และขาดความรู้ความเข้าใจในบทบาทและหน้าที่ของตนเอง 2) องค์ประกอบของการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก มี 4 องค์ประกอบ สามารถอธิบายความแปรปรวนของตัวแปรทั้งหมดได้ถึงร้อยละ 66.268 ได้แก่ 1) การสนับสนุนด้านการบริหารจัดการน้ำ ร้อยละ 44.41 2) ความร่วมมือและความสามัคคี ร้อยละ 8.74 3) ความเข้าใจในการจัดการน้ำและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ร้อยละ 7.00 และ 4) ภาวะผู้นำ ร้อยละ 6.11 และ 3) แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก ผลจากการสนทนากลุ่มยืนยันว่าองค์ประกอบทั้ง 4 มีความสำคัญและเกี่ยวข้องกัน โดยการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐ การส่งเสริมความร่วมมือ ความรู้ในกฎหมาย และภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญในการเสริมสร้างการมีส่วนร่วมขององค์กรผู้ใช้น้ำต่อการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่ลุ่มน้ำภาคใต้ฝั่งตะวันตก เพื่อเพิ่มความยั่งยืนและประสิทธิภาพในกระบวนการจัดการทรัพยากรน้ำ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/277267
การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกระบี่
2024-12-18T16:34:41+07:00
ปกรณ์ภัทร วงพระจันทร์
pakornphat11@gmail.com
อมร หวังอัครางกูร
pakornphat11@gmail.com
วาสนา จาตุรัตน์
pakornphat11@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำในเขตพื้นที่จังหวัดกระบี่ 2) เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนารูปแบบการจัดการทรัพยากรน้ำขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดกระบี่ โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยแบบผสมผสานวิธี ผ่านการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างซึ่งเป็นผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำของ (อปท.) ในพื้นที่จังหวัดกระบี่ จำนวน 160 คน และการสนทนากลุ่มร่วมกับผู้แทน อปท. และหน่วยงานราชการที่มีบทบาทสำคัญในการจัดการทรัพยากรน้ำในจังหวัดกระบี่ จำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) การจัดการทรัพยากรน้ำของ อปท. ในจังหวัดกระบี่ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.46, S.D. = 0.76) โดยสอดคล้องกับแผนแม่บทการบริหารจัดการน้ำ 20 ปี (พ.ศ. 2561–2580) แต่ยังเผชิญปัญหาสำคัญ คือ การขาดแคลนน้ำและปัญหาน้ำท่วม 2) องค์ประกอบของการบริหารจัดการน้ำของ อปท. อย่างมีประสิทธิภาพมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของประชาชน ร้อยละ 26.11 บุคลากร ร้อยละ 9.79 นโยบาย ร้อยละ 7.31 งบประมาณ ร้อยละ 6.71 การจัดทำแผน ร้อยละ 5.83 และ กฎหมายและกฎระเบียบ ร้อยละ 5.31 โดย การมีส่วนร่วมของประชาชน และ บุคลากร มีบทบาทสำคัญที่สุด 3) การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำสำหรับ อปท. คือ 4PBL Model ซึ่งครอบคลุม 6 องค์ประกอบดังกล่าวเพื่อพัฒนาระบบให้ยั่งยืนและเป็นธรรม การบูรณาการทั้ง 6 องค์ประกอบนี้เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยตอบสนองความต้องการของชุมชน และพัฒนาการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำที่มีประสิทธิภาพในระยะยาว</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282063
ป่า-เลชุมชน การจัดการตนเองเพื่อการสร้างความมั่นคงทางอาหารอย่างยั่งยืน ชุมชนท่าทอง พื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-07-29T11:20:46+07:00
ชนัญชิดา ทิพย์ญาณ
chananchida.tip@sru.ac.th
นฤมล ดำอ่อน
naruemon.dam@sru.ac.th
<p>วิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทชุมชน และ ศักยภาพของป่า-เลชุมชน กระบวนการจัดการตนเองในพื้นป่า-เลชุมชน และ เสนอแนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารชุมชนสู่ความยั่งยืน ชุมชนท่าทอง พื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี วิธีวิจัยเป็นผสานวิธี (Mixed-Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ ประชากร คือ ประชาชนชุมชนท่าทอง พื้นที่อ่าวบ้านดอน จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 5,650 คน กลุ่มตัวอย่าง คือ 361 คน จากการเปิดตารางเลขสุ่มของ Krejcie & Morgan (1970) และวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีวิธีสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิ และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่มในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน และการวิเคราะห์ข้อมูล วิจัยเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย และวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)<br /><br /><strong>ผลการวิจัย</strong> พบว่า 1) บริบทชุมชนท่าทองในพื้นที่อ่าวบ้านดอนเป็นแหล่งอาหารธรรมชาติ และแหล่งอาหารที่สำคัญของชุมชน มีศักยภาพหลายด้าน เช่น ด้านพื้นที่ ด้านวัฒนธรรมความเชื่อ ด้านการจัดการความขัดแย้ง ด้านผู้นำ และด้านการสร้างภาคีเครือข่าย 2) กระบวนการจัดการตนเองเพื่อความมั่นคงทางอาหารอยูในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ขั้นตอนที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากัน คือ ขั้นตระหนักถึงปัญหาและสำนึกรวมตัว และขั้นสร้างชุมชนเพื่อความยั่งยืน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> = 3.79 ) รองลงมาคือ ขั้นสร้างพันธสัญญาร่วมกัน ขั้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.76 , <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.72) และขั้นการจัดการตนเองของชุมชน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" />=3.59) ตามลำดับ และ 3) แนวทางการเสริมสร้างความมั่นคงทางอาหารชุมชนสู่ความยั่งยืน ประกอบด้วย 6 แนวทาง ดังนี้1) การผลิตอาหาร 2) ด้านการแปรรูปและถนอมอาหาร 3) ด้านการตลาดและการกระจายอาหาร 4) ด้านข้อมูลและความรู้ 5) ด้านการเงิน และ 6) ด้านการสร้างเครือข่าย </p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278702
คุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย
2025-04-01T14:33:54+07:00
มยุรี วรรณไกรโรจน์
mayureewanpong@gmail.com
โกมินทร์ วังอ่อน
em_gomin_w@crru.ac.th
วิกรม บุญนุ่น
Krittamate2010@gmail.com
เบญจมาศ เมืองเกษม
benjamat16@yahoo.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย และเพื่อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ โดยใช้แบบสอบถามกับกลุ่มตัวอย่างผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ จำนวน 256 คน ซึ่งอยู่ในพื้นที่อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ผู้สูงอายุส่วนใหญ่ (ร้อยละ 72.27) เข้าร่วมกิจกรรมโรงเรียนผู้สูงอายุอย่างสม่ำเสมอ และร้อยละ 89.84 ชอบออกกำลังกาย โดยนิยมการเดิน (ร้อยละ 30.0) และมีกิจกรรมยืดเหยียด-แกว่งแขน (ร้อยละ 20.0) ส่วนภาวะอารมณ์พบว่า ร้อยละ 66.80 มีความเครียดเป็นบางครั้งแต่จัดการได้ดี</p> <p>ภาพรวมระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ ทั้ง 4 ด้าน พบว่า อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.75) เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า คุณภาพชีวิตด้านสัมพันธภาพทางสังคม มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.92) รองลงมาคือ คุณภาพชีวิตด้านสิ่งแวดล้อม มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.83) ถัดมาคือ คุณภาพชีวิตด้านจิตใจ มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.76) และน้อยที่สุด คือ คุณภาพชีวิตด้านร่างกาย มีค่าเฉลี่ย อยู่ในระดับมากเช่นกัน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{X}" alt="equation" /> =3.50)</p> <p>แนวทางพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้สูงอายุในโรงเรียนผู้สูงอายุ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย มีดังนี้ 1) ด้านสัมพันธภาพทางสังคม ควรส่งเสริมกิจกรรมกลุ่ม เช่น งานอาสาสมัคร งานอดิเรก และสร้างเครือข่ายชุมชน พร้อมจัดโปรแกรมสร้างเพื่อนใหม่ 2) ด้านสิ่งแวดล้อม ควรปรับปรุงพื้นที่สีเขียว เพิ่มความปลอดภัย และพัฒนาแหล่งเรียนรู้กลางแจ้ง 3) ด้านจิตใจ ควรจัดกิจกรรมเสริมจิตใจ เช่น สมาธิ โยคะ และพัฒนาทักษะคิดบวก เช่น เขียนไดอารี่ และ 4) ด้านร่างกาย ควรส่งเสริมการออกกำลังกาย เช่น เดิน แอโรบิก โยคะ ฤาษีดัดตน พร้อมให้ความรู้ด้านโภชนาการและสุขภาพประจำปี</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281320
นวัตกรรมดิจิทัลกับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: กรณีศึกษาระบบชำระค่าน้ำประปาออนไลน์ของเทศบาลตำบลพรุพี จังหวัดสุราษฎร์ธานี
2025-06-11T16:20:37+07:00
ปุญญวันต์ จิตประคอง
punyawan.huso@gmail.com
<p>บทความวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาการใช้นวัตกรรมดิจิทัลเพื่อเปลี่ยนแปลงความสัมพันธ์เชิงอำนาจที่ส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น งานศึกษาใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา ผ่านการสัมภาษณ์และเก็บข้อมูลจากเจ้าหน้าที่เทศบาลและประชาชนในเขตเทศบาลตำบลพรุพี และนำมาวิเคราะห์การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้โดยใช้ทฤษฎีความสัมพันธ์อุปถัมภ์-ผู้รับอุปถัมภ์ ทฤษฎีอำนาจหลายมิติ และทฤษฎีการสะกิดเป็นกรอบการวิเคราะห์</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong>การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญสามประการภายหลังการพัฒนานวัตกรรมดิจิทัล ประการแรก เกิดการเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในการจัดเก็บรายได้ โดยการจัดเก็บโดยตรงลดลงจากร้อยละ 76.81 เป็น 65.36 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านจากระบบอุปถัมภ์แบบดั้งเดิมไปสู่ระบบสถาบันที่โปร่งใส ประการที่สอง ระบบใหม่เสริมสร้างความโปร่งใสและลดการทุจริตผ่านหลักฐานการทำธุรกรรมที่ตรวจสอบได้ ประการที่สาม ระบบสีจำแนกสถานะการชำระเงิน (เขียว-เหลือง-แดง) เป็นกลไกที่ใช้อำนาจเชิงจิตวิทยาผ่านแรงกดดันทางสังคม ซึ่งส่งผลให้เทศบาลสามารถเพิ่มรายได้จาก 1,397,826.50 บาท เป็น 1,487,325.00 บาท (เพิ่มขึ้นร้อยละ 6.40) และลดหนี้ค้างชำระจาก 972,544.61 บาท เหลือ 559,840.06 บาท (ลดลงร้อยละ 42.43) ขณะที่ผู้ใช้ระบบออนไลน์เพิ่มขึ้นจาก 25 ราย เป็น 81 ราย ในระยะเวลา 8 เดือน ผลลัพธ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นว่านวัตกรรมท้องถิ่นช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บรายได้ที่เป็นธรรมให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มากขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/277195
การศึกษาแรงจูงใจเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของข้าราชการและพนักงานราชการ กรณี สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง
2025-01-20T11:31:37+07:00
ศิริวรรณ แจ้งใจดี
siriwan.jjd@gmail.com
ณัชพล นิลนพคุณ
siriwan.jjd@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง 2) เพื่อเปรียบเทียบระดับแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง จำแนกตามปัจจัยพื้นฐานส่วนบุคคล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางในการเสริมสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง ทำการเก็บรวบรวมด้วยแบบสอบถามจากข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง จำนวน 87 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ประกอบด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) ใช้ t-test และ การวิเคราะห์ความแปรปรวนจำแนกทางเดียว (One-way ANOVA) กรณีพบความแตกต่างจะทำการเปรียบเทียบความแตกต่างเป็นรายคู่โดยใช้วิธีของ LSD</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบวา</strong> แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและผังเมือง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และการทดสอบสมมติฐาน พบว่าข้าราชการ พนักงานราชการ สำนักงานเลขานุการกรม กรมโยธาธิการและ ผังเมืองที่มีฝ่ายงานที่สังกัด และระยะเวลาในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ขณะที่ข้าราชการ พนักงานราชการที่มี เพศ อายุ สถานภาพการทำงาน และรายได้ที่แตกต่างกันมีแรงจูงใจในการปฏิบัติงานไม่ต่างกัน ดังนั้นผู้บริหารจำเป็นที่จะต้องลดความเหลื่อมล้ำของแรงจูงใจในด้านความสัมพันธ์กับหัวหน้างาน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านสภาพแวดล้อมการทำงาน ด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน และด้านลักษณะงานที่ทำ ซึ่งมีความแตกต่างกันในพนักงานที่สังกัดฝ่ายงาน และมีระยะเวลาทำงานที่ต่างกัน จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารจะต้องพัฒนาและปรับปรุงเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว อันจะเป็นการยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงานในองค์กรในภาพรวมให้สูงขึ้น</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/275930
การศึกษาและพัฒนาแนวทางการลดการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้างและบำรุงรักษางานภูมิทัศน์ในกรุงเทพมหานคร
2024-11-01T15:46:30+07:00
สุกัญญา ชัยพงษ์
sukanya_c@rmutt.ac.th
<p>วัตถุประสงค์ของการวิจัยนี้คือการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุเพื่อหาแนวทางการลดการเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานของคนงานก่อสร้าง และคนงานการดูแลรักษาภูมิทัศน์ โดยมีวิธีการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง หัวหน้างานก่อสร้างและบำรุงรักษางานภูมิทัศน์ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 90 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล มีการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงวิเคราะห์ ได้แก่ การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุจากการปฏิบัติงานด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ผู้ตอบแบบสำรวจส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 20-29 ปี มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาตรี อยู่ในองค์กรมาแล้ว 1-5 ปี อุบัติเหตุร้ายแรงในรอบ 6 เดือน ด้านงานก่อสร้างภูมิทัศน์ คืออุบัติเหตุจากการรื้อถอนอาคาร คิดเป็นร้อยละ 28.9 ส่วนด้านงานดูแลรักษาภูมิทัศน์ ได้แก่ อุบัติเหตุจากการตัดแต่งไม้ยืนต้น คิดเป็นร้อยละ 33.3 เมื่อเปรียบเทียบการเกิดอุบัติเหตุจากการทำงานระหว่างงานก่อสร้างภูมิทัศน์และงานบำรุงรักษภูมิทัศน์พบว่า มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 (t = 2.94 และ Sig = 0.005) โดยคนงานก่อสร้างงานภูมิทัศน์เกิดอุบัติเหตุที่เกี่ยวข้องกับการทำงานสูงกว่าคนงานด้านการบำรุงรักษางานภูมิทัศน์ นอกจากนี้ได้วิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดอุบัติเหตุจากขั้นตอนการทำงานของงานก่อสร้างและงานบำรุงรักษางานภูมิทัศน์ พบว่า ปัจจัยด้านเครื่องมือส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหติในงานก่อสร้างภูมิทัศน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งหากมีการดูแลคุณภาพของอุปกรณ์ที่ดีขึ้นจะสามารถลดอุบัติเหตุได้ (Beta = -0.760) ส่วนปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมส่งผลต่อการเกิดอุบัติเหตุในงานบำรุงรักษางานภูมิทัศน์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ซึ่งหากสภาพแวดล้อมมีความปลอดภัยจะสามารถลดอัตราการเกิดอุบัติเหตุในการทำงานได้ (Beta = -0.687)</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280461
นโยบายสาธารณะ: กระบวนการผลักดันร่างพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย
2025-06-09T15:52:51+07:00
พิชญ์ จิตต์ภักดี
pit.jitpakdee@gmail.com
พาวิน มโนชัย
pit.jitpakdee@gmail.com
อาภาลัย สุขสำราญ
pit.jitpakdee@gmail.com
เจตฑถ์ ดวงสงค์ถ์
jedth.maejo@gmail.com
ภัทร ชมภูมิ่ง
pchompooming@msn.com
<p>พืชเศรษฐกิจของไทยประกอบด้วยข้าว ยางพารา อ้อย มันสำปะหลัง และปาล์มน้ำมัน ที่ปลูกกระจายอยู่ทั่วประเทศไทยยกเว้นภาคเหนือ เมื่อพิจารณาข้อมูลจำนวนผลผลิตต่อตันของผลผลิตทางการเกษตรของภาคเหนือ พบว่าหนึ่งในพืชที่เกษตรกรภาคเหนือปลูกมากที่สุด ได้แก่ ลำไย กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนทั้งกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกลำไย หน่วยงานราชการ และภาคการเมืองจึงมีความพยายามผลักดันให้ลำไยกลายเป็นพืชเศรษฐกิจของภาคเหนือ ทว่าแม้รัฐจะมีนโยบายสนับสนุนเกษตรกรผู้ปลูกลำไยอย่างไร เมื่อเกิดสภาวการณ์อันไม่พึงประสงค์ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของราคาผลผลิตลำไยตกต่ำ ปัญหาสภาพภูมิอากาศแปรปรวน หรือต้นทุนการเพาะปลูกเพิ่มสูงขึ้น เกษตรกรผู้ปลูกลำไยกลับไม่ได้รับการเยียวยาช่วยเหลือ และสนับสนุนเท่าที่ควร จึงเป็นเหตุให้เกิดการเรียกร้องและเสนอให้มีการออกพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไย บนฐานการตลาดนำการผลิตเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพ มีหน่วยงานและผู้รับผิดชอบของภาครัฐที่ต้องดำเนินการให้เกิดประสิทธิผล ตลอดจนสร้างความยั่งยืนแก่เกษตรกรผู้ปลูกลำไยและระบบเศรษฐกิจของประเทศไทยต่อไป ซึ่งสถานะปัจจุบันอยู่ในขั้นตอนของการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติเป็นรายมาตรา โดยบทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความเข้าใจถึงขั้นตอนและกระบวนการผลักดันในการออกพระราชบัญญัติยุทธศาสตร์ลำไยอันเป็นที่เชื่อว่าจะส่งผลดีต่อการปลูกลำไยของประเทศทั้งระบบ</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281927
การใช้แพลตฟอร์ม E-voting เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาในการเลือกตั้งผู้นำนักศึกษา ในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา
2025-08-27T12:26:50+07:00
นรากร พรหมเมตตา
narakorn080518@gmail.com
รุจาดล นันทชารักษ์
narakorn080518@gmail.conm
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางการเมืองของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาในการเลือกตั้งผู้นำนักศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษาผ่านการประยุกต์ใช้แพลตฟอร์ม E-voting โดยอาศัยแนวคิดจากกรอบแนวคิด “Digital Democracy Enhancement Model” ของ Clift (2003) ซึ่งแนวคิดดังกล่าวประกอบด้วยสามประเด็นหลัก ได้แก่ ประเด็นด้านเทคโนโลยีและโครงสร้างพื้นฐาน ประเด็นด้านการเข้าถึงและความเท่าเทียม และประเด็นด้านการบริหารจัดการและนโยบาย ตลอดจนแนวคิดจากกรณีศึกษาทั้งในและต่างประเทศ โดยเฉพาะกรณีของประเทศไทยที่มีการใช้เทคโนโลยี Blockchain ในการลงคะแนนเสียงภายในพรรคการเมืองและความพยายามในการพัฒนาระบบ E-voting สำหรับสถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา<br /><br />ในบทความนี้เห็นว่าการใช้แพลตฟอร์ม E-voting ที่มีประสิทธิภาพควรมีโครงสร้างพื้นฐานด้านความปลอดภัย เช่น การเข้ารหัสแบบครบวงจรและการยืนยันตัวตนหลายชั้น รวมถึงความสามารถในการใช้งานบนอุปกรณ์พกพาเพื่อเพิ่มการเข้าถึงที่เท่าเทียมสำหรับนักศึกษาทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้พิการหรือผู้ขาดแคลนทรัพยากรดิจิทัล นอกจากนี้ ยังต้องมีระบบบริหารจัดการที่มีกลไกสนับสนุนทางนโยบายอย่างต่อเนื่อง เช่น งบประมาณ การอบรมบุคลากร และการประเมินผล เพื่อสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการเลือกตั้งในระยะยาว การพัฒนาแพลตฟอร์ม E-voting ภายใต้แนวคิดประชาธิปไตยดิจิทัลจึงไม่ใช่เพียงการใช้เทคโนโลยีในการเลือกตั้ง แต่เป็นการวางรากฐานเพื่อสร้างพลเมืองดิจิทัลที่มีความรู้ ความเข้าใจ และความสามารถในการมีส่วนร่วมทางการเมืองอย่างมีประสิทธิภาพในสังคมไทยและในโลกยุคใหม่</p>
2025-12-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์