วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv <p>วารสารปรัชญาปริทรรศน์ก่อต้ังเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากนั้น ได้ตีพิมพ์เผยแพร่บทความมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กองบรรณาธิการของวารสารได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความ ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการเบื้องต้น การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก จำนวน 3 ท่าน เพื่อรักษาและพัฒนาคุณภาพของบทความให้เป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยและศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p><span class="fontstyle0">248 ม.1 ถ.ศาลายา - นครชัยศรี ต.ศาลายา อ.พุทธมณฑล จ.นครปฐม 73170</span><br /><span class="fontstyle0"><strong>โทรศัพท์:</strong> +66 2444 6000 </span><span class="fontstyle0"><br /></span><span class="fontstyle0"><strong>Email:</strong> jpv.mbu@gmail.com</span></p> <h2 data-start="188" data-end="204">Aim &amp; Scope</h2> <h3 data-start="206" data-end="237">Aim (วัตถุประสงค์ของวารสาร)</h3> <p data-start="239" data-end="416">วารสารปรัชญาปริทรรศน์มุ่งเป็นเวทีวิชาการระดับชาติสำหรับการเผยแพร่ผลงานวิจัยและบทความวิชาการที่มีคุณภาพในด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา และศาสตร์ที่เกี่ยวข้อง โดยมีเป้าหมายสำคัญดังนี้</p> <ol data-start="418" data-end="939"> <li data-start="418" data-end="518"> <p data-start="421" data-end="518">ส่งเสริมและสนับสนุนการสร้างองค์ความรู้ใหม่ทางด้านพระพุทธศาสนา ปรัชญา และสหวิทยาการที่เกี่ยวข้อง</p> </li> <li data-start="519" data-end="602"> <p data-start="522" data-end="602">พัฒนามาตรฐานงานวิจัยและงานวิชาการให้สอดคล้องกับเกณฑ์คุณภาพระดับชาติและนานาชาติ</p> </li> <li data-start="603" data-end="718"> <p data-start="606" data-end="718">เป็นสื่อกลางในการแลกเปลี่ยนความรู้ทางวิชาการระหว่างคณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ นิสิตนักศึกษา และผู้สนใจทั่วไป</p> </li> <li data-start="719" data-end="838"> <p data-start="722" data-end="838">สนับสนุนการบูรณาการองค์ความรู้ด้านศาสนา ปรัชญา และสังคมศาสตร์ เพื่อประยุกต์ใช้ในการพัฒนาสังคมและประเทศอย่างยั่งยืน</p> </li> <li data-start="839" data-end="939"> <p data-start="842" data-end="939">เป็นแหล่งอ้างอิงทางวิชาการที่เชื่อถือได้ และสนับสนุนระบบการเผยแพร่งานวิจัยแบบเปิด (Open Access)</p> </li> </ol> <hr data-start="941" data-end="944" /> <h3 data-start="946" data-end="984">Scope (ขอบเขตเนื้อหาที่รับตีพิมพ์)</h3> <p data-start="986" data-end="1054">วารสารรับพิจารณาบทความที่มีเนื้อหาเกี่ยวข้องกับสาขาวิชาดังต่อไปนี้</p> <ol data-start="1056" data-end="1822"> <li data-start="1056" data-end="1262"> <p data-start="1059" data-end="1086"><strong data-start="1059" data-end="1084">พระพุทธศาสนาและปรัชญา</strong></p> <ul data-start="1090" data-end="1262"> <li data-start="1090" data-end="1129"> <p data-start="1092" data-end="1129">พุทธปรัชญา เถรวาท มหายาน และวัชรยาน</p> </li> <li data-start="1133" data-end="1168"> <p data-start="1135" data-end="1168">การตีความคัมภีร์ทางพระพุทธศาสนา</p> </li> <li data-start="1172" data-end="1217"> <p data-start="1174" data-end="1217">จริยศาสตร์ ปรัชญาศาสนา อภิปรัชญา ญาณวิทยา</p> </li> <li data-start="1221" data-end="1262"> <p data-start="1223" data-end="1262">การประยุกต์ใช้หลักธรรมในบริบทสมัยใหม่</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1264" data-end="1468"> <p data-start="1267" data-end="1296"><strong data-start="1267" data-end="1294">รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong></p> <ul data-start="1300" data-end="1468"> <li data-start="1300" data-end="1332"> <p data-start="1302" data-end="1332">ปรัชญาการเมือง ทฤษฎีการเมือง</p> </li> <li data-start="1336" data-end="1372"> <p data-start="1338" data-end="1372">ความสัมพันธ์ระหว่างศาสนากับสังคม</p> </li> <li data-start="1376" data-end="1416"> <p data-start="1378" data-end="1416">การพัฒนาชุมชนและสังคมตามหลักพุทธธรรม</p> </li> <li