https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/issue/feed Strategic Perspectives on Business and Marketing Management 2025-12-30T22:19:02+07:00 รองศาสตราจารย์ ดร.ปณิศา มีจินดา panisa_m@rmutt.ac.th Open Journal Systems <p>วารสาร Strategic Perspectives on Business and Marketing Management มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพทางด้านการบริหารธุรกิจ การจัดการ และการตลาดของบุคลากรทั้งภายใน และภายนอกมหาวิทยาลัย 2) เป็นสื่อกลางสำหรับการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นทางวิชาการของคณาจารย์ นักวิชาการ นักวิจัย นักศึกษา และบุคคลทั่วไป 3) เป็นแหล่งในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพทางการวิจัยของบุคลากร คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/286079 บทปริทัศน์หนังสือ 2025-12-30T22:19:02+07:00 อำพร อำพรเดโช amporn.work15@gmal.com <p><strong>ชื่อหนังสือ: </strong>Experience Marketing ซื้อใจลูกค้าได้อยู่หมัดด้วยการตลาดสร้างประสบการณ์</p> <p><strong>ชื่อผู้เขียน:</strong> ณัฐพัชญ์ วงษ์เหรียญทอง</p> <p><strong>สํานักพิมพ์:</strong> Shortcut</p> <p><strong>ภาษา:</strong> ภาษาไทย</p> <p><strong>ความยาว:</strong> 206 หน้า</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/279464 การสร้างโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมสีเขียว: การเชื่อมโยงด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม 2025-05-06T21:22:59+07:00 นันทวัจน์ สุวรรณอาศน์ 67145436500004@ptu.ac.th อุทัยรัตน์ เมืองแสน uthairat@ptu.ac.th กฤษดา เชียรวัฒนสุข krisada_c@rmutt.ac.th <p><strong><em>ตถุประสงค์ -</em></strong> บทความนี้นำเสนอบทบาทและศักยภาพของนวัตกรรมสีเขียวในโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ยั่งยืน โดยเน้นถึงความสำคัญของการบูรณาการแนวคิดดังกล่าวในธุรกิจนี้ซึ่งในปัจจุบันต้องเผชิญกับความท้าทาย ทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม</p> <p><strong><em>การทบทวนวรรณกรรม -</em></strong> สำหรับนวัตกรรมสีเขียวที่อธิบายในบทความได้ทำการทบทวนวรรณกรรมที่ครอบคลุมการเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้พลังงาน การใช้วัสดุก่อสร้างที่ยั่งยืน การบูรณาการ พลังงานหมุนเวียน และการพัฒนาคุณภาพสิ่งแวดล้อมภายในอาคาร</p> <p><strong><em>ผลลัพธ์ที่ได้ –</em></strong> แนวทางการสร้างโมเดลธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ที่ยั่งยืนผ่านนวัตกรรมสีเขียวในบทความไม่เพียงช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมแต่ยังเป็นแนวทางในการสร้างข้อได้เปรียบทางเศรษฐกิจสำหรับธุรกิจอสังหาริมทรัพย์และยังมีส่วนช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้อยู่อาศัย</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย -</em></strong> การใช้นวัตกรรมสีเขียวในธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยังเผชิญกับข้อจำกัด เช่น ค่าใช้จ่ายเริ่มต้น ที่สูง การขาดความเข้าใจในแนวคิดสีเขียวความไม่เข้าใจ การขาดความตระหนักรู้ในกลุ่มผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และความต้านทานต่อการเปลี่ยนแปลง</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร -</em></strong> ผู้ประกอบการรายย่อยควรเริ่มต้นจากเทคโนโลยีที่ใช้ต้นทุนต่ำและคืนทุนเร็ว ขณะที่ผู้ประกอบการระดับกลางสามารถลงทุนในระบบพลังงานแสงอาทิตย์ ระบบจัดการ พลังงานอัจฉริยะ หรือระบบรีไซเคิลน้ำ ส่วนผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีศักยภาพทางการเงินสูง ควรพิจารณา แนวทางการออกแบบที่ได้รับมาตรฐานสากล เพื่อยกระดับโครงการในเชิงกลยุทธ์</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า –</em></strong> การใช้นวัตกรรมสีเขียวในภาคอสังหาริมทรัพย์มิได้เป็นเพียงทางเลือกทางสิ่งแวดล้อม แต่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาอย่างยั่งยืนที่ครอบคลุมทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังเป็นการสร้างความเปลี่ยนแปลงเชิงระบบที่เสริมการเปลี่ยนผ่านสู่การดำเนินธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ ที่ยั่งยืน</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/277763 บุคลิกภาพของหัวหน้างานและบรรยากาศในการทำงานที่ส่งผลต่อความเกี่ยวพันของพนักงาน 2025-01-06T16:11:45+07:00 ฉัตรพล ยุรยาตร์ chatrapon_y@mail.rmutt.ac.th สุรมงคล นิ่มจิตต์ suramongkol_n@mail.rmutt.