วารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal <p style="text-align: justify;"> วารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ ISSN 2286-8518 (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2651-1827 (Online) โดยในรูปแบบตีพิมพ์ (Print) ได้เริ่มดำเนินการจัดทำปี พ.ศ.2555 และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ได้เริ่มดำเนินการจัดทำปี พ.ศ.2559</p> <p><strong> จริยธรรมของการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานสำหรับการดำเนินงานของวารสารรามคำแหง </strong><strong>ฉบับนิติศาสตร์ (</strong><strong>Publication Ethics)</strong></p> <p> เพื่อให้การสื่อสารทางวิชาการเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานการตีพิมพ์นานาชาติ กองบรรณาธิการวารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ จึงได้กำหนดจริยธรรมของการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานสำหรับการดำเนินงานของวารสาร ตามบทบาทหน้าที่ดังนี้</p> <p><strong> 1. หน้าที่และความรับผิดชอบของบรรณาธิการ</strong><strong> (Duties of Editors) </strong></p> <p> 1.1 บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความ เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความในวารสารที่ตนรับผิดชอบ</p> <p> 1.2 บรรณาธิการจะต้องมีการตรวจสอบบทความในเรื่องการคัดลอกผลงานของผู้อื่น (Plagiarism) และการคัดลอกผลงานของตนเอง (Self-Plagiarism) ในบทความอย่างจริงจัง โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ เพื่อให้แน่ใจว่าบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารไม่มีการคัดลอกผลงาน</p> <p> 1.3 หากในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ บรรณาธิการตรวจพบการคัดลอกผลงาน บรรณาธิการจะต้องหยุดกระบวนการประเมิน และติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันที เพื่อขอคำชี้แจง เพื่อประกอบการ “ตอบรับ” หรือ “ปฏิเสธการตีพิมพ์” การตีพิมพ์บทความนั้นๆ</p> <p> 1.4 บรรณาธิการต้องหยุดกระบวนการประเมิน และติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันที เมื่อตรวจพบการคัดลอกผลงานในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ เพื่อขอคำชี้แจงและประกอบการ “ตอบรับ” หรือ “ปฏิเสธการตีพิมพ์” การตีพิมพ์บทความนั้นๆ</p> <p> 1.5 ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ บรรณาธิการต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้นิพนธ์ และผู้ประเมินบทความแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง</p> <p> 1.6 ในการคัดเลือกบทความตีพิมพ์ บรรณาธิการต้องตัดสินใจเลือกบทความหลังจากผ่านกระบวนการประเมินบทความแล้ว โดยพิจารณาจากความใหม่ ความสำคัญ ความชัดเจนของเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารเป็นสำคัญ</p> <p> 1.7 บรรณาธิการต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน</p> <p> 1.8 บรรณาธิการต้องตีพิมพ์บทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่แหล่งตีพิมพ์อื่น</p> <p> <strong>2. บทบาทและหน้าที่ของผู้นิพนธ์ (</strong><strong>Duties of Authors)</strong></p> <p> 2.1 ผู้นิพนธ์ต้องรับรองว่าผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์นั้นนั้น เป็นผลงานใหม่และไม่มีการส่งให้วารสารอื่นพิจารณาตีพิมพ์ในช่วงเวลาเดียวกัน</p> <p> 2.2 ผู้นิพนธ์จะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้ง ให้ปรากฏในผลงานของตน หากมีการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ในผลงานของตน รวมทั้งจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ</p> <p> 2.3 ผู้นิพนธ์ต้องเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัยโดยให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารนี้ และถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ใน “คำแนะนำการตีพิมพ์”</p> <p> 2.4 ผู้นิพนธ์ร่วม (Co-author) ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในบทความ จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัยจริง</p> <p> 2.5 ผู้นิพนธ์ต้องรายงานข้อเท็จจริงและผลที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัย โดยไม่ควรมีการบิดเบือนข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ</p> <p> 2.6 ในกรณีที่เป็นบทความวิจัย ผู้นิพนธ์ต้องระบุแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยนี้</p> <p><strong> 3. บทบาทและหน้าที่ของผู้ประเมินบทความ (</strong><strong>Duties of Reviewers)</strong></p> <p> 3.1 เมื่อผู้ประเมินบทความได้รับบทความจากบรรณาธิการวารสาร และผู้ประเมินบทความทราบอยู่แล้วว่า ตนเองอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ เช่น เป็นผู้ร่วมโครงการ หรือรู้จักผู้นิพนธ์เป็นการส่วนตัว หรือเหตุผลอื่นๆ ที่อาจทำให้ไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างอิสระในทางวิชาการได้ ผู้ประเมินบทความควรแจ้งให้บรรณาธิการวารสารทราบและปฏิเสธการประเมินบทความนั้นๆ</p> <p> 3.2 ผู้ประเมินบทความควรประเมินบทความในสาขาวิชาที่ตนมีความเชี่ยวชาญโดยพิจารณาความสำคัญของเนื้อหาในบทความที่จะมีต่อสาขาวิชานั้นๆ คุณภาพของการวิเคราะห์ และความเข้มข้นของผลงาน โดยไม่ควรใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินบทความหรืองานวิจัยนั้นๆ</p> <p> 3.3 หากผู้นิพนธ์มิได้อ้างถึงผลงานวิจัยที่สำคัญๆ และสอดคล้องกับบทความเข้าไปในการประเมินบทความผู้ประเมินบทความต้องระบุเข้าไปในบทความที่กำลังประเมินด้วย เพื่อให้บทความเกิดคุณค่าในเชิงวิชาการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากมีส่วนใดของบทความที่มีความเหมือน หรือซ้ำซ้อนกับผลงานชิ้นอื่นๆ ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบด้วย</p> <p> 3.4 ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความผู้ประเมินบทความต้องรักษาความลับและไม่เปิดเผยข้อมูลบางส่วนหรือทุกส่วนของบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง</p> en-US วารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ 2286-8518 ข้อพิจารณาความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อผู้ขายหรือ ผู้ให้บริการ ผู้ขนส่ง และผู้บริโภค เพื่อการคุ้มครองผู้บริโภค https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286083 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การพัฒนาอย่างต่อเนื่องของเทคโนโลยีดิจิทัลทำให้แพลตฟอร์มออนไลน์ถูกนำมาใช้เป็นสื่อกลางในกิจกรรมทางธุรกิจอย่างแพร่หลาย การพึ่งพาแพลตฟอร์มดิจิทัลที่เพิ่มมากขึ้นนี้ส่งผลให้มีการใช้แพลตฟอร์มเพื่อการค้าและการให้บริการเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ในฐานะที่แพลตฟอร์มดิจิทัลทำหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างผู้ขาย ผู้ให้บริการ ผู้ขนส่ง และผู้บริโภค การกำหนดความสัมพันธ์ทางกฎหมายระหว่างคู่สัญญาเหล่านี้อย่างชัดเจนจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้ได้รับความคุ้มครองทางกฎหมายอย่างเหมาะสม และกำหนดความรับผิดชอบในกรณีที่มีข้อพิพาทหรือความเสียหาย โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองผู้บริโภค</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อผู้ขายหรือผู้ให้บริการ ผู้ขนส่ง และผู้บริโภค โดยมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคเป็นสำคัญ นอกจากนี้ยังศึกษาความสัมพันธ์ทางกฎหมายของคู่สัญญา และวิเคราะห์กฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ญี่ปุ่น และราชอาณาจักรสเปน ผ่านการศึกษากฎหมายเชิงเปรียบเทียบ งานวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงแนวทางการปรับปรุงกฎหมายของไทยเพื่อให้สามารถกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น และสามารถคุ้มครองสิทธิของผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย โดยเฉพาะผู้บริโภค</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; งานวิจัยนี้ครอบคลุมสามประเด็นหลัก ได้แก่ (1) ความรับผิดของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มดิจิทัลต่อผู้ขายหรือผู้ให้บริการ (2) ความรับผิดชอบทางกฎหมายของผู้ประกอบธุรกิจแพลตฟอร์มต่อผู้ขนส่ง และ (3) ขอบเขตความรับผิดในการคุ้มครองผู้บริโภค นอกจากนี้ยังกล่าวถึงความท้าทายใหม่ ๆ ที่เกิดจากธุรกรรมดิจิทัล เช่น การฉ้อโกง การออกแบบอินเทอร์เฟซ (Interfaces) ที่ชี้นำอย่างไม่เหมาะสม และกลไกการคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่เพียงพอ ผลการวิจัยเน้นถึงความจำเป็นในการปรับปรุงกรอบกฎหมายให้ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อกำกับดูแลความรับผิดของแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นธรรมและโปร่งใสในทุกภาคส่วน</p> รัฐอัครธีร์ อัครธีรฐิติภูมิ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 91 130 แนวทางพัฒนามาตรการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์: กรณีศึกษาการจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286084 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความฉบับนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาแนวคิดและหลักพื้นฐานของการคุ้มครองเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ และศึกษาเกี่ยวกับมาตรการคุ้มครองทรัพย์สินเครื่องหมายการค้าและคุ้มครองผู้บริโภคในธุรกิจการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทย รวมถึงต่างประเทศที่มีการใช้บังคับอยู่ในปัจจุบัน เนื่องด้วยปัจจุบันปัญหาการจัดจำหน่ายสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ในประเทศไทยนั้น นอกจากจะสร้างความเสียหายให้แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้าแล้ว ผู้บริโภคและประชาชนทั่วไปย่อมเป็นกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกหลอกลวงด้วยการโฆษณาผ่านระบบออนไลน์ ส่งผลให้ผู้บริโภคไม่อาจทราบถึงข้อมูลที่ถูกต้องของลักษณะสินค้าได้อย่างเต็มที่ ประกอบกับผู้บริโภคจะได้รับทราบว่าสินค้าที่ตนจัดซื้อเป็นสินค้าละเมิดเครื่องหมายการค้า หลังจากการชำระค่าสินค้าและได้รับสินค้าเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ส่งผลให้ผู้บริโภคเป็นกลายเป็นกลุ่มคนที่ถูกเอารัดเอาเปรียบจากการขายสินค้าในระบบพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ แม้ว่าในประเทศไทยจะมีกฎหมายที่ป้องกันและปราบปรามการละเมิดเครื่องหมายการค้า แต่กฎหมายดังกล่าวยังไม่อาจสอดคล้องกับสภาพการณ์ปัจจุบัน ด้วยลักษณะและวิธีการของกฎหมายยังคงกำหนดมาตรการทางกฎหมายโดยวิธีการแบบเดิมซึ่งต้องมีแนวทางปฏิบัติที่ซับซ้อน อาศัยการประสานงานหลายหน่วยงาน จึงมีวิธีการตรวจสอบและดำเนินการที่ล่าช้า ซึ่งทำให้ผู้เสียหาย อันได้แก่เจ้าของเครื่องหมายการค้า และผู้บริโภค ไม่ได้รับการช่วยเหลือเยียวยา และยุติความเสียหายภายในระยะเวลาที่เหมาะสม</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ขณะเดียวกัน จากการศึกษาบทบัญญัติของกฎหมายต่างประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา มาเลเซีย ญี่ปุ่น และจีน พบว่า ประเทศเหล่านี้ได้พัฒนากฎหมายเฉพาะและมาตรการที่มีประสิทธิภาพ โดยทุกประเทศมีแนวทางในการกำหนดหน้าที่ของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มในการตรวจสอบและป้องกันการละเมิดเครื่องหมายการค้าในธุรกิจพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อปกป้องสิทธิของเจ้าของเครื่องหมายการค้าและเป็นการคุ้มครองผู้บริโภค โดยมีระดับความเข้มงวดและวิธีการกำหนดมาตรการป้องกันและปราบปรามมีความแตกต่างกัน</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; &nbsp; ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักเกิดจากข้อจำกัดของพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ที่มุ่งเน้นการกระทำในทางกายภาพ, การขาดกฎหมายกำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโดยตรง และกลไกคุ้มครองผู้บริโภคที่ไม่มีประสิทธิภาพในบริบทออนไลน์ จากการศึกษาเปรียบเทียบพบว่าต่างประเทศมีแนวทางแก้ไข 3 รูปแบบ ได้แก่ 1) การกำหนดหน้าที่แก่แพลตฟอร์มอย่างเข้มงวด 2) การกำกับดูแลร่วมแบบยืดหยุ่น และ 3) การแก้ไขกฎหมายเดิมให้ครอบคลุมการกระทำออนไลน์</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้วิจัยจึงเสนอแนะให้ประเทศไทยใช้แนวทางแบบผสมผสาน โดยการตราพระราชบัญญัติว่าด้วยความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อกำหนดหน้าที่สำคัญ เช่น การตรวจสอบและพิสูจน์ยืนยันอัตลักษณ์ของผู้ขาย, การจัดให้มีกลไกการแจ้งเตือนและนำออก และกำหนดความรับผิดร่วมโดยมีข้อยกเว้น แก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติเครื่องหมายการค้า พ.