ศิลปกรรมสาร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal
<p> ศิลปกรรมสาร เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน, ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม) มีวัตถุประสงค์ เพื่อเผยแพร่และเป็นสื่<wbr />อกลางผลงานทางวิชาการ งานวิจัย ทรรศนวิจารณ์และงานสร้างสรรค์<wbr />ทางศิลปกรรมศาสตร์ ในแขนงต่างๆ ทั้งด้านทัศนศิลป์ การออกแบบ ดนตรี ศิลปะการแสดง และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง บทความหรือข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ปรากฏในวารสารนี้จะต้องผ่<wbr />านการกลั่นกรองคุณภาพจากผู้<wbr />ทรงคุณวุฒิ และได้รับความเห็<wbr />นชอบจากกองบรรณาธิการ รายละเอียดและเนื้อหาที่ปรากฏ ถือเป็นความคิดเห็นส่วนตั<wbr />วและความรับผิดชอบเฉพาะของผู้<wbr />เขียน ไม่จำเป็นต้องตรงกับความคิดเห็<wbr />นหรือเป็นความรับผิ<wbr />ดชอบของคณะบรรณาธิการผู้จัดทำ<br /><strong>ISSN 2822-0447</strong> (Print)<br /><strong>ISSN 2822-0439</strong> (Online)</p>
คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
ศิลปกรรมสาร
2822-0439
-
การพัฒนาและออกแบบจากผ้าเหลือเศษในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอเพื่อผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ ด้วยเทคนิคการตัดต่อเย็บปะติดจากแนวคิดทฤษฎีบทพีทาโกรัส
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/282727
<p> งานวิจัยสร้างสรรค์นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาและออกแบบ จากผ้าเหลือเศษในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยการตัดต่อเย็บปะติดจากแนวคิดทฤษฎีบทพีทาโกรัส (2) เพื่อพัฒนาต้นแบบผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ที่มาจากผ้าเหลือเศษในโรงงาน อุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยเทคนิคการตัดต่อเย็บปะติดจากแนวคิดทฤษฎีบทพีทาโกรัส พบว่า แนวทางการพัฒนาและออกแบบจากผ้าเหลือเศษในโรงงานอุตสาหกรรมสิ่งทอด้วยการตัดต่อ เย็บปะติดจากแนวคิดทฤษฎีบทพีทาโกรัส ช่วยให้สามารถเชื่อมโยงเศษผ้าขนาดต่างกันให้เกิดเป็นลวดลายเรขาคณิตที่สมดุล สวยงาม สามารถนำมาออกแบบเป็นผลิตภัณฑ์แฟชั่นไลฟ์สไตล์ได้ การออกแบบลวดโดยใช้รูปทรงสามเหลี่ยมมุมฉากสมดุล สวยงาม โดยไม่จำเป็นต้องตัดผ้า เพิ่มจนเกิดของเสีย การนำทฤษฎีทางคณิตศาสตร์มาปรับใช้ในการออกแบบมีผลดีทั้งในด้าน ความแม่นยำ ความคิดสร้างสรรค์ และการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ซึ่งสอดคล้องกับแนวคิด ซีโร่-เวสต์ (Zero Waste) ที่มุ่งลดขยะจากการผลิตให้เหลือน้อยที่สุด และยังเป็นการส่งเสริม การนำของเก่าหรือของที่ไม่ใช้แล้วมาดัดแปลงเป็นของใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่มขึ้น หรือ มีประโยชน์ มากขึ้นกว่าของเดิม โดยผ่านกระบวนการอัพไซคลิง (Upcycling) เปลี่ยนวัสดุเหลือใช้ให้กลาย เป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีมูลค่าเพิ่ม ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากงานวิจัย เช่น กระเป๋าใบใหญ่ เสื้อแจ็กเก็ต เป็นต้น โดยประเมินจากผู้เชี่ยวชาญจำานวน 3 ท่าน มีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ 4.3 คะแนน ซึ่งอยู่ในระดับดีมาก</p>
กฤตยภรณ์ ศิรินุพงศ์
กรกลด คำสุข
รวิเทพ มุสิกะปาน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
1
19
-
สัตว์ประหลาดและฉัน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/285471
<p> งานวิจัยสร้างสรรค์เรื่อง <strong>“สัตว์ประหลาดและฉัน” </strong>มีจุดมุ่งหมายเพื่อถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิตส่วนตัวของผู้วิจัย สร้างสรรค์เป็นผลงานศิลปะร่วมสมัย ที่สะท้อนความโดดเดี่ยว ความแปลกแยก และความไม่สมบูรณ์แบบของชีวิต ซึ่งเกิดจากการเจ็บป่วยเรื้อรังด้วยโรคสะเก็ดเงิน ตั้งแต่วัยเด็กจนถึงปัจจุบัน ผู้วิจัย ใช้ “สัตว์ประหลาด” เป็นสัญญะแทนตัวตนภายในช่วงวัยเด็ก เพื่อสื่อถึงช่วงวัยที่เปราะบาง จากโรคภัยที่เป็น และความกังวลถึงการไม่ยอมรับจากคนในสังคม พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับปัญหาสิ่งแวดล้อม ที่ส่งผลต่อความเจ็บป่วยที่เป็น เช่น มลพิษ ฝุ่น PM2.5 และการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ กระบวนการวิจัยสร้างสรรค์ประกอบด้วยการสำรวจวิเคราะห์แนวคิดเพื่อพัฒนาสร้างมโนภาพเกี่ยวกับที่มาและรูปร่างหน้าตาของสัตว์ประหลาด ตั้งแต่แบบร่างลายเส้น และจนถึงขั้นตอนผลิตผลงานจากการทดลองทั้งเทคนิคและวัสดุ ในการสร้างผลงานศิลปะสองมิติ และสามมิติ มีวัตถุประสงค์คือ (1) เพื่อสร้างผลงานศิลปะร่วมสมัยที่สะท้อนเรื่องสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงและมีผลกระทบต่อชีวิต ผ่านตัวสัตว์ประหลาดต่าง ๆ ที่จินตนาการสมมุติขึ้น เป็นผลงานศิลปะ 2 มิติ และ 3 มิติ (2) เพื่อสร้างประสบการณ์และทดลองวัสดุสำหรับสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่างจากอดีตที่เคยทำ ซึ่งจะเป็นประโยชน์ในการปรับใช้ในการสอนศิลปะ ผลงานรวมทั้งสิ้น 52 ชิ้นผลงาน ด้วยเทคนิคดังนี้ งานจิตรกรรม งานวาดเส้น งานปั้น งานแกะสลักไม้ และงานหล่อบรอนซ์ โดยที่ สัตว์ประหลาดตัวหลักที่ผู้วิจัยสร้างสรรค์ขึ้น มีแรงบันดาลใจมาจาก “ผีเสื้อ” ซึ่งเป็นตัวแทนของชีวิตที่งดงามแต่เปราะบางต่อการเปลี่ยนแปลง</p> <p> แนวคิดในการสร้างสรรค์ คือ “ความโดดเดี่ยวแปลกแยกคือสัตว์ประหลาดในจิตใจ” และด้วยทัศนคติที่ผู้วิจัยมีต่อการทำงานตลอดมา คือ ความไม่สมบูรณ์แบบ คือความงดงามของชีวิต ซึ่งเป็นเหมือนปรัชญาในการดำเนินชีวิตของผู้วิจัยด้วย เป็นการยอมรับความเป็นจริงของธรรมชาติที่ไม่แน่นอน เมื่อทัศนคติที่มีผสมผสานกับแนวความคิด จึงเป็นการสร้างผลงานที่สะท้อน “ความทุกข์ในแง่ความหวัง” ผลงานชุดนี้จึงเป็นการสื่อสารถึงความโดดเดี่ยวภายใน และในขณะที่กระบวนการค้นคว้าและสร้างสรรค์งานดำเนินไปนั้น กระบวนการคิดภายใน ก็เป็นเหมือนการเปิดโอกาสได้สำรวจตัวตน จนเกิดการคลี่คลายในใจ คล้ายเป็นการเยียวยาตนเองได้ดีระดับหนึ่ง แม้ผลงานสะท้อนถึงความโดดเดี่ยวที่เป็นทุกข์ แต่การสร้างผลงานกลับเต็มไปด้วยสีสัน ในขณะที่รูปแบบสัตว์ประหลาดเองก็มีการเปลี่ยนแปลง คือ รูปร่างหน้าตาเปลี่ยนไปสู่ความอ่อนโยนมากขึ้น ด้วยรูปร่างหน้าตาของสัตว์ประหลาด ค่อย ๆ คลี่คลายจนมีลักษณะคล้ายเด็ก โดยเฉพาะในช่วงท้าย ของการสร้างงาน ซึ่งรูปแบบผลงานทั้งหมดมีลักษณะศิลปะแบบป๊อปเซอร์เรียล (Pop Surrealism ) ซึ่งลักษณะผลงานมีตัวละครที่มีความน่ารักแบบการ์ตูน แต่แฝงความแปลกประหลาดและหม่น ผ่านเทคนิคการสร้างสรรค์คือ จิตรกรรมสีอะคริลิกเป็นหลัก โดยมีงานปั้นและงานแกะไม้รองลงมา</p> <p> ภายใต้วิธีคิดและการแสดงออก มาเป็นผลงานที่สำเร็จ ได้ผลงานจำนวน 52 ชิ้น ซึ่งในโครงการวิจัยนี้ มีผลงาน 1 ชิ้น ที่ผู้วิจัยได้ส่งเข้าร่วมงานวิชาการระดับนานาชาติ ผ่านผู้ทรงคุณวุฒิประเมินผลงานให้ได้ร่วมแสดงในงานดังกล่าว และในวันเปิดงาน ได้มีการประกาศให้เป็นผลงานที่ได้รับการประเมินสูงสุด จนได้รับรางวัล <em>The Excellence Awards 2023 </em>จาก <em>International Art, Design and Architecture Exhibition 2023 </em>(ADA) ประเทศไทย รางวัลที่ได้รับนั้น คือสิ่งที่สะท้อนความสำเร็จเชิงสุนทรียะ และแนวคิดอย่างเด่นชัด ได้รับการยอมรับจากผู้ทรงวุฒิในการประเมินผลงาน งานวิจัยนี้จึงเป็นการสร้างสรรค์ผลงานที่สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์</p>
บุญช่วย เกิดรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
20
55
-
การออกแบบกระบวนการสร้างภูมิปัญญาใหม่เพื่อการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/282564
<p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในโครงการ OTOP และแบรนด์ที่ประสบความสำเร็จ เพื่อนำผลที่ได้มาพัฒนากระบวนการสร้างภูมิปัญญาใหม่เพื่อการออกแบบผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพและการพรรณนาวิเคราะห์ แบ่งกลุ่มข้อมูลออกเป็น 4 ระยะ ได้แก่ (1) หน่วยงานภาครัฐด้านการพัฒนาชุมชน (2) แบรนด์เอกชนที่ประสบความสำเร็จ (3) ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ และ (4) การทดลองใช้กระบวนการกับชุมชนผลิตงานหัตถกรรมผ้าทอมือ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ในภาครัฐมีเป้าหมายเชิงยกระดับรายได้ของชุมชน แต่ยังเป็นลักษณะการดำเนินงานแบบกำกับจากส่วนกลาง ส่งผลต่อความต่อเนื่องและการมีส่วนร่วมของชุมชนในฐานะเจ้าของกระบวนการ ในทางตรงกันข้าม แบรนด์เอกชนที่ใช้แนวคิดการร่วมสร้าง (Co-creation) และการออกแบบเชิงมีส่วนร่วม สามารถสร้างผลิตภัณฑ์ที่สะท้อนศักยภาพและอัตลักษณ์ของพื้นที่อย่างชัดเจน เมื่อทดลองใช้กระบวนการสร้างภูมิปัญญาใหม่กับชุมชนต้นแบบ พบว่าสามารถนำไปใช้จริง ช่วยให้ชุมชนเกิดการพัฒนาทักษะการออกแบบร่วมกัน และนำไปสู่การสร้างอัตลักษณ์ใหม่ของผลิตภัณฑ์ที่สามารถต่อยอดเชิงเศรษฐกิจได้</p>
ศักดิ์สิทธิ์ ภัทรประกฤต
รวิเทพ มุสิกะปาน
กรกลด คำสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
113
144
-
Visual Activism ในศิลปะร่วมสมัย ของศิลปินหญิงไทยและอินเดีย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/282984
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ (1) ศึกษาผลงานของศิลปินหญิงชาวไทยและอินเดียที่ใช้ศิลปะเป็นพื้นที่ของการต่อต้านปิตาธิปไตยและการฟื้นคืนสิทธิสตรี (2) ศึกษาผลงานของศิลปินหญิงที่ใช้ผัสสะและประสบการณ์ส่วนบุคคลเพื่อการเรียกร้องสิทธิ และ (3) ศึกษาการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างศิลปิน ผู้ชม และชุมชนผ่านการเคลื่อนไหวผ่านสื่อภาพ (Visual Activism) โดยใช้กรณีศึกษาจากผลงานศิลปะของศิลปินอินเดีย เช่น พัสพามาลา เอ็น ศิลปะ คุปตะ และ มานาลินี มุจเคอจี ศิลปินร่วมสมัยจากประเทศไทย เช่น การ์มา ศิริโกกาญจน์ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการท้าทายบทบาทของผู้หญิงในสังคมผ่านผลงานทัศนศิลป์สื่อผสม บทความนี้ชี้ให้เห็นว่า การเคลื่อนไหวผ่านสื่อภาพ (Visual Activism) ไม่เพียงแต่เป็นการแสดงออกทางศิลปะเท่านั้น แต่ยังเป็นการเคลื่อนไหวทางสังคมที่มีพลังในการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอำนาจและส่งเสริมสิทธิของผู้หญิงในบริบททางวัฒนธรรมที่ซับซ้อนของไทยและอินเดีย</p>
อุษาวดี ศรีทอง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
145
165
-
กระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/285322
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษากระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ ด้วยการศึกษาตาม องค์ประกอบของการศึกษา 4 ด้าน ของศาสตราจารย์ ดร.อลิธซาเบธ สไตเนอร์ (Steiner, 1988 อ้างอิงจาก ณรุทธ์ สุทธจิตต์, 2561 : 3-7) ได้แก่ ผู้สอน ผู้เรียน เนื้อหาสาระ และบริบทอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลักคือศิษย์ที่ได้รับการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา จากครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์โดยตรง จำนวน 3 ท่าน ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและการวิเคราะห์เอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการตีความเชิงอุปนัยและนำเสนอแบบพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการถ่ายทอดการบรรเลงเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา ตามแนวทางของ ครูธีระศักดิ์ ชุ่มชูศาสตร์ ใช้หลักการสอนแบบมุขปาฐะ โดยมีวิธีการที่สำคัญได้แก่ การนอยปาก การเลียนแบบ การทำซํ้า และการปลูกฝังคุณธรรมมารยาททางดนตรี พบประเด็นย่อย 4 ประเด็นได้แก่</p> <p> (1) ด้านผู้สอน ครูธีระศักดิ์เป็นผู้สืบเชื้อสายบ้านดุริยประณีตผ่านการเรียนกับครูผู้เชี่ยวชาญหลายท่าน ได้รับการถ่ายทอดเดี่ยวฆ้องมอญวงใหญ่ เพลงกราวใน เถา จากครูสมชาย ดุริยประณีต (2) ด้านผู้เรียน ต้องผ่านการฝากตัวเป็นศิษย์ ผ่านการพิจารณาคุณสมบัติ ภูมิรู้ ทักษะ และความประพฤติที่เหมาะสม จึงจะได้รับการถ่ายทอดเดี่ยวกราวใน เถา ที่ถือเป็นเดี่ยวชั้นสูง (3) ด้านเนื้อหา ผู้เรียนต้องศึกษาโครงสร้างทำนองเพลง</p> <p> กลุ่มเสียงปัญจมูลที่ และกลวิธีการบรรเลงของเพลงเดี่ยวกราวใน เถา (4) บริบทอื่น ๆ พบขั้นตอนการถ่ายทอด 3 ขั้น ได้แก่ ขั้นนำ ใช้วิธีการเกริ่นนำด้วยการพูดคุยและทบทวนเนื้อหา ขั้นถ่ายทอด อธิบายเนื้อหา ถ่ายทอดโดยการนอยปาก การสาธิต การบรรเลงร่วมกับจังหวะหน้าทับ และสอดแทรกคุณธรรม และขั้นสรุป บรรเลงพร้อมบันทึกเสียงหลังเรียน ใช้การประเมินตามสภาพจริง และให้ข้อเสนอแนะย้อนกลับ มีการจัดการเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น และเสริมแรงบวกให้ผู้เรียน</p>
พิสิษฐ์ นรสิงห์
สุรพงษ์ บ้านไกรทอง
สุพัตรา วิไลลักษณ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
56
72
-
การพัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้ และทักษะการเป็นพลเมือง โดยประยุกต์ใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทย สู่ความเป็นพลเมืองโลก
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/284699
<p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาผลลัพธ์การเรียนรู้และทักษะการเป็นพลเมือง 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำวงมาตรฐาน ระหว่างก่อนกับหลังเรียน และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่ได้รับการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยสู่ความเป็นพลเมืองโลก กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนมัธยมสิริวัณวรี ๓ ฉะเชิงเทรา จำนวน 35 คน ได้จากการเลือกสุ่มแบบง่าย เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบรำวงมาตรฐาน 3) แบบประเมินทักษะปฏิบัติ และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าที และค่าคะแนนพัฒนาการสัมพัทธ์</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า ผลลัพธ์การเรียนรู้รายวิชานาฏศิลป์ ชุดรำวงมาตรฐานที่ได้รับการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยสู่ความเป็นพลเมืองโลกของนักเรียนมีพัฒนาการสัมพัทธ์ดีขึ้น เมื่อนำมาเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน พบว่า ผลคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 และนักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้นาฏศิลป์ไทยสู่ความเป็นพลเมืองโลก ทั้งในด้านภายในส่วนบุคคล และด้านปฏิสัมพันธ์ทางสังคมอยู่ในระดับมากที่สุด</p>
วรกมล พิบูลย์เพิ่มทรัพย์
มาโนช บุญทองเล็ก
กัญชพร ตันทอง
ประวิทย์ ฤทธิบูลย์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
ึ73
90
-
ห้วงเวลาแห่งการเปลี่ยนผ่านในชีวิต: การศึกษาผลงานศิลปะของ จอร์เจีย โอคีฟ ในช่วงสูญเสียสภาวะสมดุลทางใจ (ค.ศ. 1929 – 1936)
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/283790
<p><strong> จอร์เจีย โอคีฟ </strong>(Georgia O’Keeffe, ค.ศ. 1887 – 1986) เป็นที่รู้จักจากผลงานจิตรกรรมภาพชุดดอกไม้และศิลปะนามธรรม แต่ศิลปินมีช่วงชีวิตที่เธอสูญเสียสภาวะสมดุลทางใจ (ปี ค.ศ.1931- 1933) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ยังไม่ได้รับการศึกษาในเชิงลึก งานวิจัยนี้จึงมุ่งเน้นวิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมและวาดเส้นระหว่างปี ค.ศ. 1929 - 1936 ซึ่งครอบคลุมช่วงก่อน ระหว่าง และหลังวิกฤตสำคัญในชีวิตโอคีฟ โดยไม่ได้เน้นการตีความสัญลักษณ์เชิงจิตวิเคราะห์หรือผลวินิจฉัยทางจิตเวช หากเป็นการวิเคราะห์ในฐานะกรณีศึกษา ความสอดคล้องของชีวิตและผลงานการสร้างสรรค์ ในแง่มุมของงานวิจัยที่ผสมผสานเรื่องเล่าชีวประวัติและวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Biographical Narrative Inquiry and Qualitative Interpretation) ที่เชื่อมโยงชีวประวัติอันมีศิลปะเป็นสื่อกลาง</p> <p> ผู้วิจัยใช้องค์ความรู้ทั้งประสบการณ์ทางปฏิบัติการและทฤษฎีศิลป์ ประกอบกับวรรณกรรมด้านจิตวิทยา เพื่อใช้วิเคราะห์ผลงานจิตรกรรมในห้วงเวลาสำคัญก่อนและหลังการรักษาปัญหาสุขภาพจิต งานวิจัยสะท้อนมุมมองของโอคีฟที่แม้เผชิญปัญหาสุขภาพจิต แต่สามารถค้นพบความงอกงามภายหลังเผชิญเหตุการณ์สะเทือนใจ (Posttraumatic Growth: PTG) เกิดการตระหนักและเรียนรู้ภายในตนเอง ความยืดหยุ่นทางจิตใจ (Resilience) และการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Transformation) จนนำไปสู่การปรับตัวกลับสู่เส้นทางสร้างสรรค์ศิลปะจนถึงบั้นปลายชีวิตได้</p> <p> แม้ว่าศิลปินจะโด่งดังในช่วงศิลปะสมัยใหม่ (Modern Art Era) ผลงานของเธออาจถูกมองว่าล้าหลังไปแล้วสำหรับยุคสมัยปัจจุบัน แต่ผู้วิจัยคิดว่าการศึกษาวิจัยในครั้งนี้จะมีคุณค่าในฐานะการทำความเข้าใจผลงานศิลปะที่เป็นส่วนหนึ่งของการบันทึกชีวิต สะท้อนให้เห็นความเป็นมนุษย์อันซับซ้อนและอาจเป็นแรงบัดาลใจให้แก่ศิลปินที่กำลังเผชิญปัญหาสุขภาพจิตได้</p>
ศรัณยา พิชรานันท์
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
91
112
-
Miao Batik: Pattern Elements and Symbolic Representation in Qiandongnan, Guizhou Province, China
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/280342
<p> Research investigates the inheritance, pattern elements, and symbolic representation of Miao batik in Qiandongnan, Guizhou Province, focusing on Danzhai County in the Qiandongnan Miao and Dong Autonomous Prefecture as the primary research area.<br /> The research employs a qualitative methodology integrating field observation, semi-structured interviews, and a questionnaire survey with local artisans, cultural experts, and young practitioners to collect data on batik transmission and symbolism.<br /> The results show that Miao batik patterns can be categorized into four categories: animal, plant, geometric, and everyday patterns. Each category embodies symbolic meaning rooted in historical memory, belief systems, and auspicious culture. Drawing on Saussure's semiotic theory and Rogers's diffusion of innovation framework, this study illustrates how batik patterns convey cultural identity and reflect modern adaptation challenges, such as generational gaps, market constraints, and policy support.</p>
Xuexue Guo
Boonjan Phetmueangloei
Keran Wang
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
166
186
-
The Development of the Character Image of White Snake and Green Snake in The Legend of White Snake Animation Trilogy
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/fineartstujournal/article/view/280343
<p> This study examines the development of White Snake and Green Snake’s character images in the animated trilogy White Snake (2019), Green Snake (2021), and White Snake: Afloat (2024). As one of China’s most enduring folktales, The legend of white snake has undergone numerous reinterpretations, with recent animated versions reconstructing the protagonists through visual and symbolic strategies.</p> <p> Adopting a qualitative research design, the study combines interviews and surveys with a semiotic analytical framework derived from Charles Sanders Peirce. Through this approach, it investigates how costume design, color symbolism, and physical movement contribute to identity construction. White Snake is transformed from a passive romantic figure into a determined and empowered protagonist, while Green Snake evolves into a central character with emotional depth and narrative agency.with a brief explanation of Peirce’s triadic modelsign, object, and interpretant for interdisciplinary clarity.</p> <p> Findings suggest that contemporary Chinese animation redefines traditional gender roles and deepens character identity through visual storytelling. It emphasizes that symbolic design and narrative innovation serve as powerful tools in revitalizing folklore for modern audiences. The study recommends that future animation projects continue to explore culturally rooted, symbolically rich character development in order to balance creative expression with cultural authenticity. </p>
Zhiwei Gu
Boonjan Phetmueangloei
Keran Wang
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ศิลปกรรมสาร
2026-06-27
2026-06-27
19 1
187
207