Ramkhamhaeng Law Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal
<p style="text-align: justify;"> วารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ ISSN 2286-8518 (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 2651-1827 (Online) โดยในรูปแบบตีพิมพ์ (Print) ได้เริ่มดำเนินการจัดทำปี พ.ศ.2555 และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (Online) ได้เริ่มดำเนินการจัดทำปี พ.ศ.2559</p> <p><strong> จริยธรรมของการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานสำหรับการดำเนินงานของวารสารรามคำแหง </strong><strong>ฉบับนิติศาสตร์ (</strong><strong>Publication Ethics)</strong></p> <p> เพื่อให้การสื่อสารทางวิชาการเป็นไปอย่างถูกต้อง สอดคล้องกับมาตรฐานการตีพิมพ์นานาชาติ กองบรรณาธิการวารสารรามคำแหง ฉบับนิติศาสตร์ จึงได้กำหนดจริยธรรมของการตีพิมพ์เผยแพร่ผลงานสำหรับการดำเนินงานของวารสาร ตามบทบาทหน้าที่ดังนี้</p> <p><strong> 1. หน้าที่และความรับผิดชอบของบรรณาธิการ</strong><strong> (Duties of Editors) </strong></p> <p> 1.1 บรรณาธิการมีหน้าที่พิจารณาและตรวจสอบคุณภาพของบทความ เพื่อตีพิมพ์และเผยแพร่บทความในวารสารที่ตนรับผิดชอบ</p> <p> 1.2 บรรณาธิการจะต้องมีการตรวจสอบบทความในเรื่องการคัดลอกผลงานของผู้อื่น (Plagiarism) และการคัดลอกผลงานของตนเอง (Self-Plagiarism) ในบทความอย่างจริงจัง โดยการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่เชื่อถือได้ และเป็นที่ยอมรับในวงการวิชาการ เพื่อให้แน่ใจว่าบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารไม่มีการคัดลอกผลงาน</p> <p> 1.3 หากในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ บรรณาธิการตรวจพบการคัดลอกผลงาน บรรณาธิการจะต้องหยุดกระบวนการประเมิน และติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันที เพื่อขอคำชี้แจง เพื่อประกอบการ “ตอบรับ” หรือ “ปฏิเสธการตีพิมพ์” การตีพิมพ์บทความนั้นๆ</p> <p> 1.4 บรรณาธิการต้องหยุดกระบวนการประเมิน และติดต่อผู้นิพนธ์หลักทันที เมื่อตรวจพบการคัดลอกผลงานในระหว่างกระบวนการประเมินบทความ เพื่อขอคำชี้แจงและประกอบการ “ตอบรับ” หรือ “ปฏิเสธการตีพิมพ์” การตีพิมพ์บทความนั้นๆ</p> <p> 1.5 ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความ บรรณาธิการต้องไม่เปิดเผยข้อมูลของผู้นิพนธ์ และผู้ประเมินบทความแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง</p> <p> 1.6 ในการคัดเลือกบทความตีพิมพ์ บรรณาธิการต้องตัดสินใจเลือกบทความหลังจากผ่านกระบวนการประเมินบทความแล้ว โดยพิจารณาจากความใหม่ ความสำคัญ ความชัดเจนของเนื้อหาที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์และขอบเขตของวารสารเป็นสำคัญ</p> <p> 1.7 บรรณาธิการต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสียกับผู้นิพนธ์และผู้ประเมิน</p> <p> 1.8 บรรณาธิการต้องตีพิมพ์บทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่แหล่งตีพิมพ์อื่น</p> <p> <strong>2. บทบาทและหน้าที่ของผู้นิพนธ์ (</strong><strong>Duties of Authors)</strong></p> <p> 2.1 ผู้นิพนธ์ต้องรับรองว่าผลงานที่ส่งมาตีพิมพ์นั้นนั้น เป็นผลงานใหม่และไม่มีการส่งให้วารสารอื่นพิจารณาตีพิมพ์ในช่วงเวลาเดียวกัน</p> <p> 2.2 ผู้นิพนธ์จะต้องอ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลทุกครั้ง ให้ปรากฏในผลงานของตน หากมีการนำผลงานของผู้อื่นมาใช้ในผลงานของตน รวมทั้งจัดทำรายการอ้างอิงท้ายบทความ</p> <p> 2.3 ผู้นิพนธ์ต้องเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัยโดยให้เป็นไปตามข้อกำหนดของวารสารนี้ และถูกต้องตามรูปแบบที่กำหนดไว้ใน “คำแนะนำการตีพิมพ์”</p> <p> 2.4 ผู้นิพนธ์ร่วม (Co-author) ทุกคนที่มีชื่อปรากฏในบทความ จะต้องเป็นผู้ที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการเขียนบทความวิชาการหรือบทความวิจัยจริง</p> <p> 