ศ. 2534 ให้ครอบคลุมการกระทำในระบบคอมพิวเตอร์อย่างชัดเจน เพื่อสร้างระบบนิเวศพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ที่น่าเชื่อถือและส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศอย่างยั่งยืน</p> จิระพันธ์ น้อยจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 131 176 การปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของผู้ต้องหาในชั้นสอบสวน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286085 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา วิเคราะห์ และเปรียบเทียบปัญหาความรับผิดทางอาญากรณีปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหวของประเทศไทยกับกฎหมายต่างประเทศ เนื่องจาก การดำเนินคดีอาญาส่วนใหญ่กระทบสิทธิในข้อมูลส่วนบุคคล ยิ่งไปกว่านั้น ในประเทศไทย มีเพียงโทษทางอาญาที่นำมาใช้กับผู้ต้องหาที่ปฏิเสธการให้ข้อมูลส่วนบุคคลอ่อนไหว ดังนั้น เพื่อไม่ให้กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และสิทธิของผู้ต้องหาในฐานะเจ้าของข้อมูลส่วนบุคคลจนเกินสมควร จึงเห็นสมควรให้บัญญัติมาตรการบังคับทางปกครอง นอกเหนือจากการลงโทษทางอาญาเพิ่มเติมไว้ในประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาด้วย</p> ดรินรัก การธราชว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 177 222 ประสิทธิภาพและข้อจำกัดบางประการของคณะอนุญาโตตุลาการในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286086 <p><strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong>มาตรการคุ้มครองชั่วคราวถือเป็นมาตรการอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในกระบวนพิจารณาคดีก่อนที่คณะอนุญาโตตุลาการจะออกคำชี้ขาด เพื่อป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นได้อย่างทันท่วงทีตลอดจนเพื่อคุ้มครองประโยชน์ของคู่พิพาททั้งสองฝ่าย อันเป็นหลักประกันว่าคำชี้ขาดจะสามารถบังคับได้ โดยลักษณะสำคัญประการหนึ่งของมาตรการคุ้มครองชั่วคราว คือ การใช้อำนาจในการบังคับให้คู่พิพาทปฏิบัติตามคำสั่ง</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; อย่างไรก็ตามมาตรการคุ้มครองชั่วคราวของประเทศไทยตามพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 ได้รับการบัญญัติเอาไว้ในมาตรา 16 เพียงมาตราเดียว &nbsp;ทำให้ที่เกิดปัญหาการตีความว่า ภายใต้พระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการนี้ คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวและบังคับตามคำสั่งของตนหรือไม่ นอกจากนี้ศาลจะต้องบังคับตามคำสั่งคุ้มครองชั่วคราวของคณะอนุญาโตตุลาการหรือไม่ เนื่องจากสถานะของมาตรการคุ้มครองชั่วคราวไม่ใช่คำชี้ขาดที่ศาลอาจบังคับได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากการศึกษาพบว่า เมื่อพิจารณาตามทฤษฎีสัญญา (The Contractual Theory) คณะอนุญาโตตุลาการมีอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว หากคู่พิพาทได้ตกลงหรือให้ความยินยอมไว้ อย่างไรก็ตามแม้จะมีการตีความในลักษณะดังกล่าว แต่เมื่อพิจารณาถึงลักษณะของอนุญาโตตุลาการแล้ว คณะอนุญาโตตุลาการเป็นเพียงผู้ใช้อำนาจตุลาการบางส่วน (Quasi-Judicial) ซึ่งหากรัฐไม่ได้รับรองการใช้อำนาจคุ้มครองชั่วคราว การออกคำสั่งดังกล่าวก็จะมีสถานะไม่แตกต่างจากการประนอมข้อพิพาทแต่อย่างใด นอกจากนี้คณะอนุญาโตตุลาการยังขาดอำนาจในการบังคับ (Lack of Coercive Power) ไปยังคู่พิพาทฝ่ายที่ดื้อแพ่งและบุคคลภายนอก ดังนั้นพระราชบัญญัติอนุญาโตตุลาการ พ.ศ. 2545 จึงไม่ได้ให้อำนาจแก่คณะอนุญาโตตุลาการในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราว ซึ่งหากกฎหมายอนุญาโตตุลาการต้องการรับรองอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการให้มีอำนาจในการออกมาตรการคุ้มครองชั่วคราวแล้ว จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องพิจารณาถึงปัญหาและลักษณะอำนาจของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่กระบวนการอนุญาโตตุลาการต่อไป</p> วราลี โยธาวิจิตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 223 254 ปัญหากฎหมายเกี่ยวกับการขออนุญาตและการดูแลรักษาคลองประปา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286087 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. 2526 ซึ่งกำหนดการดำเนินการต่าง ๆ ในเขตคลองประปาที่จะต้องได้รับอนุญาตจากการประปาที่มีอำนาจในเขตนั้น ๆ เมื่อพิจารณาอำนาจอนุญาตดำเนินการต่าง ๆ รวมถึงการดูแลรักษาเกี่ยวกับคลองประปา ได้กำหนดไว้ตามมาตรา 7 แห่งพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. 