วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts <p><strong>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์</strong></p> <p><strong>Journal of Fine Arts Research and Applied Arts</strong></p> <p><strong>E-ISSN : </strong>2822-0048 </p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong> รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์</p> <p><strong>Editor :</strong> Associate Professor Pravit Rittibul</p> <h3>นโยบาย และวัตถุประสงค์ การเผยแพร่ | Aims and Scope</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีนโยบาย เพื่อสนับสนุนนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตทั้งภายในและภายนอก ได้มีแหล่งนำเสนอผลงานวิชาการด้านวารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ รวมทั้งการแสดงความคิด ข้อถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สู่สาธารณชนในด้าน <br />- ทัศนศิลป์<br />- ออกแบบ <br />- ดนตรี<br />- การแสดง<br />- ประยุกต์ศิลป์<br />- ปรัชญาศิลป์ สุนทรียศาสตร์<br />- ประวัติศาสตร์ศิลป์ โบราณคดี <br />- สื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ<br />- ศิลปะการถ่ายภาพ<br />- ศิลปศึกษา (ทัศนศิลป์ศึกษา ศิลปะการแสดงศึกษา/นาฏศิลป์ศึกษา ดนตรีศึกษา)</p> <h3>วาระการตีพิมพ์ | Publication Frequency</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีกำหนดการออกปีละ 3 ฉบับ คือ<br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />- ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />- ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์เผยแพร่ | Publication fee</strong></p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความในวารสาร จำนวน 5,000 บาท / 1 บทความ (โดยเริ่มปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (2569) มกราคม-เมษายน เป็นต้นไป)</p> <p><strong> *</strong><strong><u>หมายเหตุ</u></strong><strong> : </strong></p> <ol> <li>กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความของท่านผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ และผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ) ทั้งนี้ ห้ามผู้เขียนชำระเงินก่อนได้รับการยืนยันผลเบื้องต้นจากบรรณาธิการ หากชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์มาก่อนแต่บทความไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น ทางวารสาร ฯ ไม่สามารถคืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ให้ได้</li> <li>กรณีบทความของท่านที่ส่งไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ ให้แก่ผู้ส่งบทความในทุกกรณี</li> </ol> <p>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผ่าน ชื่อบัญชี มทร.ธัญบุรี วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขที่บัญชี 453-1-431-36-6 สาขา ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</p> th-TH faraa@rmutt.ac.th (รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์) faraa@rmutt.ac.th (นายพีรณัฐ​ เพิ่มพิพัฒน์) Mon, 30 Mar 2026 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การสร้างลวดลายจากความเชื่อเรื่องสิริมงคลของญี่ปุ่น บนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276292 <p>การวิจัยเรื่อง การสร้างลวดลายบนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา นวัตกรรมการพิมพ์ผ้าและลวดลายจากศิลปะและความเชื่อของวัฒนธรรมญี่ปุ่น และเพื่อสร้างลวดลายบนเสื้อฮัปปิด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ ด้วยนวัตกรรมการพิมพ์ มีวิธีการดำเนินงานแบ่งเป็น 4 ระยะ ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ออกแบบลวดลายจากแนวคิดวัฒนธรรมความเชื่อที่เป็นสิริมงคลของคนญี่ปุ่น ได้แก่ ปลาคาร์ฟ สุนัขจิ้งจอก ซากุระ และภูเขาไฟฟูจิ ขั้นตอนที่ 2 ทดลองใช้นวัตกรรมการพิมพ์ ขั้นตอนที่ 3 จัดวางลวดลายบนเสื้อฮัปปิ และขั้นตอนที่ 4 จัดทำผลิตภัณฑ์ต้นแบบ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าผู้วิจัยใช้แนวคิดมาออกแบบลวดลายจำนวนทั้งสิ้น 15 ลวดลาย จากนั้นคัดเลือกโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ลวดลายที่ได้รับการคัดเลือกมากที่สุดตามลำดับ คือ 1) ลวดลายดวงจิตแห่งญี่ปุ่น 2) ลวดลายคู่ครองยืนนาน 3) ลวดลายผู้ปกครองแห่งฟูจิ 4) ลวดลายอาทิตย์อัสดง และ 5) ลวดลายผู้พิทักษ์แห่งญี่ปุ่น และทดลองการใช้นวัตกรรมการพิมพ์ กับผ้า 3 ชนิด คือ ผ้าดัชเชสซาติน ผ้าโทเร และผ้าฝ้าย ผลการทดลองพบว่า ผ้าดัชเชสซาติน เป็นวัสดุที่เหมาะสมมากที่สุด โดยการพิมพ์ผ้าระบบซับลิเมซั่น (Sublimation) ให้สีสม่ำเสมอ การพิมพ์ผ้าด้วยฟอยล์ (Flex Foil) ติดแน่นกับเนื้อผ้า และการพิมพ์ผ้าด้วยแสงยูวี (UV Light) สามารถแสดงผลได้ชัดเจนมีปฏิกิริยากับแสงยูวี และ ผลการจัดวางลวดลายบนเสื้อฮัปปิ ได้มีการคัดเลือกตามลักษณะเสื้อฮัปปิที่ปรากฎในวิถีวัฒนธรรมของญี่ปุ่นได้ผลว่า ตำแหน่งกึ่งกลางชิ้นหลังของเสื้อเป็นตำแหน่งที่เหมาะสมที่สุด เนื่องจากสามารถแสดงลวดลายได้เด่นชัดและสื่อแนวคิดได้อย่างสมบูรณ์ ทั้งยังสอดคล้องกับการออกแบบเสื้อฮัปปิแบบดั้งเดิมของญี่ปุ่น</p> ประพาฬภรณ์ ธีรมงคล, สุวดี ประดับ, ไตรถิกา พิชิตเดช, อนัญญา พ่วงประเสริฐ, พชร โรวาท ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276292 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวาย เพื่อส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นงานหัตถกรรมการทอกกจันทบูร วิสาหกิจชุมชนกลุ่มสตรีทอเสื่อกกบ้านเสม็ดงาม หมู่ 10 จันทบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279050 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการออกแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวาย และ 2) เพื่อออกแบบและผลิตชุดเครื่องทอกกดีไอวาย การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงสร้างสรรค์ (Creative Research) โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการศึกษาภาคสนามเครื่องทอเสื่อกกแบบดั้งเดิมของชุมชน นำข้อมูลมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อกำหนดแนวทางการออกแบบ จากนั้นสร้างหุ่นจำลองสามมิติ (3D Model) เพื่อกำหนดขนาดสัดส่วนและทดลองใช้งาน พัฒนาเป็นแบบร่างและต้นแบบสามมิติ และใช้แบบประเมินความเหมาะสมของรูปแบบผลิตภัณฑ์เครื่องทอดีไอวายเป็นเครื่องมือในการวิจัย โดยประเมินจากผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตเครื่องทอและการทอเสื่อกกจันทบูร จำนวน 3 คน</p> <p>อกกได้จริง ปัญหาเรื่องความตึงของเส้นยืนได้รับการแก้ไขด้วยการปรับโครงสร้างเครื่องทอ แบบที่ได้รับการคัดเลือกคือแบบที่ 3 ซึ่งมีคะแนนเฉลี่ยสูงสุดเท่ากับ 4.66 วัสดุไม้เงาะและไม้มังคุด ที่ได้จากการตัดแต่งกิ่งทางการเกษตร ขนาดตัวเครื่อง 200 X 290 X100 มม. ขนาดฟืม 80 X 200 X 17 มม. ใช้เส้นยืนเอ็นพลาสติก ใช้กกขนาดเล็ก</p> <p>ผลลัพธ์ของการวิจัยก่อให้เกิดประโยชน์ต่อชุมชน โดยได้ต้นแบบชุดเครื่องทอกกดีไอวายที่สามารถต่อยอดเป็นผลิตภัณฑ์ของที่ระลึก ส่งเสริมการเรียนรู้และการถ่ายทอดภูมิปัญญาการทอเสื่อกกจันทบูรให้แก่ผู้สนใจและนักท่องเที่ยว อีกทั้งยังช่วยเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจและการสร้างรายได้ให้กับวิสาหกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p> ศันสนีย์ อาจนาฝาย, เข็มชาติ เชยชม, พนม จงกล, ณภัค แสงจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279050 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่น (Insulation) จากเส้นใยนุ่น เพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่น สู่ตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279351 <p>การตระหนักรู้ในเรื่องความยั่งยืนและสิ่งแวดล้อม นําไปสู่การแสวงหาวัสดุทางเลือกทดแทนจากวัสดุธรรมชาติ ซึ่งเป็นประเด็นสําคัญของอุตสาหกรรมแฟชั่นในปัจจุบัน การวิจัยพัฒนานวัตกรรมวัสดุ ทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นเพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นสู่ตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน มีวัตถุประสงค์เพื่อหาแนวทางในการพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยจากนุ่น ร่วมกับการหาแนวทางในการออกแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่น โดยเป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mix Method) ด้วยวิธีการเชิงคุณภาพควบคู่กับการทดลองพัฒนานวัตกรรมของวัสดุทางเลือก และการพัฒนาออกแบบสร้างสรรค์ทางศิลปกรรมศาสตร์ ใช้วิธีการเก็บข้อมูลด้วยกระบวนการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth Interview) กับกลุ่มผู้เชี่ยวชาญทางด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุแฟชั่นและสิ่งทอ, นักวิชาการและผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบแฟชั่นและสิ่งทอ จํานวน 17 คน โดยมีค่าความคลาดเคลื่อนที่ 0.48-0.54</p> <p>ผลจากการวิจัยพบว่า 1) ด้านการพัฒนานวัตกรรมวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นเพื่อการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่นเหมาะสมกับเทคนิคการสร้างผ้าไม่ทอ (Non-woven Textile) ด้วยกระบวนการผ่านความร้อน (Thermal Bonding) เพื่อทําให้เส้นใยยึดเกาะหรือประสานกัน โดยใช้เส้นใยนุ่นร่วมกับ Polyester Low Melt, Polyester Recycle ในอัตราส่วนที่แตกต่างกัน เพื่อให้วัสดุที่ได้เกิดความหลากหลายด้านคุณสมบัติที่เหมาะกับการเก็บอุณภูมิสําหรับนํามาใช้ในการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์แฟชั่น 2) แผ่นวัสดุทางเลือกอินซูเลชั่นจากเส้นใยนุ่นมีความเหมาะสมที่จะเป็นวัสดุทางเลือกทางแฟชั่นให้กับกลุ่มผู้บริโภคมิลเลเนียลเจนเนอเรชั่น สําหรับกลุ่มผลิตภัณฑ์เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายแบบเลเยอร์ริ่ง (Layering) ระดับชั้น Insulated Layer หรือ Mid Layer ด้วยเทคนิคการควิล์ท<br />(Quilting) และบุนวม (Padding) เพื่อเป็นวัสดุทางเลือกทดแทนการใช้ขนสัตว์ (Down, Fleece) หรือทดแทนแผ่นใยสังเคราะห์ เนื่องด้วยคุณสมบัติพิเศษเป็นฉนวนควบคุมอุณภูมิ โดยสามารถใช้ร่วมกับการออกแบบได้หลากหลายสไตล์ที่สอดคล้องกับกลุ่มผู้บริโภค นุ่นจึงเป็นวัสดุธรรมชาติทางเลือกในขอบเขตของวัตถุดิบยั่งยืน (Sustainable Material) ที่จะช่วยพัฒนาไปสู่การสร้างต้นแบบตราสินค้าแฟชั่นยั่งยืน</p> ศิวรี อรัญนารถ, อรรถพนธ์ พงษ์เลาหพันธุ์, สุระเกียรติ รัตนอํานวยศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279351 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษา เพื่อเสริมสร้างทักษะข้ามวัฒนธรรมสําหรับนักศึกษาสาขานาฏศิลป์ และการแสดง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279406 <p>วิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษาเพื่อเสริมสร้างทักษะข้ามวัฒนธรรมสําหรับนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และการแสดงใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา แบ่งขั้นตอนดําเนินการออกเป็น 4 ระยะ คือ การสร้างกรอบแนวคิด การยกร่างรูปแบบ การทดลองใช้รูปแบบ และการสรุปผลการใช้รูปแบบ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาสาขานาฏศิลป์และการแสดงจํานวนทั้งสิ้น 18 คน เครื่องมือที่ใช้วิจัย คือ 1. แบบสัมภาษณ์สภาพปัญหา 2. แบบประเมินทักษะข้ามวัฒนธรรม 3. แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม 4. แบบทดสอบความรู้ด้านวัฒนธรรม สถิติที่ใช้วิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ การทดสอบ t แบบจับคู่ ผลการวิจัยจากวัตถุประสงค์ข้อที่ 1 พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ตามแนวทางพหุวัฒนธรรมศึกษา (CEICB MODEL) ประกอบด้วย หลักการ วัตถุประสงค์ กิจกรรมการเรียนรู้กระบวนการจัดการเรียนรู้ 5 ขั้น บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้อง ผลลัพธ์ และเงื่อนไขความสําเร็จ สําหรับวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 เป็นการประเมินทักษะข้ามวัฒนธรรม พบว่า ระยะหลังทดลองใช้รูปแบบนักศึกษามีทักษะสูงขึ้น ในทุกด้าน ดังนี้ ด้านการตระหนักรู้ในวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.08 ด้านการลดอคติทางวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.30 ด้านการผสานวัฒนธรรม ค่าเฉลี่ย 4.29 และด้านการปรับตัวข้ามวัฒนธรรม มีค่าเฉลี่ย 4.21 เมื่อพิจารณาตัวบ่งชี้รายข้อทั้ง 15 ตัวบ่งชี้ ปรากฏผลให้เห็นว่ามีพัฒนาการเพิ่มขึ้นอยู่ในระดับมากทุกตัวบ่งชี้</p> จิระเดช นุกูลโรจน์, ยุทธพงศ์ ช่วยนาเขต, รัฏฐพิชญ์ แสงดา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279406 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาผู้ใช้งานพื้นที่โครงการ การพัฒนาแผนแม่บททางกายภาพและภูมิ ทัศน์ตามเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อสังคมแห่งโอกาสและความเสมอภาค กรณีศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ประสานมิตร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279421 <p>การออกแบบวางผังแม่บททางกายภาพของมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้รับแนวคิดมาจากการศึกษา แผนยุทธศาสตร์ 20 ปี มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ รับวิธีคิดเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (SDGs) วิธีการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ (BCG) และด้านการออกแบบเพื่อคนทั้งมวลและความเสมอภาค (Universal Design) ผู้วิจัยจึงได้นําข้อมูลเหล่านี้มาเป็นแนวทางในการเก็บข้อมูล แก่กลุ่มคนผู้ใช้งานพื้นที่ทางกายภาพหรือพื้นที่ส่วนกลางในมศว ประสานมิตร โดยแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม 1. กลุ่มนิสิต อาจารย์ เจ้าหน้าที่ฯ ผู้พิการ/ทุพพลภาพ 2. กลุ่มบุคลากรอาจารย์ เจ้าหน้าที่ คณบดี ผู้อํานวยการ 3. กลุ่มนิสิต และบุคคลผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งเก็บข้อมูลเป็นการเก็บข้อมูลได้ใช้ การจัดสัมมนาแบบกลุ่ม การสัมภาษณ์ และการใช้แบบสอบถาม เพื่อนําเอาผลของข้อมูลมานําเสนอต่อทีมวิจัยเพื่อดําเนินการออกแบบพื้นที่ผังแม่บททางกายภาพของ มศว ประสานมิตร</p> <p>บทความวิจัยนี้จึงเป็นบทความวิจัยที่แสดงถึงวิธีการดําเนินการวิจัยและการค้นพบข้อคิดเห็นไปจนถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงสภาพแวดล้อมทางกายภาพของมหาวิทยาลัย ผ่านกลุ่ม 3 ตัวอย่างที่ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูล โดยมีผลสรุปการปรับปรุงพื้นที่โดยใช้มิติ 4 ด้าน เพื่อเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์พื้นที่เสนอแนะ ได้แก่ 1. สังคม 2. เศรษฐกิจ 3. สิ่งแวดล้อม 4. วัฒนธรรม โดยมิติต่าง ๆ นี้จะมีการคํานึงถึงความเคารพความหลากหลายของมนุษย์ สามารถเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตการศึกษาและสังคมได้โดยปราศจากอุปสรรค นอกจากโครงสร้างทางกายภาพแล้ว การสนับสนุนทางสังคมและจิตใจเป็นสิ่งสําคัญที่ไม่อาจละเลย การปรับกรุงพื้นที่ทางกายภาพมหาวิทยาลัยต้องทําให้เกิดการเรียนรู้และให้ความหมายความสําคัญในการอยู่ร่วมกันแบบเท่าเทียม</p> สืบสาย แสงวชิระภิบาล, ปริญ มีทรัพย์, สุดนิรันดร์ เพชรัตน์, กิตติคุณ รุ่งเรือง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279421 Thu, 23 Apr 2026 00:00:00 +0700 มาตรฐานอาชีพและคุณวุฒิวิชาชีพด้านการแสดงในบริบทสากล สู่แนวทางพัฒนามาตรฐานอาชีพโขนในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280588 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและทบทวนระบบมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพ ด้านการแสดงที่มีแนวทางการดำเนินการอันเป็นมาตรฐานในระดับสากล ผ่านกรณีศึกษาระบบมาตรฐานอาชีพนักแสดงบัลเลต์ ของสหราชอาณาจักร นักแสดงงิ้วของสาธารณรัฐประชาชนจีน และ นักแสดงละครโน ของประเทศญี่ปุ่น ตลอดจนวิเคราะห์สภาพแวดล้อม และปัจจัยที่มีความเกี่ยวข้องของโขนในสังคมไทย เพื่อพิจารณาต่อการดำเนินการระบบมาตรฐานอาชีพ และคุณวุฒิวิชาชีพของอาชีพนักแสดงโขน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและกรณีศึกษา รวมถึงการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะการแสดงของแต่ละประเทศ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าระบบมาตรฐานอาชีพด้านการแสดงในระดับสากลมีแนวทางที่แตกต่างกันไปตามบริบททางวัฒนธรรมของแต่ละประเทศ แต่ล้วนมุ่งเน้นการกำหนดหลักสูตรการฝึกอบรม ระบบ การประเมินสมรรถนะ และการรับรองคุณวุฒิที่เป็นมาตรฐาน ซึ่งช่วยส่งเสริมทั้งคุณภาพของศิลปินและการสืบทอดศิลปะแขนงนั้น ๆ สำหรับการแสดงโขนของประเทศไทยนั้น แม้จะมีโครงสร้างการอนุรักษ์และการจัดการเรียนการสอนภายใต้หน่วยงานภาครัฐ ดังเช่น กรมศิลปากร แต่ยังขาดระบบการรับรองคุณวุฒิที่เป็นมาตรฐานกลาง หากสามารถพัฒนาแนวทางที่คล้ายคลึงกับองค์กรระดับสากลอย่าง Royal Academy of Dance (RAD) ซึ่งกำหนดมาตรฐานการเรียนการสอนบัลเลต์จะช่วยให้การแสดงโขน ได้รับการพัฒนาในเชิงโครงสร้างและขยายโอกาสทางอาชีพให้กับนักแสดงได้มากขึ้น งานวิจัยนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นฐานข้อมูลในการพัฒนาสมรรถนะอาชีพนักแสดงโขนให้มีความสอดคล้องกับบริบทสากล โดยเฉพาะในด้านการจัดทำระบบมาตรฐานอาชีพและการรับรองคุณวุฒิวิชาชีพ ตามมาตรฐานของสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ</p> เกิดศิริ นกน้อย, ภาวิณี บุญเสริม, ธีรเดช กลิ่นจันทร์, กาญจนา เหล่าโชคชัยกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280588 Tue, 21 Apr 2026 00:00:00 +0700 ร่างกายบัลเลต์ : เทคนิค อำนาจ และการฝึกปฏิบัติ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278608 <p>บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์เรื่อง เทคนิคบัลเลต์: กระบวนการเข้าสู่ความเป็นธรรมชาติของร่างกายแบบบัลเลต์อย่างเป็นเนื้อเป็นตัว โดยมุ่งสังเคราะห์เปรียบเทียบเพื่ออธิบาย “ร่างกายบัลเลต์”การเต้นรําที่เป็นระบบมีมาตรฐานทางเทคนิคและอุดมคติทางสุนทรียศาสตร์ ในฐานะผลผลิตทางสังคมที่ถูกหล่อหลอมผ่านเทคนิค อํานาจ และกระบวนการฝึกปฏิบัติอย่างเป็นระบบ โดยทบทวนและบูรณาการสามกรอบแนวคิดหลัก ได้แก่ แนวคิดเทคนิคทางร่างกายของ Susan Leigh Foster ทฤษฎีอํานาจชีวะของ Michel Foucault และทฤษฎีการฝึกปฏิบัติของ Pierre Bourdieu เพื่ออธิบายว่าร่างกายของนักเต้นบัลเลต์ถูกจัดรูปแบบ ควบคุม และสั่งสมคุณค่าอย่างไร</p> <p>ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในมิติของ Foster ร่างกายบัลเลต์คือ “ร่างกายแห่งความคิด” ที่ถูกจัดระเบียบผ่านเทคนิคและสุนทรียะเฉพาะทาง ในมิติของ Foucault ร่างกายดังกล่าวดํารงอยู่ภายใต้กลไกวินัย การเฝ้าระวัง และการทําให้เป็นมาตรฐาน จนก่อรูปเป็น “ร่างกายใต้บงการ” ขณะที่ Bourdieu อธิบายว่าการฝึกฝนซ้ํา ๆ ภายใน “พื้นที่ทางสังคม” ของบัลเลต์ ส่งผลให้เทคนิคและสุนทรียะฝังตัวเป็น “แนวจริต” หรือ “ธรรมชาติที่สอง” และแปรสภาพเป็นทุนวัฒนธรรมที่มีคุณค่าในสนามการแข่งขันทางวิชาชีพ</p> <p>การสังเคราะห์ทั้งสามทฤษฎีทําให้เห็นว่า ร่างกายบัลเลต์เกิดจากโครงสร้างสามชั้นที่ซับซ้อนประกอบด้วย 1) กระบวนการสร้างสุนทรียะ ว่าด้วยความงามนั้นถูกผลิตอย่างไร 2) กลไกวินัย ว่าด้วยร่างกายถูกควบคุมและกํากับอย่างไร และ 3) การสะสมทุน ว่าด้วยทักษะที่ฝังอยู่ในร่างกายได้รับการรับรองคุณค่าอย่างไร ข้อค้นพบนี้มีนัยสําคัญต่อการจัดการเรียนการสอนบัลเลต์ โดยเสนอให้ปรับจากวินัยเพื่อการควบคุมสู่ “วินัยเชิงดูแล” ที่ตระหนักถึงมิติทางสังคมและจริยธรรม เพื่อส่งเสริมการพัฒนานักเต้นที่มีทั้งความแม่นยําทางเทคนิคและศักยภาพในการใคร่ครวญเชิงวิพากษ์ต่อโครงสร้างที่หล่อหลอมร่างกายของตนเอง</p> ภัชภรชา แก้วพลอย, ชุติมา มณีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278608 Wed, 22 Apr 2026 00:00:00 +0700