วารสารปณิธาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana <div id="journalDescription"> <p style="text-align: left;">วารสารปณิธาน ก่อตั้งขึ้นโดยภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่องค์ความรู้ของคณาจารย์ นักศึกษา และบุคคลทั่วไป และเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยนทักษะทางวิชาการ มีขอบเขตการตีพิมพ์เนื้อหาเน้นบทความด้านปรัชญา (Philosophy) และศาสนา (Religion) เป็นหลัก และด้านวรรณกรรม (Literature) วัฒนธรรม (Culture) และภูมิปัญญาท้องถิ่น (Local wisdom) ที่สัมพันธ์กับปรัชญาและศาสนา ในรูปแบบผลงาน 4 ประเภท คือ (1) บทความวิจัย (research article) (2) บทความวิชาการ (academic article) (3) บทความปริทัศน์ (review article) (4) บทวิจารณ์หนังสือ (book review) รับบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่ใดมาก่อนและต้องไม่อยู่ระหว่างการเสนอเพื่อพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารฉบับอื่น ตีพิมพ์ทั้งสอง 2 ภาษา คือภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ใช้กระบวนการพิจารณาบทความโดยผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 3 ท่านเป็นผู้ประเมินบทความ ซึ่งผู้ประเมินบทความและผู้เขียนบทความไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind peer review) กำหนดการตีพิมพ์และเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ทุกๆ 6 เดือน ฉบับที่ 1 (มกราคม - มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฎาคม – ธันวาคม)</p> </div> <p>ISSN 2985-2919 (Online)</p> <div id="additionalHomeContent"> </div> th-TH <p>เนื้อหาของบทความที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารปณิธานถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารปณิธาน ห้ามเผยแพร่ ตัดต่อ แก้ไข หรือนำไปใช้ก่อนได้รับอนุญาต</p> <p>ผู้สนใจสามารถติดต่อขอเผยแพร่เนื้อหาในวารสารปณิธานได้ที่ panidhana-human@cmu.ac.th</p> rapee.saengsakorn@cmu.ac.th (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ระพี แสงสาคร) notnargorn.thong@cmu.ac.th (อาจารย์ ดร. นฐนกร ธงพุทธามนท์) Tue, 30 Jun 2026 23:17:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 บทบรรณาธิการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/290531 Rapee Saengsakorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/290531 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 เมยูติกแบบขยายเชิงพุทธ : รูปแบบการใช้เหตุผลในบทสนทนาต่อปัญหาอภิปรัชญา ในคัมภีร์มิลินทปัญหา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/279622 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเมยูติกที่ปรากฏในการสนทนาอย่างบัณฑิตในคัมภีร์มิลินทปัญหา โดยใช้กรอบแนวคิดการสนทนาเพื่อการโน้มน้าวของ ดักลาส เอ็น วอลตัน เป็นฐานในการวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่าเมยูติกในการสนทนาอย่างบัณฑิตมีลักษณะร่วมบางประการกับแนวคิดของวอลตัน เช่น การซักถามเพื่อเปิดเผยข้อผูกพันทางวัจนกรรม แต่มีมิติที่ลึกซึ้งกว่าในเชิงพุทธปรัชญา กล่าวคือ ไม่ได้มุ่งเพียงการคลี่คลายข้อโต้แย้งเชิงตรรก หากแต่เป็นกระบวนการซักถามที่มุ่งเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์และความเข้าใจของผู้ถามต่อหลักธรรมทางพุทธศาสนาผ่านการตั้งคำถามเชิงอุปมา การทักท้วงเพื่อชี้ให้เห็นความไม่สอดคล้องของเหตุผล และการอธิบายหลักธรรมด้วยวิธีการที่หลากหลาย ก่อให้เกิดความเข้าใจใหม่และการเปลี่ยนผ่านจากความสงสัยสู่ความศรัทธาในพุทธศาสนา</p> <p>งานวิจัยนี้จึงเสนอแนวคิดเมยูติกแบบขยายเชิงพุทธ เพื่ออธิบายรูปแบบการใช้เหตุผลที่ขยายจากการอภิปรายเชิงตรรกไปสู่การเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ อันประกอบด้วย 3 มิติสำคัญ ได้แก่ (1) มิติของการใช้เหตุผลที่มุ่งเป้าหมายเชิงปฏิบัติ โดยไม่ได้ตั้งอยู่บนฐานของการค้นหาคำตอบทางทฤษฎีเพียงอย่างเดียว แต่กลับเชื่อมโยงการไตร่ตรองด้วยเหตุผลเข้ากับการดำเนินชีวิต (2) ความยืดหยุ่นของข้อผูกพันทางวัจนกรรมภายใต้กรอบของพระธรรมวินัย แม้ว่าผู้ร่วมสนทนาจะสามารถปรับเปลี่ยนจุดยืนของตนได้ แต่การเคลื่อนไหวของข้อผูกพันทางวัจนกรรมนี้ยังคงดำเนินไปภายใต้กรอบคือความสอดคล้องกับคำสอนของพระพุทธเจ้า และ (3) เป้าหมายของการเปลี่ยนแปลงโลกทัศน์เชิงจิตวิญญาณ กระบวนการเมยูติกนี้ไม่ได้มุ่งเพียงให้ผู้ถามเข้าใจแนวคิดสำคัญของพระพุทธศาสนาเท่านั้น แต่ยังส่งเสริมให้เกิดความตระหนักรู้ที่ลุ่มลึกต่อความจริงของชีวิต การเปลี่ยนแปลงนี้ เป็นผลมาจากการไตร่ตรองด้วยตนเองผ่านกระบวนการเมยูติกแบบขยายเชิงพุทธ ซึ่งสอดคล้องกับหลักสัมมาทิฏฐิ อันเป็นจุดมุ่งหมายหลักของการปฏิบัติเพื่อการพ้นทุกข์</p> นางสาวเนาวรัตน์ พันธ์วิไล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/279622 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความเงียบของสัตว์น้ำในระบบอาหาร : การวิเคราะห์เชิงจริยศาสตร์ ว่าด้วยชีวิตในกรอบพุทธปรัชญา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/287404 <p> งานวิจัยนี้มุ่งวิเคราะห์ความเงียบของสัตว์น้ำในระบบอาหารในฐานะเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้ชีวิตและความทุกข์ของสัตว์น้ำถูกละเลยในการพิจารณาทางศีลธรรม โดยตั้งข้อสังเกตว่าแม้สัตว์น้ำจำนวนมากจะสามารถรับรู้และประสบกับความทุกข์ได้ แต่ข้อจำกัดด้านการแสดงออกในรูปแบบที่มนุษย์รับรู้ได้โดยตรง ส่งผลให้ความทุกข์ดังกล่าวไม่ปรากฏ และถูกลดทอนความสำคัญผ่านภาษาเชิงประสิทธิภาพ คุณภาพ และมูลค่าทางเศรษฐกิจ ซึ่งสอดคล้องกับกรอบคิดมนุษย์เป็นศูนย์กลางและโครงสร้างของระบบอาหาร</p> <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความหมายของความเงียบของสัตว์น้ำในบริบทของระบบอาหาร (2) วิเคราะห์ในมุมมองจริยศาสตร์ว่าด้วยชีวิตในกรอบพุทธปรัชญา และ (3) เสนอแนวคิดเชิงจริยศาสตร์ในการพิจารณาชีวิตสัตว์น้ำ โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เอกสารและการพรรณนาวิเคราะห์ ร่วมกับการตีความเชิงจริยศาสตร์ผ่านกรอบจริยศาสตร์สัตว์และพุทธปรัชญา</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ความเงียบของสัตว์น้ำมิใช่เพียงการไม่มีเสียง หากแต่เป็นความเงียบเชิงโครงสร้างที่ทำให้ความทุกข์ไม่ปรากฏในระบบความหมายของมนุษย์ และนำไปสู่ภาวะการมองไม่เห็นในเชิงศีลธรรม (2) ในมุมมองจริยศาสตร์ ความทุกข์ของสัตว์น้ำถูกลดทอนความสำคัญจากข้อจำกัดด้านการแสดงออก มิใช่จากการขาดความสามารถในการรู้สึกซึ่งอธิบายได้ในกรอบพุทธปรัชญาในฐานะเวทนา และ (3) การพิจารณาชีวิตสัตว์น้ำจำเป็นต้องพัฒนากรอบจริยศาสตร์ที่ก้าวข้ามการรับรู้แบบมนุษย์เป็นศูนย์กลาง และเปิดพื้นที่ให้ความทุกข์ของชีวิตที่ไร้เสียงได้รับการพิจารณาอย่างจริงจังในระบบอาหาร</p> นฐนกร ธงพุทธามนท์, สงัด เชียนจันทึก, สถาพร จันทร์เทศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/287404 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 คำแนะนำสำหรับผู้เขียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/290533 Rapee Saengsakorn ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/290533 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 กีสาโคตมีกับความทุกข์ ความเศร้า และความเห็นใจ : ถอดบทเรียนเพื่อสร้าง ความเข้มแข็งต่อจิตใจในยุคปัจจุบัน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/280297 <p>บทความนี้นำเสนอการทำความเข้าใจเรื่องราวของกีสาโคตมีในมิติของความทุกข์ ความเศร้า และการเยียวยาทางจิตใจ โดยเน้นให้เห็นว่าความเศร้าเป็นประสบการณ์พื้นฐานของมนุษย์ที่มีคุณค่า ไม่ใช่อาการที่ต้องรีบกำจัดหรือปฏิเสธ กีสาโคตมีเป็นสตรีผู้ประสบกับความสูญเสียบุตรอันเป็นที่รัก เธอออกเดินทางตามหาวิธีช่วยชีวิตลูก แต่กลับได้เรียนรู้ความจริงของชีวิตผ่านการเผชิญหน้ากับความตาย และการตระหนักถึงความไม่เที่ยงของสรรพสิ่ง เรื่องราวของเธอสะท้อนให้เห็นว่าความเศร้าสามารถเป็นจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงทางจิตวิญญาณ เมื่อบุคคลสามารถเผชิญหน้ากับความจริงได้ด้วยสติและปัญญา ความเศร้าไม่ได้เป็นเพียงอารมณ์เชิงลบ หากแต่สามารถหล่อหลอมให้เกิดความเข้าใจในชีวิตมากยิ่งขึ้น บทความชี้ให้เห็นว่าเรื่องของกีสาโคตมีมิใช่เพียงนิทานธรรมะ หากแต่เป็นบทเรียนร่วมสมัยที่สามารถประยุกต์ใช้ในการทำความเข้าใจตนเองและผู้อื่นในยามทุกข์ได้อย่างลึกซึ้ง การยอมรับและเรียนรู้จากความเศร้าเป็นหนทางหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพจิตใจ ทำให้มนุษย์มีความเข้มแข็งและเข้าอกเข้าใจผู้อื่นมากขึ้น โดยเฉพาะท่าทีของพะพุทธเจ้าที่มีต่อกีสาโคตมีอันเป็นท่าทีของการสร้างการเรียนรู้และเข้าใจโดยไม่ใช่การอบรมสั่งสอนหากแต่เป็นความเห็นใจที่อยากให้เธอพ้นทุกข์ด้วยความเข้าใจของตัวเองให้ได้ เรื่องราวนี้จึงมีคุณค่าทั้งในเชิงศาสนา จิตวิทยา และมนุษยศาสตร์</p> เด่นพงษ์ แสนคำ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/280297 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ความยุติธรรมใน My Hero Academia https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286076 <p>บทความชิ้นนี้นี้มุ่งวิเคราะห์ <em>My Hero Academia</em> ด้วยทฤษฎีความยุติธรรมของอริสโตเติล ฌอง ฌากส์ รุสโซ และจอห์น รอลส์ เพื่อสำรวจ วิเคราะห์ และตีควาความยุติธรรมที่นำเสนอผ่านตัวละคร สถานการณ์ และโครงสร้างของสังคมในเรื่อง ผลการศึกษาพบว่าการ์ตูนเรื่องนี้สะท้อนมิติความยุติธรรมในหลายด้าน เช่น การกำหนดความเหมาะสมและความคู่ควรในการเป็นฮีโร่บนฐานของ “อัตลักษณ์” (Quirk) ที่เชื่อมโยงกับความสามารถเฉพาะบุคคล การใช้เทคโนโลยีช่วยลดข้อจำกัดทางธรรมชาติ เช่น อุปกรณ์สนับสนุนสำหรับผู้ที่ไม่มีพลังพิเศษ และการยอมรับความหลากหลายในสังคมผ่านความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์ที่มีพลังและไม่มีพลัง นอกจากนี้ยังนำเสนอแนวคิดเรื่องเจตจำนงร่วมที่สะท้อนการตัดสินใจเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ท่ามกลางความขัดแย้งของเจตจำนงของทุกคนที่มุ่งเน้นผลประโยชน์เฉพาะกลุ่ม ผ่านการเผชิญหน้าระหว่างฮีโร่และวายร้าย เช่น กลุ่มสมาพันธ์วิลเลินที่ตั้งคำถามถึงความไม่เท่าเทียมในระบบฮีโร่</p> ศิวัชญ์ หงวนประเสริฐ, ชุติเดช เมธีชุติกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286076 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 ศาสนาเชิงวิพากษ์ในสังคมหลายชั้น : ราชาราม โมหัน รอย กับการรื้อถอนอำนาจ เอกเทวนิยม-วรรณะ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286733 <p>บทความนี้เสนอข้อเสนอเชิงทฤษฎีว่า แนวคิดเอกเทวนิยมของราชาราม โมหัน รอย (ค.ศ. 1772–1833) มิใช่เพียงหลักเทววิทยาเชิงอภิปรัชญา หากเป็นเทคโนโลยีทางปัญญา (Intellectual Technology) ที่ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพื่อรื้อถอนความสมเหตุสมผลของสังคมหลายชั้น (Stratified Society) ในอินเดียยุคอาณานิคม ผู้เขียนใช้ระเบียบวิธีประวัติศาสตร์ความคิดควบคู่กับการอ่านเชิงวิพากษ์ผ่านกรอบ rationalization ของแม็กซ์ เวเบอร์ และข้อเสนอ Post-secular ของเจอร์เกน ฮาเบอร์มาส โดยวิเคราะห์งานเขียนปฐมภูมิของรอย อาทิ Tuhfat-ul-Muwahhiddin (1803–1804) และ A Defence of Hindoo Theism (1817) ควบคู่กับบริบททางสังคม ศาสนา และการเมืองในเบงกอลปลายคริสต์ศตวรรษที่ 18 ถึงต้นคริสต์ศตวรรษที่ 19</p> <p>ข้อค้นพบหลักคือ รอยใช้การยกอุปนิษัทเป็นฐานอ้างอิงภายใน (Internal reference) เพื่อลดทอนอำนาจการผูกขาดความศักดิ์สิทธิ์ของชนชั้นพราหมณ์ และประกาศหลักความเสมอภาคเชิงอภิปรัชญา (Ontological equality) ซึ่งตัดรากฐานความชอบธรรมของระบบวรรณะในระดับโครงสร้าง มิใช่แค่ระดับพฤติกรรม บทความชี้ให้เห็นว่า โครงการทางปัญญาของรอยจึงเป็นกลยุทธ์สามชั้น ได้แก่ (1) การกู้คืนความหมายเดิมของคัมภีร์ (2) การแปลศีลธรรมพื้นถิ่นให้เป็นภาษาสากล และ (3) การใช้เหตุผลเป็นเครื่องมือต่อรองกับอำนาจอาณานิคม</p> <p>จากการวิเคราะห์ดังกล่าว บทความเสนอกรอบแนวคิด "ศาสนาเชิงวิพากษ์" (Critical Religion) ในฐานะเครื่องมือทฤษฎีสำหรับทำความเข้าใจบทบาทของศาสนาในสังคมหลายชั้นร่วมสมัย ศาสนาเชิงวิพากษ์มิได้ปฏิเสธศาสนา หากเปิดช่องให้ศาสนาทำหน้าที่วิพากษ์ตนเองและโครงสร้างอำนาจที่ตนเคยค้ำจุน บทความปิดท้ายด้วยข้อถกเถียงเชิงทฤษฎีว่า มรดกของรอยยังคงเป็นทรัพยากรทางปัญญาที่ทรงพลังในการตั้งคำถามเรื่องศรัทธา เหตุผล และความยุติธรรมในโลกปัจจุบัน</p> ผศ.ดร.ประทีป พืชทองหลาง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/286733 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700 สูกรมัททวะ : มุมมองที่ยังไม่ถูกตีความตามนัยสธัมมตากถา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/287338 <p>“สูกรมัททวะ” (Sūkaramaddava) ภัตตาหารที่พระพุทธเจ้าเสวยก่อนดับขันธปรินิพพาน เป็นคำที่ยังหาข้อยุติที่เหล่านักวิชาการยอมรับร่วมกันไม่ได้ ว่าแท้จริงแล้วอาหารชนิดนี้คืออะไร การตีความที่ผ่านมาพบว่ามีความพยายามอธิบายอาหารชนิดนี้ในมุมมองที่หลากหลาย ทั้งในแง่ที่อาจจะเป็นอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อหมู เห็ด หรือเป็นชื่อของสมุนไพรชนิดหนึ่ง เป็นต้น ซึ่งโดยมากเป็นการตีความ ที่มุ่งเน้นไปในการวิเคราะห์เชิงภาษาศาสตร์ หรือความน่าจะเป็นตามบริบทแวดล้อม อย่างไรก็ตาม บทความนี้มีวัตถุประสงค์นำข้อความจาก มธุรัตถวิลาสินี สธัมมตากถา ว่าด้วย “มังสาหาร ที่ทรงเสวยในวันปรินิพพาน” มาขยาย โดยศึกษาหลักฐานจากพระไตรปิฎก อรรถกถา คัมภีร์ทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนถึงสภาพสังคมในสมัยพุทธกาล เพื่อตีความและเสนอแนวคิดว่าอาจมีองค์ประกอบบางอย่าง ที่ไม่เคยถูกกล่าวถึงในสูกรมัททวะ จากการศึกษาพบว่ามีความเป็นไปได้ที่ สูกรมัททวะจะเป็นเมนูอาหารที่ถูกปรุงขึ้นจากเนื้อสัตว์ หรือมีส่วนประกอบหลักเป็นเนื้อสัตว์ และสาเหตุที่ทรงให้นายจุนทกัมมารบุตรนำอาหารชนิดนี้ไปฝังดิน ก็เนื่องมาจากปัจจัยภายนอก คือ โอชาที่เหล่าเทวดาใส่ลงมาในอาหารนั้น ทำให้ไม่มีผู้ใดย่อยอาหารชนิดนี้ได้นอกจากพระองค์ ซึ่งแนวคิดนี้อาจมีส่วนช่วยในการทำความเข้าใจเหตุการณ์สำคัญในพุทธประวัติได้กว้างขวางยิ่งขึ้น</p> peeraphun worachatdejchai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปณิธาน https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/panidhana/article/view/287338 Tue, 30 Jun 2026 00:00:00 +0700