data-start="1420" data-end="1468"> <p data-start="1422" data-end="1468">ประเด็นร่วมสมัยทางสังคม วัฒนธรรม และจริยธรรม</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1470" data-end="1628"> <p data-start="1473" data-end="1487"><strong data-start="1473" data-end="1485">การศึกษา</strong></p> <ul data-start="1491" data-end="1628"> <li data-start="1491" data-end="1523"> <p data-start="1493" data-end="1523">พุทธวิธีการสอนและการเรียนรู้</p> </li> <li data-start="1527" data-end="1545"> <p data-start="1529" data-end="1545">ปรัชญาการศึกษา</p> </li> <li data-start="1549" data-end="1582"> <p data-start="1551" data-end="1582">การจัดการศึกษาทางพระพุทธศาสนา</p> </li> <li data-start="1586" data-end="1628"> <p data-start="1588" data-end="1628">นวัตกรรมทางการศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร</p> </li> </ul> </li> <li data-start="1630" data-end="1822"> <p data-start="1633" data-end="1654"><strong data-start="1633" data-end="1652">ภาษาและวัฒนธรรม</strong></p> <ul data-start="1658" data-end="1822"> <li data-start="1658" data-end="1703"> <p data-start="1660" data-end="1703">ภาษาบาลี สันสกฤต และภาษาในคัมภีร์ทางศาสนา</p> </li> <li data-start="1707" data-end="1740"> <p data-start="1709" data-end="1740">การแปลและการตีความเชิงวิชาการ</p> </li> <li data-start="1744" data-end="1781"> <p data-start="1746" data-end="1781">วัฒนธรรม ศิลปกรรม และมรดกทางศาสนา</p> </li> <li data-start="1785" data-end="1822"> <p data-start="1787" data-end="1822">การศึกษาข้ามวัฒนธรรมและสหวิทยาการ</p> </li> </ul> </li> </ol> <p data-start="1824" data-end="2020">วารสารพิจารณาตีพิมพ์บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ โดยทุกบทความต้องผ่านกระบวนการประเมินคุณภาพแบบ Double-blind Peer Review จากผู้ทรงคุณวุฒิอย่างน้อย 3 ท่าน</p> <p><strong>รูปแบบการดำเนินการตีพิมพ์บทความ </strong></p> <p><em><strong>(การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อย 3 ท่าน )</strong></em></p> <p>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความ การประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยการประเมินในรูปแบบการปกปิดชื่อผู้ประเมินและผู้แต่ง (Double-blind Peer Review) และบทความต้นฉบับต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><strong>ประเภทของบทความ (</strong><strong>Types of Articles) ที่รับตีพิมพ์</strong></p> <p>1) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (</strong><strong>Languages)</strong></p> <p>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ<em><br /></em></p> <p><strong>กำหนดการตีพิมพ์ (</strong><strong>Publication Frequency) </strong></p> <p>กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) คือ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ (APC)</strong><br />เนื่องจากเป็นวารสารแบบเปิดเผยข้อมูลโดยไม่มีค่าสมัครสมาชิก ผู้เขียนหรือสถาบันหรือผู้ให้ทุนจะต้องชำระค่าธรรมเนียม (ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความ หรือ APC) เพื่อครอบคลุมค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับการตีพิมพ์ ซึ่งจะทำให้บทความของคุณสามารถเข้าถึงได้ฟรีทันทีและถาวรสำหรับทุกคน</p> <p>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์บทความสำหรับวารสารนี้คือ 3,000 บาท</p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">โดยดำเนินการดังนี้</span></p> <p>1) โอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย รหัสสาขา 459 เลขที่บัญชี 981-8-88235-0</p> <p>2) ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (เงินรายได้)</p> <p>3) เมื่อชำระแล้ว ส่งหลักฐานการโอนเงิน (สลิปการโอนเงิน) แนบมาในช่องกระทู้สนทนาในระบบวารสารออนไลน์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการต่อไป</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p><a href="https://philo.mbu.ac.th/">คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</a></p> <p><strong>หน่วยงานสนับสนุน (</strong><strong>Source of Support) </strong></p> <p>คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p><strong>การเผยแพร่ (</strong><strong>Publication)</strong></p> <p>เผยแพร่วารสารฉบับออนไลน์ ผ่านฐานข้อมูลวารสารระดับชาติ ด้วยระบบ ThaiJO และอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI ฐาน 2 (ตั่งแต่ปี 2564-2568) และจัดส่งฉบับตีพิมพ์ให้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> th-TH <p>บทความวิชาการและบทความวิจัย ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น</p> <p>สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์</p> jpv.mbu@gmail.com (พระครูปลัด โชติพัฒน์ อาจารสุโภ, ผศ.ดร.) jpv.mbu@gmail.com (พระครูปลัดโชติพัฒน์ อาจารสุโภ, ผศ. ดร.) Sat, 13 Jun 2026 17:14:05 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 พุทธปรัชญาการศึกษา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/286799 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 3 ประการ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาความหมายและลักษณะของพุทธปรัชญาการศึกษา 2) เพื่อศึกษาประเภทของพุทธปรัชญาการศึกษา และ 3) เพื่อศึกษาทฤษฎีและกรอบแนวคิดของพุทธปรัชญาการศึกษา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงเอกสาร จากการวิเคราะห์และสังเคราะห์เอกสารทางวิชาการที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า พุทธปรัชญาการศึกษา หมายถึงแนวคิดทางการศึกษาที่มีรากฐานจากหลักพุทธธรรม โดยนำหลักการสำคัญทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการศึกษาและพัฒนามนุษย์ พุทธปรัชญาการศึกษามีลักษณะเด่น 5 ประการ ได้แก่ การมุ่งเป้าหมายแห่งการดำรงชีวิตที่ดีงาม การพัฒนาบุคลิกภาพ การพัฒนาสติปัญญา การพัฒนาร่างกาย และการพัฒนาศีลธรรม นอกจากนี้ กรอบแนวคิดของพุทธปรัชญาการศึกษาประกอบด้วยหลักธรรมสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ ขันธ์ 5 ซึ่งอธิบายองค์ประกอบของชีวิต ไตรลักษณ์ซึ่งอธิบายสภาวะความเป็นจริง ปฏิจจสมุปบาทซึ่งอธิบายความสัมพันธ์เชิงเหตุปัจจัย และอริยสัจ 4 ซึ่งเป็นกรอบการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาชีวิตมนุษย์อย่างเป็นระบบ องค์ความรู้ที่ได้จากการศึกษาครั้งนี้คือการสังเคราะห์กรอบแนวคิดพุทธปรัชญาการศึกษาในฐานะฐานคิดเชิงบูรณาการสำหรับการพัฒนามนุษย์แบบองค์รวม ซึ่งเชื่อมโยงมิติด้านกาย จิต ปัญญา และคุณธรรมเข้าด้วยกัน อันสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาหลักสูตร การจัดการเรียนรู้ และการกำหนดนโยบายทางการศึกษาเพื่อเสริมสร้างการพัฒนาที่ยั่งยืนในบริบทสังคมร่วมสมัย</p> อมรรัตน์ พุทธอริยวงศ์, เสฐียร ทั่งทองมะดัน, เบญญาภา เพิ่มบุญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/286799 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 กระบวนการเสริมสร้างพุทธิปัญญาสำหรับเยาวชน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288689 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและนำเสนอกระบวนการพัฒนาเยาวชนอย่างเป็นระบบ ผ่านการบูรณาการ “กิจกรรมพุทธิปัญญา” เข้ากับกรอบคุณลักษณะเยาวชนต้นแบบ 8 ประการ โดยมุ่งยกระดับกระบวนทัศน์การเรียนรู้จากการเรียนรู้เชิงพุทธิพิสัยแบบดั้งเดิมไปสู่การพัฒนาเชิงเจตพิสัยผ่านกระบวนการจิตตปัญญาศึกษา ทั้งนี้เพื่อสร้างกลไกการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงระหว่างกระบวนการทางปัญญาภายใน กับพฤติกรรมเชิงจริยธรรมที่แสดงออกภายนอก อย่างมีเหตุผลและเป็นระบบ อันนำไปสู่การพัฒนาสติรู้ตัวและปัญญาเชิงพิจารณาธรรมของเยาวชน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า กระบวนการพัฒนาเยาวชนที่มีประสิทธิภาพควรจัดลำดับการเรียนรู้อย่างเป็นขั้นตอน เริ่มจากกิจกรรมที่เน้นฐานกายและการรับรู้ตนเอง เพื่อเสริมสร้างความพร้อมของระบบประสาท ความนิ่ง และสมาธิ ก่อนพัฒนาไปสู่กิจกรรมที่ใช้การคิดวิเคราะห์เชิงลึก และต่อยอดด้วยการบูรณาการผ่าน “ระบบผัสสะ” เพื่อทำหน้าที่เป็นเครื่องมือในการนำผู้เรียนกลับสู่สภาวะปัจจุบันขณะ อันเป็นกลไกสำคัญในการกำกับจิตใจให้เกิดความตั้งมั่นและความผ่องใสทางจิต องค์ความรู้ใหม่จากการวิจัยนี้คือ การสังเคราะห์ “กระบวนการเสริมสร้างพุทธิปัญญาสำหรับเยาวชนต้นแบบ” ซึ่งประกอบด้วย 2 มิติหลัก ได้แก่ 1) กระบวนการพัฒนาศักยภาพและความมั่นคงภายใน และ 2) กระบวนการเสริมสร้างจิตสาธารณะและการอยู่ร่วมกัน โดยอาศัยคุณลักษณะพุทธิปัญญา ได้แก่ ความขยัน ความผ่องใสแห่งจิตใจ ความมีน้ำใจ และความเมตตากรุณา เป็นฐานสำคัญของการพัฒนาเชิงบูรณาการ ผลลัพธ์ดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่าการพัฒนาเยาวชนที่ยั่งยืนจำเป็นต้องเชื่อมโยงมิติภายในจิตใจเข้ากับพฤติกรรมทางสังคมอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง</p> พระครูปลัดสัมพิพัฒนธรรมาจารย์ นิรันดร์ อภิปุญฺโญ , ธานี สุวรรณประทีป, ชัยชาญ ศรีหานู ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288689 Sat, 20 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของน้ำในวาลมีกิรามายณะในเชิงภาพ สะท้อนสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288947 <p>บทความวิชาการนี้ วิเคราะห์บทบาทและความสำคัญของน้ำในวาลมีกิรามายณะ โดยพิจารณาจากมุมมองทางสังคม วัฒนธรรม ศาสนา และการเมือง ในเรื่องราวของรามายณะ น้ำถูกมองว่าเป็นสัญลักษณ์ของชีวิตและความบริสุทธิ์ มีบทบาทสำคัญในการระบุสถานะทางสังคมและวรรณะ นอกจากนี้ยังมีบทบาทในพิธีกรรมต่างๆ ที่สะท้อนถึงความเชื่อทางศาสนา การต้อนรับแขก การปกครองที่ดี และความสัมพันธ์ในครอบครัว น้ำยังถูกใช้เป็นเครื่องมือในการสร้างความสัมพันธ์และการยอมรับในสังคม การวิเคราะห์นี้ช่วยให้เห็นภาพรวมของวาลมีกิรามายณะในแง่มุมที่เกี่ยวข้องกับน้ำ โดยชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติ วัฒนธรรม และการดำเนินชีวิตของผู้คนในสังคมอินเดียโบราณ นอกจากนี้ น้ำยังสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อในพลังของธรรมชาติที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงและการฟื้นฟู จึงเป็นสิ่งสำคัญที่ใช้ในพิธีกรรมเพื่อรักษาความสงบสุขและความมั่นคงของสังคมด้วย กระบวนการบูชาน้ำและการใช้น้ำในกิจกรรมทางศาสนาแสดงถึงวิธีการดำเนินชีวิตที่สอดคล้องกับหลุมศพและการให้เกียรติแก่พระเจ้าและธรรมชาติ ผู้คนในสังคมอินเดียโบราณเข้าใจถึงความสำคัญของน้ำในฐานะที่เป็นสิ่งที่เลี้ยงดูชีวิตทั้งปวง ทำให้พวกเขามีความผูกพันกับทรัพยากรนี้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน</p> จตุภูมิ แสนคำ, นิพัทธ์ แย้มเดช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288947 Sat, 20 Jun 2026 00:00:00 +0700 Dong Music Elements in Contemporary Music Art Creation: Deep Integration and Reference Exploration https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289182 <p>This study systematically examines the pathways, models, and cultural logic underlying the integration of Dong ethnic musical elements into contemporary music creation. Against the broader challenge of preserving and revitalizing traditional musical heritage in an increasingly globalized cultural environment, the research investigates how Dong music can be creatively transformed while maintaining its cultural authenticity. Three core aesthetic characteristics of Dong musical culture—polyphonic mental imagery, natural soundscapes, and functions of cultural integration—are employed as analytical frameworks for evaluating contemporary fusion practices. Using a qualitative case-study approach, the research analyzes three representative examples: Wang Dewen’s musical drama Gala, centered on the imagery of Spring Water of Dong Village; Li Minyan’s Minyun Dongyin concert series, represented by the work Dong Sentiment; and the cross-genre experiments of the Wule Change Orchestra in film and game music production. The findings identify three distinctive models of integration: symbolic crossover through popular and digital media, narrative reconstruction within stage arts, and aesthetic canonization through academic and professional music frameworks.</p> <p>The study demonstrates that successful integration extends beyond the superficial incorporation of ethnic musical elements. Instead, it requires a dynamic balance between authenticity and innovation, as well as between cultural subjectivity and intercultural dialogue, while preserving the cultural essence of Dong music. Through adaptive creative transformation, Dong musical traditions have been repositioned from localized ritual contexts into contemporary theatres, digital media platforms, and professional concert venues, thereby evolving from static cultural heritage into dynamic artistic resources. The study contributes to the growing discourse on ethnic music modernization by proposing a conceptual framework for understanding the sustainable transmission and contemporary adaptation of indigenous musical traditions. It offers both theoretical insights and practical strategies for cultural preservation, creative innovation, and the integration of traditional music within contemporary artistic ecosystems.</p> Min Yan Li, Nutthan Inkhong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289182 Sat, 20 Jun 2026 00:00:00 +0700 Cultural Communication Strategies of Guangxi Hengzhou Jasmine Tea in the Digital Media Era https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289181 <p>The digital transformation of cultural heritage communication has created new opportunities and challenges for the sustainable transmission of intangible cultural heritage (ICH). This study investigates the digital communication ecology of Hengzhou jasmine tea culture within the context of media convergence, with particular attention to how cultural meanings are constructed, negotiated, and disseminated across digital platforms. Adopting a sequential explanatory mixed-methods design, the research integrates Likert-scale surveys involving five stakeholder groups—tea producers, consumers, policymakers, ICH inheritors, and new media practitioners—with in-depth interviews, content analysis, and social network analysis.</p> <p>The findings reveal a significant structural dissonance between heritage preservation and digital innovation. While producers and governmental actors demonstrate strong cultural literacy and commitment to heritage conservation, their communication strategies are often ineffective in engaging younger audiences, who prefer interactive, experiential, and participatory digital content. Conversely, ICH inheritors exhibit profound cultural attachment but limited digital adaptability, whereas new media practitioners possess advanced platform competencies yet frequently lack sufficient cultural understanding. This supply–demand mismatch constrains intergenerational cultural transmission and weakens the conversion of cultural value into sustainable brand equity. The study advances the body of knowledge by proposing a Digital–Cultural Dual Helix Model, which conceptualizes the dynamic interaction between cultural authenticity and platformized communication in the digital age. The model contributes to media convergence and glocalization scholarship by explaining how traditional cultural resources can simultaneously maintain heritage integrity and adapt to evolving digital ecosystems. Practically, the research highlights the importance of integrated digital communication platforms, multi-stakeholder co-creation mechanisms, and narrative innovation through short-video storytelling and participatory media practices. By situating Hengzhou jasmine tea culture within the broader framework of the Belt and Road Initiative, the study offers a transferable framework for enhancing the global visibility, sustainability, and cross-cultural dissemination of intangible cultural heritage in contemporary digital environments.</p> Yuxuan Wu, Manoon Tho-ard ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289181 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 ที่มาเชิงนโยบายและปัญหาขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการทั้งสี่ชุด ตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285257 <table> <tbody> <tr> <td width="198"> <p><strong>Name of Author &amp; Corresponding Author: *</strong></p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>1. </strong><strong>อภิภัสร์ ปาสานะเก</strong><strong><sup>*</sup></strong></p> <p><strong>Apipat Pasanaga </strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม</p> <p>Faculty of Law, Sripatum University, Thailand.</p> <p><strong>Email:</strong> pasanaga@gmail.com</p> <p> </p> <p><strong>2.</strong><strong> สิริพัชร ลิ่มวงศ์</strong></p> <p><strong>Siripat Limvong </strong></p> <p>นักวิชาการอิสระ</p> <p>Independent Scholar, Thailand.</p> <p><strong>Email:</strong> siripat_limvong@gmail.com</p> <p> </p> <p><strong>3.</strong><strong> สาลินี ลิขิตพัฒนะกุล</strong></p> <p><strong>Salinee Likitpattanakul </strong></p> <p>มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p>Mahamakut Buddhist University, Thailand.</p> <p><strong>Email:</strong> salinee_likit@gmail.com</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>4.</strong><strong> ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์</strong></p> <p><strong>Chaiwat Pomphithak</strong></p> <p>คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีปทุม</p> <p>Faculty of Law, Sripatum University, Thailand.</p> <p><strong>Email:</strong> chaiwat_pom@gmail.com</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>คำสำคัญ</strong><strong>:</strong></p> <p>ความมั่นคงทางศาสนา, โครงสร้างอำนาจคณะสงฆ์, การคุ้มครองพระพุทธศาสนา,</p> <p>ธรรมาภิบาลวัด</p> <p><strong>Keywords:</strong></p> <p>Process, Development,</p> <p>Cognitive Wisdom, Youth</p> <p> </p> <p><strong>Article history:</strong></p> <p>Received: 09/09/2025</p> <p>Revised: 24/10/2025</p> <p>Accepted: 27/11/2025</p> <p>Available online: 31/12/2025</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>How to cite:</strong></p> <p>Pasanaga, A. et al. (2026).</p> <p>Policy Origins and Jurisdictional Challenges of the Four Committees Under the Prime Minister’s Office Regulation on the Protection of Buddhism B.E. 2568. <em>Journal of Philosophical Vision</em>, 30 (2), 166-178.</p> </td> <td width="414"> <p>The Prime Minister’s Office Regulation on the Protection of Buddhism B.E. 2568 (2025) serves as a policy mechanism enacted by the State to fulfill its constitutional duty under Section 67 of the Constitution of the Kingdom of Thailand to support and safeguard Buddhism. This study aims to analyze the policy rationale, structural formation, and functional mandates of the four committees established under the Regulation, as well as to examine the potential overlap between their powers and the governance authority of the Sangha under the Sangha Act B.E. 2505 (1962). The research employs documentary research methodology, combined with legal analysis and interpretive examination of Buddhist doctrinal principles and the institutional power relations of religious governance within the contemporary Thai legal framework.</p> <p>The findings indicate that although the Regulation seeks to enhance religious security and promote transparency in the administration of temple affairs, the scope of authority granted to the National Committee for the Protection of Buddhism and the Provincial Committees presents a significant risk of overlapping with the jurisdiction of the Supreme Sangha Council, particularly in matters of disciplinary governance, management of religious property, and the auditing of temple finances. Furthermore, the roles assigned to the Central Vinayadhara Council and the Central Dhammadhara Council may lead to the integration of doctrinal-interpretative authority with State administrative mechanisms, potentially undermining the traditional autonomy of the Sangha. The study therefore recommends clarifying jurisdictional boundaries, strengthening institutional checks and balances between the State and the Sangha, and developing a community-participatory model of temple governance to sustain the equilibrium between secular law and the Buddhist monastic disciplinary system.