วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ <table width="624"> <tbody> <tr> <td width="624"> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> 1. เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการและผลงานวิจัยทางรัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์การบริหารกิจการสังคม และสหวิทยาการด้านมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์</p> <p> 2. เพื่อให้บริการวิชาการเกี่ยวกับการเสนอทางออกในการแก้ปัญหาสังคม</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>การพิจารณาคัดเลือกบทความ</strong> </p> <p> บทความแต่ละบทความจะได้รับพิจารณาจากคณะกรรมการกลั่นกรองบทความวารสาร (Peer Review) 3 ท่าน ที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องจากหลากหลายสถาบันและมิใช่สังกัดเดียวกับผู้นิพนธ์บทความ และได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนตีพิมพ์โดยการพิจารณาบทความจะมีรูปแบบที่ผู้พิจารณาบทความไม่ทราบชื่อหรือข้อมูลของผู้เขียนบทความ และผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ (Double - blind Peer Review)</p> </td> </tr> <tr> <td width="624"> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong> </p> <p> ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม</p> <p> ฉบับที่ 2 เมษายน – มิถุนายน</p> <p> ฉบับที่ 3 กรกฎาคม – กันยายน</p> <p> ฉบับที่ 4 ตุลาคม – ธันวาคม</p> </td> </tr> </tbody> </table> th-TH <p>ลิขสิทธิ์</p> sasjournal.mju@gmail.com (รองศาสตราจารย์ ดร.เฉลิมชัย ปัญญาดี) sasjournal.mju@gmail.com (นิตยา ไพยารมณ์) Tue, 31 Mar 2026 19:48:46 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 The Politics of Villagers in Smoke Management: A Policy and Decision-Making Case Study in Chiang Rai Province https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279045 <p>This study examines the perspectives of the community in Chiang Rai province regarding the haze crisis, considering local needs and the government's policy measures. It assesses the effectiveness of state policies in reducing forest fires and encouraging sustainable agriculture, asserting that public engagement is crucial for lasting solutions. The analysis of policy implementation and societal responses utilizes a case study methodology. Benedict J. Tria Kerkvliet's "Everyday Politics" concept is employed to understand interactions within local communities. It examines their methods of communication, the conditions they establish, and their ability to compromise during negotiations with state agencies that affect their livelihoods. The investigation framework shows that the everyday political practices of villagers significantly impact their lives. However, despite the considerable impact of their everyday political activities, the residents' influence on state intervention strategies and policy outcomes remains limited. Furthermore, the study indicates that public participation is vital for the effective management of smoke. The analysis finds that policies aligned with local realities are essential for sustainable smoke management in Chiang Rai province. These findings emphasize the need to ensure that the "voices of the community" are genuinely integrated into policy development and implementation.</p> Nopphawan Thammasit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279045 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 พลวัตขบวนการสมรสเท่าเทียมในประเทศไทย: การระดมทรัพยากรโอกาสทางการเมือง และกรอบโครงความคิด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283877 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ขบวนการเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิสมรสเท่าเทียมของไทยผ่านสามมิติหลัก ได้แก่ การระดมทรัพยากร โอกาสทางการเมือง และกรอบโครงความคิด เพื่อทำความเข้าใจปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางกฎหมายและสังคม การวิจัยใช้แนวทางเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและสื่อจากแหล่งหลากหลายระหว่าง ปี พ.ศ. 2555-2568 ประกอบกับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ นักกิจกรรม นักการเมือง และบุคคลสาธารณะ</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> ด้านการระดมทรัพยากร ขบวนการสามารถระดมทรัพยากรแบบบูรณาการหลายมิติ โดยเฉพาะทรัพยากรดิจิทัลผ่านการสร้างแฮชแท็กสมรสเท่าเทียม ทรัพยากรวัฒนธรรมผ่านซีรีส์วายและการแสดงเชิงวัฒนธรรม และเครือข่ายองค์กรหลายแห่ง แม้มีข้อจำกัดด้านการเงิน ด้านโอกาสทางการเมือง แต่ขบวนได้การใช้ประโยชน์จากการเปลี่ยนรัฐบาลและการสร้างพันธมิตรข้ามพรรค ส่งผลให้ร่างกฎหมายผ่านความเห็นชอบจาก สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงท่วมท้น ด้านกรอบโครงความคิด ขบวนการ สร้างนวัตกรรมในการผสมผสานกรอบสิทธิมนุษยชนสากลกับวัฒนธรรมไทย ผ่านกลยุทธ์ การสร้างกรอบความคิดที่ตามกลุ่มเป้าหมาย ส่งผลให้ทัศนคติของคนไทยส่วนใหญ่มีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ การศึกษานี้สร้างองค์ความรู้ใหม่ด้านการวิเคราะห์ขบวนการทางสังคมในบริบทไทยผ่านการบูรณาการทฤษฎีแบบพลวัต ท้าทายแนวคิดดั้งเดิมเกี่ยวกับความจำเป็นของทรัพยากรจำนวนมาก และเสนอกรอบการวิเคราะห์ที่สามารถประยุกต์ใช้กับขบวนการอื่นๆ ได้ ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเน้นการพัฒนายุทธศาสตร์สิทธิผู้มีความหลากหลายทางเพศที่ครอบคลุม การคุ้มครองจากการเลือกปฏิบัติ และการมีส่วนร่วมของชุมชนผู้มีความหลากหลายทางเพศในการกำหนดนโยบายอย่างต่อเนื่อง</p> ศิริโสภา สันติทฤษฎีกร, จิระพงค์ ไชยซาววงค์, นารีวรรณ กลิ่นรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283877 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันและกลไกขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองโดยบูรณาการกับหลักพุทธนิเวศวิทยา เพื่อการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควันในชุมชน พื้นที่เสี่ยงในจังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278276 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชันสำหรับการสื่อสาร 2) เพื่อศึกษาการจัดการปัญหาไฟป่าหมอกควันและพัฒนากลไกขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองโดยบูรณาการกับหลักพุทธนิเวศวิทยา 3) เพื่อขับเคลื่อนการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ 1) กลุ่มประชาชนในพื้นที่ จำนวน 300 คน และ 2) กลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 25 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาแล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) การพัฒนานวัตกรรมแอปพลิเคชัน SAVE เป็นแอปพลิเคชันที่เกิดการพัฒนาจากผลการศึกษาวิจัยในครั้งนี้ โดยใช้โปรแกรม Glide App เป็นเครื่องมือที่เน้นการติดต่อและสื่อสารข้อมูลระหว่างหน่วยงานกับประชาชน เนื้อหาแอปพลิเคชัน ประกอบด้วยข้อมูลสถานการณ์ปัจจุบัน การแจ้งเตือน ฐานข้อมูลทรัพยากร และแหล่งข้อมูล 2) การพัฒนากลไกขับเคลื่อนเครือข่ายวิทยาศาสตร์ภาคพลเมืองควรเน้นกระบวนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับนักวิชาการ พัฒนาศักยภาพองค์กรและภาคีเครือข่ายภาคประชาชน รู้จักใช้ข้อมูลเพื่อการสื่อสารและการเรียนรู้ร่วมกัน ส่วนการบูรณาการหลักพุทธนิเวศวิทยาควรส่งเสริมการเรียนรู้การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน และรณรงค์สร้างจิตสำนึกตามหลักศาสนาให้รู้จักคุณค่าของสิ่งแวดล้อม และ 3) การขับเคลื่อนการจัดการปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ในระดับต้นน้ำเน้นสร้างจิตสำนึกและการมีส่วนร่วมของชุมชนผ่านกิจกรรมการบวชป่าและการสืบชะตาป่า ในระดับกลางน้ำเน้นเฝ้าระวังดูแลเพื่อป้องกันไฟป่าและหมอกควันโดยการทำแนวกันไฟ ในระดับปลายน้ำเน้นสร้างพื้นที่ให้อุดมสมบูรณ์และระบบเตือนภัย โดยการสร้างแหล่งน้ำขนาดใหญ่และการใช้ระบบสัญญาณตรวจจับความร้อน</p> พระมหาวีรศักดิ์ สุรเมธี, พระมหาสกุล มหาวีโร, อุเทน ลาพิงค์, รัตติกร ชาญชำนิ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278276 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบําบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพัง จังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279166 <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการจัดการและสังเคราะห์นวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่ 2) พัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อถ่ายทอดและขยายผลพัฒนาสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ กลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ จำนวน 120 คน และกลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จำนวน 20 คน รวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong></p> <p>1) การจัดการและสังเคราะห์นวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่โดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง ตามลำดับ</p> <p>2) พัฒนาและขับเคลื่อนนวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่ ควรพัฒนาการส่งเสริมสุขภาวะสังคมของผู้สูงอายุ พัฒนาสุขภาวะทางสังคมวิถีพุทธมุ่งเน้นให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีความสุข มีคุณค่า และความสุขที่แท้จริง </p> <p>3) แนวการถ่ายทอดและขยายผลพัฒนานวัตกรรมสุขภาวะวิถีพุทธและพุทธจิตวิทยาบำบัดแบบองค์รวมเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงภาวะซึมเศร้าของผู้สูงอายุที่อยู่เพียงลำพังจังหวัดเชียงใหม่ การประยุกต์ใช้อริยสัจ 4 จะช่วยพัฒนาสติปัญญา โดยมุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหาอย่างมีเหตุผล และการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องและการใช้ปัญญาธรรมจะช่วยสร้างภูมิคุ้มกันทางสุขภาวะที่มีประสิทธิภาพที่ดี</p> วราภรณ์ ชนะจันทร์ตา, อุเทน ลาพิงค์, รัตติกร ชาญชำนิ, จรูญศักดิ์ แพง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279166 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างความสุขของผู้สูงอายุในจังหวัดตรัง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280688 <p>การวิจัยเรื่องแนวทางการสร้างความสุขของผู้สูงอายุในจังหวัดตรัง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการสร้างความสุขของผู้สูงอายุในจังหวัดตรัง เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้สูงอายุ และการสนทนากลุ่มย่อย เครื่องมือในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้สูงอายุที่มีศักยภาพในการให้ข้อมูลได้ และเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคัญในชุมชน ได้แก่ ประธานชมรม หรือตัวแทนผู้สูงอายุ จำนวน 30 ราย สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> พบว่า การพัฒนาผู้สูงอายุให้มีความสุขนั้น จำเป็นต้องครอบคลุมในมิติต่างๆ ที่สำคัญตามตัวชี้วัดความสุขสำหรับผู้สูงอายุในประเทศไทย ของกรมสุขภาพจิต ใน 5 มิติ ดังนี้ 1) มิติด้านสุขสบาย 2) มิติด้านสุขสนุก 3) มิติด้านสุขสง่า 4) มิติด้านสุขสว่าง และ 5) มิติด้านสุขสงบ ดังนั้น เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถบรรลุความสุขตามตัวชี้วัดดังกล่าวจึงจำเป็นต้องมีการกำหนดกลยุทธ์และแนวทางที่มีความเชื่อมโยงในทุกระดับ โดยประกอบด้วย 1) กลยุทธ์ในระดับปัจเจกบุคคล โดยเกี่ยวข้องกับรูปแบบการดำเนินชีวิตของผู้สูงอายุ 2) กลยุทธ์ในระดับองค์กร เกี่ยวข้องกับการจัดการในส่วนขององค์กรที่รับผิดชอบดูแลผู้สูงอายุ และ 3) กลยุทธ์ในระดับสังคม เกี่ยวข้องในเชิงการกำหนดนโยบายด้านต่างๆ ของผู้สูงอายุ รวมทั้งในแต่ละระดับของ 7.2.1 กลยุทธ์จะต้องมีการมุ่งเน้นการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนและการอยู่ดีมีสุขของผู้สูงอายุ ตลอดจนการส่งเสริมการมีคุณภาพชีวิตที่ดีให้แก่ผู้สูงอายุด้วยเช่นเดียวกัน โดยมีการบูรณาการ กลยุทธ์แต่ละระดับกับทุกขั้นตอนของหลักสูตรชีวิตมนุษย์</p> วิสุทธิณี ธานีรัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280688 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการเตรียมความพร้อมและแนวทางการพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยตามวิถีอิสลามในจังหวัดนราธิวาส https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280745 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและแนวทางการพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมสู่สังคมผู้สูงวัยตามวิถีอิสลามในจังหวัดนราธิวาส ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) มีกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 20 คน โดยเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้นำศาสนา นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญ และผู้อายุมุสลิมที่เป็นอาสาสมัครเข้าร่วมการวิจัย ใช้การสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย การสรุปประเด็นสำคัญเพื่อวิเคราะห์และตีความเนื้อหา และเสนอข้อมูลเชิงพรรณนาสอดคล้องกับวัตถุประสงค์</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> 1) ความต้องการในการเตรียมความพร้อมของผู้สูงอายุมุสลิมมีดังนี้ 1.1) การดูแลสุขภาพและเพิ่มพูนความรู้ในการปฏิบัติดูแลตนเอง 1.2) การเสริมสร้างความรู้และความเข้าใจในการปฏิบัติศาสนกิจ 1.3) การส่งเสริมอาชีพและการบริหารการเงิน 1.4) การสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัวและสังคม 1.5) การเรียนรู้ทักษะการใช้เทคโนโลยี และ 2) แนวทางการพัฒนาโปรแกรมการเตรียมความพร้อมสำหรับผู้สูงอายุมุสลิมมีดังนี้ 2.1) การเพิ่มพูนความรู้ด้านศาสนาให้สามารถปฏิบัติศาสนกิจที่ถูกต้อง 2.2) จัดกิจกรรมการเรียนรู้ตลอดชีวิตตามวิถีอิสลาม 2.3) การดูแลตนเองตามวิถีอิสลาม 2.4) การอาชีพเสริม และการวางแผนทางการเงิน 2.5) การปรับตัวเข้าสู่วัยสูงอายุและการอยู่ร่วมกันในสังคม</p> อับดุลคอลิก อัรรอฮีมีย์, เกษตรชัย และหีม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280745 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาชุมชนต้นแบบในการจัดการขยะตามแนวคิดลดขยะให้เหลือศูนย์สู่การจัดสวัสดิการชุมชนในเขตพื้นที่ชุมชน ป่าตึงริมกก ตำบลริมกก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงราย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279786 <p>ปัญหาขยะมูลฝอยของประเทศไทยได้ทวีความรุนแรงมากขึ้นตามการขยายตัวของเมืองและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภคของประชาชน ซึ่งความรุนแรงของการจัดการขยะอย่างไม่ถูกวิธีทำให้เกิดผลกระทบโดยตรงต่อระบบนิเวศและสังคมภาพรวม โดยบทความนี้เป็นการนำเสนอการจัดการขยะตามแนวคิดลดขยะให้เหลือศูนย์ของชุมชนมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพฤติกรรมและความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะของประชาชน และพัฒนาชุมชนต้นแบบในการจัดการขยะตามแนวคิดการลดขยะให้เหลือศูนย์สู่การจัดสวัสดิการชุมชน เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายคือประชาชนชุมชนป่าตึงริมกก อำเภอมือง จังหวัดเชียงราย ทุกหลังคาเรือนจำนวน 140 ครัวเรือน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามและแบบทดสอบ ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ในช่วง .72 - 1.00 สำหรับการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีวิเคราะห์สถิติค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ในส่วนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ ประชุมกลุ่มย่อย และการอบรมเชิงปฏิบัติการจากผู้นำชุมชน กรรมการชุมชน และตัวแทนชุมชน จำนวน 30 ราย และทําการวิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>พบว่า 1) พฤติกรรมและความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะของประชาชนในเขตพื้นที่ชุมชนป่าตึงริมกก พบว่า พฤติกรรมการจัดการขยะของประชาชนในครัวเรือน พบว่า พฤติกรรมของประชาชนในการจัดการขยะครัวเรือน ภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง สำหรับความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะของประชาชน พบว่า ความรู้เกี่ยวกับการจัดการขยะของประชาชนในเขตชุมชน ส่วนใหญ่มีความรู้ในระดับน้อย 2) การพัฒนาชุมชนต้นแบบการจัดการขยะตามแนวคิดการลดขยะให้เหลือศูนย์สู่การจัดสวัสดิการชุมชนในเขตพื้นที่ชุมชนป่าตึงริมกกพบว่า มีการออกแบบร่วมกับชุมชนให้ได้ปฏิบัติกิจกรรมการจัดการจัดขยะซึ่งเป็นกิจกรรมนำร่อง จำนวน 6 กิจกรรม ได้แก่ กิจกรรมการอบรมให้ความรู้การจัดการขยะ กิจกรรมการอบรมเชิงปฏิบัติการ กิจกรรมการรณรงค์ส่งเสริม กิจกรรมครัวเรือนต้นแบบ กิจกรรมการเพิ่มมูลค่าจากขยะ และกิจกรรม ตลาดชุมชน โดยมีเป้าหมายให้ชุมชนมีองค์ความรู้และการจัดการขยะอย่างถูกวิธี รวมทั้งสามารถสร้างรายได้จากขยะเหลือทิ้งเพื่อเป็นช่องทางในการเป็นแนวทางวางแผนการจัดสวัสดิการชุมชนต่อไป</p> เบญจมาศ เมืองเกษม, กรชนก สนิทวงค์, ณัฐทิยา วัฒนศิริศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279786 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์และการยอมรับเทคโนโลยี ของประชาชนต่อการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279652 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) สำรวจสถานการณ์และระดับการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ของประชาชนต่อการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) ศึกษาการยอมรับเทคโนโลยีของประชาชนต่อการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ผ่านแอปพลิแคชัน “มีส่วนร่วม” โดยสำรวจสถานการณ์การมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ออกแบบและพัฒนาแอปพลิเคชัน “มีส่วนร่วม” ประเมินประสิทธิภาพแอปพลิเคชันและสนทนากลุ่มย่อยเพื่อสรุปปัญหาและอุปสรรคในการส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ กลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชน 380 คน ในพื้นที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 31 แห่ง ของจังหวัดสุราษฎร์ธานีที่ได้คะแนนด้านธรรมาภิบาลจากการประเมินประสิทธิภาพขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (Local Performance Assessment : LPA) น้อยกว่าร้อยละ 80 สุ่มตัวอย่างโดยอาศัยความน่าจะเป็นแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามสถานการณ์การมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ในการดำเนินการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) แอปพลิเคชัน “มีส่วนร่วม” 3) แบบประเมินประสิทธิภาพของ แอปพลิเคชัน และ 4) กระบวนการสนทนากลุ่มย่อย วิเคราะห์ผลข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรรณาและสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า</strong> กลุ่มตัวอย่างเข้าใช้งาน เว็บไซต์ เฟซบุ๊กเพจ และไลน์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ โดยมีการเข้าถึงและรับรู้ข้อมูล (e-information) ในระดับปานกลาง ให้ความคิดเห็นและให้ข้อเสนอแนะ (e-consultation) และร่วมตัดสินใจ (e-Decision Making) ในระดับน้อย และการยอมรับเทคโนโลยีของประชาชนในการเข้ามีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์ ผ่านแอปพลิเคชัน “มีส่วนร่วม” พบว่าแอปพลิเคชันมีประโยชน์ตรงต่อความต้องการของผู้ใช้งานและใช้งานง่ายนั้นมีความสัมพันธ์ระดับปานกลางเท่านั้นต่อความต้องการมีส่วนร่วมทางอิเล็กทรอนิกส์กับการดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น</p> กาญจนา เผือกคง, อนัคฆ์ ใจสมุทร, ไชยวัฒน์ เผือกคง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279652 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการยกระดับสุขด้วยกลไกการมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี กรณีศึกษา มะขามเตี้ยแห่งความสุข จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282518 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยกระดับสุขด้วยกลไกการมีส่วนร่วมเพื่อเสริมสร้างสุขภาวะที่ดี 2) ศึกษารูปแบบการขับเคลื่อนนโยบายสาธารณะด้านสุขภาพแบบมีส่วนร่วมสู่การปฏิบัติ และ 3) จัดทำข้อเสนอเชิงนโยบายเพื่อพัฒนากลไกการมีส่วนร่วมในระดับพื้นที่ โดยใช้กรณีศึกษาตำบลมะขามเตี้ย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นพื้นที่ที่มีการดำเนินกิจกรรมสุขภาวะอย่างเป็นระบบภายใต้การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนและภาคีเครือข่าย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่าง 250 คน และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้แทนภาคีที่เกี่ยวข้อง 32 ราย เครื่องมือวิจัย คือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong>ผลวิจัยพบว่า </strong>วัตถุประสงค์ที่ 1 ปัจจัยสำคัญในการยกระดับสุข ได้แก่ ศาสนาและความเชื่อ (ค่าเฉลี่ย 4.28) และแนวคิดการดำเนินชีวิต (ค่าเฉลี่ย 4.26) อยู่ในระดับสูงที่สุด รองลงมาคือการมีส่วนร่วมของประชาชน (ค่าเฉลี่ย 4.12) ซึ่งสะท้อนผ่านความภาคภูมิใจ ประโยชน์ร่วมของชุมชน ความสัมพันธ์อันดี และกลไกประชาคมที่เอื้อต่อการออกแบบกิจกรรมร่วมกัน การขับเคลื่อนสุขภาวะเกิดขึ้นทั้งเชิงโครงสร้างและเชิงประเด็น เช่น กิจกรรมเยาวชน การพัฒนาศักยภาพแกนนำ การดูแลผู้สูงอายุและการคัดกรองสุขภาพโดยโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล การคืนผลลัพธ์ข้อมูล การจัดการขยะโดยองค์การบริหารส่วนตำบลและอาสาสมัครสาธารณสุข การสื่อสารอย่างต่อเนื่องของผู้นำ การสร้างความภาคภูมิใจในการเข้าร่วม และกิจกรรมฟื้นฟูความสัมพันธ์ในครอบครัว ส่งผลให้ประชาชนมีสุขภาวะอยู่ในระดับสูง โดยเฉพาะด้านสังคมและจิตวิญญาณ ความสำเร็จดังกล่าวเกิดจากทุนทางสังคม ความสัมพันธ์แน่นแฟ้น และภาวะผู้นำ เชิงสร้างสรรค์ สำหรับวัตถุประสงค์ที่ 2 พบว่า กลไกขับเคลื่อนหลักคือ “ชมรมมะขามเตี้ยแห่งความสุข” ซึ่งทำหน้าที่เป็นเวทีกลางในการประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยบริการสุขภาพ อาสาสมัครสาธารณสุข และภาคีเครือข่ายภายนอก เพื่อขับเคลื่อนกิจกรรมที่สอดคล้องกับบริบทชุมชน เช่น การดูแลผู้สูงอายุ ตลาดสุขภาวะ การจัดการขยะ และการสร้างพื้นที่สร้างสรรค์สำหรับเยาวชน และส่วนผลวิจัยวัตถุประสงค์ที่ 3 เสนอให้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสุขภาวะตำบลอย่างเป็นทางการ การจัดทำแผนสุขภาวะที่อิงกับข้อมูลจริง และการส่งเสริมการมีส่วนร่วมจากประชาชนทุกช่วงวัย เพื่อสร้างชุมชนสุขภาวะที่เข้มแข็งและยั่งยืน</p> ศิริพร เพ็งจันทร์, ชลธิชา คณาวิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/282518 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การย้ายถิ่นเพื่อการศึกษา: ปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อระดับอุดมศึกษา ของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยไทย จังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/276492 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยไทย จังหวัดเชียงใหม่ มีวิธีดำเนินการวิจัยด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ จากกลุ่มตัวอย่างนักศึกษาจีนจำนวน 100 คน โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ร่วมกับการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการสังเกตอย่างมีส่วนร่วมและสัมภาษณ์เชิงลึกกับนักศึกษาจีน 12 คน ที่กำลังศึกษาในมหาวิทยาลัยไทยในจังหวัดเชียงใหม่ จากการใช้แนวคิดการย้ายถิ่น Push-Pull Theory ของ Everett Lee</p> <p><strong>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ </strong>ปัจจัยผลักดันจากประเทศต้นทางและปัจจัยดึงดูดจากประเทศปลายทางมีผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในมหาวิทยาลัยไทย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 3.73 และ 3.85 ตามลำดับ) ในด้านปัจจัยผลักดัน นักศึกษาจีนเห็นว่าการแข่งขันทางการศึกษาที่สูงในประทศจีนและความร่วมมือระหว่างไทย-จีนภายใต้ข้อริเริ่มหนึ่งแถบหนึ่งเส้นทางเปิดโอกาสด้านอาชีพให้แก่ผู้ที่จบการศึกษาจากต่างประเทศ อยู่ระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.35 และ 4.21 ตามลำดับ) ในด้านปัจจัยดึงดูด นักศึกษาจีนมีความคิดเห็นว่าอาจารย์ในมหาวิทยาลัยไทยมีความรู้ในหลากหลายสาขา ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45) ส่วนในด้านอื่นๆ ของทั้งปัจจัยผลักดันและปัจจัยดึงดูดอยู่ในระดับมากและปานกลาง อย่างไรก็ตาม ผลการศึกษาด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก พบว่า นอกจากปัจจัยผลักดันและปัจจัยดึงดูดแล้ว ยังมีปัจจัยระหว่างประเทศต้นทางและปลายทางในการตัดสินใจเลือกศึกษาต่อในระดับอุดมศึกษาของนักศึกษาจีนในมหาวิทยาลัยไทย จังหวัดเชียงใหม่ด้วย</p> บงกชมาศ เอกเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/276492 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 Criminal Mediation in the Police Investigation Phase: Implementation Challenges and Solutions for Restorative Justice in Thailand’s Metropolitan Police https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283406 <p>This study aim to 1) examines the current operational challenges and obstacles facing criminal dispute mediation during police investigations, 2) develops practical approaches for enhancing these mediation processes to improve their effectiveness and implementation at the investigation stage.This study employed qualitative research through in-depth interviews with 58samples, including 37 practitioners, 18 service recipients, 3 policy officers and supplemented by focus group discussions with 9 experts.</p> <p><strong>The findings revealed </strong>four categories of problems and limitations: 1) structural barriers, including inadequate legal frameworks and organizational constraints; 2) operational challenges in implementation procedures; 3) personnel issues encompassing training and capacity gaps; and 4) resource management obstacles, including budget and facility limitations. These barriers resulted in informal mediation processes that often replaced the formal legal procedures mandated by the Act. To systematically address operational problems and barriers, researchers proposed the B.R.I.D.G.E. model (Bureau Structure Reform, Regulatory Framework Enhancement, Integration and Coordination, Digital Transformation, Governance and Quality Assurance, Empowerment of Human Resources) synthesized from empirical findings, emphasizing digital transformation as crucial for bridging policy-to-practice gaps.</p> <p>The research serves as a policy framework for developing restorative justice processes, recommending drafting new regulations encompassing online mediation and electronic systems, establishing mediator databases, case tracking systems, online mediation platforms, fostering inter-agency collaboration through memoranda of understanding, establishing mediator standards, curriculum development with educational institutions, and clear career advancement pathways to enhance dispute mediation effectiveness within the Metropolitan Police Bureau area.</p> <p> </p> Chetsadaphong Khamchu, Sunee Kanyajit ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/283406 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของผู้ประกอบการเพื่อพัฒนานวัตกรรมเศรษฐกิจฐานรากระหว่างประเทศ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278757 <p>งานวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธี ระหว่างวิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ 2) พัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการธุรกิจชุมชนในการดำเนินธุรกิจระหว่างประเทศ และ 3) สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ใช้ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน เครื่องมือวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนาและวิเคราะห์สมการโครงสร้าง SEM ด้วยโปรแกรม AMOS และ 2) แบบสัมภาษณ์ไม่มีโครงสร้าง วิเคราะห์ด้วยเนื้อหา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> ผู้ประกอบการได้จัดทำแผนยุทธศาสตร์และแผนปฏิบัติการด้านการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ 3 ประเด็น ได้แก่ 1) พัฒนาผู้ประกอบการให้มีทักษะอาชีพระดับสูงและทักษะการสื่อสารเพื่อติดต่อกับภาคีเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ 2) สร้างความร่วมมือทางธุรกิจกับภาคเครือข่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ และ 3) ส่งเสริมเยาวชนให้มีทักษะด้านการค้า การลงทุน และการสร้างธุรกิจให้โดดเด่น ทั้งนี้ได้มีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้แนวคิด เทคนิควิธีการดำเนินงาน เพื่อพัฒนาสมรรถนะผู้ประกอบการธุรกิจชุมชน ด้วยหลักสูตรการเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการทำการค้า การลงทุนระหว่างประเทศ และหลักสูตรฝึกภาษาด้วยบทสนทนาธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่จะทำให้ผู้ประกอบการได้มีทักษะและสมรรถนะในการดำเนินงานธุรกิจระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น</p> <p>นอกจากนี้ได้สร้างเครือข่ายความร่วมมือด้านการค้า การลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ระหว่างผู้ประกอบการในประเทศและต่างประเทศ และตัวแทนภาครัฐ ภาคเอกชน สมาคมนักธุรกิจไทย-จีน กงสุลญี่ปุ่น และกงสุลอินเดีย เข้าร่วมกิจกรรม รวมถึงยังได้จัดกิจกรรมการฝึกอบรมแนวทางและรูปแบบการทำธุรกิจเพื่อส่งออกไปต่างประเทศให้กับเยาวชนและนักศึกษา เพื่อสร้างเยาวชนและนักศึกษาสู่การเป็นทูตการค้าต่างประเทศในอนาคตด้วย โดยโมเดลการวัดมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ที่ Chi-square = 45.603, Chi-square/df = 1.303, df = 35, p = .108, GFI = .997, CFI = .999, RMR = .007, RMSEA = .017, NFI = .998</p> ชุติมันต์ สะสอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278757 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 Social Participation Behavior of Female Leaders in Universities: A Case Study in Kunming, Yunnan Province, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279040 <p>This study investigates the social participation behavior of female university leaders in Kunming, Yunnan Province, China, focusing on five dimensions: policy support, volunteering and interaction, opinion expression, conference organization, and personal activities. Data were collected using a five-point Likert scale.</p> <p><strong>The study reveals that</strong> female leaders in universities demonstrate high engagement in volunteer activities and personal academic tasks but show lower participation in political activities and opinion expression through formal channels. The findings highlight how societal factors, institutional structures, and role conflicts influence on the social participation behaviors of female university leaders. The study underscores the need to enhance their political and academic engagement while addressing systemic barriers. These findings provide actionable insights into promoting gender equity and leadership development in higher education.</p> Luoyi Jin, Bongkochmas Ek-lem, Dongqi Shi ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279040 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารอาคารชุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278619 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ เพื่อหาแนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารอาคารชุดต่อการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เลือกตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจงจากอาคารชุดในอำเภอเมืองเชียงใหม่ทั้งหมด 151 อาคารชุด ได้ตัวอย่าง 23 อาคารชุด ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและสนับสนุนด้วยข้อมูลเชิงปริมาณ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า </strong>แนวทางในการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารอาคารชุด คือ การประยุกต์ใช้คุณธรรมตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ตามลำดับ ได้แก่ มีความซื่อสัตย์สุจริต (ร้อยละ 82) มีความขยัน (ร้อยละ 83.33) มีความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ (ร้อยละ 86.67) มีความรับผิดชอบ (ร้อยละ 92) มีความเป็นธรรม (ร้อยละ 80) และมีความสามัคคี (ร้อยละ 90) นอกจากการมีคุณธรรมในการบริหารแล้ว ต้องส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารเพื่อร่วมกันคิดวางแผน ปฏิบัติ รวมถึงร่วมกันตรวจสอบการทำงานหรือการบริหารของผู้จัดการและกรรมการนิติบุคคลอาคารชุด จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารและมีความโปร่งใสมากขึ้น ส่งผลให้คุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัยดีมากขึ้นตามไปด้วย นำมาซึ่งประโยชน์สุขแก่ผู้อยู่อาศัยในอาคารชุด ซึ่งจะเป็นต้นแบบของอาคารชุดที่นำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปประยุกต์ใช้ในการบริหารอาคารชุดที่เน้นความสุขของผู้อยู่อาศัย พร้อมกับการส่งเสริมให้ผู้อยู่อาศัยเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารให้มากขึ้น จะส่งผลให้การบริหารอาคารชุดมีความยั่งยืน โดยมีเป้าหมายของความสุขโดยรวมของผู้อยู่อาศัยเป็นสำคัญ</p> พิชญา สุวรรณ์, ภัทรวุฒิ สมยานะ, กมลทิพย์ คำใจ, ชุติวลัญชน์ เสมมหาศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278619 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียนอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ก.กก บึงกาฬ ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอเมืองบึงกาฬ จังหวัดบึงกาฬ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278616 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียนอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ก.กก บึงกาฬ และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเอื้อและปัญหาอุปสรรคต่อการบริหารจัดการกองทุนหมุนเวียนอาชีพ วิสาหกิจชุมชน ก.กก บึงกาฬ กลุ่มเป้าหมายอยู่ใน ตำบลโนนสมบูรณ์ อำเภอเมือง จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 30 คน ประกอบด้วยคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน ก.กก บึงกาฬ คณะกรรมการที่ปรึกษา และสมาชิกกองทุนหมุนเวียนอาชีพ มีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์ และการจัดประชุมกลุ่มย่อย </p> <p><strong>ผลการวิจัย</strong>ด้านการบริหารจัดการพบว่า แนวคิดของกองทุนเน้นความยั่งยืน การสร้างเงินทุนหมุนเวียนให้สมาชิกได้ประกอบอาชีพ และสร้างการเรียนรู้ด้านอาชีพ โครงสร้างการบริหารจัดการประกอบด้วยคณะกรรมการวิสาหกิจชุมชน ก.กก บึงกาฬ และคณะกรรมการที่ปรึกษา มีการเปิดรับสมาชิกสามัญและสมาชิกสมทบตามคุณสมบัติ เงื่อนไข และสิทธิประโยชน์ที่กำหนด ที่สำคัญคือ มีบริหารเงินกู้สำหรับการประกอบอาชีพแก่สมาชิกในนามกลุ่มและบุคคล โดยการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอน ขั้นเปิดรับ ขั้นพิจารณาคัดกรอง ขั้นทำสัญญา ขั้นติดตามสนับสนุน และขั้นช่วยเหลือกรณีฉุกเฉิน อีกทั้งกองทุนยังดำเนินกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพและสร้างการเรียนรู้ด้านอาชีพแก่สมาชิกและผู้ด้อยโอกาส นอกจากนี้ยังพบปัจจัยเอื้อที่สำคัญ ได้แก่ ต้นทุนเครือข่ายความสัมพันธ์ ความร่วมมือของสมาชิกในชุมชน และการมีพี่เลี้ยงหรือทีมที่ปรึกษา ขณะที่ปัญหาอุปสรรคหลัก ได้แก่ การประชาสัมพันธ์กองทุนยังอยู่ในแวดวงจำกัด ความยากลำบากในการสร้างการเรียนรู้ด้านอาชีพ และการกระจายเงินทุนหมุนเวียนยังไม่ทั่วถึง ดังนั้นกองทุนหมุนเวียนอาชีพควรมุ่งเน้นการกระจายโอกาสการเข้าถึงแหล่งทุน การสร้างความเชื่อมั่นต่อสมาชิก และพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้ที่ดึงดูดความสนใจ</p> พงศกร กาวิชัย, เกศสุดา สิทธิสันติกุล, ชีวัน ขันธรรม, บัญจรัตน์ โจลานันท์, วาสนา จักร์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278616 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวสายมูเตลูจังหวัดนครสวรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278628 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแหล่งท่องเที่ยวสายมูเตลูในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ 2) วิเคราะห์ศักยภาพการท่องเที่ยวสายมูเตลูในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ และ 3) พัฒนากลยุทธ์การท่องเที่ยวสายมูเตลูในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์ งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยการศึกษาเอกสาร รายงาน การสังเกตการณ์ในพื้นที่ และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในพื้นที่จังหวัดนครสวรรค์</p> <p><strong>ผลการศึกษาพบว่า </strong>จังหวัดนครสวรรค์มีแหล่งท่องเที่ยวสายมูเตลูในพื้นที่จำนวน 15 แห่ง โดยจากการวิเคราะห์ศักยภาพของการท่องเที่ยวสายมูเตลูในพื้นที่พบว่า 1) มีพระเกจิอาจารย์เป็นที่รู้จัก และศรัทธาของคนทั่วไป 2) สถานที่ท่องเที่ยวส่วนใหญ่มีสถาปัตยกรรมสวยงาม และมีประวัติศาสตร์เพื่อการเรียนรู้ 3) มีเรื่องราวความเชื่อ ความศรัทธา พิธีกรรม โชคลาง และได้รับความสนใจของนักท่องเที่ยว 4) มีความสะดวกในการเดินทาง และ 5) มีการจัดกิจกรรม พิธีกรรมในช่วงวันสำคัญทางศาสนาหรือช่วงเทศกาลประเพณีในพื้นที่ ทั้งนี้ กลยุทธ์การพัฒนาการท่องเที่ยวสายมูเตลู ประกอบด้วย 1) เชื่อมโยงเส้นทางและกิจกรรมการท่องเที่ยวภายในจังหวัด 2) ประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวผ่านอินฟลูเอนเซอร์ 3) จัดกิจกรรมในช่วงเทศกาลประเพณีเพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่แก่นักท่องเที่ยว 4) พัฒนาสิ่งอำนวยความสะดวกรองรับการท่องเที่ยวอย่างมีมาตรฐาน 5) พัฒนาความร่วมมือกับชุมชน 6) อนุรักษ์สืบสานประวัติศาสตร์ของแหล่งท่องเที่ยว 7) พัฒนาการบริหารจัดการผลประโยชน์ที่โปร่งใสและเป็นธรรม 8) แสวงหาความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการพัฒนาความยั่งยืนของการท่องเที่ยว และ 9) พัฒนาการบริหารจัดการผลกระทบที่อาจมีต่อสิ่งแวดล้อมของชุมชนจากกิจกรรมการท่องเที่ยว</p> กฤษณะ ดาราเรือง, รุ่งรดิศ คงยั่งยืน, ปานทิพย์ แสนสง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278628 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเพื่อเสริมสร้าง ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278620 <p>การวิจัยเรื่องกลยุทธ์การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีเพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันและความต้องการในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีในจังหวัดเชียงราย 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย การวิจัยในครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี <br />กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยเชิงปริมาณคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้เกณฑ์ตามตารางของ ทาโร่ ยามาเน่ ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 364 คน ประชากรเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 47 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วยแบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์แบบ มีโครงสร้าง และการสนทนากลุ่ม สำหรับสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> 1) ในภาพรวมสภาพปัจจุบันในการพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถีในจังหวัดเชียงราย ในประเด็นองค์ประกอบการท่องเที่ยว 5 ด้าน อยู่ในระดับปานกลาง ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.39 (S.D.= 1.10) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้าน Accessibility มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 3.69 (S.D.=1) รองลงมา คือ ด้าน Attraction ในภาพรวมความต้องการอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.03 (S.D.=1.05) พบว่า ด้าน Attraction มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุดเท่ากับ 4.11 (S.D.=1) รองลงมา คือ ด้าน Activity 2) กลยุทธ์การพัฒนาชุมชนท่องเที่ยว OTOP นวัตวิถี เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจชุมชนในจังหวัดเชียงราย ที่สร้างขึ้นมี 4 กลยุทธ์ ได้แก่กลยุทธ์ที่ 1 การบริหารจัดการชุมชนท่องเที่ยวอย่างมีประสิทธิภาพ กลยุทธ์ที่ 2 การเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันและความหลากหลายของผลิตภัณฑ์ชุมชน กลยุทธ์ที่ 3 การพัฒนาทุนมนุษย์และการสร้างโอกาสในการมีส่วนร่วม และกลยุทธ์ที่ 4 การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ตามฤดูกาล ผลการประเมินกลยุทธ์ กลยุทธ์ที่ 2 มีค่าเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.45 (S.D.= 0.67) และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุดในด้านความเป็นประโยชน์ ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.8</p> วชิราภรณ์ ชมภูเมืองชื่น, เบญจมาศ เมืองเกษม, ศศิพัชร์ หาญฤทธิ์, กันย์ธนัญ สุชิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278620 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 บอร์ดเกมทางการท่องเที่ยว เครื่องมือใหม่ในการสร้างภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทาง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279703 <p>บอร์ดเกมได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในฐานะเครื่องมือทางการตลาดและการสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวที่ต้องการสร้างภาพลักษณ์ที่โดดเด่นและส่งเสริมประสบการณ์ของนักท่องเที่ยว บทความวิจัยฉบับนี้ ได้นำเสนอบทบาทของบอร์ดเกมทางการท่องเที่ยวในการสร้างภาพลักษณ์ของจุดหมายปลายทาง ผ่านกระบวนการออกแบบ การมีส่วนร่วมของผู้เล่น และการส่งเสริมการรับรู้เชิงบวกของจุดหมายปลายทาง ด้วยกระบวนการวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึก</p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> พบว่าบอร์ดเกมสามารถเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพในการสื่อสารคุณค่าทางวัฒนธรรม สร้างความเข้าใจเกี่ยวกับสถานที่ท่องเที่ยว และกระตุ้นความสนใจของนักท่องเที่ยวที่มีศักยภาพ ตลอดจนเป็นแนวทางใหม่ในการส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในยุคดิจิทัล</p> เกศรา สุขเพชร, ภาวิณี ปทุมวัฒนเวทย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279703 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่เพื่อยกระดับการท่องเที่ยว ตามวิถีปกติถัดไป (Next Normal) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278668 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวิเคราะห์สภาพปัจจุบันของการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีปกติถัดไป (Next Normal) และ 2) เพื่อเสนอกลยุทธ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ตามวิถีปกติถัดไป (Next Normal) โดยงานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการประชุมกลุ่ม (Focus group discussion) กับชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบพำนักระยะยาว จำนวน 10 คน ใช้การวิเคราะห์ด้วย SWOT Analysis และ TOWS Matrix ในการสังเคราะห์กลยุทธ์การส่งเสริมการท่องเที่ยวสำหรับชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่</p> <p><strong>ผลการวิเคราะห์สภาพปัจจุบัน</strong> พบว่า 1) จังหวัดเชียงใหม่มีจุดเด่นทางด้านวัฒนธรรมประเพณี มีสถานที่ท่องเที่ยวและรูปแบบการท่องเที่ยวที่มีความหลากหลาย และมีเส้นทางการคมนาคมที่เชื่อมโยงกับเส้นทางต่างๆ 2) สภาพปัญหาหลักของจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ ระบบขนส่งสาธารณะยังไม่มีประสิทธิภาพ และยังมีเส้นทางการขนส่งที่ไม่ครอบคลุมทุกเส้นทาง 3) อุปสรรคของชาวต่างชาติที่พำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ พบว่า ขั้นตอนการตรวจลงตราใช้เวลานาน อีกทั้งนโยบายในการส่งเสริมการพำนักระยะยาวของรัฐบาลยังไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ยังมีความท้าทายด้านการท่องเที่ยวภายใต้สภาวะวิถีปกติถัดไป 4) โอกาสที่ส่งเสริมการพำนักระยะยาวในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ วีซ่าประเภทใหม่ Long Term Resident Visa (LTR Visa) และปรับหลักเกณฑ์การยื่นวีซ่าระยะยาว 10 ปี</p> จิตรลดา ชาตตนนท์, ปานแพร เชาวน์ประยูร อุดมรักษาทรัพย์, กวินรัตน์ อัฐวงศ์ชยากร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/278668 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 ภูมิทัศน์บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหรา ของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280561 <p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินภูมิทัศน์บริการในที่พักแรมระดับหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย 2) ประเมินความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และ 3) วิเคราะห์ภูมิทัศน์บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทยที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong> การประเมินภูมิทัศน์บริการในที่พักแรมระดับหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.86, S.D. = 0.50) การประเมินความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย พบว่า อยู่ในระดับมากการวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ประเมินภูมิทัศน์บริการในที่พักแรมระดับหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย 2) ประเมินความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย และ 3) วิเคราะห์ภูมิทัศน์บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวไทยที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย จำนวน 400 คน ใช้การสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาน โดยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบเป็นขั้นตอน ผลการวิจัย พบว่า การประเมินภูมิทัศน์บริการในที่พักแรมระดับหรูหราสำหรับนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 3.86, S.D. = 0.50) การประเมินความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย พบว่า อยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.08, S.D. = 0.48) การวิเคราะห์ภูมิทัศน์บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย พบว่า ภูมิทัศน์บริการด้านอุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านความสะอาด ด้านบรรยากาศภายใน ด้านพื้นที่ให้บริการ และด้านการตกแต่ง ส่งผลต่อความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่าย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 โดยตัวแปรทั้ง 5 ตัวแปร สามารถทำนายการผันแปรของความจงรักภักดีในการใช้บริการที่พักแรมระดับหรูหราของนักท่องเที่ยวสูงอายุที่มีศักยภาพในการใช้จ่ายโดยรวมได้ร้อยละ 79.20 (R<sup>2</sup> = .792)</p> มนรัตน์ ใจเอื้อ, รุจิภาส บุญสำเร็จ, ยงยุทธ แก้วอุดม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/280561 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700 การประเมินผลโครงการการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานีเมืองต้นแบบ พื้นที่สุขภาวะส่งเสริมกิจกรรมทางกาย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279443 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลโครงการการขับเคลื่อนสุราษฎร์ธานีเมืองต้นแบบพื้นที่สุขภาวะส่งเสริมกิจกรรมทางกาย การวิจัยประเมินผล (Evaluation Research) โดยประยุกต์การประมวลผลกระทบทางสุขภาพ (HIA) วิเคราะห์ร่วมกับ CIPP Model ประชากรเป้าหมาย คือ ผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 100 คน ได้แก่ พี่เลี้ยงโครงการ ผู้รับผิดชอบโครงการ ผู้บริหารท้องถิ่น/เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น สื่อโครงการ แต่ละจังหวัด กลุ่มสมาชิกที่เข้าร่วมโครงการส่งเสริมกิจกรรมทางกาย 9 โครงการ 8 พื้นที่ เครื่องมือที่ใช้เก็บข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์เพื่อพัฒนาตามกรอบคิดโครงการส่งเสริมสุขภาพทางกายวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลวิจัยพบว่า </strong>1) สภาพแวดล้อม การพัฒนาพื้นที่กิจกรรมทางกาย การใช้งบประมาณภาคส่วนอื่นๆส่งผลต่อขับเคลื่อนโครงการต่อเนื่อง แต่อปท.ขนาดเล็กมีข้อจำกัดงบประมาณ 2) ปัจจัยนำเข้า ต้นทุนทางทรัพยากรเพียงพอ องค์กรเครือข่ายมีต้นทุนองค์ความรู้ทางสุขภาวะมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จโครงการ การได้รับงบประมาณเพียงพอมีผลระยะยาวต่อขับเคลื่อนโครงการ เนื่องจากผลลัพธ์สำคัญโครงการคือปรับเปลี่ยนพฤติกรรม 3) กระบวนการดำเนิน ผู้รับผิดชอบโครงการมุ่งเป้าบุคลากรงานพัฒนาคุณภาพชีวิตงานส่งเสริมสุขภาวะ มีกลไกพี่เลี้ยงโครงการมีส่วนสำคัญต่อความสำเร็จโครงการ กระบวนการออกแบบสถาปัตยกรรมช่วยดำเนินการได้อย่างรวดเร็ว แต่ขึ้นอยู่กับขนาดอปท. งบประมาณที่ใช้ดำเนินการ การทดลองปฏิบัติการส่งเสริมกิจกรรมทางกายและการสื่อสารสาธารณะถือเป็นแรงกระเพื่อมผลักดันขับเคลื่อนกิจกรรม 4) ผลผลิต แม้โครงการมีงบประมาณสนับสนุนจำนวนไม่มาก ระยะเวลาดำเนินโครงการสั้น นับเป็นแรงจูงใจแรงผลักดันการรับรู้การตระหนักรู้การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ การพัฒนาสภาพแวดล้อมสาธารณะ รวมถึงการวางระบกลไกสนับสนุนการสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมสุขภาพ ถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญโดยเฉพาะ อบต.ที่ได้รับงบประมาณจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ และการช่วยออกแบบสถาปัตยกรรมสำหรับพื้นที่ที่ไม่ได้รับงบประมาณสนับสนุนช่วยให้เกิดโครงการใหม่ในแผนท้องถิ่นที่มีข้อจำกัดในหลากหลายลักษณะ</p> ศิริพร เพ็งจันทร์, สุจิตรา สังข์เพชร, โปรดปราน คำอ่อน, จินดา สวัสดิ์ทวี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยบริหารศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SASAJ/article/view/279443 Tue, 31 Mar 2026 00:00:00 +0700