ศิลปกรรมสาร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal
<p> ศิลปกรรมสาร เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่<wbr />อกลางผลงานทางวิชาการ งานวิจัย ทรรศนวิจารณ์และงานสร้างสรรค์<wbr />ทางศิลปกรรมศาสตร์ ในแขนงต่างๆ ทั้งด้านทัศนศิลป์ การออกแบบ ดนตรี ศิลปะการแสดง และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง บทความหรือข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้จะต้องผ่<wbr />านการกลั่นกรองคุณภาพจากผู้<wbr />ทรงคุณวุฒิ และได้รับความเห็<wbr />นชอบจากกองบรรณาธิการ รายละเอียดและเนื้อหาที่ปรากฏ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตั<wbr />วและความรับผิดชอบเฉพาะของผู้<wbr />เขียน ไม่จำเป็นต้องตรงกับความคิดเห็<wbr />นหรือเป็นความรับผิ<wbr />ดชอบของคณะบรรณาธิการผู้จัดทำ<br /><strong>ISSN 2822-0447</strong> (Print)<br /><strong>ISSN 2822-0439</strong> (Online)</p>
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
ศิลปกรรมสาร
2822-0439
-
สุนทรียศาสตร์ของการต่อต้านขัดขืนในการละคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/279046
<p> “สุนทรียศาสตร์ของการต่อต้านขัดขืน” เป็นชื่อนวนิยายขนาดยาวที่เขียนโดย ปีเตอร์ ไวส์ (Peter Weiss) จิตรกรและนักเขียนชาวเยอรมัน โดยเรื่องราวในนวนิยายเกิดขึ้นระหว่างปี 1937–1942 อันเป็นช่วงเวลาที่กล่าวกันว่าเป็นช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในยุโรป นวนิยายเล่มนี้เป็นทั้งการสำรวจประวัติศาสตร์ทาง การเมืองและอุดมการณ์ รวมทั้งเป็นงานว่าด้วยทฤษฎีทางสุนทรียศาสตร์ โดยในสังคมไทย ผู้ที่เริ่มใช้คำนี้คือ ถนอม ชาภักดี นักวิชาการและนักปฏิบัติการศิลปะ โดยเขาหมายถึงการที่ทุกคนมีสิทธิมีเสรีภาพในการแสดงออก และในเมื่อรัฐเอาศิลปะเป็นเครื่องมือทางการเมือง ศิลปินฝ่ายประชาชนก็มีสิทธิ์ที่จะใช้ศิลปะเพื่อการต่อต้านขัดขืน</p> <p> ในการละครก็มีการใช้สุนทรียศาสตร์ของการต่อต้านขัดขืนมาอย่างยาวนาน ไม่ว่าจะเป็นละครสุขนาฏกรรมในยุคกรีกเรื่อง Lysistrata ของ Aristophanes ละครเรื่อง A Doll’s House ของ Henrik Ibsen ในศตวรรษที่ 19 ละครโศกนาฏกรรมกรีกเรื่อง Antigone ที่ถูกดัดแปลงโดย Jean Anouilh และ Bertolt Brecht ให้เข้ามาอยู่ในบริบทของการต่อสู้ทางการเมืองในยุโรป มาจนถึงการเกิดขึ้นของแนวคิดและปฏิบัติการว่าด้วย “การละครของผู้ถูกกดขี่” (Theatre of the Oppressed) ของ Augusto Boal ในศตวรรษที่ 20 บทความนี้จึงเป็นความพยายามเบื้องต้นในการแสดงให้เห็นถึงบทบาทของการละครในมิติดังกล่าว รวมทั้งแสดงให้เห็นถึงว่าการละครได้มีการใช้สุนทรียศาสตร์ของการต่อต้านขัดขืนมาอย่างยาวนาน</p>
ภาสกร อินทุมาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
169
185
-
ระเบิดการกดทับจากข้างใน ปลดปล่อยอัตลักษณ์ท้องถิ่น : กรณีศึกษาแพร่แห่ระเบิด
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/279950
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดและกระบวนการ “ระเบิดการกดทับจากข้างใน” ในการฟื้นฟูและปลดปล่อยอัตลักษณ์ท้องถิ่นโดยใช้กรณีศึกษา “แพร่แห่ระเบิด” เป็นตัวอย่างวิเคราะห์ หลัก กระบวนการดังกล่าว อาศัยแนวพระราชดำริ “ระเบิดจากข้างใน” ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (รัชกาลที่ 9) ผสานกับแนวคิดด้านวาทกรรมและการ กดทับทางสังคมของ Michel Foucault และ Pierre Bourdieu ในการอธิบายกลไกของการกดทับอัตลักษณ์ท้องถิ่น และแนวทางการปลดปล่อยผ่านการสร้างวาทกรรมใหม่ที่มีพลังบวก ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการ “ระเบิดการกดทับจากข้างใน” สามารถปลดปล่อยอัตลักษณ์ของชุมชนแพร่จากวาทกรรมเชิงลบที่มีผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจ โดยผ่านสามขั้นตอนหลัก ได้แก่ (1) การทำลายภาวะเพิกเฉย ด้วยการตั้งคำถามต่อวาทกรรมเดิม (2) การระเบิดทางความคิด ด้วยการศึกษาค้นคว้าและสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ที่ท้าทายมายาคติที่มีอยู่ และ (3) การสร้างคุณค่าใหม่ ด้วยการนำเสนออัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมในเชิงบวกและร่วมสมัย กระบวนการดังกล่าวนำไปสู่การสร้างพื้นที่การรับรู้ใหม่ทั้งในระดับชุมชนและสังคมในวงกว้าง ช่วยส่งเสริมความเข้มแข็งของอัตลักษณ์ท้องถิ่น และสามารถขยายผลสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะในด้านวัฒนธรรมได้ในอนาคต บทความนี้เสนอแนะแนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิด “ระเบิดจากข้างใน” ในการฟื้นฟูอัตลักษณ์ของชุมชนท้องถิ่นอื่น ๆ เพื่อเสริมสร้างความยั่งยืนทางวัฒนธรรม และลดอคติที่ฝังรากในสังคมไทย</p>
เชษฐา สุวรรณสา
อนุชา แพ่งเกษร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
34
66
-
การศึกษากระบวนทัศน์การออกแบบเพื่อนำมาใช้สร้างกรอบแนวคิด การออกแบบหัตถอุตสาหกรรมสู่แนวคิดการสร้างสรรค์ : การออกแบบโดยเน้นการจัดการทางวัฒนธรรม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/280474
<p> การศึกษากระบวนทัศน์การออกแบบเพื่อนำมาใช้สร้างกรอบแนวคิด การออกแบบหัตถอุตสาหกรรมสู่แนวคิดการสร้างสรรค์ : การออกแบบโดยเน้นการจัดการทางวัฒนธรรม เน้นหนักด้านการอนุรักษ์ การรักษารูปแบบทางวัฒนธรรม ประเพณี และกระบวนการภูมิปัญญาแบบดั้งเดิม เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนทัศน์ แนวคิดและทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับแนวทาง การออกแบบหัตถกรรม, แนวคิดเชิงวัฒนธรรม-ภูมิปัญญา การจัดการความรู้ด้านวัฒนธรรม แนวคิดเชิงปรัชญา และแนวคิดการส่งเสริมในการปรับทิศทางของการสร้างสรรค์ และข้อมูลการออกแบบสร้างสรรค์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อใช้เป็นข้อมูลจำเพาะในการออกแบบและการพัฒนากรอบแนวคิดการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม ที่เน้นลักษณะการจัดการทางวัฒนธรรมเป็นสำคัญ รวมถึงทดลองการสร้างสรรค์และประเมินผล ผลงานออกแบบหัตถอุตสาหกรรม ที่ได้รับการกำหนดชุดข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลจากกรอบแนวคิดการออกแบบหัตถอุตสาหกรรมที่ได้จากงานวิจัย</p> <p> กระบวนการวิจัยได้แบ่งตามแผนการดำเนินงานเป็น 2 ส่วน ได้แก่ 1. การสร้างกรอบแนวคิดการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล (Individual Depth Interview) คัดเลือกผู้ทรงคุณวุฒิ ด้วยวิธีการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (Purposive Sampling) ซึ่งเป็นผู้ความรู้ความเชี่ยวชาญ เกี่ยวข้องกับวัฒนธรรมและภูมิปัญญา ปรัชญา งานศิลปหัตถกรรม การจัดการวัฒนธรรม และการออกแบบหัตถอุตสาหกรรม จำนวน 27 ท่าน รวมถึงการเข้าร่วมประชุมในงานที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาหัตถอุตสาหกรรมทั้งภาครัฐและเอกชน เก็บรวบรวมข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้วิธีการ Content Analysis แบบ Coding Analysis 2. การประเมินผลการศึกษาและสำรวจความคิดเห็นและความพึงพอใจ ที่มีต่อผลงานผลิตภัณฑ์หัตถอุตสาหกรรม จากการใช้กรอบแนวคิดการออกแบบหัตถอุตสาหกรรมในการวิเคราะห์สำหรับการสร้างสรรค์ จากกลุ่มตัวอย่าง 500 คน ด้วยวิธีการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 4 กลุ่ม ได้แก่ 1. กลุ่มหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 50 คน 2. กลุ่มนักวิชาการ จำนวน 50 คน 3. กลุ่มผู้ประกอบการและนักออกแบบ จำนวน 50 คน 4. กลุ่มประชาชนทั่วไป จำนวน 350 คน จากแบบสอบถาม พบว่า ผลงานสร้างสรรค์ จากการใช้กรอบแนวคิดด้านการออกแบบโดยเน้นการจัดการทางวัฒนธรรม (กระถางดอกไม้ดินไทย โดยได้รับแรงบันดาลใจจากหม้อดอกบูรณฆฎะ) มีความคิดเห็นและความพึงพอใจภาพรวมในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.47</p>
กิตติพงษ์ เกียรติวิภาค
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
1
33
-
การพัฒนาโมเดลการสอนการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดง สำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/278887
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการสอนการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อ การแสดง และพัฒนาโมเดลการสอนการออกแบบเครื่องแต่งกายเพื่อการแสดง สำหรับผู้เรียนระดับอุดมศึกษา โดยใช้แนวคิด Project-Based Learning (PBL), Design Thinking และ Blended Learning เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีโครงสร้างชัดเจนและสอดคล้องกับอุตสาหกรรมบันเทิงและสื่อดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผลการศึกษาพบว่า มีปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของนิสิต ได้แก่ (1) ความสามารถด้านศิลปะและการออกแบบเบื้องต้น (2) ความเข้าใจบริบททางศิลปะ วัฒนธรรม และประวัติศาสตร์ของเครื่องแต่งกาย (3) การใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น แอพริเคชั่น Procreate และ CAD ในการออกแบบ (4) การคิดเชิงสร้างสรรค์เพื่อสะท้อนแนวคิดของการแสดง และ (5) การพัฒนาทักษะการนำเสนอและการสื่อสารแนวคิด</p> <p> จากการพัฒนา และทดลองใช้ Costume Design Model Canvas พบว่าโมเดลนี้มีประสิทธิภาพในการยกระดับกระบวนการเรียนรู้ด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย โดยช่วยให้นิสิตพัฒนาทักษะใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ (1) การสร้างแรงบันดาลใจ (Inspiration) ที่ช่วยให้นิสิตสามารถเชื่อมโยงแนวคิดเชิงศิลปะและบริบทของ การแสดง (2) การฝึกทักษะ (Skill Development) ซึ่งช่วยให้นิสิตมีความเชี่ยวชาญในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และการออกแบบ (3) การออกแบบและพัฒนาแนวคิด (Concept Development) ที่ช่วยให้กระบวนการออกแบบมีโครงสร้างที่เป็นระบบมากขึ้น (4) การผลิตและนำเสนอ (Production & Presentation) ซึ่งช่วยเพิ่มความสามารถในการสร้างสรรค์ผลงาน และการสื่อสารแนวคิดให้มีความชัดเจน และ (5) การประเมินผลและพัฒนา (Evaluation & Iteration) ที่ช่วยให้เกิดการพัฒนาต่อเนื่องของกระบวนการออกแบบผ่านการสะท้อนกลับและการให้ข้อเสนอแนะการเปรียบเทียบระหว่างกลุ่มทดลองที่เรียนรู้ผ่าน Costume Design Model Canvas กับกลุ่มที่ควบคุมที่ใช้วิธีการสอนแบบเดิม พบว่า กลุ่มที่ทดลองมีคะแนนเฉลี่ยเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (𝑝 < 0.05) แสดงให้เห็นว่าโมเดลนี้เป็นแนวทางที่มีประสิทธิภาพในการพัฒนาการเรียนการสอนด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย</p>
นพดล อินทร์จันทร์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
