https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/issue/feed วารสารปณิธาน 2022-06-17T14:24:23+07:00 ผศ.ดร.สยาม ราชวัตร Journalphilrecmu@gmail.com Open Journal Systems <div id="journalDescription"> <p style="text-align: left;">วารสารปณิธาน ก่อตั้งขึ้นโดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนทักษะทางวิชาการ มีขอบเขตการตีพิมพ์เนื้อหาเน้นบทความด้านปรัชญา (Philosophy) และศาสนา (Religion) เป็นหลัก และด้านวรรณกรรม (Literature) วัฒนธรรม (Culture) และภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) ที่สัมพันธ์กับปรัชญาและศาสนา ในรูปแบบผลงาน 4 ประเภท คือ (1) บทความวิจัย (research article) (2) บทความวิชาการ (academic article) (3) บทความปริทัศน์ (review article) (4) บทวิจารณ์หนังสือ (book review) รับบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น ตีพิมพ์ทั้งสอง 2 ภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้กระบวนการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 ท่านเป็นผู้ประเมินบทความ ซึ่งผู้ประเมินบทความและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind peer review) กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ทุกๆ 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> </div> <p> </p> <div id="additionalHomeContent"> </div> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/258545 ยิ่งให้ ยิ่งสุข 2022-04-11T11:00:53+07:00 พระมหายุรศักดิ์ ยสวฑฺฒโน (ยิ่งสกุล) yurasak.2528@gmail.com 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/259907 บทบรรณาธิการ 2022-06-17T13:02:33+07:00 สยาม ราชวัตร kursiamrat@gmail.com 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/259909 สารบัญ 2022-06-17T13:05:36+07:00 สยาม ราชวัตร kursiamrat@gmail.com 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/259910 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน 2022-06-17T13:08:15+07:00 สยาม ราชวัตร kursiamrat@gmail.com 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/249260 นวัตกรรมการจัดการแหล่งท่องเที่ยววัดตามแบบอารยสถาปัตย์ ในจังหวัดเชียงใหม่ 2021-09-17T16:57:33+07:00 พระนคร ปรังฤทธิ์ Chaijaipra@rmutl.ac.th พระธีทัต แจ้ใจ journalofpractical@gmail.com ประทีป พืชทองหลาง khun_Jedrin@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษานวัตกรรมการจัดการแหล่งท่องเที่ยวตามแบบอารยสถาปัตย์ในจังหวัดเชียงใหม่ เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ พื้นที่วิจัย คือ วัดสำคัญ 10 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ ได้แก่ วัดพระธาตุดอยสุเทพวรวิหาร วัดพระสิงห์วรมหาวิหาร วัดเจดีย์หลวงวรวิหาร วัดเจ็ดยอด วัดสวนดอก วัดผาลาด วัดเจดีย์เหลี่ยม วัดช้างค้ำ วัดอินทราวาส และ วัดเด่นสะหรีเมืองแกน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ ตัวแทนผู้สูงอายุ ผู้พิการ พระสงฆ์ สามเณร นักท่องเที่ยวชาวไทย ชุมชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง 31 