2526 ซึ่งกำหนดการประปาไว้สามหน่วยงาน ได้แก่ การประปานครหลวง การประปาส่วนภูมิภาค และการประปาซึ่งดำเนินกิจการโดยหน่วยงานอื่นของรัฐ เช่น องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล หรือเทศบาล</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; โดยเนื้อหาของบทความฉบับนี้กล่าวเกี่ยวกับปัญหาจากการตีความพระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. 2526 ซึ่งบัญญัติขึ้นในช่วงที่ชุมชนเมืองยังไม่ได้ขยายตัวมากนัก พระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อมิให้ผู้ใดทำลายคลองประปาหรือน้ำในคลองประปา โดยบัญญัติเกี่ยวกับการห้ามกระทำการต่าง ๆ หรือขออนุญาตดำเนินการเกี่ยวกับคลองประปา รวมทั้งในเวลานั้นได้จัดตั้งการประปาส่วนภูมิภาคแยกต่างหากจากการประปานครหลวง แต่อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพระราชบัญญัติฉบับดังกล่าวไม่สอดคล้องกับการดำเนินงานของหน่วยงานต่าง ๆ เนื่องจากประเทศมีการพัฒนา ชุมชนเมือง สังคม และเศรษฐกิจเติบโตอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ต้องจัดหาน้ำประปาให้เพียงพอกับความต้องการของประชาชน รัฐบาลจึงมีมติให้ขุดคลองประปาเพิ่มเติม เพื่อลำเลียงน้ำดิบจากแหล่งน้ำนอกพื้นที่เข้ามาผลิตเป็นน้ำประปาในเขตความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐ อย่างไรก็ตาม ปัญหาที่ตามมาคือ อำนาจดำเนินการอนุญาตและอำนาจหน้าที่ดูแลรักษาคลองประปา ตลอดจนภาระค่าใช้จ่าย ความขัดแย้งเหล่านี้ก่อให้เกิดความสับสนแก่ประชาชนว่าหากต้องการดำเนินการใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับคลองประปา จะต้องยื่นคำขอต่อหน่วยงานใดเป็นหลัก</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงเห็นควรให้แก้ปัญหาในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเขตอำนาจอนุญาตของหน่วยงานที่ดำเนินการเกี่ยวกับคลองประปา โดยเพิ่มเติมให้การประปาผู้มีหน้าที่ดูแลรักษาคลองประปาเป็นผู้มีอำนาจอนุญาตในเรื่องที่เกี่ยวกับคลองประปา รวมถึงการดูแลรักษาคลองประปาโดยผู้มีหน้าที่ไม่ต้องคำนึงถึงเขตพื้นที่บริการให้มีความชัดเจนขึ้น โดยพิจารณาแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง คือ พระราชบัญญัติรักษาคลองประปา พ.ศ. 2526 หรือทำข้อตกลงร่วมกันระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าหน่วยงานใดมีอำนาจดำเนินการต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับคลองประปา และลดความสับสนให้กับประชาชน</p> ชนัญชิตา บุญศิริชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 255 286 การเลิกสัญญาทางปกครองโดยคู่สัญญาฝ่ายเอกชน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286089 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; การเลิกสัญญาทางปกครองโดยคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในประเทศไทย ได้นำแนวคิดในเรื่องของข้อกำหนดในสัญญาทางปกครองของคู่สัญญาฝ่ายปกครองที่ต้องมีเอกสิทธิ์เหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชน ในประเทศฝรั่งเศสมาใช้โดยให้คู่สัญญาฝ่ายปกครองมีอำนาจในการเลิกสัญญาทางปกครองฝ่ายเดียวได้โดยถือว่าเป็นอำนาจเอกสิทธิ์ที่อยู่เหนือกว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนเพราะฝ่ายปกครองทำไปเพื่อประโยชน์สาธารณะ แต่ในประเทศฝรั่งเศสนั้นไม่เพียงให้คู่สัญญาฝ่ายปกครองในการเลิกสัญญาทางปกครองได้ฝ่ายเดียว แต่ได้เปิดโอกาสให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนสามารถเลิกสัญญาทางปกครองได้โดยการร้องขอต่อศาลปกครองให้เลิกสัญญาทางปกครองให้ได้ ดังนั้น จึงเกิดปัญหาในประเทศไทยว่าเมื่อไม่ได้นำแนวความคิดในการเปิดโอกาสให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนร้องขอต่อศาลให้เลิกสัญญาทางปกครองได้ของประเทศฝรั่งเศสมาทั้งหมด เมื่อคู่สัญญาฝ่ายเอกชนต้องการใช้สิทธิทางศาลในการเลิกสัญญาทางปกครองจึงไม่อาจทำได้ โดยนักกฎหมายมหาชนยังมีความเห็นที่แตกต่างกัน ในส่วนของนักกฎหมายมหาชนของไทยที่ได้รับแนวความคิดมาจากประเทศฝรั่งเศสก็ได้นำแนวความคิดว่าเอกสิทธิ์ของคู่สัญญาทางปกครองเลิกสัญญาทางปกครองได้ฝ่ายเดียวแต่คู่สัญญาฝ่ายเอกชนเลิกสัญญาทางปกครองไม่ได้ ส่วนนักกฎหมายมหาชนของไทยที่ได้รับแนวความคิดมาจากประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีก็มองว่าคู่สัญญาฝ่ายเอกชนนั้นสามารถเลิกสัญญาทางปกครองได้ อย่างไรก็ตาม