วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts <p><strong>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์</strong></p> <p><strong>Journal of Fine Arts Research and Applied Arts</strong></p> <p><strong>E-ISSN : </strong>2822-0048 </p> <p><strong>บรรณาธิการ :</strong> รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์</p> <p><strong>Editor :</strong> Associate Professor Pravit Rittibul</p> <h3>นโยบาย และวัตถุประสงค์ การเผยแพร่ | Aims and Scope</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีนโยบาย เพื่อสนับสนุนนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนักศึกษาระดับมหาบัณฑิต ดุษฎีบัณฑิตทั้งภายในและภายนอก ได้มีแหล่งนำเสนอผลงานวิชาการด้านวารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ รวมทั้งการแสดงความคิด ข้อถกเถียง วิพากษ์ วิจารณ์ด้านศิลปะและวัฒนธรรมเพื่อแลกเปลี่ยนความรู้สู่สาธารณชนในด้าน <br />- ทัศนศิลป์<br />- ออกแบบ <br />- ดนตรี<br />- การแสดง<br />- ประยุกต์ศิลป์<br />- ปรัชญาศิลป์ สุนทรียศาสตร์<br />- ประวัติศาสตร์ศิลป์ โบราณคดี <br />- สื่อศิลปะ และการออกแบบสื่อ<br />- ศิลปะการถ่ายภาพ<br />- ศิลปศึกษา (ทัศนศิลป์ศึกษา ศิลปะการแสดงศึกษา/นาฏศิลป์ศึกษา ดนตรีศึกษา)</p> <h3>วาระการตีพิมพ์ | Publication Frequency</h3> <p>วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ มีกำหนดการออกปีละ 3 ฉบับ คือ<br />- ฉบับที่ 1 (มกราคม-เมษายน)<br />- ฉบับที่ 2 (พฤษภาคม-สิงหาคม)<br />- ฉบับที่ 3 (กันยายน-ธันวาคม)</p> <p><strong>ค่าตีพิมพ์เผยแพร่ | Publication fee</strong></p> <p>ค่าธรรมเนียมในการตีพิมพ์บทความในวารสาร จำนวน 5,000 บาท / 1 บทความ (โดยเริ่มปีที่ 13 ฉบับที่ 1 (2569) มกราคม-เมษายน เป็นต้นไป)</p> <p><strong> *</strong><strong><u>หมายเหตุ</u></strong><strong> : </strong></p> <ol> <li>กองบรรณาธิการจะแจ้งให้ผู้เขียนชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์เมื่อบทความของท่านผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง สมบูรณ์ และผ่านการพิจารณาด้านคุณภาพเบื้องต้นจากกองบรรณาธิการ) ทั้งนี้ ห้ามผู้เขียนชำระเงินก่อนได้รับการยืนยันผลเบื้องต้นจากบรรณาธิการ หากชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์มาก่อนแต่บทความไม่ผ่านการพิจารณาเบื้องต้น ทางวารสาร ฯ ไม่สามารถคืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ให้ได้</li> <li>กรณีบทความของท่านที่ส่งไม่ผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิ วารสารขอสงวนสิทธิ์ไม่คืนค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ใด ๆ ให้แก่ผู้ส่งบทความในทุกกรณี</li> </ol> <p>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ผ่าน ชื่อบัญชี มทร.ธัญบุรี วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา เลขที่บัญชี 453-1-431-36-6 สาขา ม.เทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี</p> th-TH faraa@rmutt.ac.th (รองศาสตราจารย์ประวิทย์ ฤทธิบูลย์) faraa@rmutt.ac.th (นายพีรณัฐ​ เพิ่มพิพัฒน์) Mon, 29 Sep 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การสื่อสารเอกลักษณ์ไทยผ่านการแสดงนาฏศิลป์ของ ภาคเอกชนไทยในประเทศออสเตรีย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276325 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษารูปแบบ วิธีการ และกระบวนการสื่อสารเอกลักษณ์ไทยผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยที่ดำเนินการโดยภาคเอกชนไทยในประเทศออสเตรีย โดยอาศัยแนวคิด Soft Power แนวคิดการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม องค์ความรู้ด้านนาฏศิลป์ไทย วิธีวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตการณ์</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า ภาคเอกชนไทยมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้สื่อกลางทางวัฒนธรรม (cultural mediator) โดยมีการปรับรูปแบบการแสดง เช่น การใช้ภาษาบรรยายภาษาเยอรมัน การย่อท่ารำให้เหมาะสมกับผู้ชมยุโรป การปรับดนตรีประกอบ และการออกแบบเวทีให้เข้ากับบริบทสังคมออสเตรีย กระบวนการดังกล่าวช่วยสร้างความเข้าใจเชิงสัญลักษณ์ ลดความคลาดเคลื่อนทางวัฒนธรรม และเพิ่มความน่าสนใจให้กับศิลปะไทยในต่างแดน ซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีการสื่อสารข้ามวัฒนธรรมและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">นอกจากนี้ การนำเสนอศิลปวัฒนธรรมผ่านการแสดงนาฏศิลป์ไทยยังมีส่วนส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย เพิ่มความสนใจด้านการท่องเที่ยว และเสริมสร้างความสัมพันธ์ไทย–ออสเตรียในเชิงวัฒนธรรมและสังคมอย่างมีนัยสำคัญ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า บทบาทของภาคเอกชนในการเผยแพร่วัฒนธรรมไทยมีความสำคัญและควรได้รับการสนับสนุนในเชิงนโยบายและการพัฒนาศักยภาพอย่างต่อเนื่อง</span></p> โสภิดา ชาญวิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/276325 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการขายในช่องทาง NFT https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/274983 <p><span style="font-weight: 400;">NFT (Non-Fungible Token) คือสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีลักษณะเฉพาะตัว ไม่สามารถทดแทนกันได้ และสามารถซื้อขายผ่านเทคโนโลยีบล็อกเชนซึ่งทำหน้าที่จัดเก็บข้อมูลและยืนยันความเป็นเจ้าของสินทรัพย์ดิจิทัล ปรากฏการณ์ NFT ได้รับความสนใจอย่างแพร่หลายในช่วงปี ค.ศ.2020–2021 และส่งผลให้การสร้างสรรค์งานศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ NFT กลายเป็นช่องทางใหม่ของศิลปินร่วมสมัย งานวิจัย แนวทางการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อการขายในช่องทาง NFT มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวคิด กระบวนการสร้างสรรค์และการนำเสนอผลงานศิลปะดิจิทัลในรูปแบบ NFT ให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมายและสภาพการณ์ทางการตลาดในปัจจุบัน รวมถึงศึกษาโครงสร้างของตลาด NFT กระบวนการสร้าง การซื้อขายผลงาน และทำความเข้าใจสถานการณ์วงการ NFT ในประเทศไทยปัจจุบัน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกศิลปิน NFT ชาวไทยที่มีชื่อเสียง จำนวน 6 ราย ซึ่งคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ยอดขายผลงานและจำนวนผู้ติดตามบนสื่อสังคมออนไลน์ ผลการวิจัยพบว่า การสร้างสรรค์ผลงาน NFT ที่สอดคล้องกับตลาดจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับเอกลักษณ์เฉพาะตัว คุณภาพผลงาน และการนำเสนออย่างสม่ำเสมอ ขณะที่โครงสร้างตลาด NFT มีลักษณะเป็นตลาดแข่งขันสมบูรณ์ในระดับแพลตฟอร์ม และตัวผลงาน NFT เป็นสินทรัพย์ดิจิทัลเฉพาะที่ไม่สามารถทดแทนได้ นอกจากนี้ สถานการณ์วงการ NFT ในประเทศไทยปัจจุบันอยู่ในช่วงชะลอตัว แต่ยังคงมีศักยภาพในการพัฒนาและเติบโตในอนาคตภายใต้การปรับตัวของศิลปินและบริบททางเทคโนโลยีร่วมสมัย</span></p> มนธรรม การย์บรรจบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/274983 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 ไทยพวนบ้านผือ : ฐานภูมิปัญญาสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279514 <p><span style="font-weight: 400;">โครงการวิจัยมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและเรียนรู้มรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชาติพันธุ์ไทยพวนบ้านผือ นำมาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ 2) เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์บริบทชุมชนไทยพวน 3) เพื่อประเมินผลการออกแบบผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ การดำเนินงานวิจัยในพื้นที่พิพิธภัณฑ์ไทยพวนบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี อบรมเชิงปฏิบัติการมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของชาติพันธุ์ไทยพวนบ้านผือ ร่วมเสวนากับกลุ่มชุมชน ปราชญ์ชุมชนทั้ง 4 ด้าน ด้านการทำขันหมากเบ็ง ภาษา การแต่งกาย และอาหาร (ข้าวงาโค) สัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเพื่อให้ได้แนวทางการออกแบบ ประเมินผลการออกแบบของนักท่องเที่ยวแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)</span> <span style="font-weight: 400;">จำนวน 100 คน</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ชาวไทยพวนบ้านผือ จังหวัดอุดรธานี มีอัตลักษณ์มรดทางวัฒนธรรมที่สำคัญ รวมถึงขนบธรรมเนียม ภาษา และงานหัตถกรรมท้องถิ่น สืบสานมรดกผ่านงานฝีมือดั้งเดิม พิธีกรรม และประเพณีการใช้ชีวิต นอกจากนี้ยังมีอาหารท้องถิ่นที่เรียกว่า “ข้าวงาโค” การแต่งกายและการทอผ้าขาวม้าอีโป้ที่เป็นเอกลักษณ์ 2) ออกแบบผลิตภัณฑ์ของที่ระลึกโดยใช้หลักการ SCAMPER เน้นความร่วมสมัย ง่ายต่อการใช้งาน และสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่นของชาวไทยพวนบ้านผือ นำบริบททางวัฒนธรรมมาเป็นแรงบันดาลใจในการออกแบบ ประกอบด้วย แรงบันดาลใจจากขันหมากเบ็ง, การแต่งกาย, ตัวอักษร, อาหาร (ข้าวงาโค), ลวดลายมรดกทางวัฒนธรรมไทยพวน ลายที่ 1 จัดวางลายแบบเป็นระเบียบ และลายที่ 2 จัดวางลายแบบอิสระ 3) ความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ในภาพรวมความพึงพอใจอยู่ที่ระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.36 สินค้ามีให้เลือกหลากหลายยิ่งขึ้น ให้เห็นถึงศักยภาพชุมชนไทยพวนบ้านผือในจังหวัดอุดรธานีความพึงพอใจอยู่ที่ระดับมากที่สุด ค่าเฉลี่ย 4.57</span></p> กนิษฐา เรืองวรรณศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279514 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 กระบวนการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยทรงดำ “จากเดียนเบียนฟูสู่มไหศวรรย์” https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280514 <p><span style="font-weight: 400;">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการสร้างสรรค์ผลงานนาฏกรรมไทยทรงดำ </span><span style="font-weight: 400;">“จากเดียนเบียนฟูสู่มไหศวรรย์” ด้วยวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลเอกสาร 5 ประเภท ได้แก่ หนังสือ ตำรา วารสาร หนังสือพิมพ์ และเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสังเกตการณ์ชมการแสดงและการประกอบพิธีกรรมของชาวไทยทรงดำจาก 3 แหล่ง ได้แก่ ศูนย์วัฒนธรรมไทยทรงดำ พิพิธภัณฑ์ปานถนอม (อาจารย์ถนอม</span><span style="font-weight: 400;">คงยิ้มละมัย) และชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำ อำเภอเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรี และประสบการณ์ของผู้วิจัยในฐานะชาวไทยทรงดำ และนำข้อมูลมาสร้างสรรค์การแสดง</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่าในกระบวนการสร้างสรรค์นาฏกรรมไทยทรงดำ จากเดียนเบียนฟูสู่มไหศวรรย์ ขั้นตอนการสร้างสรรค์ มี 7 ขั้นตอน ได้แก่1) แนวคิดการแสดง ถ่ายทอดการอพยพของชาวไทยทรงดำจากเดียนเบียนฟูมายังประเทศไทย ในรูปแบบละครแสงสีเสียง 2) การสร้างตัวละคร แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ ฝ่ายไทยทรงดำ ฝ่ายอำนาจการเมือง และฝ่ายราชสำนักสยาม 3) การสร้างบทและเพลงประกอบการแสดง บทร้องและบทเจรจาภาษาไทยทรงดำ ดนตรีพื้นบ้านไทยทรงดำ ผสมกับดนตรีไทย เวียดนาม และสากล 4) การออกแบบเครื่องแต่งกาย เสื้อโต๊กเพิ่มความยาว และสวมเครื่องประดับเงิน 5) การออกแบบอุปกรณ์การแสดง เป็นเครื่องจักสาน 6) การออกแบบฉาก จำลองสถานที่สำคัญ 4 แห่ง คือ ราชสำนักสยาม เรือนกวังตุ๊บ ประตูเมืองเวียดนาม และพระนครคีรี 7) การออกแบบกระบวนท่ารำ ท่ารำดั้งเดิมผสมผสานกับแนวคิดใหม่ โดยได้รับแรงบันดาลใจจากวิถีชีวิตและพิธีกรรมของชาวไทยทรงดำ การแสดงชุดนี้จึงเป็นการเรียนรู้ประวัติศาสตร์และอนุรักษ์วัฒนธรรมประเพณีของกลุ่มชาติพันธุ์ไทยทรงดำให้คงอยู่ต่อไป</span></p> ณัฐวุฒิ อุปถัมภ์, สุพรรณี บุญเพ็ง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/280514 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลักษณะเฉพาะทางดนตรีของเพลงประกอบการแสดงละคร ในเพลงร่าย เพลงโอ้ และเพลงโทน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/283955 <p><span style="font-weight: 400;">งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ความรู้ของเพลง จังหวะพิเศษที่ใช้ในการแสดงละคร และ 2. ศึกษาลักษณะเฉพาะทางดนตรีของเพลงประกอบการแสดงละคร ในเพลงร่าย เพลงโอ้ เพลงโทน ซึ่งเป็นกลุ่มเพลงพิเศษที่ควรค่าแก่การศึกษาแบบ </span><span style="font-weight: 400;">แผนบัญญัติ เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์และสังเคราะห์ข้อมูล</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า วัตถุประสงค์ที่ 1 บทเพลงจังหวะพิเศษที่ใช้ในการแสดง มีความโดดเด่น ของทำนองทางร้องและทำนองทางดนตรี ไม่ว่าจะเป็นจังหวะฉิ่ง จังหวะหน้าทับ จังหวะของทางร้อง แม้กระทั่งเครื่องดนตรีก็มีส่วนสำคัญไปตามหน้าที่ โดยสังคีตยากรได้ประดิษฐ์ไว้เป็นศิลปะเฉพาะ ตลอดจนมีหลักวิธีการปฏิบัติตามแบบแผนและมีคีตลักษณ์เฉพาะ และวัตถุประสงค์ที่ 2 เพลงร่าย ประกอบด้วย แบ่งเป็น 1) บทเพลงจังหวะปกติที่ไม่มีหน้าทับตีกำกับและไม่มีดนตรีรับ ใช้กรับตี เป็นเครื่องประกอบจังหวะ 2) บทเพลงที่มีหน้าทับตีกำกับ โดยใช้โทนชาตรีและกลองชาตรีตีเป็นหน้าทับกำกับจังหวะ เพลงโอ้ แบ่งเป็น 1) บทเพลงที่ใช้จังหวะพิเศษ เรียกว่า ฉิ่งตัด ไม่มีหน้าทับตีประกอบมีดนตรีรับ 2) บทเพลงที่ใช้หน้าทับตีกำกับ มีการขับร้องแบบสองไม้ลูกโยน มีดนตรีรับ และเพลงโทน มีการใช้จังหวะหน้าทับพิเศษ คือ ใช้หน้าทับ “บะหลิ่ม หรือ ขึ้นม้า” ตีประกอบกับบทเพลง แต่ไม่มีดนตรีรับ ซึ่งกลุ่มเพลงข้างต้นผู้บรรเลงดนตรีประกอบการแสดงจะต้องมีองค์ความรู้คีตลักษณ์เฉพาะที่ถูกต้องตามแบบแผนบัญญัติ</span></p> สมเกียรติ ภูมิภักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/283955 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 กระบวนการพัฒนานักเรียนการละครแบบองค์รวมด้วยศาสตร์นพลักษณ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/275471 <p>ปัจจุบันนักเรียนการแสดงรุ่นใหม่จํานวนไม่น้อยให้ความสนใจเพียงเรื่องของเทคนิคและวิธีการ เพื่อพัฒนาทักษะด้านการแสดงของตน (hard skills) โดยหลงลืมทักษะที่สําคัญด้านอื่นของชีวิตการเป็นนักแสดง ผู้วิจัยเห็นถึงความเป็นไปได้ในการพัฒนาทฤษฎี นพลักษณ์ ซึ่งเป็นทฤษฎีการเรียนรู้พฤติกรรมแรงจูงใจ และแรงขับเคลื่อนภายในของมนุษย์มาใช้เป็นเครื่องมือในการพัฒนาทักษะชีวิต (soft skills) ให้แก่นักเรียนการแสดงในแบบองค์รวม</p> <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อออกแบบการใช้ศาสตร์นพลักษณ์ในการพัฒนานักเรียนการแสดงแบบองค์รวม ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) แบบผสานวิธี (mixed methods research) ด้วยรูปแบบการวิจัยปฏิบัติการ Practice as Research (PaR) โดยมีกลุ่มเป้าหมายเป็นนักศึกษารายวิชากํากับการแสดง ชั้นปีที่ 3 จํานวน 45 คน ผู้วิจัยได้ออกแบบกระบวนการเรียนรู้โดยประยุกต์ใช้ศาสตร์ นพลักษณ์ร่วมกับความรู้ทางด้านศาสตร์การแสดง และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์ตรง รวมระยะเวลาในการอบรมทั้งสิ้น 60 ชั่วโมง ดําเนินการเก็บข้อมูลโดยการใช้แบบสอบถามก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรม<br />การสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์เชิงลึกอย่างไม่เป็นทางการ ผลการวิจัยพบว่า นพลักษณ์ไม่เพียงแต่เป็นเครื่องมือทางเลือกที่นักเรียนการแสดงสามารถใช้วิเคราะห์และทําความเข้าใจตัวละคร อาทิ การหาความต้องการสูงสุด (super objective) และแรงขับเคลื่อนหรือแรงจูงใจ (motivation) รวมถึงวิธีคิดและมุมมองที่มีต่อโลกตลอดจนรูปแบบพฤติกรรมของตัวละครได้อย่างมีทิศทาง นพลักษณ์ยังมีส่วนช่วยนักเรียนการแสดงเกิดการพัฒนาแบบองค์รวมตามรายการประเมินตรวจสอบคุณภาพฯ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นแบ่งเป็น 4 หมวดหมู่ ได้แก่ 1) ศักยภาพทางด้านร่างกายที่พร้อมในการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ 2) เกิดการเรียนรู้เรื่องการมีปฏิสัมพันธ์และการทํางานร่วมกับผู้อื่นภายใต้ข้อจํากัด 3) เกิดกระบวนการเรียนรู้ในด้านความคิด อารมณ์และความรู้สึก และ 4) เกิดการพัฒนาคุณสมบัติสําคัญซึ่งสอดคล้องกับความเป็นวิชาชีพของนักการละครต่อไปในอนาคต ผลจากงานวิจัยนี้นอกจากจะเป็นการบูรณาการศาสตร์นพลักษณ์ และศาสตร์การแสดงแล้ว แนวคิดในการออกแบบกิจกรรมที่ได้จากงานวิจัยชิ้นนี้ จะมีส่วนช่วยให้นักเรียนการแสดงได้พัฒนาตนเองครบทุกมิติทั้งด้านทักษะการแสดงและการใช้ชีวิตและสามารถเป็นนักแสดงที่มีความเป็นปกติสุขต่อไปในอนาคต</p> ศักดิ์ชัย เอี่ยมกระสินธุ์, ชุติมา มณีวัฒนา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/275471 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ ชุดรํามอญ ของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 5 ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอน แบบซิปปาผสมผสานกับทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/275717 <p>การวิจัยนี้ผู้วิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้รายวิชานาฏศิลป์ ชุดรํามอญของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว ที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์โดยเปรียบเทียบระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านความรู้รายวิชานาฏศิลป์ ชุดรํามอญ ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์กับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติรายวิชานาฏศิลป์ชุดรํามอญ ระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์กับกลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนคลองบ้านพร้าว จํานวน 2 กลุ่ม โดยใช้การสุ่มแบบกลุ่ม (Group Sampling) คือ กลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์ จํานวน 30 คน และกลุ่ ควบคุมที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบปกติ จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้รายวิชานาฏศิลป์ มีจํานวน 5 แผน 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ด้านความรู้ จํานวน 1 ฉบับ 3) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ จํานวน 3 ฉบับ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย, ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐานและเปรียบเทียบโดยการทดสอบค่าที (t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองที่เรียนโดยใช้รูปแบบการสอนแบบซิปปาผสมผสานกับรูปแบบการสอนทักษะปฏิบัติของแฮร์โรว์มีผลสัมฤทธิ์การเรียนด้านความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน 2) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์การเรียนด้านความรู้ สูงกว่ากลุ่มควบคุมที่เรียนด้วยวิธีการสอนแบบปกติ และ 3) กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะปฏิบัติสูงกว่ากลุ่มควบคุม</p> ศิวาภรณ์ รนขาว, รจนา สุนทรานนท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/275717 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ลวดลายเชิงวัฒนธรรมชายแดนใต้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278978 <p><span style="font-weight: 400;">การสร้างสรรค์ลวดลายเชิงวัฒนธรรมชายแดนใต้เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาอัตลักษณ์ชายแดนใต้สำหรับสร้างสรรค์ลวดลายผ้าบาติก 2) เพื่อออกแบบลวดลายผ้าบาติกที่สะท้อน</span><span style="font-weight: 400;">อัตลักษณ์ชายแดนใต้ 3) เพื่อสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกอัตลักษณ์ชายแดนใต้</span> <span style="font-weight: 400;">กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) กลุ่มผู้รู้ คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมจากสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปัตตานี และนักออกแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก 2) กลุ่มผู้ปฏิบัติ คือ ผู้ประกอบการผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกและช่างเขียนลายผ้าบาติก 3) กลุ่มผู้เกี่ยวข้อง คือ นักท่องเที่ยวที่สนใจผ้าบาติก ในงาน Silk festival ที่อิมแพค มารีนา เมืองทองธานี นักพัฒนาชุมชนจังหวัดปัตตานี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ผู้ประกอบการ/ช่างเขียนลายผลิตภัณฑ์ผ้าบาติก เพื่อนำรูปแบบและเทคนิคการเขียนลายมาประยุกต์ใช้ในการออกแบบลายและสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกชายแดนใต้ แบบสอบถามความต้องการลวดลายผ้าบาติกผู้บริโภคในงาน“Silk festival อิมแพค มารีนา เมืองทองธานี จำนวน 133 คน จากลวดลายสีสันความสวยงามได้รับเลือก 99.99 เปอร์เซนต์ และแบบประเมินความพึงพอใจต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ้าบาติกจากนักออกแบบจำนวน 3 คนด้วย ค่าเฉลี่ยความพึงพอใจเท่ากับ 100 เปอร์เซนต์</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัย พบว่า การสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์บาติกอัตลักษณ์วัฒนธรรมชายแดนใต้ที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความต้องการของผู้บริโภค ประกอบด้วยลวดลาย สีสัน และความสวยงามร่วมกัน ส่วนชุดเครื่องแต่งกายผ้าบาติกที่เหมาะสมคือประเภทรีสอร์ทแวร์เพื่อใช้สำหรับท่องเที่ยวชายทะเล โดยออกแบบลวดลายแบบผสมผสานวัฒนธรรมประเพณี อาหาร-ขนม สถาปัตยกรรม และสร้างต้นแบบผลิตภัณฑ์ผ้า บาติกอัตลักษณ์วัฒนธรรมชายแดนใต้ที่มีความสวยงามและประโยชน์ใช้สอยร่วมกันได้อย่างกลมกลืน</span></p> ชิสา สุวรรณนาวิน, ปานฉัตท์ อินทร์คง, บัณฑิต อินทร์คง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/278978 Sun, 28 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างสรรค์ผลงานศิลปะการวาดภาพด้วยทรายสี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/272953 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์1. สร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะการวาดภาพด้วย ทรายสี 2. สร้างสรรค์ผลงานศิลปะการวาดภาพด้วยทรายสี ในงานวิจัยนี้ เพื่อนําความรู้ความเข้าใจไปสู่ การพัฒนาการสร้างสรรค์ศิลปะการวาดทรายด้วยทรายสี ผลที่ได้จากวิจัย 1. ค้นพบขั้นตอน ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะการวาดทรายด้วยทรายสี 2. ได้ผลงานสร้างสรรค์ศิลปะด้วยการวาดทรายด้วยทรายสี</p> <p>ผู้วิจัยจึงเห็นความสําคัญที่จะทําการศึกษาค้นคว้า ผลงาน ศิลปะการวาดภาพด้วยทรายสี รวมทั้งงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ผลงาน และกระบวนการ สร้างสรรค์ผลงาน ศิลปะการวาดภาพด้วยทรายสี วิธีการวิจัยการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (qualitative research) มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นคว้าองค์ความรู้ในการสร้างสรรค์ภาพเคลื่อนไหวสองมิติ ทฤษฎีในจิตรกรรม และเพื่อการสร้างสรรค์ผลงานภาพเคลื่อนไหวสองมิติ จิตรกรรมทราย ด้วยสี</p> สมพงษ์ ลีระศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/272953 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 ศิลปะข้อความ: การใช้ข้อความในงานทัศนศิลป์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/273841 <p><span style="font-weight: 400;">ศิลปะข้อความ (Text Art) เป็นศิลปะรูปแบบหนึ่งของศิลปะร่วมสมัยที่มุ่งเน้นการผสมผสานระหว่างภาษาและภาษาภาพ เพื่อสื่อสารความหมาย แนวคิด และอารมณ์ผ่านงานทัศนศิลป์ ศิลปะข้อความมิได้ใช้ตัวอักษรเพียงเพื่อความสวยงามเท่านั้น แต่เป็นการนำภาษาเข้ามามีบทบาทในการสื่อความหมายร่วมกับการมองเห็นทางสายตา บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสำคัญของศิลปะข้อความและแนวทางการใช้ข้อความในงานทัศนศิลป์</span></p> <p><span style="font-weight: 400;">การศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ การศึกษาความสำคัญของศิลปะข้อความ โดยพิจารณาความแตกต่างและความสัมพันธ์ระหว่างภาษาและภาษาภาพ และการศึกษาการใช้ข้อความในงานทัศนศิลป์ผ่านการวิเคราะห์ผลงานของศิลปินร่วมสมัย ซึ่งสามารถจำแนกรูปแบบการใช้ข้อความออกเป็น 2 รูปแบบ ได้แก่ การใช้ข้อความร่วมกับสี (Texts and Colors) และการใช้ข้อความร่วมกับรูปภาพ (Texts and Images) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการผสมผสานข้อความกับทัศนธาตุช่วยเพิ่มมิติในการสื่อสารความหมายและเปิดโอกาสให้เกิดการตีความที่หลากหลาย องค์ความรู้จากการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลงานศิลปะต่อไปได้</span></p> ธนธร สรรพกิจจำนง, สุขุมาล นิธิภัทรอนันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/273841 Sat, 27 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาวิธีการจัดองค์ประกอบเชิงพื้นที่ว่าง-พื้นผิวภายใน สถาปัตยกรรมของอดอล์ฟ โลส https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/274392 <p>อดอล์ฟ โลส เป็นสถาปนิกยุคโมเดิร์นที่มีแนวคิดและทฤษฎีเกี่ยวกับสถาปัตยกรรมที่มีอิทธิพลอย่างมาก โดยเฉพาะในเรื่องของพื้นที่และพื้นผิว โลสเป็นสถาปนิกชาวเวียนนาในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 การปฏิวัติสถาปัตยกรรมในยุคของโลสสร้างการเปลี่ยนแปลงและเป็นพื้นฐานสําหรับสิ่งใหม่ แนวคิดของโลสมีผลกระทบต่อการพัฒนาของสถาปัตยกรรมและการออกแบบภายใน โลสเป็นแรงบันดาลใจให้กับสถาปนิกยุคต่อมา เช่น เลอกอร์ บูซีเยและลูทวิช มีส ฟัน แดร์ โรเออ ที่รับแนวคิดความเรียบง่ายและการใช้งานจริงไปพัฒนาต่อในงานออกแบบของพวกเขาและมีบทบาทสําคัญในการเปลี่ยนแปลงแนวคิดและวิธีการออกแบบในสถาปัตยกรรมสมัยใหม่</p> <p>หลังจากได้ทําการศึกษาสถาปัตยกรรมผลงานสําคัญของอดอล์ฟ โลส ในสถาปัตยกรรม Villa Strasser (Haus Strasser 1918) และ Villa Müller (1930) เพื่อเปรียบเทียบทฤษฎีและแนวคิด (Ornament and Crime, Raumplan, Material Authenticity) ของเขาเป็นอย่างไร ผลงานสําคัญของโลส ทั้ง 2 วิลล่านี้แสดงถึงทฤษฎีแนวคิดความซื่อสัตย์ต่ออุดมการณ์ของเขา Villa Müller ถือเป็นต้นแบบของอดอล์ฟ โลสแสดงปรัชญาเทคนิคหลากหลาย Villa Müller เป็นหนึ่งในโครงการสุดท้ายของโลส นําเสนอคุณลักษณะเป็นตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมในการวิเคราะห์แนวคิด “Raumplan” ด้วยการจัดวางพื้นที่ที่ซับซ้อน และเชื่อมต่อกันในระดับพื้นที่ที่ต่างกันและการใช้วัสดุหรูหรา เช่น หินอ่อนและไม้ในรูปแบบธรรมชาติ แสดงถึงปรัชญาของโลสเกี่ยวกับการจัดการพื้นผิวและ Villa Strasser เป็นตัวอย่างที่ดีของแนวคิด "Raumplan" ของโลสซึ่งหมายถึงการจัดวางพื้นที่ภายในรูปแบบที่มีความยืดหยุ่นและสัมพันธ์กันในระดับความสูงต่าง ๆ ทําให้เกิดความรู้สึกของพื้นที่ที่เปิดกว้างและเชื่อมต่อกัน Villa Strasser แสดงให้เห็นถึงความสามารถของอดอล์ฟ โลส ในการสร้างสถาปัตยกรรมที่ไม่เพียงแค่มีความสวยงามและยังมีความหมายและประโยชน์ใช้สอย อีกด้วยผลงานและทฤษฎีของเขายังคงมีอิทธิพลต่อวงการสถาปัตยกรรมและการออกแบบจนถึงปัจจุบันจากข้อสรุปเหล่านี้เปิดโอกาสในการนําไปใช้เพื่อสร้างความเข้าใจสถาปัตยกรรมที่หลากหลายมากขึ้น และส่งเสริมแนวทางการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรมได้มากขึ้นในอนาคต</p> ภดารี กิตติวัฒนวณิช, ธนาคาร โมกขะสมิต, ต้นข้าว ปาณินท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/274392 Thu, 04 Dec 2025 00:00:00 +0700 ลิเกป่าคณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์กับการสร้างคุณค่าต่อชุมชน ในมิติทุนทางวัฒนธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279455 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนําเสนอประวัติความเป็นมา วิธีการแสดง วรรณกรรม บทละคร และบทบาทของลิเกป่า คณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์ จังหวัดกระบี่ ประเด็นการสร้างคุณค่าต่อชุมชน ทั้งบทบาทด้านการสืบทอดและอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา บทบาทด้านการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ และบทบาทในการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรมจากมรดกภูมิปัญญาท้องถิ่น</p> <p>ลิเกป่า เป็นศิลปะการแสดงอันเป็นภูมิปัญญาพื้นบ้านที่แพร่หลายในภาคใต้ของไทย ซึ่งคณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์เป็นคณะลิเกป่าที่เก่าแก่ที่สุดของจังหวัดกระบี่ ก่อตั้งโดยนายรวม มิตรภักดี ในปี พ.ศ. 2497 และสืบทอดต่อกันมาจนถึงปัจจุบัน โดยมีนายตรึก ปลอดฤทธิ์ เป็นหัวหน้าคณะคนปัจจุบัน คณะลิเกป่านี้มีบทบาทสําคัญในการอนุรักษ์และสืบทอดมรดกภูมิปัญญาลิเกป่า โดยรักษารูปแบบการแสดง บทละคร เพลงประกอบการแสดง และการแต่งกายแบบดั้งเดิมไว้ พร้อมกับการปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัย นอกจากนี้คณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์ยังให้ความสําคัญกับการสร้างสรรค์พื้นที่เรียนรู้ โดยจัดตั้งศูนย์การเรียนรู้ลิเกป่าในรูปแบบพิพิธภัณฑ์พื้นบ้าน และถ่ายทอดความรู้ให้กับนักเรียนในสถานศึกษา เพื่อเผยแพร่ความรู้และทักษะการแสดงลิเกป่าให้กับเยาวชนและผู้สนใจ ในฐานะที่เป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ลิเกป่าจึงมิใช่เพียงการแสดงเพื่อความบันเทิง แต่ยังเป็นเครื่องมือสําคัญในการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรม โดยคณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์มีบทบาทในการธํารงรักษา สืบทอดองค์ความรู้ สร้างคุณค่าและมูลค่าเพิ่ม อีกทั้งยังเสริมสร้างเศรษฐกิจเชิงสร้างสรรค์</p> <p>บทความนี้ได้วิเคราะห์บทบาทของลิเกป่า คณะรวมมิตรบันเทิงศิลป์ ในการส่งเสริมทุนทางวัฒนธรรม โดยเน้นมุมมองมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเป็นการสร้างคุณค่าและประโยชน์ทั้งในด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรมให้กับชุมชนและประเทศชาติ</p> ระวิวรรณ วรรณวิไชย, พัณณ์ชิตา เดชครุธ, ณประภาพร รุจจนเวท ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารศิลปกรรมศาสตร์วิชาการ วิจัย และงานสร้างสรรค์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/arts/article/view/279455 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700