https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/issue/feed วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ 2025-06-30T16:12:20+07:00 Assoc. Prof.Dr. Pimrawee Rocharungsat Pimrawee.roc@mail.pbru.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ ISSN: 2673-0987 (Print) ISSN: 2821-9759 (Online) รับตีพิมพ์บทความด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ สาขาที่เกี่ยวข้องกับภาษา วรรณกรรม คติชนวิทยา โบราณคดี ศิลปะ วัฒนธรรม การท่องเที่ยว การโรงแรม สังคมศาสตร์ ประวัติศาสตร์ การพัฒนาชุมชน การปกครอง การศึกษาและสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง และเป็นบทความประเภทบทความวิชาการ บทความวิจัย บทความปริทัศน์หรือบทวิจารณ์หนังสือ โดย<strong>ว</strong>ารสารมี 2 ฉบับ ดังนี้ ฉบับที่ 1 ประจำเดือน มกราคม - มิถุนายน ฉบับที่ 2 ประจำเดือน กรกฎาคม - ธันวาคม</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281931 ปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรมและการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-06-30T13:27:37+07:00 นวนนท์ วรารักษ์ nawanonrbac@gmail.com ระพีพร แช่มช้อย nawanonrbac@gmail.com สโรชา รัตนเพียร nawanonrbac@gmail.com มริสสา พงษ์ศิริกุล nawanonrbac@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้เป็นการศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรมและการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งผู้วิจัยเห็นว่าปัจจัยต่อการทำงานของพนักงานในปัจจุบันมีความเปลี่ยนแปลงไป โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร และเพื่อศึกษาระดับแรงจูงใจในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเป็นพนักงานที่บริการในส่วนงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 353 คน เป็นการศึกษาเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปของผู้ตอบแบบสอบถาม พบว่า เป็นเพศหญิง มีช่วงอายุ &nbsp;31 – 40 ปี พนักงานมีสถานภาพสมรสมากที่สุด มีช่วงอายุการทำงาน 6 – 10 ปี ส่วนใหญ่มีตำแหน่งพนักงาน &nbsp;&nbsp;มีพนักงานที่มีอัตราเงินเดือนมากที่สุด คือ อัตราเงินเดือน 15,001 – 20,000 บาท และมีระดับปริญญาตรี 2) ผลวิเคราะห์ความเห็นเกี่ยวกับปัจจัยจูงใจ พบว่า อยู่ในระดับมาก และปัจจัยสุขวิทยา อยู่ในระดับมาก&nbsp; 3) ผลวิเคราะห์ความเห็นเกี่ยวกับระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการปฏิบัติงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ ในเขตกรุงเทพมหานคร อยู่ในระดับมาก&nbsp; 4) ผลการวิเคราะห์ข้อมูลเกี่ยวกับปัจจัยทางด้านการใช้ภาษา อยู่ในระดับปานกลาง 5) ผลการทดสอบสมมติฐานโดยใช้สถิติ พบว่า เพศ อายุ อัตราเงินเดือน และระดับการศึกษาของผู้ตอบแบบสอบถามมีความสัมพันธ์กับระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการ&nbsp; อพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนสถานภาพสมรส อายุราชการและตำแหน่งของผู้ตอบแบบสอบถามไม่มีความสัมพันธ์กับระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยจูงใจ กับปัจจัยสุขวิทยา มีความสัมพันธ์ต่อระดับแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในการทำงานของพนักงานบริการงานโรงแรม และการบริการอพาร์ตเมนต์ในเขตกรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม หากพิจารณาทฤษฎีเกี่ยวกับความพึงพอใจในการทำงานแล้วจะพบว่าการที่ผู้ปฏิบัติงาน จะมีความพึงพอใจในการปฏิบัติหน้าที่มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความต้องการของตนได้รับการตอบสนองมากน้อยเพียงใด หากได้รับการตอบสนองมากก็จะมีความตั้งใจในการปฏิบัติงานมาก หากได้รับการตอบสนองน้อย ความตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่ก็จะลดน้อยลงไป</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281932 ผลการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเพื่อส่งเสริมสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ Online ของนักศึกษาครู คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร 2025-06-30T14:04:21+07:00 ชนสิทธิ์ สิทธิ์สูงเนิน sithchon@hotmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนเพื่อพัฒนาสมรรถนะการจัดการเรียนรู้ Online ของนักศึกษาครู ได้แก่ 1) ศึกษาความรู้ในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Online ของนักศึกษาครู 2) ศึกษาความสามารถในการออกแบบจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Online ของนักศึกษาครู 3) ศึกษาความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ Online ของนักศึกษาครู 4) ศึกษาความพึงพอใจของนักศึกษาครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมฯ โดยมีขั้นตอนการมีส่วนร่วมในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นที่ 1 ขั้นร่วมคิด ขั้นที่ 2 ร่วมทำ ขั้นที่ 3 ร่วมประเมิน ขั้นที่ 4 ร่วมรับผลประโยชน์ กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาครู ระดับปริญญาตรี คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร สาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย ชั้นปีที่ 2 จำนวน 40 คน ที่ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ 1) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ 2) แบบประเมินความสามารถในการออกแบบการเรียนรู้ 3) แบบประเมินความสามารถในการจัดการเรียนรู้ และ 4) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักศึกษาครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมฯ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัย พบว่า 1) ความรู้เกี่ยวกับเทคนิคการจัดการเรียนรู้ ผลิตสื่อและการพัฒนานวัตกรรมในการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ และการบริหารจัดการชั้นเรียนของนักศึกษาครู อยู่ในระดับดี 2) ความสามารถในการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ (การจัดประสบการณ์) ของนักศึกษาครู อยู่ในระดับดีมาก 3) ความสามารถในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ (การจัดประสบการณ์) ของนักศึกษาครู อยู่ในระดับดี และ 4) ความคิดเห็นของนักศึกษาครูที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมฯ อยู่ในระดับมาก</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281933 การให้บริการสาธารณะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี 2025-06-30T14:10:32+07:00 จิราพร สกุลแฟง giftpbfc@gmail.com สุชาต อดุลย์บุตร giftpbfc@gmail.com บำเพ็ญ ไมตรีโสภณ giftpbfc@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาลักษณะส่วนบุคคลมีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชาชน 3) ศึกษาการให้บริการสาธารณะที่ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของประชาชน และ 4) เสนอแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 400 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าไคสแควร์ และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการศึกษา พบว่า (1) คุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรี อยู่ในระดับมากที่สุด (2) ลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ อายุ และสถานภาพสมรส มีความสัมพันธ์กับคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (3) การให้บริการสาธารณะ ด้านคมนาคม และด้านป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลกับคุณภาพชีวิตของประชาชนในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรีอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (4) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนพบว่า องค์การบริหารส่วนจังหวัดเพชรบุรีควรจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสุขภาพและคุณค่าทางจิตใจของประชาชน มีการช่วยเหลือและพัฒนาความเป็นอยู่ และให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติที่มีอยู่อย่างจำกัด</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281934 การรับรู้ความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อทัวร์และการจองที่พัก ทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-06-30T14:20:56+07:00 พงษ์พัฒน์ รุนลา pongpat.game123@gmail.com ฐิติวุฒิ์ จันทร์สิงห์ weerakat.454@gmail.com สุเทพ เทียนสี sutheponly@gmail.com ฐิติมา วทัญญูคุณากร pongpat.game123@gmail.com <p>งานวิจัยเรื่องการรับรู้ความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานคร <br>มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) การรับรู้ความเสี่ยงในการซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ <br>2) กลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ 3) ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงกับพฤติกรรมในการซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ โดยใช้แบบสอบถามสำรวจกับผู้ที่ซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานครจำนวน 385 ชุด โดยใช้สถิติที่วิเคราะห์ข้อมูลทั่วไปโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้วิธีการหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับการรับรู้ความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานครในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านสังคม ด้านการพัฒนาตนเอง มีผลการสำรวจอยู่ในระดับมาก โดยที่ด้านโอกาส/เวลา ด้านการเงิน ด้านจิตใจ ด้านความปลอดภัย และด้านผลลัพธ์ มีผลการสำรวจอยู่ในระดับปานกลาง 2) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ของซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า ระดับความคิดเห็นในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า การสร้างตำแหน่งให้ธุรกิจ การใช้ผู้มีอิทธิพลบนโลกออนไลน์ การสร้างความน่าสนใจบนโลกออนไลน์ มีผลการสำรวจอยู่ในระดับมาก โดยที่การมุ้งเน้นที่โซเซียลเน็ตเวิร์ค มีผลการสำรวจอยู่ในระดับปานกลาง 3) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการซื้อทัวร์และการจองที่พักทางออนไลน์ผ่านการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ของนักท่องเที่ยวชาวไทยในเขตกรุงเทพมหานคร พบว่า&nbsp; ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ความเสี่ยงกับกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ พบว่าการรับรู้ความเสี่ยงด้านผลลัพธ์ ด้านการเงิน ด้านโอกาส/เวลา ด้านความปลอดภัย ด้านสังคม ด้านจิตใจ และด้านการพัฒนาตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับกลยุทธ์ทางการตลาดออนไลน์ในทุกด้าน</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281935 รูปแบบการนิเทศแบบผสานแนวคิดกัลยาณมิตรและสุนทรียสนทนา สำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาภาษาไทย 2025-06-30T14:44:46+07:00 ทรงฤทธิ์ ฉิมโหมด songrid.chi@mail.pbru.ac.th ทนงศ์ จันทะมาศย์ thanong.cha@mail.pbru.ac.th พวงเพ็ญ สว่างใจ phuangpen.saw@mail.pbru.ac.th อุบลวรรณ สวนมาลี ubolwan.sua@mail.pbru.ac.th <p>บทความนี้นำเสนอผลการดำเนินการศึกษาที่มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอและศึกษาผลการใช้รูปแบบการนิเทศแบบผสานแนวคิดกัลยาณมิตรและสุนทรียสนทนา รวมทั้งแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู ปีการศึกษา 2566 เป็นการศึกษาตามแนวทางการวิจัยเชิงคุณภาพ ในรูปแบบของการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมระหว่างผู้ศึกษาซึ่งเป็นอาจารย์นิเทศก์ ผู้บริหารสถานศึกษา อาจารย์พี่เลี้ยง นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูและนักเรียน กลุ่มเป้าหมายในการศึกษา คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูภาษาไทย ซึ่งเป็นนักศึกษาสาขาวิชาภาษาไทย คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ชั้นปีที่ 4 จำนวน 14 คน โดยการสัมภาษณ์รายบุคคลและการสัมภาษณ์แบบกลุ่มสนทนา การสำรวจวิเคราะห์เอกสารต่าง ๆ และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม รูปแบบการนิเทศแบบผสานแนวคิดกัลยาณมิตรและสุนทรียสนทนาสำหรับนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูวิชาภาษาไทย สรุปเป็นรูปแบบการนิเทศนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู สาขาวิชาภาษาไทย ประจำปีการศึกษา 2566 มี 2 ช่วง รวม 6 ขั้นตอน สำหรับแนวทางการจัดการเรียนรู้วิชาภาษาไทยของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู มี 2 แนวทาง แนวทางที่ 1 เป็นการจัดการเรียนรู้รายวิชาภาษาไทย และแนวทางที่ 2 คือการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการอ่านวิเคราะห์ ตีความเรื่องที่อ่าน รูปแบบการนิเทศดังกล่าวช่วยให้นักศึกษามีความมั่นใจในการจัดการเรียนการสอนวิชาภาษาไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281936 การสร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี 2025-06-30T14:55:03+07:00 ยุพิน อินทรักษ์ Yuphin.int@mail.pbru.ac.th กิตตินันท์ บุญรอด Yuphin.int@mail.pbru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมและการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี&nbsp; 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับการมีส่วนร่วมของประชาชน ในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี&nbsp; 3) สร้างรูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง เป็นประชากรตามสถิติทางการทะเบียน ของส่วนบริหารและพัฒนาเทคโนโลยีการทะเบียน สำนักบริหารการทะเบียน กรมการปกครอง &nbsp;&nbsp;13 ตำบล ที่ติดชายฝั่งทะเลจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 399 ครัวเรือน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และสนับสนุนด้วยวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ คือ ผู้นำชุมชนที่เกี่ยวข้องกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี รวมทั้งสิ้น 12 คน ที่ได้จากการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา แล้วนำมาเขียนเป็นข้อความเชิงพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการปฏิบัติในการคัดแยกขยะมูลฝอย และด้านที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ด้านการรับรู้เกี่ยวกับการคัดแยกขยะริมชายฝั่ง ส่วนการมีส่วนร่วมในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ และข้อที่มีค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี&nbsp; โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง (r = 0.763) มีความสัมพันธ์กันทางบวก โดยจำแนกเป็นรายด้านอยู่ระหว่าง 0.381 ถึง 0.896 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 3) ได้รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดการขยะชายฝั่งทะเลในจังหวัดเพชรบุรี (PKPIDEB Model) ประกอบด้วย (1) ด้านการรับรู้ (P: Perception) (2) ด้านความรู้และเข้าใจ (K: Knowledge and understanding) (3) ด้านการปฏิบัติ (P: Practical aspect) (4) การมีส่วนร่วมในการปฏิบัติการ (I: Implementation) (5) การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ (D: Decision Making) (6) การมีส่วนร่วมในการประเมินผล (E: Evaluation) (7) การมีส่วนร่วมในการรับผลประโยชน์ (B: Benefits)</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281941 รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติที่ประสบผลสำเร็จ ของกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี 2025-06-30T15:15:19+07:00 พนัส ชัยรัมย์ Waramun@gmail.com สกุล วงษ์กาฬสินธุ์ Waramun@gmail.com อาภาภรณ์ สุขหอม Waramun@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง ที่ประสบผลสำเร็จ 2) สังเคราะห์รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ประสบผลสำเร็จ 3) เสนอแนวทางการนำรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองต้นแบบไปใช้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองพื้นที่อื่น การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเลือกประชากรในการวิจัยแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 68 คน จำนวน 4 แห่ง ใน 4 จังหวัดของกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และแบบบันทึกการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัย พบว่า&nbsp;1) รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ประสบผลสำเร็จในแต่ละจังหวัดของกลุ่มจังหวัดเพชรสมุทรคีรี มีการสร้างนวัตกรรมการเว็บไชต์ (แอพพลิเคชั่น) การรับ - ฝาก - ถอนเงินนอกพื้นที่ ด้วยการใช้หลักการจัดการองค์กรที่มุ่งสู่ความเป็นผู้มีส่วนได้เสียและเชื่อมความสัมพันธ์กับชุมชน เป็นองค์กรที่มีรูปแบบการดำเนินงานในเชิงธุรกิจ แต่มีเป้าหมายทางสังคม โดยรายได้จากการดำเนินธุรกิจจะนำกลับมาสู่การพัฒนาสังคมและพัฒนาองค์กรให้เติบโตขึ้น เพื่อประโยชน์ของสังคมส่วนร่วม 2) รูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองที่ประสบผลสำเร็จ มี 10 คุณลักษณะ ได้แก่ (1) บรรลุตามวัตถุประสงค์ในการแก้ปัญหาของคนในชุมชน (2) สร้างนวัตกรรมทางสังคม (3) มีขีดความสามารถในการแข่งขัน (4) การสร้างความเชื่อมสัมพันธ์กับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย (5) การมีส่วนร่วมของสังคม (6) มีผลสัมฤทธิ์ทางสังคม (7) ด้านการเงิน มีกลไกการวางแผน การอำนายการ (8) ด้านลูกค้า เป็นระบบลดขั้นตอนจบในจุดเดียวที่สมบูรณ์ (9) มุมมองด้านกระบวนการธุรกิจภายในสมาชิก (10) มุมมองด้านการเรียนรู้และการพัฒนากองทุน 3) แนวทางที่จะนำรูปแบบการบริหารจัดการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองไปประยุกต์ใช้กับกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติอื่น ๆ คือ (1) การนำไปขยายผลให้กับกองทุนหมู่บ้านแห่งอื่น ๆ (2) หน่วยงานภาครัฐ ส่งเสริมเผยแพร่ ผ่านการจัดอบรม สัมมนากับองค์กรภาครัฐอื่น (3) มีหน่วยงานสนับสนุนกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมือง (4) สถาบันการศึกษาให้การสนับสนุนเผยแพร่รูปแบบการบริหารกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติไปสู่กองทุนหมู่บ้านในพื้นที่อื่น ๆ</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281942 การประยุกต์ใช้เทคโนโลยี QR Code แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี สำหรับการจัดการเรียนการสอน 2025-06-30T15:23:07+07:00 กรกมล ธนะโรจน์รุ่งเรือง kornkamon.tha@mail.pbru.ac.th กมลทิพย์ รักเกียรติยศ kornkamon.tha@mail.pbru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ QR Code แหล่งท่องเที่ยวเพชรบุรีในการบูรณาการกับการแปลภาษาจีน 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการจัดการเรียนการสอนด้วยคิวอาร์แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี 3) เพื่อประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เทคโนโลยี QR Code แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี สำหรับการจัดการเรียนการสอน กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาลงทะเบียนเรียนรายวิชาการแปลไทย-จีน ทางอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) QR Code แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี&nbsp; 2) แบบทดสอบวัดผลสมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เทคโนโลยี QR Code แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี สำหรับการจัดการเรียนการสอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนการสอนที่ใช้ QR Code แหล่งท่องเที่ยวเพชรบุรีในการบูรณาการกับการแปลภาษาจีน พบว่า การใช้ QR Code ที่เชื่อมโยงไปยังข้อมูลภาษาจีนเกี่ยวกับแหล่งท่องเที่ยวจริง ทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกและมีความกระตือรือร้นในการเรียนมากขึ้น 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการจัดการเรียนการสอนด้วยคิวอาร์แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี พบว่า คะแนนเฉลี่ยก่อนเรียนเท่ากับ 9.67 และคะแนนการทดสอบหลังเรียนเท่ากับ 13.47 คะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ผลประเมินความพึงพอใจต่อการใช้เทคโนโลยี QR Code แหล่งท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบุรี สำหรับการจัดการเรียนการสอน มีความพึงพอใจระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด 4.17</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281943 การรับรู้ภาพลักษณ์และคุณภาพบริการของสาขาดนตรีศึกษา: กรณีศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี 2025-06-30T15:31:56+07:00 เสฏฐวุฒิ แก้วดี Setthawut.kae@mail.pbru.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาข้อมูลทั่วไปของนักศึกษาสาขาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีที่มีผลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์และคุณภาพบริการ และศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างภาพลักษณ์และคุณภาพบริการของสาขาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี&nbsp; กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาของสาขาดนตรีศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีจำนวน 42 ตัวอย่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ สถิติเชิงพรรณา ประกอบด้วย ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานประกอบด้วย Independent Samples t-test, One-way ANOVA, LSD, และ Pearson Product Moment Correlation Coefficient ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ 0.05 ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีการรับรู้ภาพลักษณ์ในภาพรวม และด้านต่างในระดับมากผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ประเภทการ ใช้บริการแตกต่างกัน ไม่มีผลต่อการรับรู้ภาพลักษณ์การใช้บริการแตกต่างกัน และพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้ภาพลักษณ์ กับ การรับรู้คุณภาพบริการมีความสัมพันธ์ไปในทิศทางเดียวกันในระดับค่อนข้างสูง</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281944 การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ด้านคุณธรรม จริยธรรม ด้วยทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี 2025-06-30T15:42:34+07:00 ทนงศ์ จันทะมาตย์ Thanong009@gmail.com จตุพร บุญประเสริฐ Jatuporn.Bun@mail.pbru.ac.th <p>การพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ด้านคุณธรรม จริยธรรมด้วยทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาความพึงพอใจต่อสื่อสร้างสรรค์คุณธรรมจริยธรรมโดยใช้ทุนทางวัฒนธรรมของจังหวัดเพชรบุรี กระบวนการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) สืบเสาะค้นหา 2) เลือกสรรคุณค่า 3) พัฒนาสร้างสรรค์สื่อใหม่ ผลการศึกษาพบว่า จังหวัดเพชรบุรี มีทุนทางวัฒนธรรมหลายประเภท นักวิจัยได้เลือกทุนทางวัฒนธรรมที่แสดงเอกลักษณ์ของท้องถิ่น ได้แก่ การเห่เรือบก เพลงพวงมาลัย นิทานท้องถิ่น และเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์มาผลิตเป็นสื่อสร้างสรรค์ ได้จำนวน 4 รูปแบบ ได้แก่ เห่เรือบก เพลงพวงมาลัย หนังตะลุง และบทเทศนา ผลจากการประเมินผลความพึงพอใจต่อการพัฒนาสื่อสร้างสรรค์ พบว่า มีระดับความพึงพอใจด้านเนื้อหามากที่สุด&nbsp; รองลงมาคือ ด้านรูปแบบอยู่ในระดับมาก และด้านวิธีการนำเสนอ อยู่ระดับมาก&nbsp; ตามลำดับ โดยค่าเฉลี่ยรวมทุกด้านอยูในระดับมาก&nbsp;</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/hspbruacthjournal/article/view/281945 รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือกลุ่มผู้ผลิตข้าวสู่เกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่ อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย 2025-06-30T15:58:54+07:00 วราดวง สมณาศักดิ์ waraduang.som@crru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เส้นทางความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อเครือข่ายความร่วมมือกลุ่มผู้ผลิตข้าวและพัฒนารูปแบบเครือข่ายความร่วมมือสู่เกษตรมูลค่าสูงในพื้นที่อำเภอเวียงเชียงรุ้ง จังหวัดเชียงราย โดยใช้การวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) ระยะที่หนึ่งเป็นการวิจัยเชิงปริมาณผ่านการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) และระยะที่สองเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพผ่านกระบวนการ Delphi กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือสมาชิกกลุ่มผู้ผลิตข้าวจำนวน 100 คน ส่วนกลุ่มตัวอย่างเชิงคุณภาพ คือ ผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 ท่าน ผลการวิเคราะห์พบว่า ทุนชุมชนมีอิทธิพลปานกลางต่อกระบวนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ขณะที่การสนับสนุนจากภายนอกมีอิทธิพลในระดับต่ำ กระบวนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือมีอิทธิพลสูงมากต่อความเข้มแข็งของเครือข่ายความร่วมมือสู่เกษตรมูลค่าสูง รูปแบบที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยองค์ประกอบหลักสามด้าน ได้แก่ ทุนชุมชน การสนับสนุนจากภายนอก และกระบวนการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ ได้รับการประเมินความเหมาะสมในระดับมากที่สุดจากผู้เชี่ยวชาญ สะท้อนถึงศักยภาพในการนำไปใช้เสริมสร้างความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากในระยะยาว</p> 2025-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยสังคมปริทัศน์