วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts <p><strong>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์</strong></p> <p><strong>Journal of Fine Arts Research and Applied Arts</strong></p> <p><strong>E-ISSN : </strong>2822-0048 </p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong> รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์</p> <p><strong>Editor :</strong> Associate Professor Pravit Rittibul</p> <h3>นโยบาย และวัตถุประสงค์ การเผยแพร่ | Aims and Scope</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีนโยบาย เพื่อสนับสนุนนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตทั้งภายในและภายนอก ได้มีแหล่งนำเสนอผลงานวิชาการด้านวารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ รวมทั้งการแสดงความคิด ข้อถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สู่สาธารณชนในด้าน <br />- ทัศนศิลป์<br />- ออกแบบ <br />- ดนตรี<br />- การแสดง<br />- ประยุกต์ศิลป์<br />- ปรัชญาศิลป์ สุนทรียศาสตร์<br />- ประวัติศาสตร์ศิลป์ โบราณคดี <br />- สื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ<br />- ศิลปะการถ่ายภาพ<br />- ศิลปศึกษา (ทัศนศิลป์ศึกษา ศิลปะการแสดงศึกษา/นาฏศิลป์ศึกษา ดนตรีศึกษา)</p> <h3>วาระการตีพิมพ์ | Publication Frequency</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีกำหนดการออกปีละ 3 ฉบับ คือ<br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />- ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />- ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์เผยแพร่ | Publication fee</strong></p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความในวารสาร จำนวน 5,000 บาท / 1 บทความ (โดยเริ่มปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (2569) มกราคม-เมษายน เป็นต้นไป)</p> <p><strong> *</strong><strong><u>หมายเหตุ</u></strong><strong> : </strong></p> <ol> <li>กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความของท่านผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ และผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ) ทั้งนี้ ห้ามผู้เขียนชำระเงินก่อนได้รับการยืนยันผลเบื้องต้นจากบรรณาธิการ หากชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์มาก่อนแต่บทความไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น ทางวารสาร ฯ ไม่สามารถคืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ให้ได้</li> <li>กรณีบทความของท่านที่ส่งไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ ให้แก่ผู้ส่งบทความในทุกกรณี</li> </ol> <p>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผ่าน ชื่อบัญชี มทร.ธัญบุรี วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขที่บัญชี 453-1-431-36-6 สาขา ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</p> Faculty of Fine and Applied Arts th-TH วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ 2822-0048 ศิลปะการแสดงร่วมสมัยกับการออกแบบเชิงยั่งยืน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280598 <p>บทความนี้ศึกษาการบูรณาการแนวคิดการออกแบบเชิงยั่งยืนในศิลปะการแสดงร่วมสมัย ซึ่งจะกล่าวถึงศิลปะการแสดงร่วมสมัยกับการออกแบบเชิงยั่งยืน 2 ประเด็น คือ 1) สํารวจการเชื่อมโยงระหว่างศิลปะการแสดงร่วมสมัยและการออกแบบเชิงยั่งยืน โดยศึกษาถึงการนําหลักการของการออกแบบประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะการแสดงกับการเลือกใช้วัสดุที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และ 2) ทิศทางการพัฒนาและส่งเสริมการใช้การออกแบบเชิงยั่งยืนในงานศิลปะการแสดงถึงกระบวนการเลือกใช้วัสดุรีไซเคิลในการออกแบบเครื่องแต่งกาย ฉาก เวที อุปกรณ์ และแสงใน งานการแสดง ที่สามารถช่วยลด การใช้พลังงานและการออกแบบงานศิลปะที่สามารถนํากลับมาใช้ใหม่ โดยวิธีการทบทวนเอกสารเชิงนโยบายและงานวิชาการ งานสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง ร่วมกับการสํารวจกรณีตัวอย่างงานแสดง เทศกาลยุคใหม่ที่รายงานผลด้านวัสดุ พลังงาน และการนํากลับมาใช้ซ้ํา โดยผลการศึกษาพบว่า 1) การเลือกวัสดุหมุนเวียน เช่น เส้นใยธรรมชาติ ผ้ารีไซเคิล ไม้ใช้แล้ว และฉากแบบโมดูลาร์ เอื้อต่อการใช้งานซ้ํา 2) การออกแบบท่ารําที่เน้นการสื่อความหมายด้วยร่างกายลดการพึ่งพาอุปกรณ์ขนาดใหญ่ 3) กลยุทธ์แสงที่ใช้โคม LED การจัดคิวอย่างเป็นระบบ แบบแผนและการวางงบกําลังไฟ ช่วยลดการใช้พลังงานโดยไม่ลดทอคุณค่าทางการแสดง</p> กิตติธัช ช้างทอง อารยะ ศรีกัลยาณบุตร มนน ธรานุรักษ์ ศิวรี อรัญนารถ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 13 2 E280598 (1 13) 10.60101/faraa.2026.280598 การพัฒนารูปแบบการประเมินผลงานสร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/282085 <p>บทความนี้นําเสนอสาระความรู้เกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการประเมินผลงานสร้างสรรค์ทางศิลปะ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายลักษณะและประเภทของการประเมินในบริบทการจัดการศึกษา ตลอดจนรูปแบบและแนวทางที่หลากหลายในการเรียนการสอนศิลปะ เนื้อหาครอบคลุมประเด็นสําคัญ ได้แก่ คุณภาพของการประเมิน กระบวนการประเมิน เกณฑ์การประเมินผลงานสร้างสรรค์ และขั้นตอนการสร้างเกณฑ์การประเมินจากการวิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน พบว่า สถาบันการศึกษาทางด้านศิลปะและทัศนศิลป์มีการประเมินผลงานสร้างสรรค์ที่หลากหลาย การใช้เกณฑ์ที่สะท้อนความคิดสร้างสรรค์อย่างแท้จริงจึงจําเป็นต้องอาศัยการพัฒนารูปแบบและวิธีการประเมินที่สอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน โดยการพัฒนารูปแบบดังกล่าวเป็นกระบวนการที่มีระบบและอิงหลักวิชาการ ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การศึกษาวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐาน (2) การวิเคราะห์องค์ประกอบ (3) การสร้างและพัฒนารูปแบบ (4) การทดลองใช้ (5) การประเมินรูปแบบ และ (6) การปรับปรุงแก้ไข สําหรับองค์ประกอบของการประเมินผลงานสร้างสรรค์ครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (2) ด้านการจัดวางส่วนประกอบ (3) ด้านการแสดงออกทางรูปแบบและเนื้อหา (4) ด้านการนํามาประยุกต์ใช้ (5) ด้านทักษะวิชาชีพ และ (6) ด้านความสมบูรณ์ของผลงาน ทั้งนี้เพื่อให้สามารถประเมินคุณค่าและศักยภาพของผลงานได้อย่างมีคุณภาพ เหมาะสม และเป็นธรรม ดังนั้น การมีรูปแบบการประเมินผลงานสร้างสรรค์ที่ดีจะช่วยส่งเสริมทั้งผู้เรียนและผู้ประเมินให้เกิดความเข้าใจร่วมกัน อีกทั้งยังเป็นเครื่องมือสําคัญในการพัฒนาศักยภาพของผู้สร้างสรรค์ให้ก้าวหน้าต่อไป</p> ฟารีดา หีมอะด้ํา สําราญ มีแจ้ง อ้อมธจิต แป้นศรี ชนัดดา ภูหงส์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 13 2 E282085 (1 12) 10.60101/faraa.2026.282085 การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทยในช่วงสถานการณ์ การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/281050 <p>บทความวิชาการฉบับนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ เรื่อง “การสร้างศิลปนิพนธ์นาฏยกรรมไทย ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการจัดการเรียนการสอนและการปรับตัวของการสร้างศิลปนิพนธ์ ในสถาบันอุดมศึกษาในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของไวรัสโคโรนา 2019 ผู้ศึกษารวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์ โดยคัดเลือกสถาบันอุดมศึกษาที่อยู่ในเขตกรุงเทพมหานคร และเป็นสถาบันที่มีการสร้างศิลปนิพนธ์ เพื่อเป็นกรณีศึกษา 7 สถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทามหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี และมหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม</p> <p>จากการศึกษาพบว่า เดิมการนําเสนอผลงานศิลปนิพนธ์เป็นรูปแบบการแสดงสดบนเวที เมื่อเกิดสถานการณ์การแพร่ระบาดไวรัสโคโรนา 2019 พบว่ามีการปรับรูปแบบ การนําเสนอออกเป็น 3 ประเภท คือ การนําเสนอในรูปแบบด๊านซ์ฟิล์ม (Dance Film) การนําเสนอในรูปแบบวีดิทัศน์การแสดง และการแสดงสดบนเวทีในช่วงที่สถานการณ์ดังกล่าวคลี่คลายลง ซึ่งการปรับตัวดังกล่าวก่อให้เกิดองค์ความรู้ด้านการบูรณาการนาฏยกรรมกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยเฉพาะการสร้างด๊านซ์ฟิล์มที่ต้องคํานึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างการออกแบบการเคลื่อนไหว พื้นที่ มุมกล้อง การจัดองค์ประกอบภาพ และการตัดต่อสะท้อนถึงการเปลี่ยนกระบวนการสร้างสรรค์จากพื้นที่เวทีสู่พื้นที่สื่อดิจิทัล องค์ความรู้ดังกล่าวสามารถนําไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอน การสร้างสรรค์และเผยแพร่ผลงานนาฏยกรรม ตลอดจนเป็นแนวทางในการเตรียมความพร้อมต่อสถานการณ์วิกฤติและการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีในอนาคต</p> ธัญวุฒิ พยายาม มาลินี อาชายุทธการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 13 2 E281050 (1 11) 10.60101/faraa.2026.281050 การออกแบบมาสคอตสําหรับแพลตฟอร์มดิจิทัลเพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ สถาบันการศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/281919 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบและพัฒนาต้นแบบมาสคอตดิจิทัลสําหรับคณะวิทยาการสารสนเทศ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งมีความหลากหลายของภาควิชาและต้องการอัตลักษณ์ร่วมในการสื่อสารองค์กร โดยบูรณาการทฤษฎีเบบี้สกีมา แนวคิดคาวาอี และหลักการภาษารูปทรง พร้อมให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมีส่วนร่วมในการประเมิน คัดเลือก และปรับปรุงต้นแบบ และ 2) ประเมินคุณภาพและความเหมาะสมของต้นแบบมาสคอตในการสื่อสารอัตลักษณ์และสนับสนุนการสร้างภาพลักษณ์ของสถาบันการศึกษาในบริบทดิจิทัล การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาบริบทและพัฒนาหลักการออกแบบ 2) พัฒนาต้นแบบมาสคอต 3 ประเภท 3) ประเมินและคัดเลือกโดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และ 4) ปรับปรุงและประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียภายในคณะ 56 คน และผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม มาตราส่วนประมาณค่า คําถามปลายเปิด และแบบประเมินคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ยส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์เนื้อหา และการจําแนกความรู้สึก</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า มาสคอตหุ่นยนต์ได้รับคะแนนเฉลี่ยรวมสูงสุด (x̄ = 4.39) และได้รับการเลือกมากที่สุด ร้อยละ 55.4 โดยมีคะแนนด้านการสะท้อนภาพลักษณ์ของคณะอยู่ในระดับสูง (x̄ = 4.41) ผลการวิเคราะห์ความรู้สึกพบว่า มาสคอตหุ่นยนต์มีคะแนนความรู้สึกเชิงบวกสุทธิสูงสุด (+26) หลังการปรับปรุงต้นแบบตามข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ผู้เชี่ยวชาญประเมินคุณภาพของต้นแบบโดยรวมอยู่ในระดับดีมาก (x̄ = 4.59, SD = 0.58) ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า นอกจากความน่ารักแล้ว ความชัดเจนเชิงสัญลักษณ์และความสอดคล้องกับอัตลักษณ์องค์กรเป็นองค์ประกอบ ที่ควรให้ความสําคัญในการออกแบบมาสคอตสําหรับสถาบันการศึกษา โดยผู้มีส่วนได้ส่วนเสียรับรู้ว่ามาสคอตหุ่นยนต์เชื่อมโยงกับภาพลักษณ์ด้านเทคโนโลยีและความเป็นตัวแทนของคณะ</p> มนันยา นิ่มพิศาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E281919 (1 12) 10.60101/faraa.2026.281919 มโนทัศน์การดํารงอยู่ของภูมิปัญญาการสร้างเรือนอยู่อาศัย กลุ่มชาติพันธุ์ไท (ดํา) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280712 <p>การสร้างเรือนอยู่อาศัยกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ ล้วนเกิดการเปลี่ยนแปล ตลอดเวลาอันเกิดจากปัจจัยหลายด้าน ทั้งด้านการปกครอง การปรับตัวทางวัฒนธรรม หรือการพัฒนาทางด้านเทคโนโลยี การศึกษาเรื่องมโนทัศน์การดํารงอยู่ของภูมิปัญญาการสร้างเรือนอยู่อาศัยกลุ่มชาติพันธุ์ไท (ดํา) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบสถาปัตยกรรมที่เป็นเอกลักษณ์ของเรือน การจัดพื้นที่ประโยชน์ใช้สอยทั้งภายในและภายนอก คติความเชื่อ การใช้พื้นที่ที่เชื่อมโยงถึงความเชื่อทางจิตวิญญาณที่สอดคล้องกับวิถีชีวิตและสังคม วัฒนธรรมในปัจจุบันของชาติพันธุ์ไท ทั้งในประเทศไทย, สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้แบบสํารวจทางกายภาพ และการเข้าสัมภาษณ์เจ้าของเรือน ผลของการศึกษาพบว่า กลุ่มชาติพันธุ์ไทดํามีวิถีชีวิต และคติความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษ และสกุลผีต่างๆ ที่สืบทอดมาแต่โบราณ เป็นแกนหลักของภูมิปัญญาการสร้างที่อยู่อาศัย แต่การเปลี่ยนแปลงตามเวลาทําให้เกิด “การปรับตัว” ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมของสังคมใหม่ ทั้งการเปลี่ยนแปลงตามรูปแบบการปกครอง การเปลี่ยนแปลงตามสภาพทางสังคม เทคโนโลยี วัสดุ และสภาพอากาศ ส่งผลต่อการสร้างเรือนที่แตกต่างกันตามสมัยนิยม เช่น การปรับเปลี่ยนวัสดุจากไม้เป็นปูน หรือการกั้นพื้นที่ที่เป็นสัดส่วนให้มีความเป็นส่วนตัวมากขึ้น แต่ยังรักษา ดํารงอยู่ของผีบรรพบุรุษในสกุลผีต่าง ๆ ที่เพื่อปกป้องรักษาลูกหลานที่สืบทอดชาติพันธ์ให้คงอยู่ ทําให้เกิดมโนทัศน์การดํารงอยู่ของภูมิปัญญาการสร้างเรือนอยู่อาศัยกลุ่มชาติพันธุ์ไทดํา</p> เมธี พิริยการนนท์ วิวัฒน์ วอทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-21 2026-08-21 13 2 E280712 (1 15) 10.60101/faraa.2026.280712 การออกแบบเครื่องประดับจากอัตลักษณ์ลวดลายชุมชนริมน้ําจันทบูร ด้วยเทคนิคการทอลูกปัด https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280758 <p>การออกแบบเครื่องประดับจากอัตลักษณ์ลวดลายชุมชนริมน้ําจันทบูรโดยใช้เทคนิคการทอลูกปัด มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ลวดลายชุมชนริมน้ําจันทบูร 2) เพื่อออกแบบและคัดเลือกลวดลายที่แสดงอัตลักษณ์ชุมชนที่เหมาะสมกับกระบวนการทอลูกปัด โดยศึกษาข้อมูลที่เกี่ยวข้องร่วมกับการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อนํามาวิเคราะห์อัตลักษณ์และลวดลายของชุมชน จากนั้นนําผลการวิเคราะห์มาออกแบบลวดลายเครื่องประดับที่เหมาะสมกับเทคนิคการทอลูกปัด จํานวน 10 รูปแบบ แต่ละรูปแบบประกอบด้วยสร้อยข้อมือและเข็มกลัด ผู้เชี่ยวชาญจํานวน 3 คน คัดเลือกแบบที่เหมาะสมที่สุดจํานวน 5 รูปแบบ เพื่อนําไปผลิตเป็นชิ้นงานต้นแบบ ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ที่จับต้องได้สะท้อนผ่านลวดลายสถาปัตยกรรมที่ผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมไทย จีน ญวนและตะวันตก รวมถึงลวดลายประดับตกแต่งและโทนสีส่วนอัตลักษณ์ที่จับต้องไม่ได้สะท้อนความหลากหลายทางวัฒนธรรม ของสังคมพหุวัฒนธรรมผ่านวิถีชีวิตในชุมชน เมื่อนําอัตลักษณ์ดังกล่าวมาพัฒนาเป็นลวดลายเครื่องประดับด้วยเทคนิคการทอลูกปัด จํานวน 10 รูปแบบ แบบที่ได้รับการคัดเลือก 5 รูปแบบมีคะแนนเฉลี่ยความเหมาะสมอยู่ในระดับมากถึงมากที่สุด คะแนนเฉลี่ยระหว่าง 4.04 – 4.58 สําหรับผลิตเป็นชิ้นงานต้นแบบ ผลการวิจัยแสดงให้เห็นว่าชุมชน ริมน้ำจันทบูรมีอัตลักษณ์ที่โดดเด่นทั้งในรูปธรรม และนามธรรม ซึ่งเกิดจากการหลอมรวมของวัฒนธรรมหลากหลายเชื้อชาติที่อยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน ความหลากหลายดังกล่าวได้สะท้อนผ่านสถาปัตยกรรมที่มีรูปแบบเฉพาะตัวและมีรายละเอียดของลวดลายที่สืบทอดจากวิถีชีวิต ความเชื่อและศิลปะดั้งเดิมของแต่ละชาติพันธุ์</p> วิมลิน สันตจิต ภัทรา ศรีสุโข สิริวิภา วิมุกตายน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E280758 (1 16) 10.60101/faraa.2026.280758 กราฟิกอัตลักษณ์ และ แผนที่วัฒนธรรมดิจิทัลส่งเสริมการท่องเที่ยว ฐานวัฒนธรรมจังหวัดสิงห์บุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/282628 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ของจังหวัดสิงห์บุรี เพื่อนําไปสู่การสร้างกราฟิกอัตลักษณ์สําหรับประยุกต์ใช้ในงานออกแบบ 2) ออกแบบแผนที่วัฒนธรรมดิจิทัลสําหรับส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของจังหวัดสิงห์บุรี และ 3) ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนสําหรับผู้ประกอบการนําร่องตามเส้นทางท่องเที่ยว ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนาร่วมกับกระบวนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์กระบวนการวิจัยประกอบด้วย 1) การสร้างกราฟิกอัตลักษณ์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพ และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เพื่อสังเคราะห์อัตลักษณ์ชุมชน 2) การวิเคราะห์ข้อมูลวัฒนธรรมและพัฒนาแผนที่ดิจิทัล ผ่านการระดมความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างผู้แทนภาครัฐ สถาบันการศึกษา และผู้ประกอบการ ซึ่งเลือกแบบเจาะจง (Purposive Selection) จํานวน 50 คน เพื่อจัดลําดับความสําคัญวัฒนธรรมเด่น นําไปออกแบบแผนที่ผ่านเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม (AR) และ 3) การพัฒนาและประเมินผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยประเมินความเหมาะสมของต้นแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน 5 คน และประเมินความพึงพอใจกับกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวและผู้ซื้อ จํานวน 100 คน ซึ่งเลือกแบบตามสะดวก (Convenience Sampling)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ข้อมูลด้านประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม ภูมิปัญญา วิถีชีวิต และทรัพยากรสําคัญสามารถสังเคราะห์เป็นกราฟิกอัตลักษณ์ของพื้นที่ได้ 2) แผนที่วัฒนธรรมดิจิทัลสามารถเชื่อมโยงข้อมูลสถานที่ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรมตามเส้นทางท่องเที่ยวได้อย่างเป็นระบบ และ 3) ต้นแบบผลิตภัณฑ์ข้าวและปลาช่อนแดดเดียวมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด (Mean = 4.64, S.D. = 0.51 และ Mean = 4.60, S.D. = 0.53 ตามลําดับ) ขณะที่ต้นแบบปลาช่อนแดดเดียวรูปแบบที่ 1 และผลิตภัณฑ์ข้าวรูปแบบที่ 4 มีความพึงพอใจระดับมากที่สุด (Mean = 4.58, S.D. = 0.50 และ Mean = 4.72, S.D. = 0.45 ตามลําดับ) แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการทุนวัฒนธรรม การออกแบบ และเทคโนโลยีดิจิทัลสามารถส่งเสริมการรับรู้อัตลักษณ์และเพิ่มโอกาสทางการตลาดแก่ผู้ประกอบการชุมชนได้</p> พรพิมล ศักดา วรารัตน์ เลิศวัฒนวินิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E282628 (1 18) 10.60101/faraa.2026.282628 นาฏกรรมเชิงภูมิทัศน์จากประวัติศาสตร์และตํานานพื้นถิ่นโบราณสถาน ปราสาทภูมิโปน จังหวัดสุรินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/281046 <p>บทความวิจัยเชิงสร้างสรรค์ฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างสรรค์นาฏกรรมเชิงภูมิทัศน์ที่อ้างอิงจากประวัติศาสตร์และตํานานพื้นถิ่นโบราณสถานปราสาทภูมิโปน โดยศึกษาและบูรณาการข้อมูลเอกสารและหลักฐานทางโบราณคดีร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์แนวปฏิบัติและพิธีกรรมที่ยังดํารงอยู่ในชุมชน ซึ่งกรอบแนวคิดใช้ความทรงจําเชิงวัฒนธรรม การแสดงเพื่อสร้างความทรงจําร่วม และการออกแบบการเคลื่อนไหว บทสนทนาและภูมิทัศน์เสียง เพื่อสื่อสารกับผู้ชมให้เกิดประสบการณ์ร่วมในพื้นที่จริง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ประวัติศาสตร์และตํานานพื้นถิ่นสัมพันธ์กับโบราณสถาน ภูมิทัศน์น้ําและระบบชลประทานโบราณ ตลอดจนพิธีกรรมและความเชื่อที่สืบทอดถึงปัจจุบัน ข้อมูลดังกล่าวนําไปสู่การสร้างสรรค์นาฏกรรม 3 องก์ ได้แก่ “กฤตชญนครภูมิโปน” นําเสนอรากฐานประวัติศาสตร์และความเชื่อ “ภูมิปัญญาระบบชลประทานภูมิโปน” สะท้อนความสัมพันธ์ระหว่างการจัดการน้ํา พิธีกรรมและความอุดมสมบูรณ์ และ “รักษ์นครา สัญญาภูมิโปน” นําเสนอแก่นตํานานในมิติของคํามั่น สัจจะและการเสียสละเพื่อบ้านเมือง นาฏกรรมนี้ผสมผสานอัตลักษณ์นาฏกรรมเขมรถิ่นไทยกับแนวคิดร่วมสมัยในรูปแบบละครประกอบแสง เสียง ใช้องค์ประกอบจากต้นทุนทางวัฒนธรรมเพื่อทําให้โบราณสถานเป็นพื้นที่มีชีวิตและมีความหมาย องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานวิจัย คือการเสนอแนวทางพัฒนานาฏกรรมเชิงภูมิทัศน์ในบริบทเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยทําให้เส้นทางจากข้อมูลโบราณคดี ภูมิทัศน์วัฒนธรรม พิธีกรรม ความเชื่อ ประวัติศาสตร์และตํานานชุมชน ไปสู่โครงสร้างการแสดงและการออกแบบประสบการณ์ผู้ชม สามารถอธิบายตรวจสอบได้อย่างเป็นระบบ นาฏกรรมเชิงภูมิทัศน์จึงเป็นสื่อกลางสําคัญในการถ่ายทอดประวัติศาสตร์และตํานานพื้นถิ่น ส่งเสริมการเรียนรู้และสํานึกรู้คุณค่ามรดกวัฒนธรรม และสามารถประยุกต์ใช้เป็นแนวทางด้านการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและสื่อการเรียนรู้ในอนาคต</p> พงศธร ยอดดำเนิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-21 2026-08-21 13 2 E281046 (1 21) 10.60101/faraa.2026.281046 การปฏิบัติการทางการแสดงบทบาทปลอมแปลงตัวละครในนาฏกรรมไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279524 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) จําแนกประเภทและลักษณะของการปลอมแปลงตัวละครในนาฏกรรมไทย และ 2) วิเคราะห์การปฏิบัติการทางการแสดงบทบาทของตัวละครที่ปลอมแปลงตามระบบการแสดงของสตานิสลาฟสกี โดยศึกษาจากบทพระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย จํานวน 6 เรื่อง ได้แก่ รามเกียรติ์ อิเหนา มณีพิชัย สังข์ทอง ไกรทอง และคาวี คัดเลือกตัวละครที่มีการปลอมแปลงแบบเจาะจงจํานวน 9 ตัวละคร รวม 12 กรณีการปลอมแปลง ด้วยเกณฑ์ว่าเหตุการณ์การปลอมแปลงเป็นจุดเปลี่ยนสําคัญของเรื่อง มีการสืบทอดกระบวนท่ารําและจัดแสดงโดยกรมศิลปากร ณ โรงละครแห่งชาติ ระหว่าง พ.ศ. 2508 – 2564 และมีครูผู้เคยแสดงหรือถ่ายทอดบทบาทนั้นให้ข้อมูลได้ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตการณ์ และการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลหลัก 19 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์แก่นสาระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การปลอมแปลงตัวละครจําแนกได้ 2 รูปแบบ คือ การปลอมแปลงโดยใช้อิทธิฤทธิ์และการปลอมแปลงโดยไม่ใช้อิทธิฤทธิ์ ส่วนการปฏิบัติการทางการแสดงประกอบด้วย องค์ประกอบ 7 ประการ ได้แก่ การเตรียมตัว การวิเคราะห์บทบาท การสมมติสถานการณ์ วงกลมแห่งการมีสมาธิ แรงจูงใจภายใน การสร้างภาพและการมองเห็นภายใน และการแสดงออกทางกายภาพ ทั้งนี้แรงจูงใจภายในแปรตามชาติกําเนิดของตัวละคร คือ สัตว์ ยักษ์ เทวดา และมนุษย์ และเป็นตัวกําหนดการเลือกใช้องค์ประกอบอื่น นอกจากนี้การปฏิบัติการทางการแสดงยังมีแบบแผน 3 ขั้นตอน คือ ก่อนการปลอมแปลง ขณะปลอมแปลง และหลังการปลอมแปลง ซึ่งแต่ละขั้นตอนกํากับด้วยเพลงหน้าพาทย์และเพลงร้องต่างชุดกัน</p> <p>การปลอมแปลงตัวละครจึงมิใช่เพียงกลวิธีในการดําเนินเรื่อง หากเป็นการปฏิบัติการทางการแสดงที่มีแบบแผนและสามารถถ่ายทอดได้อย่างเป็นระบบ แบบแผน 3 ขั้นตอนที่ค้นพบสามารถนําไปใช้เป็นกรอบในการฝึกอบรมนักแสดงนาฏศิลป์ไทยสําหรับบทบาทที่มีการปลอมแปลงตัวละคร</p> มนัญชยา เพชรูจี สุภาวดี โพธิเวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E279524 (1 18) 10.60101/faraa.2026.279524 การพัฒนาชุดกิจกรรมนาฏกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ ของเด็กดาวน์ซินโดรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/281309 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมนาฏกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม และศึกษาผลของการใช้ชุดกิจกรรมนาฏกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยเป็นการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จํานวน 2 คน เป็นนักศึกษาดาวน์ซินโดรม หลักสูตรศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาศิลปะการแสดง มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้วิจัยสามารถออกแบบกิจกรรมโดยประยุกต์ใช้หลักการของนาฏกรรมบําบัด ซึ่งเป็นกระบวนการส่งเสริมพัฒนาการด้านร่างกาย อารมณ์ และจิตใจ ผ่านการเคลื่อนไหวอย่างสร้างสรรค์ ร่วมกับการประยุกต์ใช้ หลักการเคลื่อนไหวทางศิลปะการแสดง ทั้งจากนาฏศิลป์ไทยและนาฏศิลป์สากล โดยเฉพาะนาฏศิลป์ไทย ซึ่งมีลักษณะท่าทางที่อ่อนช้อยและมีจังหวะที่เป็นระบบนอกจากนี้ ยังได้นําแนวคิดจากทฤษฎีการเรียนรู้ของธอร์นไดค์ซึ่งเน้นการเรียนรู้จากการกระทําจริง การตอบสนองซ้ําอย่างสม่ําเสมอ และการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งเร้ากับการตอบสนอง มาใช้ในการออกแบบกิจกรรม ซึ่งในแผนกิจกรรมดังกล่าว มีทั้งหมด 8 กิจกรรม ทํากิจกรรม 8 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้ง รวมเป็น 16 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที โดยแบ่งการทํากิจกรรมออกเป็น 3 ช่วง คือ ช่วงเตรียมความพร้อม 10 นาที ช่วงบําบัด 40 นาที และช่วงสรุป 10 นาที โดยผ่านกระบวนการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือโดยใช้ดัชนีสอดคล้อง IOC จากผู้เชี่ยวชาญ จํานวน 3 ท่าน อยู่ในระดับดีมาก 2) ผลการใช้ชุดกิจกรรมนาฏกรรมเพื่อพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรม พบว่า เด็กดาวน์ซินโดรมกลุ่มตัวอย่างมีคะแนนเฉลี่ยด้านทักษะกล้ามเนื้อมัดใหญ่ หลังการทดลองสูงขึ้นเมื่อเปรียบเทียบกับก่อนการทดลอง โดยมีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับดี</p> ภิตินันท์ อะภัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E281309 (1 18) 10.60101/faraa.2026.281309 การพัฒนาสื่อมัลติมีเดียสําหรับการเรียนรู้ออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOCs เพื่อเสริมสร้างความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทยของนักศึกษาครูของมหาวิทยาลัยราชภัฏ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280478 <p>การวิจัยและพัฒนาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและความต้องการของนักศึกษาครู มหาวิทยาลัยราชภัฏในการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยผ่านการเรียนรู้ออนไลน์ระบบเปิดแบบ MOOCs พัฒนาสื่อมัลติมีเดียสําหรับการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยผ่าน MOOCs ตามเกณฑ์ที่กําหนด เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยสื่อที่พัฒนาขึ้น และศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยสื่อดังกล่าว การวิจัยดําเนินการ 4 ระยะ ได้แก่ การศึกษาสภาพและความต้องการการพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพสื่อ การทดลองใช้และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ และการประเมินความพึงพอใจ กลุ่มผู้ให้ข้อมูลในระยะศึกษาสภาพและความต้องการ จํานวน 250 คน กลุ่มตัวอย่างในระยะทดลองใช้ จํานวน 200 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นร่วมกับการสุ่มหลายขั้นตอนสื่อที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยบทเรียนมัลติมีเดีย 12 บท ครอบคลุมความรู้พื้นฐานด้านนาฏศิลป์ไทยเครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสํารวจสภาพและความต้องการ ประเด็นคําถามสนทนากลุ่ม สื่อมัลติมีเดียแบบทดสอบความรู้ และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูมีความต้องการเรียนและลงทะเบียนในหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด (x̅= 4.62, SD = 0.579) 2) สื่อที่พัฒนาขึ้นมีค่าความตรงด้านเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และด้านรูปแบบเท่ากับ 1.00 3) คะแนนหลังเรียน (x̅= 14.23, SD = 2.814) สูงกว่าก่อนเรียน (x̅= 8.50, SD = 2.753) อย่างมีนัยสําคัญทางสถิติ t (199) = 27.346, p &lt; .001 และ 4) นักศึกษาครูมีความพึงพอใจโดยรวมอยู่ในระดับมาก (x̅= 4.41, SD = 0.694)</p> อัมพร ใจเด็จ พิทักษ์ เผือกมี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-29 2026-08-29 13 2 E280478 (1 15) 10.60101/faraa.2026.280478 การสร้างสรรค์มูลค่าเพิ่มเศษไม้เหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมแปรรูปไม้สัก ด้วยเทคนิคการเข้าไม้ กลุ่มแปรรูปและทําเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ตําบลพระหลวง อําเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/281873 <p>จังหวัดแพร่มีนโยบายมุ่งสู่การเป็น "Furniture City" โดยส่งเสริมอุตสาหกรรมเฟอร์นิเจอร์และผลิตภัณฑ์ไม้ ซึ่งเป็นภาคส่วนสําคัญของจังหวัด โดยเฉพาะในอําเภอสูงเม่นและเด่นชัย อย่างไรก็ตามกระบวนการผลิตกลับก่อให้เกิดขยะจากเศษไม้และขี้เลื่อยจํานวนมหาศาลถึง 20% ของปริมาณการผลิตต่อวัน ซึ่งส่วนใหญ่มักถูกจัดการด้วยการเผา ก่อให้เกิดมลภาวะและไม่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ ผู้วิจัยจึงเล็งเห็นถึงโอกาสในการนําเทคนิคการเข้าไม้มาประยุกต์ใช้กับเศษไม้เหล่านี้ เพื่อเพิ่มมูลค่า ความสวยงามและความแข็งแรงให้กับผลิตภัณฑ์ โดยยึดหลักแนวคิดการออกแบบอย่างยั่งยืน (Sustainable Design) ซึ่งเน้นการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าสูงสุด และลดการใช้ทรัพยากรโดยไม่ลดทอนคุณภาพหรือประโยชน์ใช้สอยของผลิตภัณฑ์ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพัฒนาเทคนิคการเข้าไม้จากเศษไม้เหลือทิ้ง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม และถ่ายทอดองค์ความรู้และต้นแบบผลิตภัณฑ์ให้กับ กลุ่มแปรรูปและทําเฟอร์นิเจอร์ไม้สัก ตําบลพระหลวง อําเภอสูงเม่น จังหวัดแพร่ โดยเป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมที่ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed-Method Research) ทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ผลการดําเนินการวิจัยได้ต้นแบบผลิตภัณฑ์จากเศษไม้เหลือทิ้งผ่านเทคนิคการเข้าไม้ที่ประณีต นําไปสู่ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเพื่อส่งเสริมและพัฒนาผลิตภัณฑ์ไม้สักของจังหวัดแพร่ให้บรรลุเป้าหมายการ</p> วีระศักดิ์ สวนจันทร์ นัฐพงษ์ ไชยสารฟุ่น ศิขรินทร์ มัลลิกาวงศ์ วนัสสุดา คําพุฒ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-08-25 2026-08-25 13 2 E281873 (1 14) 10.60101/faraa.2026.281873