วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu
<p><strong>"วารสารพัฒนศาสตร์</strong> <strong>วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ " </strong>เปลี่ยนชื่อจาก<strong> "วารสารสำนักบัณฑิตอาสาสมัคร"</strong> <strong>เผยแพร่ฉบับแรกในปี พ.ศ. </strong><strong>2548</strong> เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้และผลงานวิชาการที่เกี่ยวข้องกับบทบาทของ "บัณฑิตอาสาสมัคร" ที่ได้เข้าไปเรียนรู้วัฒนธรรม วิถีชีวิต การศึกษา พัฒนาและรวบรวมองค์ความรู้จากในพื้นที่ชนบทที่บัณฑิตอาสาสมัครได้เข้าไปปฏิบัติงานภาคสนามร่วมกับประชาชนในพื้นที่ วารสารฯ ได้ดำเนินการพัฒนาและเผยแพร่ความรู้ด้านการพัฒนาทางด้านสังคมศาสตร์เรื่อยมา กระทั่งปี พ.ศ.2561 ที่สำนักบัณฑิตอาสาสมัคร ได้ยกสถานะเป็นวิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ วารสารจึงได้เปลี่ยนชื่อให้สอดคล้องกับชื่อของหน่วยงานและใช้มาจนถึงปัจจุบัน</p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานทางวิชาการ แลกเปลี่ยนแนวคิด ความรู้ ความก้าวหน้าใหม่ในลักษณะสหสาขาวิชาทางสังคมศาสตร์ พัฒนศาสตร์ โดยเปิดรับบทความวิชาการ บทความวิจัย และผลงานวิชาการลักษณะอื่น ๆ ที่ครอบคลุมประเด็น</p> <ul> <li>การศึกษาวิจัยและปฏิบัติการพัฒนาในระดับชุมชนท้องถิ่น/ชุมชนเมือง ทั้งในมิติทางวัฒนธรรม การเมือง เศรษฐกิจ สังคม</li> <li>การบริหารจัดการทรัพยากร</li> <li>ทุนทางสังคม</li> <li>การศึกษาเพื่อการพัฒนา และ</li> <li>การสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อการพัฒนามนุษย์และสังคม</li> </ul> <p><strong>การพิจารณาและคัดเลือกบทความ</strong></p> <p>วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้กำหนดเงื่อนไขการพิจารณาและคัดเลือกบทความ ดังนี้</p> <ol> <li>บทความที่เสนอเข้ามาเพื่อขอรับการตีพิมพ์ต้องไม่อยู่ในกระบวนการพิจารณาของวารสารอื่น และไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่มาก่อน</li> <li>บทความมีความสอดคล้องกับจุดมุ่งหมายและขอบเขตของวารสารฯ</li> <li>บทความมีรูปแบบการเขียนเรียบเรียงที่เหมาะสมตามหลักวิชาการ มีหลักฐานอ้างอิงที่ถูกต้องและเชื่อถือได้</li> <li>การพิจารณาบทความเพื่อเผยแพร่ในวารสารพัฒนศาสตร์ ทำโดย<strong>ผู้ทรงคุณวุฒิ</strong> <strong>(peer-reviewers) </strong>จากสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความทั้งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย <strong>จำนวน 2 ท่านต่อ 1 บทความ </strong>เริ่มตั้งแต่วารสารปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2569) เป็นต้นไป </li> <li>ประเภทการพิจารณาบทความ<strong> ใช้รูปแบบ</strong> <strong>Double-Blinded Review</strong> <strong>โดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้พิจารณาบทความ</strong></li> <li>บทความจะได้รับการเผยแพร่เมื่อผู้เขียนได้ดำเนินการปรับปรุงตามข้อเสนอแนะจากผู้ทรงคุณวุฒิและผ่านการพิจารณารับรองจากกองบรรณาธิการวารสารฯ</li> <li>ทัศนะและข้อคิดเห็นของบทความที่เผยแพร่ในวารสารพัฒนศาสตร์ฯ ถือเป็นของผู้นิพนธ์บทความ ผู้ประสงค์จะนำข้อความใด ๆ ไปพิมพ์เผยแพร่ต่อไปต้องได้รับอนุญาตจากผู้นิพนธ์และโปรดแจ้งให้ทางวารสารฯ ทราบ</li> </ol> <p><strong>ประเภทของบทความที่รับตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li>บทความวิจัย </li> <li>บทความวิชาการ </li> </ol> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ </strong></p> <ul> <li>ภาษาไทย</li> <li>ภาษาอังกฤษ</li> </ul> <p><strong>กำหนดการเผยแพร่</strong></p> <p>วารสารตีพิมพ์ 2 ฉบับต่อปี</p> <ul> <li>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน เผยแพร่เดือนมิถุนายน</li> <li>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม เผยแพร่เดือนธันวาคม</li> </ul> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>วารสาร<strong>ไม่เก็บค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์ </strong>ทุกขั้นตอน</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์</p>
วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
th-TH
วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
2774-0935
-
องค์กรพัฒนาเอกชนกับขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/287334
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อเพื่อศึกษาบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนต่อขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานในประเทศไทยในระหว่างทศวรรษ 2520 ถึงปัจจุบัน ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ<br />ผลการศึกษาสรุปได้ว่า ในช่วงปลายทศวรรษ 2520 ถึงต้นทศวรรษ 2540 องค์กรพัฒนาเอกชนที่ทำงานกับแรงงานซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานไทย มีบทบาทเด่นชัดในการทำให้การเคลื่อนไหวของแรงงาน โดยเฉพาะขบวนการแรงงานที่มีสหภาพแรงงานเป็นผู้นำมีทิศทางไปสู่การเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมไม่ใช่เป็นเพียงกลุ่มผลประโยชน์ที่เคลื่อนไหวเพื่อผลประโยชน์เฉพาะหน้าของแรงงานเท่านั้น ในปัจจุบันตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2540 เป็นต้นมา ความเปลี่ยนแปลงในเรื่องรูปแบบการจ้างงานที่มีความหลากหลาย<br />ซับซ้อนมากขึ้น และองค์ประกอบของแรงงานในประเทศไทยที่มีสัดส่วนของแรงงานข้ามชาติจำนวนมาก การแบ่งขั้วทางการเมืองภายใต้ระบอบการเมืองที่ยังไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างสมบูรณ์ ในขณะที่สหภาพแรงงานยังไม่สามารถเป็นตัวแทนผลประโยชน์ของแรงงานทุกกลุ่ม ปัจจัยเหล่านี้เป็นอุปสรรคที่สำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนด้านแรงงานในการสนับสนุนขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานไทย</p>
นภาพร อติวานิชยพงศ์
กิตติกาญจน์ หาญกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 นภาพร อติวานิชยพงศ์, กิตติกาญจน์ หาญกุล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
1
28
-
การยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดน อำเภอเมือง จังหวัดประจวบคีรีขันธ์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/284806
<p class="Body-Text">การวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์ศักยภาพเชิงโครงสร้างในการพัฒนายกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดนอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ โดยประยุกต์กรอบการวิเคราะห์ PESTEL–SWOT เพื่อสะท้อนพลวัตของปัจจัยทางการเมืองและการย้ายถิ่น เศรษฐกิจ สาธารณสุข ท่องเที่ยวกับสิ่งแวดล้อม และการศึกษาเรียนรู้ ที่มีความซับซ้อนในบริบทชายแดนไทย-เมียนมา ผลการศึกษาพบว่า อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์มีศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์สูง จากทำเลที่ตั้งซึ่งเป็นประตูเชื่อมระหว่างอ่าวไทยกับทะเลอันดามัน ผ่านจุดผ่อนปรนพิเศษ<br />ด่านสิงขรที่สามารถพัฒนาเป็นจุดผ่านแดนถาวรเพื่อขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจชายแดน</p> <p class="Body-Text">การศึกษาได้เผยให้เห็นข้อค้นพบด้านการเมืองและการย้ายถิ่นซึ่งแสดงให้เห็นความได้เปรียบทางภูมิรัฐศาสตร์ แต่ยังเผชิญความท้าทายจากสถานการณ์ความไม่สงบในเมียนมาและการระบาดของ COVID-19 ซึ่งส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายของประชากรและสินค้า ขณะที่ข้อค้นพบด้านเศรษฐกิจมีแนวโน้มเติบโตต่อเนื่อง<br />โดยเฉพาะภาคบริการและโลจิสติกส์ แม้ยังมีข้อจำกัดเรื่องแรงงาน การใช้เทคโนโลยี และโครงสร้างการผลิตที่ต้องพัฒนาให้สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ สำหรับข้อค้นพบด้านสาธารณสุขสะท้อนให้เห็นอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์มีความพร้อมของระบบบริการทางการแพทย์และบุคลากร แต่ยังมีภาระงบประมาณสูงจากแรงงานข้ามชาติที่ขาดหลักประกันสุขภาพ จำเป็นต้องพัฒนาระบบบริหารจัดการเชิงบูรณาการและความร่วมมือข้ามพรมแดน ส่วนข้อค้นพบด้านการท่องเที่ยวและสิ่งแวดล้อม อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์มีความโดดเด่น<br />ในฐานะพื้นที่ Royal Coast ที่อุดมด้วยทุนทางธรรมชาติและวัฒนธรรม แต่ยังต้องจัดการผลกระทบจากภาวะโลกร้อน ขยะ และการใช้ทรัพยากรอย่างไม่ยั่งยืน รวมถึงข้อค้นพบด้านการศึกษาและการเรียนรู้ ที่ชี้ให้เห็นว่าแม้มีทุนทางสังคมเข้มแข็งและแหล่งเรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง แต่ยังขาดสถาบันอุดมศึกษาในพื้นที่และการบูรณาการระหว่างภาคส่วน การยกระดับคุณภาพการศึกษาให้สอดคล้องกับเศรษฐกิจชายแดนจึงเป็นโอกาสสำคัญต่อการสร้างทุนมนุษย์รุ่นใหม่ที่ตอบสนองต่ออนาคตของเมืองชายแดน</p>
สุภางค์ จันทวานิช
นฤมล ทับจุมพล
พศกร โยธินนีรนาท
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สุภางค์ จันทวานิช, นฤมล ทับจุมพล, พศกร โยธินนีรนาท
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
29
55
-
การตรวจสอบการจัดการโลจิสติกส์รัฐและธุรกิจท้องถิ่น เพื่อประชากรกลุ่มเปราะบางในวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัล
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/286034
<p class="Body-Text">งานวิจัยนี้ใช้มุมมองสังคมวิทยาการเมืองในบริบทที่พื้นที่ภาคใต้เผชิญอุทกภัยซ้ำซากและมีแนวโน้มรุนแรงขึ้น ขณะที่ระบบสนับสนุนด้านโลจิสติกส์เพื่อกลุ่มเปราะบางยังต้องพึ่งพาการประสานงานหลายระดับ<br />ทั้งส่วนกลาง จังหวัด องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ภาคธุรกิจ และเครือข่ายชุมชน งานนี้จึงมุ่งวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ความสัมพันธ์เชิงปฏิบัติการระหว่างรัฐกับธุรกิจท้องถิ่นภายใต้เงื่อนไขเวลาจำกัด ทรัพยากรจำกัด และข้อมูลที่เปลี่ยนเร็ว โดยเน้นการมองเห็นความต้องการเฉพาะของผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง ผู้พิการ และครัวเรือนรายได้น้อยที่มักถูกทิ้งไว้ท้ายแถวเมื่อเกิดวิกฤติ</p> <p class="Body-Text">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์รูปแบบและกลยุทธ์การจัดการโลจิสติกส์ของหน่วยงานรัฐและธุรกิจท้องถิ่นในการสนับสนุนประชากรกลุ่มเปราะบางในช่วงวิกฤติน้ำท่วมภาคใต้ (2) ศึกษาบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลในฐานะโครงสร้างพื้นฐานเชิงข้อมูลและกลไกการประสานงานด้านโลจิสติกส์ระหว่างรัฐ ธุรกิจท้องถิ่น ชุมชน และกลุ่มเปราะบาง และ (3) สังเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จ ข้อจำกัด และแนวทางพัฒนากลยุทธ์ โลจิสติกส์รัฐและธุรกิจท้องถิ่นเพื่อเพิ่มความปลอดภัยและคุณภาพชีวิตของประชากรกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์ภัยพิบัติ งานวิจัยใช้วิธีชาติพันธุ์วิทยาออนไลน์และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพจากข่าว โพสต์ ความคิดเห็นออนไลน์ เอกสารเชิงนโยบาย และร่องรอยข้อมูลดิจิทัลที่เผยแพร่สู่สาธารณะ</p> <p class="Body-Text">ผลการวิจัย พบว่า การจัดการโลจิสติกส์รัฐและธุรกิจท้องถิ่นผ่านแพลตฟอร์มดิจิทัลมีพลวัตซับซ้อนและไม่เป็นเส้นตรง รัฐยังเป็นผู้เล่นหลักเชิงโครงสร้าง ขณะที่ธุรกิจท้องถิ่นและเครือข่ายไม่เป็นทางการในชุมชนมีบทบาทสำคัญต่อการเข้าถึงพื้นที่และการช่วยเหลือระยะสุดท้าย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ผู้ป่วยติดเตียง และครัวเรือนรายได้น้อย แพลตฟอร์มดิจิทัลทำหน้าที่สามมิติ ได้แก่ ชั้นข้อมูลสำหรับรวบรวมและกระจายสถานการณ์จริงแบบทันเวลา ชั้นการประสานงานเพื่อจับคู่ความต้องการกับทรัพยากร และชั้นความรับผิดชอบต่อสาธารณะซึ่งเปิดพื้นที่ให้ประชาชนติดตามและตั้งคำถามต่อการทำงานของรัฐ งานวิจัยจึงเสนอโมเดลโลจิสติกส์ที่มีความเปราะบางเป็นศูนย์กลาง โดยเชื่อมกลไกความร่วมมือเชิงสถาบันเข้ากับระบบข้อมูลดิจิทัลและการตรวจสอบภาคสนามแบบออฟไลน์</p>
ปริณุต ไชยนิชย์
ออมวจี พิบูลย์
จิราณีย์ พันมูล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ปริณุต ไชยนิชย์, ออมวจี พิบูลย์, จิราณีย์ พันมูล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
56
82
-
การศึกษาเพื่อการพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลง เพื่อเพิ่มพูนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนิสิตครูปฐมวัย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/289549
<p class="Body-Text">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ด้านการเห็นคุณค่าในตนเองและการกำกับอารมณ์ของนิสิตครูปฐมวัย 2) พัฒนาและตรวจสอบคุณภาพรูปแบบการจัดการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงเพื่อเพิ่มพูนคุณลักษณะอันพึงประสงค์ฯ การวิจัยแบ่งเป็น 2 ขั้นตอน ได้แก่ การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสนทนากลุ่มกับนิสิตครูปฐมวัย 9 คน และการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญ 3 คน การสังเคราะห์ข้อมูลร่วมกับทฤษฎีการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงของแจ๊ค เมซิโรว์ เพื่อออกแบบรูปแบบการจัดการเรียนรู้ และการตรวจสอบคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 7 คน</p> <p class="Body-Text">ผลการวิจัยพบว่า นิสิตครูปฐมวัยเผชิญความไม่มั่นใจในการฝึกปฏิบัติวิชาชีพ โดยเฉพาะการจัดการชั้นเรียนและการรับมือพฤติกรรมเด็ก อีกทั้งขาดกระบวนการกำกับอารมณ์ที่เป็นระบบ รวมถึงการพบช่องว่างระหว่างการเรียนทฤษฎีกับการนำไปปฏิบัติจริง จึงต้องการการเรียนรู้ผ่านสถานการณ์จำลองในพื้นที่ปลอดภัย รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยกระบวนการ 5 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นเห็นปัญหา ขั้นคิดไตร่ตรองเชิงวิพากษ์ ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้อย่างมีเหตุผล ขั้นวางแผนปฏิบัติ และขั้นสร้างความหมายใหม่ ผลการตรวจสอบคุณภาพ พบว่า รูปแบบและคู่มือการใช้รูปแบบมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.86-1.00 เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลมีค่าดัชนีความสอดคล้องอยู่ระหว่าง 0.67-1.00 แบบวัดคุณลักษณะอันพึงประสงค์มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.87 และผลการประเมินคุณภาพรูปแบบโดยผู้เชี่ยวชาญอยู่ในระดับมากที่สุด (<span class="CharOverride-22">X</span> = 4.78, S.D. = 0.21)</p>
ธนภร อินต๊ะสิน
สุกัลยา สุเฌอ
ปานเพชร ร่มไทร
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธนภร อินต๊ะสิน, สุกัลยา สุเฌอ, ปานเพชร ร่มไทร
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
83
105
-
การวิจัยเชิงเอกสารเพื่อสังเคราะห์องค์ประกอบของ แผนกลยุทธ์บริหารวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/284803
<p class="Body-Text">การวิจัยเชิงเอกสารครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และหลักการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานวิชาการและการบริหารเชิงกลยุทธ์ในสถานศึกษา (2) สังเคราะห์องค์ประกอบของแผนกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา และ (3) เพื่ออธิบาย ลักษณะ ความหมาย และความสำคัญขององค์ประกอบเชิงกลยุทธ์ที่สังเคราะห์ได้ในบริบทการบริหารงานวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยศึกษาจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องจำนวน 100 ฉบับ (ภาษาไทย 70 ฉบับ และภาษาต่างประเทศ 30 ฉบับ) ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารตามแนวคิดของ Scott และ Mogalakwe ร่วมกับการวิเคราะห์เนื้อหาและการสังเคราะห์เชิงระบบ</p> <p class="Body-Text">ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของแผนกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) การกำหนดทิศทางและเป้าประสงค์ทางวิชาการ (2) การวิเคราะห์บริบทเชิงกลยุทธ์ (3) ภาวะผู้นำและการขับเคลื่อนงานวิชาการ (4) การพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้ (5) การเสริมสร้างสมรรถนะครู (6) การบริหารทรัพยากรเพื่อการเรียนรู้ และ (7) การกำกับ ติดตาม และประเมินผลทางวิชาการ โดยองค์ประกอบทั้งหมดมีความสัมพันธ์เชิงเหตุและผลในลักษณะของระบบพลวัต นอกจากนี้ ผลการวิจัยได้นำไปสู่การพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ในรูปแบบ “Concept–Process–Practice Model” ซึ่งประกอบด้วย 3 ระดับ ได้แก่ ระดับแนวคิด (Concept) ที่เน้นการบูรณาการการบริหารเชิงกลยุทธ์กับงานวิชาการ ระดับกระบวนการ (Process) ที่อธิบายกลไกการดำเนินงานเชิงระบบ และระดับการปฏิบัติ (Practice) ที่เชื่อมโยงสู่การดำเนินงานจริงในสถานศึกษา</p>
สาธิต ศรีวรรณะ
ธานี เกสทอง
วรกฤต เถื่อนช้าง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 สาธิต ศรีวรรณะ, ธานี เกสทอง, วรกฤต เถื่อนช้าง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
106
123
-
การใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมและความผูกพันต่อสถานที่: แนวทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/284525
<p class="Body-Text">บทความนี้วิเคราะห์แนวคิดการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐาน ศึกษาความสัมพันธ์กับการพัฒนาอัตลักษณ์วัฒนธรรมและความผูกพันต่อสถานที่ และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์วัฒนธรรมท้องถิ่น ในฐานะแนวทางการศึกษาเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการทบทวนวรรณกรรมทั้งเอกสารไทยและต่างประเทศ และวิเคราะห์กรณีศึกษาจากโรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะแนวทางการบูรณาการผ่านศิลปะการแสดง การศึกษาพบกลไก 6 ประการที่การใช้ชุมชนเป็นฐานส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมและความผูกพันต่อสถานที่ ได้แก่ การสร้างประสบการณ์ตรง การมีปฏิสัมพันธ์กับผู้รู้ การเรียนรู้ร่วมกันอย่างเท่าเทียม การศึกษาประวัติศาสตร์ท้องถิ่น การเรียนรู้ความสัมพันธ์มนุษย์-สิ่งแวดล้อม และการมีส่วนร่วมในชุมชน</p> <p class="Body-Text">บทความนำเสนอการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ต่อสมมติฐานพื้นฐาน 4 ประการ โดยตั้งคำถามเรื่องความเป็นกลุ่มเดียวกันของชุมชน ความขัดแย้งระหว่างความรู้ท้องถิ่นกับความรู้สากล อำนาจในการกำหนดความรู้ และความเสี่ยงของการนำเสนอวัฒนธรรมแบบผิวเผินและตัดขาดจากบริบท พร้อมเสนอมุมมองใหม่ที่เน้น การสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์กับการพัฒนา การเสริมพลังให้เยาวชนมีอำนาจตัดสินใจเอง มากกว่าเป็นเพียงผู้รับหรือผู้สืบทอดวัฒนธรรมโดยปราศจากวิจารณญาณ และการเชื่อมโยงกับ SDGs อย่างมีวิจารณญาณ</p> <p class="Body-Text">การนำแนวทางนี้ไปประยุกต์ใช้ในบริบทต่างๆ ยังคงมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างระบบและความแตกต่างของศักยภาพชุมชน แนวทางการพัฒนาประกอบด้วย การปรับปรุงนโยบาย การพัฒนาศักยภาพครู และ<br />การสร้างเครือข่ายความร่วมมือ โดยในทางปฏิบัติ การเปิดพื้นที่ให้ผู้รู้จากหลากหลายกลุ่มมีส่วนร่วม การให้นักเรียนวิเคราะห์ว่าอะไรควรรักษา พัฒนา หรือประยุกต์ให้เข้ากับยุคสมัย และการใช้กรณีศึกษาเป็นแรงบันดาลใจมากกว่าแบบจำลอง รวมถึงการใช้ชุมชนเป็นฐานเป็นกลไกที่มีศักยภาพในการบรรลุเป้าหมายของการพัฒนาที่ยั่งยืน ผ่านการสร้างสมดุลระหว่างการอนุรักษ์วัฒนธรรม การพัฒนาการศึกษา และการเสริมสร้างความเข้มแข็งของชุมชน</p>
กฤตชัย ชุมแสง
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 กฤตชัย ชุมแสง
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
124
151
-
วิธีการศึกษาการประกอบสร้างสังคมของเทคโนโลยี (SCOT): แนวคิดและการนำไปใช้
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/287085
<p class="Body-Text">บทความนี้เป็นการทบทวนแนวคิดและวิธีการศึกษาการประกอบสร้างสังคมของเทคโนโลยีหรือ SCOT ซึ่งก่อตั้งขึ้นโดยนักสังคมวิทยาของเทคโนโลยี คือ เทรเวอร์ พินช์ และไวยเบ บิจเกอร์ ในช่วงทศวรรษ 1980 พวกเขาได้นำหลักการพื้นฐานและวิธีการศึกษาจากสังคมวิทยาของความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาปรับใช้ศึกษา การก่อรูปของเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์ในสังคมสมัยใหม่ ซึ่งใช้วิธีศึกษาเชิงประจักษ์จากกรณีศึกษาต่างๆ เช่น จักรยาน เม็ดพลาสติกเบคิไลต์ หลอดไฟ รถยนต์ เป็นต้น เพื่ออธิบายการประกอบสร้างสิ่งประดิษฐ์ทางเทคนิคจาก ‘การผสานรวมทางสังคมและเทคนิค’</p> <p class="Body-Text">วิธีการศึกษากระบวนการก่อรูปของเทคโนโลยีของ SCOT ใช้การวิเคราะห์ที่เป็นลำดับขั้นตอนชัดเจน โดยอาศัยแนวคิดพื้นฐานที่มีลักษณะเฉพาะตัว เช่น แนวคิดกลุ่มทางสังคมที่เกี่ยวข้อง การตีความที่ยืดหยุ่น การปิดและการทำให้เกิดเสถียรภาพ และบริบทสังคมที่กว้างขึ้น เป็นต้น ซึ่งสามารถประยุกต์ใช้กับกรณีศึกษาเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์เฉพาะกรณีได้อย่างหลากหลาย แต่อย่างไรก็ตาม แผนงานในช่วงเริ่มทศวรรษ 1980 ขอบเขตการวิเคราะห์ของ SCOT ยังค่อนข้างจำกัดในการวิเคราะห์ระดับจุลภาค ไม่สามารถเชื่อมโยงไปสู่การวิเคราะห์ในระดับที่กว้างขึ้นหรือระดับโครงสร้างและวัฒนธรรมของเทคโนโลยีได้ จึงมักเป็นจุดอ่อนที่ถูกวิจารณ์จากนักวิชาการนอกสาขาอยู่บ่อยครั้ง แต่ต่อมาในช่วงทศวรรษ 1990 บิจเกอร์ได้พัฒนาวิธีศึกษา SCOT โดยเพิ่มแนวคิด ‘กรอบเทคโนโลยี’ เข้าไปในการวิเคราะห์ ซึ่งช่วยให้เขาสามารถขยายคำอธิบายไปยังขอบเขตที่กว้างขึ้นกว่าเดิมได้ในที่สุด</p> <p class="Body-Text">นับเป็นเวลาสี่ทศวรรษจากจุดเริ่มต้นถึงปัจจุบัน SCOT ก็ยังคงเคลื่อนไหวในโลกวิชาการตะวันตก และถูกนำไปใช้ศึกษาสิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยีกับสังคมอย่างต่อเนื่อง แต่ในโลกวิชาการไทยยังไม่ถูกกล่าวถึงมากนัก บทความนี้อาจเป็นจุดเริ่มต้น ผู้เขียนจึงขอเสนอวิธีศึกษาของ SCOT ในฐานะเครื่องมือหนึ่งในการ ‘เปิดกล่องดำ’ สิ่งประดิษฐ์ทางเทคโนโลยี ซึ่งช่วยให้เราสามารถเข้าใจกระบวนการผลิตสร้างเทคโนโลยีที่ส่งผลต่อชีวิตทางสังคมของผู้คนสมัยใหม่ได้อย่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยเฉพาะปัจจุบันเทคโนโลยีสิ่งประดิษฐ์มากมายได้ถูกพัฒนาขึ้นและกลายเป็นผู้กระทำสำคัญที่ส่งผลต่อวิถีการดำรงอยู่ของสังคมโดยตรง ในขณะเดียวกันการศึกษา ความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับเทคโนโลยีกำลังเป็นประเด็นที่ท้าทายนักวิชาการให้ขยายพรมแดนความรู้ของตนไปยังโลกของสิ่งประดิษฐ์ทางวัตถุเพื่อที่จะสามารถรับมือต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น</p>
คมลักษณ์ ไชยยะ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 คมลักษณ์ ไชยยะ
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
152
183
-
บทบรรณาธิการ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/gvc-tu/article/view/290476
<p class="Body-Text">วารสารพัฒนศาสตร์ วิทยาลัยพัฒนศาสตร์ ป๋วย อึ๊งภากรณ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปีที่ 9 ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน 2569) นำเสนอบทความวิจัยและบทความวิจัยจำนวน 7 เรื่อง ที่สะท้อนความหลากหลายของประเด็นการพัฒนาในสังคมโลกที่พลิกผัน ตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง บทบาทของภาคประชาสังคม การพัฒนาพื้นที่และคุณภาพชีวิต การจัดการภัยพิบัติ การพัฒนาทุนมนุษย์และระบบการศึกษา ตลอดจนความสัมพันธ์ระหว่างสังคมกับเทคโนโลยี โดยบทความทั้งหมดมีจุดร่วมสำคัญอยู่ที่การพิจารณา การพัฒนาว่าเป็นกระบวนการที่เกิดจากความสัมพันธ์ระหว่างผู้คน สถาบัน อำนาจ ความรู้และบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p> <p class="Body-Text">บทความวิจัยเรื่องแรกศึกษาบทบาทขององค์กรพัฒนาเอกชนต่อขบวนการเคลื่อนไหวของแรงงานไทยตั้งแต่ทศวรรษ 2520 จนถึงปัจจุบัน ชี้ให้เห็นบทบาทสำคัญขององค์กรพัฒนาเอกชนในการสนับสนุนให้ขบวนการแรงงานก้าวพ้นจากการเรียกร้องผลประโยชน์เฉพาะหน้าไปสู่การเป็นขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม พร้อมทั้งสะท้อนข้อจำกัดภายในรูปแบบการจ้างงานที่ซับซ้อน การเพิ่มขึ้นของแรงงานข้ามชาติ และบริบททางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงไป ขณะที่บทความว่าด้วยการยกระดับความมั่นคงและคุณภาพชีวิตเมืองชายแดนอำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ นำเสนอศักยภาพและความท้าทายของการพัฒนาพื้นที่ชายแดนในมิติการย้ายถิ่น เศรษฐกิจ สาธารณสุข การท่องเที่ยว สิ่งแวดล้อม และการศึกษา โดยเน้นความจำเป็นของการบริหารจัดการแบบบูรณาการที่เชื่อมโยงศักยภาพของพื้นที่กับความร่วมมือข้ามพรมแดน</p> <p class="Body-Text">ในมิติของการจัดการวิกฤติ บทความวิจัยเกี่ยวกับการจัดการโลจิสติกส์ของรัฐและธุรกิจท้องถิ่นเพื่อประชากรกลุ่มเปราะบางในสถานการณ์น้ำท่วมภาคใต้ แสดงให้เห็นบทบาทของแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งในฐานะระบบข้อมูล กลไกประสานทรัพยากร และพื้นที่ตรวจสอบการทำงานของภาครัฐ พร้อมเสนอให้การออกแบบระบบช่วยเหลือยึดความต้องการของกลุ่มเปราะบางเป็นศูนย์กลาง ส่วนบทความด้านการพัฒนาทุนมนุษย์<br>นำเสนอรูปแบบการเรียนรู้สู่การเปลี่ยนแปลงสำหรับนิสิตครูปฐมวัย เพื่อส่งเสริมการเห็นคุณค่าในตนเองและการกำกับอารมณ์ อันเป็นคุณลักษณะภายในที่สำคัญต่อความพร้อมในการปฎิบัติวิชาชีพครู นอกจากนี้บทความวิจัยเชิงเอกสารเกี่ยวกับแผนกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการโรงเรียนมัธยมศึกษาได้สังเคราะห์องค์ประกอบเชิงระบบที่เชื่อมโยงทิศทางองค์กร ภาวะผู้นำ หลักสูตร การพัฒนาครู การจัดสรรทรัพยาการ และการติดตาม<br>ประเมินผล เพื่อสนับสนุนการยกระดับคุณภาพการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม</p> <p class="Body-Text">สำหรับบทความวิชาการ บทความเรื่องการใช้ชุมชนเป็นฐานเพื่อส่งเสริมอัตลักษณ์วัฒนธรรมและความผูกพั<a id="_idTextAnchor002"></a>นต่อสถานที่ เสนอให้ชุมชนเป็นพื้นที่เรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมในการตีความ อนุรักษ์ และปรับประยุกต์วัฒนธรรมอย่างมีวิจารณญาณ ต่อมาที่บทความว่าด้วยวิธีการศึกษาการประกอบสร้างสังคมของเทคโนโลยี (SCOT): แนวคิดและการนำไปใช้ ช่วยขยายพรมแดนการศึกษาด้านการพัฒนาไปสู่การทำความเข้าใจว่าเทคโนโลยีมิได้เกิดจากปัจจัยทางเทคนิคเพียงลำพัง หากเป็นผลจากการตีความ การต่อรอง และความสัมพันธ์ระหว่างกลุ่มทางสังคมต่างๆ</p> <p class="Body-Text">บทความทั้ง 7 เรื่องที่เผยแพร่ในวารสารพัฒนศาสตร์ฯ ฉบับนี้จึงเป็นตัวแทนร่วมกันแสดงให้เห็นว่า การพัฒนาที่มีความหมายไม่อาจดำเนินไปด้วยแนวทางแบบแยกส่วน หรือกำหนดจากเบื้องบนเท่านั้น หากแต่ต้องอาศัยความเข้าใจในบริบท การมีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้อง การสร้างความเป็นธรรมและโอกาสในการเข้าถึงทรัพยากร ตลอดจนการเปิดพื้นที่ให้ความรู้ เทคโนโลยี และสถาบันต่างๆ ได้รับการวิพากษ์ที่จะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางสังคม วารสารพัฒนศาสตร์ฯ ฉบับนี้จึงมิได้เพียงนำเสนอผลการศึกษาที่หลากหลาย หากยังขอเชิญให้ผู้อ่านตั้งคำถามถึงทิศทางและเงื่อนไขของการพัฒนาที่สมดุล ครอบคลุม และตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงของสังคมอย่างยั่งยืน</p> <p class="Body-Text">กองบรรณาธิการวารสารพัฒนศาสตร์ฯ ขอขอบคุณผู้อ่าน ผู้เขียนทุกท่านที่ให้ความสนใจและมีส่วนร่วมกับวารสารในการเผยแพร่ความรู้ ประสบกาณ์ แนวคิดใหม่ๆ ทางสังคมศาสตร์ที่จะเป็นอีกแรงสนับสนุนให้ความรู้ทางด้านสังคมศาสตร์และการพัฒนามีความก้าวหน้าและช่วยสร้างสรรค์สังคมต่อไป</p>
ธิดารัตน์ ศักดิ์วีระกุล
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 ธิดารัตน์ ศักดิ์วีระกุล
https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
9 1 มกราคม - มิถุนายน
ก
ข