2.5 ผู้นิพนธ์ต้องรายงานข้อเท็จจริงและผลที่เกิดขึ้นจากการทำวิจัย โดยไม่ควรมีการบิดเบือนข้อมูลหรือให้ข้อมูลที่เป็นเท็จ</p> <p> 2.6 ในกรณีที่เป็นบทความวิจัย ผู้นิพนธ์ต้องระบุแหล่งทุนที่สนับสนุนในการทำวิจัยนี้</p> <p><strong> 3. บทบาทและหน้าที่ของผู้ประเมินบทความ (</strong><strong>Duties of Reviewers)</strong></p> <p> 3.1 เมื่อผู้ประเมินบทความได้รับบทความจากบรรณาธิการวารสาร และผู้ประเมินบทความทราบอยู่แล้วว่า ตนเองอาจมีผลประโยชน์ทับซ้อนกับผู้นิพนธ์ เช่น เป็นผู้ร่วมโครงการ หรือรู้จักผู้นิพนธ์เป็นการส่วนตัว หรือเหตุผลอื่นๆ ที่อาจทำให้ไม่สามารถให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะอย่างอิสระในทางวิชาการได้ ผู้ประเมินบทความควรแจ้งให้บรรณาธิการวารสารทราบและปฏิเสธการประเมินบทความนั้นๆ</p> <p> 3.2 ผู้ประเมินบทความควรประเมินบทความในสาขาวิชาที่ตนมีความเชี่ยวชาญโดยพิจารณาความสำคัญของเนื้อหาในบทความที่จะมีต่อสาขาวิชานั้นๆ คุณภาพของการวิเคราะห์ และความเข้มข้นของผลงาน โดยไม่ควรใช้ความคิดเห็นส่วนตัวที่ไม่มีข้อมูลทางวิชาการรองรับมาเป็นเกณฑ์ในการตัดสินบทความหรืองานวิจัยนั้นๆ</p> <p> 3.3 หากผู้นิพนธ์มิได้อ้างถึงผลงานวิจัยที่สำคัญๆ และสอดคล้องกับบทความเข้าไปในการประเมินบทความผู้ประเมินบทความต้องระบุเข้าไปในบทความที่กำลังประเมินด้วย เพื่อให้บทความเกิดคุณค่าในเชิงวิชาการเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ หากมีส่วนใดของบทความที่มีความเหมือน หรือซ้ำซ้อนกับผลงานชิ้นอื่นๆ ผู้ประเมินบทความต้องแจ้งให้บรรณาธิการทราบด้วย</p> <p> 3.4 ในช่วงระยะเวลาของการประเมินบทความผู้ประเมินบทความต้องรักษาความลับและไม่เปิดเผยข้อมูลบางส่วนหรือทุกส่วนของบทความที่ส่งมาเพื่อพิจารณาแก่บุคคลอื่นๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง</p>
en-US
Ramkhamhaeng Law Journal
2286-8518
-
General Monitoring Obligations in Thailand: A Reform Proposal Based on the Mere Conduit Principle and Insights from China and beyond
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290478
<p> Globally, intermediary-liability frameworks seek to balance freedom of expression, national security, and privacy by limiting monitoring obligations. However, Thailand’s Computer-Related Crime Act imposes proactive obligations, raising concerns over disproportionate burdens. This study proposes adopting the mere conduit principle from private law to balance freedom of expression with national security and privacy obligations in Thailand. We recommend: (1) clearly defining the mere conduit principle; (2) implementing a case-specific approach to takedown requests that consider intermediaries’ size and technological capacity; and (3) requiring court orders for national security-related takedowns while permitting individual notice mechanisms for privacy-related obligations</p>
Peeyakorn Leankattava
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
1
36
-
ภาพรวมของกฎหมายและการกำกับดูแลธุรกิจฟินเทค
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290479
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพรวมของกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจฟินเทคในประเทศไทยและต่างประเทศ ซึ่งมีรูปแบบที่หลากหลายและซับซ้อน เกิดข้อคำถามหลายประการโดยเฉพาะแนวทางที่เหมาะสมสำหรับเทคโนโลยีที่เกิดขึ้นบนโลกเสมือน และรัฐใดจะมีเขตอำนาจในการกำกับดูแล การศึกษาภาพรวมดังกล่าวจะทำให้เข้าใจลักษณะสำคัญของธุรกิจฟินเทค ซึ่งเกี่ยวข้องการบริการทางการเงินทางเลือกที่ผสมผสานระหว่างผลิตภัณฑ์ทางการเงินดั้งเดิม เช่น การกู้เงิน การชำระเงิน หรือการโอนเงินระหว่างประเทศ เข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย เช่น บล็อกเชน (Blockchain) หรือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ทำให้กฎหมายและการกำกับดูแลที่มีอยู่อาจยังไม่เพียงพอ ไม่สามารถส่งเสริมการเติบโตของตลาดฟินเทค และไม่สามารถคุ้มครองผู้บริโภคจากอาชญากรรมทางเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p> จากการศึกษาพบว่า นานาประเทศต่างพยายามหาแนวทางการกำกับดูแลธุรกิจฟินเทคที่ให้บริการแก่ประชาชนของตนแม้ว่าธุรกิจบางประเภทอาจไม่ได้มีสถานประกอบการในประเทศเลย เช่น ศูนย์ซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลสามารถดำเนินงานทางออนไลน์ได้ทั้งหมด ทำให้ผู้ประกอบธุรกิจศูนย์ซื้อขายดังกล่าวอาจต้องปฏิบัติตามกฎหมายของหลายประเทศที่แตกต่างกันไป เป็นการสร้างภาระและค่าใช้จ่ายทั้งแก่ผู้ประกอบการและผู้บริโภค รวมถึงผลกระทบต่อการลงทุนในตลาดฟินเทค ผู้ประกอบธุรกิจฟินเทคปัจจุบันจึงมีการออกแบบโครงสร้างบริษัทเพื่อให้ได้ประโยชน์ทางภาษี เสียภาษีในระดับที่ต่ำ หรือไม่ต้องเสียภาษี รวมทั้งจัดตั้งบริษัทในประเทศที่มีกฎเกณฑ์ไม่เข้มงวด เพื่อลดค่าใช้จ่ายและต้นทุนในการจัดทำระบบต่าง ๆ ตามที่กฎหมายกำหนด เช่น ระบบการตรวจสอบตัวตนลูกค้า (KYC) ซึ่งการลดค่าใช้จ่ายในลักษณะดังกล่าวอาจนำไปสู่ปัญหาที่ทำให้อาชญากรใช้ช่องทางซื้อขายสินทรัพย์ดิจิทัลผ่านแพลตฟอร์มเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ดังนั้น การมีกฎหมายและแนวทางการกำกับดูแลที่เหมาะสมกับประเภทของธุรกิจฟินเทคจึงมีความสำคัญ เช่น สนามทดลองสำหรับการสร้างนวัตกรรม (regulatory sandbox) มาปรับใช้ หรือการกำกับดูแลตนเอง เพื่อส่งเสริมการเติบโตของตลาดฟินเทคและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ขณะเดียวกันจะต้องสามารถป้องกันความเสี่ยงจากการกระทำผิด เช่น อาชญากรรมทางไซเบอร์ และการฟอกเงิน</p>
ประพิน นุชเปี่ยม
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
37
78
-
การเปรียบเทียบกลไกการระงับข้อพิพาททางเลือกเพื่อพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างในประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290480
<p> อุตสาหกรรมก่อสร้างเป็นภาคเศรษฐกิจที่มีความซับซ้อนสูงและเกี่ยวข้องกับคู่สัญญาหลายฝ่าย ทำให้มีโอกาสเกิดข้อพิพาทขึ้นได้ตลอดกระบวนการดำเนินโครงการ ไม่ว่าจะเป็นปัญหาด้านคุณภาพของงาน การเบิกจ่ายงบประมาณ ระยะเวลาในการก่อสร้าง หรือการตีความเงื่อนไขของสัญญา การระงับข้อพิพาทโดยการฟ้องร้องคดีในชั้นศาลมักใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูง อีกทั้ง ข้อพิพาทที่เกิดขึ้นระหว่างคู่สัญญาในการดำเนินโครงการย่อมส่งผลกระทบถึงความต่อเนื่อง ประสิทธิภาพ และต้นทุนของโครงการอย่างมีนัยสำคัญ อย่างไรก็ตาม พบว่าการใช้กลไกการระงับข้อพิพาททางเลือกนั้นมีข้อจำกัดมากทั้งการก่อสร้างในภาคเอกชนและภาครัฐ</p> <p> บทความนี้มุ่งศึกษารูปแบบของกลไกการระงับข้อพิพาททางเลือก (Alternative Dispute Resolution: ADR) ที่ใช้ในอุตสาหกรรมก่อสร้างทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ การเจรจาต่อรอง (Negotiation) การไกล่เกลี่ย (Mediation)/การประนอมข้อพิพาท (Conciliation) คณะกรรมการระงับข้อพิพาท (Dispute Boards) ผู้ชี้ขาดตามกฎหมายการชี้ขาดข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการชำระเงินตามสัญญางานก่อสร้าง (Security of Payment Act) และการอนุญาโตตุลาการ (Arbitration) เพื่อวิเคราะห์ความเหมาะสมของการประยุกต์ใช้ในบริบทของประเทศไทย โดยในภาคเอกชนนั้นยังขาดการใช้สัญญามาตรฐานและการกำหนดกลไก ADR อย่างเป็นระบบ ในส่วนของการก่อสร้างภาครัฐนั้น พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 และแบบสัญญามาตรฐานของภาครัฐก็ไม่ได้กำหนดกลไกการระงับข้อพิพาททางเลือกในรูปแบบอื่น ๆ เช่น การไกล่เกลี่ย หรือคณะกรรมการระงับข้อพิพาทไว้โดยตรง ด้วยเหตุนี้ เมื่อเกิดข้อพิพาทหน่วยงานของรัฐและเอกชนจำเป็นต้องใช้วิธีฟ้องคดีต่อศาลเพียงวิธีเดียวเท่านั้น ซึ่งมักก่อให้เกิดความล่าช้า สิ้นเปลืองงบประมาณ และหลายโครงการถูกทิ้งร้างเป็นเวลานานหลายสิบปีกว่าคดีจะถึงที่สุด</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า การขาดกลไก ADR ที่ชัดเจนในสัญญางานก่อสร้าง/จ้างก่อสร้าง (Construction Contracts) เป็นปัจจัยสำคัญที่นำไปสู่ความล่าช้าและค่าใช้จ่ายที่สูงในกระบวนการยุติข้อพิพาท บทความนี้จึงเสนอแนวทางพัฒนา ได้แก่ การพัฒนาสัญญาจ้างก่อสร้างมาตรฐานในภาคเอกชนที่มีกลไกการระงับข้อพิพาทที่หลากหลาย การส่งเสริมให้มีกฎหมายการชี้ขาดข้อพิพาทที่เกี่ยวกับการชำระเงินตามสัญญางานก่อสร้าง (Security of Payment Act) ในส่วนภาครัฐควรมีการปรับปรุงพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ. 2560 เพื่อรองรับกลไก ADR โดยเฉพาะการใช้คณะกรรมการระงับข้อพิพาทรูปแบบต่าง ๆ (Dispute Boards) รวมถึงการส่งเสริมบทบาทของสถาบันอนุญาโตตุลาการต่าง ๆ ในการอบรมและให้คำปรึกษาแก่หน่วยงานรัฐ ทั้งนี้ เพื่อให้การระงับข้อพิพาทเกิดประสิทธิผลสูงสุด โปร่งใส ยุติธรรม และเป็นไปตามมาตรฐานสากลอันจะนำไปสู่การพัฒนาอุตสาหกรรมก่อสร้างของประเทศไทยอย่างยั่งยืนต่อไป</p>
นันทพล พุทธพงษ์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
79
126
-
ความสามารถทางกฎหมายของคนหูหนวก เป็นใบ้ และพิการทางสายตาที่จะเป็นพยานในการทำพินัยกรรม
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290481
<p> บทความวิชาการนี้มุ่งศึกษาประเด็นความสามารถของคนพิการในการทำหน้าที่เป็นพยานในพินัยกรรม โดยใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเอกสารบนพื้นฐานของกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ของไทย อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ค.ศ. 2006 ตลอดจนแนวคำพิพากษาและกฎหมายต่างประเทศที่เกี่ยวข้อง ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1670 ยังคงบัญญัติห้ามมิให้บุคคลที่หูหนวก เป็นใบ้ หรือจักษุบอดทั้งสองข้างเป็นพยานในพินัยกรรม โดยอ้างเหตุผลด้านข้อจำกัดในการรับรู้และการยืนยันความถูกต้องของพินัยกรรม ซึ่งเป็นแนวคิดที่ตั้งอยู่บนกรอบทางการแพทย์ที่มุ่งเน้นความบกพร่องของบุคคล โดยข้อจำกัดดังกล่าวไม่สอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยสิทธิคนพิการ ค.ศ. 2006 ที่ให้การรับรองความสามารถทางกฎหมายของคนพิการอย่างเสมอภาค ทั้งนี้ ได้เปรียบเทียบกับระบบกฎหมายอังกฤษและญี่ปุ่น โดยอังกฤษแม้ยังคงมีข้อจำกัด แต่ยอมรับความเป็นไปได้ที่คนพิการบางกลุ่มจะเป็นพยานได้หากมีสำนึกและตระหนักรู้การกระทำ ขณะที่ญี่ปุ่นรับรองสิทธิของคนพิการอย่างชัดเจน พร้อมกำหนดมาตรการสนับสนุนที่เหมาะสม เช่น ล่ามภาษามือ ผลการวิเคราะห์เสนอว่า ประเทศไทยควรปรับปรุงบทบัญญัติมาตรา 1670 โดยยกเลิกข้อจำกัดที่อาศัยเหตุแห่งความพิการ และหันมาใช้เกณฑ์ที่พิจารณาความสามารถในการตระหนักรู้และการรับรู้ถึงการกระทำของพยานในพินัยกรรม พร้อมทั้งบัญญัติให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกและการช่วยเหลือที่เหมาะสม เพื่อให้สอดคล้องกับพันธกรณีระหว่างประเทศและคุ้มครองสิทธิของคนพิการอย่างแท้จริง</p>
อานนท์ ศรีบุญโรจน์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
127
154
-
ปัญหาทางกฎหมายในการส่งเสริมสิทธิของประชาชนในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ ภายใต้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290482
<p> การบังคับใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 มีปัญหาและข้อจำกัดทางกฎหมายที่มิได้เป็นไปตามหลักสิทธิมนุษยชนและหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ในประเด็นเกี่ยวกับคำนิยาม กระบวนการใช้สิทธิของประชาชน กระบวนการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารของราชการ โครงสร้างองค์กรและการปฏิบัติตามกฎหมายของหน่วยงานของรัฐและเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ส่งผลให้การรับรองสิทธิของประชาชนในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐยังไม่มีประสิทธิภาพและไม่เป็นไปตามเจตนารมณ์แห่งรัฐธรรมนูญ ดังนั้น จึงควรแก้ไขพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 ให้มีความเหมาะสมในการนำมาใช้บังคับในทางปฏิบัติ เพื่อรองรับหลักการขั้นพื้นฐานในการรับรองสิทธิของประชาชนในการรับรู้และเข้าถึงข้อมูลข่าวสารของหน่วยงานของรัฐ โดยการพัฒนากฎหมายข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีหลักการและเหตุผลภายใต้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งเป็นไปตามหลักการปกครองในระบอบประชาธิปไตยและข้อตกลงระหว่างประเทศที่ประเทศไทยมีพันธสัญญาเพื่อใช้บังคับแทนต่อไป</p>
พันธ์เทพ วิทิตอนันต์
สมชัย วัฒนการุณ
สิทธิภาคย์ ภูริสินสิทธิ์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
155
200
-
คำพิพากษาศาลฎีกาที่น่าสนใจ: เจ้าหนี้และบุคคลอื่นร่วมกันนำบัตรอิเล็กทรอนิกส์ของลูกหนี้ไปเพื่อบังคับชำระหนี้โดยพลการเป็นความผิดฐานใด
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290487
<p> ปัญหาเกี่ยวกับการบังคับชำระหนี้เป็นข้อพิพาททางแพ่งที่พบได้ทั่วไป ซึ่งตามกฎหมายแล้ว ด้วยอำนาจแห่งมูลหนี้ เจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้<a href="#_ftn1" name="_ftnref1"><sup>[1]</sup></a> โดยวิธีการที่เจ้าหนี้จะบังคับให้ลูกหนี้ชำระหนี้จะต้องเป็นวิธีการตามที่กฎหมายบัญญัติไว้เท่านั้น กล่าวคือ เจ้าหนี้ต้องใช้สิทธิทางศาลในการฟ้องบังคับชำระหนี้ โดยอาจฟ้องเป็นคดีแพ่งหรือคดีล้มละลายก็ได้</p> <p> กฎหมายได้บัญญัติรับรองสิทธิของเจ้าหนี้ไว้โดยชัดแจ้งว่า เจ้าหนี้สามารถเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ได้ ถ้าหากลูกหนี้ไม่ปฏิบัติการชำระหนี้ ลูกหนี้เป็นอันผิดนัด และเจ้าหนี้ย่อมมีอำนาจดำเนินคดีกับลูกหนี้ได้ แต่จะใช้วิธีการอื่น ๆ นอกจากวิธีการที่กฎหมายบัญญัติไว้ไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการที่เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้เองโดยพลการ เช่น การใช้กำลัง หรือการเข้ายึดถือครอบครองทรัพย์ของลูกหนี้โดยพลการ เป็นต้น</p> <p> คำถามที่เกิดตามมาคือ การที่เจ้าหนี้บังคับชำระหนี้โดยพลการเช่นนี้ เป็นความผิดอาญาฐานใด ๆ หรือไม่ ซึ่งหากแยกตามแนวคำพิพากษาศาลฎีกา พบว่า โดยมากศาลฎีกามีแนวคำวินิจฉัยทั้งในทำนองว่าการกระทำดังกล่าวเป็นความผิดอาญา (ในความผิดฐานลักทรัพย์หรือความผิดอื่นที่เกี่ยวข้อง) แต่ก็มีกรณีที่ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการกระทำดังกล่าวไม่เป็นความผิดอาญา จึงเป็นกรณีที่น่าพิจารณาว่า แนวคำพิพากษาศาลฎีกาทั้งสองแนวดังกล่าวขัดแย้งกันเองหรือไม่ หรือมีข้อเท็จจริงอื่นใดที่ทำให้ผลของคำพิพากษาเปลี่ยนแปลงไป บทความนี้จะพิจารณาแนวคำพิพากษาศาลฎีกา โดยเปรียบเทียบกับคำพิพากษาศาลฎีกาเรื่องล่าสุดในกรณีดังกล่าว คือ คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 13/2566 เพื่อเสนอว่า การที่เจ้าหนี้หรือบุคคลอื่นใช้กำลังหรือข่มขู่เพื่อนำทรัพย์สินของลูกหนี้ไปควบคุมการชำระหนี้นั้น โดยสภาพแล้วเป็นการแสวงหาประโยชน์ที่มิควรได้โดยชอบด้วยกฎหมาย และอาจเข้าองค์ประกอบความผิดต่อทรัพย์ได้ การตีความในคดีดังกล่าวจึงอาจมีข้อโต้แย้งในทางวิชาการและอาจกระทบต่อความแน่นอนของบรรทัดฐานเดิมเกี่ยวกับการห้ามบังคับชำระหนี้โดยพลการ</p>
ขวัญเมือง สอนหลวย
มณฑล อรรถบลยุคล
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
377
394
-
ความจำเป็นของการผลักดันกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ ศึกษามาตรการกฎหมายของประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290483
<p> การศึกษาวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความจำเป็นของการมีกฎหมายการรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและการเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (Pollutant Release and Transfer Registers (PRTR)) โดยเน้นศึกษาประเทศไทย โดยมุ่งพิจารณาบทบาทของกฎหมายดังกล่าว ในการคุ้มครองสิทธิของประชาชนในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม และการสนับสนุนการบริหารจัดการมลพิษของรัฐอย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ การศึกษาตั้งอยู่บนข้อเท็จจริงว่า ประเทศไทยยังประสบปัญหาอุบัติภัยจากกิจกรรมอุตสาหกรรมและสารเคมีอันตรายอย่างต่อเนื่อง ขณะที่กลไกทางกฎหมายด้านการเปิดเผยข้อมูลมลพิษยังมีข้อจำกัดอยู่มาก</p> <p> การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมายและเอกสารวิชาการที่เกี่ยวข้องกับกฎหมายสิ่งแวดล้อมของประเทศไทยและแนวคิด PRTR ในระดับสากล ผลการศึกษาพบว่า การขาดกฎหมาย PRTR ทำให้การเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับชนิด ปริมาณ และแหล่งที่มาของมลพิษจากภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างไม่เป็นระบบ ส่งผลให้ประชาชนไม่สามารถรับรู้และประเมินความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมได้อย่างเพียงพอ และจำกัดความสามารถของรัฐในการกำหนดนโยบาย กฎหมายเพื่อกำกับดูแลและป้องกันผลกระทบจากมลพิษอุตสาหกรรมที่มีประสิทธิภาพ</p> <p> ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นว่า การพัฒนากฎหมาย PRTR มีความจำเป็นในเชิงโครงสร้างของระบบกฎหมายสิ่งแวดล้อมไทย เนื่องจากจะช่วยเสริมสร้างการคุ้มครองสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม เพิ่มความโปร่งใสและความรับผิดชอบของภาคอุตสาหกรรม และสนับสนุนการกำหนดนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมที่ช่วยสร้างฐานข้อมูลรายละเอียดของมลพิษที่เชื่อถือได้ อันจะนำไปสู่การบริหารจัดการมลพิษอุตสาหกรรมอย่างมีประสิทธิภาพและสอดคล้องกับหลักการคุ้มครองสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมของประชาชน</p>
ฐิติรัตน์ ยะอนันต์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
201
230
-
มาตรการกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนตามมาตรา 43(2) และ 43ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290484
<p> บทความวิจัยเรื่อง มาตรการกำหนดโทษกรณีฝ่าฝืนตามมาตรา 43(2) และมาตรา 43 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเอกสาร (Documentary Research Method) ได้แก่ หนังสือ ตำราด้านกฎหมาย คำพิพากษาศาลฎีกา ตลอดถึงความเห็นของนักวิชาการ นักกฎหมายที่เกี่ยวข้อง และนำมาวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ (Comparative Law Method) กับประเทศญี่ปุ่น และประเทศอังกฤษ เพื่อหาแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขมาตรการความรับผิดฐานขับรถฝ่าฝืนตามมาตรา 43(2) และ มาตรา 43 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 จนเป็นเหตุของการกระทำโดยประมาทก่อให้เกิดการสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สิน ให้เหมาะสมกับสถานะการณ์ในปัจจุบันซึ่งมีจำนวนอุบัติเหตุจากการขับขี่รถที่เป็นการฝ่าฝืนต่อตัวบทกฎหมายจราจรทางบกโดยมีเหตุจากการดื่มสุราหรือของมึนเมาและยาเสพติดหรือสารเสพติดให้โทษ เป็นเหตุให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิต ร่างกาย อนามัย และทรัพย์สินเพิ่มมากขึ้น ผลการศึกษา พบว่า กฎหมายจราจรทางบกของประเทศไทยนั้น ยังมีอัตราโทษที่ต่ำเกินไปและมีการบังคับใช้ที่ไม่ชัดเจนเมื่อเปรียบเทียบกับกฎหมายของประเทศญี่ปุ่นและประเทศอังกฤษ ทำให้ประชาชนบางกลุ่มไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(2) และมาตรา 43 ทวิ ทำให้มีอุบัติเหตุบนท้องถนนเพิ่มมากขึ้น ก่อให้เกิดอันตรายทั้งชีวิต และทรัพย์สินของผู้ใช้รถใช้ถนนอย่างต่อเนื่อง ดังนั้น จึงควรมีการแก้ไข เพิ่มเติมมาตรการบังคับใช้กฎหมายในด้านความผิดให้เป็นกฎหมายเฉพาะโดยไม่อ้างอิงการปรับโทษตามกฎหมายอื่น และควรมีอัตราโทษที่สูงมากขึ้นจากเดิม เพื่อให้ผู้ใช้รถใช้ถนนมีระเบียบวินัยทางการจราจรมากขึ้น กฎหมายเกิดความศักดิ์สิทธิ์ อุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยมีจำนวนลดลงในอนาคต</p>
รัฐวิทย์ แก้วทารมณ์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
231
278
-
ปัญหาและอุปสรรคการดำเนินคดีอาญาผู้ต้องหาที่เป็นเด็กและเยาวชน ของเจ้าพนักงานตำรวจ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290485
<p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับปัญหาในการจับกุมผู้ต้องหาเด็กและเยาวชนในกระบวนการดำเนินคดีอาญาตามกฎหมายของประเทศไทย 2. ศึกษาและวิเคราะห์ถึงสภาพปัญหาทางกฎหมายเกี่ยวกับอำนาจของเจ้าพนักงานในการจับกุมผู้ต้องหาเด็กและเยาวชนในกระบวนการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทย 3. ศึกษา วิเคราะห์เปรียบเทียบ หลักกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมผู้ต้องหาเด็กและเยาวชนในกระบวนการดำเนินคดีอาญาของประเทศไทย 4. ศึกษาและวิเคราะห์แนวทางในการแก้ปัญหาการจับกุมผู้ต้องหาเด็กและเยาวชนในกระบวนการดำเนินคดีอาญาในประเทศไทยโดยใช้วิธีการวิจัยทางเอกสาร (Documentary Research) ผลการวิจัยพบว่า ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 66 พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ปัญหาการใช้เครื่องพันธนาการในการจับกุมตัวผู้ต้องหาเด็กและเยาวชน ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 69 วรรคสาม แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ปัญหาอำนาจในการเรียกตัวผู้ต้องหาเด็กและเยาวชนมาว่ากล่าวตักเตือน ตามมาตรา 69/1 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ควรให้มีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 72 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553 ปัญหาการนำตัวเด็กและเยาวชนส่งศาลไม่ทันภายใน 24 ชั่วโมง ควรมีการแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 72 วรรคหนึ่ง พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553</p>
รัฐธนนท์ ทวีวัฒนนิติยศ
ประเทือง ธนิยผล
จตุพร วงศ์ทองสรรค์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
279
300
-
แนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติของประเทศไทย
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290486
<p> บทความนี้มุ่งศึกษาสถานการณ์ความยากจนหลายมิติของโลกและประเทศไทย ศึกษามาตรฐานทางกฎหมายสากลและมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทยในการขจัดความยากจนหลายมิติผ่านการวิเคราะห์กฎหมายใน 6 ด้าน ได้แก่ ด้านสวัสดิการทั่วไปเพื่อลดความยากจน ด้านการลดความยากจนในลุ่มเด็ก ด้านการส่งเสริมการเข้าถึงโอกาสทางศึกษา ด้านการส่งเสริมอาชีพ ด้านที่อยู่อาศัย และด้านความสามารถและความมั่นคงทางการเงิน เพื่อวิเคราะห์ความสอดคล้องของกฎหมายลดความยากจนทั้ง 6 ด้าน กับสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองตามรัฐธรรมนูญ และความสอดคล้องต่อการบรรลุเป้าหมาย SDGs รวมทั้งแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 เพื่อจัดทำข้อเสนอเป็นแนวทางการพัฒนากฎหมายเพื่อลดความยากจนหลายมิติที่เหมาะสมกับบริบทของประเทศไทยและสอดคล้องกับบริบทโลก</p> <p> จากการศึกษาพบว่ากฎหมายลดความยากจนหลายมิติที่บังคับใช้อยู่ในประเทศไทยยังไม่สอดคล้องกับเป้าหมาย SDG1 และแผนการพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 อยู่หลายประการ นำมาสู่แนวทางการพัฒนากฎหมายลดความยากจนหลายมิติ ด้วยการพัฒนากฎหมายให้ครอบคลุมการคุ้มครองทางสังคมขั้นพื้นฐานโดยเฉพาะประเด็นการได้รับการศึกษาของเด็ก และการส่งเสริมอาชีพกับหลักประกันการทำงาน การพัฒนากฎหมายให้ครอบคลุมบริการขั้นพื้นฐานอย่างเป็นระบบถาวร และประเด็นสำคัญที่มักถูกมองข้ามคือการพัฒนาให้มีระบบบริหารจัดการกฎหมายลดความยากจนหลายมิติในภาพรวมอย่างรอบด้าน ทั้งการวางแผนงบประมาณ ติดตามและประเมินผล เพื่อปรับปรุงหรือยกเลิกกฎหมาย จัดทำระบบฐานข้อมูล และแผนรองรับความเสี่ยงจากสภาวะวิกฤติให้<br>คนยากจน เพื่อเพิ่มโอกาสการบรรลุเป้าหมาย SDGs และแผนพัฒนาฯ ฉบับที่ 13 ให้คนจนในประเทศไทยได้ใช้สิทธิและมีศักดิ์ศรีเสมอภาคกับบุคคลอื่นในสังคม</p>
สุพักตร์ ม่วงเล็ก
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
301
334
-
เกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายด้วยกรอบแนวคิดทางนิติปรัชญา
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/lawjournal/article/view/290495
<p> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิจัยเอกสาร และการเก็บข้อมูลภาคสนาม เพื่อกำหนดเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายด้วยแนวคิดทางนิติปรัชญาร่วมกับแนวทางตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 และทดลองใช้กับระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏนคราชสีมา 1 ฉบับ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) การวิเคราะห์เชิงโครงสร้าง (Structural Analysis) และการวิเคราะห์เปรียบเทียบ (Comparative Analysis) ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้</p> <p> แนวคิดทางนิติปรัชญาหลักที่ใช้วิเคราะห์เกณฑ์การยอมรับกฎหมาย มี 5 แนวคิด คือ สำนักปฏิฐานนิยมทางกฎหมาย สำนักกฎหมายธรรมชาติ สำนักกฎหมายประวัติศาสตร์ แนวคิดมาร์กซ์ แนวคิดนิติสตรีศาสตร์ ได้เกณฑ์ทั้งสิ้น 6 เกณฑ์ ประกอบด้วย 1) มีลักษณะเป็นระบบที่ชัดเจน 2) คำนึงถึงคุณค่าอื่นในสังคม 3) สะท้อนจิตวิญญาณของประชาชน 4) สอดคล้องกับความต้องการทางเศรษฐกิจและสังคม 5) ส่งเสริมสิทธิและเสรีภาพของประชาชน และ 6) ได้รับการยอมรับโดยประชาชน ซึ่งมีความสอดคล้องกับแนวทางการประเมินตามพระราชบัญญัติหลักเกณฑ์การจัดทำร่างกฎหมายและการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย พ.ศ. 2562 รวมถึงแนวทางของคณะกรรมการพัฒนากฎหมาย สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (Organization for Economic Cooperation and Development หรือ OECD)</p> <p> เกณฑ์การยอมรับดังกล่าวได้ถูกพัฒนาเกณฑ์การประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายซึ่งประกอบไปด้วย 6 เกณฑ์หลักเดิม แบ่งออกเป็น 25 เกณฑ์ย่อย พร้อม 100 ตัวชี้วัด กำหนดผลการประเมินออกเป็น 5 ระดับ</p> <p><strong> </strong>ผลการทดลองใช้กับระเบียบมหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา 1 ฉบับ พบว่า เกณฑ์มีศักยภาพในการประยุกต์ใช้อย่างมีประสิทธิภาพ สามารถประเมินและรายงานผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายได้ พร้อมทั้งชี้ให้เห็นข้อบกพร่องของระเบียบที่ต้องปรับปรุงแก้ไข โดยแบ่งตัวชี้วัดออกเป็น 4 กลุ่มคือ 1) มีศักยภาพในการนำไปใช้งานสูง 26 ตัวชี้วัด 2) ใช้งานได้ดีหากมีการเก็บข้อมูลภาคสนาม 17 ตัวชี้วัด 3) ต้องมีการเก็บข้อมูลภาคสนามเป็นหลัก 33 ตัวชี้วัด และ 4) ต้องใช้ผู้ประเมินที่มีความรู้และทักษะที่จำเป็น 24 ตัวชี้วัด</p> <p> การนำเกณฑ์การประเมินไปใช้ ผู้ประเมินควรมีความรู้ความเข้าใจทั้งเนื้อหากฎหมายที่จะประเมินและเกณฑ์การประเมิน ต้องมีความเป็นกลาง เก็บข้อมูลภาคสนามอย่างตรงไปตรงมา สร้างสมดุลทั้งการประเมินเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ และกำหนดกลุ่มผู้มีส่วนได้เสียให้สอดคล้องกับเป้าหมายและวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพื่อให้การประเมินมีความน่าเชื่อถือและมีประสิทธิภาพ</p>
มงคล เจริญจิตต์
Copyright (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-29
2026-06-29
15 1
335
376