วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru <p> วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง<br />มีกำหนดเผยแพร่ราย 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) ทั้งนี้อาจจะมีวารสารฉบับพิเศษ (Special issue) หรือฉบับที่ตีพิมพ์บทความจากการประชุมวิชาการ (Conference proceeding) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม คติชนวิทยา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ปรัชญา ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา ผู้เขียนทุกท่านสามารถส่งบทความมาขอรับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ได้ตลอดทั้งปี และกรุณาส่งต้นฉบับบทความตามช่องทางและรูปแบบที่กำหนดไว้ในคำแนะนำสำหรับผู้เขียน</p> <p><strong>กองบรรณาธิการวารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ </strong>ยินดีรับต้นฉบับผลงานวิชาการดังต่อไปนี้<br /> - บทความวิจัย (research article) บทความวิชาการ (academic article) บทความปริทัศน์ (review article) หรือบทวิจารณ์หนังสือ (book review) สำหรับบทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือจะไม่นำเข้าสู่กระบวนการประเมินคุณภาพ แต่จะพิจารณาความเหมาะสมของเนื้อหาโดยกองบรรณาธิการ<br /><strong> - </strong>บทความจะต้องไม่เคยตีพิมพ์ในวารสารหรือสิ่งพิมพ์อื่นใดมาก่อน รวมถึงไม่อยู่ระหว่างการพิจารณาของวารสารอื่น<br /><strong> - </strong>บทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการกลั่นกรองคุณภาพแบบไม่เปิดเผยตัวตนสองทาง (double-blind review) จากผู้ทรงคุณวุฒิ(peer review) ในสาขาที่เกี่ยวข้องอย่างน้อย 3 ท่าน และผลการพิจารณาจากกองบรรณาธิการถือเป็นที่สุด<br /><strong> - </strong>บทความที่เป็นบทความวิจัยที่ส่งมายังวารสารตั้งแต่ปี พ.ศ. 2564 เป็นต้นไป ต้องมีหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์แนบมาพร้อมกับบทความ (ยกเว้นได้รับการพิจารณาจากกองบรรณาธิการเป็นรายเฉพาะ)<br /> - หากเป็นงานแปลหรือเรียบเรียงจากภาษาต่างประเทศ ต้องมีหลักฐานการอนุญาตให้ตีพิมพ์เป็นลายลักษณ์อักษรจากเจ้าของลิขสิทธิ์<br /><strong> - </strong>บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ผู้เขียนต้องตรวจสอบความถูกต้องทางไวยากรณ์ ก่อนขอรับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่จากวารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์</p> <p> ความคิดเห็นใด ๆ ที่ปรากฏในบทความเป็นเพียงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้น คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหงและกองบรรณาธิการไม่จำเป็นต้องมีความคิดเห็นที่สอดคล้องกับความคิดเห็นที่ปรากฎในบทความแต่อย่างใด และไม่ถือว่าเป็นความรับผิดชอบของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง และกองบรรณาธิการ </p> <p> การปรับหลักเกณฑ์การประเมินคุณภาพบทความตั้งแต่เดือนกรกฎาคม พ.ศ.2564 เป็นต้นไป วารสารจะปรับหลักเกณฑ์ในการประเมินคุณภาพบทความให้ผู้ทรงคุณวุฒิพิจารณาคุณภาพบทความอย่างน้อย <strong>3</strong> ท่าน จากหลากหลายสถาบันและมิได้อยู่ในสถาบันเดียวกันกับผู้ตีพิมพ์บทความ</p> คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง th-TH วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ 3088-3423 <p>ประกาศลิขสิทธิ์จะปรากฏในเกี่ยวกับวารสาร ควรอธิบายสำหรับผู้อ่านและผู้เขียนว่าเจ้าของลิขสิทธิ์เป็นผู้เขียนวารสารหรือบุคคลที่สาม ควรรวมถึงข้อตกลงการอนุญาตเพิ่มเติม (เช่นใบอนุญาตครีเอทีฟคอมมอนส์) ที่ให้สิทธิ์แก่ผู้อ่าน (ดูตัวอย่าง) และควรให้วิธีการรักษาความปลอดภัยหากจำเป็นสำหรับการใช้เนื้อหาของวารสาร</p> บทวิจารณ์หนังสือ Recalling the Caliphate: Decolonisation and World Order https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289827 <p><span style="font-weight: 400;">หนังสือ Recalling the Caliphate: Decolonisation and World Order (2014) ของ Salman Sayyid วิเคราะห์การก่อตัวของอัตลักษณ์มุสลิมในฐานะขบวนการทางการเมืองที่ท้าทายระเบียบโลกยุคหลังอาณานิคม โดยใช้แนวคิด Critical Muslim Studies (มุสลิมศึกษาเชิงวิพากษ์) ผู้เขียนวิพากษ์วิจารณ์ว่าคำนิยามเกี่ยวกับความเป็นตะวันตกมักถูกผูกขาดเป็นมาตรฐานสากลเพื่อกดทับการสร้างอำนาจนำของโลกอิสลาม เนื้อหาในหนังสือได้วิพาษ์ความชอบธรรมของแนวคิดหลักแบบตะวันตก เช่น เสรีนิยม ฆราวาสนิยม และประชาธิปไตย ที่มักถูกใช้เป็นเครื่องมือในการกีดกันและตีตราอัตลักษณ์มุสลิมในพื้นที่สาธารณะ Sayyid นำเสนอการตีความใหม่ของคำว่า Caliphate (ระบอบคอลีฟะห์) ไม่ใช่ในฐานะรัฐในอุดมคติ แต่เป็นสัญลักษณ์ของการปลดแอกทางปัญญาและการเมือง เพื่อให้ปัญญาชนชาวมุสลิมสามารถสร้างประวัติศาสตร์และอนาคตของตนเองได้โดยไม่ต้องพึ่งพากรอบคิดแบบอาณานิคม แนวคิดสำคัญที่สุดของงานนี้คือการ ถอดถอนระเบียบอำนาจแบบอาณานิคม (Decolonisation) ซึ่งเรียกร้องให้ปัญญาชนในซีกโลกใต้ปฏิเสธการครอบงำทางญาณวิทยา และเปลี่ยนจุดโฟกัสของการศึกษาทางสังคมศาสตร์จากการศึกษาเชิงประจักษ์ไปสู่การตั้งคำถามเชิงภววิทยา งานเขียนนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ในการท้าทายอคติที่ฝังรากลึกในทฤษฎีกระแสหลักที่มักมองความเป็นสากลปะปนอยู่กับความเป็นตะวันตกและความเป็นสมัยใหม่&nbsp;</span></p> อันวาร์ กอมะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 181 186 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/290398 <p>วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ โดยคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นวารสารวิชาการราย 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) ทั้งนี้อาจจะมีวารสารฉบับพิเศษ (Special issue) หรือฉบับที่ตีพิมพ์บทความจากการประชุมวิชาการ (Conference proceeding) ผู้เขียนทุกท่านสามารถส่งบทความด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่&nbsp; ภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม คติชนวิทยา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ปรัชญา&nbsp; ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา มาขอรับการพิจารณาตีพิมพ์เผยแพร่ได้ตลอดทั้งปี</p> บรรณาธิการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 187 197 แนวคิดความเป็นเอกภาพของพระรัตนตรัย: กรอบวิเคราะห์ข้อถกเถียงระหว่างสายคัมภีร์กับสายประสบการณ์ในพระพุทธศาสนา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/288117 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ข้อถกเถียงของชาวพุทธระหว่างสายคัมภีร์กับสายประสบการณ์ในประเด็นที่ว่า “ระหว่างคัมภีร์กับประสบการณ์สิ่งใดควรถือเป็นรากฐานที่แท้จริงของพระพุทธศาสนา” โดยอาศัยแนวคิดความเป็นเอกภาพของพระรัตนตรัยที่ได้พัฒนาขึ้น โดยอาศัยมุมมองจากแนวคิดการจัดการสมัยใหม่ ได้แก่ แนวคิดความเป็นเอกภาพแบบบังคับบัญชา (Unity of Command) และแบบทิศทาง (Unity of Direction) ของ Henri Fayol เมื่อนำแนวคิดที่พัฒนาขึ้นมาใช้เป็นกรอบในการวิเคราะห์พบว่า สายคัมภีร์และสายประสบการณ์นั้นเคยเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน แต่ถูกแยกออกจากกันเมื่อเปลี่ยนกระบวนการเรียนรู้จากมุขปาฐะไปสู่การจารึกคำสอนลงในคัมภีร์ แต่เมื่อพิจารณาด้วยกรอบความเป็นเอกภาพของพระรัตนตรัยทำให้เห็นว่าทั้งสายคัมภีร์และสายประสบการณ์นั้นมีความเป็นอันเดียวกันในฐานะเป็นทิศทางไปสู่เป้าหมายสูงสุดของพระพุทธศาสนา จึงถือเป็นรากฐานสำคัญของพระพุทธศาสนาทั้งคู่</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>: </strong>เอกภาพ, พระรัตนตรัย, สายคัมภีร์, สายประสบการณ์</p> พลพรรดิ์ เพิ่มพิทยางกูร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 137 160 บทบาทภาษา : ภาพสะท้อนการใช้ภาษาในสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289305 <p>จากการศึกษาบทความเกี่ยวการใช้ภาษาในสังคม สะท้อนให้เข้าใจการใช้ภาษาในชีวิตประจำวันมากขึ้น โดยมีการใช้ภาษาเพื่อโน้มน้าวทางความคิดของกลุ่มคนในสังคมเพื่อตัดสินใจ บริโภคสินค้า ซึ่งแสดงให้เห็นถึงอำนาจทางภาษาของผู้ผลิตสื่อโฆษณาเพื่อโน้มน้าวการตัดสินใจของผู้มีอำนาจน้อยกว่านั่นก็คือผู้บริโภค และยังพบการศึกษาภาษาข้ามวัฒนธรรม โดยถ่ายทอดในรูปแบบการแสดงออกทางภาษาของชาวไทย และชาวต่างชาติที่มีความแตกต่างกันทางวัฒนธรรม ทำให้เราเข้าใจวัฒนธรรมต่างชาติและสามารถใช้ภาษาให้ถูกต้อง เหมาะสมกับชาวต่างชาติ เพื่อลดปัญหาความขัดแย้งในสังคม ซึ่งจะนำไปสู่ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน นอกจากนี้ยังพบเรื่องของการตีความหมายและการเข้าใจความหมายของภาษาที่แตกต่างกันของคนในสังคม โดยมีปัจจัยเรื่องเพศ อายุ การศึกษา ซึ่งปัจจัยเหล่านี้จะแสดงให้เห็นมุมมอง แนวความคิด ที่แตกต่างกัน ทำให้การเข้าใจความหมายของหน่วยคำในเชิงอคติแตกต่างกัน ซึ่งจะส่งผลถึงพฤติกรรมของคนในสังคมและช่วยสร้างความเข้าใจของคนในสังคมให้ดียิ่งขึ้น</p> อัญชลี รัตนธรรม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 161 179 บทบรรณาธิการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/290359 <p>วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ เป็นวารสารวิชาการของคณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง มีกำหนดเผยแพร่ราย 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม-มิถุนายน) และฉบับที่ 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม) &nbsp;ทั้งนี้อาจมีวารสารฉบับพิเศษ (Special issue) หรือฉบับที่ตีพิมพ์บทความจากการประชุมวิชาการ (Conference proceedings) โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจ ได้ศึกษาค้นคว้าวิจัยและเผยแพร่ผลงานวิชาการ ตลอดจนได้แลกเปลี่ยนความรู้และความคิดเห็นทางวิชาการทางด้านมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่ ภาษา ภาษาศาสตร์ วรรณคดี วรรณกรรม คติชนวิทยา วัฒนธรรม การท่องเที่ยว ปรัชญา&nbsp; ประวัติศาสตร์ บรรณารักษศาสตร์ สังคมวิทยาและมานุษยวิทยา</p> บรรณาธิการ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 การวิเคราะห์คุณสมบัติและหน้าที่ของคำว่า “ไว้” ตามแนวทางอรรถศาสตร์และวัจนปฏิบัติศาสตร์รูปนัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/290366 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์คำว่า “ไว้” ผ่านกรอบการวิเคราะห์ทางอรรถศาสตร์และวัจนปฏิบัติศาสตร์รูปนัย โดยศึกษาจากคลังข้อมูลภาษาไทยแห่งชาติและสื่อสังคมออนไลน์ รวม 500 ข้อมูล พบว่า “ไว้” เป็นตัวดำเนินการทางตรรกะที่มีแกนความหมายของการตรึงสภาพ ซึ่งแปรผันไปตามวากยสัมพันธ์ ในโครงสร้าง [กริยา+ไว้] ทำหน้าที่ระดับเหตุการณ์บ่งชี้ผลลัพธ์ต่อเนื่องโดยเจตนาเป็นเพียงเงื่อนไขแปรผัน ส่วนโครงสร้าง [ไว้+กริยา] ทำหน้าที่ระดับทัศนภาวะ ซึ่งระงับค่าความจริงเพื่อผัดผ่อนเหตุการณ์และรักษาหน้า นอกจากนี้ยังพบพลวัตในสภาวะกึ่งกลางของการกลายรูปเป็นไวยากรณ์ที่ปรากฏลักษณะการแตกตัว การซ้อนทับชั้น และการลดรูปทางหมวดคำ สะท้อนสถานะของ “ไว้” ในฐานะ&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ตัวดำเนินการข้ามระดับที่เชื่อมโยงตรรกะกับพันธะทางสังคมอย่างเป็นระบบ ทั้งนี้องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษานี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการปรับปรุงคำอธิบายในตำราไวยากรณ์ไทย รวมถึงใช้เป็น<br>แนวทางในการจัดการเรียนการสอนภาษาไทยในฐานะภาษาต่างประเทศได้ด้วยเช่นกัน</p> ธนาดล จันทร์ประดิษฐ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 1 28 سُبل تنمية مهارة الكلام لطلبة المرحلة الإعدادية والثانوية بمدارس الأئمة والخطباء مدينة اسطنبول – جمهورية تركيا https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/286706 <p>هدفت الدراسة إلى إلقاء الضوء على البعض من أساليب تنمية مهارة الكلام لغير الناطقين بالعربية، ولتحقيق هذا الهدف اتبعت الدراسة المنهج الوصفي التحليلي، وذلك من خلال مراجعة الدراسات السابقة ذات الصلة بموضوع أساليب تنمية مهارة الكلام لدى غير الناطقين بالعربية، وكان من أهم <strong>النتائج الخاصة بالدراسة </strong>أن مهارة الكلام تُعدّ من المهارات الأساسية والرئيسة لتعليم اللغة العربية لغير الناطقين بها، إذ تعكس قدرة المتعلم على التواصل والتفاعل الفعّال في المواقف الحياتية اليومية، مما يجعلها معيارًا مهمًا في تحديد كفاءة المتعلم للمهارات اللغوية، كما توصلت الدراسة من خلال استعراض البعض من الأدبيات السابقة إلى أن كثيرًا من دارسي العربية لغير الناطقين بها يعانون من ضعف في التعبير الشفهي، نتيجة عدم الاهتمام الكافي بتنمية مهارات النطق والتعبير والتفاعل خلال الدروس، واقتصار بعض البرامج التعليمية على المهارات القرائية والكتابية فقط.</p> <p> </p> <p><strong>Keywords</strong>: Speaking skills, methods for learning speaking skills, stories as a method for learning speaking skills, cooperative learning, classroom activities</p> هند عبد الرحيم محمد متولي بركة عماد الدين مخلوف عبد الحليم عطية ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 29 46 منهج ابن هشام في التوجيه النحوي من خلال كتابه مغني اللبيب عن كتب الأعاريب https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289168 <p>يهدف هذا البحث إلى الوقوف على دور القراءات القرآنيّة في بناء القاعدة النحوية والصرفية، والوقوف على المناهج والأسس التي اعتمد عليها ابن هشام في توجيه النحو والصرف في كتابه مغني اللبيب عن كتب الأعاريب، والوقوف على المسائل النحويّة التي تم توجيهها في هذا الكتاب. اعتمد البحث في هذه الدراسة المنهج الوصفي التحليلي مع الإفادة من المنهج التاريخي في الخوض في سيرة ابن هشام ومصادره ومدرسته النحويّة، كما استعان باستقراء نماذج من القراءات التي وجّهها ابن هشام في كتابه وتحليلها. وتوصل البحث إلى أنّ ابن هشام جعل القراءات المتواترة أساسًا في بناء القاعدة النحويّة، كما استأنس بالقراءات الشاذّة في بعض المواضع لأغراض التوجيه والترجيح، مما يكشف عن وعي نقدي ومنهج متوازن. واتسم منهجه بالانتقائيّة الواعية من المذهبين البصري والكوفي، وبالربط بين النظريّة النحويّة والتطبيق القرآني، أما المسائل النحوية فقد تجلّت على سبيل التمثيل فقد تجلّت في معالجة قضايا الإعراب وتوجيه ظواهر الخلاف بين البصريين والكوفيين، مثل المبتدأ والخبر والفاعل ونائبه وغيرها، وأما المسائل الصرفية فبرزت في تفسير الظواهر الصرفية مثل الإعلال والإبدال والزيادة والحذف وغيرها.</p> رقية عثمان إبراهيم تيه هي ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 47 66 ความต้องการและแนวทางพัฒนาต่อหลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาภาษาและวัฒนธรรมตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289292 <p>หลักสูตรศิลปศาสตร์บัณฑิต สาขาภาษาและวัฒนธรรมตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ประกอบขึ้นจากกลุ่มสาขาวิชาภาษาที่เป็นวิชาโทและวิชาพื้นฐาน ได้แก่ เมียนมา เวียดนาม อาหรับ มลายู และสามารถขยายให้ครอบคลุมภาษาตะวันออกอื่นเพิ่มในอนาคต การศึกษานี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเพื่อเก็บข้อมูล และใช้สถิติเชิงพรรณนาอธิบายผลสำรวจผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับหลักสูตรฯ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการและแนวทางพัฒนาต่อหลักสูตรภาษาและวัฒนธรรมตะวันออก คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า การแสดงอัตลักษณ์ของผู้เรียนในอนาคตสะท้อนให้เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงบริบททางการศึกษาอย่างมีนัยสำคัญ โดยเปลี่ยนผ่านจากกลุ่มผู้เรียนในระบบดั้งเดิม ไปสู่กลุ่มผู้เรียนวัยทำงานที่มีวุฒิการศึกษาระดับปริญญาอยู่แล้ว ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาและโครงสร้างการจัดการศึกษาแบบ “ตลาดวิชา” ของมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่เน้นความยืดหยุ่นและการเปิดโอกาสทางการศึกษาอย่างเสรี โดยผู้เรียนกลุ่มนี้ไม่ได้มุ่งหวังเพียงคุณวุฒิการศึกษาขั้นพื้นฐาน แต่มีวัตถุประสงค์เพื่อการยกระดับทักษะ และการปรับเปลี่ยนทักษะให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงาน สำหรับการตัดสินใจเข้าศึกษาต่อของกลุ่มเป้าหมายในอนาคตนั้น ถูกขับเคลื่อนด้วยปัจจัยเชิงซ้อนหลายประการ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ปัจจัยด้านเศรษฐกิจที่ผู้เรียนมองว่าการศึกษาคือการลงทุนเพื่อเพิ่มมูลค่าในตลาดแรงงานและการสร้างความมั่นคงทางการเงินในยุคเปลี่ยนผ่านทางเทคโนโลยี สอดรับกับปัจจัยด้านสังคมที่ขับเคลื่อนด้วยค่านิยมการเรียนรู้ตลอดชีวิต รวมถึงความต้องการขยายเครือข่ายทางวิชาชีพระหว่างกลุ่มคนทำงาน นอกจากนี้ปัจจัยด้าน ความเชื่อและทัศนคติส่วนบุคคล เช่น การมีกรอบความคิดแบบเติบโต และความต้องการความสำเร็จขั้นสูงสุดในชีวิตเพื่อเติมเต็มความภาคภูมิใจ ก็เป็นสิ่งสำคัญที่กระตุ้นให้ผู้เรียนวัยทำงานตัดสินใจกลับเข้าสู่ระบบการศึกษาอีกครั้ง</p> พรชัย หะพินรัมย์ ตูซาร์ นวย อิบรอฮิม มะลี พลอย แสงลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 67 91 พัฒนา พัฒนาทักษะการออกแบบหน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลามเพื่อ เสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289357 <p>บทความวิจัยฉบับนี้มุ่งศึกษาการพัฒนาและออกแบบหน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลาม เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะและอัตลักษณ์ผู้เรียนมุสลิมตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ (แนวทางสายกลาง) ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาทักษะการออกแบบและการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลาม&nbsp;เพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ&nbsp;&nbsp;และ&nbsp;2) เพื่อออกแบบหน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลามเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ&nbsp;ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะครบด้านทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรม สะท้อนอัตลักษณ์มุสลิมและแนวทางวะสะฎียะฮ์ได้อย่างชัดเจน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้&nbsp;คือ&nbsp;ครูผู้สอนรายวิชาภาษาอังกฤษจากโรงเรียนในจังหวัดปัตตานี จำนวน 10 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย แบบสำรวจ แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบวิพากษ์หน่วยการเรียนรู้และแผนการสอน แบบประเมินความพึงพอใจ แบบบันทึกการสะท้อนผลของครู แบบประเมินการนิเทศการสอน และแบบบันทึกข้อเสนอแนะจากชุมชนวิชาชีพ&nbsp;&nbsp;รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ&nbsp;วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า&nbsp;ผู้เข้ารับการอบรมได้มีการพัฒนาทักษะการออกแบบและการจัดการเรียนรู้หน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลาม&nbsp;ในการเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ&nbsp;และสามารถออกแบบหน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลามเพื่อเสริมสร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ&nbsp;ที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนมีสมรรถนะครบด้านทั้งความรู้ ทักษะ และคุณธรรม สะท้อนอัตลักษณ์มุสลิมและแนวทางวะสะฎียะฮ์ได้อย่างชัดเจน&nbsp;โดยเมื่อประเมินค่าคะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของผู้เข้ารับการอบรมในการพัฒนาหน่วยการเรียนรู้รายวิชาภาษาอังกฤษบูรณาการณ์อิสลาม เพื่อเสริมร้างสมรรถนะผู้เรียนตามแนวทางวะสะฏียะฮ์ (แนวทางสายกลาง)ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้วิชาชีพในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ได้ค่าเฉลี่ย 4.72 อยู่ในเกณฑ์ของระดับความพึงพอใจในระดับที่ดีมาก&nbsp;สามารถแก้ปัญหาครู&nbsp;ร้อยละ 40 ที่ขาดทักษะการออกแบบความเข้าใจในการบูรณาการเนื้อหาภาษาอังกฤษกับหลักการอิสลามตามแนวทางวะสะฎียะฮ์ได้อย่างดีเยี่ยม และผลการออกแบบหน่วยการเรียนรู้ ได้ชุดหน่วยการเรียนรู้จำนวน 5 หน่วย 15 หัวข้อเนื้อหา ที่เน้นการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะและ Active Learning ได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้ทรงคุณวุฒิในระดับมากที่สุด (ค่าเฉลี่ย 4.80)</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong>&nbsp;การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้, ภาษาอังกฤษบูรณาการอิสลาม, สมรรถนะผู้เรียน, แนวทางวะสะฎียะฮ์, ชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ</p> มุมีน๊ะห์ บูงอตาหยง มารีแย บาเน็ง คอดีเยาะ เทษา อับดุลฟัตตาห์ จะปะกียา มะวัดดะฮ์ จะปะกียา ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 93 113 วิเคราะห์อัตลักษณ์ลายสักปู่ม่าน วัดภูมินทร์ สู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์จังหวัดน่าน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/huru/article/view/289702 <p>บทความนี้มุ่งวิเคราะห์อัตลักษณ์ รูปแบบ และความหมายเชิงสัญศาสตร์ของลายสักปู่ม่านที่ปรากฏบนจิตรกรรมฝาผนังอุโบสถวัดภูมินทร์ จังหวัดน่าน เพื่อนำเสนอแนวคิดการบริหารจัดการและแปรสภาพทุนทางวัฒนธรรมที่กำลังจะสาบสูญสู่ระบบนิเวศเศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างยั่งยืน การวิเคราะห์บนฐานรากของทฤษฎีสัญศาสตร์เชิงหน้าที่ และแนวคิดเศรษฐศาสตร์วัฒนธรรม เผยให้เห็นว่าลายสักปู่ม่านทำหน้าที่เป็น "รหัสพันธุกรรมทางจิตวิญญาณ" ที่สะท้อนการผสานกลมกลืนทาง&nbsp;&nbsp; ชาติพันธุ์และโครงสร้างอำนาจในอดีต โดยแบ่งโครงสร้างสัญญะอย่างชัดเจนระหว่างร่างกายส่วนบน คือรอยสักสีแดง ที่สื่อถึงความศักดิ์สิทธิ์และทุนทางจริยธรรม กับร่างกายส่วนล่าง คือรอยสักสีดำหรือสักขาลาย ที่สื่อถึงความอดทนและอำนาจในการควบคุมสิ่งเหนือธรรมชาติ ซึ่งในมิติของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ อัตลักษณ์ลายสักสีแดงบนเรือนร่างปู่ม่านทำหน้าที่เป็นจุดขายที่เป็นเอกลักษณ์ และเป็นรหัสวัฒนธรรมเชิงลึกที่ตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคเชิงสัญลักษณ์ของผู้บริโภคร่วมสมัย บทความนี้จึงได้นำเสนอการสร้าง "มรดกวัฒนธรรมดิจิทัลที่มีชีวิต" ด้วยเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และหุ่นจำลอง 3 มิติ เพื่อคืนชีพองค์ความรู้ดั้งเดิมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานรากภายใต้มาตรฐานเมืองมรดกโลกอย่างเป็นระบบ</p> วิโรจ นาคชาตรี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์ http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-06-25 2026-06-25 45 1 115 136