PSDS Journal of Development Studies https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu <p><strong>"วารสารพัฒนศาสตร์"</strong>&nbsp; วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์<strong> เปลี่ยนชื่อจากเดิม คือ "วารสารสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร"</strong> <strong>ตีพิมพ์ฉบับที่ 1 ในปี พ.ศ. 2548</strong> เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ "บัณฑิตอาสาสมัคร" วัฒนธรรมการเรียนรู้ การศึกษา องค์ความรู้จากในพื้นที่ชนบทที่บัณฑิตอาสาสมัครได้ลงพื้นที่ปฏิบัติงานภาคสนาม ได้ดำเนินการพัฒนาและปรับปรุงเรื่อยมาจนในปี พ.ศ.2561 ที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ได้ยกสถานะเป็นวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ ชื่อวารสารจึงได้เปลี่ยนเป็น "วารสารพัฒนศาสตร์" และใช้มาจนถึงปัจจุบัน</p> <p><strong>"วารสารพัฒนศาสตร์"</strong> ยังคงมุ่งเน้นการเป็นวารสารที่จัดทำขึ้นเพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการในลักษณะสหสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ โดยเปิดรับบทความวิชาการ บทความวิจัย และผลงานวิชาการลักษณะอื่นๆ ที่ครอบคลุมประเด็นศึกษาทั้งในมิติทางวัฒนธรรม การเมือง การบริหารจัดการ สังคม เศรษฐกิจ การพัฒนาชุมชน ประวัติศาสตร์ และการสร้างสรรค์นวัตกรรมทางสังคม มีขอบเขตการศึกษาความเป็นชนบท (Rurality) ที่ไม่จำกัดอยู่เฉพาะในพื้นที่ชนบทแต่ขยายไปถึงคนชนบทในเมือง คนเมืองที่มีรสนิยมการบริโภคสินค้าชนบท หรือเมืองที่มีส่วนสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับชนบท มีกำหนดการออก 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน)&nbsp; ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม - ธันวาคม) โดยได้จัดทำทั้งแบบพิมพ์ และจะเริ่มจัดแบบอิเล็กทรอนิกส์ในปี&nbsp; พ.ศ.2564 บทความที่ได้ตีพิมพ์ในวารสารฉบับนี้ ต้องผ่านการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในแต่ละสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับบทความ (Peer Review) จำนวน 3 คน โดยข้อมูลของผู้ประเมินและผู้เขียน (ผู้นิพนธ์) จะไม่ถูกเปิดเผย (Double-blind) ทั้งนี้ ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความที่ปรากฏในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นทัศนะและความคิดเห็นของผู้เขียนแต่ละท่าน ไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารแต่อย่างใด</p> <p><strong>ISSN:</strong> 2630-0680 (Print)</p> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม – มิถุนายน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ฉบับที่ 2 เดือน กรกฏาคม – ธันวาคม</p> วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ en-US PSDS Journal of Development Studies 2630-0680 ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองในสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) : การสร้างเสริมสุขภาวะตามแบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256503 <p>ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองเป็นประชากรกลุ่มเสี่ยงที่ได้รับผลกระทบจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์ ซึ่งเป็นแนวคิดเชิงทฤษฎีที่ช่วยในการอธิบายและทำนายพฤติกรรมสร้างเสริมสุขภาพของบุคคลมาใช้อธิบายถึงกระบวนการที่ช่วยกระตุ้นหรือเสริมแรงจูงใจให้ผู้สูงอายุในชุมชนเมืองมีการปฏิบัติพฤติกรรมการสร้างเสริมสุขภาพ แบบจำลองนี้ประกอบด้วยมโนทัศน์สำคัญ 3 ประการ&nbsp;&nbsp;&nbsp; ที่นำไปสู่พฤติกรรมการส่งเสริมสุขภาพตามแนวการพยาบาลและพฤติกรรมศาสตร์ ได้แก่ 1) ลักษณะเฉพาะและประสบการณ์ของบุคคล 2) ความรู้ความเข้าใจเฉพาะพฤติกรรมและผลกระทบ และ 3) ผลลัพธ์ด้านพฤติกรรม ดังนั้น การสร้างเสริมสุขภาวะของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง โดยการประยุกต์ใช้แนวทางตามแบบจำลองดังกล่าวนี้ในทางการปฏิบัติจะช่วยชี้แนวทางให้เห็นถึงวิธีการส่งเสริมสุขภาพส่วนบุคคล ทั้งในทางการพยาบาล การสาธารณสุขชุมชน และการดูแลรักษาสุขภาวะส่วนบุคคลเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันการติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของผู้สูงอายุในชุมชนเมือง ซึ่งจะทำให้เห็นแนวทางการดำเนินงานการส่งเสริมสุขภาพเชิงปฏิบัติ การวิจัยทางการสาธารณสุข และการปฏิบัติการวิจัยภาคสนามอย่างเป็นขั้นตอนและเป็นรูปธรรม</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> ผู้สูงอายุ ชุมชนเมือง สถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) การสร้างเสริมสุขภาวะ แบบจำลองการส่งเสริมสุขภาพของเพนเดอร์</p> <p>&nbsp;</p> วรวุฒิ ภักดีบุรุษ Copyright (c) 0 2021-12-30 2021-12-30 4 2 184 211 การเมืองดิจิทัล : การเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองของคนกลุ่มใหม่ในโลกเสมือน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256499 <p>บทความนี้ต้องการอธิบายการเปลี่ยนภูมิทัศน์ทางการเมืองแบบใหม่ในประเทศไทย เนื่องจากปรากฏการณ์ทางการเมืองในช่วงหลายปีที่ผ่านมาในหลายประเทศทั่วโลก เช่น อาหรับสปริงส์ (Arab Spring) การประท้วงในสหรัฐอเมริกา ต่างอาศัยเครือข่ายสื่อสังคมออนไลน์ในการขับเคลื่อนขบวนการ ซึ่งถือว่าเป็นขบวนการทางการเมืองแบบใหม่ ขณะที่ในกรณีของประเทศไทยนั้น การเลือกตั้งครั้งล่าสุดที่ผ่านมา (พ.ศ.2562) ภายหลังการครองอำนาจมาอย่างยาวนานของคณะรัฐประหาร ก็เกิดปรากฏการณ์ที่พรรคอนาคตใหม่ระดมใช้การสื่อสารผ่านสื่อสังคมออนไลน์ทั้งเฟสบุ๊ค ไลน์ และทวิตเตอร์ จนได้รับเลือกตั้งจำนวนมาก ส่งผลให้ภูมิทัศน์ทางการเมืองของไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าสนใจ ขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมเหล่านี้ เกิดท่ามกลางบริบทของการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีทางการสื่อสารที่ครอบคลุมพื้นที่ในวงกว้างจนรัฐยากจะควบคุม ขณะเดียวกันสื่อสังคมออนไลน์ก็ได้กลายมาเป็นเครื่องมือทางการเมืองของคนกลุ่มต่าง ๆ</p> ชัยพงษ์ สำเนียง Copyright (c) 2021 ชัยพงษ์ สำเนียง 2021-12-30 2021-12-30 4 2 1 35 ช่องว่างของการคุ้มครองทางสังคมสำหรับผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256500 <p>ผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างเป็นหนึ่งในอาชีพที่จำแนกเป็นแรงงานไม่เป็นทางการ คนกลุ่มนี้ประสบกับช่องว่างของการคุ้มครองทางสังคม เนื่องจากไม่มีนโยบายและมาตรการใดที่จัดไว้เฉพาะกลุ่มอาชีพนี้ จึงใช้วิธีการสำรวจและวิเคราะห์ทางสถิติเชิงพรรณนา จัดทำตารางไขว้ความสัมพันธ์ของตัวแปร และทดสอบ chi-square เพื่ออธิบายสถานการณ์ทางอาชีพและรายการการคุ้มครองทางสังคมของผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้างในกรุงเทพมหานคร พบว่า การจดทะเบียนหรือไม่จดทะเบียนผู้ขับรถจักรยานยนต์รับจ้าง และการจำแนกสถานะแรงงานทางการและไม่เป็นทางการมีผลต่อการเข้าถึงระบบการคุ้มครองทางสังคม อีกทั้งมาตรการช่วยเหลือในภาวะฉับพลันโคโรนาไวรัส พบว่า เกณฑ์การคัดกรองใช้ฐานคิดของความยากจน ทำให้เกิดช่องว่างของการคุ้มครองทางสังคม ในแง่ของผู้ที่ได้รับ รายการสิทธิประโยชน์ และเงื่อนไขต่าง ๆ เช่น รายได้ เงินออม และสินทรัพย์ ส่วนท้ายของบทความจึงเสนอให้เห็นว่าภาครัฐควรทบทวนทิศทางของการบริหารและนโยบายสังคม ทั้งวิธีคิด บทบาทของสถาบันต่าง ๆ และเครื่องมือของการคุ้มครองทางสังคม</p> กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ Copyright (c) 2021 กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์, สมศักดิ์ อมรสิริพงศ์ 2021-12-30 2021-12-30 4 2 36 79 การจัดการความรู้การท่องเที่ยวโดยชุมชนเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256501 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ เพื่อศึกษาองค์ความรู้ในการจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย ปัญหาของการวิจัยคือ&nbsp; 1) เนื้อหาที่เชื่อมโยงความรู้เกี่ยวกับการนำความรู้มาจัดการความรู้ด้านการท่องเทียวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบ้านสบรวก ในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ มีวิธีดำเนินการอย่างไร และ 2) เนื้อหาที่เชื่อมโยงของความรู้เกี่ยวกับศักยภาพในการใช้องค์ความรู้บ้านสบรวกในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำมีรูปแบบการจัดการความรู้ในลักษณะอย่างไร ประชากรที่ใช้ในการวิจัยเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย จำนวน 30 ราย มีผู้ให้ข้อมูลหลักคือ 1) ผู้ประกอบการธุรกิจท่องเที่ยว จำนวน 3 ราย 2) คนพื้นที่ในชุมชนบ้านสบรวก จำนวน 15 ราย 3) หน่วยงานภาครัฐ จำนวน 2 ราย และ 4) นักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จำนวน 10 ราย ผู้วิจัยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ วิธีดำเนินการวิจัยคือ ศึกษาศักยภาพของชุมชน แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในชุมชนกับกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในเรื่องการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ ประมวลองค์ความรู้ ข้อมูลที่ได้จากกระบวนการต่างๆ ในการจัดการความรู้ และได้องค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบของการจัดการความรู้ในพื้นที่ทำการวิจัย&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า องค์ความรู้ในการจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ของชุมชนบ้านสบรวกกล่าวคือ องค์ความรู้ที่ประยุกต์ใช้สามารถนำมาใช้ในการจัดการความรู้การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในแหล่งท่องเที่ยวทางวัฒนธรรมของพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำได้เป็นอย่างดี โดยองค์ความรู้นั้นสามารถจำแนกความรู้ได้เป็น 4 ด้าน คือ 1) องค์ความรู้ด้านทรัพยากรการท่องเที่ยวประเภททรัพยากรทางธรรมชาติ เช่น แม่น้ำโขง ดอยสะโง้ และทรัพยากรทางด้านวัตถุ เช่น โบราณสถาน วัด และพิพิธภัณฑ์ 2) องค์ความรู้ด้านบทบาทของบ้านสบรวกต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 3) องค์ความรู้ด้านผลลัพธ์จากการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ 4) องค์ความรู้ด้านรูปแบบกิจกรรมการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ โดยกลุ่มวิสาหกิจชุมชนนี้เป็นกลุ่มที่มีการมีการนำองค์ความรู้มาใช้เพื่อการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ได้อย่างมีประสิทธิภาพในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำ ส่วนศักยภาพของการใช้องค์ความรู้ในการจัดการด้านการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำพบว่า มีกระบวนการสำคัญคือกิจกรรมสร้างสรรค์ที่มาจากการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเฉพาะบ้านสบรวกกับนักท่องเที่ยว ศักยภาพของการใช้องค์ความรู้ที่ได้จากการสังเคราะห์มีลักษณะเป็นพลวัต กิจกรรมสร้างสรรค์นำสู่การผสมผสานขององค์ความรู้ เกิดเป็นศักยภาพของการใช้องค์ความรู้ชุดใหม่ที่เป็นหัวใจในการนำความรู้ไปใช้ และเป็นพลังของบ้านสบรวกในการขับเคลื่อนการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ในพื้นที่ท่องเที่ยวสามเหลี่ยมทองคำในเบื้องต้นได้&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> <p><strong><em>คำสำคัญ</em></strong><em>:</em> การจัดการความรู้, การท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์</p> ธีรภัท ชัยพิพัฒน์ Copyright (c) 0 2021-12-30 2021-12-30 4 2 80 128 ผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ของโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน กรณีชุมชนในเขตพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256502 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลกระทบทางสังคม (Social Impact Assessment: SIA) ของโครงการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน ที่ดำเนินงานโดยองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน (องค์การมหาชน) การศึกษานี้ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเป็นผู้ให้ข้อมูลจำนวน 66 คน จาก 10 ชุมชน ผลการวิจัย พบว่า ผลกระทบทางสังคมจากโครงการเกิดขึ้น 3 ด้าน คือ 1) ด้านสังคม ได้แก่ (1) สมาชิกชุมชนได้พัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการบริหารธุรกิจการท่องเที่ยวมากขึ้น (2) ความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในชุมชนดีขึ้น (3) ชุมชนเกิดการพัฒนาทั้งภาคธุรกิจ การจัดการพื้นที่ และระบบโครงสร้างพื้นฐานมากขึ้น และ (4) ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น ขนบธรรมเนียม และประเพณี ได้รับการสืบทอดไปสู่เยาวชน ทำให้เกิดความยั่งยืนทางวัฒนธรรมและมีจุดเด่นทางการท่องเที่ยวชุมชน 2) ด้านเศรษฐกิจ ได้แก่ ชุมชน วิสาหกิจชุมชน และธุรกิจภาคเอกชนมีรายได้เพิ่มขึ้นจากการท่องเที่ยวในท้องถิ่น และ 3) ด้านสิ่งแวดล้อม พบว่า ชุมชนได้ดูแลและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมมากขึ้น ทำให้เกิดมูลค่าจากการใช้ประโยชน์ให้แก่สังคมเพิ่มขึ้น และช่วยสร้างระบบนิเวศที่ยั่งยืน ผลจากศึกษาได้นำไปสู่การสร้างข้อเสนอในเชิงนโยบายต่อพัฒนาชุมชนด้วยการท่องเที่ยว สอดคล้องกับแนวทางการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> <p>&nbsp;</p> <p><strong><em>คำสำคัญ</em></strong><strong><em>:</em></strong> การประเมินผลกระทบทางสังคม เส้นทางผลกระทบทางสังคม การพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชน &nbsp;การท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน</p> เกศกุล สระกวี Copyright (c) 0 2021-12-30 2021-12-30 4 2 129 183 บทบรรณาธิการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/256504 ธิดารัตน์ ศักดิ์วีระกุล Copyright (c) 0 2021-12-30 2021-12-30 4 2