วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv <p>วารสารปรัชญาปริทรรศน์ก่อต้ังเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากนั้น ได้ตีพิมพ์เผยแพร่บทความมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กองบรรณาธิการของวารสารได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความ ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการเบื้องต้น การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก จำนวน 3 ท่าน เพื่อรักษาและพัฒนาคุณภาพของบทความให้เป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยและศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> <p> </p> th-TH <p>บทความวิชาการและบทความวิจัย ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น</p> <p>สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์</p> boonruam.ka@mbu.ac.th (รองศาสตราจารย์ ดร.บุญร่วม คำเมืองแสน) prawet.wat@mbu.ac.th (อาจารย์ ดร.ประเวช วะทาแก้ว) Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมด้วยการเล่านิทานธรรมบทแก่เยาวชนในอำเภอพุทธมณฑลจังหวัดนครปฐม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/257080 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์ปัญหาด้านคุณธรรม จริยธรรม ของเยาวชนในอำเภอพุทธมณฑล จังหวัดนครปฐม 2) สร้างรูปแบบการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม ด้วยการเล่านิทานธรรมบทแก่เยาวชน เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน ระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย โรงเรียนกาญจนาภิเษกวิทยาลัย จำนวน 30 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการรวบรวมข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัญหาด้านคุณธรรมจริยธรรม เยาวชนขาดความอดทน ขาดความขยัน ขาดความเชื่อเรื่องทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว ขาดความเคารพต่อครู กฎ กติกาของสังคม ขาดความขวนขวายในการทำความดี ขาดความรู้ทันในการเสพสื่อ 2) รูปแบบการพัฒนาคุณธรรม จริยธรรม พบว่า ต้องได้รับความร่วมมือจาก (1) ครอบครัว โรงเรียน ในการสร้างจิตสำนึกปลูกฝังด้านคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน (2) สังคม ในการมีส่วนร่วมดูแลพฤติกรรมของเยาวชน (3) วัด โดยร่วมมือกับครอบครัว โรงเรียน และสังคมในการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรมแก่เยาวชน (4) เยาวชน ต้องมีความพร้อมที่จะพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม (5) สื่อต่าง ๆ ต้องนำเสนอข้อมูลข่าวสารที่ไม่ขัดต่อคุณธรรมจริยธรรมอันดีของเยาวชน</p> พระศรีรัชมงคลบัณฑิต, พระมหาขนบ เข้ทอง; พระมหาสมศักดิ์ ธมฺมโชติโก, พระเจริญพงษ์ ธมฺมทีโป Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/257080 Wed, 08 Jun 2022 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวิถีปกติใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255662 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และแนวทางการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในวิถีปกติใหม่ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานทั้งเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 2 ขั้นตอน 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารและครู จำนวน 220 คน ใช้แบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็น ค่า PNI modified 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติการบรรยาย ผลการวิจัย พบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพ ที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษา ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ในวิถีปกติใหม่ โดยรวมอยู่ในระดับมาก = 3.75, S.D. = 0.62 และ = 4.3, S.D. = 0.71 ตามลำดับ แนวทางการบริหารสถานศึกษา 2 แนวทางหลัก ดังนี้ 1) การปฏิบัติตามมาตรการป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) 2) การใช้ดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหาร ได้แก่ (1) การจัดการด้านอุปกรณ์เทคโนโลยีการสอนและอินเทอร์เน็ต (2) การจัดทำแผนการจัดการเรียนการสอนแบบผสมผสานทั้งแบบ Onsite และ Online โดยใช้แอพลิเคชั่น เช่น Zoom Google Classroom (3) การออกแบบหลักสูตรบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p> เกสิณี ชิวปรีชา, วิมล จันทร์แก้ว, ปฏิมา พูนทรัพย์, นฤทธิ์ แสงสุขสว่าง, นริศว์ ปรารมย์ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255662 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 บ้านวังนกไข่: ทุนชุมชนเข้มแข็งบนฐานทุนทางสังคมและเศรษฐกิจพอเพียง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255932 <p> </p> <p>การวิจัยนี้ เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ 3 วัตถุประสงค์ประกอบด้วยเพื่อศึกษาทุนทางสังคมของบ้านวังนกไข่ เพื่อศึกษาการจัดการเศรษฐกิจพอเพียงในบ้านวังนกไข่ศึกษาชุมชนบ้านวังนกไข่ซึ่งเป็นหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงต้นแบบของจังหวัดสมุทรสาคร และได้รับรางวัลพระราชทาน หมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียงอยู่เย็น เป็นสุขและเพื่อศึกษาวิธีการจัดการทุนทางสังคมของบ้านวังนกไข่เพื่อรักษาความเป็นชุมชนเข้มแข็ง การศึกษาวิจัยเรื่อง “บ้านวังนกไข่ : ทุนชุมชนเข้มแข็งบนฐานทุนทางสังคมและเศรษฐกิจพอเพียง” เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสารและการสัมภาษณ์เชิงลึก เพื่อนำมาประมวลและวิเคราะห์ข้อมูล ทั้งนี้ผู้ศึกษาได้มีการกำหนดวิธีการศึกษาและขั้นตอนในการศึกษาดังต่อไปนี้ วิธีการศึกษา มีการศึกษาจากเอกสาร และเก็บข้อมูลการศึกษาภาคสนาม ใช้วิธีการสำรวจภาคสนาม และการสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 20 คน</p> <p> ผลการวิจัยพบตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยข้อแรกศึกษาทุนทางสังคมของบ้านวังนกไข่ ผลการวิจัยพบว่า บ้านวังนกไข่ประกอบด้วยทุนทางสังคมทั้งหมด 7 ด้านดังนี้ 1. ทุนทางจิตวิญญาณระบบคุณค่าสำนึกท้องถิ่น 2. ทุนทางสังคมปัญญา 3. ทุนทางสังคมทรัพยากรมนุษย์ 4. ทุนทางสังคมทรัพยากรธรรมชาติ 5. ทุนโภคทรัพย์ 6. ทุนการตอบแทนกัน 7. ทุนการใช้ประโยชน์ร่วมกัน ทุนทางสังคมต่าง ๆ เหล่านี้ทำให้ชุมชนอยู่กันอย่างเครือญาติ มีความรักใคร่ สามัคคี ปรองดอง ด้วยการมีผู้นำชุมชนในหมู่บ้านที่มีความสามารถ เข้าใจ เข้าถึงชุมชน ด้วยการเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่ทำให้ชาวบ้านเกิดแรงผลักดันในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ร่วมกัน ผลการวิจัยตามวัตถุประสงค์ข้อที่สอง เพื่อศึกษาการจัดการเศรษฐกิจพอเพียงในบ้านวังนกไข่ ในเมื่อบ้านวังนกไข่มีทุนทางสังคมที่ที่ทั้งจัดด้านแล้ว มีผู้นำการเปลี่ยนแปลงที่น้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้กับชุมชนแห่งนี้ ภายใต้เงื่อนไข ความรู้ และคุณธรรม สามารถทำให้ชาวบ้านวังนกไข่ อยู่ดี กินดี ไม่มีหนี้สิน นำทุนทางสังคมมาบริหารจัดการ ตามวัตถุประสงค์ข้อที่สาม ที่ศึกษาวิธีการจัดการทุนทางสังคมของบ้านวังนกไข่เพื่อรักษาความเป็นชุมชนที่เข็มแข็ง เพราะชาวบ้านร่วมมือร่วมใจในการทำกิจกรรมต่าง ๆ ชาวบ้านมีการน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ และใช้ได้จริงในชีวิต ทำให้ชุมชนบ้านวังนกไข่ สามารถเป็นต้นแบบที่ดีของชุมชนที่อยู่ดี กินดี มีสุข เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งทำให้ชุมชนบ้านวังนกไข่สามารถดึงศักยภาพของทุนชุมชนที่มีอยู่ มาบูรณาการร่วมกันให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อย่างมีประสิทธิภาพและลงตัว ทำให้บ้านวังนกไข่เป็นชุมชนที่เข้มแข็ง</p> สุภาพร บุตรศรีภูมิ, ฉัตรวรัญช์ องคสิงห Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255932 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของโรงเรียน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256684 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพ ปัญหา และนำเสนอแนวทางการบริหารสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาปทุมธานีเขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูหัวหน้าฝ่ายวิชาการ จำนวน 80 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 2 วิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ใช้สถิติพรรณนา ผลการวิจัยพบว่า สภาพการบริหารสิ่งแวดล้อมศึกษาเพื่อการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยรวมอยู่ในระดับมาก ส่วนปัญหาการบริหาร พบว่า มีปัญหาด้านการมีส่วนร่วมและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา อยู่ในระดับมากที่สุด สำหรับแนวทางการบริหาร มีแนวทางดำเนินการครบทุกมิติ ทั้งมิติด้านนโยบายสิ่งแวดล้อมศึกษาและโครงสร้างการบริหารจัดการ มิติการจัดกระบวนการเรียนรู้ มิติด้านระบบการจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อมของโรงเรียน และมิติการมีส่วนร่วมและเครือข่ายสิ่งแวดล้อมศึกษา โดยมีแนวทางสำคัญด้านการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนการสอนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการส่งเสริมปลูกจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมศึกษา</p> ปฏิมา พูนทรัพย์, เกสิณี ชิวปรีชา, อุทัยวรรณ พงษ์บริบูรณ์, รุจา รอดเข็ม, นฤทธิ์ แสงสุขสว่าง Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256684 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยวในอำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256969 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาระดับของปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหาร 2. เปรียบเทียบปัจจัยที่มีอิทธิผลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหาร จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3.ศึกษาปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหาร กลุ่มตัวอย่างเป็นนักท่องเที่ยว จำนวน 385 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t-test, F-test การวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า1) ปัจจัยจูงใจ ด้านความรู้เกี่ยวกับอาหารภาคเหนือ อัตลักษณ์ทางอาหาร ส่วนประสมทางการตลาด 7P’s ความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยวและการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยว อยู่ในระดับมากที่สุด 2) อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่งผลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหาร 3) ปัจจัยจูงใจที่มีอิทธิพลต่อการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหาร คือ สถานที่/ช่องทางการจัดจำหน่าย (X<sub>5</sub>) ความรู้เกี่ยวกับอาหารภาคเหนือ(X<sub>1</sub>) ด้านผลิตภัณฑ์ (X<sub>3</sub>) ความพึงพอใจต่อการท่องเที่ยว (X<sub>10</sub>) ด้านการส่งเสริมการตลาด (X<sub>6</sub>) ด้านราคา (X<sub>4</sub>) ด้านลักษณะทางกายภาพ (X<sub>9</sub>)ตามลำดับ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และสามารถอธิบายการผันแปรของการเลือกท่องเที่ยวเชิงอาหารของนักท่องเที่ยว อำเภอเชียงแสน จังหวัดเชียงราย (Y) ได้ร้อยละ 71.90 สามารถเขียนสมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบได้ดังนี้</p> <p>Y ̂ = 0.405-0.156 X<sub>1 </sub>+ 0.205 X<sub>3 </sub>+ 0.106 X<sub>4 </sub>+ 0.288 X<sub>5</sub> + 0.164 X<sub>6 </sub>+ 0.050 X<sub>9</sub> + 0.136 X<sub>10</sub></p> สมคิด โสภณอำนวยกิจ, ชนินทร์ วิชชุลตา, ธันพัทธ์สร ธรรมโชติเมธิน, ปัณค์ ยกขุน, สุขสวัสดิ์ ชูวิเชียร, พรพนา ศรีสถานนท์ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256969 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหารสถานศึกษาระบบทวิภาคี ของวิทยาลัยเทคนิค สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255663 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินการและนำเสนอแนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหารสถานศึกษาระบบทวิภาคี ของวิทยาลัยเทคนิค สังกัดสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร ดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 60 คน ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ หาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาและสถิติพรรณา ผลการวิจัย พบว่า สภาพการดำเนินการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก (=3.91, S.D. =0.63 แนวทางการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มในการบริหาร ได้แก่ 1) การพัฒนาครูผู้สอนในการจัดการเรียนการสอนออนไลน์ 2) จัดให้มีระบบการบริหารจัดการเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์มและระบบการรักษาความปลอดภัยของข้อมูล 3) กำหนดรูปแบบ แผนการจัดการเรียนรู้ แผนการฝึกอาชีพ แผนการนิเทศผ่านเทคโนโลยีดิจิทัลแพลตฟอร์ม และ 4) ให้มีการวัดผล ประเมินผลและการฝึกอาชีพตามสภาพจริง</p> เกสิณี ชิวปรีชา, วิมล จันทร์แก้ว, ปฏิมา พูนทรัพย์, นฤทธิ์ แสงสุขสว่าง, นริศว์ ปรารมย์ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255663 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700 การพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียน สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256685 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ผู้ให้ข้อมูล ได้แก่ ครูในสังกัดกรุงเทพมหานคร จำนวน 205 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าความต้องการจำเป็น (PNI <sub>modified</sub>) ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมของผู้บริหาร ในภาพรวม อยู่ในระดับปานกลาง = 2.72, SD = 0.58 และระดับมาก = 3.75, S.D = 0.54 ตามลำดับ ส่วนความต้องการจำเป็นในการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงจริยธรรมในด้านที่มีค่า PNI สูงสุด ลำดับแรก คือ การสร้างจิตสำนึกในการปฏิบัติตามกฎระเบียบในระดับขั้นที่สูงกว่าเดิม (PNI <sub>modified</sub> = 0.8055) ลำดับที่ 2 คือ การขจัดความขัดแย้งและความไม่พึงพอใจระหว่างค่านิยมกับวิธีปฏิบัติ (PNI <sub>modified </sub>= 0.6421)</p> ฐิติกร หมายมั่น, เกสิณี ชิวปรีชา, รุจา รอดเข็ม, นริศว์ ปรารมย์, อุทัยวรรณ พงษ์บริบูรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256685 Wed, 27 Apr 2022 00:00:00 +0700 ธุดงควัตร : แนวทางพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/257084 <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง ธุดงควัตร : แนวทางพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อศึกษาหลักธุดงควัตร 2) เพื่อศึกษาการพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา 3) เพื่อบูรณาการพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาด้วยหลักธุดงควัตร 4) เพื่อนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบบูรณาการพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาด้วยหลักธุดงควัตร” เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลเชิงเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหาและการสัมภาษณ์เชิงลึก (In- depth Interview) ผู้ทรงคุณวุฒิ 12 รูป/คน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าหลักธุดงควัตรในพระพุทธศาสนาที่มีมาในพระไตรปิฎกแค่เพียง 8 ข้อเท่านั้น ซึ่งมีใจความว่า ธุดงค์เป็นวัตรแต่ไม่เป็นศีล มี 8 ข้อ คือข้อ 1 ถึง 8 คือ 1)ปังสุกูลิกังคธุดงค์ (นุ่งห่มผ้าบังสุกุล) 2) เตจีวริกังคธุดงค์ (ทรงไตรจีวร) 3) ปิณฑปาติกังคธุดงค์ (เที่ยวบิณฑบาต) 4) สปทานจาริกังคธุดงค์ (เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับ) 5) ขลุปัจฉาภัตติกังคธุดงค์ (การห้ามภัตเมื่อภายหลัง) 6) อารัญญิกังคธุดงค์ (การอยู่ป่า) 7) ยถาสันถติกังคธุดงค์ (การอยู่ในเสนาสนะอันท่านจัดให้) 8) เนสัชชิกังคธุดงค์ (การนั่ง) ต่อมามีการเพิ่มธุดงควัตรเข้ามาอีก 5 ข้อ คือข้อ 9 ถึง 13 ปัจจุบันนี้ ธุดงควัตรมี 13 ข้อ</p> <p> การพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนา พบว่า การปฏิบัติธุดงควัตรตามหลักพระพุทธศาสนาเพื่อขัดเกลากิเลส เป็นคนมักน้อย สันโดษ เลี้ยบง่าย เป็นต้น ศาสนทายาทปฏิบัติธุดงควัตรของพระมหาเถระ ในสังคมไทยที่ปรากฏเด่นชัดในหลักของการปฏิบัติธุดงควัตร ประกอบด้วย 1) หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต 2) หลวงปู่ดูลย์อตุโล 3) ท่านพ่อลี ธมฺมธโรและ 4) พระมหาบัว าณสมฺปนฺโน เป็นต้น ได้ถือปฏิบัติธุดงควัตรมาเป็นประจำไม่ลดละการปฏิบัติธุดงค์จึงเป็นการทวนกระแสเข้าสู่วิถีเดิมของการปฏิบัติ เนื่องจากอัครสาวกในพุทธกาลมี พระมหากัสสปะเถระ ได้ปฏิบัติตามคำสอนพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วส่งผลให้บรรลุผลได้ตามต้องการ</p> <p> บูรณาการพัฒนาศาสนทายาทในพระพุทธศาสนาด้วยหลักธุดงควัตร พบว่า ธุดงค์ทั้ง 13 ข้อ ในแต่ละข้อสามารถปฏิบัติเคร่งครัดได้มากน้อยโดยแบ่งเป็นขั้นอุกฤษ์ ขั้นกลางและขั้นธรรมดา การปฏิบัติธุดงค์ย่อมเป็นผู้สันโดษในปัจจัย 4 ได้แก่ เครื่องนุ่งห่ม (จีวร) อาหาร (บิณฑบาต) ที่อยู่อาศัย (เสนาสนะ) และยารักษาโรค ซึ่งลักษณะดังกล่าวเป็นลักษณะของธุดงคกรรมฐานที่ชอบนิยมปฏิบัติธุดงค์ไปพร้อมกับการเจริญสมถกัมมัฏฐานและวิปัสสนากัมมัฏฐาน ดังนั้นธุดงควัตรเป็นวัตรปฏิบัติเพื่อพัฒนาศาสนทายาทให้เป็นผู้มักน้อย สันโดษ เลี้ยงง่ายอันจะทำให้เป็นผู้มีความสุขทั้งกายและใจในการดำเนินชีวิตในสังคม</p> พระครูปลัด ทินกร อิสฺสโร (คงถาวร), พระศรีวินยาภรณ์ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/257084 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 การเสริมสร้างมโนสำนึกในการให้บริการของสำนักทะเบียนท้องถิ่นด้วยหลักพุทธธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256702 <p>วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อนำเสนอแนวทางและการสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับ “รูปแบบการเสริมสร้างมโนสำนึกในการให้บริการของสำนักทะเบียนท้องถิ่น” ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ แบบวิจัยเอกสาร(Documentary Research) และโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-Depth-interview) เป็นเครื่องมือใน การรวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้บริการทั่วไป ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการให้บริการ จำนวน 11 รูป/คน เจ้าหน้าที่ระดับหัวหน้าหน่วยงานบริการ การสนทนากลุ่ม จำนวน 11 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การให้บริการของสำนักทะเบียนท้องถิ่น มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพบริการได้รวดเร็ว ใช้งานง่าย ข้อมูลชัดเจนเป็นปัจจุบัน ให้ความสะดวกสบาย สะอาดและเป็นระเบียบเรียบร้อย ช่องทางรับฟังปัญหา/ข้อร้องเรียน/ข้อคิดเห็นที่หลากหลาย ได้รับการแก่ไขหรือตอบสนองอย่างรวดเร็ว โดยหลักพุทธธรรมที่สนับสนุนการให้บริการของสำนักทะเบียนท้องถิ่น คือ ปุริสธรรม 7 สังคหวัตถุ 4 ลักพรมวิหาร 4 อิทธิบาท 4 และกัลยาณมิตร 5 ประการ เพื่อบูรณาการการเสริมสร้างมโนสำนึกในการให้บริการที่ประกอบไปด้วย จุดหมายมโนสำนึก คุณธรรม จริยธรรม วิธีคิด และ บริการมีเป้าหมาย นำมาวิเคราะห์หาข้อดีข้อเสีย นำข้อดีมาเพื่อพัฒนาและบูรณาการด้วยหลักพุทธธรรมเพื่อพัฒนาไปสู่เป้าหมาย โดยใช้แรงขับเคลื่อนด้วยขบวนการ คือ หลักพุทธธรรม จิตสาธารณะ จิตสำนึก และ หลักการที่เป็นหัวใจของการบริการ</p> <p> รูปแบบมาบรูณาการการเสริมสร้างมโนสำนึกในการให้บริการของสำนักทะเบียนท้องถิ่นด้วยหลักพุทธธรรม เป็นทฤษฎี Comets MODEL อันประกอบด้วย Co จุดหมายในสำนึก คุณธรรม (Moral) จริยธรรม (Ethics) การใช้วิธีคิดเพื่อการปฏิบัติหน้าที่ (Think) การบริการที่ประกอบด้วยมโนสำนึก (Service)</p> ภาวินี สุภารัตน์, พระเมธาวินัยรส, สุมานพ ศิวารัตน Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256702 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 Research On The Constituent Dimensions And Influencing Factors Of Employee Engagement Under The Background Of Organizational Change https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255073 <p>Combined with the special period of organizational change, the relationship model between employee's organizational identity and employee's engagement is constructed, and the hypothesis is set, the research variables are defined, and the questionnaire design is completed. On the determination of influencing factors, the author divides influencing factors into three types: personal factors, organizational factors and social environment factors through reading, understanding and comprehensive analysis of relevant literature, and studies the relationship between each influencing factor and employee engagement at different levels. It shows that job attraction has the greatest predictive effect on employee engagement, followed by organizational support, interpersonal relationship and leadership support. Organizational support has the best predictive effect on employee engagement, followed by job attraction, leadership support and interpersonal relationship.</p> Lin Tan, Sarana Photchanachan Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255073 Thu, 12 May 2022 00:00:00 +0700 Factors Influencing The Loyalty Of The Home Audience Of Henan Jianye Football Club, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255085 <p><span class="fontstyle0">This paper focuses on the research of home audience loyalty of Henan Jianye Football Club. Taking the home game against Shijiazhuang Yongchang in July as the research case, trying to analyze the relationship &amp; influence of experience on satisfaction and satisfaction on loyalty from the perspective of consumer psychology. Followed by the design of the questionnaire to analyze the relationship between the three items. And finally, advice on how to improve the audience loyalty of Jianye Football Club is given. The result found the loyalty of Jiany</span><span class="fontstyle2">e’s home audience through the investigation of the </span><span class="fontstyle0">home game against Yongchang, analyze and summarize as audience loyalty is not the influence of a single experience, but a kind of spiritual loyalty based on the changes of the game that integrates multiple experiences. It requires considerate service for different </span><span class="fontstyle2">age groups, so that the enthusiasm of fans can be implemented and professional Player’ </span><span class="fontstyle0">performance on the field is rewarded, and respect is earned by respect, which is the reason for loyalty.</span> </p> Dawei Wan, Wasin Phromphithakkul Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255085 Thu, 12 May 2022 00:00:00 +0700 Residents’ Attitude towards Tourists in Lanzhou, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/254241 <p>Tourists have taken the most essential role in the development of tourism industry in Lanzhou. However, the arrival of tourists has some positive and negative impacts on local people’s life. As the characteristic of residents, they are in the position to either offer support for, or to avoid the future development of the tourism industry. So, it is necessary to conduct a study for measuring attitudes of Lanzhou residents toward tourists and figure out influenced factors to provide advices for development of Chinese market. This study adopted individual in-depth interview which is one of qualitative approaches to collect residents’ attitude towards tourists in Lanzhou. And the results of interviews entered into NVivo 11 system for content analysis. All of 22 residents were interviewed in this study to describe their thoughts and opinions toward tourists.</p> <p>In conclusion, the majority of respondents in this study were inclined to support tourists to visit Lanzhou, holding positive attitudes toward tourists. The findings of the study showed that there are 6 factors influenced resident’s attitude towards tourists: physical distance, the length of residence, economic dependency, seasonality, age and income. And the findings can provide references for the improvement of tourism industry of Lanzhou.</p> Gonglin Lu; Akkachai Poosala Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/254241 Thu, 12 May 2022 00:00:00 +0700 The Incentive Effectiveness Of Music Teachers In Colleges And University In Jiangxi Province, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256188 <p>For nearly two decades, Chinese university education has completed the transformation of "elite higher education" to "mass higher education", led by the popularization of education, which has moved from the social edge to the social center. In this study, some music teachers in colleges and universities in Jiangxi Province were selected as the target. They were designed to identify the issues of encouraging music teachers in colleges and universities, and have important theoretical value and practical significance in developing the potential of music teachers in colleges and universities, stimulating their creativity of them, and building a positive human resource management model for music education in colleges and universities. This study uses quantitative analysis methods to carry out empirical research. The research results show that (1) the demand for music teachers in colleges and universities in Jiangxi province has the dominant position in terms of diversity, tendency, and spirit of music teachers. At the same time, material demand remains the main need of music teachers in colleges and universities. (2) Demand satisfaction is the key to motivation. In turn, the enthusiasm of music teachers in colleges and universities comes from the incentive power of professional development, compensation factors, and environmental factors, and the turnover rate of music teachers in colleges and universities is low and the team is stable. (3) It is the guarantee of continuous incentive for music teachers in colleges and universities to improve the restriction of the constraints and meet the reasonable needs of music teachers in colleges and universities.</p> Li Li, Sanara Photchanachan, Pensri Bangbon Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256188 Fri, 13 May 2022 00:00:00 +0700 Modeling Management Of Chain Music Training Institutions In Hunan, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256187 <ul> <li>The current study purposes to analysis the development and current situation of chain music training in Hunan Province, to explore the main influencing factors within the management of chain music training institutions, to investigate the relationship between influencing factors and the competitiveness of chain music training institutions, and to construct a scientific, standardized and comprehensive management system of chain music training institutions. It was focused on the management mode of chain music training institutions, with mixed research methods to study the development status and existing problems of chain music training in Hunan Province, China. Based on the management mode.</li> <li>The result found the characteristics of the management mode of chain music training institutions can be divided into: regular chain model, brand franchise chain model, cooperative chain model and hybrid chain model; by the content of franchise, it can be divided into: brand name franchise, brand course franchise and brand system franchise. The relationship between management mode factors and institutions found that the factors and elements will affect institutions can be classified into music education factors, internal management factors, external management factors, and resource management factors. The relationship between influencing factors and the competitiveness of chain music training institutions found that music education factors of music education idea and music education position), internal management factors of student management, courses management and institutional resources management) and external management factors of brand management, franchise management and social resources management) have a significant influence on the competitiveness of chain music training institutions through mediator variable. That music education factors i.e., music education idea and music education position, internal management factors i.e., student management, courses management and institutional resources management and external management factors i.e., brand management, franchise management and social resources management. That have a significant influence on the competitiveness of chain music training institutions through mediator variable of consumer attitudes.</li> </ul> <p><strong> </strong></p> Wanlin Dai, Eksiri Niyomsilp Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256187 Fri, 13 May 2022 00:00:00 +0700 Factors Influencing Preservation And Management Of National Performing Arts Intangible Cultural Heritage In Changde, China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256186 <p>The intangible cultural heritage of performing arts is perhaps one of the best examples. The study aims to understand the resident's perception of the national intangible cultural heritage related to performing arts in Changde, China, to study the internal and external factors affecting the preservation of national intangible cultural heritage related to performing arts in Changde, China and to discuss the preservation management of national intangible cultural heritage related to performing arts in Changde, China. This study was intended to use the collection with analysis of qualitative and quantitative data to verify.</p> <p>There was a significant correlation between the perception of Changde community residents and the protection of the intangible cultural heritage of performing arts to analyze the impact of internal and external factors on Changde national performances for how to influence the preservation also the management of artistic intangible cultural heritage. Thereby, promoting the preservation and management of Changde national performing arts intangible cultural heritage provides reference data for the intangible cultural heritage management center, cultural education departments, intangible cultural heritage inheritors, and adjust policies according to all influencing factors, formulate response strategies, and be targeted to promote the intangible culture of Changde national performing arts further development of the heritage.</p> Chunxi Fan, Eksiri Niyomsilp Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256186 Fri, 13 May 2022 00:00:00 +0700 การศึกษาวิเคราะห์ประเพณีบุญบั้งไฟในจังหวัดยโสธร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256979 <p>ประเพณีบุญบั้งไฟ มีความเกี่ยวพันกับชีวิตของชาวอีสาน ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ดีงามที่ปฏิบัติสืบต่อกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยมีความเชื่อว่ามนุษย์อยู่ใต้อิทธิพลของเทวดา เมื่อถึงเดือนหกของทุกปี จะต้องจัดงานบุญบั้งไฟ เป็นการบูชาเพื่อขอให้ฝนตกต้องตามฤดูกาล เมื่อทำเช่นนั้นแล้ว ก็เชื่อว่าฝนจะตกลงมาทำให้เกษตรอุดมสมบูรณ์ ประชาชนในหมู่บ้านจะอยู่เย็นเป็นสุข เพราะมีข้าวปลาอาหารที่บริบูรณ์ทั้งปราศจากโรคภัยไข้เจ็บด้วย เป็นประเพณีที่มีคุณค่าต่อจิตใจของชาวอีสานเป็นอย่างมาก ประเพณีบุญบั้งไฟหรือบุญเดือนหกนี้ ยังเป็นวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาอีกด้วย คือ วันวิสาขบูชา ได้แก่ วันประสูติ ตรัสรู้ และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า มาบรรจบกัน เพื่อให้ชาวพุทธได้ระลึกถึงคุณของพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของคนให้ยึดมั่นในคุณงามความดีทําให้คนในสังคมมีจิตใจเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข</p> พระมหาบุญประสิทธิ์ นาถปุญฺโญ (การัตน์) Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256979 Wed, 27 Apr 2022 00:00:00 +0700 แนวทางการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกกันในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม (Social and emotional learning : SEL) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256325 <p>วัตถุประสงค์ของบทความวิชาการนี้เพื่อศึกษาแนวทางการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกกันในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม ซึ่งประกอบด้วย การกลั่นแกล้งรังแก ประเภทของการกลั่นแกล้ง บทบาทของผู้ที่เกี่ยวข้องในการกลั่นแกล้งรังแก ผลกระทบจากการถูกกลั่นแกล้งรังแก การแสดงออกเชิงพฤติกรรมของผู้ถูกกลั่นแกล้งเมื่อถูกกลั่นแกล้งรังแก วิธีที่คุณครูจะช่วยแก้ปัญหาเรื่องการกลั่นแกล้งรังแกและทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคม เป็นส่วนประกอบที่สำคัญที่จะช่วยให้แนวทางการแก้ปัญหาการกลั่นแกล้งรังแกกันในห้องเรียนชั้นประถมศึกษาด้วยพัฒนาทักษะการเรียนรู้ทางอารมณ์และสังคมบรรลุเป้าหมายได้อย่างสำเร็จ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู และรวมถึงนักเรียนด้วย ที่จะต้องให้ความร่วมมือซึ่งกันและกัน</p> ไชยชาญ เผือดคล้าย Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256325 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 วาระจิตของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256696 <p>บทความวิชาการเรื่องวาระจิตของพระพุทธเจ้าในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นการรวบรวมทัศนะแห่งจิตของพระพุทธเจ้าในวาระต่าง ๆ มีวัตถุประสงค์การศึกษาคือ เพื่อศึกษาวิเคราะห์วาระจิตของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏในคัมภีร์พระพุทธศาสนาเถรวาท</p> <p> วาระจิตของพระพุทธเจ้าในขณะที่มีสภาพแวดล้อมภายนอกและสภาวะแห่งจิตภายในที่แตกต่างกันพบว่า ทัศนะแห่งวาระจิตว่าเป็นวิถีจิตในขณะจิตเดียวหรือทางทวารเดียว ซึ่งเกิดดับสืบต่อกันโดยรู้อารมณ์เดียวกัน จิตในคราวก่อนการตรัสรู้พบว่ามีสามวาระเป็นสำคัญได้แก่ วาระแรกเป็นวาระแห่งมรรคาที่ปรากฎทัศนะว่าการฝึกร่างกายฝืนธรรมชาติการกระทำนี้ไม่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ วาระที่สองเป็นวาระแห่งการกลั้นลมหายใจและเกิดทัศนะว่าการกระทำนี้ไม่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ วาระที่สาม ในคราวที่ทรงอดพระกระยาหารจนผอม จึงเกิดทัศนะขึ้นอีกว่าการกระทำนี้ไม่เป็นไปเพื่อการตรัสรู้ อันนำไปสู่การบำเพ็ญด้วยจิตวิปัสสนา ในขณะตรัสรู้ วาระจิตของพระองค์มี 2 ขณะ หรือมี 2 วาระจิต กล่าวคือ ก่อนสำเร็จเป็นพระอรหันต์ จะมีวาระจิตเป็นอภิญญาวิถี คือ เมื่อได้บุพเพนิวาสานุสสติอภิญญา (มีปัญญาที่สามารถระลึกถึงเรื่องราวของตนที่เคยเกิดมาแล้วในชาติก่อน) และได้ทิพพจักขุอภิญญา (มีตาทิพย์รับรู้การจุติและปฏิสนธิของสัตว์ทั้งหลายที่เรียกว่า จุตูปปาตญาณ) หลังจากนั้นเมื่อพระองค์ได้ตรัสรู้เป็นสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มีนิพพานเป็นอารมณ์ วาระจิตที่เข้าถึงมรรคผล ที่เรียกว่า มรรควิถีและผลวิถีหรือโลกุตตรอัปปนาวิถี ส่วนในขณะเสด็จดับขันธ์ปรินิพพาน มีวาระจิตเดียว เพราะปรินิพพานวิถีของพระพุทธองค์ มีลักษณะเป็น ชีวิตสมสีสีวิถี คือ พระพุทธองค์จะปรินิพพานทางมโนทวารมรณาสันนวิถีเพียงทางเดียวเท่านั้น</p> วนิดา ชุลิกาวิทย์, พระปลัดธนา อคฺคธมฺโม, สมฤดี จันทร์กล่ำ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256696 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 โลกธรรมกับความเข้าใจการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/254540 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ตามมุมมองทางพระพุทธศาสนาและปรัชญาเกี่ยวกับโลกธรรมกับความเข้าใจการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน ซึ่งพบว่า โลกธรรมเป็นมุมมองที่มีต่อการพิจารณาสิ่งแวดล้อมรอบตัวไปตามกระบวนการแห่งปัญญา อีกทั้งต้องมีศีลเป็นสิ่งควบคุมความประพฤติทั้งกาย วาจา อันจะสามารถดำเนินชีวิตอยู่ร่วมกับสิ่งแวดล้อมรอบตัวได้โดยไม่หวั่นไหว มีความสุขกายใจ และพ้นจากทุกข์ทั้งปวงได้ การดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบัน โดยเฉพาะในยุคโลกาภิวัตน์ จำเป็นต้องมีกรอบและแนวทางเป็นจุดยืนทางความคิด เพื่อจะได้ไม่ออกนอกลู่นอกทาง ดังนั้นโลกธรรมซึ่งเป็นหลักธรรมเสมือนเครื่องมือที่สำคัญยิ่งที่จะส่งเสริมการดำเนินชีวิตให้มีความสุขได้อีกประการหนึ่ง การศึกษาโลกธรรมเพื่อนำมาเป็นกรอบการดำเนินชีวิตในสังคมปัจจุบันจึงได้กำหนดแนวปฏิบัติเป็นเสมือนกรอบของการดำเนินชีวิต เพราะไม่ว่าจะพบเจอสถานการณ์ใดก็ตาม โลกธรรมจะสอนให้คิดตามเหตุปัจจัย พิจารณาถึงแง่บวกและแง่ลบ ส่งผลให้เข้าใจและสามารถดำเนินชีวิตไปในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุขและได้เกื้อกูลสังคมรอบตัวเราให้มีความสุขและอยู่ร่วมกันอย่างมั่นคงในสังคมทุกระดับเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน</p> สมฤดี จันทร์กล่ำ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/254540 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 สุนทรียศาสตร์ในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255378 <p>บทความสุนทรียศาสตร์ในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่มีวัตถุประสงค์ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาสุนทรียศาสตร์ 2) เพื่อศึกษาวรรณกรรมประเภทนิราศ 3) เพื่อศึกษาสุนทรียศาสตร์ในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่ ผลการศึกษาพบว่า สุนทรียศาสตร์เป็นปรัชญาสาขาที่ว่าด้วยเรื่องความงาม ศาสตร์ที่เรียกกันทั่วไปว่าความงามเกิดขึ้นตามธรรมชาติ และมนุษย์สร้างขี้นในงานศิลปะทุกสาขา สามารถพบเห็นความงามแง่มุมต่าง ๆในวรรณกรรมประเภทนิราศที่เป็นพรรณณาโวหาร ตามหลักสุทนรียศาสตร์ โดยเฉพาะด้านพุทธปรัชญาพบว่า มีการสอดแทรกแฝงไปด้วยหลักการดำเนินชีวิตที่อาศัยปัญญาจากหลักธรรมเช่น ไตรลักษณ์ หลักกรรม อธิษฐานธรรม 4 สัมมาวาจา ธรรมทำให้งาม 2 การไม่คบคนพาล ศีล 5 โลกธรรม 8 ความกตัญญูกตเวที ทั้งนี้ยังพบว่าในนิราศภูเขาทองของสุนทรภู่แสดงสุนทรียศาสตร์ในด้านวรรณศิลป์ สัมผัสสระ สัมผัสอักษร แสดงวิถีการดำเนินชีวิตไปถึงขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม สะท้อนอัตลักษณ์ของสังคมไทยอย่างงดงาม ยังให้ข้อคิดและคติธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาที่สามารถนำไปใช้ในชีวิต</p> ธัญลักษมณ์ อารยตานนท์ , พระมหาพจน์ สุวโจ Copyright (c) 2022 วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/255378 Sat, 14 May 2022 00:00:00 +0700 สารจากบรรณาธิการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256391 <p><strong>สารจากบรรณาธิการ</strong></p> <p>วารสารปรัชญาปริทรรศน์ ได้ดำเนินการบริการทางวิชาการมาถึงฉบับแรกแห่งปีที่ 27 ของการเผยแผ่ผลงานการศึกษาในรูปแบบบทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ซึ่งเมื่อมาถึงวาระแห่งปี พุทธศักราช 2565 นี้วารสารก็ยังคงสานต่อปณิธานการเป็นสื่อกลางในการนำเสนอผลงานทางวิชาการเพื่อประโยชน์ของสังคม และประเทศชาติ บนพื้นฐานของหลักวิชาการด้านปรัชญาในทุกสาขาวิชาเช่น พุทธศาสนา สังคมศาสตร์ มนุษย์ศาสตร์ รัฐศาสตร์ การศึกษา การบริหาร และแขนงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับปรัชญา</p> <p>ขอขอบคุณสมาชิกทุกท่านที่ได้ให้การสนับสนุนการดำเนินงานเพื่อนำเสนอและเผยแพร่งานวิชาการรับใช้สังคมของคณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย ขอขอบคุณผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้ความอนุเคราะห์ในการประเมินบทความ และให้คำแนะนำเพื่อนำไปสู่การปรับปรุงให้ได้คุณภาพเพื่อเกิดประโยชน์แก่วงการการศึกษาและวิชาการให้ดียิ่งขึ้น ตลอดถึงผู้แต่งที่ไม่ย่อท้อในการปรับแก้ไขงานเขียนจนสำเร็จได้ตีพิมพ์ในวารสารฉบับที่ผ่านมา</p> <p>วารสารฉบับนี้ ยังคงรอการสนับสนุนจากทุกท่านทั้งผู้แต่ง ผู้ประเมิน และคณะกองบรรณาธิการที่มีส่วนร่วมในการผลิตผลงานท่ามกลางการเผชินหน้าของมนุษยชาติกับโรคร้ายที่เกิดขึ้นกับระบบทางเดินหายใจจากเชื้อโรคกลายพันธุ์ใหม่ที่ชื่อว่า โอมิครอน ที่แพร่กระจายในทุกภูมิทวีปทั่วโลก วารสารยังคงยินดีที่จะทำหน้าที่เป็นเครือข่ายที่จะเชื่อมโยงงานวิจัยใหม่ๆ และบทความวิชาการที่ทรงคุณค่าที่จะร่วมกันแก้ไขปัญหาให้โลกนี้กลับมาสู่ภาวะปกติปราศจากโรคภัย งานเขียนทางปรัชญาจึงเป็นงานเขียนที่เชื่อมทุกภาคส่วนของสังคมเข้าด้วยกันอย่าไร้รอยต่อ วารสารฉบับนี้จึงขอเชิญชวนทุกท่านได้ติดตามผลงานและบทความใหม่ ๆ ผลการศึกษาใหม่ ๆ ที่จะได้นำเผยแพร่ต่อไป</p> <p> </p> Boonruam Kammuangseng Copyright (c) 2022 มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/256391 Mon, 25 Apr 2022 00:00:00 +0700