</p> </td> </tr> </tbody> </table> <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 เป็นกลไกเชิงนโยบายที่รัฐตราขึ้นเพื่อรองรับภารกิจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 67 ในการอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนา การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ที่มาเชิงนโยบาย โครงสร้าง และอำนาจหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งสี่ชุดที่จัดตั้งขึ้นตามระเบียบดังกล่าว รวมถึงประเด็นปัญหาขอบเขตอำนาจที่อาจทับซ้อนกับการปกครองคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงเอกสาร วิเคราะห์เชิงกฎหมายควบคู่กับการตีความเชิงหลักธรรมและโครงสร้างอำนาจของสถาบันศาสนาในบริบทกฎหมายไทยร่วมสมัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แม้ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการคุ้มครองพระพุทธศาสนา พ.ศ. 2568 จะมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางศาสนาและความโปร่งใสในการบริหารกิจการของวัด แต่ขอบเขตอำนาจของคณะกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (คพช.) และคณะอนุกรรมการคุ้มครองพระพุทธศาสนาแห่งชาติระดับจังหวัด (อพช.) มีความเสี่ยงที่จะทับซ้อนกับอำนาจตามโครงสร้างการปกครองคณะสงฆ์ของมหาเถรสมาคม ทั้งในด้านการกำกับวินัย การจัดการศาสนสมบัติ และการตรวจสอบบัญชีวัด นอกจากนี้ บทบาทของคณะวินัยธรกลางและคณะธรรมธรกลาง อาจนำไปสู่การผสานอำนาจการตีความพระวินัยและคำสอนกับกระบวนการบริหารรัฐ ซึ่งอาจกระทบต่อหลักการอิสระของศาสนจักรตามประเพณีไทย จึงเสนอแนะให้กำหนดขอบเขตอำนาจให้ชัดเจน เพิ่มกลไกถ่วงดุลระหว่างรัฐและมหาเถรสมาคม และพัฒนาระบบธรรมาภิบาลวัดแบบมีส่วนร่วมของชุมชน เพื่อธำรงความสมดุลระหว่างกฎหมายกับพระธรรมวินัยอย่างยั่งยืน</p> อภิภัสร์ ปาสานะเก, สิริพัชร ลิ่มวงศ์, สาลินี ลิขิตพัฒนะกุล, ชัยวัฒน์ ป้อมพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/285257 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288407 <p>การวิจัยเรื่อง “การแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท” มีวัตถุประสงค์ 4 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทย (2) เพื่อศึกษาหลักพุทธปรัชญาเถรวาทที่เกี่ยวข้องกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมือง (3) เพื่อวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท และ (4) เพื่อเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไทยตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยศึกษาข้อมูลจากเอกสารทางวิชาการ พระไตรปิฎก งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 รูป/คน ประกอบด้วยพระสังฆาธิการ นักการเมือง/นักปกครอง และนักกฎหมาย/ผู้พิพากษา ใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความขัดแย้งทางการเมืองไทยมีรากเหง้าสำคัญจากความไม่ไว้วางใจต่อระบบการเมืองและการเลือกตั้ง การทุจริตคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอำนาจทางการเมือง และการแทรกแซงจากกลุ่มอำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจ ซึ่งส่งผลให้ความขัดแย้งขยายตัวเป็นความแตกแยกเชิงโครงสร้างและเชิงอุดมการณ์ในสังคมไทย นอกจากนี้ยังพบว่า หลักพุทธปรัชญาเถรวาทสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกรอบการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองได้อย่างเป็นระบบ โดย (1) อริยสัจ 4 ทำหน้าที่เป็นเครื่องมือวิเคราะห์สาเหตุเชิงลึกของความขัดแย้ง ช่วยให้สามารถระบุปัจจัยต้นเหตุและกำหนดแนวทางแก้ไขที่ตรงจุด (2) พรหมวิหาร 4 เป็นกลไกสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางการสื่อสาร ส่งเสริมความเข้าใจ การรับฟัง และการอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างทางการเมือง และ (3) หิริโอตตัปปะ เป็นหลักธรรมที่เสริมสร้างจิตสำนึกด้านคุณธรรมและความรับผิดชอบสาธารณะ อันเป็นเกราะป้องกันการทุจริตและการใช้อำนาจโดยมิชอบ องค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากการวิจัย คือ “รูปแบบการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท” ซึ่งบูรณาการการพัฒนาจิตสำนึกภายในควบคู่กับการปฏิรูปเชิงโครงสร้างทางการเมือง