วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv <p>วารสารปรัชญาปริทรรศน์ก่อต้ังเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากนั้น ได้ตีพิมพ์เผยแพร่บทความมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กองบรรณาธิการของวารสารได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความ ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการเบื้องต้น การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก จำนวน 3 ท่าน เพื่อรักษาและพัฒนาคุณภาพของบทความให้เป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยและศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p><span class="fontstyle0">248 ม.1 ถ.ศาลายา - นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170</span><br /><span class="fontstyle0"><strong>โทรศัพท์:</strong> +66 2444 6000 </span><span class="fontstyle0"><br /></span><span class="fontstyle0"><strong>Email:</strong> jpv.mbu@gmail.com</span></p> <h2 data-start="188" data-end="204">Aim &amp; Scope</h2> <h3 data-start="206" data-end="237">Aim (วัตถุประสงค์ของวารสาร)</h3> <p data-start="239" data-end="416">วารสารปรัชญาปริทรรศน์มุ่งเป็นเวทีวิชาการระดับชาติสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสำคัญดังนี้</p> <ol data-start="418" data-end="939"> <li data-start="418" data-end="518"> <p data-start="421" data-end="518">ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา และสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง</p> </li> <li data-start="519" data-end="602"> <p data-start="522" data-end="602">พัฒนามาตรฐานงานวิจัยและงานวิชาการให้สอดคล้องกับเกณฑ์คุณภาพระดับชาติและนานาชาติ</p> </li> <li data-start="603" data-end="718"> <p data-start="606" data-end="718">เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป</p> </li> <li data-start="719" data-end="838"> <p data-start="722" data-end="838">สนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านศาสนา ปรัชญา และสังคมศาสตร์ เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน</p> </li> <li data-start="839" data-end="939"> <p data-start="842" data-end="939">เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่เชื่อถือได้ และสนับสนุนระบบการเผยแพร่งานวิจัยแบบเปิด (Open Access)</p> </li> </ol> <hr data-start="941" data-end="944" /> <h3 data-start="946" data-end="984">Scope (ขอบเขตเนื้อหาที่รับตีพิมพ์)</h3> <p data-start="986" data-end="1054">วารสารรับพิจารณาบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาดังต่อไปนี้</p> <ol data-start="1056" data-end="1822"> <li data-start="1056" data-end="1262"> <p data-start="1059" data-end="1086"><strong data-start="1059" data-end="1084">พระพุทธศาสนาและปรัชญา</strong></p> <ul data-start="1090" data-end="1262"> <li data-start="1090" data-end="1129"> <p data-start="1092" data-end="1129">พุทธปรัชญา เถรวาท มหายาน และวัชรยาน</p> </li> <li data-start="1133" data-end="1168"> <p data-start="1135" data-end="1168">การตีความคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา</p> </li> <li data-start="1172" data-end="1217"> <p data-start="1174" data-end="1217">จริยศาสตร์ ปรัชญาศาสนา อภิปรัชญา ญาณวิทยา</p> </li> <li data-start="1221" data-end="1262"> <p data-start="1223" data-end="1262">การประยุกต์ใช้หลักธรรมในบริบทสมัยใหม่</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1264" data-end="1468"> <p data-start="1267" data-end="1296"><strong data-start="1267" data-end="1294">รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong></p> <ul