แนวคำวินิจฉัยของศาลปกครองไทยโดยส่วนใหญ่ก็ยังคงมีแนวคิดว่าไม่สามารถกำหนดคำบังคับให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนเลิกสัญญาทางปกครองได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อหาวิธีแก้ปัญหาดังกล่าวผู้เขียนจึงได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการเลิกสัญญาทางปกครองโดยคู่สัญญาฝ่ายเอกชนในประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนี และจากการศึกษาพบว่า ระบบกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสนั้นก็ได้เปิดโอกาสให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนสามารถเลิกสัญญาทางปกครองได้โดยร้องขอต่อศาลได้ ส่วนในระบบกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีคู่สัญญาฝ่ายเอกชนนั้นสามารถเลิกสัญญาทางปกครองได้ ตามหลักความมีอิสระทางแพ่ง และกฎหมายของประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมันก็ให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนเลิกสัญญาทางปกครองได้</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผู้เขียนจึงขอเสนอแนะทั้งแนวคิดและแนวทางในการเลิกสัญญาทางปกครองให้แก่คู่สัญญาฝ่ายเอกชน โดยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ โดยในระยะสั้นให้นำแนวความคิดของประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมาใช้ในการเรื่องของหลักและแนวความคิดมาปรับใช้ในการที่ศาลปกครองในประเทศไทยพิจารณาให้คู่สัญญาฝ่ายเอกชนเลิกสัญญาทางปกครองได้ และในส่วนของระยะยาวนั้นผู้เขียนเสนอให้มีการยกร่างพระราชบัญญัติสัญญาทางปกครองโดยนำแนวบทบัญญัติแห่งกฎหมายของประเทศฝรั่งเศสและประเทศสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีมาปรับใช้ให้เหมาะสมกับในระบบกฎหมายประเทศไทยต่อไป</p> ญาดา บุญเข็ม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 287 324 ปัญหาการกำหนดและพิจารณาโทษในกฎหมายวินัยทางการคลัง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286090 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; พระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ซึ่งมีลักษณะเป็นประมวลกรอบวินัยทางการเงินการคลังของภาครัฐมีปัญหาของแนวคิดการกำหนดและพิจารณาโทษตามกฎหมายวินัยทางการคลังและวินัยทางงบประมาณและการคลัง โดยการนำแนวคิดด้านการตรวจเงินแผ่นดินมาใช้กับวินัยการเงินการคลัง ทำให้การกำหนดและพิจารณาโทษ ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายวินัยทางการคลังดังกล่าวไม่สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการรักษาวินัยการคลังของรัฐได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องศึกษามาตรการการกำหนดและพิจารณาโทษในพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อให้เกิดความถูกต้องชัดเจนและบรรลุวัตถุประสงค์ของบทบัญญัติกฎหมายต่อไป</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; จากการศึกษาพบว่า ด้วยความแตกต่างของแนวคิดระหว่างวินัยทางการคลังและวินัยทางงบประมาณและการคลัง โดยเนื่องจากแนวคิดทั้งสองเรื่องนั้นมีความแตกต่างกันทั้งในเชิงความหมาย วัตถุประสงค์ ขอบเขตการบังคับใช้ การนำไปใช้ รวมถึงการกำหนดและพิจารณาบทลงโทษ ทำให้บทบัญญัติในบางมาตรามีความไม่เหมาะสมในการกำหนดเป็นกรอบวินัยทางการคลัง และมีความไม่ชัดเจนในการจะนำไปใช้เป็นฐานหรือลักษณะความผิดในการตรวจสอบการกระทำความผิดในกรณีที่มีการฝ่าฝืนกรอบวินัยทางการคลัง จึงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายใน 2 ระดับ คือ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 เพื่อให้การใช้บังคับการกำหนดและพิจารณาบทลงโทษมีประสิทธิภาพ</p> สัจจวัตน์ เรืองกาญจน์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 325 360 Taxation in the digital economy: How Should Digital Service Taxes be Implemented? https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286080 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; The digitalization of the economy has presented profound challenges to the traditional international tax framework, which is predicated on the principle of physical presence through a 'Permanent Establishment'. This long-standing concept has proven inadequate for capturing the economic activities of multinational enterprises operating within the digital sphere, leading to significant tax base erosion in market jurisdictions and raising fundamental questions of fairness in the allocation of taxing rights. This article aims to synthesize and analyze the multifaceted legal issues arising from this paradigm shift. Through a documentary research methodology, it conducts a comparative legal study of the approaches adopted by various jurisdictions, namely, unilateral Digital Services Taxes and adaptations of indirect tax systems. The study further dissects the principal legal challenges,including compatibility with double taxation conventions and World Trade Organization law. Ultimately, this article proposes a desirable hybrid policy approach for Thailand, advocating for long-term alignment with emerging global standards while implementing prudent and contextually appropriate transitional measures.</p> Patcharada Auwannakit Chatuphorn Vongthongson Paramat Tarapan ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 1 26 เหลียวซ้ายแลขวา: กฎหมายการระงับข้อพิพาททางเลือกและอนุญาโตตุลาการในสายธารแห่งความเปลี่ยนแปลง - กรณีศึกษาสหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและญี่ปุ่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286081 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สหพันธ์สาธารณรัฐเยอรมนีและญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีอิทธิพลทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมืองโลก ทั้งสองประเทศเป็นประเทศในระบบกฎหมายซีวิลลอว์ที่มีอิทธิพลต่อระบบกฎหมายของประเทศไทยอย่างยิ่ง ทั้งสองประเทศต่างเป็นภาคีของอนุสัญญานิวยอร์ก กฎหมายอนุญาโตตุลาการของทั้งสองประเทศได้รับอิทธิพลอย่างมากจากกฎหมายต้นแบบของ UNCITRAL เช่นเดียวกับประเทศไทย ทั้งสองประเทศต่างได้รับการยอมรับว่าเป็นมิตรต่อการระงับข้อพิพาททางเลือกและอนุญาโตตุลาการ</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ปัจจุบัน เยอรมนีอยู่ระหว่างพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอนุญาโตตุลาการ ในขณะที่ในญี่ปุ่นเพิ่งจะตรากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอนุญาโตตุลาการและกฎหมายอนุวัติการอนุสัญญาสิงคโปร์ซึ่งเป็นความตกลงระหว่างประเทศเกี่ยวกับการระงับข้อพิพาททางเลือกวิธีไกล่เกลี่ยออกใช้บังคับ ซึ่งมีทั้งการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับกฎหมายต้นแบบของ UNCITRAL ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมเมื่อปี พ.ศ. 2549 (ค.ศ. 2006) การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อขจัดข้อขัดข้องที่เกิดขึ้นในทางปฏิบัติ การแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลกโดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ การแก้ไขเพิ่มเติมที่เป็นนวัตกรรมหรือความคิดใหม่ในระบบกฎหมายอนุญาโตตุลาการ รวมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่น</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; จากมุมมองของประเทศไทย เมื่อเหลียวซ้าย (ประเทศตะวันตก คือเยอรมนี) และแลขวา (ประเทศตะวันออก คือญี่ปุ่น) ผู้เขียนเห็นว่าทั้งสองประเทศมีความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในรอบกว่ายี่สิบปี ในกระแสธารแห่งความเปลี่ยนแปลงซึ่งหลั่งไหลมานี้ จึงน่าพิจารณาว่าประเทศไทยควรจะพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรื่องใดบ้างเพื่อให้กฎหมายการระงับข้อพิพาททางเลือกและอนุญาโตตุลาการของประเทศไทยมีความทันสมัย เท่าทันความเปลี่ยนแปลงของโลก ในขณะเดียวกันก็คำนึงถึงสภาพสังคมและวัฒนธรรมของประเทศไทย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; ผู้เขียนทั้งสองเห็นว่า ประเทศไทยควรพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายอนุญาโตตุลาการ โดยกำหนดหลักการให้ (1) ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง และศาลปกครองกลางเท่านั้นเป็นศาลที่มีเขตอำนาจในคดีอนุญาโตตุลาการ รวมถึงพิจารณาแก้ไขเพิ่มเติมให้สามารถใช้ภาษาอังกฤษในการดำเนินกระบวนพิจารณาได้ รวมถึงให้ศาลมีอำนาจที่จะกำหนดให้ไม่ต้องแปลเอกสารบางประเภท และ (2) กำหนดให้คณะอนุญาโตตุลาการสามารถมีคำสั่งหรือกำหนดมาตรการคุ้มครองชั่วคราวก่อนชี้ขาด และกำหนดให้คำสั่งคุ้มครองชั่วคราวดังกล่าวเป็นคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการ เพื่อให้สามารถนำไปบังคับใช้ในประเทศภาคีสมาชิกของอนุสัญญานิวยอร์กด้วย</p> <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; สำหรับการแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องอื่น ๆ อาจจะยังไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย เช่น (1) การกำหนดให้ศาลมีอำนาจวินิจฉัยเขตอำนาจของอนุญาโตตุลาการ (2) การกำหนดให้สามารถนำเอาเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในขั้นตอนการสืบพยาน (3) การกำหนดให้ศาลสามารถแต่งตั้งอนุญาโตตุลาการในกรณีที่มีคู่พิพาทหลายฝ่าย (4) การตรากฎหมายอนุวัตรการอนุสัญญาสิงคโปร์เป็นเรื่องที่ประเทศไทยได้เริ่มดำเนินการไปบ้างแล้ว (5) การกำหนดให้สามารถทำความเห็นแย้งและความเห็นพ้องในชั้นอนุญาโตตุลาการได้ เป็นการแก้ไขเพิ่มเติมให้สอดคล้องกับสภาพสังคมและวัฒนธรรมท้องถิ่นซึ่งอาจจะแตกต่างจากประเทศไทย บางประเด็นสามารถแก้ไขได้โดยการแก้ไขข้อกำหนดหรือระเบียบว่าด้วยวิธีพิจารณาคดีของศาล หรือข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ โดยไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย คือ (6) การเผยแพร่คำชี้ขาด อาจทำได้โดยแก้ไข้ข้อบังคับของสถาบันอนุญาโตตุลาการ จึงไม่จำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมาย ในขณะที่ (7) การกำหนดให้แบบหรือหลักฐานเป็นหนังสือของสัญญาอนุญาโตตุลาการทำเป็นรูปแบบอิเล็กทริกส์หรือไฟล์ดิจิทัลได้ เป็นหลักการใหม่ที่ยังไม่เคยปรากฏมาก่อน ดังนั้น จึงควรที่จะรอดูอีกระยะหนึ่งก่อนว่าการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวเกิดผลสำเร็จหรือไม่ก่อนที่จะพิจารณาว่าประเทศไทยจำเป็นต้องแก้ไขเพิ่มเติมกฎหมายในเรื่องดังกล่าวหรือไม่ต่อไป ส่วน (8) การกำหนดให้ศาลมีอำนาจพิจารณาคดีใหม่ได้ และ (9) การกำหนดให้ศาลสามารถสั่งเพิกถอนคำชี้ขาดของคณะอนุญาโตตุลาการที่วินิจฉัยว่าตนเองไม่มีเขตอำนาจได้ เป็นเรื่องที่น่าจะไม่สอดคล้องกับสภาพกฎหมายอนุญาโตตุลาการในฐานะที่เป็นการระงับข้อพิพาททางเลือกในประเทศไทย จึงน่าจะไม่มีความจำเป็นต้องตรากฎหมายแก้ไขเพิ่มเติมเรื่องดังกล่าว</p> มณฑล อรรถบลยุคล โชคชัย เนตรงามสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 27 56 หลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมายกับองค์การมหาชนในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/286082 <p>&nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; &nbsp; บทความนี้มุ่งศึกษาสาระสำคัญและการปรับใช้หลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมาย ในบริบทสากลและในบริบทของประเทศไทย ซึ่งต้องพิจารณาทั้งในส่วนเนื้อหา รูปแบบ และกระบวนการและขั้นตอน และศึกษาหลักความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมายกับองค์การมหาชนในประเทศไทย จากการศึกษาพบว่า ในบริบทสากล หลักการนี้ผูกพันทางกฎหมายต่อรัฐภาคีอย่างชัดเจน เป็นระบบ และเป็นรูปธรรม ส่วนในบริบทประเทศไทย ในทางหลักการก็ได้รับการรับรองผ่านกฎหมายอย่างชัดเจน เป็นระบบ และเป็นรูปธรรมเช่นเดียวกัน แต่ในทางปฏิบัติกรณีองค์การมหาชนในประเทศไทยพบว่ายังไม่มีความชัดเจน เป็นระบบ และเป็นรูปธรรมในการปฏิบัติตามหลักการนี้ เห็นได้จากกฎที่ยังขาดการกำกับดูแล ซึ่งส่งผลต่อผู้บังคับใช้และผู้อยู่ใต้บังคับของกฎเหล่านั้นให้ไม่ได้รับความเสมอภาคในโอกาสหรือสิทธิ อันเป็นการกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคล รวมทั้งยังกระทบกับเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ขององค์การมหาชน ดังนั้น การสร้างความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก ในความสำคัญของหลักการและกลไกข้างต้นให้กับบุคคลที่เกี่ยวข้องกับองค์การมหาชน และให้คณะกรรมการพัฒนาและส่งเสริมองค์การมหาชน (กพม.) ใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายองค์การมหาชน ในการเสนอแนะต่อคณะรัฐมนตรีเพื่อกำหนดหลักเกณฑ์กลางสำหรับให้องค์การมหาชนแต่ละแห่งใช้เป็นแนวทางในการตรากฎ จะมีส่วนช่วยให้กฎที่ตราโดยองค์การมหาชนมีความเหมาะสม อันเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงการปฏิบัติตามหลักการได้อย่างชัดเจน เป็นระบบ และเป็นรูปธรรมยิ่งขึ้น &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</p> สมพงษ์ แซ่ตัน วัชระ กลิ่นสุวรรณ เกรียงไกร เจริญธนาวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2025-12-30 2025-12-30 14 2 57 90