https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/issue/feedวารสารปณิธาน2025-12-31T23:03:41+07:00ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระพี แสงสาครrapee.saengsakorn@cmu.ac.thOpen Journal Systems<div id="journalDescription"> <p style="text-align: left;">วารสารปณิธาน ก่อตั้งขึ้นโดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนทักษะทางวิชาการ มีขอบเขตการตีพิมพ์เนื้อหาเน้นบทความด้านปรัชญา (Philosophy) และศาสนา (Religion) เป็นหลัก และด้านวรรณกรรม (Literature) วัฒนธรรม (Culture) และภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) ที่สัมพันธ์กับปรัชญาและศาสนา ในรูปแบบผลงาน 4 ประเภท คือ (1) บทความวิจัย (research article) (2) บทความวิชาการ (academic article) (3) บทความปริทัศน์ (review article) (4) บทวิจารณ์หนังสือ (book review) รับบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น ตีพิมพ์ทั้งสอง 2 ภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้กระบวนการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 ท่านเป็นผู้ประเมินบทความ ซึ่งผู้ประเมินบทความและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind peer review) กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ทุกๆ 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> </div> <p>ISSN 2985-2919 (Online)</p> <div id="additionalHomeContent"> </div>https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/284393มนุษย์กับการจัดการความเชื่อท่ามกลางความเชื่อที่หลากหลายในสังคมสมัยใหม่2025-11-02T01:36:17+07:00สยาม ราชวัตรkursiamrat@gmail.com<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสำรวจความเชื่อที่หลากหลายและปัญหาที่เกิดขึ้นจากความเชื่อและการเสนอวิธีจัดการความเชื่อที่หลากหลายในสังคมร่วมสมัย พบว่าในสังคมร่วมสมัยปัจจุบันความเชื่อของมนุษย์มีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี เกิดปัญหาความขัดแย้งทางความเชื่อที่แตกต่างกัน ส่งผลให้มนุษย์ต้องเผชิญและปรับตัวต่อระบบความเชื่อที่แตกต่างกันเข้าสู่ความเป็นสังคมแห่ง “พหุวัฒนธรรม” การจัดการความเชื่อจึงไม่เพียงแต่เป็นการรักษาเอกลักษณ์และอัตลักษณ์ของกลุ่มหรือบุคคลเท่านั้น แต่ยังเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเข้าใจร่วมกันต่อความเชื่อกลุ่มอื่น การอยู่ร่วมกันอย่างสันติ และการลดความขัดแย้งในสังคม มนุษย์ควรวิธีการจัดการความเชื่อที่หลากหลาย ทั้งการคัดเลือก การปรับประยุกต์ การผสมผสาน และการเจรจาต่อรองกับความเชื่อที่ต่างจากกลุ่มตนเอง บทความวิชาการนี้ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงบทบาทของมนุษย์ในฐานะผู้สร้าง ผู้รักษา และผู้จัดการความเชื่อภายใต้บริบทของสังคมที่เปิดกว้างและหลากหลาย ไม่ควรเลือกใช้วิธีทำลายความเชื่อที่แตกต่างจากตนเอง ที่รังแต่จะให้เกิดความขัดแย้งยิ่งขึ้น ควรเลือกใช้วิธีการศึกษาความเชื่อที่แตกต่างอย่างเป็นกัลยาณมิตร ไม่ผูกขาดความเชื่อเชิงอำนาจ ไม่กีดกัน และเปิดพื้นที่ในการเสวนาความเชื่อที่แตกต่างให้มากขึ้นเพื่อสร้างสันติภาพทางสังคมร่วมกัน</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/284747ฝนเข็มให้เป็นทั่ง : การเมืองไทยกับการตีความใหม่ผ่านมุมมองนักปรัชญาการเมือง2025-11-02T00:57:26+07:00Tanakit Inyasoinyasotanakit@gmail.com<p>บทความทางวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์และการเปรียบเทียบแนวคิดของนักปรัชญาการเมืองที่มีชื่อเสียงในเชิงลึก โดยการสำรวจแนวคิดเรื่องสิทธิ เสรีภาพ และความเท่าเทียมกันในบริบทของประเทศไทย โดยผู้เขียนได้ใช้การปรับเปลี่ยนสำนวนโบราณ “ฝนทั่งให้เป็นเข็ม” ให้เป็น “ฝนเข็มให้เป็นทั่ง” เพื่อสื่อถึงความซับซ้อนและบางครั้งความไม่สมเหตุสมผลในกระบวนการทางการเมืองและการใช้วาทศิลป์ของนักการเมือง บทความนี้จึงมุ่งตรวจสอบแนวคิดของนักปรัชญาสำคัญ ได้แก่ เพลโต อริสโตเติล ล็อก รุสโซ และมาร์กซ์ โดยประเมินว่าแนวคิดนี้สามารถช่วยให้เข้าใจปรากฏการณ์ “ฝนเข็มให้เป็นทั่ง” ในการเมืองร่วมสมัยได้อย่างไร ในส่วนของแนวคิดทางการเมืองที่นำเสนอ เพลโตและอริสโตเติลมีมุมมองที่ให้ความสำคัญของความยุติธรรมและความสมดุลในการปกครอง โดยเฉพาะการจัดการสิทธิและเสรีภาพในสังคม ส่วนจอห์น ล็อกและฌอง-ฌาค รุสโซ้ ได้ให้ความสำคัญของสัญญาทางสังคมและการคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานให้กับพลเมือง ส่วนคาร์ล มาร์กซ์ได้เสนอวิธีการเปลี่ยนแปลงระบบการปกครองที่มุ่งไปที่ความเท่าเทียมกันในเชิงเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบที่มีต่อการบริหารประเทศและการปกครองที่มีความซับซ้อนและไม่สามารถอธิบายได้อย่างตรงไปตรงมาในทุกๆ สถานการณ์</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/278339คติความเป็นชายจากนวนิยาย บุพรติยา2025-04-21T10:58:21+07:00supatchaya sawatyothinsusawatyothin@gmail.com<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา คติความเป็นชาย และการยอมรับความรักของเพศเดียวกัน จากนวนิยายบุพรติยา โดยใช้แนวคิดปิตาธิปไตยและแนวคิดความเป็นชายแบบใหม่ พบ 2 รูปแบบ ได้แก่ ความเป็นชายแบบปิตาธิปไตย และความเป็นชายแบบใหม่ โดย ความเป็นชายแบบปิตาธิปไตย จะเห็นความแตกต่างระหว่างชายหญิงอย่างชัดเจน ผู้ชายเป็นผู้นำขณะที่ผู้หญิงถูกกดขี่ทางเพศ นี่จึงเป็นสาเหตุที่ส่งผลให้เกิดการเรียกร้องสิทธิสตรีขึ้น อย่างไรก็ตามผู้ชายด้วยกันก็มีอำนาจเหนือกว่ากันได้ ความเป็นชายลักษณะนี้จะเกิดจากการยอมรับความแข็งแกร่ง อำนาจ อิทธิพลที่อีกฝ่ายมีมากกว่า ส่วนของความเป็นชายแบบใหม่ ส่วนนี้เน้นไปที่การยอมรับตัวตนว่าเป็นชายรักชาย โดยที่ต้องการการยอมรับจากสังคมและคนใกล้ชิด ให้มองว่าคนทั้งคู่ไม่ใช่คนผิดปกติทางจิต ความรักของชายรักชายสวยงาม มีความโรแมนติกไม่ต่างจากเพศใด ๆ</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/284492Philosophical Analysis of Adorno’s Criticisms of the Function of Popular Music and Substance of Artwork2025-11-02T01:26:25+07:00อธิป ดวงทิพย์rinon.mika@gmail.com<p>This paper aims to explore, simplify, and analyze Theodore W. Adorno’s criticisms and discussions of the function of music. Since Adorno’s criticisms were in a holistically sophisticated passage of a dialectical play. This paper commences with the question of whether a fragment can be retrieved from the whole. The result of this exploration found that it is possible retrieve and simplify, but an isolated fragment needs the complementary parts to be comprehend. Thus, the paper needs to explore from the main theme of late capitalism and the culture industry, and the fundamental components of art i.e., form, content (Inhalt), and substance (Gehalt) or import—a crucial part for understanding the function. According to the analysis of this paper, what appears to function as the culture industry is the “media industry,” and the result is that both the mind and body of the masses are under the control of the greater organization; the culture industry has a crucial function that affects the mind specifically, utilizing one-way communication strategies. However, the situation of the digital age that virtual network communication provides a space for content and ideology contest, offers an ability to publish content to the people who once were defined as a mass who merely had a role of media receiver. Thus, the status of the culture industry is shaken. The contemporary situation requires a deep analysis to reveal its mechanism and structure. However, Adorno’s practice still provides the potential of the artwork itself and the society it is in and his theory can be adopted to analyze the sophistication of the artwork in the contemporary situation.</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/281687Thich Nhat Hanh on Being and Nonbeing and Beyond2025-11-02T14:07:14+07:00Mirja Annalena Holstpalawanwatermonitor@gmail.com<p>The Vietnamese Zen master Thich Nhat Hanh states what appear to be contradictions, saying that ‘everything is only for one brief instant’ but also that ‘nothing can be created or destroyed’, and similarly that ‘we are all dying and being reborn at every moment’ but also that ‘nothing can be born, nothing can die’. The aim of this paper is to resolve these apparent contradictions concerning being and nonbeing and concerning birth and death. I analyse the ideas on being and nonbeing, and on birth and death, argue that in light of what these statements are intended to convey, the contradictions can be resolved, and point to what there is beyond being and nonbeing. The paper thus shows that, at least as far as these statements go, Thich Nhat Hanh’s metaphysical framework is consistent. In addition, it reveals a practical dimension that goes beyond being and nonbeing towards a middle way based on an insight into interbeing.</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286116บทบรรณาธิการ2025-12-31T21:34:12+07:00Rapee Saengsakornrapeecmu@gmail.com<p><strong>วารสารปณิธาน: วารสารวิชาการด้านปรัชญาและศาสนา<br /></strong>ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่<br />ปีที่ 21 ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม) พ.ศ. 2568<br /><br />ISSN: 2985-2919 (Online)</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286118คำแนะนำสำหรับผู้เขียน2025-12-31T22:56:56+07:00Rapee Saengsakornrapeecmu@gmail.com2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธานhttps://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/282114ท้าวจตุโลกบาลสองวัฒนธรรม : การศึกษาเปรียบเทียบสัญลักษณ์และบทบาทภายใต้บริบทวัดไทยและวัดจีนในอำเภอเมืองเชียงใหม่2025-11-02T13:38:56+07:00Nuttayos Wanglom nuttayoswanglom@gmail.comwasin Sataphornworrachitwasin.phroms@cmu.ac.th<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความแตกต่างทางศิลปกรรม สัญลักษณ์ และบทบาทของท้าวจตุโลกบาลในวัดไทยและวัดจีนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ที่เป็นการเปรียบเทียบด้านศาสนศิลป์ระหว่างวัฒนธรรมไทย-จีน การศึกษาครั้งนี้ดำเนินการเก็บข้อมูลท้าวจตุโลกบาลในวัดไทยและวัดจีน โดยการลงพื้นที่ภาคสนาม เพื่อถ่ายภาพเก็บข้อมูล และนำข้อมูลทั้งหมดมาวิเคราะห์จุดเด่นทางศิลปกรรม สัญลักษณ์และบทบาทของท้าวจตุโลกบาลที่ปรากฏในวัดไทยและวัดจีนในอำเภอเมืองเชียงใหม่ ผลการศึกษาพบว่า ท้าวจตุโลกบาลในวัดไทยมักปรากฏในรูปแบบประติมากรรม จัดตั้งอยู่บริเวณทางเข้าวัดหรือพระอุโบสถ ลักษณะของรูปเคารพสะท้อนศิลปะไทยและล้านนา เน้นความสงบนิ่ง สุขุม และสง่างาม มีท้าวเวสสุวรรณเป็นเทพที่ได้รับความนิยมมากที่สุด โดยมีอาวุธประจำตัวคือกระบองและเครื่องแต่งกายแบบกษัตริย์หรือนักรบที่ประดับลวดลายไทยอย่างประณีต ในขณะที่ท้าวจตุโลกบาลในวัดจีนมักปรากฏในรูปแบบจิตรกรรมฝาผนัง จัดตั้งอยู่บริเวณศาลาแรกหรือประตูวัด ตามคติความเชื่อแบบมหายานที่ยกย่องให้เป็น “ทวารบาลหรือเทพผู้พิทักษ์ประตู” (门神)ภาพวาดเน้นการแสดงออกของสีหน้าและอารมณ์ รวมถึงอิริยาบถที่ทรงพลังและมีชีวิตชีวา ท้าวจตุโลกบาลแต่ละองค์ถืออาวุธที่แตกต่างกัน และงานศิลปกรรมมีลวดลายแบบจีนเป็นองค์ประกอบ ศิลปกรรมของท้าวจตุโลกบาลในวัดไทยและวัดจีนมีความแตกต่างกันทั้งในด้านรูปแบบการนำเสนอ แนวคิดทางศิลปะ และสัญลักษณ์ โดยวัดไทยเน้นความวิจิตรงดงามและความสงบนิ่ง ส่วนวัดจีนเน้นพลังอำนาจและการเคลื่อนไหว ความแตกต่างเหล่านี้สะท้อนถึงอิทธิพลทางวัฒนธรรมและศาสนาที่ส่งผลต่อศิลปะและความเชื่อของทั้งสองวัฒนธรรมได้อย่างชัดเจน</p>2025-12-31T00:00:00+07:00ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปณิธาน