วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts <p><strong>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์</strong></p> <p><strong>Journal of Fine Arts Research and Applied Arts</strong></p> <p><strong>E-ISSN : </strong>2822-0048 </p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong> รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์</p> <p><strong>Editor :</strong> Associate Professor Pravit Rittibul</p> <h3>นโยบาย และวัตถุประสงค์ การเผยแพร่ | Aims and Scope</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีนโยบาย เพื่อสนับสนุนนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตทั้งภายในและภายนอก ได้มีแหล่งนำเสนอผลงานวิชาการด้านวารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ รวมทั้งการแสดงความคิด ข้อถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สู่สาธารณชนในด้าน <br />- ทัศนศิลป์<br />- ออกแบบ <br />- ดนตรี<br />- การแสดง<br />- ประยุกต์ศิลป์<br />- ปรัชญาศิลป์ สุนทรียศาสตร์<br />- ประวัติศาสตร์ศิลป์ โบราณคดี <br />- สื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ<br />- ศิลปะการถ่ายภาพ<br />- ศิลปศึกษา (ทัศนศิลป์ศึกษา ศิลปะการแสดงศึกษา/นาฏศิลป์ศึกษา ดนตรีศึกษา)</p> <h3>วาระการตีพิมพ์ | Publication Frequency</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีกำหนดการออกปีละ 3 ฉบับ คือ<br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />- ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />- ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์เผยแพร่ | Publication fee</strong></p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความในวารสาร จำนวน 5,000 บาท / 1 บทความ (โดยเริ่มปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (2569) มกราคม-เมษายน เป็นต้นไป)</p> <p><strong> *</strong><strong><u>หมายเหตุ</u></strong><strong> : </strong></p> <ol> <li>กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความของท่านผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ และผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ) ทั้งนี้ ห้ามผู้เขียนชำระเงินก่อนได้รับการยืนยันผลเบื้องต้นจากบรรณาธิการ หากชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์มาก่อนแต่บทความไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น ทางวารสาร ฯ ไม่สามารถคืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ให้ได้</li> <li>กรณีบทความของท่านที่ส่งไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ ให้แก่ผู้ส่งบทความในทุกกรณี</li> </ol> <p>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผ่าน ชื่อบัญชี มทร.ธัญบุรี วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขที่บัญชี 453-1-431-36-6 สาขา ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</p> th-TH faraa@rmutt.ac.th (รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์) faraa@rmutt.ac.th (กนกวรรณ บุญเพ็ง) Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 สาระเพลงทะแยในดนตรีไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276984 <p>งานวิจัยเรื่อง สาระของเพลงทะแย เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสําคัญ บทบาท และหน้าที่ของเพลงทะแยทั้ง 8 บทเพลง และเพื่อศึกษาโครงสร้าง กลุ่มเสียง ปัญจมูล กระสวนจังหวะของสํานวนและวิเคราะห์บทเพลงให้ปรากฏซึ่งสาระของเพลงทะแย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าสาระของเพลงทะแย แบ่งเป็น 6 ประการ คือ ประการที่ 1 ความคลี่คลายของบทเพลง พบ 5 รูปแบบ ประการที่ 2 