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ แบบสำรวจ และแนวทางการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา แล้วเขียนบรรยายเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า นวัตกรรมการจัดการแหล่งท่องเที่ยวตามแบบอารยสถาปัตย์ คือ 1) คู่มือการจัดการการจัดการแหล่งท่องเที่ยววัดนามมงคลตามแบบอารยสถาปัตย์ในจังหวัดเชียงใหม่ 2) ภาพสัญลักษณ์อารยสถาปัตย์ 17 รายการ ได้แก่ (1) ทางลาด (2) ราวจับขึ้น-ลง (3) ที่จอดรถ (4) ทางเดิน Braille block (แผ่นทางเท้าสำหรับผู้พิการทางสายตา) (5) ลิฟท์ (6) เครื่องกระจายเสียง (7) แสงสว่างเพียงพอ/สะอาด (8) ตัวอักษรสื่อความ/QR Code (9) รถบริการ Wheelchair (10) ไม้เท้า (11) ป้ายสัญลักษณ์ (12) ห้องน้ำ (13) ทางข้ามถนน/สัญญาณไฟจราจร (14) ไฟบอกทาง (15) จุดพักผ่อนสำหรับคนพิการ (16) พื้นกันลื่น/กันเท้าร้อน (17) สถานที่จุดเทียนธูปบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/254389 การผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม อำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี 2021-12-23T10:58:11+07:00 อริสา สายศรีโกศล arisa.saisrikosol@gmail.com สมรักษ์ ชัยสิงห์กานานนท์ somrak.ch@wu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนามในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปัจจุบันมีชาวไทยเชื้อสายเวียดนามจำนวนหนึ่งอาศัยอยู่ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นลูกหลานของชาวเวียดนามอพยพที่ถูกจับคุมตัวมาจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือในปี พ.ศ. 2495 ด้วยเหตุผลด้านความมั่นคงของไทยบทความนี้ศึกษาการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมและปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อระดับการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมของชาวไทยเชื้อสายเวียดนาม ในอำเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี ผ่านกรอบแนวคิดทฤษฎีการผสมกลมกลืนแบบแยกส่วน เป็นการศึกษาวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาข้อมูลจากเอกสาร และสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลจำนวน 10 คน ประกอบด้วย ชาวเวียดนามอพยพรุ่นที่ 1 จำนวน 5 คน ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามรุ่นที่ 2 จำนวน 4 คน รุ่นที่ 3 จำนวน 1 คน และสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมในด้านการดำเนินชีวิตประเพณีและวัฒนธรรม</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ชาวเวียดนามอพยพรุ่นที่ 1 แต่งงานกันเองภายในกลุ่มผู้อพยพด้วยกัน สื่อสาร ภาษาเวียดนามได้คล่องกว่าการใช้ภาษาไทย ปัจจุบันยังคงมีสถานะไร้สัญชาติอาศัยอยู่ในประเทศโดยถือใบสำคัญประจำคนต่างด้าว ชาวไทยเชื้อสายเวียดนามรุ่นที่ 2 เริ่มผสมกลมกลืนกับสังคมที่เขาเกิดและเติบโตขึ้น ได้รับการศึกษาในโรงเรียนไทยสามารถอ่านเขียนและพูดได้ทั้งภาษาไทยกลางและภาษาท้องถิ่นภาคใต้ บางคนเปลี่ยนชื่อสกุลเป็นภาษาไทยและแต่งงานข้ามกลุ่มกับคนไทยในพื้นที่คนรุ่นนี้ได้รับสัญชาติไทยในปี พ.ศ. 2533 ส่วนรุ่นที่ 3 ได้รับสัญชาติไทยตั้งแต่แรกเกิด สื่อสารภาษาเวียดนามไม่ได้ ใช้ชีวิตเหมือนกับคนไทยทุกประการ และเริ่มปฏิเสธความเป็นเวียดนาม งานวิจัยพบว่า มีปัจจัย 2 ระดับที่ส่งผลต่อการผสมกลมกลืนทางวัฒนธรรมที่ไม่เท่ากันของคนในรุ่นเดียวกันและระหว่างคนต่างรุ่น คือ ปัจจัยระดับบุคคล ได้แก่ อายุในขณะที่อพยพมาสุราษฎร์ธานี เพศ การศึกษา สถานะทางเศรษฐกิจของครอบครัว และปัจจัยระดับชุมชน ได้แก่ ระยะเวลาในการอาศัยในชุมชน กลยุทธ์ในการผสมกลมกลืน และการสนับสนุนทางสังคม</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/253598 วิเคราะห์ทัศนคติและพฤติกรรมการบริโภคอาหารตามหลักของจริยศาสตร์อาหาร: กรณีศึกษาบุคลากรในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2021-12-23T14:59:24+07:00 วริสรา สุกุมลจันทร์ warisara_s@rmutt.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมการบริโภคอาหารของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรีในสภาพสังคมปัจจุบัน และ 2) เพื่อศึกษาทัศนคติต่อการบริโภคอาหารที่เกี่ยวข้องกับจริยศาสตร์อาหารของบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 300 คนจากบุคลากรสายวิชาการในมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ใช้วิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์คือ สถิติร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าเอฟ การทดสอบสมมติฐานใช้สถิติการวิเคราะห์ปัจจัย สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสหสัมพันธ์เชิงถดถอย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่าพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มตัวอย่างในปัจจุบันมีรับประทานอาหารครบวันละ 3 มื้อเป็นประจำในระดับมาก ( = <img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" />4.16) นิยมปรุงอาหารรับประทานที่บ้านในระดับมาก (<img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" width="12" height="12" />= 3.84) และหากต้องรับประทานอาหารนอกบ้าน ถ้าเป็นไปได้จะเลือกรับประทานอาหารประเภทเนื้อสัตว์เท่านั้น (<img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" /> = 3.83) และพบว่าปัญหาเกี่ยวกับการบริโภคอาหารของกลุ่มตัวอย่างนั้นเห็นว่าการปรุงอาหารมารับประทานเองในที่ทำงานไม่มีความสะดวกในระดับมาก (<img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" /> = 3.91) รองลงมาคือ ปริมาณงานเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ไม่สามารถเลือกรับประทานอาหารที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อสุขภาพ ระดับมาก (<img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" /> = 3.86) และไม่ชอบรับประทานอาหารสำเร็จรูปหรือกึ่งสำเร็จรูป ระดับมาก ( <img title="\chi \bar{}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\chi&amp;space;\bar{}" />= 3.71)</p> <p>นอกจากนี้ ยังพบว่า ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ในทิศทางบวกต่อทัศนคติต่อการบริโภคอาหารกับจริยศาสตร์อาหาร ได้แก่ ปัจจัยด้านการตัดสินใจเลือกวิธีบริโภคอาหาร ปัจจัยด้านการตัดสินใจเลือกวัตถุดิบอาหาร และปัจจัยด้านปัญหาและอุปสรรคในการเลือกบริโภคอาหาร อีกทั้งพฤติกรรมและทัศนคติการบริโภคอาหารของกลุ่มตัวอย่างมีทั้งความสอดคล้องและไม่สอดคล้องกับหลัก จริยศาสตร์อาหาร กล่าวคือพฤติกรรมการบริโภคอาหารของกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ที่ไม่สอดคล้องกับหลักจริยศาสตร์อาหารคือการไม่สามารถเลือกรับประทานอาหารที่เห็นว่าเป็นประโยชนทั้งต่อสุขภาพและสภาพแวดล้อมในที่ทำงานได้ ส่วนที่มีความสอดคล้องกับจริยศาสตร์อาหารคือ ความเข้าใจและความกังวลเรื่องสวัสดิภาพสัตว์ มีความเข้าใจว่ามนุษย์อยู่ได้โดยไม่ต้องการอาหารประเภทเนื้อสัตว์เลย และยังเข้าใจว่าการรับประทานอาหารตามฤดูกาลและการไม่ทานเนื้อสัตว์มีส่วนช่วยในการรักษาสิ่งแวดล้อมได้</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/254557 การประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรมในการครองเรือนของชาวไทลื้อ ในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน 2021-12-27T21:28:42+07:00 GUANGJIAO YU justanote@qq.com อุเทน ลาพิงค์ khunten2002@yahoo.com พระมหาวิเศษ ปญฺญาวชิโร veesaad@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรมในการครองเรือนของชาวไทลื้อในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน 2) เพื่อศึกษาประโยชน์ของการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรมในการครองเรือนของชาวไทลื้อในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน 3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะในการประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรมในการครองเรือนของชาวไทลื้อในเขตปกครองตนเองสิบสองปันนา สาธารณรัฐประชาชนจีน โดยผู้วิจัยได้ออกแบบการศึกษาวิจัยจากการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง และการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบเจาะจงจากชาวไทลื้อในหมู่บ้านเจียงฮ้า สิบสองปันนา จำนวนทั้งหมด 73 คน ซึ่งบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้องในกรอบของ สถานภาพ อายุ อาชีพ รายได้ รวมศึกษาตำรา เอกสารของทางราชการ แนวคิดของบุคคลต่าง ๆ และผลงานวิจัยที่มีส่วนเกี่ยวข้อง เป็นการวิเคราะห์ออกมาในรูปเชิงพรรณนา</p> <p><strong>ผลการวิจัยพบว่า</strong><strong>:</strong></p> <p> 1. ชาวไทลื้อในหมู่บ้านเจียงฮ้า ส่วนมากได้ครองเรือนตามหลักฆราวาสธรรม แต่มีบางส่วนในกลุ่มเป้าหมายผู้ที่หย่าร้างไม่ได้นำหลักฆราวาสธรรม 4 ไปประยุกต์ใช้ในการครองเรือน หรือบางคนนำเอาหลักธรรมข้อไดขอหนึ่งไปประยุกต์ใช้ในการครองเรือน</p> <p> 2. ชาวไทลื้อในหมู่บ้านเจียงฮ้า ส่วนมากได้ประยุกต์ใช้หลักฆราวาสธรรมในการครองเรือน และได้ผลประโยชน์ต่อการครองเรือนอย่างชัดเจน และนำเอาผลประโยชน์ที่ได้ไปประยุกต์ใช้ต่อในการดำเนินชีวิต เพื่อเป็นแบบอย่างอันดีแก่บุตรหลาน</p> <p> 3.ชาวไทลื้อในหมู่บ้านเจียงฮ้า ส่วนมากได้ให้ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะในการครองเรือนตามประสบการณ์ที่ตนได้พบเจออย่างเจาะจงซึ่ง เป็นข้อเสนอแนะที่สอดคล้องกับหลักฆราวาสธรรม และสามารถเอาไปเป็นแบบอย่างในชีวิตประจำวันได้ เพื่อที่จะทำให้ชีวิตการครองเรือนเกิดพัฒนาการที่ดี และสามารถเป็นแบบดีแก่คนข้าง ๆ เพื่อความสงบสุขของการอยู่ร่วมกันในสังคม</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/252003 วิเคราะห์วิถีชีวิตของครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย จังหวัดร้อยเอ็ด ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท 2021-10-18T08:54:14+07:00 วินัย กมลศิลป์ naikamol2500@gmail.com <p>งานวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของมนุษย์ตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท 2) เพื่อศึกษาวิถีชีวิตของครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย จังหวัดร้อยเอ็ด และ 3) เพื่อวิเคราะห์วิถีชีวิตของครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย จังหวัดร้อยเอ็ด ผลการวิจัยพบว่า การดำเนินชีวิตประจำวันของบุคคลในแต่ละสังคมบนพื้นฐานวัฒนธรรมของสังคมนั้น ๆ หลักธรรมคำสั่งสอนของพุทธศาสนาแต่ละคนดำเนินชีวิตแตกต่างกันออกไปแล้วแต่กิจกรรมในชีวิตประจำวัน วิถีชีวิตของครูภูมิปัญญาด้านแพทย์แผนไทย จังหวัดร้อยเอ็ด ได้ดำเนินตามครรลองครองธรรม ขนบธรรมเนียม ประเพณีของไทยอีสาน ได้พึ่งพาตนเอง มีความขยันหมั่นเพียร ประหยัดและอดออม ปฏิบัติตามกฎหมายและขนบธรรมเนียมประเพณีของท้องถิ่นตนเองอย่างเคร่งครัด เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับสาธุชนและประชาชนโดยทั่วไป</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/252685 ธรรมยุติกนิกาย : ความดั้งเดิมเมื่อแรกเริ่มและความแปลกต่าง ของข้อวัตรปฏิบัติในล้านนา 2021-12-12T16:17:27+07:00 พระมหาปุณณ์สมบัติ ปภากโร lannakubapoon@gmail.com พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม thachot@gmail.com ประทีป พืชทองหลาง khun_Jedrin@hotmail.com <p>นโยบายการสร้างรัฐในสมัยรัชกาลที่ 5 ทรงมีวัตถุประสงค์ในการสร้างรัฐสยามให้เป็นรัฐสมัยใหม่ พร้อมกับผนวกอาณาจักรล้านนาและหัวเมืองมณฑลอีสานให้เป็นหนึ่งเดียว การผนวกเอาล้านนาเข้ากับรัฐสยามเกิดขึ้นได้ด้วยอำนาจและกลไกรัฐผ่านผู้ปฏิบัติการ ดังนั้น ธรรมยุติกนิกายซึ่งอิงอยู่กับอำนาจรัฐจึงมีบทบาทในฐานะผู้ขับเคลื่อนกลไกนั้นให้เป็นไปและมีอยู่อย่างมีประสิทธิภาพ อาณาจักรล้านนาเกิดการเปลี่ยนผ่านจากรัฐจารีตรวมเป็นหนึ่งเดียวกับรัฐสยามด้วยกิจกรรมของธรรมยุติกนิกายผ่านกิจกรรมต่าง ๆ และกฎหมาย เช่น ข้อปฏิบัติเชิงจารีตของธรรมยุติกนิกาย การจัดโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ด้วยพระราชบัญญัติลักษณะการปกครองสงฆ์ปี พ.ศ. 2445 เกิดการปักหมุดธรรมยุติกนิกายจนนำไปสู่การขยายธรรมยุตไปสู่หัวเมืองล้านนาในเวลาต่อมา</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/252790 บทบาทรัชกาลที่ 5 กับการศึกษาของคณะสงฆ์ไทย 2021-12-07T14:38:26+07:00 พระมหาเจริญ กระพิลา Charoen4550@gmail.com <p>พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เป็นพระมหากษัตริย์ไทยพระองค์หนึ่งที่มีบทบาทและคุณูปการต่อชาติบ้านเมือง ในช่วงที่พระองค์ครองราชย์นั้น สถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดจากภัยสงคราม ซึ่งเป็นเหตุให้หลายประเทศต้องตกเป็นเมืองขึ้น ประกอบกับหลาย ๆ ประเทศในโลกพยายามพัฒนาประเทศชาติให้มีความเจริญรุ่งเรือง การศึกษาคือหัวใจสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในฐานะที่เป็นประมุขของชาติ ทรงประกาศพระองค์ในฐานะอัครศาสนูปถัมภกพระพุทธศาสนา การศึกษาของ คณะสงฆ์จึงเป็นพระราชภาระอย่างหนึ่งที่พระองค์จะต้องดูแลและส่งเสริม โดยพระราชทานพระราชทรัพย์ส่วนพระองค์ในการจัดการศึกษา และทรงมีแนวพระราชดำริที่จะขยายการศึกษาให้กับคนในชาติได้เรียนรู้อย่างเท่าเทียม ด้วยการให้พระสงฆ์เป็นผู้นำด้านการศึกษา เพราะจะเป็นผลดีต่อการศึกษา คือคนในชาติเป็นผู้มีทั้งความรู้และคุณธรรมตามพระราชประสงค์ พร้อมกับยึดมั่นในหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/249430 เจดีย์หลวงมหาธาตุกลางเวียง: ภาพสะท้อนคติจักรพรรดิราช ในรัชสมัยพระเจ้าติโลกราช (พ.ศ. 1984 - พ.ศ. 2030) 2021-12-03T15:27:45+07:00 พงษ์ระวี อุตฺตรภทฺโท (โหลิมชยโชติกุล) uttarapaddho@gmail.com พระครูสมุห์ธนโชติ จิรธมฺโม thachot@gmail.com ประทีป พืชทองหลาง khun_Jedrin@hotmail.com <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาพสะท้อนคติพระจักรพรรดิราชในรัชสมัยของพระเจ้าติโลกราชแห่งอาณาจักรล้านนา ผ่านบทบาทในการอุปถัมภ์ค้ำชูพระศาสนา โดยใช้แนวคิดธรรมราชาและคติพระจักรพรรดิราชมาช่วยเสริมความมั่นคงสิทธิธรรมและพระราชอำนาจ โดยศึกษาจากตำนานชินกาลมาลีปกรณ์ มูลศาสนา และตำนานพระธาตุเจดีย์หลวง ประกอบกับการตีความองค์ประกอบทางสถาปัตยกรรมและวิธีการทางประวัติศาสตร์ศิลป์ เพื่อวิเคราะห์สิ่งที่เป็นภาพแฝง บทบาทในด้านการศาสนาและการเมืองของพระองค์ การศึกษานี้พบว่าการที่พระองค์เลือกเสริมสร้างบูรณะเจดีย์หลวง อาจมีความเกี่ยวข้องกับคติมหาโพธิมณฑล เนื่องจากการสถาปนาพระเจ้านั่งใต้ไม้ศรีมหาโพธิเป็นฐานรากเจดีย์ตั้งแต่รัชสมัยพระเจ้าแสนเมืองมา การเสริมสร้างเป็นเจดีย์กระพุ่มยอดเดียว มีช้างและสิงห์ล้อมที่ฐาน พระปฏิมาปางสมาธิใต้ควงไม้มหาโพธิที่ซุ้มจรณัม และการอัญเชิญพระแก้วมรกตมาประดิษฐานที่เจดีย์หลวง เหล่านี้ล้วนสื่อนัยยะความสำคัญของคติมหาโพธิมณฑล สายดือทวีปอันเป็นจุดศูนย์กลางจักราวาลตามคติพุทธที่มีส่วนเสริมสร้างความเป็นพระจักรพรรดิราช ด้วยการนำหลักธรรมคำสอนของพระพุทธศาสนา มาเป็นเครื่องมือสร้างคติความเชื่อร่วมกันในหมู่อาณาประชาราษฎร์ในยุคสมัยนั้น</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/253911 การพัฒนาชีวิตด้วยการดูจิต 2021-12-03T15:47:04+07:00 นภาพัทธ์ งามบุษบงโสภิน jim.jim.napapat@gmail.com มนตรี สิระโรจนานันท์ montree.s@arts.tu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้ ผู้เขียนประสงค์จะอธิบายและวิเคราะห์การพัฒนาจิตด้วยการปฏิบัติธรรมตามแนวทางการดูจิต การตามดูจิตเป็นวิธีการปฏิบัติธรรมที่เหมาะสำหรับคนเมืองที่ไม่ค่อยมีเวลาปลีกวิเวก แต่ยังสามารถนำแนววิธีการปฏิบัติไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้ การดูจิต คือ การใช้สติและสัมปชัญญะในการปฏิบัติ ให้มีสติรู้ทันจิต รู้ทันอารมณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นการนำคำสอนใน สติปัฏฐาน 4 มาเป็นหลักในการปฏิบัติ การฝึกให้มีความรู้สึกตัวบ่อยๆ จะช่วยให้จิตไม่เผลอไปกับอารมณ์ที่มากระทบทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ซึ่งเป็นวิธีทำให้กายกับใจอยู่กับปัจจุบันได้ดี การดูจิตจึงเป็นวิธีการอบรมพัฒนาจิตเพื่อพัฒนาชีวิตได้เป็นอย่างดี</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/251991 วัตรปฏิบัติสำหรับผู้นับถือพระอวโลกิเตศวรโพธิสัตว์ (เจ้าแม่กวนอิม) 2021-12-08T12:04:28+07:00 รัตนะ ปัญญาภา rattana.p@ubru.ac.th อภินันท์ ธรรมอินทร์ลาด apinun.th@ksu.ac.th <p>เจ้าแม่กวนอิมหรือพระอวโลกิเตศวรเป็นพระโพธิสัตว์ในพระพุทธศาสนามหายานที่ผู้นับถือเชื่อว่า มีเมตตาธรรมอย่างสูงต่อสรรพสัตว์ มีเป้าหมายการบำเพ็ญเพียรด้วยการช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้พ้นทุกข์ทั้งหมดก่อนตนเอง ดังนั้น ผู้นับถือเจ้าแม่กวนอิมจึงมีวัตรปฏิบัติหลักสามประการคือ ถือศีล กินเจ และสวดมนต์ภาวนา การถือศีล คือ 1) การรักษาศีล 5 หรือ ศีล 8 ซึ่งจะเอื้อต่อหนุนต่อการกินเจ 2) การละเว้นจากการกินเนื้อสัตว์ เท่ากับเป็นการเอื้อเฟื้อทางอ้อมต่อการรักษาศีลข้อ 1 อย่างเคร่งครัด และ 3) การสวดมนต์เพื่อสักการบูชาเจ้าแม่กวนอิมมีเป้าหมายเพื่อตระหนักถึงความเมตตา สติปัญญา ความบริสุทธิ์ เป็นการเจริญกัมมัฏฐานเพื่อบ่มจิตใจของตนให้สงบ เสริมสร้างปัญญาในการพิจารณาสัจธรรม กระบวนการคิดตามวิถีแห่งศรัทธาที่ประกอบด้วยปัญญานี้จะส่งผลให้ประสบความสุขความสำเร็จได้อย่างแท้จริง</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/253465 บทบาทของอุบาสิกาในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนา 2021-12-08T10:02:06+07:00 ญาณวดี เคลือบมาศ Nam11139@hotmail.com พระครูพิพิธสุตาทร ดูใจ bdoojai@yahoo.com พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ phisit.kot@mcu.ac.th <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์คือเพื่อศึกษาบทบาทของอุบาสิกาในการอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาสมัยพุทธกาล และเพื่อศึกษาบทบาทอุปถัมภ์บำรุงพระพุทธศาสนาของอุบาสิกาปัจจุบัน โดยใช้ข้อมูลจากพระไตรปิฎกเป็นหลักและข้อมูลจากอรรถกถา รวมทั้งเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนประกอบ</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า คำว่า อุบาสิกา คือ สตรีผู้เข้ามานั่งใกล้พระรัตนตรัย พระพุทธเจ้าตรัสให้มีบทบาทรับภาระพระพุทธศาสนาและพัฒนาตนเองตามหลักศาสนาไปพร้อม ๆ ภิกษุ ภิกษุณี และอุบาสก และอุบาสิกา ถึงแม้จะมีข้อจำกัดทางร่างกายหลายอย่างก็ตาม แต่พวกเขาสามารถรับผิดชอบและภาระงานทางพระพุทธศาสนาได้เป็นอย่างดี บทบาทของผู้หญิงในพระพุทธศาสนาได้รับการยอมรับเป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องการเป็นผู้ถวายทาน เป็นผู้ปฏิบัติกัมมัฎฐานและเผยแผ่พุทธธรรม เป็นต้น ทุกครั้งที่มีการถวายทานก็มักจะมีการปฏิบัติธรรมควบคู่ไปด้วยเสมอ เป็นความจริงที่ว่าผู้หญิงในฐานะอุบาสิกาจึงมีคุณูปการสำคัญยิ่งในการช่วยบำรุงและประคับประคองพระพุทธศาสนาเป็นอย่างดีตั้งแต่สมัยพุทธกาลมาจนถึงสมัยปัจจุบัน เนื่องด้วยพระพุทธศาสนาได้เปิดกว้างให้สำหรับสตรีโดยทั่วไปจึงทำให้สตรีทุกชนชั้นวรรณะมีความเสมอภาคเท่าเทียมกัน อีกทั้งยังเป็นต้นแบบแก่อุบาสิกายุคใหม่ที่เพียบพร้อมไปด้วยวิชาและจรณะ</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/253859 พระพุทธศาสนาในยุคการปลดปล่อยของ สปป. ลาว 2021-12-13T13:09:19+07:00 พระอนงค์ชัย วิไลศักดิ์ anonghai1993@gmail.com พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ phisit.kot@mcu.ac.th <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพระพุทธศาสนาในยุคการปลดปล่อยของ สปป. ลาว เป็นงานวิจัยเชิงเอกสาร โดยใช้ข้อมูลจากเอกสารทางราชการที่เป็นรายงานประจำปี ของทางราชการและของคณะสงฆ์ เป็นหลัก เสริมด้วยเอกสาร รายงานการวิจัยที่เกี่ยวข้องเป็นส่วนประกอบ</p> <p>จากการศึกษาพบว่า พระพุทธศาสนาเถรวาทได้เข้ามาเผยแพร่ในสังคมลาวเมื่อปี พ.ศ. 1900 (ค.ศ. 1357) ภายหลังที่พระเจ้าฟ้างุ้ม มหาราช รวบรวมหัวเมืองลาวเข้าเป็นอาณาจักรล้านช้างให้เป็นปึกแผ่นในปี พ.ศ. 1896 (ค.ศ. 1353) โดยมีเมืองเชียงทอง (หลวงพระบาง) เป็นศูนย์กลาง พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักและเคียงคู่กับพัฒนาการของกลุ่มชาติพันธุ์ต่าง ๆ ที่เข้ามาตั้งหลักปักฐานในดินแดนลาวแต่บรรพบุรุษถึงปัจจุบันเป็นเวลายาวนาน วีรกษัตริย์ลาว อาทิ พระเจ้าฟ้างุ้ม มหาราช พระเจ้าไชยเชษฐาธิราช และพระเจ้าสุริยวงศาธรรมิกราช เป็นต้น ทุก ๆ พระองค์ได้มีบทบาทในการทะนุบำรุงอุปถัมภ์พระพุทธศาสนาทรงยกย่องให้เป็นศาสนาหลักของอาณาจักรและเป็นศูนย์กลางให้ไพร่ฟ้าราษฎรได้รับการศึกษา มีศีลธรรมและประพฤติชอบตามคำสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเพื่อยึดเหนี่ยวจิตใจของปวงชนลาวทำให้พระพุทธศาสนาเป็นศาสนาหลักที่สำคัญของชาติลาวและทำให้พระพุทธศาสนาแบบเถรวาทประดิษฐานอย่างมั่นคงและมีความเจริญรุ่งเรืองในอาณาจักรลาวตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา</p> <p>นับตั้งแต่พุทธศตวรรษที่ 18 เป็นต้นมา ประเทศลาวได้ตกเป็นเมืองขึ้นของนักล่าอาณานิคมตะวันตกเป็นเวลายาวนาน ทำให้ไม่มีอิสรภาพ และพระพุทธศาสนาก็ถูกทำลายอย่างหนัก เพื่อกอบกู้เอกราชให้เป็นอิสระจากการเป็นเมืองขึ้น นับแต่ปี พ.ศ. 2473 (ค.ศ. 1930) เป็นต้นมา พระสงฆ์ลาวมีบทบาทและปฏิบัติหน้าที่สำคัญต่อประเทศชาติและประชาชน บันทึกประวัติศาสตร์ลาวได้กล่าวถึงบทบาทและหน้าที่สำคัญของพระสงฆ์ลาวที่ปฏิบัติการฟื้นฟูพระพุทธศาสนา วัดวาอารามจึงได้กลายเป็นคลังแห่งความรู้ และเป็นสถาบันสร้างทรัพยากรมนุษย์ ให้แก่ประเทศชาติ ในหลายๆ ด้าน เช่น วรรณคดี จิตรกรรม ประติมากรรม ภาษาศาสตร์ ศิลปะ และวรรณคดีอื่น ๆ ซึ่งปัจจุบันเหลืออยู่น้อย เพราะศักดินาต่างชาติได้ยึดเอาไปและจุดไฟเผาทิ้งเป็นจำนวนมาก ผ่านวิวัฒนาการของชาติและพระพุทธศาสนาเป็นเวลาหลายร้อยปี พระพุทธศาสนาจะตัดแยกออกจากชาติไม่ได้และพระสงฆ์สามเณรจะตัดแยกออกจากประชาชนไม่ได้ ประวัติศาสตร์ของชาติลาวที่ผ่านมาได้ชี้ชัดว่า พระสงฆ์ลาวทุกยุคทุกสมัยล้วนถือธงชาติเป็นชีวิตจิตใจและถือศีลธรรมเป็นปัจจัยสำคัญในการกอบกู้เอกราชทั่วแผ่นดินลาวและสนับสนุนพรรครัฐพัฒนาบ้านเมืองเพื่อความอุดมผาสุกของประชาชนและความศรีวิไลของประเทศชาติ จนในที่สุดประเทศชาติได้รับการปลดปล่อยเป็นอิสระอย่างสมบูรณ์ ในวันที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2518 (ค.ศ.1975) ภายใต้ระบอบการปกครองระบอบสังคมนิยมประชาธิปไตยแบบลาวแห่งศักราชใหม่</p> 2022-06-17T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารปณิธาน