https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/issue/feed
วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
2026-06-04T16:07:23+07:00
ศาสตราจารย์ พลเรือตรีหญิง ยุวดี เปรมวิชัย
yuwatisit@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์) รับตีพิมพ์ บทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ หรือบทความวิจารณ์หนังสือ ทั้งบทความภาษาไทย และภาษาอังกฤษ จากบุคลากรภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย ที่เกี่ยวกับ</p> <ul> <li class="show">ด้านศิลปศาสตร์และมนุษยศาสตร์ (Arts and Humanities)</li> <li class="show">ด้านบริหารธุรกิจ การจัดการ และบัญชี (Business, Management and Accounting)</li> <li class="show">ด้านสังคมศาสตร์(Social Sciences)</li> </ul> <p>บทความทุกบทความผ่านการตรวจสอบทางวิชาการจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (Double Blind)</p> <p>อัตราค่าธรรมเนียมในการส่งบทความลงในวารสาร 4,000 บาทต่อ 1 บทความ</p> <p>ชำระทันที่เมื่อ submit บทความเข้าระบบ เป็นการจ่ายครั้งเดียวโดยไม่มีค่าใช้จ่ายอื่นๆใดอีกแล้วตลอดกระบวนการ เป็นไปตามประกาศฯของมหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก</p> <p> </p> <p>กําหนดการเผยแพร่ : กําหนดออกเผยแพร่ราย 6 เดือน ปีละ 2 ฉบับ<br />ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน<br />ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p> </p> <p>ประสานงานการผลิตและเผยแพร่ : กลุ่มงานวิจัยและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเซาธ์อีสท์บางกอก</p> <p>สอบถามรายละเอียดได้ที่ โทร.02-744 7356 - 65 ต่อ 209,211 e-mail : sbjournal@southeast.ac.th</p> <p> </p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/282100
วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นมืออาชีพของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน ในกรุงเทพมหานคร
2025-07-07T13:31:10+07:00
ศิริพร ลำแพน
sirilampan@gmail.com
ตรีวิทย์ อัศวศิริศิลป์
Dhriwit@yahoo.com
ปฏิมา รุ่งเรือง
patima.pla2020@gmail.com
สุนิสา ตรีสุวรรณ์
sunisa152728@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้ของวัฒนธรรมองค์การของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร 2) วิเคราะห์วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความเป็นมืออาชีพของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างได้แก่ อาจารย์ที่ปฏิบัติหน้าที่งานสอนเต็มเวลาในมหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 399 คน ใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิธีการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ โดยกำหนด<br />ค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการรับรู้ของวัฒนธรรมองค์การของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร ในภาพรวมและรายข้อทุกข้อ อยู่ในระดับการรับรู้มาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าด้านสูงสุดคือ วัฒนธรรมในมิติปรับตัวของอาจารย์ รองลงมาคือ วัฒนธรรมในมิติมุ่งผลสำเร็จของอาจารย์ วัฒนธรรมในมิติเครือญาติของอาจารย์ และวัฒนธรรมในมิติราชการของอาจารย์ตามลำดับ 2) วัฒนธรรมองค์การ มีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงกับความเป็นมืออาชีพของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชนในกรุงเทพมหานคร โดยด้านวัฒนธรรมในมิติราชการ มีอิทธิพลต่อความเป็นมืออาชีพของอาจารย์มหาวิทยาลัยเอกชน มากที่สุด รองลงมาได้แก่ วัฒนธรรมในมิติปรับตัว และวัฒนธรรมในมิติมุ่งผลสำเร็จ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/282258
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์
2025-07-30T15:34:10+07:00
สุขใจ ปรีศิริ
toytingtong@gmail.com
ภูษิตย์ วงษ์เล็ก
wonglek.p2000@gmail.com
ประทานพร อุ่นออ
pratanporn@sbu.southeast.ac.th
<p>การวิจัยนี้เพื่อศึกษา 1) ระดับปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ 2) ระดับการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ <br />กลุ่มตัวอย่างคือผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ จำนวน 226 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สูงสุดคือ ด้านบุคลากร รองลงมาคือ ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน ด้านการบริการและสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อม ด้านชื่อเสียงของโรงเรียน และด้านค่าธรรมเนียมการศึกษา 2) การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ มีระดับการตัดสินใจอยู่ในระดับมาก และ 3) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ คือ ด้านชื่อเสียงของโรงเรียน และด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน สามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าเรียนโรงเรียนอรรถวิทย์ ได้ร้อยละ 45.80 ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/282701
การจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อพัฒนาความสามารถการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์
2025-08-19T09:28:29+07:00
พริมา ศิริธร
64866603@g.cmru.ac.th
เกียรติชัย สายตาคำ
kiattichai_sai@g.cmru.ac.th
วรศิริ บุญซื่อ
worasiri_boo@g.cmru.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ และ 2) ศึกษาความ<br />พึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ กลุ่มตัวอย่าง <br />คือ นักเรียนกลุ่มชาติพันธุ์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/1 จำนวน 28 คน เป็นกลุ่มทดลอง และ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6/2 จำนวน 29 คน เป็นกลุ่มควบคุม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษ จำนวน 50 คำ และแบบสอบถามความพึงพอใจ<br />ในการเรียนการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ จำนวน 10 ข้อ 4 ด้าน <br />การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การหา ค่าสถิติที ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัย พบว่า 1) นักเรียนมีความสามารถในการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษหลังจากเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ มากกว่าก่อนเรียน และแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ <br />2<em>) </em>ผลการศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ของกลุ่มทดลอง พบว่า <br />การเรียนด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจ อยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/283637
การพัฒนาโปรแกรมการสอนอ่านตามแนวคิดการเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับกลวิธี SQ4R เพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2025-11-25T12:24:42+07:00
ปิยพงษ์ พรมนนท์
pong65online@gmail.com
นฤมล พัชรปิยะกุล
narumollypat@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) พัฒนาโปรแกรมการสอนตามแนวคิดการเสริมต่อการเรียนรู้ร่วมกับกลวิธี SQ4R และ 2) ศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนอ่านเพื่อส่งเสริมความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนสาธิตแห่งหนึ่ง จำนวน 30 คน ซึ่งเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ทำการทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One Group Pretest-Posttest Design) จำนวน 16 ครั้ง ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ โปรแกรมการจัดการเรียนรู้จำนวน 6 หน่วย และแบบวัดความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการทดสอบ t-test แบบ Dependent และ One-sample t-test ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมการสอนการอ่านที่พัฒนาขึ้นตามแนวคิดการเสริมต่อการเรียนรู้และกลวิธี SQ4R ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ 1. เชื่อมโยงความรู้เดิมกับชีวิตจริง 2. อ่านและปฏิบัติอย่างมีเป้าหมาย 3. สรุปความเข้าใจและแลกเปลี่ยนความคิดเห็น 4. สะท้อนคิดและประเมินตนเอง <br />5. เสริมทักษะการคิดขั้นสูงและการตัดสินใจ และ 6. ประเมินพัฒนาการและการเรียนรู้แบบต่อเนื่อง <br />2) ผลการศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรมการสอนอ่าน พบว่า ความสามารถในการอ่านเชิงวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน และผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/285141
แนวทางในการปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่งสินค้าทางทะเล กรณีศึกษาเรือขนส่งสินค้าเทกอง บริษัท ไฮแลนด์ มาริไทม์ จำกัด
2025-12-15T16:18:08+07:00
รัชพล เล็กจุฬา
ratchy175@gmail.com
รวมพล จันทศาสตร์
iamruompol@hotmail.com
ธนิตศักดิ์ พุฒิพัฒน์โฆษิต
thanitsak@southeast.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการขนส่งสินค้าเทกองทางทะเลของบริษัท วิเคราะห์ปัญหาและอุปสรรคที่เกิดขึ้นในกระบวนการรับและส่งสินค้า และเพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทำงานให้มีประสิทธิภาพและลดความสูญเปล่า กลุ่มตัวอย่างคือ บุคลากรประจำเรือ M.V. Lianson Dynamic จำนวน 23 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การสังเกต การจดบันทึกข้อมูล และการสัมภาษณ์ โดยนำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์จุดอ่อนและความสูญเปล่าของกระบวนการด้วยแผนภูมิกระบวนการไหล (Flow Process Chart) และแผนผังก้างปลา (Fish Bone Diagram) เพื่อระบุสาเหตุหลักของปัญหาความล่าช้าจาก 4 ปัจจัยหลัก ได้แก่ บุคลากร อุปกรณ์ กระบวนการ และการวางแผน จากนั้นจึงประยุกต์ใช้หลักการลดความสูญเปล่า (Eliminate, Combine, Rearrange, Simplify; ECRS) และวงจรการบริหารงานคุณภาพ (Plan, Do, Check, Act; PDCA) เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับปรุง ผลการวิเคราะห์กระบวนการขนส่งสินค้าประเภทถ่านหินแบบเทกอง พบว่า ก่อนการปรับปรุง กระบวนการ Loading มีกิจกรรมรวม 31 กิจกรรม และใช้เวลารวม 138 ชั่วโมง กระบวนการ Discharging มีกิจกรรมรวม 21 กิจกรรม และใช้เวลารวม 120 ชั่วโมง หลังจากการปรับปรุงโดยใช้หลักการ ECRS และ PDCA ซึ่งมีการตัดขั้นตอนที่ไม่จำเป็นออก การควบรวมการประชุม และการจัดลำดับการทำงานใหม่ รวมถึงการเปลี่ยนไปใช้ระบบดิจิทัล พบว่า กระบวนการ Loading สามารถลดเวลารวมได้ 68 ชั่วโมง โดยลดเวลาลงจาก 138 ชั่วโมง เหลือ 70 ชั่วโมง กระบวนการ Discharging สามารถลดเวลารวมลงเหลือ 48 ชั่วโมง จากเดิม 120 ชั่วโมง ทำให้สามารถลดระยะเวลาในการขนถ่ายสินค้ารวมทั้งสองกระบวนการได้ 140 ชั่วโมง และลดต้นทุนการเดินเรือรวมลงได้ถึง 6,344,667 บาท ต่อเที่ยว ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและลดต้นทุนรวมให้กับบริษัทได้อย่างมีนัยสำคัญ</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/285044
การออกแบบระบบการยื่นขอทุนวิจัยออนไลน์ วิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ
2025-12-08T10:19:33+07:00
ยุวดี จะแจ้ง
yuwadee.j@cit.kmutnb.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการยื่นขอทุนวิจัยในปัจจุบัน วิเคราะห์ปัญหา อุปสรรค และความต้องการของบุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ เพื่อนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบระบบการยื่นขอทุนวิจัยออนไลน์ของวิทยาลัยเทคโนโลยีอุตสาหกรรม มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าพระนครเหนือ และ 2) ประเมินความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการและบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการต่อระบบการยื่นขอทุนวิจัยออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการ จำนวน 97 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก <br />โดยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา และ แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า โดยการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการยื่นขอทุนวิจัยในปัจจุบันยังเป็นระบบเอกสาร มีขั้นตอนซับซ้อน ใช้เวลานาน และขาดระบบติดตามสถานะที่ชัดเจน รวมถึงปัญหาและอุปสรรคด้านการจัดการเอกสาร ระยะเวลา และบุคลากร และ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจของบุคลากรสายวิชาการ และบุคลากรสายสนับสนุนวิชาการต่อระบบการยื่นขอทุนวิจัยออนไลน์ พบว่า มีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเฉพาะด้านการให้บริการและการสนับสนุนที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด </p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/285319
การศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานและสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร
2025-12-15T15:50:13+07:00
ปภพ พุฒิมานรดีกุล
papob.p@bu.ac.th
สุทธินันทน์ พรหมสุวรรณ
suthinan.p@bu.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน 2) เพื่อศึกษาการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน และ 3) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน เก็บข้อมูลจากพนักงานระดับปฏิบัติการในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน ด้วยแบบสอบถาม ตรวจสอบความถูกต้องเชิงเนื้อหาจากผู้ทรงคุณวุฒิ และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.861 วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงอนุมาน ด้วยการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุ พบว่า 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอิทธิพลร้อยละ 36.9 และ 2) การสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงานที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชน ในเขตกรุงเทพมหานคร มีอิทธิพลร้อยละ 30.3 และ 3) สภาพแวดล้อมในการทำงานที่มีต่อคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงานระดับปฏิบัติการเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร มีอิทธิพลร้อยละ 35.7 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ผลการวิจัย สามารถใช้เป็นแนวทางเพื่อเสริมสร้าง พัฒนา และปรับปรุงคุณภาพชีวิตในการทำงานของพนักงาน</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/285690
การลดต้นทุนในกระบวนการรับสินค้าประเภทซุงทางทะเล ณ ท่าเรือต้นทาง กรณีศึกษา บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน)
2025-12-22T16:14:44+07:00
เกียรติศักดิ์ เปี่ยมคุ้ม
neeaung_1@hotmail.com
รวมพล จันทศาสตร์
iamruompol@hotmail.com
สุรัตน์ จันทองปาน
Surat.J@scgjwd.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษากระบวนการในการรับสินค้าประเภทซุงทางทะเล <br />ณ ท่าเรือต้นทาง และ 2) เสนอแนวทางการลดต้นทุนในกระบวนการรับสินค้าประเภทซุงทางทะเล ณ ท่าเรือต้นทาง ของ บริษัท พรีเชียส ชิพปิ้ง จำกัด (มหาชน) เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างเท่ากับจำนวนพนักงานทั้งหมดที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการรับสินค้าซุงบนเรือสินค้า ANANYA NAREE จำนวน 23 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสังเกตแบบมีส่วนร่วม พร้อมการสัมภาษณ์พนักงานผู้เกี่ยวข้อง และนำข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์ โดยการศึกษากระบวนการด้วยแผนภูมิกระบวนการไหล และใช้แนวคิดแผนผังก้างปลา วิเคราะห์ปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการรับสินค้าซุง และปรับปรุงกระบวนการทำงานด้วยเทคนิค หลักการลดความสูญเปล่า (Eliminate–Combine–Rearrange–Simplify; ECRS) ผลการวิจัย พบว่า 1) กระบวนการรับสินค้าประเภทซุงทางทะเล ก่อนการปรับปรุง มีจำนวน 22 กิจกรรม ใช้เวลา 286 ชั่วโมง หลังการปรับปรุง เหลือ 19 กิจกรรม ใช้เวลาเพียง 261 ชั่วโมง 30 นาที 2) เมื่อใช้แนวคิด ECRS ในการปรับปรุง ด้วยวิธีการรวมบางขั้นตอน ให้เป็นขั้นตอนเดียว และการจัดใหม่เพื่อลดการรอคอย เมื่อนำไปคำนวณต้นทุนรวมทั้งหมดหลังการปรับปรุงขั้นตอนการรับสินค้าลดลงจาก 12 วันเหลือ 11 วัน โดยต้นทุนรวมลดลงจาก 5,148,000 บาท เหลือ 4,719,000 บาท ลดลงเป็นจำนวน 429,000 บาท คิดเป็น 8.33% ของต้นทุนรวมทั้งหมด</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/285540
โครงสร้างผู้ถือหุ้นที่มีอิทธิพลต่อภาวะล้มเหลวทางการเงิน : การศึกษา เชิงประจักษ์ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
2025-12-17T13:31:59+07:00
อัฏฐวัณณ์ จันทสุทโธ
attawan.j@bu.ac.th
ดารารัตน์ พัฒเวช
dararat.p@bu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาผลกระทบจากโครงสร้างผู้ถือหุ้นต่อภาวะความล้มเหลวทางการเงิน และสร้างแบบจำลองการพยากรณ์ภาวะล้มเหลวทางการเงิน โดยมีคุณลักษณะโครงสร้างผู้ถือหุ้นเป็นปัจจัยพยากรณ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยจำนวน 528 บริษัททุกกลุ่มอุตสาหกรรม ยกเว้นกลุ่มอุตสาหกรรมการเงิน ระยะเวลาการศึกษาอยู่ในช่วง พ.ศ. 2565-2567 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ การวิเคราะห์ความถดถอยโลจิสติก ผลการวิจัย พบว่า การกระจุกตัวของการเป็นเจ้าของ สัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนสถาบัน และสัดส่วนการถือหุ้นของนักลงทุนต่างชาติมีอิทธิพลเชิงลบกับภาวะล้มเหลวทางการเงิน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และพบว่าแบบจำลองมีความถูกต้องในการพยากรณ์ก่อนเกิดภาวะล้มเหลวทางเงิน หนึ่งปี และสองปี ที่ 97.35% และ 96.21% ตามลำดับ ผลการวิจัยเสนอแนะให้ผู้บริหาร นักลงทุน เจ้าหนี้ และหน่วยงานกำกับดูแลให้ความสำคัญกับโครงสร้างผู้ถือหุ้น ซึ่งพบว่ามีส่วนช่วยลดโอกาสการเกิดภาวะล้มเหลวทางการเงินของบริษัท นอกจากนี้ ผู้มีส่วนได้เสียสามารถนำแบบจำลองพยากรณ์สัญญาณเตือนภัยไปประยุกต์ใช้ประกอบการตัดสินใจด้านการลงทุนและการให้สินเชื่อ ทั้งนี้หน่วยงานกำกับดูแลสามารถนำแบบจำลองดังกล่าวไปใช้เป็นเครื่องมือเชิงระบบในการติดตาม ประเมิน และป้องกันความเสี่ยงทางการเงินของธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิผล</p>
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/SB_Journal/article/view/287939
กล้าที่จะถูกเกลียด 2
2026-03-19T15:48:16+07:00
เยาวภานี รอดเพ็ชร
paneeangel@gmail.com
2026-06-04T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการเซาธ์อีสท์บางกอก (สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์)