67
86
-
การออกแบบตัวละครสไตล์มินิมอลลิสม์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมไทยฝาผนังแนวประเพณี เรื่องทศชาติชาดก วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/277607
<p> บทความการวิจัยและพัฒนาเพื่อศึกษา 1. สัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเรือนร่างตัวละครที่ได้รับแรงบันดาลใจจากภาพจิตรกรรมไทยฝาผนัง วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร 2. ความสัมพันธ์ระหว่างรหัสภาษาเชิงสัญลักษณ์กับความหมายเชิงสัญลักษณ์ของตัวละคร 3. การออกแบบตัวละครสไตล์มินิมอลลิสม์ ในรูปแบบภาพจิตรกรรมดิจิทัลและตัวละคร 3 มิติ วิธีวิจัยเป็นการวิจัยและการพัฒนา โดยวิเคราะห์ข้อมูลตัวละครที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมฝาผนัง จากนั้นจึงนำข้อมูลไปใช้ในการออกแบบและพัฒนาตัวละคร ได้แก่ พระเวสสันดร พระนางมัทรี พระโอรสชาลี พระธิดากัณหา และชูชก โดยดำเนินการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1.การสร้างความเข้าใจ 2.การกำหนดโจทย์ 3.แนวคิดการสร้างสรรค์ 4.การสร้างต้นแบบ และ 5.การทดสอบ โดยกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ กลุ่มเป้าหมายจำนวน 12 คน และกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 3 คน ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> 1. สัญลักษณ์บนเรือนร่างตัวละครที่ปรากฏในภาพจิตรกรรมไทยแนวประเพณี เรื่องทศชาติชาดก ณ วัดสุวรรณารามราชวรวิหาร แบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1) ตัวละครกลุ่มสมมติเทพ มีรูปลักษณะสมมติเทพในแบบแผนเดียวกัน 2) ตัวละครกลุ่มสามัญชน มีรูปลักษณะเป็นแบบตัวกากหรือสามัญชนทั้งสิ้น <br /> 2. ความสัมพันธ์ระหว่างรหัสภาษาเชิงสัญลักษณ์ที่ปรากฏบนเรือนร่างตัวละครกับความหมายเชิงสัญลักษณ์ ได้แก่ 1) สัญลักษณ์เชิงคุณค่าของตัวละคร 2) สัญลักษณ์บนเรือนร่างของตัวละครที่ทำหน้าที่สื่อสารแสดงความหมาย และ 3) สัญลักษณ์ตำแหน่ง ทิศทางของตัวละคร <br /> 3. การออกแบบตัวละครสไตล์มินิมอลลิสม์ ในรูปแบบภาพจิตรกรรมดิจิทัล และตัวละคร 3 มิติ โดยใช้แนวคิดการคิดเชิงออกแบบ แนวคิดการออกแบบตัวละคร และแนวคิดมินิมอลลิสม์ หลอมรวมกันในการออกแบบตัวละครสไตล์มินิมอลลิสม์นั้น พบว่าปัจจัยจำเป็น ได้แก่ ตัวละครในงานจิตรกรรมไทยแนวประเพณี จะถูกกำกับด้วยระเบียบ ไวยากรณ์ กฎเกณฑ์ ข้อกำหนดทางโครงสร้าง และการกำหนดตัวละครในฐานะประเภทมิใช่ความเป็นปัจเจกบุคคล รวมถึงการลดทอนภาษาเชิงสัญลักษณ์จะต้องคงแก่นคิดของตัวละครนั้น การออกแบบตัวละครสไตล์มินิมอลลิสม์สามารถนำไปพัฒนาต่อยอดในเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์</p>
สำราญ แสงเดือนฉาย
จารุนี อารีรุ่งเรือง
ศุภชัย อารีรุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
186
223
-
การวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรามิกตกแต่งโรงแรมสำหรับการท่องเที่ยวกลุ่มดิจิทัลโนแมด
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/280640
<p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาพลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยมในประเทศไทยที่เหมาะสมกับกลุ่มดิจิทัลโนแมด (2) เสนอแนะแนวทางการออกแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกตกแต่งโรงแรมที่ตอบโจทย์ด้านการใช้งานและความงาม และ (3) พัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์เซรามิกสำหรับรองรับวิถีชีวิตดิจิทัลโนแมด การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโรงแรมผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ และนักท่องเที่ยวดิจิทัลโนแมด ร่วมกับข้อมูลเชิงปริมาณจากแบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างรวม 60 คน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างภาพแนวคิดและพัฒนาต้นแบบ ผลการศึกษาพบว่า แหล่งท่องเที่ยว 3 ลักษณะ ได้แก่ ธีมหมู่เกาะและชายทะเล ธีมวิถีชีวิตคนเมืองกรุง และธีมธรรมชาติและวัฒนธรรมภาคเหนือ สังเคราะห์ได้เป็นองค์ประกอบด้านสี วัสดุ และรูปทรงที่สะท้อนอัตลักษณ์เฉพาะของพื้นที่อย่างชัดเจน แนวทางการออกแบบที่เหมาะสมประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ ความเรียบง่ายในการใช้งาน การแสดงออกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น การเข้ากันได้กับพื้นที่ การใช้วัสดุธรรมชาติและพื้นผิวอบอุ่น การออกแบบเพื่อประสบการณ์ที่มีความหมาย และการผสานเทคโนโลยีเพื่อรองรับการทำงาน</p> <p> ต้นแบบเซรามิก 5 ชิ้นที่พัฒนาขึ้นได้รับการประเมินความเหมาะสม โดยต้นแบบธีมภาคเหนือสามารถถ่ายทอดอัตลักษณ์ท้องถิ่นได้โดดเด่นและเหมาะสมต่อการใช้งานในโรงแรมมากที่สุด ขณะที่ธีมเมืองกรุงและชายทะเลมีข้อเสนอแนะให้ปรับปรุงด้านการสื่อสารภาพลักษณ์ ผลลัพธ์สะท้อนว่าการผสมผสานฟังก์ชันความงาม และอัตลักษณ์ท้องถิ่น สามารถเพิ่มคุณค่าและสร้างประสบการณ์ที่แตกต่างให้แก่ผู้เข้าพัก</p> <p> ข้อค้นพบนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์เซรามิกตกแต่งเชิงพาณิชย์สำหรับโรงแรม รีสอร์ท และที่พักกลุ่มเฉพาะ เพื่อดึงดูดกลุ่มนักท่องเที่ยวที่มองหาความสมดุลระหว่างการทำงานและการพักผ่อน พร้อมขยายโอกาสสู่ตลาดท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์อย่างยั่งยืน</p>
นภัสชญา พัฒนมหเจริญ
อรัญ วานิชกร
รวิเทพ มุสิกะปาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
87
119
-
การสร้างสรรค์งานละครเชิงภาพเรื่อง “Dialogue of Land and Sea”
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/277931
<p> บทความวิจัยนี้นำเสนอผลการวิจัยเชิงสร้างสรรค์ว่าด้วยการพัฒนางานละครเวทีเชิงภาพ Dialogue of Land and Sea โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างสรรค์ละครเวทีที่สามารถสื่อสารประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะเรื่องความหลากหลายทางชีวภาพ และ 2) ศึกษาและสะท้อนการเรียนรู้ของผู้วิจัยในฐานะผู้กำกับการแสดง การวิจัยดำเนินการตามแนวทางการวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action Research) 2 รอบ โดยอิงกรอบแนวคิด Visual Theatre และความหลากหลายทางชีวภาพ ประกอบด้วยขั้นตอนการวางแผน การเก็บข้อมูลภาคสนาม การทดลองสร้างสรรค์ การแสดงผลงาน การสังเกตการณ์ และการสัมภาษณ์เชิงคุณภาพ ผลงานละครบูรณาการศิลปะหลายแขนง ได้แก่ หุ่นละคร หุ่นเงา การเคลื่อนไหวร่างกาย ดนตรีสด ศิลปะเสียง และภาพยนตร์ทดลอง โดยได้รับแรงบันดาลใจจากเหตุการณ์จริงของการพบกันระหว่างเต่าหญ้าและสุนัขจรจัด ณ ชายหาดในเม็กซิโก ก่อนดัดแปลงเป็นเรื่องแต่งที่สอดคล้องกับบริบทสังคมไทย ละครเวทีจัดแสดง 2 รอบต่อกลุ่มเยาวชนและครอบครัว ผลการวิจัยสะท้อนว่า Visual Theatre เป็นสื่อที่มีพลังในการกระตุ้นความตระหนักด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิของสิ่งมีชีวิต พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้มีส่วนร่วมทางอารมณ์และความเข้าใจ กระบวนการสร้างสรรค์ยังส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้วิจัยในด้านการกำกับการแสดง การเล่าเรื่อง และการใช้สื่อผสมอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปได้ว่า การออกแบบละครเวทีเชิงภาพที่เชื่อมโยงกับบริบมทางสังคม เปิดให้ทีมงานและผู้ชมมีการมีส่วนร่วม และมีการสะท้อนผลอย่างต่อเนื่อง เป็นแนวทางที่ส่งเสริมบทบาทของศิลปะร่วมสมัยในการสื่อสารประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน</p>
เบญจ์ บุษราคัมวงศ์
ภาสกร อินทุมาร
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
120
147
-
ศิลปะสื่อใหม่และการสร้างปรากฏการณ์แห่งการรอคอย: การบูรณาการศิลปะเพื่อสะท้อนพัฒนาการสังคมไทย กรณีศึกษานิทรรศการ “The Archetype and the Avant-Garde: Luminous Journey”
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/278551
<p> การวิจัยเชิงสร้างสรรค์นี้มุ่งศึกษาการบูรณาการระหว่างศิลปะไทยร่วมสมัยและศิลปะสื่อใหม่ ผ่านการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะจัดวาง "The Archetype and the Avant-Garde: Luminous Journey" ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างผู้วิจัยกับศาสตราจารย์ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาการสร้างประสบการณ์ทางสุนทรียะผ่านการรอคอยและปรากฏการณ์ธรรมชาติ (2) พัฒนาการบูรณาการระหว่างศิลปะไทยร่วมสมัยและศิลปะสื่อใหม่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ และ (3) วิเคราะห์ผลกระทบของผลงานต่อการรับรู้และการตระหนักรู้ของผู้ชม</p> <p> การวิจัยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วยการวิจัยเชิงสร้างสรรค์และการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยพัฒนาระบบอุปปัตติศิลป์ (Generative Art) ที่ใช้การหยดของน้ำควบคุมการแสดงผลของภาพบนผิวน้ำ ผสานกับผลงานจิตรกรรมไทยร่วมสมัยที่สะท้อนพัฒนาการของสังคมไทยผ่านยุคสมัยต่างๆ การจัดแสดง ณ ละลานตา ไฟน์อาร์ต ระหว่างวันที่ 29 เมษายน ถึง 7 มิถุนายน 2566 ใช้การเก็บข้อมูลผ่านการสังเกตการณ์แบบไม่มีส่วนร่วมและการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มีโครงสร้างกับผู้เชี่ยวชาญในวงการศิลปะ ประกอบด้วยผู้บริหารแกลเลอรี่ ภัณฑารักษ์ นักวิชาการ ศิลปิน และผู้ชื่นชอบงานศิลปะ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า (1) การสร้างประสบการณ์การรอคอยผ่านปรากฏการณ์ธรรมชาติสามารถกระตุ้นการไตร่ตรองและการตระหนักรู้ของผู้ชม โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับความไม่แน่นอนและการเปลี่ยนแปลงในสังคมยุคดิจิทัล (2) การผสมผสานศิลปะไทยร่วมสมัยและศิลปะสื่อใหม่ด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่สามารถสร้างมิติใหม่ในการนำเสนอมรดกทางวัฒนธรรม ผ่านการสร้างปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้ชม ผลงานศิลปะ และปรากฏการณ์ธรรมชาติ และ (3) ผลงานสามารถสร้างผลกระทบทางสุนทรียะและการรับรู้ที่นำไปสู่การตั้งคำถามเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงทางสังคมและวัฒนธรรม โดยเฉพาะในประเด็นการรักษาสมดุลระหว่างคุณค่าดั้งเดิมกับการเปลี่ยนแปลงในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้นำเสนอแนวทางใหม่ในการพัฒนาศิลปะไทยร่วมสมัยที่ผสานเทคโนโลยีและธรรมชาติเข้ากับภูมิปัญญาดั้งเดิม อันจะนำไปสู่การต่อยอดและพัฒนาวงการศิลปะร่วมสมัยของไทยในอนาคต</p>
พงษ์พันธ์ สุริยภัทร
ศุภชัย อารีรุ่งเรือง
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 ศิลปกรรมสาร
2025-12-29
2025-12-29
18 2
148
168