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์ - </em></strong>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของบุคลิกภาพหัวหน้างาน (Leadership styles) ที่มีต่อความเกี่ยวพันของพนักงาน (Employee engagement) และศึกษาอิทธิพลของบรรยากาศในการทำงาน (Organizational climate) ที่มีต่อความเกี่ยวพันของพนักงาน (Employee engagement) กรณีศึกษาพนักงานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมบางชัน</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย - </em></strong>ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 364 คน ใช้วิธีการแจกแบบสอบถามโดยใช้ Google Forms สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการถดถอยเชิงพหุคูณ โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ .05</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย - </em></strong>ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 30 - 40 ปี มีการศึกษาระดับ ม.6/ปวช. มีรายได้ต่อเดือน 10,001-20,000 บาท และมีอายุงานต่ำกว่า 10 ปี ผลการศึกษาพบว่า 1) บุคลิกภาพของหัวหน้างานแบบเปิดรับประสบการณ์ (β = 0.32) และแบบมีความมั่นคงในอารมณ์ (β = 0.21) มีอิทธิพลต่อความเกี่ยวพันของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) บรรยากาศในการทำงาน ได้แก่ ความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน (β = 0.52) การยอมรับ (β = 0.21) และมาตรฐานการปฏิบัติงาน (β = 0.15) มีอิทธิพลต่อความเกี่ยวพันของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย - </em></strong>งานวิจัยนี้ได้ทำการศึกษาเฉพาะกลุ่มตัวอย่างพนักงานบริษัทเครื่องใช้ไฟฟ้าแห่งหนึ่งในนิคมอุตสาหกรรมบางชันเท่านั้น ในอนาคตอาจศึกษาเพิ่มเติมในอุตสาหกรรมอื่น ที่มีพนักงาน สภาพแวดล้อมและบรรยากาศในการทำงานที่ต่างกันออกไป</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร - </em></strong>สำหรับผู้บริหารในอุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า ควรนำผลการศึกษานี้ไปใช้ในการคัดเลือกแต่งตั้งผู้นำที่มีบุคลิกภาพเหมาะสมกับตำแหน่งหัวหน้างาน จัดทำนโยบายหรือกิจกรรมที่ช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการทำงานที่ดี ช่วยสร้างความเกี่ยวพันของพนักงานในองค์การและยังช่วยลดอัตราการลาออก (Turnover rate) ของพนักงานภายในองค์การได้</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่</em></strong><strong><em>/คุณค่า - </em></strong>งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยขยายองค์ความรู้ในการวางแผนนโยบายในการบริหารบุคคลขององค์การ โดยให้ข้อมูลที่สามารถนำไปปรับใช้ได้จริง ซึ่งนำไปสู่ความรู้และความเข้าใจใหม่เกี่ยวกับความเกี่ยวพันของพนักงาน ส่งผลให้เกิดประโยชน์ต่ออุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้าในประเทศไทย</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/279763 ปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า: กรณีศึกษากรุงเทพมหานคร 2025-05-12T22:03:42+07:00 จิรวัฒน์ วงศ์ธงชัย jirajanefanclub@hotmail.com วรัญญา สุขสว่าง varunya.suk@siam.edu อดิศักดิ์ ลำดวน adisak.lum@siam.edu <p><strong><em>วัตถุประสงค์ -</em></strong> การวิจัยนี้มีเป้าหมายเพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในกรุงเทพมหานคร โดยใช้ทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) ซึ่งประกอบด้วย ทัศนคติในการซื้อ (Attitude Towards Purchasing) บรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (Subjective Norm) การรับรู้ความสามารถในการควบคุมพฤติกรรม (Perceived Behavioral Control) และปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วย ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Concern) และ ความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (Environmental Knowledge) ที่มีผลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Purchasing Intention for EVs)</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย - </em></strong>ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 467 คน โดยเลือกใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบตามสะดวก โดยใช้ Google Forms และวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย – </em></strong>ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (61%) มีอยู่ระหว่าง 31-40 ปี (41%) มีการศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี (90.79%) และทำงานเป็นพนักงานเอกชน (58.03%) โดยผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อม (β = 0.557) ทัศนคติต่อการซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (β = 0.344) และความรู้ด้านสิ่งแวดล้อม (β = 0.290) มีผลเชิงบวกต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้า ตามลำดับ อย่างไรก็ตามบรรทัดฐานเชิงอัตวิสัย (β = -0.182) และการควบคุมพฤติกรรมที่รับรู้ (β = -0.133) มีผลต่อความตั้งใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าในทิศทางตรงกันข้ามตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย - </em></strong>งานวิจัยชิ้นนี้เป็นการศึกษาเฉพาะในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครเท่านั้น ดังนั้นควรระมัดระวังในการนำผลวิจัยไปใช้ในพื้นที่อื่น ๆ</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร - </em></strong>สำหรับผู้ประกอบกรขายรถยนต์ไฟฟ้า การนำเอาแนวคิดเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมและการใช้งานผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้ช่วยในการดึงดูดผู้บริโภคให้เข้ามาสนใจการใช้งานรถตยนต์ไฟฟ้า อีกทั้งสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าผ่านการให้ผู้ที่มีความสนใจทดลองการใช้งานจริง และการร่วมมือกับผู้ให้บริการสถานีชาร์ตไฟเพื่อขยายสถานีชาร์ตไปเพิ่มเติมเพื่อรองรับการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มมากขึ้นจะสร้างความเชื่อมั่นต่อการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า –</em></strong> รถยนต์ไฟฟ้าเป็นเทคโนโลยีที่ผู้บริโภคให้ความสนใจ แต่การจะส่งเสริมการใช้งานรถยนต์ไฟฟ้าให้มีประสิทธิภาพจำเป็นจะต้องเข้าใจทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า งานวิจัยชิ้นนี้ได้ศึกษาทฤษฎีพฤติกรรมตามแผนและเพิ่มปัจจัยทางด้านสิ่งแวดล้อม ซึ่งประกอบไปด้วย ความกังวลด้านสิ่งแวดล้อมและความรู้ด้านสิ่งแวดล้อมส่งผลให้เกิดความเข้าใจในทัศนคติของผู้บริโภคที่มีต่อการซื้อรถไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/273462 รูปแบบการบริหารวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรสู่ความยั่งยืน 2025-01-06T16:37:24+07:00 ศิรัตน์ แจ้งรักษ์สกุล sirat.jan@dpu.ac.th อดิลล่า พงศ์ยี่หล้า adilla777@yahoo.com ศิริเดช คำสุพรหม siridech.kum@dpu.ac.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong> - การศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์อิทธิพลของการจัดการโซ่อุปทาน, Balanced Scorecard และการสนับสนุนจากภาครัฐต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรไทย เพื่อแก้ไขปัญหาการขาดการเชื่อมโยง การวางแผน และการประเมินผลแบบองค์รวมในชุมชน โดยมีพื้นฐานมาจากทฤษฎี Supply Chain Management (SCM), Balanced Scorecard (BSC), Government Support และ Sustainable Development Goals (SDGs)</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong> - งานวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 340 ราย ที่เป็นประธานหรือตัวแทนวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรที่จดทะเบียนตามกฎหมาย ผลการวิจัยได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิค โมเดลสมการโครงสร้าง (Structural Equation Model: SEM) ซึ่งเป็นวิธีการทางสถิติที่เหมาะสมสำหรับการทดสอบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนระหว่างตัวแปร</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> - ผลการวิจัยพบว่า Balanced Scorecard (BSC) มีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนและยังส่งผลเชิงบวกต่อการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ ในขณะที่การจัดการโซ่อุปทาน มีอิทธิพลเชิงบวกโดยตรงต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร แต่มีข้อค้นพบที่น่าสนใจคือกลับส่งผลเชิงลบต่อการได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ และการสนับสนุนจากภาครัฐ ไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพร</p> <p><strong><em>ข้อจํากัดในการวิจัย</em></strong> - งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลเฉพาะจากกลุ่มที่จดทะเบียนวิสาหกิจชุมชน ประเภทกิจการผลิตภัณฑ์สมุนไพร ดังนั้น การนำผลวิจัยไปใช้ในบริบทอื่น ๆ ควรทำด้วยความระมัดระวัง</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสําหรับผู้บริหาร</em></strong> - ผู้บริหารวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรควรปรับทัศนคติจากการรอรับการสนับสนุนจากภาครัฐ มาเป็นการพึ่งพาตนเองมากขึ้น และใช้โอกาสจากการสนับสนุนที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด โดยเน้นการพัฒนาศักยภาพภายในองค์กรให้แข็งแกร่งเป็นหลัก</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า </em></strong>- เป็นหนึ่งในงานศึกษาแรก ๆ ที่ใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ในการวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อความยั่งยืนของวิสาหกิจชุมชนสมุนไพรในไทย ที่สำคัญคือ การค้นพบที่แตกต่างจากสมมติฐานทั่วไป ได้แก่ การที่การจัดการโซ่อุปทานส่งผลเชิงลบต่อการสนับสนุนจากภาครัฐ และการสนับสนุนจากภาครัฐไม่มีอิทธิพลโดยตรงต่อความยั่งยืน ซึ่งช่วยเติมเต็มช่องว่างทางวิชาการและให้ข้อมูลเชิงลึกใหม่ ๆ ที่มีประโยชน์อย่างยิ่ง</p> 2025-12-29T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/281142 อิทธิพลของโซเชียลมีเดียที่มีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตของคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร 2025-08-04T16:07:57+07:00 สุริษา มุ่งมาตร์มิตร surisa.tpbs@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em> <em>-</em></strong> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ (eWOM) การตลาดโดยใช้ผู้ทรงอิทธิพลในโลกออนไลน์ (Influencer Marketing) และแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย ที่ใช้รับข้อมูลข่าวสารอันมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการพยากรณ์ชีวิตของคนวัยทำงานในเขตกรุงเทพมหานคร ซึ่งธุรกิจบริการด้านความเชื่อยังมีงานศึกษาด้านการตลาดที่เจาะลึกพฤติกรรมการตัดสินใจของผู้บริโภคไม่มากนัก</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย -</em></strong> งานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลกลุ่มตัวอย่างบุคคลวัยทำงาน ที่อาศัยหรือทำงานในกรุงเทพมหานคร และใช้บริการพยากรณ์ชีวิต หรือรับข้อมูลด้านการพยากรณ์ชีวิตผ่านโซเชียลมีเดีย จำนวน 400 คน โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุ</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em> -</strong> ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง (ร้อยละ 67.0) และอยู่ในช่วงอายุ 31-40 ปี (ร้อยละ 54.8) สำเร็จการศึกษาระดับปริญญาตรี (ร้อยละ 70.9) รายได้อยู่ในช่วง 35,001-45,000 บาท (ร้อยละ 21.9) และมีค่าใช้จ่ายต่อการดูดวงเฉลี่ย 301-500 บาท/ครั้ง ส่วนศาสตร์พยากรณ์ที่กลุ่มตัวอย่างเคยใช้มากที่สุด คือ ไพ่ (ไพ่ยิปซี, ไพ่โหรา ฯลฯ) (ร้อยละ 74.0) รองลงมาคือ โหราศาสตร์ไทย (ร้อยละ 72.0) และดูลายมือ (ร้อยละ 51.7) และพบว่าตัวแปรแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียมีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญต่อการตัดสินใจใช้บริการ (β = .338, p &lt; .001) เช่นเดียวกับ Influencer Marketing (β = .297, p &lt; .001) และ eWOM (β = .282, p &lt; .001) โดยแพลตฟอร์มที่มีอิทธิพลสูงสุด ได้แก่ Facebook, TikTok, LINE และ X (Twitter) มีอิทธิพลต่ำกว่าแพลตฟอร์มอื่น ส่วน Instagram และ YouTube ไม่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจอย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ยังพบว่ากลุ่มตัวอย่างมีแนวโน้มอ่านรีวิวมากกว่ารีวิวเอง และหลีกเลี่ยงลิงก์น่าสงสัย สะท้อนพฤติกรรมผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อความเป็นส่วนตัวและความปลอดภัย</p> <p><strong><em>ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ</em> <em>-</em></strong> ผู้ประกอบการควรส่งเสริมให้เกิดการรีวิวโดยผู้ใช้บริการ เลือกใช้อินฟลูเอนเซอร์ที่สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมาย และป้องกันการลดทอนความน่าเชื่อถือของการตลาดแบบอินฟลูเอนเซอร์ด้วยการระบุว่าเป็นโฆษณา หรือสปอนเซอร์ รวมถึงออกแบบคอนเทนต์ให้เหมาะกับบุคลิกของแต่ละแพลตฟอร์ม เช่น Facebook สำหรับให้ข้อมูล LINE สำหรับปิดการขาย และ TikTok สำหรับการสร้างกระแส</p> <p><strong><em>การมีส่วนร่วมทางทฤษฎี/ความแปลกใหม่</em> <em>-</em></strong> งานวิจัยนี้ช่วยเติมเต็มทางวิชาการด้านการตลาด โดยประยุกต์ ใช้กรอบแนวคิด eWOM, Influencer Marketing และบทบาทของแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียในบริบทของบริการพยากรณ์ชีวิต ซึ่งเป็นบริการความเชื่อที่ยังมีการศึกษาเชิงปริมาณอย่างเป็นระบบไม่มากนัก โดยผลการศึกษาได้ขยายความเข้าใจเกี่ยวกับอิทธิพลสื่อสังคมออนไลน์ต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคในบริการด้านความเชื่อ รวมถึงพฤติกรรมที่ผู้บริโภคมักอ่านมากกว่าแชร์ ซึ่งเป็นมิติที่ยังไม่ได้รับการกล่าวถึงเด่นชัดในงานวิจัยที่ผ่านมา</p> <p><strong><em>ข้อจํากัดและข้อเสนอแนะสำหรับงานวิจัยในอนาคต</em> <em>-</em></strong> งานวิจัยนี้จำกัดเฉพาะกลุ่มตัวอย่างคนวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร และใช้ข้อมูลแบบรายงานตนเอง ซึ่งอาจเกิดอคติจากการตอบ นอกจากนี้ ยังมุ่งเน้นปัจจัย บนสื่อสังคมออนไลน์ โดยยังไม่ได้พิจารณาปัจจัยด้านความเชื่อส่วนบุคคลหรืออารมณ์ที่อาจมีผลต่อการตัดสินใจใช้บริการ และการเก็บข้อมูลอยู่ในช่วงเวลาหนึ่งของปี จึงไม่สามารถสรุปความเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมในระยะยาวได้ งานวิจัยในอนาคตควรขยายกลุ่มตัวอย่างนอกกรุงเทพมหานคร และใช้วิธีแบบผสมผสานเพื่อทำความเข้าใจแรงจูงใจเชิงลึกของผู้บริโภคในบริบทความเชื่อและโซเชียลมีเดียได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/279482 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย 2025-08-05T14:57:51+07:00 พรชิตา คำด้วง pornchita301245@gmail.com พัชราภา ชัยราช patcharapacc27@gmail.com วรินทร รักษมาตา wrtcmw.cm@gmail.com ญาณภัทร พัฒนจินดากุล igmewchewii@gmail.com นิภา นิรุตติกุล nipa.niruttikul@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong> - งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบการท่องเที่ยว 5A’s <strong>ซึ่งเป็นแนวคิดที่ใช้ในการวิเคราะห์ความพร้อม และศักยภาพของแหล่งท่องเที่ยว ประกอบด้วย องค์ประกอบหลักที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยด้านสิ่งดึงดูด </strong>(Attraction)<strong> ปัจจัยด้านการเข้าถึง </strong>(Accessibility)<strong> ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวก </strong>(Amenities)<strong> ปัจจัยด้านที่พัก </strong>(Accommodation)<strong> และปัจจัยด้านกิจกรรม</strong> (Activity) <strong>Dickman (1996) </strong>และการสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย</em></strong> - ใช้การวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง ด้วยวิธีการสุ่มแบบสะดวก จำนวน 400 คน โดยเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามออนไลน์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ การวิเคราะห์ ถดถอยเชิงพหุคูณแบบขั้นตอน (Stepwise Multiple Regression Analysis) โดยกำหนดระดับนัยสำคัญทางสถิติไว้ที่ .05</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> - ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุ 20-30 ปี ผลการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า องค์ประกอบการท่องเที่ยว 5A’s ได้แก่ ปัจจัยด้านสิ่งดึงดูดใจ (β = 0.302) ปัจจัยด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (β = 0.236) และปัจจัยด้านกิจกรรม (β = 0.197) นอกจากนี้การสื่อสารแบบปากต่อปากทางอิเล็กทรอนิกส์ ได้แก่ ปัจจัยด้านเครือข่ายสังคมออนไลน์ (β = 0.217) และปัจจัยด้านพื้นที่สนทนาออนไลน์ (β = 0.364) มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย</em></strong> - การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยความน่าจะเป็น โดยใช้การสุ่มแบบสะดวก จากนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศในภูมิภาคตะวันออกอาจทำให้ขาดความเป็นตัวแทนของประชากร และเกิดอคติในการเลือกกลุ่มตัวอย่าง ส่งผลให้ความแม่นยำทางสถิติและการสรุปผลทั่วไปมีข้อจำกัด แม้เช่นนั้น กลุ่มตัวอย่างยังสอดคคคล้องกับวัตถุประสงค์ และพื้นที่ศึกษาที่กำหนดไว้</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร</em></strong> - ผู้ประกอบการการท่องเที่ยวควรให้ความสำคัญกับการพัฒนา สิ่งดึงดูดใจ สิ่งอำนวยความสะดวก และกิจกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของนักท่องเที่ยว โดยเน้นการสร้างเอกลักษณ์ของแหล่งท่องเที่ยว เพิ่มความสะดวกสบาย และจัดกิจกรรมที่มีคุณค่าและมีส่วนร่วมของนักท่องเที่ยว</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า</em></strong> - งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยขยายองค์ความรู้ทางด้านการท่องเที่ยวเชิงนิเวศในบริบทของภูมิภาคตะวันออกของประเทศไทย ข้อมูลจากการศึกษาครั้งนี้มีความสำคัญต่อการวางแผน และพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวให้ตอบสนองความต้องการของนักท่องเที่ยวได้อย่างแท้จริง อีกทั้งยังเป็นแนวทางในการบริหารจัดการแหล่งท่องเที่ยวให้มีคุณภาพ และยั่งยืนในระยะยาว</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/281053 นวัตกรรมการบริการที่ส่งผลต่อคุณภาพการบริการและความภักดีของลูกค้าที่ใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี 2025-08-04T15:56:23+07:00 ณัฎฐกานต์ คำแพงพัฒน์มงคล natthakan.kha@gmail.com เจษฎา วงศ์แสนสุขเจริญ jedsada.w@ku.th <p><strong><em>วัตถุประสงค์</em></strong><em> <strong>–</strong></em> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับของนวัตกรรมการบริการ คุณภาพการบริการ และความภักดีของลูกค้าที่มาใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี โดยพิจารณานวัตกรรมการบริการ 4 ด้าน ดังนี้ แนวคิดการบริการใหม่ การปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าในรูปแบบใหม่ กระบวนการใหม่ในการส่งมอบบริการ เทคโนโลยีการให้บริการ โดยมีคุณภาพการบริการ 5 ด้าน ความเป็นรูปธรรม ความเชื่อถือและไว้วางใจได้ การตอบสนองความต้องการ การให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการ การรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ เป็นตัวแปรคั่นกลางระหว่างนวัตกรรมการบริการและความภักดีของลูกค้า</p> <p><strong><em>ระเบียบวิธีวิจัย – </em></strong>ใช้ระเบียบวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มลูกค้าที่ใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี จำนวน 200 บริษัท โดยใช้กลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงเป็นกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการกับบริษัทมากกว่า 1 ปี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการทดสอบสมมติฐานโดยการใช้การวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณและการวิเคราะห์ตัวแปรคั่นกลางด้วยวิธีการตามแนวทางของ Baron &amp; Kenny (1986)</p> <p><strong><em>ผลการวิจัย</em></strong> <strong><em>-</em> </strong>ผลการศึกษาพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 31-40 ปี สถานภาพโสด ระดับการศึกษาปริญญาตรี ตำแหน่ง Import Officer ใช้บริการ 4 ปี ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า นวัตกรรมการบริการมีผลเชิงบวกต่อคุณภาพการบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยองค์ประกอบที่มีอิทธิพลสูงสุดคือ เทคโนโลยีการให้บริการ (β = 0.288) รองลงมาคือ แนวคิดการบริการใหม่ (β = 0.230) และ กระบวนการใหม่ ในการส่งมอบบริการ (β = 0.183) ในส่วนของคุณภาพการบริการ ที่ส่งผลต่อความภักดี พบว่าการรู้จักและเข้าใจผู้รับบริการ (β = 0.176) รองลงมาการให้ความเชื่อมั่นแก่ผู้รับบริการ (β = 0.117) ในขณะที่ความเชื่อถือและไว้วางใจได้มีผลเชิงลบ (β = -0.165) ในส่วนของนวัตกรรมการบริการที่ส่งผลต่อความภักดี พบว่า เทคโนโลยีการให้บริการ (β = 0.222) รองลงมาคือกระบวนการใหม่ในการส่งมอบบริการ (β = 0.143) ทั้งนี้ คุณภาพการบริการให้บริการเป็นตัวแปรคั่นกลางที่มีอิทธิพลบางส่วนในความสัมพันธ์ระหว่างนวัตกรรมการบริการและความภักดีของลูกค้า</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย - </em></strong>การศึกษานี้จำกัดเฉพาะกลุ่มลูกค้าที่มาใช้บริการบริษัทโลจิสติกส์แห่งหนึ่งในจังหวัดชลบุรี อีกทั้งการบริการทางด้านโลจิสติกส์เป็นการบริการเฉพาะเจาะจงทำให้มีความซับซ้อนทำให้การตัดสินใจเลือก ใช้บริการอาจแตกต่างกันไปตามประสบการณ์ของลูกค้าแต่ละราย</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร - </em></strong>ผู้ประกอบการธุรกิจโลจิสติกส์ ควรให้ความสำคัญกับนวัตกรรมการบริการ โดยเฉพาะด้านเทคโนโลยีการให้บริการและกระบวนการใหม่ในการส่งมอบบริการ คุณภาพการบริการในส่วนการนำเสนอข้อมูลที่ชัดเจนและเข้าใจง่ายทำให้สร้างความมั่นใจแก่ลูกค้า จนนำไปสู่ความภักดีของลูกค้าในที่สุด</p> <p><strong><em>ความแปลกใหม่/คุณค่า</em> <em>– </em></strong>งานวิจัยนี้มีส่วนช่วยในการขยายความรู้โดยการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยนวัตกรรมการบริการกับคุณภาพการบริการ และความภักดีของลูกค้า โดยเฉพาะบริบทของการบริการทางด้านโลจิสติกส์ ซึ่งนวัตกรรมการบริการส่งผลต่อคุณภาพการบริการและเป็นปัจจัยสำคัญในความภักดีของลูกค้า</p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management https://so05.tci-thaijo.org/index.php/mmr/article/view/277113 การจัดการทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ 2025-04-21T15:39:25+07:00 อธิภัทร สินทรโก atipat.sintarako@gmail.com อัตติยาพร ไชยฤทธิ์ atiya2654@gmail.com <p><strong><em>วัตถุประสงค์ </em></strong><strong><em>-</em></strong> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายการจัดการทรัพยากรมนุษย์ในยุคปัญญาประดิษฐ์ หรือ Artificial Intelligence (AI) ที่นับวันยิ่งเข้ามามีบทบาทสำคัญในการบริหารและการจัดการองค์การทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การนำปัญญาประดิษฐ์เข้ามาใช้ในองค์การจึงถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการทำงานของทรัพยากรมนุษย์ในทุกระดับ</p> <p><strong><em>ข้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหาร </em></strong><strong><em>-</em></strong> ผู้บริหารและองค์การจึงต้องมีการปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับต่อสถานการณ์การเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น โดยการนำเอาปัญญาประดิษฐ์เข้ามาประยุกต์ใช้ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์ จะช่วยให้การจัดการทรัพยากรมนุษย์มีความแม่นยำ รวดเร็ว และตอบสนองได้ดีขึ้น ทั้งในด้านการสรรหา การคัดเลือก การประเมินผล การพัฒนา และการเก็บข้อมูล ทำให้มีการตัดสินใจที่ดีขึ้นและมีประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในองค์การ</p> <p><strong><em>ข้อจำกัดในการวิจัย </em></strong><strong><em>-</em></strong> การนำปัญญาประดิษฐ์มาประยุกต์ใช้ในองค์การมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่องค์การจะต้องมีการเตรียมความพร้อมทั้งในมิติการบริหารและมิติการปฏิบัติงานของพนักงาน เพื่อให้การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการจัดการทรัพยากรมนุษย์เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และสามารถสร้างความสำเร็จอย่างสูงสุดให้แก่องค์การอย่างยั่งยืน </p> 2025-12-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Strategic Perspectives on Business and Marketing Management