https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/issue/feed
วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
2025-12-29T16:33:19+07:00
Asst.Prof.Dr. Widchaporn Taipjutorus
jmct@rmutp.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร</strong></p> <p><strong> ISSN:</strong> 2985-2927 (Online)</p> <p>กำหนดการออก : 2 ฉบับต่อปี ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong>: วารสารฯ มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความวิชาการ (Academic Article) และบทความวิจัย (Research Article) แบบเต็มรูปแบบ (Full Paper) ทางนิเทศศาสตร์ สื่อสารมวลชน สื่อสารการตลาด เทคโนโลยีสารสนเทศ ดิจิทัลคอนเทนท์ เทคโนโลยีมัลติมีเดีย สื่อดิจิทัล การพัฒนาสื่อและนวัตกรรม เทคโนโลยีสื่อสารมวลชน และสาขาวิชาอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง วารสารเผยแพร่บทความวิชาการและบทความวิจัยทั้<wbr />งภายในและภายนอกมหาวิทยาลัย รวมถึงภายในและภายนอกประเทศ </p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/278712
การพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้าของนักศึกษาที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์
2025-05-08T11:27:51+07:00
กุลธิดา ธรรมวิภัชน์
kuntida.tha@kmutt.ac.th
พรปภัสสร ปริญชาญกล
pornpapatsorn.pri@kmutt.ac.th
บุณยานุช กรุดธูป
bunyanuch.gru@kmutt.ac.th
โชษิตา สกุลศรี
chosita.sak@kmutt.ac.th
ณัฐริณี บุญยะฤทธิ์
nuttarinee.boo@kmutt.ac.th
ปาณิสรา รัตนพรนภาพันธ์
panisara.rat@kmutt.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้าของนักศึกษาที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ 2) ประเมินคุณภาพของวิดีโอคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น 3) ประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดดิจิทัลคอนเทนต์ และ 4) ประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดดิจิทัลคอนเทนต์ที่พัฒนาขึ้น กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ สมาชิกที่ติดตาม เพจเฟซบุ๊ก ECT Social Lab โดยวิธีสุ่มแบบบังเอิญด้วยวิธีการจับสลาก จากสมาชิกที่ติดตามเพจเฟซบุ๊กเพื่อการประชาสัมพันธ์บนแพลตฟอร์มออนไลน์เรื่องการพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้าของนักศึกษาที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อย และยินดีตอบแบบสอบถาม จำนวน 50 คน ซึ่งผลการพัฒนาได้สื่อโปสเตอร์อินโฟกราฟิก 6 ชิ้น และสื่อวีดิทัศน์ 6 ชิ้น เพื่อประชาสัมพันธ์ให้กับร้านค้าที่ขายสินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์มาเป็นเวลาตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป จำนวน 6 ร้าน ได้แก่ 1) eat.happy.homemade 2) sillystore_vintage 3) as.youlike.store 4) i.lovesaturday 5) masale.dd และ 6) splash_worldz ผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญด้านละ 3 ท่าน พบว่า มีผลการประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.16, S.D. = 0.38) ผลการประเมินด้านสื่อการนำเสนออยู่ในระดับดี (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.31, S.D.=0.58) ผลการประเมินการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.77, S.D. = 0.53) และผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.76, S.D. = 0.46) สรุปความว่าการพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์เพื่อการประชาสัมพันธ์สินค้าของนักศึกษาที่เป็นผู้ประกอบการรายย่อยบนแพลตฟอร์มออนไลน์ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/278423
การเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมด้วยกระบวนการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล: จากแนวคิดสู่การปฏิบัติในโครงการสร้างเมืองของทุกคน
2025-05-02T14:37:02+07:00
ณัฐวิภา สินสุวรรณ
natwipa_s@rmutt.ac.th
<p>การวิจัยเชิงคุณภาพครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล (Media, Information, and Digital Literacy: MIDL) ของโครงการสร้างเมืองของทุกคนในพื้นที่ภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เอกสารและสื่อ การสังเกตกิจกรรม และการสัมภาษณ์ ผลการวิจัยพบว่า กระบวนการ MIDL เพื่อสร้างเมืองของทุกคนมี 7 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การอบรมติดตั้งชุดความคิด MIDL for Inclusive Cities 2) การลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาและบริบทชุมชน 3) การออกแบบกิจกรรมและสื่อ 4) การจัดกิจกรรมและผลิตสื่อ 5) การสื่อสารและเผยแพร่กิจกรรมและสื่อ 6) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ การประเมินผล และการถอดบทเรียน และ 7) การสะท้อนบทเรียนเพื่อพัฒนาโครงการในอนาคต ทั้งนี้ องค์กรที่สนใจจัดกิจกรรมเชิงการเรียนรู้เพื่ออยู่ร่วมด้วยกระบวนการรู้เท่าทันสื่อ สารสนเทศ และดิจิทัล สามารถประยุกต์ใช้ผลการวิจัยครั้งนี้เพื่อดำเนินการหรือต่อยอดการสร้างเมืองของทุกคน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/279308
การสื่อความหมายผ่านกราฟิกอิมเมอร์ซีฟในรายการข่าวโทรทัศน์ไทย
2025-06-19T16:42:34+07:00
ชินกฤต อุดมลาภไพศาล
Chinnagrit@gmail.com
อัศวิน เนตรโพธิ์แก้ว
asawin.n@nida.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์การสื่อความหมายผ่านกราฟิกอิมเมอร์ซีฟในรายการข่าวโทรทัศน์ไทย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพที่ใช้วิธีการวิเคราะห์ตัวบท โดยคัดเลือกกลุ่มชิ้นงานข่าวโทรทัศน์จำนวน 13 ชิ้น จากสถานีโทรทัศน์ดิจิทัลจำนวน 5 ช่อง ด้วยวิธีการเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ผลการศึกษาพบว่า กราฟิกอิมเมอร์ซีฟถ่ายทอดความหมายผ่านระบบพหุรหัสสำคัญ 12 รหัส ได้แก่ รหัสฉากทัศน์ รหัสภาพสัญลักษณ์ รหัสกราฟิก รหัสภาพถ่าย รหัสภาพยนตร์ รหัสเสียงประกอบ รหัสไวยากรณ์ภาษา รหัสปริภาษา รหัสอาการภาษา รหัสเทศภาษา รหัสการแต่งกาย และรหัสอุดมการณ์ รหัสเหล่านี้ถูกถ่ายโยงมาจากสื่อดั้งเดิม และนำมาปรับใช้เพื่อให้ผู้ชมเข้าใจง่ายโดยไม่ต้องเรียนรู้ใหม่ ส่วนสำคัญพหุรหัสที่ประสานทำงานร่วมกัน เพื่อสร้างความหมายและถ่ายทอดมโนทัศน์ กราฟิกอิมเมอร์ซีฟในรายการข่าวโทรทัศน์จึงเป็นความพยายามสร้างการมีอยู่ของพื้นที่ เพื่อลดช่องว่างระหว่างความจริงกับภาพแทนความจริง แม้จะมีข้อจำกัดด้านโครงสร้างของตัวสื่อที่ไม่สามารถลดทอนระยะห่างได้อย่างสมบูรณ์</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/278148
การศึกษาแนวทางการปรับปรุงห้องประชุมแบบดั้งเดิมมาเป็นห้องประชุมแบบไฮบริด: กรณีศึกษา สภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง
2025-07-15T11:23:28+07:00
ภาสกร เรืองวานิช
passakorn@rumail.ru.ac.th
ปิยะ ศักดิ์เจริญ
piya.edu@rumail.ru.ac.th
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการปรับปรุงห้องประชุมแบบปกติมาเป็นห้องประชุมแบบไฮบริด และ 2) เพื่อประเมินคุณภาพของห้องประชุมแบบไฮบริด ผู้วิจัยใช้กระบวนการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยประกอบด้วยขั้นตอนการวิจัย 4 ขั้น คือ 1) การวางแผน (Planning) เพื่อการปรับปรุงห้องประชุมแบบปกติมาเป็นห้องประชุมแบบไฮบริด 2) การปฏิบัติการ (Action) เพื่อปรับปรุงห้องประชุมแบบปกติมาเป็นห้องประชุมแบบไฮบริด 3) การสังเกตการณ์ (Observing) เพื่อการประเมินคุณภาพของห้องประชุมแบบไฮบริด และ 4) การสะท้อนผล (Reflecting) เพื่อการใช้งานจริงของห้องประชุมแบบไฮบริด เครื่องมือที่ใช้ ประกอบด้วยแบบประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผล ผู้วิจัยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 32 คน จากกลุ่มประชากร ซึ่งได้แก่ คณะกรรมการสภาคณาจารย์ และเจ้าหน้าที่สำนักงานสภาคณาจารย์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ค่าร้อยละ และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สำหรับวิเคราะห์ประสิทธิภาพและประสิทธิผลของห้องประชุมแบบไฮบริด ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์พบว่า 1) การปรับปรุงห้องประชุมแบบปกติมาตรฐานทั่วไปที่มีระบบนำเสนอภาพ และขยายเสียงนั้นต้องมีการปรับปรุงให้ระบบภาพและเสียงมีความสัมพันธ์กันกับผู้เข้าร่วมประชุมทุกกลุ่ม โดยภาพและเสียงที่เกิดขึ้นในห้องประชุม ณ สถานที่จัด (On-site) ต้องได้รับการจัดส่งสัญญาณทั้งภาพและเสียงที่ชัดเจนไปยังผู้เข้าร่วมประชุมทางไกล (Online) ขณะเดียวกันผู้เข้าร่วมประชุมในสถานที่จัดก็ต้องได้รับสัญญาณภาพ และเสียงที่คมชัดกลับมาจากผู้เข้าร่วมประชุมทางไกลด้วยเช่นกัน และ 2) ผลการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลของห้องประชุมแบบไฮบริดพบว่า โดยภาพรวมระดับความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพและประสิทธิผลของห้องประชุมไฮบริดอยู่ในระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.33, S.D. = 0.96)</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/279549
การวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นของหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์
2025-07-24T10:17:33+07:00
อัญชุลี วงษ์บุญงาม
anchulee.y@rmutp.ac.th
อภิญญ์พัทร์ กุสิยารังสิทธิ์
apinyapat.k@rmutp.ac.th
ธีรวัจน์ อุดมสินเจริญกิจ
theerawat.u@rmutp.ac.th
จุติพร ปริญโญกุล
Jutiporn.p@rmutp.ac.th
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผลการวิจัยเชิงปริมาณพบว่า สนใจในการทำงานเบื้องหลังโฆษณาหรือกองถ่ายทำมากที่สุด ร้อยละ 23.94 สำหรับการเปิดรับสื่อพบว่าเปิดรับสื่อบุคคลมากที่สุด ร้อยละ 62.03 โดยเพื่อน/รุ่นพี่เป็นแหล่งข้อมูลในการศึกษาต่อของกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ร้อยละ 37.40 รองลงมาคือ สื่อสังคมออนไลน์ และข้อมูลในอินเทอร์เน็ต ร้อยละ 28.04 และหลักสูตรตรงตามความต้องการของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมาก (Mean=3.68) ความต้องการศึกษาเฉพาะสาขาวิชาเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์อยู่ในระดับปานกลาง (Mean=3.42) ส่วนผลการวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มผู้เรียน พบว่า หลักสูตรเทคโนโลยีบัณฑิตของคณะเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน วิชาเอกเทคโนโลยีการโฆษณาและประชาสัมพันธ์และคุณวุฒิของอาจารย์มีความเหมาะสม โดยผู้เรียนสนใจวิชาปฏิบัติมากกว่าทฤษฎีและไม่สนใจวิชากลุ่มศึกษาทั่วไป ส่วนผลการสนทนากลุ่มย่อยผู้เชี่ยวชาญพบว่า แนวโน้มของอุตสาหกรรมด้านโฆษณาและประชาสัมพันธ์เข้าสู่ยุคดิจิทัลมีเดีย ดังนั้นทักษะที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพด้านการโฆษณาและประชาสัมพันธ์ คือ ทักษะด้านดิจิทัลมีเดีย การใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) การคิดวิเคราะห์ การเขียนเนื้อหาในสื่อออนไลน์ (Content) การรู้จักใช้สื่อ หรือการใช้เครื่องมือแต่ละประเภท เป็นคนทันข่าวและเหตุการณ์ปัจจุบัน และอยากเรียนรู้เพิ่มตลอดชีวิต</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/278563