การซ้ําทํานอง เพลงทะแยปรากฏการบรรเลงซ้ําที่เป็นปัจเจกโดยเฉพาะในท่อนที่ 2 ประการที่ 3 การปรากฏสําเนียงมอญแท้และสําเนียงมอญแฝง ประการที่ 4 การรับร้องที่มีระเบียบวิธีเฉพาะตน ประการที่ 5 การซ่อนเงื่อนกลุ่มเสียงปัญจมูล ประการที่ 6 การวางลูกตกอย่างมีจุดมุ่งหมาย เพลงทะแยจึงแสดงถึงการประพันธ์เพลงที่แยบยลคมคาย เป็นบทเพลงที่ทรงคุณค่า บรรจุองค์ความรู้ขั้นสูงทางด้านดุริยางคศิลป์</p> ชมพูนุช จูฑะเศรษฐ์, พรประพิตร์ เผ่าสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276984 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพด้านการแสดงในบริบทสากล สู่แนวทางพัฒนามาตรฐานอาชีพโขนในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280588 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและทบทวนระบบมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพ ด้านการแสดงที่มีแนวทางการดำเนินการอันเป็นมาตรฐานในระดับสากล ผ่านกรณีศึกษาระบบมาตรฐานอาชีพนักแสดงบัลเลต์ ของสหราชอาณาจักร นักแสดงงิ้วของสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นักแสดงละครโน ของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องของโขนในสังคมไทย เพื่อพิจารณาต่อการดำเนินการระบบมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพของอาชีพนักแสดงโขน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะการแสดงของแต่ละประเทศ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าระบบมาตรฐานอาชีพด้านการแสดงในระดับสากลมีแนวทางที่แตกต่างกันไปตามบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ แต่ล้วนมุ่งเน้นการกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรม ระบบ การประเมินสมรรถนะ และการรับรองคุณวุฒิที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งช่วยส่งเสริมทั้งคุณภาพของศิลปินและการสืบทอดศิลปะแขนงนั้น ๆ สำหรับการแสดงโขนของประเทศไทยนั้น แม้จะมีโครงสร้างการอนุรักษ์และการจัดการเรียนการสอนภายใต้หน่วยงานภาครัฐ ดังเช่น กรมศิลปากร แต่ยังขาดระบบการรับรองคุณวุฒิที่เป็นมาตรฐานกลาง หากสามารถพัฒนาแนวทางที่คล้ายคลึงกับองค์กรระดับสากลอย่าง Royal Academy of Dance (RAD) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการเรียนการสอนบัลเลต์จะช่วยให้การแสดงโขน ได้รับการพัฒนาในเชิงโครงสร้างและขยายโอกาสทางอาชีพให้กับนักแสดงได้มากขึ้น งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาสมรรถนะอาชีพนักแสดงโขนให้มีความสอดคล้องกับบริบทสากล โดยเฉพาะในด้านการจัดทำระบบมาตรฐานอาชีพและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ตามมาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ</p> เกิดศิริ นกน้อย, ภาวิณี บุญเสริม, ธีรเดช กลิ่นจันทร์, กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280588 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวาย เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นงานหัตถกรรมการทอกกจันทบูร วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม หมู่ 10 จันทบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279050 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวาย และ 2) เพื่อออกแบบและผลิตชุดเครื่องทอกกดีไอวาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Creative Research) โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาภาคสนามเครื่องทอเสื่อกกแบบดั้งเดิมของชุมชน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบ จากนั้นสร้างหุ่นจำลองสามมิติ (3D Model) เพื่อกำหนดขนาดสัดส่วนและทดลองใช้งาน พัฒนาเป็นแบบร่างและต้นแบบสามมิติ และใช้แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องทอดีไอวายเป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องทอและการทอเสื่อกกจันทบูร