วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru <p> วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง<br />มีกำหนดเผยแพร่ราย 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) ทั้งนี้อาจจะมีวารสารฉบับพิเศษ (Special issue) หรือฉบับที่ตีพิมพ์บทความจากการประชุมวิชาการ (Conference proceeding) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม คติชนวิทยา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ปรัชญา ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ผู้เขียนทุกท่านสามารถส่งบทความมาขอรับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ได้ตลอดทั้งปี และกรุณาส่งต้นฉบับบทความตามช่องทางและรูปแบบที่กำหนดไว้ในคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</p> <p><strong>กองบรรณาธิการวารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ </strong>ยินดีรับต้นฉบับผลงานวิชาการดังต่อไปนี้<br /> - บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความปริทัศน์ (review article) หรือบทวิจารณ์หนังสือ (book review) สำหรับบทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือจะไม่นำเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพ แต่จะพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการ<br /><strong> - </strong>บทความจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน รวมถึงไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น<br /><strong> - </strong>บทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการกลั่นกรองคุณภาพแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (double-blind review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ(peer review) ในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน และผลการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สุด<br /><strong> - </strong>บทความที่เป็นบทความวิจัยที่ส่งมายังวารสารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ต้องมีหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แนบมาพร้อมกับบทความ (ยกเว้นได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการเป็นรายเฉพาะ)<br /> - หากเป็นงานแปลหรือเรียบเรียงจากภาษาต่างประเทศ ต้องมีหลักฐานการอนุญาตให้ตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์<br /><strong> - </strong>บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ผู้เขียนต้องตรวจสอบความถูกต้องทางไวยากรณ์ ก่อนขอรับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่จากวารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์</p> <p> ความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฎในบทความแต่อย่างใด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกองบรรณาธิการ </p> <p> การปรับหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพบทความตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 เป็นต้นไป วารสารจะปรับหลักเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาคุณภาพบทความอย่างน้อย <strong>3</strong> ท่าน จากหลากหลายสถาบันและมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ</p> คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง th-TH วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ 0125-300X <p>ประกาศลิขสิทธิ์จะปรากฏในเกี่ยวกับวารสาร ควรอธิบายสำหรับผู้อ่านและผู้เขียนว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้เขียนวารสารหรือบุคคลที่สาม ควรรวมถึงข้อตกลงการอนุญาตเพิ่มเติม (เช่นใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์) ที่ให้สิทธิ์แก่ผู้อ่าน (ดูตัวอย่าง) และควรให้วิธีการรักษาความปลอดภัยหากจำเป็นสำหรับการใช้เนื้อหาของวารสาร</p> บทบรรณาธิการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285854 <p>วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีกำหนดเผยแพร่ราย 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) &nbsp;ทั้งนี้อาจมีวารสารฉบับพิเศษ (Special issue) หรือฉบับที่ตีพิมพ์บทความจากการประชุมวิชาการ (Conference proceedings) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม คติชนวิทยา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ปรัชญา&nbsp; ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา</p> บรรณาธิการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 หน่วยเสียงพยัญชนะเสียดแทรกและพยัญชนะกึ่งเสียดแทรกภาษาอังกฤษและภาษาไทยที่รับรู้โดยผู้เรียนชาวไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285856 <p>การเรียนภาษาอีกภาษาหนึ่งนับเป็นความท้าทายเมื่อเสียงในภาษาที่สองแตกต่างจากเสียงในภาษาที่หนึ่ง คำถามสำคัญคือผู้เรียนภาษาต่างประเทศหรือภาษาที่สองรับรู้เสียงในภาษาต่างประเทศที่เหมือนหรือแตกต่างจากเสียงในภาษาแม่อย่างไร โดยเฉพาะระบบเสียงภาษาแม่เช่น ภาษาไทยเมื่อเปรียบกับระบบเสียงภาษาต่างประเทศเช่น ภาษาอังกฤษ ปรากฎว่าภาษาอังกฤษนั้นมีชุดหน่วยเสียงพยัญชนะเสียดแทรกและหน่วยเสียงพยัญชนะกึ่งเสียดแทรกในจำนวนที่มากกว่าภาษาไทย นอกจากนั้นชุดหน่วยเสียงพยัญชนะดังกล่าวยังมีความแตกต่างไม่เพียงแต่ในด้านการสั่นของเส้นเสียง แต่ยังแตกต่างด้านฐานที่เกิดของเสียงและด้านลักษณะการเกิดของเสียง งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักในการศึกษาว่า (i) ผู้เรียนชาวไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศรับรู้หน่วยเสียงพยัญชนะเสียดแทรกของภาษาอังกฤษจำนวนแปดหน่วยเสียง /f, v, θ, ð, s, z, ʃ และ ʒ/ และหน่วยเสียงพยัญชนะกึ่งเสียดแทรกจำนวนสองหน่วยเสียง /ʧ และ ʤ/ อย่างไรและ (ii) มีตัวช่วย (cues) ด้านการรับรู้ใดบ้าง ในเมื่อภาษาไทยที่เป็นภาษาแม่มีหน่วยเสียงพยัญชนะเสียดแทรกจำนวนเพียงสองหน่วยเสียง /f และ s/ และหน่วยเสียงพยัญชนะกึ่งเสียดแทรกจำนวนเพียงหนึ่งหน่วยเสียง /ʧ/ การทดลองด้านการรับรู้นี้ใช้เทคนิคใหม่ในการเตรียมคำทดสอบ ผู้เรียนชาวไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศจำนวน ๒๐ คนเข้าร่วมการทดลองนี้โดยชี้ได้ว่าคำทดสอบที่มีหน่วยเสียงพยัญชนะเสียดแทรกและพยัญชนะกึ่งเสียดแทรกในภาษาอังกฤษและภาษาไทยทั้งเสียงต้นฉบับและเสียงที่ได้รับการดัดแปลงดิจิตัลว่าเป็นหน่วยเสียงใด ผลการวิจัยนี้เสนอหลักฐานใหม่ว่าด้วยวิธีการเตรียมคำทดสอบแบบใหม่ พบว่าผู้เรียนชาวไทยที่เรียนภาษาอังกฤษเป็นภาษาต่างประเทศใช้ตัวช่วยในการรับรู้ซึ่งรวมถึงตัวช่วยภายในหน่วยเสียงพยัญชนะทั้งสองส่วนและตัวช่วยที่อยู่ในหน่วยเสียงรอบๆหน่วยเสียงพยัญชนะ ข้อค้นพบใหม่ในการวิจัยนี้ยังประโยชน์ให้เกิดความเข้าใจสัทศาสตร์ด้านการรับรู้ภาษาที่สองได้ดียิ่งขึ้นและส่องทางสำหรับการวิจัยในอนาคต</p> รุ่งภัทร เริงพิทยา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 1 22 ถ้อยคำพาอาหารน่ารับประทาน: การวิเคราะห์คำชมอาหารใน TikTok ตามมุมมองทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285857 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ลักษณะของถ้อยคำในการชมอาหารบนแพลตฟอร์ม TikTok ตามมุมมองทางวัจนปฏิบัติศาสตร์ โดยมุ่งศึกษาการใช้ภาษาเพื่อการบอกเล่า การประเมิน และการสร้างความหมายทางสังคมในบริบทดิจิทัล ข้อมูลเก็บจากคลิปที่ติดแฮชแท็ก #รีวิวของอร่อย #ของอร่อยบอกต่อ และ #รีวิวอาหาร อย่างละ 100 คลิป รวมทั้งสิ้น 300 คลิป ผลการวิจัยพบถ้อยคำชมอาหารจำนวน 2,136 ถ้อยคำ สามารถจำแนกได้ 6 ประเภท ได้แก่ 1) ถ้อยคำชมเชิงบรรยาย 2) ถ้อยคำชมเชิงอารมณ์ 3) ถ้อยคำชมเชิงเชื้อเชิญ 4) ถ้อยคำชมเชิงเปรียบ 5) ถ้อยคำชมเชิงสร้างตัวตนและพื้นที่ และ 6) ถ้อยคำชมแสร้งไม่สุภาพ ผลการศึกษาสะท้อนถึงพลวัตของภาษาไทยที่ปรับเปลี่ยนไปตามบริบทของสังคม วัฒนธรรม และเทคโนโลยี อีกทั้งยังแสดงให้เห็นว่า TikTok เป็นพื้นที่ที่เปิดกว้างในการทดลอง การต่อรอง และการสร้างความหมายใหม่ผ่านการใช้ภาษา ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของการนำกรอบทางภาษาศาสตร์สมัยใหม่มาใช้ทำความเข้าใจภาษาไทยในบริบทดิจิทัลร่วมสมัยได้อย่างลึกซึ้ง</p> ธนาดล จันทร์ประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 23 44 แม่ยุคใหม่ในหัวใจลูก : ภาพสะท้อนจากเรียงความเทิดพระคุณของแม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285858 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ภาพสะท้อนลักษณะของแม่ยุคใหม่ในมุมมองของลูก จากผลงานการประกวดเรียงความเทิดพระคุณของแม่ งานวันแม่แห่งชาติ ประจำปี 2566&nbsp; จำนวน 359 ฉบับ โดยสภาสังคมสงเคราะห์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์&nbsp;</p> <p>ผลการวิเคราะห์พบข้อมูลสรุปได้ 6 ประเด็น ดังนี้ 1. ความแตกต่างระหว่างแม่ยุคเก่ากับยุคใหม่ที่แม่ทำงานนอกบ้าน การไม่ดุด่าหรือตีลูก ความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น และวิธีการเลี้ยงดูที่ต้องใช้หลักการมากขึ้น 2. ความเหมือนระหว่างแม่ยุคเก่ากับแม่ยุคใหม่ได้แก่ ความรักอันยิ่งใหญ่ของแม่ที่มีเสมอมา 3. การให้คุณค่าความรักของแม่ 4.การให้ความสำคัญกับบทบาทความเป็นแม่ เช่น แม่เป็นผู้หญิงเก่ง แกร่ง อดทน เข้มแข็ง มีความรับผิดชอบ เข้าถึงเทคโนโลยี เป็นแบบอย่างที่ดี&nbsp; <br>5. ความต้องการของลูกที่มีต่อแม่ในลักษณะต่าง ๆ เช่น แม่ที่ไม่ดุ ไม่ตี ไม่เข้มงวดกฎระเบียบ&nbsp; คอยให้กำลังใจและปลอบโยน เข้าใจเทคโนโลยี เข้าใจเรื่องเพศที่สาม ดูแลเอาใจใส่ลูก&nbsp; 6. ความเข้าใจที่ลูกมีต่อแม่ คือ ความรัก ความหวังดี และ 7. สิ่งที่ลูกควรปฏิบัติต่อแม่ เช่น ทำดีเพื่อแม่</p> นันทา ทองทวีวัฒนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 45 66 การศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรสายปฏิบัติการ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285859 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1.ศึกษาความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากร สายปฏิบัติการ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ 2. พัฒนาความต้องการพัฒนาตนเองของบุคลากรสายปฏิบัติการ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ซึ่งเป็นบุคลากรสายปฏิบัติการ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ จำนวน 31 คน และนำข้อมูลไปวิเคราะห์ผลทางสถิติ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรสายปฏิบัติการ วิทยาลัยนวัตกรรมสื่อสารสังคม มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และระยะเวลาที่ปฏิบัติงานในองค์กร แตกต่างกัน มีความต้องการพัฒนาตนเองไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> วิลาวัลย์ ม่วงพลับ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 67 90 تحليل التحديات اللغوية والتربوية في تنمية مهارة المحادثة لدى طلبة اللغة العربية في جامعات جنوب تايلاند https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285861 <p>هدفت هذه الدراسة إلى تحليل التحديات اللغوية والتربوية التي تواجه طلبة أقسام اللغة العربية في خمس جامعاتٍ جنوب تايلاند في تنمية مهارة المحادثة، والكشف عن العوامل المؤثرة في ضعف هذه المهارة، واقتراح السبل الكفيلة بتطويرها. اعتمدت الدراسة المنهج الوصفي التحليلي، وجمعت البيانات من خلال استبيانات ومقابلات أُجريت مع (25) معلّمًا من أقسام اللغة العربية في الجامعات المستهدفة. أظهرت النتائج أن الطلبة يواجهون تحديات لغوية تتمثل في ضعف الطلاقة والدقة النحوية والصرفية، وقلة المفردات المناسبة، وصعوبة فهم اللغة المنطوقة والتفاعل في مواقف التواصل الحقيقية، كما تبين وجود تحديات تربوية ترتبط بأساليب التدريس التقليدية، ونقص الأنشطة التفاعلية، وضعف البيئة الصفية المحفزة، وقلة فرص الممارسة خارج الفصل الدراسي. وتوصلت الدراسة إلى أن تطوير مهارة المحادثة يتطلب معالجة الجوانب اللغوية والتربوية معًا من خلال تبنّي استراتيجيات تدريس تفاعلية، وتوظيف الوسائل التقنية الحديثة، وتوفير بيئة لغوية مشجعة، بالإضافة إلى تدريب المعلمين على طرائق حديثة تركز على التواصل الشفهي. وخلصت الدراسة إلى أن التكامل بين الجانب اللغوي والتربوي يعدّ أساسًا في تنمية مهارة المحادثة لدى طلبة اللغة العربية في جنوب تايلاند، وأوصت بضرورة إعادة النظر في المناهج التعليمية وتضمين أنشطة حوارية وتفاعلية تعزز كفاءة الطلبة في التواصل باللغة العربية.</p> سيءريءوان خوندم، عماد الدين مخلوف و إبراهيم تيه هي ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 91 106 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน และจริยธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285868 <p>- บทความจะต้องอยู่ในรูปแบบของบทความวิจัย บทความวิชาการ บทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือ สำหรับบทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือจะไม่นำเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพ แต่จะพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - บทความจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารใดมาก่อน รวมถึงไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - บทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการกลั่นกรองคุณภาพแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (Double-blind Review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) ในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน และผลการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สุด</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - บทความที่เป็นบทความวิจัยที่ส่งมายังวารสารตั้งแต่ พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ต้องมีหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แนบมาพร้อมกับบทความ (ยกเว้นได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการเป็นรายเฉพาะ)</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; - หากเป็นงานแปลหรือเรียบเรียงจากภาษาต่างประเทศ ต้องมีหลักฐานการอนุญาตให้ตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์</p> <p>- บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ผู้เขียนต้องตรวจสอบความถูกต้องทางไวยากรณ์ ก่อนขอรับ<br>การพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่จากวารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์</p> <p>&nbsp;</p> บรรณาธิการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 205 215 จากบ้านสู่ห้องเรียน: การอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยในบริบทความหลากหลายทางวัฒนธรรมของไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/286061 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์อิทธิพลวัฒนธรรมต่อการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) เสนอแนวทางเชื่อมบ้านกับโรงเรียนในการอบรมเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยในบริบทของความหลากหลายทางวัฒนธรรมไทยให้เกิดความครอบคลุม เท่าเทียม และยั่งยืนในสังคม บทความได้นำเสนอกรอบแนวคิดจากทฤษฎีพัฒนาการเด็ก ทฤษฎีระบบนิเวศของ Bronfenbrenner และแนวคิดการศึกษาพหุวัฒนธรรม อธิบายบทบาทของวัฒนธรรมต่อการอบรมเลี้ยงดูเด็กในแต่ละบริบท เช่น ชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษาและประเพณีท้องถิ่นตลอดจนแนวปฏิบัติในการสร้างความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน เช่น การออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่สะท้อนวัฒนธรรม การสื่อสารกับครอบครัวอย่างเข้าใจบริบททางวัฒนธรรม และการพัฒนาศักยภาพของครูด้านการจัดการเรียนรู้ที่ตอบรับความหลากหลาย</p> <p>จากการศึกษาพบว่า วัฒนธรรมมีอิทธิพลต่อการเลี้ยงดูและพัฒนาเด็กปฐมวัยในด้านชาติพันธุ์ ศาสนา ภาษาและประเพณีท้องถิ่น โดยส่งผลต่อรูปแบบการเลี้ยงดูและประสบการณ์เรียนรู้ของเด็ก นอกจากนี้การส่งเสริมความร่วมมือระหว่างบ้านกับโรงเรียน การออกแบบกิจกรรมที่สะท้อนวัฒนธรรม การสื่อสารกับครอบครัวอย่างเข้าใจบริบท และการพัฒนาศักยภาพครูด้านพหุวัฒนธรรม เป็นกลยุทธ์สำคัญในการสร้างระบบการศึกษาปฐมวัยที่ครอบคลุม เท่าเทียมและยั่งยืน</p> กฤตธ์ตฤณน์ ตุ๊หมาด และภคพล เส้นขาว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 44 2 107 126 กุมารคำกลอน ของพระเทพโมลี (กลิ่น): การศึกษาเชิงประวัติและลักษณะเด่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285863 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ที่จะศึกษาวรรณคดีเรื่อง <em>กุมารคำกลอน</em> ของพระเทพโมลี (กลิ่น) ในลักษณะเชิงประวัติ ลักษณะของตัวบท และลักษณะเด่นของวรรณคดี โดยผู้เขียนได้ศึกษาตัวบทอย่างรอบด้าน เริ่มต้นจากศึกษากวีเชิงประวัติและศึกษาตัวบทอย่างละเอียด ผลการศึกษาพบว่า ด้านสมัยที่แต่ง <em>กุมารคำกลอน</em> สามารถสันนิษฐานได้ 2 ข้อ ข้อสันนิษฐานแรกอาจจะแต่งขึ้นในสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ตามความนิยมการแต่งเรื่อง <em>มหาชาติ</em> หรือ <em>มหาเวสสันดรชาดก</em> และข้อสันนิษฐานที่ 2 อาจจะแต่งในปลายสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัยจนถึงต้นสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ด้านเอกสารที่พบมีทั้งต้นฉบับตัวเขียนสมุดไทย สมุดฝรั่งและฉบับพิมพ์ ฉบับพิมพ์มีการพิมพ์สองครั้ง ชื่อเรื่องต่างกัน แต่รายละเอียดคือเรื่องเดียวกัน ด้านลักษณะของตัวบทแต่งด้วยกลอนเพลงยาว กวีมีความรู้ทางภาษาอย่างดี สามารถใช้ภาษาในการแต่งอย่างไพเราะ สามารถสร้างสรรค์คำใหม่ใช้ในการแต่ง รวมทั้งใช้ภาษาสร้างความเปรียบอย่างมีวรรณศิลป์ ด้านลักษณะเด่นของ <em>กุมารคำกลอน</em> พบว่ามีอยู่ 4 ประการ คือ การได้อิทธิพลจากกัณฑ์กุมารมาแต่งเป็นวรรณคดี การสรรคำเพื่อสร้างอารมณ์ความสะเทือนใจ การนำเสนอความซับซ้อนและความหลากหลายของจิตใจมนุษย์ และการสืบทอดเรื่องพุทธศาสนาในบริบทการสร้างวรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์</p> สหะโรจน์ กิตติมหาเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 127 156 วิเคราะห์จิตรกรรมสักขาลายวัดภูมินทร์กับความเชื่อทางศาสนา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285865 <p>บทความนี้วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงพึ่งพาระหว่างการสักขาลาย (บทบันทึกบนเรือนร่าง) กับจิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ (บทบันทึกสาธารณะ) การสักขาลายซึ่งเป็นมรดกวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้มีความสำคัญในฐานะพิธีกรรมเปลี่ยนผ่านสู่ความเป็นชายที่สมบูรณ์ เป็นทุนทางสัญลักษณ์ที่สร้างสถานะทางสังคมจนถึงขั้นลดหย่อนค่าสินสอด และเป็นเครื่องประกอบสร้างอัตลักษณ์ทางชาติพันธุ์ “ลาวพุงดำ” การสักขาลายเป็นภาพสะท้อนของโลกทัศน์แบบผสานที่รวมความเชื่อท้องถิ่น (ผี) เข้ากับพระพุทธศาสนาอย่างสมบูรณ์ ในขณะเดียวกัน จิตรกรรมฝาผนังวัดภูมินทร์ซึ่งเป็นมรดกที่จับต้องได้ ไม่เพียงบันทึกวิถีชีวิตชาวน่าน แต่ยังมีบทบาทเชิงรุกในการรับรองและให้ความชอบธรรมแก่ประเพณีการสักขาลาย ผ่านการนำเสนอภาพบุคคลสักลายอย่างให้เกียรติในเรื่องเล่าชาดก โดยเฉพาะ “คัทธณะกุมารชาดก” ซึ่งอาจเป็นอุปลักษณ์ทางการเมืองที่สะท้อนสภาวะของเมืองน่านในฐานะเมืองประเทศราชของสยาม การปรากฏภาพบุคคลสักขาลายอย่างโดดเด่นในพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ของพระวิหาร ถือเป็นการประกาศว่าความเชื่อทั้งสองระบบสามารถอยู่ร่วมกันได้อย่างกลมกลืน ในยุคที่การสักขาลายกำลังเลือนหายไป จิตรกรรมวัดภูมินทร์ได้เปลี่ยนบทบาทจากกระจกสะท้อนสังคมมาเป็น “คลังข้อมูลทางวัฒนธรรม” ชิ้นสุดท้ายที่พิทักษ์ความทรงจำของชาวน่านในอดีต และก่อให้เกิดพลวัตของการตีความใหม่ ดังเช่นภาพ “ปู่ม่านย่าม่าน” ที่ความหมายดั้งเดิม “ความเป็นชายชาตรี” ถูกผลิตซ้ำในความหมายใหม่ “รักอมตะ” เพื่อตอบสนองการท่องเที่ยว</p> วิโรจ นาคชาตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 157 174 การจัดการลงทุนทรัพย์สินวะกัฟในยุคสมัยใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285866 <p>การลงทุนในทรัพย์สินวะกัฟตามรูปแบบต่าง ๆ ในยุคสมัยใหม่ เป็นความท้าทายของผู้ดูแลทรัพย์สินวะกัฟนั้น ๆ เพื่อทำให้ทรัพย์สินได้เพิ่มผลประโยชน์ให้กับสังคมมากยิ่งขึ้นไปอีก อย่างไรก็ตาม การดำเนินการลงทุนใด ๆ จำเป็นต้องพิจารณาสิ่งต่างมากมาย เจตนาของผู้บริจาค บริบทของหลักการศาสนากับรูปแบบการลงทุนในสำนักแนวคิดต่าง ๆ (มัซฮับ) ความเสี่ยงของการลงทุน และการจัดการระบบการลงทุนที่ดี เป็นต้น องค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญ คือ ผู้ลงทุน (Investor) ในการที่จะนำทรัพย์สินมาลงทุนในทรัพย์สินวะกัฟ เพื่อให้ได้กำไรเกิดขึ้นทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ดูแลทรัพย์สินวะกัฟ และผู้ลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน และสถาบันการเงินอิสลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ธนาคารอิสลาม สหกรณ์อิสลาม ก็จะเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่จะทำให้การลงทุนในทรัพย์สินวะกัฟประสบความสำเร็จ สิ่งที่ต้องคำนึงอีกองค์ประกอบ คือ การเกิดขึ้นขององค์กรบริหารจัดการทรัพย์สินวะกัฟแห่งประเทศไทย ภายใต้การกำกับดูแลขององค์การศาสนาเช่น สำนักจุฬาราชมนตรี หรือสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย ตลอดจนการมีกฎหมาย ระเบียบ และข้อบังคับ เพื่อควบคุมดูแลกิจการการลงทุนในทรัพย์สินวะกัฟในประเทศไทยต่อไป อย่างไรก็ตาม การร่วมมือกับองค์กรต่างประเทศก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อได้รับความช่วยเหลือ ตลอดจนการใช้รูปแบบขององค์กรดังกล่าวเป็นต้นแบบในการพัฒนา</p> สมีธ อีซอ อิมรอน มะลูลีม และนฤรงค์ วงษ์สันต์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 175 188 บทวิเคราะห์หลักเกณฑ์การพิจารณาสถานะทางดินแดน“ดินแดนแห่งสันติ”(ดารุลอิสลาม) และ“ดินแดนแห่งศัตรู”(ดารุลหัรบ์) และสถานะในบริบทของประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/285867 <p>แนวคิดเรื่องการแบ่งดินแดนออกเป็น“ดินแดนแห่งสันติ”(ดารุลอิสลาม) และ“ดินแดนแห่งศัตรู” (ดารุลหัรบ์) เป็นหนึ่งในแนวคิดสำคัญทางกฎหมายอิสลาม โดยเฉพาะในหมวดกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีผลกระทบต่อความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมุสลิมกับอาณาจักรหรือรัฐที่มิใช่อิสลาม แนวคิดนี้ได้รับการตีความโดยนักนิติศาสตร์อิสลามทั้งแต่ในยุคอดีตในรูปแบบที่แตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับบริบททางประวัติศาสตร์ การเมือง และสังคม</p> <p>&nbsp; &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; บทความนี้มุ่งวิเคราะห์หลักเกณฑ์ที่นักนิติศาสตร์อิสลามใช้ในการจำแนกสถานะของดินแดนว่าเป็น“ดารุลอิสลาม”และ“ดารุลหัรบ์” โดยเน้นศึกษาผ่านงานเขียนและทัศนะที่มีอิทธิพลในวงการนิติศาสตร์อิสลาม ทั้งในอดีตและยุคปัจจุบัน นอกจากนี้บทความยังพิจารณาและวิเคราะห์สถานะของประเทศไทยในแง่มุมของแนวคิดนี้ เพื่อสะท้อนความเหมาะสมและความเป็นไปได้ในการประยุกต์ใช้ในบริบทร่วมสมัยที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรมและศาสนา “ดินแดนแห่งสันติ”(ดารุลอิสลาม) และ“ดินแดนแห่งศัตรู” (ดารุลหัรบ์) ในบริบทของสังคมปัจจุบันอาจจะถูกกำหนดขึ้นโดยผู้ปกครองรัฐหรือประเทศใดประเทศหนึ่งในกรณีที่เกิดข้อพิพาทระหว่างกัน หรือการที่จะระบุว่าประเทศหนึ่งประเทศใดเป็นภัยคุกคามหรือเป็นดินแดนแห่งศัตรูนั้น อาจจะเนื่องด้วยการถูกประเทศนั้นกดขี่หรือมีท่าทีที่จะเข้ามารุกรานประเทศมุสลิมหรือเป็นภัยคุกคามต่อสันติภาพและการดำรงอยู่ของศาสนาอิสลาม ถ้าไม่ปรากฏเงื่อนไขดังกล่าวนั้นก็ถือว่าดินแดนแห่งนั้นเป็นดินแดนแห่งสันติ“ดารุลอิสลาม”</p> อรรณพ แดงโกเมน อับดุลเลาะ หนุ่มสุข และอิมรอน มะลูลีม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-23 2025-12-23 44 2 189 204