https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/issue/feed Strategic Perspectives on Business and Marketing Management 2026-06-30T12:02:49+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิศา มีจินดา panisa_m@rmutt.ac.th Open Journal Systems <p>วารสาร Strategic Perspectives on Business and Marketing Management มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพทางด้านการบริหารธุรกิจ การจัดการ และการตลาดของบุคลากรทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย 2) เป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไป 3) เป็นแหล่งในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางการวิจัยของบุคลากร คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/290511 บทปริทัศน์หนังสือ 2026-06-30T12:02:49+07:00 พูนสวัสดิ์ แก้วเกียรติสกุล poonsawat@vru.ac.th <p>หนังสือ Personalized Marketing การตลาดแบบรู้ใจ (ฉบับปรับปรุง) แต่งโดยคุณ ณัฐพล ม่วงทำ หนังสือเล่มนี้มุ่งเน้นในการนำเสนอแนวคิดของการทำการตลาดเฉพาะบุคคลหรือที่รู้จักกันนามของ Personalized Marketing ซึ่งมุ่งเน้นในการสร้างความพึงพอใจสู่ลูกค้าผ่านประสบการณ์รายบุคคล กล่าวได้ว่าหนังสือเล่นนี้มีส่วนร่วมสำคัญในการสร้างความกระจ่างในประเด็นของการขับเคลื่อนกลยุทธ์การตลาดด้วยข้อมูล (Data Driven Marketing)</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/289545 กรอบแนวคิดเชิงบูรณาการเพื่อเสริมสร้างความพร้อมรับการจ้างงานของผู้สูงอายุ ในยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ 2026-05-30T20:37:13+07:00 พรรษวรรณ สุขสมวัฒน์ patsawan2549@gmail.com กฤษฎา มูฮัมหมัด kritsada_m@rmutt.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong><em> - </em>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์ในการทบทวนวรรณกรรมเพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์ตัวแปรหลักที่นำมาใช้ในการสร้างแบบจำลองเชิงบูรณาการต้นแบบนวัตกรรมทางสังคม และนำเสนอความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรแฝงภายนอกและตัวแปรแฝงภายในที่ส่งผลต่อความพร้อมรับการจ้างงานของผู้สูงอายุในยุคอุตสาหกรรมอัจฉริยะ</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร </em></strong><em>-</em> องค์กรต้องมีการบริหารจัดการด้านอายุอย่างเป็นระบบ โดยแก้ปัญหาเฉพาะบุคคล คำนึงถึงความต้องการและข้อจำกัด การจัดสภาพแวดล้อมการทำงานให้เหมาะกับสรีระ (Ergonomics) การกำหนดรูปแบบงานที่ยืดหยุ่น ในขณะที่ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องบูรณาการความร่วมมือเพื่อสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อหนุนต่อกำลังแรงงานสูงวัย ทั้งการเปลี่ยนทัศนคติเชิงบวกต่อผู้สูงอายุ การป้องกันการเลือกปฏิบัติทางอายุ (Ageism) และการส่งเสริมให้เกิดธุรกิจต้นแบบ (Aging Business Model) ที่รองรับกลุ่มผู้เกษียณอายุที่ต้องการทำงาน</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย </em></strong><em>- </em>บทความนี้เป็นบทความวิชาการเชิงแนวคิดที่พัฒนากรอบแนวคิดและสมมติฐานเชิงทฤษฎีจากการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรม จึงยังไม่มีการทดสอบเชิงประจักษ์ ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่นำเสนอยังเป็นข้อเสนอเชิงทฤษฎีที่ควรได้รับการทดสอบและยืนยันด้วยข้อมูลภาคสนามในการวิจัยระยะต่อไป</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/283285 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกราคาประหยัดในอำเภอเมืองสุราษฎร์ธานี 2025-11-21T09:09:05+07:00 ชมพูนุท ด้วงจันทร์ chompunoot.d@psu.ac.th ปิยาภรณ์ ปิยะวาณิชเสถียร chompunoot.d@psu.ac.th ญาณินท์ จิตรขวัญ chompunoot.d@psu.ac.th กฤติมา ทองเพชร chompunoot.d@psu.ac.th กิตติศักดิ์ นวลพลับ chompunoot.d@psu.ac.th ชญาดา วานิช chompunoot.d@psu.ac.th ณิชารีย์ สวยงาม chompunoot.d@psu.ac.th ศิรินภา โยธินทวี chompunoot.d@psu.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong><em> -</em> เพื่อศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับร้านค้าปลีกราคาประหยัด และวิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจของผู้บริโภคในการซื้อสินค้าจากร้านค้าปลีกราคาประหยัดในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong><em> -</em> กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคจำนวน 292 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis: EFA) และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong><em> -</em> ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคิดเห็นต่อปัจจัยทุกด้านในระดับมากที่สุด โดยความพึงพอใจของลูกค้ามีค่าเฉลี่ย 4.381 (SD = 0.673) การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจของตัวแปรอิสระสามารถจัดกลุ่มได้ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ คุณภาพของสินค้า ลักษณะบรรยากาศภายในร้าน การบริการลูกค้า ทำเลที่ตั้ง ความหลากหลายของประเภทสินค้า และราคา โดยมีค่า KMO เท่ากับ 0.903 และค่า Bartlett's Test มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณพบว่า ลักษณะบรรยากาศภายในร้าน (β = 0.468, p &lt; .001) ความหลากหลายของประเภทสินค้า (β = 0.290, p &lt; .001) และการบริการลูกค้า (β = 0.135, p = .003) มีอิทธิพลเชิงบวกต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนได้ร้อยละ 62.7 (Adjusted R² = 0.627) ส่วนปัจจัยด้านทำเลที่ตั้ง ราคา และคุณภาพสินค้า ไม่มีอิทธิพลต่อความพึงพอใจอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong><em> -</em> การศึกษาจำกัดเฉพาะพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งอาจจำกัดการนำผลไปใช้กับพื้นที่อื่น</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร</em></strong><em> -</em> 1) ปรับปรุงบรรยากาศภายในร้านโดยลงทุนในการตกแต่งให้สะอาดและทันสมัย ปรับปรุงระบบแสงสว่าง จัดวางสินค้าเป็นหมวดหมู่ที่ชัดเจน และรักษาความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ 2) เพิ่มความหลากหลายของสินค้าโดยวิเคราะห์ความต้องการลูกค้า เพิ่มทางเลือกสินค้าหลายแบรนด์และระดับราคา และหมุนเวียนสินค้าใหม่สม่ำเสมอ และ 3) ยกระดับการบริการลูกค้าโดยฝึกอบรมพนักงาน เพิ่มช่องทางการชำระเงินที่หลากหลาย และสร้างระบบรับฟังความคิดเห็น</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า</em></strong><em> -</em> การศึกษานี้มีความสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) เป็นการศึกษาเชิงประจักษ์ครั้งแรกในบริบทร้านค้าปลีกราคาประหยัดในจังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งมีลักษณะเศรษฐกิจเฉพาะในฐานะศูนย์กลางการท่องเที่ยวและการเกษตรของภาคใต้ (2) ผลการวิจัยพบว่าบรรยากาศภายในร้านและความหลากหลายของสินค้า มีอิทธิพลมากกว่าราคา ซึ่งท้าทายสมมติฐานดั้งเดิมที่เน้นราคาเป็นหลักในธุรกิจราคาประหยัด และ (3) การใช้เทคนิค EFA ช่วยเผยโครงสร้างการรับรู้ที่แท้จริงของผู้บริโภคซึ่งแตกต่างจากกรอบทฤษฎีเดิม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/285417 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและคุณค่าตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อ การตัดสินใจซื้อกาแฟสดจากร้านกาแฟ Get along specialty coffee ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2026-01-22T15:50:34+07:00 อัญชลี มีศิลป์ meesin22@gmail.com นัทธ์หทัย อือนอก nuthatai_aoy@yahoo.com นฤมล สุ่นสวัสดิ์ Soonl197@hotmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong><em> - </em>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาปัจจัยส่วนประสมการตลาดและคุณค่าตราสินค้าที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อกาแฟสดจากร้านกาแฟ Get along specialty coffee ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong><em> -</em> ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ‎กลุ่มตัวอย่าง คือ ‎ผู้ที่เคยซื้อหรือผู้ที่ซื้อกาแฟสดจากร้านกาแฟ Get along specialty coffee ของผู้บริโภคในกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 400 คน ‎โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่าง‎โดยไม่อาศัยความน่าจะเป็น และใช้แบบสอบถามออนไลน์ในการเก็บข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> - (1) กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย (58.5%) อายุ 31 - 40 ปี (43.7%) การศึกษาปริญญาตรี (61.2%) รายได้ ‎‎30,001-40,000 บาท/เดือน (2) ‎ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 34.60 (‎<em>R²</em> = .346) โดยด้านการส่งเสริมการตลาดมีอิทธิพลสูงสุด (β = .256) รองลงมาคือด้านผลิตภัณฑ์ (β = ‎‎.228) และด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (β = .150) และ (3) ‎คุณค่าตราสินค้าแบบภาพรวมสามารถอธิบายความแปรปรวนของการตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 26.30 (<em>R²</em> = .263)‎</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะผู้บริหาร - </em></strong>ควรให้ความสำคัญกับด้านการส่งเสริมการตลาดเป็นอันดับแรก โดยพัฒนาการสื่อสารผ่านช่องทางออนไลน์ จัดโปรโมชันที่ดึงดูดใจ รองลงมาพัฒนาด้านด้านผลิตภัณฑ์ ‎โดยรักษาคุณภาพและเพิ่มความหลากหลาย รวมถึงสร้างคุณค่าตราสินค้าแบบองค์รวมผ่านการสื่อสารเรื่องราวของแบรนด์</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong> - การวิจัยในครั้งนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่ซื้อและเคยซื้อกาแฟสดจากร้านกาแฟ Get along specialty coffee ในกรุงเทพมหานครและปริมณฑลเท่านั้น อาจมีข้อจำกัดในการนำผลการวิจัยไปอ้างอิงหรือประยุกต์ใช้กับร้านกาแฟแห่งอื่น ๆ</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/และคุณค่า</em></strong> - งานวิจัยมุ่งศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดแบบ 7Ps และคุณค่าตราสินค้าในบริบทของร้านกาแฟพิเศษอิสระ ซึ่งแตกต่างจากงานวิจัยส่วนใหญ่ในอดีตที่มักให้ความสำคัญกับร้านกาแฟในรูปแบบเครือข่าย หรือร้านกาแฟเชิงพาณิชย์ขนาดใหญ่เป็นหลัก</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/279680 แนวทางการจัดการโลจิสติกส์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ อำเภอกะปง จังหวัดพังงา 2026-05-08T16:55:01+07:00 เสรี กรเพชร seree_g@rmutt.ac.th ณรัฐวรรณ แจ่มฟุ้ง narattawan_j@rmutt.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong><em> - </em>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาสถานการณ์โลจิสติกส์สำหรับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา พร้อมการประเมินศักยภาพการจัดการโลจิสติกส์โดยใช้องค์ประกอบของการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ เพื่อเสนอแนวทางในการพัฒนาการจัดการโลจิสติกส์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในพื้นที่เป้าหมาย</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong> <em>-</em> ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นชุมชนในอำเภอกะปง จังหวัดพังงา จำนวน 400 คน ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Sampling) เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p><strong><em>ผลการศึกษา</em></strong><em> -</em> ผลการศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 400 คน พบว่าความพร้อมด้านโลจิสติกส์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง (<em>M</em> = 3.39) โดยด้านสาธารณูปโภคมีความพร้อมสูงสุด (<em>M</em> = 3.64) ขณะที่ด้านการเงินมีความพร้อมต่ำสุด (<em>M</em> =2.77) โดยเฉพาะความสะดวกในการแลกเปลี่ยนเงินตราที่มีค่าเฉลี่ยเพียง 2.35 สำหรับศักยภาพการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภาพรวมอยู่ในระดับมาก (<em>M</em> = 3.76) ซึ่งองค์ประกอบด้านพื้นที่และทรัพยากร มีความโดดเด่นที่สุด (<em>M</em> = 3.97) โดยเฉพาะความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะถิ่นที่ได้รับคะแนนสูงถึง 4.26 ทั้งนี้ชุมชน มีความสามารถในการสื่อสารเรื่องราวในระดับมาก (<em>M</em> = 3.96) แต่ยังคงต้องการการพัฒนาด้านระบบชำระเงินดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานเพื่อรองรับการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong> <em>- </em>งานวิจัยนี้มีข้อจำกัดสำคัญคือการเก็บข้อมูลจากประชาชนในพื้นที่เป็นหลัก ทำให้ขาดทัศนคติเชิงลึกจากผู้ประกอบการและหน่วยงานวางแผนระดับมหภาค อีกทั้งผลการศึกษายังอิงตามบริบทเฉพาะถิ่นที่มีภูมิประเทศเป็นเทือกเขาสูงและมีอัตลักษณ์เฉพาะตัว จึงอาจไม่สามารถนำไปปรับใช้กับแหล่งท่องเที่ยวอื่นที่มีสภาพแวดล้อมต่างกันได้อย่างสมบูรณ์ นอกจากนี้ การประเมินความพร้อมด้านดิจิทัลและการเงินยังขึ้นอยู่กับเสถียรภาพของอินเทอร์เน็ตและนโยบายในขณะที่เก็บข้อมูล ซึ่งอาจเปลี่ยนแปลงไปตามการพัฒนาของเทคโนโลยีในอนาคต และการเน้นเพียงวิธีวิจัยเชิงปริมาณทำให้ขาดรายละเอียดเชิงลึกที่จะช่วยอธิบายปัญหาในห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวได้อย่างรอบด้าน</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร</em></strong><em> -</em> หน่วยงานภาครัฐและผู้เกี่ยวข้องสามารถใช้กรอบแนวคิดนี้เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบการชำระเงินอิเล็กทรอนิกส์ (Financial Flow) ซึ่งพบว่าเป็นจุดอ่อนสำคัญในปัจจุบัน ในเชิงทฤษฎี บทความนี้ช่วยเติมเต็มช่องว่างระหว่างการจัดการโลจิสติกส์กับการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ โดยเน้นการ มีส่วนร่วมของชุมชนเป็นฐาน (Community-Based Tourism)</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่ / คุณค่าทางวิชาการ</em></strong> <em>- </em>งานวิจัยนี้เป็นการบูรณาการแนวคิดการจัดการโลจิสติกส์เข้ากับบริบทการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในระดับชุมชนของอำเภอกะปง ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างด้านการจัดการห่วงโซ่อุปทานการท่องเที่ยวในพื้นที่ห่างไกล และเป็นโมเดลต้นแบบในการพัฒนาโลจิสติกส์การท่องเที่ยวสำหรับพื้นที่ ที่มี อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมและธรรมชาติเฉพาะตัว บทความนี้นำเสนอแนวทางการจัดการโลจิสติกส์เชิงพื้นที่ในอำเภอกะปงเป็นครั้งแรก โดยชี้ให้เห็นความสำคัญของการไหลเวียนทางการเงินและดิจิทัลที่เชื่อมโยงกับความยั่งยืน ซึ่งเป็นโมเดลที่สามารถนำไปปรับใช้กับแหล่งท่องเที่ยวชุมชนที่มีบริบทใกล้เคียงกันได้</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/279182 การรับรู้คุณค่าตราสินค้าและภาพลักษณ์ตราสินค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้บริโภค กรณีศึกษาข้าวหลามหนองมนในจังหวัดชลบุรี 2025-10-14T14:07:41+07:00 นริษา สารสุวรรณ์ narisa.sans@ku.th ณัฐธิดา เจตินัย Natthida.jet@ku.th ปรัชญาณี ห้วยไผ่ Pratchayanee.h@ku.th ศัทธาทิพย์ ชิดลม Satthathip.c@Ku.th นริศรา ภาควิธี Narissara.par@ku.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong> <em>–</em> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านการรับรู้คุณค่าตราสินค้า (Perceived Brand Equily)และภาพลักษณ์ตราสินค้า (Brand Image) ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนของผู้บริโภค กรณีศึกษา ข้าวหลามหนองมน จังหวัดชลบุรี</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong><em> - </em>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ .05</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> <em>–</em> กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (72.50%) อายุ 18-24 (83.5%) ส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา (72.50%) มีรายได้ ≤ 15,000 บาท (54%) สถานภาพโสด (91.75%) ส่วนใหญ่มี ความถี่ในการซื้อข้าวหลามหนองมน นานๆ ครั้ง (71.25%) และ ตัดสินใจซื้อข้าวหลามหนองมนเป็นของฝาก (27.25%) การรับรู้คุณค่าตราสินค้าและภาพลักษณ์ตราสินค้ามีอิทธิพลเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อข้าวหลามหนองมนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยสามารถร่วมกันพยากรณ์การตัดสินใจซื้อได้ร้อยละ 53.0 (R² = 0.530) โดยการรับรู้คุณค่าตราสินค้ามีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.575) รองลงมาคือภาพลักษณ์ตราสินค้า (β = 0.206)</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong><em> -</em> การศึกษานี้มีกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นนักศึกษา อายุ 18–24 ปีและเก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ ดังนั้นในการนำผลไปใช้กับประชากรกลุ่มอื่น เช่น GenBxy ต้องทำด้วยความระมัดระวัง</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร</em></strong><em> -</em> ผู้ประกอบการข้าวหลามหนองมนควรให้ความสำคัญกับการยกระดับคุณภาพสินค้า การสร้างเอกลักษณ์ของตราสินค้า และการพัฒนาภาพลักษณ์ตราสินค้าให้มีความน่าเชื่อถือ ทันสมัย และสะท้อนคุณค่าท้องถิ่น เพื่อเพิ่มความสามารถในการแข่งขัน ส่งเสริมความภักดีของผู้บริโภค และสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจชุมชนอย่างยั่งยืน</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า</em></strong><em> -</em> งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยขยายองค์ความรู้ด้านการตลาดผลิตภัณฑ์ชุมชน โดยเชื่อมโยงแนวคิดการรับรู้คุณค่าตราสินค้าและภาพลักษณ์ตราสินค้ากับการตัดสินใจซื้อในบริบทของข้าวหลามหนองมน ซึ่งเป็นผลิตภัณฑ์ชุมชนที่มีเอกลักษณ์เฉพาะของจังหวัดชลบุรี ผลการวิจัยสามารถใช้เป็นแนวทางในการพัฒนากลยุทธ์การตลาดเพื่อเพิ่มมูลค่าตราสินค้าและความสามารถในการแข่งขันของผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/289697 แรงจูงใจที่ส่งผลต่อความผูกพันของพนักงานสายงานการตลาดบริษัท A 2026-05-30T12:24:43+07:00 กัญชลิกา สิทธิศรีจันทร์ Rattiyamiew@gmail.com ชิณโสณ์ วิสิฐนิธิกิจา Rattiyamiew@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong> <em>–</em> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแรงจูงใจ (Motivation) ปัจจัยค้ำจุน (Hygiene Factors) และปัจจัยส่วนบุคคล (Personal Factors) ที่ส่งผลต่อความผูกพัน (Engagement) ของพนักงานสายงานการตลาดบริษัท A</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong> <em>-</em> ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างจำนวน 120 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ที่ระดับนัยสำคัญ .05</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> <em>-</em> ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีแรงจูงใจในการทำงานโดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>= 4.60) และความผูกพันต่อองค์การอยู่ในระดับมากที่สุด (<em>M</em>= 4.57) ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ขณะที่ตำแหน่งงานและระยะเวลาการปฏิบัติงานไม่แตกต่าง แรงจูงใจที่มีอิทธิพลต่อความผูกพันอย่างมีนัยสำคัญ ได้แก่ ด้านความสำเร็จของงาน (β=.482) และด้านการได้รับการยอมรับนับถือ (β=.194) ส่วนด้านลักษณะงานที่ปฏิบัติ ด้านความรับผิดชอบ และด้านความก้าวหน้าในหน้าที่การงานไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ในส่วนของปัจจัยค้ำจุน พบว่า เงินเดือน (β=.289) นโยบายการบริหาร (β =.171) สภาพแวดล้อมในการทำงาน (β=.168) และความมั่นคงในหน้าที่การงาน (β=.146) มีอิทธิพลต่อความผูกพันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในส่วนของปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า พนักงานที่มีเพศ อายุ รายได้ แตกต่างกันมีความความผูกพันที่แตกต่างกัน</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong><em> –</em> การศึกษานี้มีข้อจำกัดจากกลุ่มตัวอย่างที่แคบ โดยศึกษาเพียง 120 ราย จากสายงานเดียวกันของบริษัท A ซึ่งจำกัดการนำผลไปใช้กับสายงานของบริษัทอื่นที่มีแนวทางการบริหารจัดการที่แตกต่างกัน นอกจากนี้ การใช้แบบสอบถามที่ผู้ตอบกรอกเองอาจก่อให้เกิดอคติจากการตอบในแนวทางที่พึงประสงค์ทางสังคม ซึ่งอาจลดความเป็นกลางและความน่าเชื่อถือของผลการศึกษา</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร</em></strong> <em>– </em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหารมีดังนี้ 1) ส่งเสริมการยอมรับและชื่นชมความสำเร็จของพนักงานอย่างเป็นรูปธรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจและความภาคภูมิใจในการทำงาน 2) พัฒนาระบบค่าตอบแทน เงินเดือน และสวัสดิการให้มีความเหมาะสม เป็นธรรม และสอดคล้องกับภาระงาน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงและลดแนวโน้มการลาออกของพนักงาน 3) กำหนดนโยบายการบริหารที่ชัดเจน โปร่งใส และสร้างสภาพแวดล้อมในการทำงานที่เอื้อต่อการปฏิบัติงาน เพื่อส่งเสริมความผูกพันของพนักงานต่อองค์การในระยะยาว</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่</em></strong><strong><em>/คุณค่า</em></strong> <em>-</em> การศึกษานี้ช่วยยืนยันและขยายความเข้าใจเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจในการทำงานกับความผูกพันของพนักงาน ในบริบทเฉพาะของพนักงานสายงานการตลาดบริษัท A</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management