จำนวน 3 คน</p> <p>อกกได้จริง ปัญหาเรื่องความตึงของเส้นยืนได้รับการแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้างเครื่องทอ แบบที่ได้รับการคัดเลือกคือแบบที่ 3 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.66 วัสดุไม้เงาะและไม้มังคุด ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งทางการเกษตร ขนาดตัวเครื่อง 200 X 290 X100 มม. ขนาดฟืม 80 X 200 X 17 มม. ใช้เส้นยืนเอ็นพลาสติก ใช้กกขนาดเล็ก</p> <p>ผลลัพธ์ของการวิจัยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยได้ต้นแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวายที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ส่งเสริมการเรียนรู้และการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอเสื่อกกจันทบูรให้แก่ผู้สนใจและนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ศันสนีย์ อาจนาฝาย, เข็มชาติ เชยชม, พนม จงกล, ณภัค แสงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279050 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การวิจัยศึกษาและพัฒนาแผ่นปูพื้นสนามโดยการนำวัสดุธรรมชาติ จากการตกแต่งภูมิทัศน์มาเป็นส่วนประกอบในกระบวนการผลิตแผ่นปูพื้น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280812 <p>การศึกษาทางด้านวัสดุตกแต่งทางภูมิทัศน์ของแผ่นปูพื้นสนาม โดยใช้เศษวัสดุธรรมชาติจากกระบวนการดูแลรักษาภูมิทัศน์เป็นส่วนผสม งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางในการนำวัสดุเหลือใช้จากการดูแลรักษาภูมิทัศน์มาใช้และ เพื่อทดสอบคุณสมบัติแผ่นปูพื้นสนาม โดยผสม ปูนซีเมนต์ ทราย หิน เศษวัสดุ น้ำ ในอัตราส่วน 1:1:1:2, 1:2:2:2, 1:2:2:3, 1:0:2:3 มาทำการผสมขึ้นรูปในแต่ละอัตราส่วนผสม เพื่อทำการทดสอบคุณสมบัติทางกายภาพและกลสมบัติ ขนาดชิ้นงานในการทดสอบ 5x5x5 ซม. เพื่อเปรียบเทียบกับมาตราฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมคอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นทั่วไป (มอก. 827-2531) โดยต้องมีกำลังรับแรงอัดไม่น้อยกว่า 40 กก./ตร.ซม. และการดูดกลืนน้ำไม่มากกว่าร้อยละ 25 จากการทดสอบในงานวิจัยนี้พบว่า จาการทดสอบคุณสมับติแผ่นปูพื้นสนามตามอัตราส่วนผสม ข้างต้นพบว่าอัตราส่วน 1:1:1:2 มีรับกำลังแรงอัด การรับกำลังแรงอัด 50.72 กก./ตร.ซม. และการดูดกลืนน้ำร้อยละ 9.90 เป็นอัตราส่วนที่เหมาะสม โดยสอดคล้องและได้ตามมาตรฐานคอนกรีตบล็อกประสานปูพื้นทั่วไป (มอก. 827-2531)</p> ดนุพล มากผ่อง, วีระยุทธ นาคทิพย์, พงศกร สุขแสงแก้ว, จิตรวดี สอนธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280812 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่น (Insulation) จากเส้นใยนุ่น เพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่น สู่ตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279351 <p>การตระหนักรู้ในเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม นําไปสู่การแสวงหาวัสดุทางเลือกทดแทนจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน การวิจัยพัฒนานวัตกรรมวัสดุ ทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นเพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นสู่ตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยจากนุ่น ร่วมกับการหาแนวทางในการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่น โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method) ด้วยวิธีการเชิงคุณภาพควบคู่กับการทดลองพัฒนานวัตกรรมของวัสดุทางเลือก และการพัฒนาออกแบบสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมศาสตร์ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุแฟชั่นและสิ่งทอ, นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ จํานวน 17 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.48-0.54</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นเพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นเหมาะสมกับเทคนิคการสร้างผ้าไม่ทอ (Non-woven Textile) ด้วยกระบวนการผ่านความร้อน (Thermal Bonding) เพื่อทําให้เส้นใยยึดเกาะหรือประสานกัน โดยใช้เส้นใยนุ่นร่วมกับ Polyester Low Melt, Polyester Recycle ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อให้วัสดุที่ได้เกิดความหลากหลายด้านคุณสมบัติที่เหมาะกับการเก็บอุณภูมิสําหรับนํามาใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่น 2) แผ่นวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นมีความเหมาะสมที่จะเป็นวัสดุทางเลือกทางแฟชั่นให้กับกลุ่มผู้บริโภคมิลเลเนียลเจนเนอเรชั่น สําหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบเลเยอร์ริ่ง (Layering) ระดับชั้น Insulated Layer หรือ Mid Layer ด้วยเทคนิคการควิล์ท<br />(Quilting) และบุนวม (Padding) เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกทดแทนการใช้ขนสัตว์ (Down, Fleece) หรือทดแทนแผ่นใยสังเคราะห์ เนื่องด้วยคุณสมบัติพิเศษเป็นฉนวนควบคุมอุณภูมิ โดยสามารถใช้ร่วมกับการออกแบบได้หลากหลายสไตล์ที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภค นุ่นจึงเป็นวัสดุธรรมชาติทางเลือกในขอบเขตของวัตถุดิบยั่งยืน (Sustainable Material) ที่จะช่วยพัฒนาไปสู่การสร้างต้นแบบตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน</p> ศิวรี อรัญนารถ, อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์, สุระเกียรติ รัตนอํานวยศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279351 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะข้ามวัฒนธรรมสําหรับนักศึกษาสาขานาฏศิลป์ และการแสดง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279406 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะข้ามวัฒนธรรมสําหรับนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และการแสดงใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา แบ่งขั้นตอนดําเนินการออกเป็น 4 ระยะ คือ การสร้างกรอบแนวคิด การยกร่างรูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ และการสรุปผลการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และการแสดงจํานวนทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ 1. แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหา 2. แบบประเมินทักษะข้ามวัฒนธรรม 3. แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม 4. แบบทดสอบความรู้ด้านวัฒนธรรม สถิติที่ใช้วิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบ t แบบจับคู่ ผลการวิจัยจากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษา (CEICB MODEL) ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ และเงื่อนไขความสําเร็จ สําหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เป็นการประเมินทักษะข้ามวัฒนธรรม พบว่า ระยะหลังทดลองใช้รูปแบบนักศึกษามีทักษะสูงขึ้น ในทุกด้าน ดังนี้ ด้านการตระหนักรู้ในวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.08 ด้านการลดอคติทางวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.30 ด้านการผสานวัฒนธรรม ค่าเฉลี่ย 4.29 และด้านการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.21 เมื่อพิจารณาตัวบ่งชี้รายข้อทั้ง 15 ตัวบ่งชี้ ปรากฏผลให้เห็นว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้</p> จิระเดช นุกูลโรจน์, ยุทธพงศ์ ช่วยนาเขต, รัฏฐพิชญ์ แสงดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279406 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบและองค์ประกอบการแสดงตัวละครปลอม - แปลงในนาฏยกรรมไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/273776 <p>บทความวิจัยเชิงคุณภาพเรื่องรูปแบบและองค์ประกอบการแสดงตัวละครปลอม – แปลงในนาฏกรรมไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบและองค์ประกอบของการปลอมแปลงตัวละครในนาฏกรรมไทย ผู้วิจัยใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลแบบสร้างข้อสรุป โดยการจําแนกชนิดข้อมูล (Typological analytic) และหาความสัมพันธ์ของข้อมูลด้วยวิธีอุปนัย (Analytic Induction) จากนั้นจึงนํามาวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกับการวิเคราะห์แบบเปรียบเทียบข้อมูล (Constant Comparison) กับปรากฏการณ์อื่นที่เกิดขึ้น แล้วจึงหาความสัมพันธ์ของแต่ละกลุ่มข้อมูลและค้นหาคุณลักษณะร่วมของข้อมูลเพื่อนํามาสร้างเป็นข้อสรุปที่ใช้เป็นผลในการศึกษา สรุปวิธีการที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลการเปรียบเทียบเหตุการณ์ (Incidents) ต่าง ๆ จากข้อมูลภาคสนามโดยจําแนกข้อมูลออกเป็นประเภท (Categories) ตามขอบเขตประเด็นต่างๆ ที่กำหนดไว้ในวัตถุประสงค์ ข้อมูลถูกนำเสนอด้วยคำอธิบายเชิงวิเคราะห์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การปลอม – แปลงตัวละครในนาฏกรรมไทยเป็นกลวิธีสำคัญที่ช่วยเพิ่มมิติและความน่าติดตามให้กับการแสดง ทำให้ผู้ชมรู้สึกตื่นเต้นและมีส่วนร่วมกับเรื่องราวที่เกิดขึ้น ผู้ชมเข้าใจเรื่องราวและเนื้อหาของการแสดงได้ง่ายขึ้น ทำให้สามารถติดตามและเชื่อมโยงกับตัวละครได้ดี ช่วยเพิ่มรายละเอียดและความหลากหลายให้กับเนื้อหาของการแสดง ทำให้เรื่องราวมีความลึกซึ้งและซับซ้อนมากขึ้น ทั้งยังสะท้อนค่านิยม วัฒนธรรม และประเพณีไทยที่มีมาอย่างยาวนาน ทำให้การแสดงนาฏกรรมมีคุณค่าในแง่วรรณคดี ศิลปกรรม ปรัชญา ประวัติศาสตร์ ภาษา ศาสนา และวัฒนธรรมศึกษา การปลอม – แปลงตัวละครในนาฏกรรมไทยและการปฏิบัติการทางศิลปะการแสดงช่วยส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ทั้งในผู้แสดงและผู้สร้างสรรค์การแสดง เพิ่มความหลากหลายและความน่าสนใจในรูปแบบของการแสดง การปลอม – แปลงตัวละครในนาฏกรรมไทยและการปฏิบัติการทางศิลปะการแสดงมีความสำคัญในทุกมิติ รูปแบบและองค์ประกอบการแสดงเป็นส่วนสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความน่าสนใจและความเป็นเอกลักษณ์ให้กับการแสดง ทั้งยังเป็นการสืบสานและแสดงถึงความเจริญงอกงามของศิลปะการแสดงนาฏกรรมไทย สะท้อนแก่นแกนของการแสดงนาฏกรรมไทยส่วนของหลวงคือความสุนทรีย์ (Aesthetic Experience) และชี้ให้เห็นว่าการแสดงนาฏกรรมไทยส่วนของหลวงให้ความสำคัญกับความสมจริง (Realism)</p> มนัญชยา เพชรูจี, สุภาวดี โพธิเวชกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/273776 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผู้ใช้งานพื้นที่โครงการ การพัฒนาแผนแม่บททางกายภาพและภูมิ ทัศน์ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279421 <p>การออกแบบวางผังแม่บททางกายภาพของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับแนวคิดมาจากการศึกษา แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับวิธีคิดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) วิธีการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (BCG) และด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลและความเสมอภาค (Universal Design) ผู้วิจัยจึงได้นําข้อมูลเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล แก่กลุ่มคนผู้ใช้งานพื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ส่วนกลางในมศว ประสานมิตร โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มนิสิต อาจารย์ เจ้าหน้าที่ฯ ผู้พิการ/ทุพพลภาพ 2. กลุ่มบุคลากรอาจารย์ เจ้าหน้าที่ คณบดี ผู้อํานวยการ 3. กลุ่มนิสิต และบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเก็บข้อมูลเป็นการเก็บข้อมูลได้ใช้ การจัดสัมมนาแบบกลุ่ม การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม เพื่อนําเอาผลของข้อมูลมานําเสนอต่อทีมวิจัยเพื่อดําเนินการออกแบบพื้นที่ผังแม่บททางกายภาพของ มศว ประสานมิตร</p> <p>บทความวิจัยนี้จึงเป็นบทความวิจัยที่แสดงถึงวิธีการดําเนินการวิจัยและการค้นพบข้อคิดเห็นไปจนถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของมหาวิทยาลัย ผ่านกลุ่ม 3 ตัวอย่างที่ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล โดยมีผลสรุปการปรับปรุงพื้นที่โดยใช้มิติ 4 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์พื้นที่เสนอแนะ ได้แก่ 1. สังคม 2. เศรษฐกิจ 3. สิ่งแวดล้อม 4. วัฒนธรรม โดยมิติต่าง ๆ นี้จะมีการคํานึงถึงความเคารพความหลากหลายของมนุษย์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการศึกษาและสังคมได้โดยปราศจากอุปสรรค นอกจากโครงสร้างทางกายภาพแล้ว การสนับสนุนทางสังคมและจิตใจเป็นสิ่งสําคัญที่ไม่อาจละเลย การปรับกรุงพื้นที่ทางกายภาพมหาวิทยาลัยต้องทําให้เกิดการเรียนรู้และให้ความหมายความสําคัญในการอยู่ร่วมกันแบบเท่าเทียม</p> สืบสาย แสงวชิระภิบาล, ปริญ มีทรัพย์, สุดนิรันดร์ เพชรัตน์, กิตติคุณ รุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279421 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสร้างลวดลายจากความเชื่อเรื่องสิริมงคลของญี่ปุ่น บนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276292 <p>การวิจัยเรื่อง การสร้างลวดลายบนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา นวัตกรรมการพิมพ์ผ้าและลวดลายจากศิลปะและความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเพื่อสร้างลวดลายบนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ ด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ มีวิธีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ออกแบบลวดลายจากแนวคิดวัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นสิริมงคลของคนญี่ปุ่น ได้แก่ ปลาคาร์ฟ สุนัขจิ้งจอก ซากุระ และภูเขาไฟฟูจิ ขั้นตอนที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการพิมพ์ ขั้นตอนที่ 3 จัดวางลวดลายบนเสื้อฮัปปิ และขั้นตอนที่ 4 จัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้วิจัยใช้แนวคิดมาออกแบบลวดลายจำนวนทั้งสิ้น 15 ลวดลาย จากนั้นคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ลวดลายที่ได้รับการคัดเลือกมากที่สุดตามลำดับ คือ 1) ลวดลายดวงจิตแห่งญี่ปุ่น 2) ลวดลายคู่ครองยืนนาน 3) ลวดลายผู้ปกครองแห่งฟูจิ 4) ลวดลายอาทิตย์อัสดง และ 5) ลวดลายผู้พิทักษ์แห่งญี่ปุ่น และทดลองการใช้นวัตกรรมการพิมพ์ กับผ้า 3 ชนิด คือ ผ้าดัชเชสซาติน ผ้าโทเร และผ้าฝ้าย ผลการทดลองพบว่า ผ้าดัชเชสซาติน เป็นวัสดุที่เหมาะสมมากที่สุด โดยการพิมพ์ผ้าระบบซับลิเมซั่น (Sublimation) ให้สีสม่ำเสมอ การพิมพ์ผ้าด้วยฟอยล์ (Flex Foil) ติดแน่นกับเนื้อผ้า และการพิมพ์ผ้าด้วยแสงยูวี (UV Light) สามารถแสดงผลได้ชัดเจนมีปฏิกิริยากับแสงยูวี และ ผลการจัดวางลวดลายบนเสื้อฮัปปิ ได้มีการคัดเลือกตามลักษณะเสื้อฮัปปิที่ปรากฎในวิถีวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้ผลว่า ตำแหน่งกึ่งกลางชิ้นหลังของเสื้อเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากสามารถแสดงลวดลายได้เด่นชัดและสื่อแนวคิดได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังสอดคล้องกับการออกแบบเสื้อฮัปปิแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น</p> ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล, สุวดี ประดับ, ไตรถิกา พิชิตเดช, อนัญญา พ่วงประเสริฐ, พชร โรวาท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276292 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ต่อยอดภูมิปัญญา: การนำลวดลายผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลาสู่การออกแบบลวดลายบนผลิตภัณฑ์เซรามิกส์บนโต๊ะอาหาร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280302 <p>ผ้าทอพื้นเมืองถือเป็นตัวแทนของภูมิปัญญาที่สร้างสรรค์ขึ้นเพื่อประโยชน์ในการใช้สอยควบคู่กับความงามด้านรูปทรง ลวดลาย สีสัน และความประณีต (จรัสพิมพ์ วังเย็น, 2554) รวมทั้งเครื่องปั้นดินเผาของไทย มีบทบาทสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ โดยพบได้จากการที่รัฐบาลได้สนับสนุนส่งเสริมพัฒนาการทำเครื่องปั้นดินเผามาอย่างต่อเนื่องจนทำให้เครื่องปั้นดินเผาของชาวบ้านมีการพัฒนาเพิ่มด้านรูปแบบและศักภาพให้พร้อมสำหรับการแข่งขัน เพื่อสร้างธุรกิจให้ยั่งยืน (ปัญจลักษณ์ หรีรักษ์, 2558)</p> <p>งานวิจัยนี้จึงมีการนำลวดลายผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลาสู่การออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกส์บนโต๊ะอาหาร มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อศึกษาผ้าและลวดลายผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลา และเพื่อออกแบบลวดลายตกแต่งผลิตภัณฑ์เซรามิกส์ที่ใช้บนโต๊ะอาหาร โดยมีแนวคิดมาจากลวดลายบนผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลาที่มีลักษณะเฉพาะและเป็นเอกลักษณ์ จากผลการศึกษาพบว่า</p> <p>เอกลักษณ์ของผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลาแบ่งผ้าทอออกเป็น 2 ชนิด แบ่งเป็นชนิดผ้าทอ 2 ตะกอ มี 10 ลาย และผ้าทอ 4 ตะกอ มี 2 ลวดลาย รวมทั้งสินมีลวดลายดั้งเดิมอยู่ 12 ลวดลาย ได้แก่ลายทางลง ลายทางรอบตัว ลายตาหมากรุก ลายตาสมุก ลายตาตะแกรง ลายนกกระทา ลายหางกระรอก ลายไส้ปลาไหล ลายตาสก๊อต ลายกระทง ลายดอกพิกุลเต็มดอก ลายผ้าเชิง &nbsp;และได้นำลวดลายดั้งเดิมหลัก 3 ลวดลาย ได้แก่ลายพิกุลเต็มดอก ลายทางลง ลายไส้ปลาไหล มาออกแบบลวดลายใหม่ 15 แบบ</p> <p>จากการศึกษาลวดลายดั้งเดิมของผ้าทอมือพื้นเมืองอ่างศิลา เพื่อออกแบบลวดลายใหม่และนำมาใช้ร่วมกับผลิตภัณฑ์เซรามิกส์บนโต๊ะอาหารได้อย่างสร้างสรรค์ สามารถช่วยส่งเสริมอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชนอ่างศิลาและต่อยอดงานออกแบบลวดลายเพื่อยกระดับและเพิ่มมูลค่า และเปิดโอกาสในการพัฒนาอุตสาหกรรมหัตถกรรมไทยให้เข้ากับยุคสมัยปัจจุบัน</p> เสกสรรค์ ตันยาภิรมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0/ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280302 Thu, 30 Apr 2026 00:00:00 +0700 การทบทวนอนาคตของความเป็นอนุสาวรีย์ในสถาปัตยกรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280397 <p>แนวคิดเรื่องความเป็นอนุสาวรีย์ในสถาปัตยกรรมได้รับการอภิปรายอย่างกว้างขวางมาตั้งแต่ศตวรรษที่ 19 และ 20 โดยเฉพาะในความสัมพันธ์กับกระบวนการอุตสาหกรรม อำนาจทางการเมือง และความทรงจำร่วมของสังคม โดยทั่วไปแล้ว ความเป็นอนุสาวรีย์มักถูกเชื่อมโยงกับคุณลักษณะ เช่น ความยิ่งใหญ่ ความถาวร และการเป็นตัวแทนเชิงสัญลักษณ์ของอำนาจรัฐหรืออุดมคติร่วม งานทฤษฎีพื้นฐานของซิกฟรีด กีเดียน โจเซป ลูอิส เซิร์ท และแฟร์น็อง เลเชร์ ได้วางรากฐานในการทำความเข้าใจความเป็นอนุสาวรีย์ในฐานะภาวะสำคัญทางสถาปัตยกรรมที่สัมพันธ์กับจิตสำนึกทางประวัติศาสตร์และการแสดงออกทางวัฒนธรรม อย่างไรก็ตาม ในศตวรรษที่ 21 คุณลักษณะดั้งเดิมเหล่านี้กลับไม่เพียงพอในการอธิบายการทำงานของความเป็นอนุสาวรีย์ในบริบทที่เต็มไปด้วยความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และการเสื่อมถอยของอุดมการณ์แบบรวมศูนย์ งานวิชาการที่มีอยู่ยังไม่สามารถอธิบายในเชิงกรอบแนวคิดความเป็นอนุสาวรีย์ ที่มีความกำกวมในสถาปัตยกรรมร่วมสมัยได้อย่างเพียงพอ โดยเฉพาะในกรณีที่อาคารไม่ได้มีรูปแบบอนุสาวรีย์ตามขนบเดิม แต่ยังสามารถกระตุ้น “ภาวะของความเป็นอนุสาวรีย์” ได้</p> <p>บทความนี้มุ่งศึกษาช่องว่างดังกล่าวผ่านการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบแนวคิดและผลงานทางสถาปัตยกรรมของ หลุยส์ ไอ. คาน โรเบิร์ด เวนทูรี่ และ เรม โคลฮาส โดยใช้การพิจารณาทั้งมิติทางกายภาพ ความหมาย และมิติทางสังคมวัฒนธรรม เพื่อทำความเข้าใจการตีความและการแปรเปลี่ยนของความเป็นอนุสาวรีย์ในบริบทที่แตกต่างกัน</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ความเป็นอนุสาวรีย์ไม่ควรถูกทำความเข้าใจในฐานะคุณลักษณะทางรูปแบบที่ตายตัว หากแต่เป็นภาวะเชิงบริบทที่มีพลวัต ซึ่งถูกกำหนดโดยคุณค่าทางวัฒนธรรม โครงสร้างทางสังคม และวิธีการรับรู้ของผู้คน การทบทวนความเป็นอนุสาวรีย์ในฐานะแนวคิดที่พัฒนาเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลานี้ จึงมีส่วนช่วยเสนอกรอบแนวคิดเชิงทฤษฎีที่สามารถสนับสนุนการวิเคราะห์และการออกแบบสถาปัตยกรรมร่วมสมัยให้สามารถสื่อสารคุณค่าร่วมของสังคมได้อย่างมีความหมายในบริบทปัจจุบัน</p> พิธิวัฒน์ ปะมาคะเต, ธนาคาร โมกขะสมิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280397 Tue, 28 Apr 2026 00:00:00 +0700 ร่างกายบัลเลต์ : เทคนิค อำนาจ และการฝึกปฏิบัติ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278608 <p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เรื่อง เทคนิคบัลเลต์: กระบวนการเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติของร่างกายแบบบัลเลต์อย่างเป็นเนื้อเป็นตัว โดยมุ่งสังเคราะห์เปรียบเทียบเพื่ออธิบาย “ร่างกายบัลเลต์”การเต้นรําที่เป็นระบบมีมาตรฐานทางเทคนิคและอุดมคติทางสุนทรียศาสตร์ ในฐานะผลผลิตทางสังคมที่ถูกหล่อหลอมผ่านเทคนิค อํานาจ และกระบวนการฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยทบทวนและบูรณาการสามกรอบแนวคิดหลัก ได้แก่ แนวคิดเทคนิคทางร่างกายของ Susan Leigh Foster ทฤษฎีอํานาจชีวะของ Michel Foucault และทฤษฎีการฝึกปฏิบัติของ Pierre Bourdieu เพื่ออธิบายว่าร่างกายของนักเต้นบัลเลต์ถูกจัดรูปแบบ ควบคุม และสั่งสมคุณค่าอย่างไร</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในมิติของ Foster ร่างกายบัลเลต์คือ “ร่างกายแห่งความคิด” ที่ถูกจัดระเบียบผ่านเทคนิคและสุนทรียะเฉพาะทาง ในมิติของ Foucault ร่างกายดังกล่าวดํารงอยู่ภายใต้กลไกวินัย การเฝ้าระวัง และการทําให้เป็นมาตรฐาน จนก่อรูปเป็น “ร่างกายใต้บงการ” ขณะที่ Bourdieu อธิบายว่าการฝึกฝนซ้ํา ๆ ภายใน “พื้นที่ทางสังคม” ของบัลเลต์ ส่งผลให้เทคนิคและสุนทรียะฝังตัวเป็น “แนวจริต” หรือ “ธรรมชาติที่สอง” และแปรสภาพเป็นทุนวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในสนามการแข่งขันทางวิชาชีพ</p> <p>การสังเคราะห์ทั้งสามทฤษฎีทําให้เห็นว่า ร่างกายบัลเลต์เกิดจากโครงสร้างสามชั้นที่ซับซ้อนประกอบด้วย 1) กระบวนการสร้างสุนทรียะ ว่าด้วยความงามนั้นถูกผลิตอย่างไร 2) กลไกวินัย ว่าด้วยร่างกายถูกควบคุมและกํากับอย่างไร และ 3) การสะสมทุน ว่าด้วยทักษะที่ฝังอยู่ในร่างกายได้รับการรับรองคุณค่าอย่างไร ข้อค้นพบนี้มีนัยสําคัญต่อการจัดการเรียนการสอนบัลเลต์ โดยเสนอให้ปรับจากวินัยเพื่อการควบคุมสู่ “วินัยเชิงดูแล” ที่ตระหนักถึงมิติทางสังคมและจริยธรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนานักเต้นที่มีทั้งความแม่นยําทางเทคนิคและศักยภาพในการใคร่ครวญเชิงวิพากษ์ต่อโครงสร้างที่หล่อหลอมร่างกายของตนเอง</p> ภัชภรชา แก้วพลอย, ชุติมา มณีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278608 Wed, 22 Apr 2026 00:00:00 +0700