Research and Development Journal Suan Sunandha Rajabhat University https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru <p><strong>วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา <a href="https://drive.google.com/file/d/1U3qKekxs2rzdkDrhOPqd9evOcsfyC8Xj/view?usp=drive_link">เตรียมต้นฉบับก่อนส่งเข้าระบบ*</a><br /></strong></p> <p><strong>จุดมุ่งหมายและขอบเขต</strong></p> <p>วารสารวิจัยและพัฒนา เป็นวารสารวิชาการระดับชาติที่สนับสนุนโดยมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิจัยที่มีคุณภาพหรือด้าน ศึกษาศาสตร์ วารสารเป็นสื่อกลางในการเสนอและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>ข้อมูลวารสาร</strong></p> <p>วารสารวิจัยและพัฒนาเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม) จัดทำโดยสถาบันวิจัยและพัฒนา บทความจะได้รับการประเมินคุณภาพของบทความ ทั้งในด้านเนื้อหา และความเกี่ยวข้องกับวัตถุประสงค์ของวารสาร จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 2 ท่านในสาขาที่เกี่ยวข้องกับบทความ</p> <p><strong>เลขประจำวารสาร </strong><strong>ISSN: </strong><a href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2697-634X">2697-634X</a> (Online)</p> <p><strong>ปีที่ก่อตั้ง</strong><strong>:</strong> 2551</p> <p><strong>การประเมิน:</strong> Double-blind (ผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่ง และผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน) </p> <p><strong>สาขาที่เปิดรับ </strong>สาขาศึกษาศาสตร์และสาขาที่เกี่ยวข้อง <strong><br /></strong></p> <ul> <li>ปรัชญาการศึกษา</li> <li>การพัฒนาหลักสูตร</li> <li>การจัดการเรียนรู้</li> <li>การประเมินผล</li> <li>จิตวิทยา</li> <li>นวัตกรรมและเทคโนโลยีการศึกษา</li> <li>วิจัยและสถิติการศึกษา</li> </ul> <p><strong>บทความที่เปิดรับ :</strong><strong> </strong>บทความวิจัย</p> <p><strong>ภาษา</strong><strong>:</strong> ภาษาไทยและอังกฤษ</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมในการเผยแพร่</strong><strong>: </strong>ไม่เสียค่าใช้จ่าย ผู้ทรงคุณวุฒิ 2 ท่าน</p> <p> 1,000 บาท ผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน (จะเรียกเก็บหลังจากบทความผ่านประเมินรอบกองบรรณาธิการและผู้แต่งแจ้งความประสงค์ผ่านแบบรับรองบทความเพื่อตีพิมพ์)</p> <p><strong>การเผยแพร่</strong><strong>:</strong> 2 ฉบับต่อปี <a href="https://drive.google.com/file/d/1wt5DBtK5V2H4G7_ik8Ef-GkUURL78NIn/view?usp=drive_link">ปฏิทินรับบทความ</a></p> <p>เล่ม 1 (มกราคม-มิถุนายน)</p> <p>เล่ม 2 (กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> <a href="https://ird.ssru.ac.th/en/home">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา</a></p> <p><strong>การวัดดัชนีและบทคัดย่อ</strong></p> <p>วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา ได้รับการจัดอันดับโดย <a href="https://tci-thailand.org/?p=3796">ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</a>, <a href="https://scholar.google.com/">Google Scholar</a>, <a href="https://www.asean-cites.org/aci_search/journal.html?b3BlbkpvdXJuYWwmaWQ9NDgz">ASEAN Citation Index (ACI)</a></p> th-TH <div class="item copyright"> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของ <a href="http://www.ird.ssru.ac.th/th/home" target="_blank" rel="noopener">สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา</a></p> <p>ข้อความที่ปรากฏในบทความแต่ละเรื่องในวารสารวิชาการเล่มนี้เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของผู้เขียนแต่ละท่านไม่เกี่ยวข้องกับมหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา และคณาจารย์ท่านอื่นๆในมหาวิทยาลัยฯ แต่อย่างใด ความรับผิดชอบองค์ประกอบทั้งหมดของบทความแต่ละเรื่องเป็นของผู้เขียนแต่ละท่าน หากมีความผิดพลาดใดๆ ผู้เขียนแต่ละท่านจะรับผิดชอบบทความของตนเองแต่ผู้เดียว</p> </div> irdjournal@ssru.ac.th (Research and Publication Department) anuphan.su@ssru.ac.th (Anuphan Suttimarn) Wed, 24 Dec 2025 13:53:23 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาเพื่อส่งเสริมความสามารถในการบวกและลบเศษส่วนในบริบทสถานการณ์จริง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/280788 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1. เพื่อพัฒนาชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาสำหรับเสริมสร้างความสามารถของนักเรียนระดับประถมศึกษาในการบวกและลบเศษส่วนในบริบทสถานการณ์จริง 2. เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่พัฒนาขึ้นโดยใช้เกณฑ์ประสิทธิภาพ 70/70 3. เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5/1 จำนวน 31 คน โรงเรียนอนุบาลเมืองเสลภูมิ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้วย 1) ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษา จำนวน 3 ชุด 2) แบบทดสอบวัดความสามารถในการบวกและลบเศษส่วน และ 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ร้อยละ และการวิเคราะห์ประสิทธิภาพตามสูตร E1/E2</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษาที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและสอดคล้องกับแนวคิดสะเต็มศึกษาในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.27) 2) ชุดฝึกทักษะคณิตศาสตร์ตามแนวคิดสะเต็มศึกษามีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ โดยมีค่าเท่ากับ 78.50/82.33 3) ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้ด้วยชุดฝึกทักษะ โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.45)</p> สุพรรณิการ์ ชนะนิล, ปริชญา ยืนยง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/280788 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/280882 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือวัดกรอบคิดแบบเติบโตของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่างวิจัย คือ นักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูชั้นปีที่ 4 คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏธนบุรี ปีการศึกษา 2567 กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการของ Soper ได้ตัวอย่างสำหรับการศึกษา 100 คน จากนั้นใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น โดยใช้ตัวแปรสาขาวิชาเป็นชั้นของการสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบวัดกรอบคิดแบบเติบโตของนักศึกษา ฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูในรูปแบบมาตรประมาณค่า สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันด้วยโปรแกรม R-Studio</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับที่สองของโมเดลการวัดกรอบคิดแบบเติบโตของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครู พบว่า มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์เป็นอย่างดี พิจารณาจากค่าไค-สแควร์ (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?x^{2}" alt="equation" /> (393, N = 100) =369.88, p=.79, CFI = 1.00, SRMR = 0.08, RMSEA = 0.05) ค่าสถิติดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าโมเดลการวัดกรอบคิดแบบเติบโตของนักศึกษาฝึกประสบการณ์วิชาชีพครูตามกรอบแนวคิดของการวิจัยที่พัฒนาขึ้น มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> กนิศ์พิชญา อัฐมาธิตภักดี, สุธิดา ชาญวารินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/280882 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลการจัดการเรียนรู้ด้วยรูปแบบการสอน โมเดลซิปปาร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางด้านคุณวุฒิวิชาชีพ เรื่อง มาตรฐานฝีมือแรงงานช่างไฟฟ้าภายในอาคารระดับ 1 สำหรับนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281191 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้มาตรฐานฝีมือแรงงานช่างไฟฟ้าภายในอาคารระดับ 1 ด้วยรูปแบบการสอน โมเดลซิปปาร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน และ <br />2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้รูปแบบการสอน โมเดลซิปปาร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน ประชากรคือนักศึกษาประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง สาขาช่างไฟฟ้า วิทยาลัยเทคโนโลยี ดอนบอสโกสุราษฎร์ จำนวน 29 คนในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 รูปแบบการวิจัยเชิงทดลอง โดยเครื่องมือวิจัยประกอบด้วยแบบทดสอบ และแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเฉลี่ยโดยใช้กลุ่มตัวอย่างที่สัมพันธ์กัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้มาตรฐานฝีมือแรงงานช่างไฟฟ้าภายในอาคารระดับ 1 ของนักศึกษาหลังการเรียนด้วย โมเดลซิปปาร่วมกับเทคนิคเพื่อนช่วยเพื่อน สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยค่าเฉลี่ยคะแนน (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) ก่อนเรียนและหลังเรียนคือ 49.03 และ 81.72 ตามลำดับ 2) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมากที่สุด <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.56</p> ทิวากร สามิภักดิ์, พนาน้อย รอดชู, ปารุษยา เกียรติคีรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281191 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนิสิตที่เรียนวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281231 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิต 2) เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนิสิตหญิงและชายและ 3) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงอิทธิพลระหว่างพฤติกรรมการเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่เรียนวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบบันทึกพฤติกรรมการเรียนของนิสิตที่ลงทะเบียนเรียนวิชาดังกล่าว จำนวน 93 คน โดยข้อมูลที่ทำการเก็บรวบรวมประกอบด้วย การส่งงาน การแต่งกาย การทำงานเป็นทีม การมีส่วนร่วมในชั้นเรียน คะแนนสอบกลางภาค คะแนนสอบปลายภาค เพศ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในรายวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์สถิติภาคเรียนที่ 2/2567 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ สถิติ Independent Simple t-test และ Multiple Regression</p> <p>ผลการศึกษาพบว่านิสิตที่เรียนวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 2.14 อยู่ในระดับเกรด C ซึ่งหมายถึงระดับพอใช้ ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบพฤติกรรมการเรียนและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างนิสิตชายและหญิงที่เรียนวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์พบว่านิสิตหญิงมีแนวโน้มด้านพฤติกรรมการส่งงานมากกว่านิสิตชาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.10 ส่วนในด้านอื่น ๆ แม้นิสิตหญิงจะมีค่าเฉลี่ยสูงกว่านิสิตชายเล็กน้อยในทุกด้าน แต่ไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ นอกจากนั้นผลการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการถดถอยเชิงพหุพบว่า คะแนนสอบปลายภาค คะแนนสอบกลางภาค และคะแนนการส่งงาน มีอิทธิพลในทิศทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตที่เรียนวิชาสถิติเศรษฐศาสตร์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 ขณะที่ตัวแปรอื่น ๆ ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิต</p> อับดุลฮากิม มะดีเยาะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281231 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลที่สอดคล้องกับการใช้ความสุขในการเรียนเป็นฐานของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281390 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการจัดการเรียนรู้ดิจิทัล พัฒนากลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลของผู้สอนที่ส่งเสริมความสุขของผู้เรียน และประเมินระดับความสุขของผู้เรียนต่อกลยุทธ์ดังกล่าว กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญประกอบด้วยครูผู้สอน 43 คน จาก 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ และนักเรียนระดับมัธยมศึกษา 40 คน จากโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา คัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เครื่องมือวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์ กลยุทธ์การจัดการเรียนรู้ดิจิทัลสำหรับผู้สอน และแบบประเมินความสุขของนักเรียน โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Method) ดำเนินการเชิงคุณภาพผ่านการสนทนากลุ่มและสัมภาษณ์เชิงลึก ร่วมกับการวิจัยเชิงปริมาณเพื่อประเมินความสุขของนักเรียนจากการใช้กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การประเมินค่า IOC ของกลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นอยู่ระหว่าง 0.67–1.00</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของปัญหาการจัดการเรียนรู้ดิจิทัลประกอบด้วย นักเรียนขาดแรงจูงใจและขาดทักษะการใช้เทคโนโลยี ความท้าทายของครูในการออกแบบการเรียนรู้ ปัญหาอินเทอร์เน็ต และปัจจัยครอบครัวและชุมชน กลยุทธ์ที่พัฒนาขึ้นครอบคลุม 6 ด้าน ได้แก่ ด้านนักเรียน ด้านครู ด้านการบริหารจัดการ ด้านครอบครัวและชุมชน ด้านเทคโนโลยี และด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง การประเมินระดับความสุขของนักเรียนพบว่านักเรียนมีความสุขในการเรียนรู้ตามกลยุทธ์ในระดับมากถึงมากที่สุด กลยุทธ์ดังกล่าวช่วยส่งเสริมความสุข ลดความกดดัน และเพิ่มความพึงพอใจของนักเรียนระหว่างการจัดการเรียนรู้ดิจิทัล</p> สาวิตรี ผิวงาม, ปิยะพงษ์ ทวีพงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/281390 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาเทคนิคการสอน Tense โดยใช้ Tense by TAVo ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282053 <p>การพัฒนาเทคนิคการสอน Tense โดยใช้ Tense by TAVo ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนมัธยมสาธิตวัดพระศรีมหาธาตุ มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเทคนิค<br />การสอน Tense โดยใช้ Tense by TAVo (Time, Action, and Voice) 2) เพื่อประเมินประสิทธิภาพเทคนิคการสอน Tense by TAVo ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 กลุ่มที่ศึกษา ได้แก่ นักเรียนระดับ<br />ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จำนวน 135 คน รูปแบบการทดลองคือ One-Group Posttest-only Design วิธีวิจัยเชิงวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 2) แบบวัดความพึงพอใจเทคนิคการสอน Tense by TAVo สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติบรรยาย และการประเมินประสิทธิภาพ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. เทคนิคการสอน Tense by TAVo ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน (1) ความหมาย Tense (Tense Meaning) (2) ความเข้าใจเทคนิค Tense by TAVo (3) การประยุกต์ใช้ Tense by TAVo ได้แก่ โครงสร้าง Tense (Tense Structure) การสังเคราะห์ประโยค (Sentence Synthesis) และการวิเคราะห์ Tense (Tense Analysis)<strong> </strong>2. ผลการประเมินประสิทธิภาพเทคนิคการสอน Tense by TAVo มีประสิทธิภาพ E1/E2 เท่ากับ 87.77/80.91 สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด 80/80 และความพึงพอใจหลังการจัดการเรียนการสอน Tense ด้วยเทคนิคการสอน Tense by TAVo อยู่ในระดับมาก มีคะแนนเฉลี่ยรวม 4.26 และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.70 อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01</p> ชัยเดช นาคสะอาด, ปฐมพร บุญลี, ทุติยพร บุญลี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282053 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 สภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของ ครูสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282368 <p>งานวิจัยนี้มีรูปแบบเป็นงานวิจัยเชิงสำรวจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมือง และเพื่อสำรวจปัญหาและอุปสรรคในการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของครูสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการวิจัยและพัฒนาแนวทางการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลายที่มีกลุ่มเป้าหมายการวิจัยเป็นครูสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ ครูสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 300 คนที่สุ่มเลือกแบบบังเอิญ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของครูสังคมศึกษา (ค่าความเชื่อมั่น = 0.95) และแบบสัมภาษณ์ครูสังคมศึกษาชนิดกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ซึ่งแปลความหมายคะแนนเป็น 6 ระดับ และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมืองของครูสังคมศึกษา ระดับมัธยมศึกษา กรุงเทพมหานคร โดยรวมอยู่ในระดับสูง ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.76, <em>S.D.</em> = 0.86) สอดคล้องกับผลการสัมภาษณ์ที่พบว่าครูสังคมศึกษาตระหนักถึงความสำคัญของการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความยึดมั่นผูกพันในความเป็นพลเมือง ครูสังคมศึกษาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและเน้นการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติเพื่อส่งเสริมเจตคติและพฤติกรรมพลเมือง และพบปัญหาและอุปสรรคเกี่ยวกับเวลาเรียน ทรัพยากร และแรงจูงใจในการเรียนของนักเรียน</p> สุทธิพร แท่นทอง, สัญสิริ อินอุ่นโชติ, เพียงฤทัย พุฒิคุณเกษม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282368 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านดนตรีไทย สำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา : โรงเรียนสาธิต "พิบูลบำเพ็ญ" มหาวิทยาลัยบูรพา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282665 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านดนตรีไทยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา และ 2) เพื่อเสนอแนะแนวทางการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านดนตรีไทยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษา ของโรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาข้อมูลจากเอกสาร จากนั้นให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือและนำไปเก็บข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านดนตรีไทย และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องผ่านการสนทนากลุ่มแบบเจาะจง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่นำไปสู่ความเป็นเลิศด้านดนตรีไทย ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านผู้สอน มีความรู้ความสามารถด้านดนตรีไทย มีคุณธรรม จริยธรรม และวางแผนการสอนอย่างมีประสิทธิภาพ (2) ด้านผู้เรียน มีทัศนคติที่ดีต่อดนตรีไทย และพร้อมต่อการพัฒนา <br />(3) ด้านหลักสูตร มีความครอบคลุมทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ มีความยืดหยุ่น และใช้สื่อการเรียนการสอนที่ทันสมัย (4) ด้านกระบวนการสอน มีขั้นตอนการสอนที่ชัดเจน เข้าใจง่าย และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้เรียน <br />2) แนวทางการส่งเสริมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนสู่ความเป็นเลิศด้านดนตรีไทยสำหรับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา ได้แก่ การจัดเวทีแข่งขัน การฝึกซ้อมอย่างต่อเนื่อง <br />การปลูกฝังทัศนคติที่ดี การสนับสนุนจากครอบครัว การออกแบบหลักสูตรแบบลำดับขั้น เชื่อมโยงกับชีวิตจริงและวัฒนธรรม เน้นการฝึกปฏิบัติจริง และการเปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้ทดลองและแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ การวิจัยนี้ชี้ให้เห็นว่า ความสำเร็จในการพัฒนาผู้เรียนด้านดนตรีไทยต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ตลอดจนการวางแผนที่เป็นระบบในทุกองค์ประกอบ</p> นิพนธ์ กล่ำกล่อมจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/irdssru/article/view/282665 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700