การพัฒนาระบบยืมคืนวัสดุอุปกรณ์และครุภัณฑ์ของศูนย์ทรัพยากรสถานการณ์จำลองและนวัตกรรมเพชรบุรี (SIRCOP)
2025-09-04T09:40:17+07:00
สิริรัตน์ โพธิชีพันธ์
sirirat.poc@mail.pbru.ac.th
วีรยุทธ ศรีทุมสุข
jackrn12@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาระบบการยืมคืนและจัดเก็บข้อมูลวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ให้อยู่ในรูปแบบของระบบจัดการฐานข้อมูล และ 2) ศึกษาระดับความพึงพอใจของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ต่อระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ กลุ่มตัวอย่างใช้การเลือกแบบสุ่มตัวอย่างแบบเป็นระบบ (Systematic Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือ 1) ระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ 2) แบบประเมินระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ และ 3) แบบประเมินระดับความพึงพอใจของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ต่อระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) ระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้เพิ่มประสิทธิภาพของการบริหารงานด้านวัสดุอุปกรณ์ การเบิกจ่ายวัสดุ การยืมคืนอุปกรณ์ และการรายงานสรุปผล 2) ผลการประเมินระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ มีความเหมาะสมของระบบอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.51, S.D. = 0.61) และ 3) ผลการประเมินระดับความพึงพอใจของนักศึกษา อาจารย์ และเจ้าหน้าที่ต่อระบบการยืมคืนวัสดุอุปกรณ์ ครุภัณฑ์ ผู้ใช้มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด (Mean = 4.58, S.D. = 0.56)</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/280506
การพัฒนาหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่องอารยธรรมอินเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
2025-10-04T13:06:03+07:00
ลลิสรณ์ ทวีพงศ์วรโชติ
wisit.t@rmutk.ac.th
สุชาดา ใจแก้ว
wisit.t@rmutk.ac.th
ภัทรวรรธน์ ไกรปิยเศรษฐ์
wisit.t@rmutk.ac.th
วิสิฐ ตั้งสถิตกุล
wisit.t@rmutk.ac.th
<p>กการวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ผลิตหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่องอารยธรรมอินเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 และ 2) ศึกษาความพึงพอใจหลังการใช้งานหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่องอารยธรรมอินเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 วิธีการศึกษาผู้วิจัยได้ทำการศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหนังสือ ตำรา เอกสาร บทความ สื่อต่าง ๆ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ต่อมาดำเนินการพัฒนาสื่อหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม โดยใช้กระบวนการ ADDIE MODEL หลังจากนั้นทำการประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน และ ประเมินความพึงพอใจ โดยกลุ่มศึกษาคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนมัธยมวัดหนองแขม จำนวน 67 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ได้หนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม ที่สามารถใช้ผ่านแอปพลิเคชัน Instagram และผลการประเมินคุณภาพ พบว่าอยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.00 และ S.D = 0.76) และ 2) ความพึงพอใจหลังการใช้งานหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ร่วมกับเทคโนโลยีความเป็นจริงเสริม เรื่องอารยธรรมอินเดีย สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />= 4.54 และ S.D = 0.68)</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/282009
อิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ในสื่อสังคมออนไลน์ TikTok Facebook และ Instagram ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น ของกลุ่มวัยทำงาน จังหวัดเชียงใหม่
2025-10-31T09:28:31+07:00
อรุณรัตน์ โยนะกาศ
ying_arunrat@rmutl.ac.th
ณัฐพงศ์ นิลคำ
acee.nuttapong@rmutl.ac.th
<p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะเนื้อหาในสื่อสังคมออนไลน์ของอินฟลูเอนเซอร์ที่ส่งผลต่อกลุ่มวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ (2) ศึกษาความคิดเห็นของกลุ่มวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ที่มีต่ออินฟลูเอนเซอร์ และ (3) ศึกษาอิทธิพลของอินฟลูเอนเซอร์ในสื่อสังคมออนไลน์ TikTok, Facebook และ Instagram ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นของกลุ่มวัยทำงานที่อาศัยอยู่ในจังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างคือ วัยทำงานที่มีอายุ 20 ปีขึ้นไป ในจังหวัดเชียงใหม่จำนวน 400 คน เคยใช้บริการหรือรับชมเนื้อหาจากอินฟลูเอนเซอร์ที่มีผลต่อการตัดสินใจเลือกซื้อเสื้อผ้าแฟชั่น โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือคือ แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และการถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นต่อเนื้อหาในสื่อของอินฟลูเอนเซอร์อยู่ในระดับมาก โดยเฉพาะด้านประโยชน์ ที่มีการนำเสนอที่ชี้ให้เห็นถึงคุณประโยชน์หรือคุณสมบัติของสินค้า รองลงมาคือ ความน่าสนใจ อินฟลูเอนเซอร์ที่ได้รับความนิยมมักมีบุคลิกที่ดึงดูดใจ และมีเนื้อหาที่ตรงกับความต้องการของผู้ติดตาม นอกจากนี้ การตัดสินใจซื้อเสื้อผ้าแฟชั่นของกลุ่มวัยทำงานในจังหวัดเชียงใหม่ ได้รับอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติจากทั้งลักษณะเนื้อหาและตัวอินฟลูเอนเซอร์ ข้อเสนอแนะคือผู้ประกอบการแฟชั่นควรมุ่งเน้นการทำคอนเทนต์ที่มีคุณภาพและเป็นประโยชน์ โดยเลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่มีความคล้ายคลึงกับกลุ่มเป้าหมายในด้านไลฟ์สไตล์ และสามารถสร้างสื่อที่น่าสนใจ ไม่จำเป็นต้องมีชื่อเสียง แต่อยู่บนพื้นฐานของความจริงใจ และความน่าเชื่อถือ</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/279105
ห้องสะท้อนเสียงที่ขับเคลื่อนด้วย AI มีอิทธิพลต่อการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างไร
2025-06-13T14:37:26+07:00
ณธกร สุทธิรัตน์
Nadhakorn.s@rmutp.ac.th
วิทยาธร ท่อแก้ว
wittayatorn2002@yahoo.com
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์
witdreampaper@gmail.com
<p>การพัฒนาเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ได้เปลี่ยนแปลงภูมิทัศน์ของการสื่อสารทางการเมือง อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะบทบาทของอัลกอริทึมบนแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในการคัดกรองเนื้อหา ลดทอนการเข้าถึงข้อมูลที่หลากหลาย และเสริมสร้างอคติผ่านกลไกของห้องสะท้อนเสียง (Echo Chambers) ซึ่งส่งผลต่อการแบ่งขั้วทางการเมืองอย่างลึกซึ้ง บทความวิชาการฉบับนี้มุ่งวิเคราะห์บทบาทของ AI ในการขับเคลื่อนการแบ่งขั้วทางการเมืองโดยศึกษากรณีตัวอย่าง 3 เหตุการณ์สำคัญ ได้แก่ (1) การเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาในปี 2016, 2020 และ 2024 (2) กระบวนการตัดสินใจในการลงประชามติ Brexit และ (3) ผลกระทบของอัลกอริทึม Twitter ในการขยายแนวคิดสุดโต่ง บทความใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและการศึกษาเชิงกรณีเป็นวิธีการหลัก ผลการวิเคราะห์ชี้ว่า AI มีบทบาทสำคัญในการสร้างพื้นที่ข้อมูลที่มีอคติส่งเสริมการแพร่กระจายของข่าวปลอมและจำกัดการรับรู้ข้อมูลจากมุมมองที่หลากหลาย ซึ่งล้วนมีส่วนต่อการผลักดันความคิดเห็นทางการเมืองให้มีลักษณะสุดโต่งมากขึ้น นอกจากนี้บทความยังนำเสนอแนวทางเชิงนโยบาย เพื่อบรรเทาผลกระทบของ AI เช่น การส่งเสริมความโปร่งใสของอัลกอริทึม การออกแบบอัลกอริทึมที่คำนึงถึงความหลากหลายของข้อมูล และการยกระดับการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัลในสังคมเพื่อสนับสนุนโครงสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งและยั่งยืน</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/jmctrmutp/article/view/280404
การจัดการเว็บเซิร์ฟเวอร์ด้วยเครื่องเสมือนบนไฮเปอร์-วี เพื่อการป้องกันการโจมตีทางไซเบอร์และเสริมความยืดหยุ่นด้านการสำรองข้อมูล
2025-09-09T06:51:30+07:00
อิทธิพัทธ์ โยธะพันธ์
ittipat@go.buu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเครื่องเสมือน (VM) บนแพลตฟอร์มไฮเปอร์-วี (Hyper-V) ในการเพิ่มความมั่นคงปลอดภัย และความพร้อมใช้งานของเว็บเซิร์ฟเวอร์ โดยได้ทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับภัยคุกคามทางไซเบอร์ล่าสุดที่เว็บเซิร์ฟเวอร์ต้องเผชิญ ซึ่งรวมถึงแรนซัมแวร์ มัลแวร์หลากหลายรูปแบบ การโจมตีแบบ Injection และการโจมตีที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์ ผลการศึกษาพบว่า ไฮเปอร์-วี (Hyper-V) มีคุณสมบัติด้านความปลอดภัยที่แข็งแกร่งด้วย Secure Boot, Shielded VMs, Network Isolation และ Network Encryption รวมถึงคุณสมบัติเพื่อความพร้อมใช้งานอย่าง Snapshot และ Replication ซึ่งมีศักยภาพสูงในการป้องกัน และกู้คืนระบบจากการโจมตี บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ไฮเปอร์-วี (Hyper-V) อย่างเป็นระบบ ครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างเครื่องเสมือน (VM) ที่ปลอดภัย การกำหนดค่าความปลอดภัยอย่างเข้มงวด การจัดการการสำรองข้อมูล และการกู้คืนที่มีประสิทธิภาพ ไปจนถึงการตรวจสอบและบริหารจัดการอย่างต่อเนื่อง การนำแนวทางเหล่านี้ไปใช้จะช่วยให้ผู้อ่านสามารถประเมินและลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน เสริมสร้างความรู้เชิงปฏิบัติในการกำหนดค่าไฮเปอร์-วี (Hyper-V) และสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ในการวางแผนโครงสร้างพื้นฐาน ซึ่งจะนำไปสู่การเสริมสร้างความยืดหยุ่น ความมั่นคงปลอดภัย และความต่อเนื่องของการให้บริการเว็บเซิร์ฟเวอร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด พร้อมกันนี้ บทความยังให้ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยในอนาคตเพื่อต่อยอดความรู้ในด้านนี้</p>
2025-12-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารเทคโนโลยีสื่อสารมวลชน มทร.พระนคร