data-start="1300" data-end="1468"> <li data-start="1300" data-end="1332"> <p data-start="1302" data-end="1332">ปรัชญาการเมือง ทฤษฎีการเมือง</p> </li> <li data-start="1336" data-end="1372"> <p data-start="1338" data-end="1372">ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคม</p> </li> <li data-start="1376" data-end="1416"> <p data-start="1378" data-end="1416">การพัฒนาชุมชนและสังคมตามหลักพุทธธรรม</p> </li> <li data-start="1420" data-end="1468"> <p data-start="1422" data-end="1468">ประเด็นร่วมสมัยทางสังคม วัฒนธรรม และจริยธรรม</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1470" data-end="1628"> <p data-start="1473" data-end="1487"><strong data-start="1473" data-end="1485">การศึกษา</strong></p> <ul data-start="1491" data-end="1628"> <li data-start="1491" data-end="1523"> <p data-start="1493" data-end="1523">พุทธวิธีการสอนและการเรียนรู้</p> </li> <li data-start="1527" data-end="1545"> <p data-start="1529" data-end="1545">ปรัชญาการศึกษา</p> </li> <li data-start="1549" data-end="1582"> <p data-start="1551" data-end="1582">การจัดการศึกษาทางพระพุทธศาสนา</p> </li> <li data-start="1586" data-end="1628"> <p data-start="1588" data-end="1628">นวัตกรรมทางการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1630" data-end="1822"> <p data-start="1633" data-end="1654"><strong data-start="1633" data-end="1652">ภาษาและวัฒนธรรม</strong></p> <ul data-start="1658" data-end="1822"> <li data-start="1658" data-end="1703"> <p data-start="1660" data-end="1703">ภาษาบาลี สันสกฤต และภาษาในคัมภีร์ทางศาสนา</p> </li> <li data-start="1707" data-end="1740"> <p data-start="1709" data-end="1740">การแปลและการตีความเชิงวิชาการ</p> </li> <li data-start="1744" data-end="1781"> <p data-start="1746" data-end="1781">วัฒนธรรม ศิลปกรรม และมรดกทางศาสนา</p> </li> <li data-start="1785" data-end="1822"> <p data-start="1787" data-end="1822">การศึกษาข้ามวัฒนธรรมและสหวิทยาการ</p> </li> </ul> </li> </ol> <p data-start="1824" data-end="2020">วารสารพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยทุกบทความต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพแบบ Double-blind Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน</p> <p><strong>รูปแบบการดำเนินการตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p><em><strong>(การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน )</strong></em></p> <p>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความ การประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยการประเมินในรูปแบบการปกปิดชื่อผู้ประเมินและผู้แต่ง (Double-blind Peer Review) และบทความต้นฉบับต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><strong>ประเภทของบทความ (</strong><strong>Types of Articles) ที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p>1) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (</strong><strong>Languages)</strong></p> <p>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ<em><br /></em></p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์ (</strong><strong>Publication Frequency) </strong></p> <p>กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) คือ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (APC)</strong><br />เนื่องจากเป็นวารสารแบบเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีค่าสมัครสมาชิก ผู้เขียนหรือสถาบันหรือผู้ให้ทุนจะต้องชำระค่าธรรมเนียม (ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ หรือ APC) เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์ ซึ่งจะทำให้บทความของคุณสามารถเข้าถึงได้ฟรีทันทีและถาวรสำหรับทุกคน</p> <p>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความสำหรับวารสารนี้คือ 3,000 บาท</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">โดยดำเนินการดังนี้</span></p> <p>1) โอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย รหัสสาขา 459 เลขที่บัญชี 981-8-88235-0</p> <p>2) ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (เงินรายได้)</p> <p>3) เมื่อชำระแล้ว ส่งหลักฐานการโอนเงิน (สลิปการโอนเงิน) แนบมาในช่องกระทู้สนทนาในระบบวารสารออนไลน์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการต่อไป</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p><a href="https://philo.mbu.ac.th/">คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</a></p> <p><strong>หน่วยงานสนับสนุน (</strong><strong>Source of Support) </strong></p> <p>คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p><strong>การเผยแพร่ (</strong><strong>Publication)</strong></p> <p>เผยแพร่วารสารฉบับออนไลน์ ผ่านฐานข้อมูลวารสารระดับชาติ ด้วยระบบ ThaiJO และอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI ฐาน 2 (ตั่งแต่ปี 2564-2568) และจัดส่งฉบับตีพิมพ์ให้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> th-TH <p>บทความวิชาการและบทความวิจัย ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น</p> <p>สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์</p> jpv.mbu@gmail.com (พระครูปลัด โชติพัฒน์ อาจารสุโภ, ผศ.ดร.) jpv.mbu@gmail.com (พระครูปลัดโชติพัฒน์ อาจารสุโภ, ผศ. ดร.) Fri, 14 Nov 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 นวัตกรรมการผลิตสบู่สมุนไพรส้มป่อยมนต์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/279968 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาความเชื่อและคุณค่าของสบู่สมุนไพรส้มป่อยมนต์ ในการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมในวัฒนธรรมล้านนา 2. เพื่อศึกษากระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์สมุนไพรส้มป่อยมนต์ โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน 3. เพื่อนำเสนอนวัตกรรมการผลิตสบู่สมุนไพรส้มป่อยมนต์ ในการเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวม โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์และสนทนากลุ่ม ผู้ให้ข้อมูลสำคัญได้แก่ แกนนำชุมชน เจ้าหน้าที่ภาครัฐ ภาคประชาชน และกลุ่มผู้ผลิตผลิตภัณฑ์ชุมชน จำนวน 20 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความเชื่อและคุณค่าของสบู่สมุนไพรส้มป่อยมนต์ มาจากการให้คุณค่าของส้มป่อย ที่มีความเชื่อกันว่าสามารถขจัดสิ่งชั่วร้ายและภัยอันตรายต่าง ๆ ของชาวล้านนา นำไปสู่การผลิตสบู่สมุนไพรส้มป่อยมนต์ เป็นนวัตกรรมที่สะท้อนความเชื่อและคุณค่าของส้มป่อยในวัฒนธรรมล้านนา ช่วยเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมทั้งกาย ใจ ปัญญา และสังคม กระบวนการผลิตผลิตภัณฑ์โดยการมีส่วนร่วมในครั้งนี้ ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ 1. การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ 2. การมีส่วนร่วมในการดำเนินกิจกรรม 3. การมีส่วนร่วมในผลประโยชน์ และ 4. การมีส่วนร่วมในการประเมินผล ด้านนวัตกรรมการผลิต โดยการมีส่วนร่วมของชุมชน ดำเนินการผ่าน 3 ระยะสำคัญ ได้แก่ 1.ระยะประดิษฐ์ ชุมชนร่วมกันคิดค้นและพัฒนาสบู่ส้มป่อยมนต์ โดยต่อยอดจากภูมิปัญญาดั้งเดิม ผสมผสานแนวคิดทางวิทยาศาสตร์ และเพิ่มคุณค่าทางพุทธคุณผ่านการปลุกเสก เกิดเป็นนวัตกรรมที่แตกต่างจากสบู่ทั่วไป 2.ระยะพัฒนา ดำเนินการผลิตโดยแบ่งหน้าที่ตามความถนัดของชาวบ้าน และ 3. ระยะนำไปปฏิบัติ ทดลองใช้จริง ขยายตลาด ผ่านการตลาดออนไลน์และเครือข่ายศรัทธา ดำเนินการฝึกอบรมชุมชน ติดตามผล และปรับปรุงผลิตภัณฑ์ให้มีคุณภาพ</p> พระครูปลัดธนภัทร ภทฺรญาโณ, ทิพาภรณ์ เยสุวรรณ์, สหัทยา วิเศษ, ปรีชา วงศ์ทิพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/279968 Fri, 14 Nov 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278652 <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสภาพองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด 2. เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด และ 3. เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้กลุ่มประชากรครู จำนวน 161 คน ในการวิจัยทั้งหมด เก็บข้อมูลแบบสอบถามความความคิดเห็น โดยใช้สถิติวิเคราะห์หาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ด้วยการวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. การส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษา โดยภาพรวม และทุกด้าน อยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านคุณธรรม ด้านน้ำใจงาม ด้านความสุขขององค์กรและสังคม ด้านการงานดี และด้านสุขภาพดี มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.58 เนื่องจากมีการสร้างบรรยากาศที่ดีในที่ทำงาน 2. วิธีการส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 มีวิธีการ ดังนี้ 1) ด้านสุขภาพดี 2) ด้านน้ำใจงาม 3) ด้านคุณธรรม 4) ด้านความสุขขององค์กรและสังคม 5) ด้านการงานดี เพื่อส่งเสริมการให้รางวัลและอบรมพัฒนาทักษะ 3. แนวทางการส่งเสริมองค์กรแห่งความสุขในสถานศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด มีแนวทางดังนี้ 1) ทาน การให้ ผู้บริหารควรแบ่งปันความรู้ 2) ปิยวาจา วาจาสุภาพ ควรสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ที่สุภาพ 3) อัตถจริยา การบำเพ็ญประโยชน์ให้แก่ตนเองและผู้อื่น 4) สมานัตตตา การปฏิบัติต่อผู้อื่นอย่างเท่าเทียมกัน</p> นันทิกานต์ โสมอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278652 Fri, 14 Nov 2025 00:00:00 +0700 การส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278648 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1. เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2. เพื่อศึกษาวิธีการการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา และ 3. เพื่อเสนอแนวการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ใช้การวิจัยแบบผสมวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้บริหารและครู จำนวน 234 คน ผ่านแบบสอบถามความคิดเห็น ใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และข้อมูลเชิงคุณภาพได้จากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาเพื่อสกัดหาแนวทางการส่งเสริมความสุขที่เหมาะสม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมสภาพรายด้านพบว่า มีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก โดยเรียงจากระดับความคิดเห็นมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านความรักในงาน ด้านการเป็นที่ยอมรับ ด้านการติดต่อสัมพันธ์ ด้านคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน และด้านความสำเร็จในงาน 2. ผลการศึกษาวิธีการการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา พบว่า 1) ด้านความรักในงาน 2) ด้านการเป็นที่ยอมรับ การยอมรับความคิดเห็น 3) ด้านการติดต่อสัมพันธ์ 4) ด้านคุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน 5) ด้านความสำเร็จในงาน 3. แนวทางการส่งเสริมความสุขในการปฏิบัติงานของครูตามหลักสังคหวัตถุ 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 1) ความสำเร็จในงาน 2) การเป็นที่ยอมรับ 3) ความรักในงาน 4) การติดต่อสัมพันธ์ 5) คุณภาพชีวิตในการปฏิบัติงาน</p> ศศิธร ศรีทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278648 Fri, 14 Nov 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะนักเรียนในยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 กลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278644 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพและวิธีการส่งเสริมสุขภาวะนักเรียนในยุคดิจิทัล รวมทั้งเสนอแนวทางการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนาในกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยวิจัยแบบผสานวิธี ใช้การเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและครู จำนวน 108 คน ผ่านแบบสอบถามความคิดเห็น และข้อมูลเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน โดยใช้การ วิเคราะห์เนื้อหาเพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมที่เหมาะสม การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมสุขภาวะนักเรียนในยุคดิจิทัล โดยรวมและในทุกด้านอยู่ในระดับมาก เนื่องจากมีการส่งเสริมสุขภาวะอย่างต่อเนื่องและมีความก้าวหน้าในทุกด้าน 2) การส่งเสริมสุขภาวะนักเรียนในยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 ประกอบด้วย 4 ด้านหลัก คือ สุขภาวะทางกาย สุขภาวะทางจิต สุขภาวะทางปัญญา และสุขภาวะทางสังคม 3) แนวทางการส่งเสริมสุขภาวะในแต่ละด้านตามหลักภาวนา 4 ได้แก่ กายภาวนา ศีลภาวนา จิตตภาวนา และปัญญาภาวนา โดยเน้นการพัฒนาอย่างครบวงจรเพื่อเสริมสร้างสุขภาพทั้งร่างกาย จิตใจ ปัญญา และสังคมให้เหมาะสมกับยุคดิจิทัล และความท้าทายในปัจจุบัน ผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาและส่งเสริมสุขภาวะนักเรียนในโรงเรียนและสถานศึกษาอื่น ๆ ในยุคดิจิทัลได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน</p> อินทิตา ภิรัชกาญจณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278644 Mon, 17 Nov 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278642 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพด้านดิจิทัลของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลแบบสอบถามความคิดเห็นจากกลุ่มตัวอย่างครู จำนวน 175 คน ใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. สภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก ได้แก่ 1) ด้านการใช้งานอินเทอร์เน็ต 2) ด้านการใช้งานเทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย 3) ด้านการใช้โปรแกรมสร้างสื่อดิจิทัล 4) ด้านการใช้งานคอมพิวเตอร์ 2. การพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 1) ผู้บริหารควรสร้างแรงจูงใจให้ครูเห็นถึงประโยชน์ของการพัฒนาทักษะคอมพิวเตอร์ 2) สนับสนุนให้ครูเรียนรู้การใช้โปรแกรมสื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง 3) ครูควรพัฒนาซอฟต์แวร์ในการใช้งาน 4) ควรมีการประเมินความเหมาะสม 3. เสนอแนวทางการพัฒนาทักษะด้านดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของครูโรงเรียนกลุ่มสหวิทยาเขตเรือหลวงภาชีนุสรณ์ 1) ผู้บริหารควรตั้งเป้าหมายในการพัฒนาทักษะดิจิทัลให้กับครู 2) ควรมีนโยบายและส่งเสริมให้ครูได้ฝึกฝนทักษะการใช้โปรแกรมพัฒนาสื่อการเรียนรู้ด้วยระบบดิจิทัล 3) ผู้บริหารยอมรับการเปลี่ยนแปลง 4) ควรมีการประเมินและปรับปรุงพัฒนาทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง</p> ญาดา ศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278642 Mon, 17 Nov 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักสัมปรายิกัตถนิกธรรม 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278639 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักสัมปรายิกัตถนิกธรรม 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ ตามหลักสัมปรายิกัตถนิกธรรม 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา อำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 186 คน ด้วยแบบสอบถามความคิดเห็น และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก จากปัจจัยด้านวิสัยทัศน์ การคิดสร้างสรรค์ ความคล่องแคล่ว และสมรรถนะภาวะผู้นำนั้นเกิดจากคุณลักษณะส่วนบุคคล ประสบการณ์ บรรยากาศการทำงาน และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาองค์กรและคุณภาพการศึกษา 2. การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาในอำเภอนครหลวง จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้หลักสัมปรายิกัตถนิกธรรม 4 ได้แก่ สัทธาสัมปทา สีลสัมปทา จาคสัมปทา และปัญญาสัมปทา 3. แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักสัมปรายิกัตถนิกธรรม 4 มีดังนี้ 1) สัทธาสัมปทา ผู้นำต้องสร้างความเชื่อมั่นและแรงบันดาลใจในตัวเองและทีมงาน 2) สีลสัมปทา ผู้นำควรเป็นแบบอย่างในด้านจริยธรรมและความซื่อสัตย์ เพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดี 3) จาคสัมปทา ควรสนับสนุนการมีส่วนร่วมและทำงานเป็นทีม 4) ปัญญาสัมปทา ผู้นำควรใช้ปัญญาในการคิดวิเคราะห์และสร้างนวัตกรรมเพื่อแก้ไขปัญหาต่าง ๆ</p> อุษณีย์ โกมุทมาส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/278639 Mon, 17 Nov 2025 00:00:00 +0700 สุนทรียศาสตร์และบริบทในสถาปัตยกรรมไทยกับ การบูรณาการความงามและการใช้งาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285069 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบและหลักการของสุนทรียศาสตร์ในสถาปัตยกรรมไทย รวมทั้งศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสุนทรียศาสตร์กับหน้าที่การใช้สอยในบริบททางสังคมและวัฒนธรรมไทย การวิจัยเป็นแบบเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Methods) ประกอบด้วยการวิเคราะห์เอกสาร การสำรวจภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน ได้แก่ สถาปนิก นักวิชาการ ผู้ใช้งานอาคาร และช่างฝีมือแบบดั้งเดิม กลุ่มตัวอย่างทางสถาปัตยกรรมประกอบด้วยสถาปัตยกรรมไทยแบบดั้งเดิม สมัยใหม่ และร่วมสมัยในกรุงเทพมหานครและจังหวัดสำคัญ ผลการวิจัยพบว่า สุนทรียศาสตร์ในสถาปัตยกรรมไทยประกอบด้วย 4 มิติหลัก ได้แก่ (1) มิติทางกายภาพ เช่น สัดส่วน รูปทรง วัสดุ และการจัดการแสง (2) มิติทางจิตวิญญาณ เช่น การรับรู้ทางประสาทสัมผัสและอารมณ์ (3) มิติทางสังคมวัฒนธรรม เช่น เอกลักษณ์ ลวดลาย และการจัดระเบียบพื้นที่ และ (4) ความสัมพันธ์ระหว่างความงามกับหน้าที่การใช้สอย ซึ่งทั้งสองมิติไม่แยกจากกันแต่เสริมซึ่งกันและกันอย่างสมดุล ผลการศึกษายังชี้ให้เห็นว่าบริบททางศาสนา สังคม และภูมิอากาศมีอิทธิพลอย่างยิ่งต่อการกำหนดรูปแบบทางสุนทรียศาสตร์ของสถาปัตยกรรมไทย นอกจากนี้ สถาปัตยกรรมที่มีคุณภาพทางสุนทรียศาสตร์ยังส่งผลเชิงบวกต่อสุขภาพกายและใจของผู้ใช้ ส่งเสริมความสัมพันธ์ของชุมชน และเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจในพื้นที่ สรุปได้ว่าสถาปัตยกรรมไทยเป็นการบูรณาการอย่างลึกซึ้งระหว่าง “ความงาม” “การใช้สอย” และ “บริบททางวัฒนธรรม” ซึ่งสะท้อนภูมิปัญญาและเอกลักษณ์ของสังคมไทยได้อย่างเด่นชัด</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong>: สุนทรียศาสตร์, สถาปัตยกรรม, ความงาม, หน้าที่การใช้สอย, บริบทสังคมวัฒนธรรม</p> พระยอดคม คุณสิทฺโธ ชัยนิรัติศัย, พระศุภวัฒน์ สุขวฺฑฺฒโน เกตุกระทึก, ณัฐมน ตั้งพานทอง, ศิโรตม์ ทองก้อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285069 Wed, 03 Dec 2025 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมการระลึกถึงพระรัตนตรัยต่อภาวะซึมเศร้า ของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/283528 <p>การวิจัยเชิงทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการระลึกถึงพระรัตนตรัยเพื่อลดภาวะซึมเศร้าในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 2) เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมต่อการเปลี่ยนแปลงระดับภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองก่อนและหลังการทดลอง รวมทั้งเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม การวิจัยใช้รูปแบบการทดลองแบบสองกลุ่มวัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนแห่งหนึ่งในจังหวัดจันทบุรี จำนวน 42 คน แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 21 คน และกลุ่มควบคุม 21 คน โดยสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้า 9Q แบบประเมินภาวะซึมเศร้าในวัยรุ่น (PHQ-A) และแบบประเมินความพึงพอใจ โปรแกรมมีจำนวน 6 กิจกรรม ใช้เวลา 3 สัปดาห์ ๆ ละ 2 ครั้งครั้งละ 50 นาที</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยพบว่า 1) โปรแกรมที่พัฒนามีความเหมาะสมสูง (CVI = 0.97, E1/E2 = 88.93/84.52) และ 2) ภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองลดลงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p &lt; .001) ทั้งก่อน–หลัง และเมื่อเปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุม ผลการประเมินความพึงพอใจแสดงว่าผู้เข้าร่วมมีความพึงพอใจในระดับมาก (𝑥̄ = 3.94, S.D. = 0.76) สรุปได้ว่าโปรแกรมนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เพื่อลดภาวะซึมเศร้าและเสริมสร้างสุขภาวะจิตในวัยรุ่นไทยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : พระรัตนตรัย,ภาวะซึมเศร้า, นักเรียน</p> พระครูใบฎีกา ชลากร อตฺถกาโร (โพธิธีรบุตร); พันธุ์ธัช ศรีทิพันธุ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/283528 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักปาปณิกธรรม 3 เพื่อพัฒนาผู้นำภาครัฐ ในยุคการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/280961 <p>การประยุกต์หลักปาปณิกธรรม 3 ในการบริหารองค์กรภาครัฐในยุคดิจิทัลเป็นการนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้กับการบริหารจัดการสมัยใหม่ เพื่อพัฒนาศักยภาพและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหาร บทความนี้นำเสนอแนวทางการประยุกต์หลักจักขุมา (การมีวิสัยทัศน์) วิธูโร (ความเชี่ยวชาญในงาน) และนิสสยสัมปันโน (การมีมนุษยสัมพันธ์ดี) กับการบริหารองค์กรภาครัฐในยุคที่เทคโนโลยีดิจิทัลมีบทบาทสำคัญ ผลการวิเคราะห์พบว่า การประยุกต์หลักจักขุมากับวิสัยทัศน์ดิจิทัลช่วยให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นทิศทางการพัฒนาองค์กรที่สอดคล้องกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีและความต้องการของประชาชน การประยุกต์หลักวิธูโรกับการพัฒนาทักษะการบริหารจัดการในยุคดิจิทัลช่วยเสริมสร้างความเชี่ยวชาญในการนำเทคโนโลยีมาใช้พัฒนากระบวนการทำงานและการให้บริการ และการประยุกต์หลักนิสสยสัมปันโนกับการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการประสานงานและการสร้างความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน บทความนี้ยังเสนอแนวทางการนำหลักปาปณิกธรรมไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผู้บริหารภาครัฐให้มีความพร้อมในการขับเคลื่อนองค์กรภาครัฐไปสู่การเป็นรัฐบาลดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล ซึ่งรวมถึงการจัดทำหลักสูตรการพัฒนาผู้บริหารที่ประยุกต์หลักธรรมกับทักษะดิจิทัล การกำหนดนโยบายและแผนการพัฒนาบุคลากรที่สอดคล้องกับหลักปาปณิกธรรม การพัฒนาตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมินผู้บริหาร และการส่งเสริมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้บริหาร</p> ณัฐวัฒน์ ปริยพาณิชย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/280961 Fri, 14 Nov 2025 00:00:00 +0700 พุทธธรรมที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ สะท้อนถึงสังคมไทยในปัจจุบัน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285083 <p>บทความเรื่องนี้จัดทำโดยมุ่งเน้นหลักธรรมทางพระพุทธศาสนาที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ สะท้อนถึงสังคมไทยในปัจจุบัน มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาหลักธรรมที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ 2) เพื่อวิเคราะห์หลักธรรมที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะที่สะท้อนถึงสังคมไทยในปัจจุบัน 3) เพื่อนำเสนอหลักธรรมที่นำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมไทยในปัจจุบัน</p> <p>จากการศึกษาสรุปได้ว่า 1) หลักธรรมที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ ซึ่งสะท้อนถึงหลักธรรมที่สำคัญสามประการ ได้แก่ ทิฏฐิมานะ, ความพยาบาท, และกฎแห่งกรรม โดยเริ่มจากการสื่อถึงการยึดมั่นในสายเลือดและวรรณะของเจ้าศากยะที่นำไปสู่ความขัดแย้งในสังคม ความพยาบาทของเจ้าชายวิฑูฑภะที่มีผลกระทบทั้งต่อตนเองและผู้อื่น รวมทั้งปัญหาที่เกิดจากการกระทำที่ไม่คิดถึงผลในอนาคต 2) หลักธรรมที่ปรากฏในธรรมบทเรื่องพระเจ้าวิฑูฑภะ ที่สะท้อนถึงสังคมไทยในปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งแยกฐานะทางสังคมระหว่างคนรวยกับคนจน เกิดความพยาบาทจากการถูกดูหมิ่น เกิดความเครียดจากการแข่งขันในชีวิตประจำวัน ทำให้สะสมอารมณ์ด้านลบไว้จำนวนมาก เมื่อควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ก็มีการทำร้ายกันจนทำให้ทรัพย์สินเกิดความเสียหายไปจนถึงการเสียชีวิต สิ่งที่จะได้รับตามมาก็คือ ผลของกรรม(ผลของการกระทำ)ที่ตนเองก่อไว้ 3) นำเสนอแนวทางในการนำหลักธรรมจากพระพุทธศาสนา มาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมไทย ได้แก่ การใช้หลักสาราณียธรรม 6 ประการเพื่อลดทิฏฐิมานะ, การประยุกต์ใช้พรหมวิหาร 4 เพื่อหยุดความพยาบาท, และการใช้หลักอัปปมาทธรรมเพื่อหยุดกฎแห่งกรรมด้วยการสร้างสติในการดำเนินชีวิต การเรียนรู้และนำหลักธรรมเหล่านี้มาใช้จะช่วยเสริมสร้างความสงบสุขในจิตใจ ลดความขัดแย้ง และสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในสังไทยในปัจจุบัน ส่งผลให้สังคมไทยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในทุกๆ ด้าน</p> พระมหาธีระวัฒน์ ธิติโชติ (กมลวิบูลย์), พระปริยัติวชิรกวี (ไมตรี กองแสน), จตุภูมิ แสนคำ, สานิตย์ สีนาค, ภัทรวดี เจียระนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285083 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบทานบารมีในพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/284382 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษา 1) ทานบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท 2) ทานบารมีในพระพุทธศาสนามหายาน และ 3) การศึกษาเปรียบเทียบทานบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายาน โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสารเป็นหลัก แล้วนำเสนอเชิงพรรณนาวิเคราะห์</p> <p>ผลจากการศึกษาพบว่า 1) ทานบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นกระบวนการบำเพ็ญทานบารมี โดยอาศัยกฎแห่งกรรมเป็นแรงขับเคลื่อน มีเป้าหมายเพื่อขัดเกลาจิตใจของผู้ให้ทาน ให้ปราศจากความตระหนี่ และสร้างคุณธรรมให้มีขึ้น จนถึงการบรรลุพระนิพพานของปัจเจกบุคคลตามอุดมคติของพระอรหันต์ และเมื่อหลุดพ้นแล้วจึงสั่งสอนสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นตามไปด้วย 2) ทานบารมีในพระพุทธศาสนามหายาน เป็นการบำเพ็ญทานบารมีโดยอาศัยปัญญาที่รู้แจ้งในศูนยตา และความกรุณาต่อสรรพสัตว์เป็นแรงขับเคลื่อน การให้ทานจึงเป็นการแสดงออกถึงตัวตนและผู้อื่นที่มีความเชื่อมโยงกัน เป็นความว่างเปล่าเหมือนกัน การบำเพ็ญทานบารมีนี้เป็นไปตามอุดมคติพระโพธิสัตว์ที่มุ่งมั่นช่วยเหลือสรรพสัตว์ให้หลุดพ้นจากสังสารวัฏเข้าสู่นิพพาน และตนเองจึงจะเข้าสู่นิพานเป็นคนสุดท้าย 3) การศึกษาเปรียบเทียบทานบารมีในพระพุทธศาสนาเถรวาทกับมหายานพบว่า แม้ทั้ง 2 นิกาย จะมีความแตกต่างในทางทัศนะคติ แรงจูงใจ รากฐานทางความคิด แต่มีเป้าหมายสูงสุดร่วมกัน คือ การบำเพ็ญตนให้สมบูรณ์ บริบูรณ์ด้วยบารมี เพื่อประโยชน์สุขของส่วนรวม</p> พระครูสังฆรักษ์อนันต์กิตติ์ สจฺจญาโณ, ธนรัฐ สะอาดเอี่ยม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/284382 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700