https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/issue/feed วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร 2026-06-29T16:36:17+07:00 Asst.Prof.Dr. Widchaporn Taipjutorus jmct@rmutp.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร</strong></p> <p><strong> ISSN:</strong> 2985-2927 (Online)</p> <p>กำหนดการออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong>: วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิชาการ (Academic Article) และบทความวิจัย (Research Article) แบบเต็มรูปแบบ (Full Paper) ทางนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน สื่อสารการตลาด เทคโนโลยีสารสนเทศ ดิจิทัลคอนเทนท์ เทคโนโลยีมัลติมีเดีย สื่อดิจิทัล การพัฒนาสื่อและนวัตกรรม เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วารสารเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยทั้<wbr />งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงภายในและภายนอกประเทศ </p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/280825 กลยุทธ์การสื่อสารขององค์กรปกครองท้องถิ่นและพรรคการเมืองยุคดิจิทัล 2026-02-09T15:11:43+07:00 ธิติ ลาภชูสง่า titithor.uk@gmail.com วิทยาธร ท่อแก้ว Wittayatorn2002@yahoo.com กรกช ขันธบุญ Korrakoch.kan@stou.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับกลยุทธ์การสื่อสารทางการเมืองในยุคดิจิทัล โดยมุ่งเปรียบเทียบลักษณะการสื่อสารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแลพรรคการเมือง ผ่านการทบทวนวรรณกรรมเชิงบูรณาการจากงานวิจัยในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา และการวิเคราะห์กรณีศึกษาเชิงประจักษ์ ได้แก่ ปรากฏการณ์ชัชชาติ เทศบาลนครภูเก็ต และกลุ่มต้นกล้านครตรัง ผลการศึกษาพบว่า ภายใต้บริบทของระบบสื่อแบบผสมผสานและเศรษฐศาสตร์ความสนใจ พรรคการเมืองได้ปรับตัวสู่การรณรงค์หาเสียงแบบผสมผสาน (Hybrid Campaigning) ที่ขับเคลื่อนด้วยข้อมูลขนาดใหญ่ (Big Data) การเจาะจงกลุ่มเป้าหมายขนาดเล็ก (Micro-targeting) และการก่อรูปของวัฒนธรรมแฟนด้อมทางการเมือง (Political Fandom) ในขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนผ่านเชิงโครงสร้างสู่ภาวะ ประจักษ์นิยมทางดิจิทัล (Digital Empiricism) ซึ่งเน้นการสร้างความชอบธรรมผ่าน ความโปร่งใสแบบถอนรากโคน (Radical Transparency) และการยกระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนไปสู่ ธรรมาภิบาลแบบร่วมมือ (Collaborative Governance) ที่เปลี่ยนบทบาทของประชาชนจากผู้รับบริการมาเป็นผู้ร่วมผลิตบริการสาธารณะ (Co-production) บทความนี้ได้สังเคราะห์และนำเสนอ โมเดลพลวัตการสื่อสารการเมืองท้องถิ่นวิถีใหม่ (The Neo-Local Political Communication Model) ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบเชิงโครงสร้าง ได้แก่ 1) ความชอบธรรมเชิงอัลกอริทึมและประจักษ์นิยม (Algorithmic Legitimacy and Empiricism) 2) การหลอมรวมระหว่างการบริการสาธารณะและการรณรงค์ทางการเมือง (The Fusion of Service and Campaigning) และ 3) การเปลี่ยนผ่านจากผู้ร้องขอสู่หุ้นส่วนผู้ร่วมสร้าง (From Petitioner to Co-creator) ข้อค้นพบสำคัญของการศึกษาชี้ให้เห็นว่า ในยุคดิจิทัล การสื่อสารทางการเมืองและการบริหารงานสาธารณะได้หลอมรวมเป็นกระบวนการเดียวกัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างความไว้วางใจของประชาชน และเป็นปัจจัยสำคัญต่อความยั่งยืนทางการเมืองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในศตวรรษที่ 21</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/283646 สถานภาพและทิศทางของบริการโอทีทีในบริบทสังคมไทย 2025-12-11T10:43:09+07:00 รุจฬ์สวัตต์ ครองภูมินทร์ roodpkw@hotmail.com <p>บทความวิชาการเรื่อง “สถานภาพและทิศทางของบริการโอทีทีในบริบทสังคมไทย” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงสถานภาพองค์ความรู้เกี่ยวกับบริการโอทีทีและบริบทต่าง ๆ และมุมมองการต่อยอดทางองค์ความรู้ของบริการโอทีทีในมิติต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องภายใต้การเปลี่ยนแปลงการเปลี่ยนฉับพลันทางดิจิทัลของในสังคมไทยปัจจุบัน โดยการสังเคราะห์งานวิจัยด้วยการวิเคราะห์อภิมาน (Meta-analysis) โดยการวิจัย<br />ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากงานวิจัยประเภทวิทยานิพนธ์ และรายงานการวิจัยในสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านเทคโนโลยีการสื่อสาร เมื่อพิจารณาเอกสารงานวิจัย บทความวิชาการ และวิทยานิพนธ์ที่เกี่ยวกับการศึกษาบริการโอทีทีในประเทศไทยที่เผยแพร่ระหว่างปี พ.ศ. 2560 – 2568 ซึ่งเป็นระยะเวลาประมาณ 9 ปีจนถึงปัจจุบัน ก็จะพบว่า มีการศึกษาที่เกี่ยวกับบริการโอทีที ซึ่งสามารถแบ่งกลุ่มองค์ความรู้ของการศึกษาได้เป็น 3 กลุ่มคือ (1) กลุ่มการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับรูปแบบและลักษณะโดยทั่วไปของบริการโอทีที (2) กลุ่มการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับการกำกับและดูแลกิจการของบริการโอทีที และ (3) กลุ่มการศึกษาองค์ความรู้เกี่ยวกับบริการโอทีทีกับการให้บริการในลักษณะต่าง ๆ ของสังคมไทย โดยองค์ความรู้ต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้เห็นมิติความสัมพันธ์ของบริการโอทีทีกับบริบทสังคมไทยในช่วงเวลาต่าง ๆ ตลอดจนองค์ความรู้ที่เกี่ยวกับการกำกับและดูแลกิจการของบริการโอทีทีของสังคมไทยที่ยังมีข้อจำกัด ไม่สอดคล้องต่อบริบทการเปลี่ยนแปลงในมิติต่าง ๆ ซึ่งยังคงเป็นที่ถกเถียงและร่วมกันหาทางออกอยู่ในปัจจุบัน สะท้อนให้เห็นว่า บริการโอทีทีเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่จะมีส่วนสำคัญต่อการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีทางการสื่อสาร สร้างสรรค์สังคมความเป็นอยู่ เศรษฐกิจ รวมไปถึงคุณภาพชีวิตของประชาชนในสังคมไทย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/286407 การเปลี่ยนผ่านสุนทรียะในละครสั้นแนวตั้งไทย: มุมมองผ่านภาษาภาพและการเล่าเรื่อง 2026-03-04T09:41:36+07:00 วิริยาภรณ์ จุนหะวิทยะ wiriyaphorn.j@gmail.com <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการเปลี่ยนผ่านสุนทรียะของละครสั้นแนวตั้งไทย ผ่านการวิเคราะห์ด้วยกรอบแนวคิดด้านภาษาภาพและการเล่าเรื่อง เพื่ออธิบายการปรับเปลี่ยนรูปแบบการนำเสนอจากสื่อดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มดิจิทัล โดยใช้วิธีรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาพบว่า ในมิติภาษาภาพ มีการเปลี่ยนผ่านสู่การจัดองค์ประกอบภาพแนวตั้งที่เน้นความสำคัญของวัตถุหรือตัวละครกึ่งกลางจอ เพื่อสร้างความโดดเด่นในพื้นที่จำกัด ส่วนมิติการเล่าเรื่องมีการเปลี่ยนผ่านสู่รูปแบบการเล่าเรื่องที่สั้นกระชับ แต่ยังคงโครงสร้างแบบละครโทรทัศน์ โดยมีการเปิดเรื่องที่เร้าใจ การดำเนินเรื่องอย่างรวบรัด และการจบเรื่องที่ทิ้งปมเพื่อกระตุ้นการติดตาม ส่งผลให้ละครสั้นแนวตั้งกลายเป็นรูปแบบสื่อที่ได้รับความนิยมในวัฒนธรรมดิจิทัลร่วมสมัย นอกจากนี้ ในมิติอุตสาหกรรม พบแนวโน้มการยกระดับคุณภาพการผลิตอย่างเป็นระบบ จากการมีส่วนร่วมของทั้งผู้ผลิตอิสระและผู้ผลิตกระแสหลัก อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีข้อเสนอแนะว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวยังต้องการกรอบนโยบายและมาตรฐานด้านจริยธรรมที่ชัดเจน เพื่อสนับสนุนการพัฒนาคุณค่าทางสุนทรียศาสตร์ให้สอดคล้องกับการเติบโตของอุตสาหกรรมละครไทยในอนาคต</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/286598 การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและปรับบทบาทของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยในยุคดิจิทัล 2026-05-13T17:54:40+07:00 อัจจิมา ทรัพย์สุนทร augjima.kas@mahidol.ac.th อารี บัวแพร aree.bum@mahidol.ac.th ธนพร ปัญญานิพนธ์ thanaporn.pen@mahidol.ac.th ชุติมา ปฐมกำเนิด chutima.pat@mahidol.ac.th <p>ท่ามกลางการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล สถาบันอุดมศึกษากำลังเผชิญแรงกดดันในการยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน การพัฒนาคุณภาพบริการ และการตอบสนองต่อความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สายงานสนับสนุนมหาวิทยาลัย ซึ่งครอบคลุมงานบริการการศึกษาและกิจการนักศึกษา งานแผนและประกันคุณภาพ งานการคลังและพัสดุ งานทรัพยากรบุคคล งานเทคโนโลยีสารสนเทศ และงานบริหารธุรการ มีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนพันธกิจหลักของมหาวิทยาลัย อย่างไรก็ตาม สายงานดังกล่าวยังคงเผชิญข้อจำกัดจากระบบงานแบบเดิม กระบวนการเชิงธุรกรรมที่ใช้แรงงานคนสูง และการใช้ข้อมูลเพื่อการตัดสินใจที่ยังไม่เต็มศักยภาพ บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์การบูรณาการปัญญาประดิษฐ์ในบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย โดยใช้การวิเคราะห์เชิงแนวคิดผ่านการสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับการประยุกต์ใช้ ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในสถาบันอุดมศึกษา และใช้กรอบแนวคิดการเพิ่มขีดความสามารถของมนุษย์ด้วย AI เป็นฐานในการวิเคราะห์การเปลี่ยนผ่านของสายสนับสนุนจากการมุ่งเน้นประสิทธิภาพเชิงปฏิบัติการไปสู่การปรับบทบาทบุคลากรเชิงวิเคราะห์ เชิงรุก และเชิงกลยุทธ์ ผลการวิเคราะห์พบว่า AI ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสำคัญในบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัย 3 ประการ ได้แก่ (1) การลดภาระงานเชิงธุรกรรมและงานซ้ำซ้อนผ่านระบบอัตโนมัติ (2) การเพิ่มขีดความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อสนับสนุนการตัดสินใจ และ (3) การปรับบทบาทของบุคลากรจากผู้ปฏิบัติงานเชิงธุรกรรมไปสู่ผู้วิเคราะห์ข้อมูล ผู้ควบคุมกระบวนการ และพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ของสถาบัน บทความนี้สรุปว่า AI มิได้เป็นเพียงเครื่องมือในการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการปรับโครงสร้างบทบาทของบุคลากรสายสนับสนุนมหาวิทยาลัยให้มีลักษณะเชิงวิเคราะห์ เชิงรุก และเชิงกลยุทธ์มากขึ้น ทั้งนี้การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวจำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนจากการพัฒนาทักษะบุคลากร การบริหารการเปลี่ยนแปลง และการจัดตั้งธรรมาภิบาลด้าน AI ที่เหมาะสม เพื่อให้การบูรณาการ AI เกิดประโยชน์อย่างยั่งยืนในบริบทของสถาบันอุดมศึกษา</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/287455 โอเพ่นดาต้า: เครื่องมือดิจิทัลในการยกระดับความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาไทย 2026-05-21T17:55:22+07:00 จักรกฤษณ์ พางาม chakrakrishna.bha@mahidol.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอบทบาทและศักยภาพของโอเพ่นดาต้า (Open Data) เพื่อสร้างความโปร่งใสและธรรมาภิบาลของสถาบันอุดมศึกษาไทยที่สอดคล้องตามพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 และแนวปฏิบัติตามหลักธรรมาภิบาลต่าง ๆ แต่การเปิดเผยข้อมูลในปัจจุบันยังคงอยู่ในลักษณะการปฏิบัติตามเกณฑ์ มากกว่าการสร้างคุณค่าอย่างแท้จริง บทความนี้นำเสนอว่าการประยุกต์ใช้โอเพ่นดาต้าอย่างมีประสิทธิภาพสามารถขับเคลื่อนผ่านกลไกสำคัญ 5 ประการ ได้แก่ (1) การจัดทำฐานข้อมูลกลางที่เปิดเผยประวัติและคุณสมบัติของผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย (2) การเปิดเผยรายงานทางการเงินที่ผ่านการตรวจสอบอย่างละเอียดและเข้าใจง่าย (3) ความโปร่งใสในทุกขั้นตอนของกระบวนการสรรหาผู้บริหารระดับสูง (4) การเปิดเผยความเห็นและมติของกรรมการสภาเป็นรายบุคคลในวาระสำคัญ และ (5) การยกระดับคุณภาพข้อมูลสาธารณะสู่การเป็นโอเพ่นดาต้าที่มีคุณค่าโดยการพัฒนามาตรฐานข้อมูลที่คอมพิวเตอร์อ่านและประมวลผลได้ การสร้างกลไกการมีส่วนร่วมในการกำหนดชุดข้อมูล และการขยายผล การเปิดเผยข้อมูลลงสู่ระดับคณะและส่วนงาน นอกจากนี้ ยังนำเสนอแนวทางการพัฒนาระบบข้อมูลเปิดเพื่อธรรมาภิบาลสถาบันอุดมศึกษาไทย ซึ่งประกอบด้วย 3 มิติที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ มิติเชิงกฎหมายและนโยบาย มิติเชิงโครงสร้างพื้นฐานข้อมูล และมิติเชิงวัฒนธรรมองค์กรและการมีส่วนร่วม โดยการนำโอเพ่นดาต้ามาใช้จะช่วยลดพฤติกรรมฉวยโอกาส เพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการผ่านการเปรียบเทียบระหว่างสถาบัน สร้างความเชื่อมั่นแก่สาธารณชน และนำไปสู่การกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อันจะส่งผลให้สถาบัน อุดมศึกษาไทยเติบโตอย่างโปร่งใสและเป็นที่ยอมรับในมาตรฐานสากล</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/282123 การพัฒนาวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2025-11-28T11:08:39+07:00 อ้อมใจ บุษบง ormchai.b@mail.rmutk.ac.th เกวลิน นาป่า mintkawalin.2545@gmail.com นิชาภา จันทร์โต nuiiun66@gmail.com นัยน์ปพร จารุเกษตรวิทย์ naipaporn.j@mail.rmutk.ac.th <p>การพัฒนาวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อพัฒนาวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อประเมินคุณภาพของวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจหลังรับชมวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ศึกษาอยู่ในโรงเรียนวัดทรงธรรม จำนวน 31 คน โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า การประเมินคุณภาพของวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว โดยแบ่งการประเมินคุณภาพเป็น 2 ด้าน ประกอบด้วย ผู้เชี่ยวชาญด้านเนื้อหา จำนวน 3 คน พบว่า การประเมินคุณภาพในภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.87 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.28 และผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตสื่อ จำนวน 3 ท่าน พบว่าการประเมินคุณภาพในภาพรวม อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 3.94 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) เท่ากับ 0.07 ผลการประเมินความพึงพอใจหลังการรับชมวิดีโออินโฟกราฟิก เรื่อง เทคโนโลยีอวกาศและดวงดาว สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 31 คน พบว่าในภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" />) เท่ากับ 4.40 และ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. เท่ากับ 0.08 กลุ่มตัวอย่างมีความพึงพอใจหลังการรับชม อีกทั้งสื่อยังทำหน้าที่เป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การทำความเข้าใจเนื้อหาในบทเรียนได้ง่าย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/286373 การรับรู้ ทัศนคติ การยอมรับ การใช้ Virtual Reality ในงานโฆษณาและงานประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทย 2026-02-05T08:28:52+07:00 อภิชาติ แก้วภักดี 6712340005@rumail.ru.ac.th จารุวรรณ กิตตินราภรณ์ jaruwan.k@rumail.ru.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับการรับรู้ประโยชน์ (PU) อิทธิพลทางสังคม (SI) ความง่ายในการใช้งาน (PEOU) ประสบการณ์เสมือนจริง (PI) คุณภาพเนื้อหา (CONT) และทัศนคติ (ATT) ของนักท่องเที่ยวชาวไทยที่มีต่อการใช้เทคโนโลยีความจริงเสมือน (Virtual Reality: VR) ในสื่อโฆษณาและงานประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยว และ (2) วิเคราะห์การยอมรับเชิงพฤติกรรมผ่านการใช้งานจริง (ACT) ของผู้ใช้ VR สำหรับการโฆษณาและประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวประเทศไทย โดยใช้การวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างนักท่องเที่ยวชาวไทย จำนวน 400 คน ซึ่งเคยมีประสบการณ์รับชมสื่อท่องเที่ยวผ่าน VR อย่างน้อยหนึ่งครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวไทยมีระดับการรับรู้ประโยชน์จาก VR อยู่ในระดับมาก (M = 4.07, SD = 1.02) อิทธิพลทางสังคมอยู่ในระดับมาก (M = 4.06, SD = 1.02) ความง่ายในการใช้งานอยู่ในระดับมาก (M = 4.02, SD = 1.03) ประสบการณ์เสมือนจริงอยู่ในระดับมาก (M = 4.04, SD = 1.02) คุณภาพเนื้อหาอยู่ในระดับมาก (M = 4.04, SD = 1.02) และทัศนคติต่อการใช้อยู่ในระดับมาก (M = 4.02, SD = 1.06) อย่างไรก็ตาม การใช้งานจริงของ VR เพื่อการท่องเที่ยวอยู่ในระดับมาก (M = 3.57, SD = 1.22) ซึ่งสะท้อนให้เห็นช่องว่างระหว่างทัศนคติเชิงบวกกับพฤติกรรมการใช้งานจริง ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า แม้ผู้ใช้งานจะมีความพร้อมเชิงทัศนคติต่อเทคโนโลยี VR แต่การยอมรับในเชิงพฤติกรรมยังขึ้นอยู่กับโอกาสในการเข้าถึงอุปกรณ์และเนื้อหา VR อย่างเป็นรูปธรรม งานวิจัยนี้สามารถใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับหน่วยงานด้านการท่องเที่ยวในการกำหนดแนวทางการใช้ VR เป็นเครื่องมือด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/286689 การสื่อสารเชิงจริยธรรมของละครคุณธรรมที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ 2026-03-23T09:21:15+07:00 กฤติญา กวีจารุกรณ์ kittiya.rich@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะการสื่อสารเชิงจริยธรรมของละครคุณธรรมที่เผยแพร่ทางสื่อสังคมออนไลน์ในมิติของความรับผิดชอบต่อเนื้อหา และ 2) เพื่อวิเคราะห์ผลกระทบของการสื่อสารดังกล่าวต่อการรับรู้ และการตีความทางศีลธรรมของผู้ชม โดยบูรณาการมุมมองของนักวิชาการทางการศึกษาเกี่ยวกับจริยธรรมสื่อ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยวิเคราะห์เนื้อหาเชิงธีมจากละครคุณธรรม จำนวน 8 เรื่อง และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 12 คน ได้แก่ ผู้ชมเยาวชน 4 คน ผู้ใหญ่ 4 คน และนักวิชาการ 4 คนด้วยการคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ผลการวิจัยพบว่า ละครคุณธรรมใช้โครงเรื่องแบบเหตุ-ผลทางศีลธรรมและการแบ่งขั้วตัวละครอย่างชัดเจน โดยอาศัยสถานการณ์ที่กระตุ้นอารมณ์เพื่อนำไปสู่บทสรุปเชิงสั่งสอน ส่งผลให้ผู้ชมมีบทบาทเป็น “ผู้พิพากษาทางศีลธรรม” ผ่านการแสดงความคิดเห็นในสื่อสังคมออนไลน์ ขณะเดียวกัน นักวิชาการมองว่า ละครคุณธรรมทำหน้าที่เป็นพื้นที่ปฏิบัติการของจริยธรรมสื่อที่มีการผลิตความหมายทางศีลธรรมแบบรวบรัด อันนำไปสู่จริยธรรมสำเร็จรูป การรับรู้เชิงเหมารวม และการตีความแบบปิด ซึ่งอาจจำกัดการคิดเชิงวิพากษ์ของผู้ชม ดังนั้น จึงควรพัฒนากรอบการกำกับดูแลจริยธรรมสื่อที่เหมาะสมกับบริบทสื่อสังคมออนไลน์ และส่งเสริมความรับผิดชอบต่อเนื้อหาของผู้ผลิตสื่ออย่างเป็นระบบ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/284112 การสำรวจอัตลักษณ์และประสบการณ์ในการท่องเที่ยวแสวงบุญเชิงพุทธ: มุมมองบูรณาการของการท่องเที่ยวเชิงโหยหาอดีต 2026-03-25T08:29:41+07:00 ณฐาพัชร์ วรพงศ์พัชร์ dr.thiwat@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มุ่งอธิบายพฤติกรรมการท่องเที่ยวแสวงบุญเชิงพุทธ ณ ลุมพินี ในบริบทของการท่องเที่ยวเชิงโหยหาอดีต โดยบูรณาการแนวคิดทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนร่วมกับมิติด้านอัตลักษณ์และการรับรู้สื่อ เพื่อทำความเข้าใจกลไกการตัดสินใจของนักท่องเที่ยวในเชิงลึก การศึกษาให้ความสำคัญกับบทบาทของทัศนคติ บรรทัดฐานทางสังคม การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม รวมถึงความสอดคล้องกับตนเอง และการเปิดรับสื่อ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากนักท่องเที่ยวชาวไทยจำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบตามสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) เครื่องมือวิจัยมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ในเกณฑ์ยอมรับได้ผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่า การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม ทัศนคติ และบรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย ล้วนเป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความตั้งใจในการเดินทางอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยแบบจำลองสามารถอธิบายความแปรปรวนของความตั้งใจได้ในระดับค่อนข้างสูง นอกจากนี้ ความสอดคล้องระหว่างอัตลักษณ์ของนักท่องเที่ยวกับลักษณะของแหล่งท่องเที่ยวมีบทบาทในการเสริมสร้างทัศนคติเชิงบวกต่อการท่องเที่ยวเชิงศาสนา อย่างไรก็ตาม การเปิดรับสื่อไม่ปรากฏบทบาทในการเป็นตัวแปรปรับระหว่างความตั้งใจและพฤติกรรมจริง ข้อค้นพบดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงศรัทธามีรากฐานมาจากแรงจูงใจภายใน เช่น ความเชื่อ ความทรงจำ และความหมายเชิงสัญลักษณ์ มากกว่าปัจจัยภายนอกอย่างสื่อ ดังนั้น การจัดการการท่องเที่ยวควรมุ่งเน้นการสร้างประสบการณ์ที่เชื่อมโยงกับศรัทธา อัตลักษณ์ และบริบททางประวัติศาสตร์ ควบคู่กับการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานเพื่อสนับสนุนการเดินทางและเสริมสร้างความยั่งยืนของการท่องเที่ยวแสวงบุญ</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/282438 การคาดการณ์การยอมรับทีวีสามมิติในวงกว้างในสหรัฐอเมริกา: บทบาทของแฟรนไชส์อวตารและเกณฑ์ทางเศรษฐกิจ 2025-11-26T14:40:01+07:00 Marian Ehret marian.e@bu.ac.th <p>ยังไม่ปรากฏแนวโน้มการเปิดรับโทรทัศน์สามมิติ (3DTV) ในวงกว้างในสหรัฐอเมริกาในช่วงทศวรรษ 2020 แม้ว่าจะมีการคาดการณ์อย่างต่อเนื่องว่าการยอมรับดังกล่าวจะเกิดขึ้น งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อกำหนดว่าเมื่อใดและอย่างไรที่การยอมรับ 3DTV ในวงกว้างอาจเกิดขึ้นในสหรัฐอเมริกา โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับบทบาทของแฟรนไชส์ภาพยนตร์ Avatar และเกณฑ์ทางเศรษฐกิจที่จำเป็นต่อการเอื้อให้เกิดการยอมรับดังกล่าว งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผสานการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญแบบมีโครงสร้างเข้ากับการทบทวนวรรณกรรมทางวิชาการ รายงานอุตสาหกรรม และข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคอย่างเป็นระบบ การวิเคราะห์ดำเนินการจากมุมมองเศรษฐกิจมหภาค ภายใต้กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่รวมแบบจำลองการแพร่กระจายนวัตกรรมของเอเวอเรตต์ โรเจอร์ส และแบบจำลองการคาดการณ์การยอมรับผลิตภัณฑ์ใหม่ของแฟรงก์ แบสส์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่า Avatar 5 (2031) ซึ่งเป็นผลงานปิดท้ายของภาพยนตร์สามมิติชุดของเจมส์ คาเมรอน มีศักยภาพสูงสุดในการกระตุ้นการยอมรับ 3DTV ในวงกว้าง โดยอ้างอิงรูปแบบการแพร่กระจายในอดีตจากการยอมรับโทรทัศน์ความละเอียดสูง (HDTV) งานวิจัยคาดการณ์ว่า 3DTV อาจได้รับการยอมรับในวงกว้างในหมู่ผู้บริโภคชาวอเมริกันภายในปี 2042 ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากวัฏจักรการทดแทนรูปแบบโทรทัศน์ในอดีต นอกจากนี้ ผลการวิจัยยังเสนอว่า 3DTV มีแนวโน้มถูกนำมาใช้ในฐานะอุปกรณ์ระบบผสมผสาน (Hybrid) ที่รองรับทั้งเนื้อหา 2 มิติและ 3 มิติ รวมถึงการประยุกต์ใช้ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสมือน ข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคช่วยอธิบายทั้งความสำเร็จของรูปแบบโทรทัศน์ก่อนหน้า ตั้งแต่โทรทัศน์ขาวดำจนถึง HDTV และความล้มเหลวของ 3DTV ในช่วงทศวรรษ 2010 ถึงต้นทศวรรษ 2020 แม้จะได้รับแรงหนุนจากภาพยนตร์ Avatar สามภาคแรก ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญถูกนำมาใช้เพื่อยืนยันข้อค้นพบและเสริมความน่าเชื่อถือของผลการวิจัย</p> 2026-06-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร