https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/issue/feed
Research and Development Journal Suan Sunandha Rajabhat University
2026-06-24T00:00:00+07:00
Research and Publication Department
irdjournal@ssru.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา <a href="https://drive.google.com/file/d/1U3qKekxs2rzdkDrhOPqd9evOcsfyC8Xj/view?usp=drive_link">เตรียมต้นฉบับก่อนส่งเข้าระบบ*</a><br /></strong></p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา เป็นวารสารวิชาการที่จัดพิมพ์โดยสถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพและมาตรฐานทางวิชาการในด้านการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง วารสารมุ่งเน้นการพัฒนาองค์ความรู้ทั้งเชิงทฤษฎีและเชิงประยุกต์ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาการศึกษา สังคม และชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p><strong>จุดมุ่งหมาย (Aim) </strong>วารสารมีจุดมุ่งหมายในการส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่ผ่านกระบวนการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ (peer review) อย่างเข้มงวดและเป็นธรรม เพื่อยกระดับคุณภาพงานวิจัยและสร้างองค์ความรู้ใหม่ในสาขาการศึกษาและศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ วารสารมุ่งสนับสนุนงานวิจัยที่สามารถนำผลไปใช้ประโยชน์ในการพัฒนาการจัดการเรียนการสอน นโยบายทางการศึกษา และนวัตกรรมทางการศึกษา</p> <p><strong>ขอบเขตของวารสาร (Scope) </strong>วารสารรับตีพิมพ์บทความวิจัยและบทความวิชาการในสาขาการศึกษาและสาขาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ปรัชญาการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลทางการศึกษา จิตวิทยาการศึกษา นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา ระเบียบวิธีวิจัย และสถิติทางการศึกษา รวมถึงงานวิจัยแบบสหวิทยาการที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร โดยเปิดรับบทความทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร </strong>สำหรับผู้สนใจตีพิมพ์ วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา รับบทความวิจัยด้านศึกษาศาสตร์ บทความจะได้รับการประเมินคุณภาพของบทความ ทั้งในด้านเนื้อหา และความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความ</p> <p>วารสารมีความโดดเด่นด้านความชัดเจนของขอบเขตทางวิชาการ ระบบการพิจารณาบทความที่โปร่งใสและได้มาตรฐาน ตลอดจนการสนับสนุนจากกองบรรณาธิการและผู้ทรงคุณวุฒิที่มีความเชี่ยวชาญในสาขาที่เกี่ยวข้อง วารสารเป็นเวทีสำคัญในการเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณค่าเชิงวิชาการและสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง อันช่วยเพิ่มโอกาสในการอ้างอิงและการต่อยอดผลงานวิจัยในระดับชาติ</p> <p><strong>เลขประจำวารสาร </strong><strong>ISSN: </strong><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2697-634X">2697-634X</a> (Online)</p> <p><strong>ปีที่ก่อตั้ง</strong><strong>:</strong> 2551</p> <p><strong>การประเมิน:</strong> Double-blind (ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน) </p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับ </strong>สาขาศึกษาศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง <strong><br /></strong></p> <ul> <li>ปรัชญาการศึกษา</li> <li>การพัฒนาหลักสูตร</li> <li>การจัดการเรียนรู้</li> <li>การประเมินผล</li> <li>จิตวิทยา</li> <li>นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา</li> <li>วิจัยและสถิติการศึกษา</li> </ul> <p><strong>บทความที่เปิดรับ :</strong><strong> </strong>บทความวิจัย</p> <p><strong>ภาษา</strong><strong>:</strong> ภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการเผยแพร่</strong><strong>: </strong>ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน</p> <p> 1,000 บาท ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (จะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านประเมินรอบกองบรรณาธิการและผู้แต่งแจ้งความประสงค์ผ่านแบบรับรองบทความเพื่อตีพิมพ์)</p> <p><strong>การเผยแพร่</strong><strong>:</strong> 2 ฉบับต่อปี <a href="https://drive.google.com/file/d/1wt5DBtK5V2H4G7_ik8Ef-GkUURL78NIn/view?usp=drive_link">ปฏิทินรับบทความ</a></p> <p>เล่ม 1 (มกราคม-มิถุนายน)</p> <p>เล่ม 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <a href="https://ird.ssru.ac.th/en/home">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</a></p> <p><strong>การวัดดัชนีและบทคัดย่อ</strong></p> <p>วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับการจัดอันดับโดย <a href="https://tci-thailand.org/?p=3796">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a>, <a href="https://scholar.google.com/">Google Scholar</a>, <a href="https://www.asean-cites.org/aci_search/journal.html?b3BlbkpvdXJuYWwmaWQ9NDgz">ASEAN Citation Index (ACI)</a></p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/284781
A Systematic Review of AI-Enhanced Learning in Science Classrooms
2025-12-15T15:30:15+07:00
Chanoknad Lomkate
prasart.n@msu.ac.th
Chukiart Phuaphuang
prasart.n@msu.ac.th
Thanakit Sangjam
prasart.n@msu.ac.th
Patcharapon Chaimung
prasart.n@msu.ac.th
Prasart Nuangchalerm
prasart.n@msu.ac.th
<p>Contemporary science learning increasingly involves artificial intelligence and its implications for the science classroom. This study utilizes the Education Resources Information Center (ERIC) database to explore AI-enhanced learning in science classrooms. The keyword “AI-enhanced learning science” was used for search along with the filters "artificial intelligence," “technology uses in education," and “science education” to screen relevant publications. A total of 23 articles were identified and screened. Eight articles were retained for critical review. The finding revealed that AI technology such as ChatGPT, AI chatbots, and AI robot image recognition are gaining significant attention in international research, particularly in promoting conceptual understanding and learner motivation. This review suggests that AI can be effectively integrated into science classrooms.</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/284232
การศึกษาเปรียบเทียบคำเสียงเบา (轻声) ในหนังสือเรียนภาษาจีนกับพจนานุกรมจีนมาตรฐาน
2026-02-10T14:52:26+07:00
อรุโณทัย บุญชม
aru_bc@hotmail.co.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และเปรียบเทียบคำเสียงเบา (轻声) ที่ปรากฏในหนังสือเรียนภาษาจีนขั้นต้นและพจนานุกรมจีน-ไทยกับพจนานุกรมภาษาจีนมาตรฐานในรูปแบบแอปพลิเคชันบนโทรศัพท์มือถือ《现代汉语词典 (7th edition)》โดยมุ่งเน้นการตรวจสอบความตรงกันของคำเสียงเบาในแหล่งข้อมูลต่างๆ และศึกษาลักษณะเฉพาะของคำที่มักปรากฏเสียงเบา เพื่อให้ได้ข้อค้นพบที่สามารถนำไปพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนในประเทศไทยได้ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยหนังสือเรียนภาษาจีนขั้นต้น 4 เล่ม และพจนานุกรมจีน-ไทย 1 เล่ม ข้อมูลจากหนังสือเรียนครอบคลุมบทที่ 1–15 ของแต่ละเล่ม วิธีการวิจัยเป็นการเก็บรวบรวมคำเสียงเบาจากหนังสือเรียน ตรวจสอบเบื้องต้นกับพจนานุกรมจีน-ไทย แล้วเปรียบเทียบกับพจนานุกรมจีนมาตรฐานในแอปพลิเคชัน โดยวิเคราะห์ความตรงกัน ความแตกต่าง รูปแบบ และลักษณะเฉพาะของคำเสียงเบา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า คำเสียงเบามีจำนวนทั้งสิ้น 189 คำ โดยมีคำที่ตรงกับพจนานุกรมจีนมาตรฐาน 137 คำ (72.49%) ไม่ตรงกับพจนานุกรมจีนมาตรฐาน 25 คำ (13.23%) และไม่ปรากฏในพจนานุกรมมาตรฐานโดยตรง 27 คำ (14.29%) ลักษณะของคำที่มักใช้เสียงเบาสามารถแบ่งออกเป็นหลายกลุ่ม ได้แก่ คำนาม คำกริยา คำสรรพนาม กลุ่มคำหรือวลี และคำซ้ำ นอกจากนี้ยังพบแนวโน้มและรูปแบบเฉพาะของการใช้เสียงเบาที่สามารถอธิบายและจัดหมวดหมู่ได้อย่างเป็นระบบ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการทำความเข้าใจการใช้คำเสียงเบาในสื่อการเรียนภาษาจีน และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาเนื้อหา หนังสือเรียน และแนวทางการสอนภาษาจีนในประเทศไทย โดยเฉพาะด้านการออกเสียงและการใช้ภาษาในบริบทการสื่อสารจริง</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/284549
ผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้วิธีการสอนแบบอุปนัย เพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนนครสวรรค์ ในจังหวัดนครสวรรค์
2026-02-10T14:53:51+07:00
นิภา กำจร
nokkomba@gmail.com
จิระสุข สุขสวัสดิ์
jirasuk.Suk@stou.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียนก่อนการทดลองและหลังการทดลองใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้วิธีการสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโต และ 2) เปรียบเทียบกรอบความคิดแบบเติบโตของนักเรียนหลังการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้วิธีการสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตและนักเรียนที่ใช้กิจกรรมแนะแนวแบบปกติ การวิจัยนี้มีกลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 2 ห้องเรียน รวมจำนวน 80 คน โดยใช้วิธีสุ่มแบบกลุ่มและสุ่มอย่างง่าย แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง จำนวน 40 คน และกลุ่มควบคุม จำนวน 40 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมแนะแนว 2) กิจกรรมแนะแนวแบบปกติ และ 3) แบบวัดกรอบความคิดแบบเติบโต มีค่าความเที่ยงเท่ากับ .81 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนกลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่ยกรอบความคิดแบบเติบโตหลังการทดลองสูงกว่าก่อนทดลองใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) หลังการทดลอง นักเรียนกลุ่มทดลองที่ใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวโดยใช้วิธีสอนแบบอุปนัยเพื่อพัฒนากรอบความคิดแบบเติบโตมีค่าเฉลี่ยคะแนนกรอบความคิดแบบเติบโตสูงกว่ากลุ่มควบคุมที่ใช้กิจกรรมแนะแนวแบบปกติอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/285630
การศึกษาปัญหาการออกเสียงคำที่ผสานกับเสียงเอ๋อร์ “ér” (儿化韵) ในภาษาจีนกลางของนักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์
2026-02-10T14:56:04+07:00
ณพล ม่วงงาม
naphon.mou@dpu.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาปัญหาการออกเสียงคำที่ผสานกับเสียงเอ๋อร์ “ér” (儿化韵) ในภาษาจีนกลางของนักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ คือ 1.1) ลักษณะการออกเสียงแต่ละลักษณะและแต่ละกลุ่มผู้เรียน 1.2) ความผิดพลาดของการออกเสียงแต่ละประเภท 1.3) ระดับความผิดพลาดของการออกเสียงแต่ละกลุ่มผู้เรียน 2. เพื่อเสนอแนวทางแก้ไขความผิดพลาดในการออกเสียงคำที่ผสานกับเสียงเอ๋อร์ “ér” กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาหลักสูตรภาษาจีนธุรกิจ ชั้นปีที่ 1-4 จำนวน 60 คน เลือกโดยวิธีสุ่มแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบการอ่านคำศัพท์ แบบประเมินลักษณะและระดับความผิดพลาด สถิติที่ใช้ คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ลักษณะความผิดพลาดในการออกเสียงคำที่ผสานกับเสียงเอ๋อร์ "er" มีดังนี้ 1.1) ลักษณะความผิดพลาดในการออกเสียง คือกลุ่มระดับต้นคิดเป็นร้อยละ 100 ระดับกลางคิดเป็นร้อยละ 75.08 และระดับสูงคิดเป็นร้อยละ 56.83 1.2) ความผิดพลาดในการออกเสียงคำที่ผสานกับเสียงเอ๋อร์ “ér” ทั้ง 6 ประเภท ภาพรวมแต่ละประเภทไม่เกินร้อยละ 25 1.3) กลุ่มระดับต้นและระดับกลางมีความผิดพลาดในการออกเสียง มากที่สุด ค่าเฉลี่ย 5.00 และ 4.67 2) ข้อเสนอแนวทางแก้ไขความผิดพลาดในการออกเสียง ได้แก่ ผู้เรียน ผู้สอน และตำราเรียน</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/285893
การพัฒนามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมการศึกษา
2026-02-10T15:00:29+07:00
นภัสกร ด้วยโชติ
napatsakorn.da@ksu.ac.th
ปวีณา ขันธ์ศิลา
paweena.kh@ksu.ac.th
ประภาพร หนองหารพิทักษ์
prapaporn.no@ksu.ac.th
<p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนามโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมการศึกษา 2) เปรียบเทียบมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ และ 3) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสามชัย จำนวน 28 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ และแบบสะท้อนคิด สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนส่วนใหญ่มีมโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์ เรื่อง จำนวนเต็ม อยู่ในระดับแนวคิดที่สมบูรณ์ และมีแนวโน้มพัฒนาสูงขึ้นตามลำดับ 2) มโนทัศน์ทางคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) แนวทางการจัดการเรียนรู้คณิตศาสตร์ โดยการจัดการเรียนรู้ด้วยเกมการศึกษา ประกอบด้วยกระบวนการสอน 4 ขั้น ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นสอน ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเกมการศึกษา และขั้นสรุป โดยขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยเกมการศึกษาเป็นขั้นตอนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมการมีส่วนร่วมผ่านกระบวนการย่อย 5 ขั้น ได้แก่ การจัดกลุ่ม การอธิบายกติกา การสาธิตการเล่น การปฏิบัติจริง และการติดตามผลการเรียนรู้</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/286149
การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างสื่อมัลติมีเดียสําหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21
2026-02-10T15:01:44+07:00
นัทธิรา โยโพธิ์
nattira.yo@ssru.ac.th
กฤษณะ เซ็นจะบก
kritsana.senjabok@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่อง การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อสร้างสื่อมัลติมีเดียสำหรับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสื่อมัลติมีเดียสำหรับการเรียนรู้ 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียนด้วยสื่อมัลติมีเดียที่พัฒนาด้วยปัญญาประดิษฐ์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนต่อการใช้สื่อมัลติมีเดีย ซึ่งรูปแบบการวิจัยเป็นการวิจัยเชิงพัฒนา (Research and Development) ร่วมกับการวิจัยกึ่งทดลอง (Quasi-Experimental Research) กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนระดับมัธยมศึกษาชั้นปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 15 คน ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย สื่อมัลติมีเดียเพื่อการเรียนรู้ที่สร้างด้วยปัญญาประดิษฐ์ แบบประเมินคุณภาพสื่อ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังเรียน และแบบสอบถามความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ t-test แบบกลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สื่อมัลติมีเดียที่ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสื่อมัลติมีเดียสำหรับการเรียนรู้มีคุณภาพโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.62, <em>S.D.</em>= 0.48) 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนก่อนและหลังการใช้สื่อ พบว่าคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 (t= 6.45, p < .05) แสดงให้เห็นว่าสื่อมัลติมีเดียที่พัฒนาขึ้นสามารถช่วยส่งเสริมความเข้าใจและยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนต่อสื่อมัลติมีเดียโดยภาพรวมอยู่ในระดับดีมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.56, <em>S.D.</em>= 0.52)ผลการวิจัยสรุปได้ว่า การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการสร้างสื่อมัลติมีเดียสำหรับการเรียนรู้มีความเหมาะสมและมีศักยภาพในการนำไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนการจัดการเรียนการสอน เพื่อพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้และเสริมสร้างทักษะที่จำเป็นของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/286294
ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2026-02-10T15:04:19+07:00
อรสา ศรีจันทร์ปลิว
aorrasa.sr@ksu.ac.th
ปวีณา ขันธ์ ขันธ์ศิลา
paweena.kh@ksu.ac.th
ประภาพร หนองหารพิทักษ์
prapaporn.no@ksu.ac.th
<p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการสร้างบอร์ดเกมเพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนเชียงยืนพิทยาคม จังหวัดมหาสารคาม โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม และ 3) ประเมินความคิดเห็นของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม กลุ่มตัวอย่างในงานวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1/3 จำนวน 35 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ บอร์ดเกม แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความคิดเห็น สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน สถิติการทดสอบค่าที และการหาประสิทธิภาพ E1/E2</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกม เรื่อง เลขยกกำลัง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพ เท่ากับ 88.36/85.14 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีความคิดเห็นต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยบอร์ดเกมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 4.84, <em>S.D.</em>= 0.46)</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/286380
ผลการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานร่วมกับงานทางคณิตศาสตร์ ที่ส่งเสริมความเข้าใจและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6
2026-03-18T15:51:42+07:00
วริศรา ถาวงษ์กลาง
warissara_tha@kkumail.com
ปัญญชิตา มุ่งเกิด
warissara_tha@kkumail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ผ่านการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานร่วมกับงานทางคณิตศาสตร์ และ 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง อัตราส่วน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 หลังการจัดการเรียนรู้แบบสมองเป็นฐานร่วมกับงานทางคณิตศาสตร์กับเกณฑ์ร้อยละ 70 กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดขอนแก่น ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 5 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ใบงานทางคณิตศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐานและการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนเกิดความเข้าใจทางคณิตศาสตร์ตามกรอบแนวคิดของ Usiskin ครบทั้ง 4 มิติ ได้แก่ ด้านขั้นตอนวิธีการ สามารถคำนวณและทอนเป็นอัตราส่วนอย่างต่ำได้ถูกต้อง ด้านสมบัติทางคณิตศาสตร์ เข้าใจมโนทัศน์และเชื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างอัตราส่วนและเศษส่วนได้ ด้านการนำไปใช้ สามารถประยุกต์ความรู้ในสถานการณ์จริง และด้านการนำเสนอ สามารถใช้ภาพจำลองสื่อสารแนวคิดการเปรียบเทียบปริมาณได้อย่างสมเหตุสมผล และ 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เรื่อง อัตราส่วน หลังได้รับการจัดการเรียนรู้ มีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเท่ากับ 16.40 คะแนน จากคะแนนเต็ม 20 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 82 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/286424
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้เทคนิค 2W3P ร่วมกับเกมคำศัพท์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจดจำศัพท์ภาษาอังกฤษ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2
2026-02-12T15:24:19+07:00
ปรัชชญา บานแย้ม
phachaya170798@gmail.com
สุพจน์ ดวงเนตร
suphot59@gmail.com
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา สร้างและหาประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ด้วยเทคนิค 2W3P ร่วมกับเกมคำศัพท์ 2) ทดลองจัดการเรียนรู้เทคนิค 2W3P ร่วมกับเกมคำศัพท์และ 3) ประเมินความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้เทคนิค 2W3P ร่วมกับเกมคำศัพท์ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (R&D) ดำเนินการเป็น 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมายที่ใช้ในการวิจัยระยะทดลอง คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนสมเด็จประชานุเคราะห์ จำนวน 17 คน ซึ่งได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดความสามารถในการจดจำศัพท์ แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบอันดับที่ของผลต่างของวิลคอกซัน (The Wilcoxon Signed Rank Test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจุบันครูผู้สอนยังคงใช้หนังสือเรียนเป็นสื่อหลักและมุ่งเน้นการสอนตามเนื้อหา ส่งผลให้นักเรียนจำศัพท์ภาษาอังกฤษไม่ได้ การจัดการเรียนรู้เทคนิค 2W3P ร่วมกับเกมคำศัพท์ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการจดจำศัพท์ภาษาอังกฤษ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่พัฒนาขึ้นมี 5 ขั้น ได้แก่ ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นนำเสนอ ขั้นฝึกร่วมกับเกมคำศัพท์ ขั้นนำไปใช้ และขั้นสรุป โดยทุกแผนการจัดการเรียนรู้มีค่าเฉลี่ยความเหมาะสมในระดับมาก การจัดการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 80.21/81.25 และมีดัชนีประสิทธิผล เท่ากับ 0.7007 2) ความสามารถในการจดจำศัพท์ภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 หลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 2.41, <em>S.D.</em>= 0.22)</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/287003
การใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้
2026-03-13T11:07:54+07:00
ชัยวัฒน์ จิวพานิชย์
chaiwat.je@ssru.ac.th
เสถียร จันทร์ปลา
satien.ja@ssru.ac.th
บุตรศิรินทร์ จิวพานิชย์
butsirin.je@ssru.ac.th
<p>วัตถุประสงค์ของการศึกษา 1.เพื่อพัฒนาและประเมินรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้ และพัฒนาชุดการเรียนรู้ 2.เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้วยรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้ กับรายวิชา DTC2402 วิทยาการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา และ 3.เพื่อประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีผลต่อการใช้รูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้ กับรายวิชา DTC2402 วิทยาการก้าวหน้าทางเทคโนโลยีดิจิทัลและคอมพิวเตอร์เพื่อการศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการประเมินรูปแบบและประเมินชุดการเรียนรู้ คือ อาจารย์คณะครุศาสตร์ จำนวน 9 ท่าน กลุ่มหาประสิทธิภาพซึ่งไม่ใช่กลุ่มทดลองในการวิจัย คือ ผู้เรียน จำนวน 30 คน แล้วนำผลมาวิเคราะห์ทางสถิติ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่าโครงการที่ 1) รูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้เป็นรูปแบบที่ยืดหยุ่นซึ่งรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน เป็นรูปแบบที่เปิดรับการผสมผสานของเทคนิคหรือวิธีการที่หลากหลายเข้าเชื่อมต่อกับกระบวนการเรียนรู้ในกระบวนการของปลั๊กอิน โดยการบริหารจัดการการเรียนรู้ทั้งในระบบออนไลน์และออนไซต์อย่างเป็นระบบโดยใช้การเรียนรู้แบบโครงการเป็นฐาน โดยผู้เรียนเป็นผู้ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ตามกระบวนการของโครงการซึ่งเป็นการเรียนรู้เชิงรุก โดยมีผลการประเมินรูปแบบจากผู้เชี่ยวชาญคือ รูปแบบการเรียนรู้มีความเหมาะสมมากที่สุด และผลประเมินชุดการเรียนรู้ตามรูปแบบการเรียนรู้แบบไฮบริดปลั๊กอิน ในยุควิถีใหม่ของการเรียนรู้ที่พัฒนาขึ้น ที่ได้มาจากกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่ไม่ใช่กลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ผลปรากฏว่า รูปแบบการเรียนรู้ มีประสิทธิภาพสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด คือ E1= 82.80 และ E2 = 86.1 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ได้มาจากกลุ่มทดลอง จำนวน 30 คน ผลการวิจัยปรากฎว่า หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 และ 3) ผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มทดลอง อยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/285820
การสร้างพอดคาสต์ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิด เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์วรรณคดี บทละครพูด เรื่องเห็นแก่ลูก ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
2026-02-10T14:57:22+07:00
สุนารี ฝีปากเพราะ
sunaree.fee@pcru.ac.th
ฐิติรัตน์ เกษตรเอี่ยม
st641102008117@pcru.ac.th
พิชิต แก้วสุริวงษ์
pichit@nongphai.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างพอดคาสต์ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวรรณคดี เรื่อง เห็นแก่ลูก ก่อนและหลังการจัดการเรียนรู้โดยใช้พอดคาสต์ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิด และ 3) ศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้โดยใช้พอดคาสต์ ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนหนองไผ่ในพระสังฆราชูปถัมภ์ จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 20 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) โดยใช้ห้องเรียนเป็นหน่วยในการสุ่ม โดยใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนและหลัง (One-Group Pretest Posttest Design) เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย พอดคาสต์วรรณคดี 6 ตอน แผนการจัดการเรียนรู้ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนชนิดปรนัย จำนวน 30 ข้อ และแบบประเมินความพึงพอใจ 20 ข้อ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระต่อกัน (Dependent samples t-test) และการหาประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพของพอดคาสต์ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิด มีค่าประสิทธิภาพ (E<sub>1</sub>/E<sub>2</sub>) เท่ากับ 98.58/84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 ที่กำหนดไว้ 2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้ด้วยพอดคาสต์ร่วมกับวิธีการแลกเปลี่ยนความคิดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 25.25) สูงกว่าก่อนเรียน ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" />= 10.30) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการจัดการเรียนรู้โดยรวมอยู่ในระดับพึงพอใจมากที่สุดในทุกด้าน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.94, <em>S.D.</em>= 0.23) ซึ่งงานวิจัยนี้แสดงให้เห็นว่า การบูรณาการพอดคาสต์ซึ่งเป็นสื่อดิจิทัลเข้ากับเทคนิคการเรียนรู้เชิงรุก สามารถพัฒนาผลสัมฤทธิ์ด้านวรรณคดีของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพและส่งเสริมทัศนคติที่ดีต่อการเรียนรู้</p>
2026-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา