วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ <table width="624"> <tbody> <tr> <td width="624"> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์การบริหารกิจการสังคม และสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> 2. เพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ</strong> </p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบันและมิใช่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind Peer Review)</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> </p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> วิทยาลัยบริหารศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ th-TH วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ 3027-6128 <p>ลิขสิทธิ์</p> กลไกขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพภาคใต้: บทเรียนจากความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282715 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาประสิทธิภาพและประสิทธิผล 2) วิเคราะห์ปัจจัยสำเร็จและอุปสรรค และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาระบบและกลไกขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้ในประเด็นความมั่นคงทางทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การสนทนากลุ่ม กับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลจำนวน 12 คน ประกอบด้วยผู้แทนจากหน่วยงานสนับสนุน ผู้ขับเคลื่อนกิจกรรม ผู้ประเมินภายใน และผู้สื่อสารสาธารณะ เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลในครั้งนี้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบสนทนากลุ่ม ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาทั้งฉบับเท่ากับ 0.72 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) โครงการมีประสิทธิภาพจากการทำงานแบบเครือข่ายร่วมระหว่างภาคส่วนต่างๆ และการใช้ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่ ส่วนประสิทธิผลแสดงให้เห็นจากการที่ชุมชนสามารถบูรณาการประเด็นสิ่งแวดล้อมเข้าสู่แผนพัฒนาท้องถิ่น 2) การขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะเพื่อสร้างเสริมสุขภาพภาคใต้มี ปัจจัยสำเร็จ ได้แก่ การมีส่วนร่วมของเครือข่าย การสนับสนุนจากรัฐ การพัฒนาศักยภาพชุมชน และกระบวนการมีส่วนร่วมที่ต่อเนื่อง ส่วนอุปสรรค คือ การขาดผู้รับผิดชอบหลัก ความไม่ต่อเนื่องของงาน และข้อจำกัดด้านเครื่องมือสนับสนุน และ 3) แนวทางการพัฒนาประกอบด้วย 6 ประการ ได้แก่ 1) การจัดตั้งกลไกขับเคลื่อนนโยบายฯ แบบถาวรในพื้นที่ 2) การเสริมสร้างกระบวนการมีส่วนร่วม 3) การสนับสนุนทางวิชาการ 4) การจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม 5) การติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง และ 6) การใช้ศักยภาพชุมชนเป็นฐาน ผลการศึกษาสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาระบบมีส่วนร่วมในแผนท้องถิ่นและสร้างกลไกจัดการทรัพยากรอย่างยั่งยืน</p> จิรัชยา เจียวก๊ก ซูวารี มอซู เพ็ญ สุขมาก เอพร โมฬี ชนิษฎา ชูสุข นวพล แก้วสุวรรณ ฐาณิดาภัทฐ์ แสงทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 1 21 ประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ: นวัตกรรมทางการเมือง เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจากฐานราก โดยภาคประชาชน จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281523 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดและรูปแบบของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือสำหรับสร้างนวัตกรรมทางการเมืองเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจากฐานรากโดยภาคประชาชน 2) ศึกษากระบวนการสร้างและพัฒนาประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจากฐานรากโดยภาคประชาชน 3) ศึกษากลไกและแนวทางการประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือเพื่อพัฒนาประชาธิปไตยชุมชนท้องถิ่นจากฐานรากโดยภาคประชาชนจังหวัดสุราษฎร์ธานี กำหนดรูปแบบการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากสมาชิกชุมชน จำนวน 173 คน สถิติที่ใช้คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน นำเสนอด้วยตารางและอธิบายเพิ่มเติม เชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดย การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม จากตัวแทนกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน นำเสนอข้อมูลด้วยการพรรณนาอธิบาย</p> <p><strong>ผลจากการวิจัย </strong>พบว่า 1) แนวคิดประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือประกอบด้วย 8 หลักการ 4 องค์ประกอบ 3 เงื่อนไข ส่วนรูปแบบแยกออกเป็น 10 รูปแบบ 3 กลุ่ม โดยรูปแบบที่ชุมชนให้ความสำคัญมากที่สุด คือ เวทีอภิปรายประเด็นปัญหา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.70) รองลงมาคือ วงเสวนาแก้ไขปัญหาชุมชน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.30) และการสำรวจความคิดเห็นแบบปรึกษาหารือ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.98) ตามลำดับ 2) กระบวนการสร้างและพัฒนาประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือประกอบด้วย 5 กระบวนการ 16 ปัจจัย เพื่อสร้างและพัฒนานวัตกรรมทางการเมืองประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ และ 3) กลไกและแนวทางประยุกต์ใช้ที่เหมาะสมของประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ประกอบด้วย 3 กลไก 15 องค์ประกอบ โดยการบูรณาการความร่วมมือจากทุกกลุ่มเพื่อการสร้างและพัฒนา ตลอดจนถึงการถ่ายทอดและการประยุกต์ใช้นวัตกรรมทางเมืองประชาธิปไตยแบบปรึกษาหารือ ที่เกิดจากการมีส่วนร่วมของชุมชนท้องถิ่นอย่างเหมาะสม เพื่อพัฒนาประชาธิปไตยจากฐานรากจากภาคประชาชนให้เกิดความมั่นคงและยั่งยืนได้ต่อไป</p> ธุวพล ทองอินทราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 22 42 การปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงเพื่อป้องกันการกระทำผิดซ้ำ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282707 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ข้อมูลการกลับมากระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิง เพื่อวิเคราะห์มายาคติของผู้ต้องขังหญิงที่เป็นสาเหตุทำให้กลับมากระทำผิดซ้ำ และนำเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 33 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการพรรณนาความ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> สาเหตุการกระทำผิดซ้ำของผู้ต้องขังหญิงมาจากปัญหากระแสหลัก 7 ด้าน คือ ด้านครอบครัว ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านปัจจัยส่วนบุคคล ด้านยาเสพติด ด้านหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง และด้านค่านิยมและความเชื่อ นอกจากนี้ยังพบว่า ความคิด ความเชื่อ ทัศนคติและค่านิยมของผู้ต้องขังหญิงที่ถูกถ่ายทอดผ่านการเรียนรู้ การบอกเล่า การโฆษณา โดยผู้ต้องขังหญิงเหล่านั้นรับเอามาเป็นประโยชน์ใช้สอยของตนอย่างแนบเนียนเป็นธรรมชาติและเชื่อว่าเป็นสิ่งถูกต้อง และสังคมส่วนใหญ่ก็เห็นว่าถูกต้องยึดถือว่าเป็นวัฒนธรรมที่ควรยึดถือและดำรงสภาพอยู่ต่อไปโดยปราศจากการตั้งคำถาม สิ่งนี้เรียกว่า “มายาคติ” ในการวิเคราะห์มายาคติของผู้ต้องขังหญิงที่เป็นสาเหตุทำให้กลับมากระทำผิดซ้ำพบวาทกรรม สัญญะ และมายาคติ ซึ่งเป็นองค์ประกอบและถือเป็นสาเหตุการกระทำผิดซ้ำอย่างแท้จริงของผู้ต้องขังหญิง โดยมีแนวทางการปรับเปลี่ยนมายาคติคือการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมเพื่อปรับเปลี่ยนมายาคติของผู้ต้องขังหญิงโดยเฉพาะ โดยกำหนดกรอบระยะเวลาการฝึกอบรมและติดตามผลยาวนานกว่าการฝึกอบรมทั่วไป เนื้อหาของหลักสูตรมุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจในการจำแนกมายาคติและเหตุผลที่แท้จริง การเสริมพลังอำนาจให้กับผู้ต้องขังหญิง และการสร้างฉากทัศน์ในการดำเนินชีวิตที่ถูกต้องเหมาะสมภายหลังพ้นโทษ</p> ชุติมา ไชยรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 43 62 Young Monk: กลไกการเสริมพลังเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็น จิตอาสาพัฒนาชุมชนในจังหวัดนครปฐม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282106 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทของพระสงฆ์รุ่นใหม่ในการปฏิบัติงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชนในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อออกแบบกระบวนการเสริมพลังเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ในการปฏิบัติงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชนในอำเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม และ 3) เพื่อยกระดับการปฏิบัติงานของเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ในด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชน ที่สามารถบูรณาการการทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมได้อย่างเป็นรูปธรรมสนองต่อการพัฒนางานคณะสงฆ์และประเทศชาติ การวิจัยเป็นเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม ใช้แนวคิดกระบวนการสร้างพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน แนวคิดกลไกการเสริมพลังเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ แนวคิดโครงการหมู่บ้านรักษาศีล 5 เป็นกรอบการวิจัย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี แบบสัมภาษณ์, แบบบันทึกข้อมูลกิจกรรม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิเคราะห์เนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>1) บทบาทของพระสงฆ์รุ่นใหม่ในการปฏิบัติงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชน ด้วย งานคณะสงฆ์ 6 ด้าน 2) การออกแบบกระบวนการเสริมพลังเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ ในการปฏิบัติงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชน โดยการทำแผนที่ค้นหาผู้ยากไร้ การทำบันทึกชีวิต การจัดทำแบบจำลองการช่วยเหลือ และการเยียวยา 3) ยกระดับการปฏิบัติงานของเครือข่ายพระสงฆ์รุ่นใหม่ในด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชนได้รูปแบบในการพัฒนา “Young Monk Model” โดยปรับเปลี่ยนทัศนคติของแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน การบริหารจัดการงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชน เครือข่ายความร่วมมือระหว่างแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน การพัฒนาความรู้และทักษะของแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน องค์ความรู้ ประกอบด้วย Mindset การปรับเปลี่ยนทัศนคติของแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่ Organization การบริหารจัดการงานด้านจิตอาสาพัฒนาชุมชน Networking เครือข่ายความร่วมมือระหว่างแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่ Knowledge การพัฒนาความรู้และทักษะของแกนนำพระสงฆ์รุ่นใหม่เพื่อเป็นจิตอาสาพัฒนาชุมชน</p> พระสิทธิพัฒน์ สุสัณฐิตพงษ์ พระปลัดประพจน์ อยู่สำราญ สุรัตน์ พักน้อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 63 77 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280175 <p>การวิจัยเรื่อง กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สมรรถนะและสภาพปัญหาของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ เจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี จำนวน 80 คน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ระดับสมรรถนะของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี จากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคมาวิเคราะห์ BCG tows growth share matrix พบว่า การปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อยู่ในตำแหน่ง Cash Cows หมายถึง สมรรถนะภายในที่เข้มแข็งแต่ขาดการสนับสนุน และผู้วิจัยได้นำข้อมูลการวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนโอกาสและอุปสรรคสู่การวิเคราะห์ TOWS Matrix Model ซึ่งสามารถสร้างกลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ของทัณฑสถานบำบัดพิเศษจังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย 1) กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้านการมุ่งผลสัมฤทธิ์ 2) กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ด้านการสั่งสมความเชี่ยวชาญในงานอาชีพ โดยจะเป็นการเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ให้สามารถปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพสอดคล้องกับนโยบายของกรมราชทัณฑ์ ซึ่งจะส่งผลดีต่อคุณภาพชีวิตของเจ้าหน้าที่ราชทัณฑ์ ผู้ต้องขัง และความปลอดภัยของสังคมในภาพรวม</p> กมลวรรณ เทพจั้ง จีรนันต์ ไชยงาม นอกซ์ ศศิพัชร์ หาญฤทธิ์ กันย์ธนัญ สุชิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 78 96 ปัจจัยที่มีผลต่อการร่วมผลิตของประชาชนในการสร้างชุมชน ปลอดขยะ ชุมชนเมืองเก่า จังหวัดชัยภูมิ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279935 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการร่วมผลิตของประชาชนในการสร้างชุมชนปลอดขยะของชุมชนเมืองเก่า จังหวัดชัยภูมิ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณ เป็นวิธีศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมผลิตของประชาชน โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง คือ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในชุมชนเมืองเก่า จำนวน 338 คน จากประชากรจำนวน 2,786 คน ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณในด้านปัจจัยที่มีผลต่อการร่วมผลิต ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยแบบพหุคูณ ในขณะที่การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้สำหรับศึกษาข้อมูลเชิงลึกที่สืบเนื่องจากข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าร่วมผลิต การมีส่วนร่วมในการผลิตและข้อจำกัดในการร่วมผลิต ผู้วิจัยกำหนดกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักจากภาครัฐและภาคประชาชน รวมทั้งสิ้น 20 คน ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ปัจจัยที่มีผลต่อการร่วมผลิตในการสร้างชุมชนปลอดขยะอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 ได้แก่ 1) ปัจจัยด้านการรับรู้ปัญหาของประชาชน และ 2) ปัจจัยด้านความสามารถในการร่วมผลิตของประชาชน โดยทั้งสองปัจจัยสามารถพยากรณ์การร่วมผลิตของประชาชนได้ร้อยละ 51 (R2 = .051) ข้อจำกัดการร่วมผลิต ได้แก่ 1) ความต่อเนื่องในการดำเนินการจัดการขยะภายในชุมชน 2) การขาดการรองรับการจัดการขยะตามหลักการ 3R 3) ความคิดของประชาชนยังคงอยู่ในกรอบการนำขยะมาใช้ใหม่ มากกว่าที่จะลดปริมาณขยะและ 4) รูปแบบและลักษณะการมีส่วนร่วมของประชาชนจำกัดอยู่ที่การร่วมปฏิบัติ</p> อัญชิรญา จันทรปิฎก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 97 114 การวิเคราะห์องค์ประกอบและประเมินการเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282585 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์องค์ประกอบการเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต และ 2) ประเมินการเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต ตามองค์ประกอบการเป็นเมืองน่าอยู่ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียหลักในพื้นที่เมืองป่าตอง อำเภอกะทู้ จังหวัดภูเก็ต จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) องค์ประกอบการเป็นเมืองน่าอยู่ ประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ได้แก่ การจัดการสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ การบริหารจัดการตามหลักธรรมาภิบาล การจัดการพื้นที่สีเขียว การจัดการทางสังคมและความปลอดภัย การจัดการมาตรฐานสถานประกอบการและการให้บริการ การจัดการสาธารณสุข การจัดการโครงสร้างพื้นฐาน และการจัดการอัตลักษณ์เมือง ซึ่งมีค่าร้อยละของความแปรปรวนเท่ากับ 88.923 2) ผลการประเมินการเป็นเมืองน่าอยู่ เมืองป่าตอง จังหวัดภูเก็ต พบว่า อยู่ในระดับปานกลาง (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.39)</p> ปรีชาวุฒิ กี่สิ้น ไพฑูรย์ มนต์พานทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 115 139 การพัฒนาโมเดลการประเมินผลกระทบทางสังคมอย่างมีส่วนร่วม (SIA) ในโครงการพัฒนาทางของหน่วยงานราชการ ในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280619 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลการประเมินผลกระทบทางสังคมอย่างมีส่วนร่วม (SIA) สำหรับโครงการพัฒนาทางของหน่วยงานราชการในจังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารทางวิชาการ การจัดประชุมกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก 8 คน ซึ่งประกอบด้วยตัวแทนจากหน่วยงานภาครัฐ ชุมชน ภาคประชาสังคม และผู้เชี่ยวชาญ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เชิงประเด็นและเชิงเนื้อหาภายใต้กรอบทฤษฎีผู้มีส่วนได้ส่วนเสียและทฤษฎีกระบวนการมีส่วนร่วม</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> โมเดล SIA ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยสี่องค์ประกอบหลัก ได้แก่ การระบุและวิเคราะห์กลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระบวนการมีส่วนร่วมแบบหลายระดับการประเมินและจัดการผลกระทบทางสังคม และระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง โมเดลได้รับการยืนยันความเหมาะสมและความน่าเชื่อถือจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 8 ท่าน โดยมีคะแนนประเมินเฉลี่ย 4.2 จาก 5.0 คะแนน</p> กนกกุล เพชรอุทัย อับดุลเลาะ เจ๊ะหลง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 140 160 การประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการบริหารงาน ธนาคารอาคารสงเคราะห์ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280406 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (Sufficiency Economy Philosophy: SEP) กับการบริหารงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ พื้นที่ภาคเหนือตอนบน และศึกษาแนวทางการยกระดับการบริหารงานของธนาคารอาคารสงเคราะห์ ตามแนวทาง SEP โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถามพนักงานทั้งหมด (100%) จำนวน 178 คน จาก 17 สาขา ครอบคลุม 20 สายงาน และการเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การสังเกตการณ์ และการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> การประยุกต์ใช้ SEP ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (μ = 4.70, σ = 0.52) โดยด้านปัจจัยนำเข้ามีค่าเฉลี่ยสูงสุด (μ = 4.95, σ = 0.43) รองลงมาคือกระบวนการ (μ = 4.93, σ = 0.25) ผลผลิต (μ = 4.63, σ = 0.48) ผลลัพธ์ (μ = 4.61, σ = 0.68) และผลลัพธ์ขั้นสุดท้าย (μ = 4.38, σ = 0.76) โดยเฉพาะ 7 สายงานหลัก ได้แก่ สายงานวิเคราะห์สินเชื่อ สินเชื่อ ปรับโครงสร้างหนี้ การตลาด การพัฒนาธุรกิจ ปฏิบัติการ และกฎหมาย มีระดับการประยุกต์ใช้ SEP สูง ขณะที่สายงานอื่น ๆ อีก 13 สายงานยังสามารถพัฒนาเพิ่มเติมได้โดยอาศัยแนวทางการยกระดับการบริหารงาน จำนวน 24 ตัวชี้วัด แบ่งเป็น 3 ระดับ คือ เข้าข่าย เข้าใจ และเข้าถึง ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า SEP เป็นกรอบแนวคิดเชิงกลยุทธ์ที่สามารถประยุกต์ใช้ได้กับทุกสายงานของธนาคาร จึงมีความจำเป็นต้องให้บุคลากรรู้จักและเข้าใจแนวคิดปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงตามแนวพระราชดำริ เพื่อนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาการดำเนินงาน โดยส่งเสริมธรรมาภิบาล การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ และการพัฒนาองค์กรอย่างยั่งยืนในระยะยาว เพื่อพัฒนาระบบการให้บริการช่วยเหลือทางการเงินต่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายต่อไป</p> พรรณปพร สุรินทร์มงคล ภัทรวุฒิ สมยานะ วัชรพงษ์ วัฒนกูล ถนัด บุญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 161 175 นโยบายเกษตรกรรมกับกลยุทธ์การหาเสียงเลือกตั้ง พ.ศ. 2566: วิเคราะห์ผ่านกรอบอธิปไตยทางอาหารและ ความมั่นคงทางอาหารของรัฐไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281826 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลยุทธ์ในการหาเสียงเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 ผ่านนโยบายด้านการเกษตรของพรรคการเมืองหลักทั้ง 8 พรรค งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การวิจัยเอกสารเป็นวิธีหลักในการเก็บรวบรวมข้อมูล ทั้งในระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา เพื่อสังเคราะห์ประเด็นเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> พรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในภาคเกษตรผ่านมาตรการพักหนี้ การประกันรายได้ และการอุดหนุนปัจจัยการผลิต ซึ่งสะท้อนแนวคิดประชานิยมในลักษณะที่รัฐเป็นผู้แบกรับภาระโดยตรง ขณะเดียวกัน พรรคการเมืองบางพรรคยังคงดำเนินนโยบายภายใต้กรอบอนุรักษนิยม หลีกเลี่ยงการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านการกระจายทรัพยากร และคงไว้ซึ่งระบบอุปถัมภ์ผ่านเครือข่ายการเมืองท้องถิ่น นอกจากนี้ พรรคการเมืองจำนวนมากยังใช้กลยุทธ์เชิงอารมณ์ อาทิ อารมณ์ความโกรธ ความกลัวและความหวัง เพื่อระดมการสนับสนุนจากมวลชน สะท้อนให้เห็นว่าการแข่งขันทางนโยบายในการเลือกตั้งไทยไม่ได้จำกัดเฉพาะประเด็นเศรษฐกิจ แต่ยังเป็นเวทีต่อสู้เชิงอุดมการณ์เกี่ยวกับความยุติธรรมทางอาหารและทรัพยากร รวมถึงการแย่งชิงความชอบธรรมในทางการเมืองผ่านชุดคุณค่าที่แตกต่างกัน</p> สันทราย วงษ์สุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 176 198 การรับรู้สิทธิทางการเมือง: กรณีศึกษานักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279583 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้สิทธิทางการเมืองของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนแม่แตง อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และ 2) เปรียบเทียบระดับการรับรู้สิทธิทางการเมืองของนักเรียนกลุ่มดังกล่าว กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย จำนวน 197 คน จากโรงเรียนแม่แตง การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วนของประชากร และการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา (ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน) และสถิติเชิงอนุมาน (t-test, F-test)</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> นักเรียนส่วนใหญ่มีการรับรู้สิทธิทางการเมืองโดยรวมอยู่ในระดับ ปานกลาง (ค่าเฉลี่ย=2.26, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=0.36) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่านักเรียนมีการรับรู้สิทธิในการเลือกตั้งในระดับมาก (ค่าเฉลี่ย=2.37, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน =0.38) รองลงมาคือสิทธิในการแสดงออกทางการเมืองและสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร อยู่ในระดับปานกลาง (ค่าเฉลี่ย=2.27, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=0.43 และ ค่าเฉลี่ย=2.15, ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน=0.46 ตามลำดับ) นอกจากนี้ ผลการเปรียบเทียบพบว่า เพศและอายุไม่มีความสัมพันธ์กับการรับรู้สิทธิทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ แต่แผนการเรียน ระดับชั้น และการติดตามข่าวสารทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับการรับรู้สิทธิทางการเมืองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .05)</p> ปฐม ดอนเปล่ง ณกฤตเมธ พฤกษ์ปีติ ธนภรณ์ แสงรัศมี นพพล คำชาตา ภูมิพัฒน์ วัฒนศิริชัยกุล วรายุ อินบางแพ ศราภา ศุทรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 199 218 กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการพัฒนานักเรียน ให้มีภาวะผู้นำอย่างคล่องแคล่วของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอำนาจเจริญ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282028 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการพัฒนานักเรียน 2) สร้างกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาตามแนวคิดการพัฒนานักเรียน 3) ประเมินกลยุทธ์ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 320 คน ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงของเนื้อหาอยู่ระหว่าง 0.80-1.00 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับของสภาพปัจจุบันเท่ากับ 0.87 และสภาพที่พึงประสงค์เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ การวิจัยเชิงปริมาณใช้ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการจัดลำดับความต้องการจำเป็นด้วยเทคนิค PNI<sub>modified</sub> ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ความต้องการจำเป็นโดยมีค่า PNI<sub>modified</sub> อยู่ระหว่าง 0.32- 0.45 เรียงลำดับความต้องการจำเป็นได้ดังนี้ (1) ด้านการวัดและประเมินผล (2) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา (3) ด้านการจัดการเรียนการสอน และ (4) ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ตามลำดับ 2) กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย กลยุทธ์ที่ 1 การวัดและประเมินผล มี 5 มาตรการ 5 ตัวบ่งชี้ กลยุทธ์ที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มี 6 มาตรการ 2 ตัวบ่งชี้ กลยุทธ์ที่ 3 การจัดการเรียนการสอน มี 2 มาตรการ 2 ตัวบ่งชี้ กลยุทธ์ที่ 4 การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มี 2 มาตรการ 2 ตัวบ่งชี้ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์ มีความเหมาะสมและความเป็นไปได้ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สามารถนำไปใช้ได้จริง</p> ชฎาภรณ์ แก้วแสนทิพย์ จิราภรณ์ ผันสว่าง สุเทพ เมยไธสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 219 239 การพัฒนาระบบดิจิทัลการบริการสุขภาพของ กองการแพทย์เทศบาลนครเชียงราย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280230 <p>บทความวิจัยชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบดิจิทัลในการให้บริการด้านสุขภาพให้กับประชาชนในเขตเทศบาลนครเชียงราย จังหวัดเชียงราย 2) การยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพของกองการแพทย์ เทศบาลนครเชียงราย งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยงานวิจัยชิ้นนี้มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลักทั้งหมด 4 กลุ่ม ประกอบด้วย กลุ่มผู้บริหารเทศบาลนครเชียงราย กลุ่มบุคลากรกองการแพทย์ กลุ่มอาสาสมัครสาธารณสุข และกลุ่มประชาชนในเขตพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย โดยมีการเก็บรวบรวมผ่านการสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม การสังเกต และการสำรวจ</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong>1) การพัฒนาระบบและกลไกในการบริหารจัดการระบบการให้บริการด้านสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน “บริการด้วยใจ”ผ่านคณะกรรมการบูรณาการการทำงานร่วมกันของกองการแพทย์ เทศบาลนครเชียงราย ถือได้ว่าเป็นสิ่งที่มีความสำคัญทำให้ แอปพลิเคชัน “บริการด้วยใจ” ที่ถูกพัฒนาขึ้นมาสามารถดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง 2) การจัดทำแอปพลิเคชันเพื่อทำให้ประชาชนสามารถขอรับบริการด้านสุขภาพได้อย่างทั่วถึงผ่านแอปพลิเคชัน “บริการด้วยใจ” ซึ่งเป็นการให้บริการสุขภาพกับประชาชนทั้งในส่วนของการติดต่อกับบุคลากรกองการแพทย์ การตรวจสอบสุขภาพด้วยตนเอง การรายงานโรคติดต่อที่เกิดขึ้นในพื้นที่ด้วยตนเอง การขอรับบริการจากศูนย์บริการสาธารณสุข และการให้บริการ กายอุปกรณ์ แอปพลิเคชัน “บริการด้วยใจ” สามารถยกระดับการให้บริการด้านสุขภาพของ กองการแพทย์ เทศบาลนครเชียงรายให้มีประสิทธิภาพในการดำเนินงานและเพิ่มการเข้าถึง ของประชาชนในการขอรับบริการด้านสุขภาพของกองการแพทย์ เทศบาลนครเชียงรายอีกด้วย</p> พจนา พิชิตปัจจา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 240 259 ประสิทธิผลของนโยบายด้านสุขภาวะครอบครัวที่มีผลต่อความเข้มแข็งของสถาบันครอบครัว ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน ในเขตพื้นที่เทศบาลนครแม่สอด จังหวัดตาก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282495 <p>ครอบครัวเป็นสถาบันหลักทางสังคมในการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวผ่านนโยบายด้านสุขภาวะจึงมีความสำคัญ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพความเข้มแข็งของครอบครัวไทย และศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวไทย ในเขตพื้นที่เทศบาลนครแม่สอด จังหวัดตาก การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัย แบบผสานวิธี (Mixed Method Research) ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยเก็บรวบรวมข้อมูล เชิงปริมาณจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่เทศบาลนครแม่สอด จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพ จากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 23 คน ด้วยเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์ และทำการวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ครอบครัวไทยมีสภาพความเข้มแข็งโดยรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อยคือ ด้านสัมพันธภาพ ด้านการทำบทบาทหน้าที่ของครอบครัว ด้านการหลีกเลี่ยงภาวะเสี่ยงและการปรับตัวในภาวะยากลำบาก ด้านทุนทางสังคม และด้านการพึ่งพาตนเอง โดยทุกด้านอยู่ในระดับมาก สำหรับแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวไทย ประกอบด้วย ระดับจุลภาค โดยการส่งเสริมประเด็น 1) การสื่อสารเชิงบวก 2) การยอมรับซึ่งกันและกัน 3) การสร้างคุณค่าของสมาชิกในครอบครัว และ 4) การส่งเสริมบทบาทเฉพาะบุคคล ขณะที่ในระดับมหภาค พบว่า 1) รัฐควรส่งเสริมการศึกษาวิจัยด้านความเข้มแข็งของครอบครัวโดยการจัดสรรงบประมาณเพิ่มมากขึ้น 2) การเพิ่มเครือข่ายความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง และ 3) การส่งเสริมความเข้มแข็งด้านเศรษฐกิจผ่านความมั่นคงด้านคุณภาพชีวิตของครอบครัวไทย</p> อนุพันธ์ เรืองพรวิสุทธิ์ ภาสกร ดอกจันทร์ กัมปนาท วงษ์วัฒนพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 260 279 รูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนบนพื้นฐาน หลักการทรงงาน ของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ภายใต้เครือข่ายพัฒนาระบบบริการสุขภาพ สาขาปฐมภูมิ จังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282376 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาบริบทของผู้สูงอายุ และภาคีเครือข่ายในการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 2) วิเคราะห์ปัจจัยและระดับการประยุกต์ใช้หลักการทรงงานของบุคลากร รพ.สต. ในการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุ และ 3) พัฒนาและประเมินรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุในชุมชนบนพื้นฐานหลักการทรงงาน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods) โดยเลือกพื้นที่เป้าหมายแบบเจาะจงในจังหวัดเชียงใหม่ 3 ชุมชน ได้แก่ เขตเมือง เขตชานเมือง และเขตชนบท กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยบุคคลจาก 5 กลุ่ม ได้แก่ ผู้สูงอายุ 350 คน ภาคีเครือข่าย 31 คน สมาชิกครัวเรือน 30 คน บุคลากร รพ.สต. 23 คน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 30 คน ใช้เครื่องมือทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสอบถาม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ผู้สูงอายุมีปัญหาคุณภาพชีวิตทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม โดยต้องการการดูแลจากครอบครัว พื้นที่สาธารณะสำหรับการสันทนาการ และการดูแลอย่างต่อเนื่องจากบุคลากรสังกัด รพ.สต. ในการประยุกต์ใช้หลักการทรงงาน พบว่าทั้งสามชุมชนมีการน้อมนำในระดับมากถึงมากที่สุด สำหรับรูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นโดยใช้แนวคิด “บันได 5 ขั้นของการพัฒนา” ได้แก่ 1) ขั้นพื้นฐาน 2) ขั้นประเมินสภาพการณ์และนำมาวางแผนพัฒนา 3) ขั้นการพัฒนา 4) ขั้นก้าวหน้าขยายแบ่งปันไปสู่ที่อื่น ๆ และ 5) ขั้นสู่ความสำเร็จอย่างยั่งยืน ทั้งนี้ ผลการประเมินความเหมาะสมของรูปแบบทั้ง 7 ด้านโดยผู้เชี่ยวชาญและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียโดยรวมอยู่ในระดับเหมาะสมมากที่สุด</p> <p>สรุปได้ว่ารูปแบบการสร้างเสริมสุขภาพผู้สูงอายุที่พัฒนาขึ้นมีความสอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และความต้องการของผู้สูงอายุ โดยใช้หลักการทรงงานเป็นพื้นฐานที่สำคัญ ผ่านกระบวนการบันได 5 ขั้น ช่วยให้บุคลากรของ รพ.สต. และภาคีเครือข่ายสามารถดำเนินงานได้อย่างเป็นระบบ มีส่วนร่วม และยั่งยืน</p> ชนกพร อุตตะมะ มนัส สุวรรณ วัชรพงษ์ วัฒนกูล ภัทรวุฒิ สมยานะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 280 297 การสร้างนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของเส้นทางการค้าโบราณ จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281767 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบริบทของวัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของเส้นทางการค้าโบราณ และสร้างนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของเส้นทางการค้าโบราณ จังหวัดบุรีรัมย์ ตลอดทั้งเพื่อเสนอแนะแนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์ โดยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Method Research) ประกอบด้วยการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสัมภาษณ์ และการสนทนากลุ่ม คัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง กรณีการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 82 คน และการสนทนากลุ่ม จำนวน 11 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา นำเสนอข้อมูลโดยการพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) เส้นทางการค้าโบราณมีอาหารวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่นและแสดงออกถึงอัตลักษณ์ของท้องถิ่นที่หลายหลาย เช่น หมูกรอบ แกงกล้วยใส่ไก่บ้าน และขนมจีนน้ำยาเขมร เป็นต้น 2) การสร้างนวัตกรรมเชิงสร้างสรรค์วัฒนธรรมอาหารท้องถิ่นของเส้นทางการค้าโบราณด้วยการนำอาหารวัฒนธรรมท้องถิ่นที่โดดเด่น (ไทย เขมร และจีน) มาผสมผสานกันผ่านนวัตกรรมกระบวนการ PDCA จัดเป็นสำรับอาหาร คาวหวานที่ปรุงด้วยวัตถุดิบหลักในชุมชน และ 3) แนวทางการยกระดับความสามารถในการแข่งขันเชิงพาณิชย์จะมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยทั้ง 3 ด้าน ประกอบด้วย 1) ต้นทุน 2) คุณภาพการบริการ และ 3) นวัตกรรมการบริการ</p> กานต์มณี การินทร์ กนกเกล้า แกล้วกล้า ลลิตพรรณ ปัญญานาค ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 298 315 การจัดการตลาดบริการการท่องเที่ยว สำหรับนักท่องเที่ยวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282862 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมของนักท่องเที่ยวชาวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ 2) เพื่อศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการตลาดบริการการท่องเที่ยวสำหรับนักท่องเที่ยวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือวิจัย เก็บข้อมูล เชิงปริมาณจากนักท่องเที่ยวกัมพูชาที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 379 คน เลือกสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก จากผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยวในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 10 คน และตัวแทนด้านการท่องเที่ยวในจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 10 คน เลือกวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ผลการศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวกัมพูชา ส่วนใหญ่มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเข้ามารักษาและดูแลสุขภาพ (Medical Tourism) ด้วยรถยนต์ของบริษัทนำเที่ยว เดินทางเป็นครอบครัว มีการค้างคืน 1 คืน มีค่าใช้จ่ายระหว่าง 5,000-10,000 บาท ต่อครั้ง มีความถี่ในการเดินทางระหว่าง 2-3 ครั้งต่อปี และมักจัดสรรเวลาเพื่อท่องเที่ยวและเลือกซื้อสินค้าและบริการจากคำแนะนำคนใกล้ชิด 2) ผลการศึกษาส่วนประสมทางการตลาดบริการการท่องเที่ยว พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน ดังนี้ ด้านผลิตภัณฑ์การท่องเที่ยวและด้านบุคลากรมีค่าเฉลี่ยมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.10) รองลงมาคือ ด้านช่องทางการจำหน่าย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.07) ด้านลักษณะทางกายภาพ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.05) ด้านราคา (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.01) ด้านกระบวนการให้บริการ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.98) และด้านการส่งเสริมการตลาด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 3.97) ตามลำดับ 3) ข้อเสนอแนวทางการจัดการการตลาดบริการการท่องเที่ยวจำเป็นต้องมีกลไกที่เชื่อมโยงระหว่างผู้ประกอบการและนักท่องเที่ยวกัมพูชา โดยอาศัยความร่วมมือในการสร้างภาคีเครือข่ายระหว่างหน่วยงานภาครัฐ/เอกชน ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว ผ่านระบบ "คนกลาง" ที่มีความรู้ความสามารถในการส่งเสริมการตลาด ซึ่งทำหน้าที่เป็นตัวเชื่อมและประสานธุรกิจการท่องเที่ยวให้กับนักท่องเที่ยวกัมพูชาในจังหวัดสุรินทร์</p> หทัยชนก รัตนถาวรกิติ ศิวาพร พยัคฆนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 316 337 นวัตกรรมการจัดการศูนย์การค้าในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281431 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การจัดการศูนย์การค้าในประเทศไทย ระบุปัญหา และเสนอนวัตกรรมการจัดการศูนย์การค้าในประเทศไทย เพื่อรับมือกับความท้าทายในปัจจุบันและอนาคต การวิจัยนี้ใช้วิธีดำเนินการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 30 คน ประกอบด้วยผู้บริหารศูนย์การค้า ร้านค้าผู้เช่า และลูกค้าจากศูนย์การค้าในภาคต่างๆ ทั่วประเทศ ด้วยเครื่องมือสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง และใช้หลักการวิเคราะห์เนื้อหาแบบแก่นสาระ</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ศูนย์การค้ามีโครงสร้างองค์กร และกระบวนการทำงานที่ค่อนข้างชัดเจนเป็นระบบ เริ่มมีการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้า และความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ปัญหาสำคัญที่ยังพบอยู่คือ การสื่อสารภายในองค์กรที่ยัง ไม่สามารถปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีใหม่ได้เต็มที่ และมีข้อจำกัดด้านเทคโนโลยีที่ยังไม่สมบูรณ์ รวมถึงปัญหาการจราจรติดขัด ที่จอดรถไม่เพียงพอ การจัดพื้นที่ร้านค้าที่ยังสับสน และการขาดแบรนด์สินค้าบางประเภทในศูนย์การค้าต่างจังหวัด ซึ่งจากการวิจัยสามารถนำเสนอนวัตกรรมการจัดการศูนย์การค้าในประเทศไทย ได้แก่ การนำปัญญาประดิษฐ์มาขับเคลื่อนประสบการณ์ลูกค้า การสร้างสรรค์พื้นที่ให้เป็นจุดหมายปลายทางแห่งประสบการณ์ การเชื่อมโยงทุกช่องทางแบบไร้รอยต่อ รวมถึงการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานที่มีความอัจฉริยะทันสมัยและมีความปลอดภัย อีกทั้งยังมีข้อเสนอแนะงานวิจัย คือ ศูนย์การค้าควรลงทุนในการฝึกอบรมและพัฒนาทักษะของพนักงานอย่างต่อเนื่อง การสร้างประสบการณ์ที่น่าจดจำ ที่เชื่อมโยงอารมณ์ความรู้สึกของลูกค้ากับศูนย์การค้าอย่างลึกซึ้ง การเสริมสร้างความปลอดภัยทางไซเบอร์และข้อมูล ปรับเปลี่ยนการผสมผสานผู้เช่าอย่างสม่ำเสมอ และการมองหาโอกาส ในการสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรภายนอก ทั้งหมดนี้สามารถนำไปใช้ในการวางแผนกลยุทธ์เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในธุรกิจศูนย์การค้าของไทยต่อไปได้</p> ธนนรินทร์ ทองบุญดำรง ชัยฤทธิ์ ทองรอด ฐิติมา โห้ลำยอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 338 357 การพัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาดิจิทัลแบบวิธีการ เมกเกอร์สเปซเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279911 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพื้นที่สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และสร้างสรรค์ความคิดผ่านกระบวนการเรียนรู้ด้วยการลงมือทำตามหลักการ 4P สำหรับนักศึกษามหาวิทยาลัยมหามกุฏ ราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา 2) พัฒนานวัตกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาดิจิทัลแบบวิธีการเมกเกอร์สเปซเพื่อส่งเสริมทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 3) ถ่ายทอดนวัตกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาดิจิทัลแบบวิธีการเมกเกอร์สเปซสู่การนำไปใช้จริง การวิจัยเป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี ประชากร ได้แก่ นักศึกษาหลักสูตรศึกษาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาการสอนสังคมศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล้านนา กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษา ชั้นปีที่ 4 จำนวน 35 คน และผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 20 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แบบสนทนากลุ่ม แบบสอบถาม แบบประเมินทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์ก่อน–หลังเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มตัวอย่างสัมพันธ์</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) พื้นที่สิ่งแวดล้อมการเรียนรู้และการสร้างสรรค์ความคิดผ่านกระบวนการเรียนรู้ตามหลักการ 4P โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยด้านสภาพแวดล้อมการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมา ได้แก่ ด้านการจัดการเรียนรู้ และด้านการวัดและประเมินผล 2) การพัฒนานวัตกรรมก่อให้เกิด 4P Learning Model ประกอบด้วย Product (Problem Analysis), Price (Knowledge Discovery), Place (Design and Learning by Doing) และ Promotion (Presentation and Reflection) ซึ่งบูรณาการพื้นที่เมกเกอร์สเปซ เทคโนโลยีดิจิทัล และการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เพื่อส่งเสริมความคิดเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียน และ 3) ภายหลังการใช้นวัตกรรม ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์อยู่ในระดับมาก และมีความพึงพอใจต่อการใช้นวัตกรรมอยู่ในระดับมากที่สุด องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัย คือ นวัตกรรมการเรียนรู้สังคมศึกษาดิจิทัลแบบเมกเกอร์สเปซ (4P Learning Model) ซึ่งบูรณาการการเรียนรู้เชิงปฏิบัติ เทคโนโลยีดิจิทัล และพื้นที่เมกเกอร์สเปซ เพื่อพัฒนาผู้เรียนจากผู้รับความรู้สู่ผู้สร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม อันนำไปสู่การเสริมสร้างทักษะความคิดเชิงสร้างสรรค์และสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 อย่างยั่งยืน</p> รัตติกร ชาญชำนิ พระมหาวีรศักดิ์ สุรเมธี วราภรณ์ ชนะจันทร์ตา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 358 377 ปัจจัยการจัดการสวนทุเรียนเพื่อเพิ่มผลผลิตในการส่งออก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282336 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัจจัยการจัดการสวนทุเรียนที่เพิ่มประสิทธิภาพทุเรียนเพื่อการส่งออก 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยด้านการจัดการสวนทุเรียนกับคุณภาพผลผลิตเพื่อการส่งออก เป็นการวิจัยเชิงสำรวจแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ เกษตรกรผู้ปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออก 30 ราย มีประสบการณ์ในการปลูกทุเรียนเพื่อการส่งออกอย่างน้อย 5 ปี จากอำเภอบ้านนาสารและ บ้านนาเดิม สุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ร่วมกับการคัดเลือกแบบมีโควตา เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความแปรปรวน การถดถอยพหุคูณ และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์เชิงเส้น</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ปัจจัยที่มีผลต่อผลผลิตทุเรียนมากที่สุด คือ ประสบการณ์ของเกษตรกร รองลงมา คือ การลงทุนในการจัดการสวนทุเรียน ตามด้วยเทคโนโลยีที่ใช้ 2) การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรหลัก พบว่า ตัวแปรผลผลิตของทุเรียนมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสบการณ์ของเกษตรกรสูงสุด (r = 0.572) เขียนเป็นสมการถดถอย ดังนี้ “ผลผลิต (กก./ไร่) = -1,420.8 + 58.7×ประสบการณ์ + 127.4×ขนาด + 0.76× การลงทุน + 198.5×เทคโนโลยี + 156.8×การจัดการดิน - 18.9×การจัดการน้ำ + 9.8× การป้องกันศัตรูพืช” สมการนี้อธิบายความแปรปรวนของผลผลิตได้ 71.7% (r2 = 0.717) ผลการวิเคราะห์ความแปรปรวน พบว่า กลุ่มเกษตรกรที่มีประสบการณ์มากกว่า 20 ปี มีความแปรปรวนของผลผลิตปานกลาง (CV = 23.1%) โดยเกษตรกร บางรายมีผลผลิตสูง แสดงถึงความหลากหลายของเทคนิคและการลงทุน ผลผลิตทุเรียนจากพื้นที่เหมาะสมมีคุณภาพส่งออกสูงกว่า 85% เกษตรกรให้ความสำคัญกับสภาพภูมิอากาศมากที่สุด ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ การจัดการดินและการตลาด ในระดับมาก ปัญหาสำคัญ คือ ปัญหาแรงงาน โดยกลุ่มเกษตรกรที่ใช้เทคโนโลยีระดับสูงสามารถลดปัญหาแรงงานได้ 30.6% และลดปัญหาการใช้เทคโนโลยีในการจัดการสวนทุเรียนลง 58.3% เทียบกับกลุ่มที่ใช้เทคโนโลยีระดับต่ำ</p> ธิติมานันท์ ดำรงศักดิ์เมธี เกวลิณ อังคณานนท์ ปิยะบุษ ปลอดอักษร ศิโรจน์ พิมาน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 378 399 กรอบการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นแบบบูรณาการ: บทสังเคราะห์จากการเลือกตั้ง นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี พ.ศ. 2568 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/281143 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากรอบการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นแบบบูรณาการที่สามารถตอบสนองต่อความซับซ้อนและความท้าทายของการเมืองท้องถิ่นไทยในศตวรรษที่ 21 ผ่านการสังเคราะห์กรณีศึกษาจากการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุราษฎร์ธานี เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568 การศึกษาใช้วิธีการสังเคราะห์เอกสารและการวิเคราะห์ เชิงพรรณนาโดยบูรณาการทฤษฎีการปกครองท้องถิ่นและการกระจายอำนาจ ทฤษฎีการเมืองเชิงพื้นที่และความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ ทฤษฎีทุนทางสังคมและการระดมพลังทางการเมือง รวมถึงทฤษฎีพฤติกรรมการลงคะแนนเสียงเลือกตั้งที่เปลี่ยนแปลงไปตามบริบทเทคโนโลยีและสังคม</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ประชาธิปไตยในบริบทของการเมืองท้องถิ่นไทยในยุคปัจจุบันมีลักษณะเป็นระบบพหุมิติที่ต้องเผชิญกับความซับซ้อนในสี่มิติหลัก ได้แก่ มิติโครงสร้างสถาบันที่ต้องปรับตัว มิติเครือข่ายความสัมพันธ์แบบผสมผสานระหว่างรูปแบบดั้งเดิมและสมัยใหม่ มิติการเชื่อมโยงระหว่างการเมืองท้องถิ่นกับระดับอื่น ๆ และมิติการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและสังคม การวิเคราะห์กรณีศึกษาพบว่าความสำเร็จในการเลือกตั้งท้องถิ่นต้องอาศัยการสร้างสมดุลระหว่างการเชื่อมโยงกับเครือข่ายการเมืองระดับชาติกับการสร้างฐานการสนับสนุนในระดับท้องถิ่น การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างมีประสิทธิภาพ และการปรับรูปแบบความสัมพันธ์เชิงอุปถัมภ์ให้เหมาะสมกับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาได้พัฒนากรอบการพัฒนาประชาธิปไตยท้องถิ่นแบบบูรณาการเป็นองค์ความรู้ใหม่ที่ประกอบด้วยสี่มิติ การพัฒนาที่เชื่อมโยงกัน คือ การพัฒนาสถาบันโดยการสร้างโครงสร้างที่ยืดหยุ่นและโปร่งใส การพัฒนาเครือข่ายผ่านการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคส่วนต่างๆ ในสังคม การพัฒนาความเชื่อมโยงโดยการประสานนโยบายระหว่างหน่วยงานระดับท้องถิ่นกับระดับชาติและนานาชาติ และการพัฒนานวัตกรรมด้วยการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อเพิ่มการมีส่วนร่วม ซึ่งสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการเสริมสร้างประชาธิปไตยท้องถิ่นที่มีคุณภาพและยั่งยืนในบริบทของศตวรรษที่ 21</p> อมร หวังอัครางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-30 2026-06-30 9 2 400 419