โดยมุ่งสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม ความรับผิดชอบ และการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ อันนำไปสู่เสถียรภาพทางการเมืองและความยั่งยืนของสังคมไทยในระยะยาว</p> สัญญา กลัดงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288407 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 การเรียนรู้เชิงคุณธรรมผ่านมงคลสูตรในระดับอุดมศึกษา: แนวทางการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288622 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวคิดการเรียนรู้เชิงคุณธรรมด้านการพัฒนาตน พัฒนาความสัมพันธ์กับสังคม และพัฒนาปัญญาผ่านมงคลสูตรในระดับอุดมศึกษา สังเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับผู้เรียนในบริบทสังคมร่วมสมัย และนำเสนอกรอบแนวคิดสำหรับการพัฒนาผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม โดยศึกษาจากเอกสารทางวิชาการ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แนวคิดทฤษฎีการเรียนรู้ร่วมสมัย ตลอดจนหลักธรรมในพระไตรปิฎกที่สัมพันธ์กับการพัฒนามนุษย์ ใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาและการสังเคราะห์องค์ความรู้จากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า มงคลสูตรซึ่งประกอบด้วยมงคล 38 ประการ เป็นหลักธรรมที่มีโครงสร้างครอบคลุมการพัฒนามนุษย์ทั้งด้านพฤติกรรม จิตใจ ความสัมพันธ์ทางสังคม และปัญญา สามารถนำมาประยุกต์ใช้กับการศึกษาระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสม โดยเฉพาะการส่งเสริมวินัย ความรับผิดชอบ ความกตัญญู การอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างสร้างสรรค์ การคิดอย่างมีเหตุผล และความมั่นคงทางอารมณ์ เมื่อบูรณาการมงคลสูตรเข้ากับแนวคิดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การเรียนรู้จากประสบการณ์ การเรียนรู้แบบร่วมมือ การเรียนรู้ผ่านแบบอย่าง การสร้างแรงจูงใจภายใน และการสะท้อนคิด จะช่วยให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจคุณธรรมอย่างลึกซึ้ง เห็นความเชื่อมโยงระหว่างหลักธรรมกับชีวิตจริง และสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งในด้านการเรียน การทำงาน และการดำรงชีวิตในสังคม นอกจากนี้ผู้วิจัยเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้และการพัฒนาผู้เรียน ประกอบด้วยการสร้างความหมายการลงมือปฏิบัติการเรียนรู้ผ่านความสัมพันธ์ การชี้แนะและการมีต้นแบบ การตระหนักรู้ และ การเรียนรู้และสะท้อนคิด เป็นกรอบแนวคิดสำหรับออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เชิงคุณธรรมในระดับอุดมศึกษา อันจะนำไปสู่การสร้างบัณฑิตที่มีความรู้คู่คุณธรรม มีจิตสาธารณะ มีความรับผิดชอบต่อสังคม สามารถปรับตัวต่อความเปลี่ยนแปลงของโลกยุคใหม่ และดำรงตนอย่างสมดุลและยั่งยืนได้อย่างมีคุณค่า</p> ปารินันท์ ปางทิพย์อำไพ, พระมหาเสรีชน พันธ์ประโคน, พระมหาไฮ้ แซ่ฉั่ว, สิทธิเชศวร์ เจนเรื่อย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288622 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 วิเคราะห์เปรียบเทียบกฎหมายว่าด้วยการลงนิคหกรรมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 กับประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา ศึกษาเฉพาะกรณี : อำนาจในการฟ้องคดีขององค์กรสงฆ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289094 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิด ทฤษฎี และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ของการลงนิคหกรรมในพระพุทธศาสนา 2) วิเคราะห์ปัญหาทางกฎหมายของการลงนิคหกรรมตามพระราชบัญญัติคณะสงฆ์ พ.ศ. 2505 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2535 และความสัมพันธ์กับประมวลกฎหมายอาญา รวมถึงอำนาจการฟ้องคดีขององค์กรสงฆ์ 3) วิเคราะห์เชิงลึกกรณีศึกษาเกี่ยวกับสถานะและอำนาจฟ้องขององค์กรสงฆ์ภายใต้โครงสร้างกฎหมายรัฐ และ 4) เสนอแนวทางในการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องให้มีความเหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทปัจจุบัน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในรูปแบบการวิจัยเอกสาร และการวิเคราะห์เชิงนิติศาสตร์ โดยใช้แหล่งข้อมูลจากพระไตรปิฎก กฎมหาเถรสมาคม พระราชบัญญัติคณะสงฆ์ กฎหมายอาญา เอกสารทางวิชาการ และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้อง กลุ่มข้อมูลศึกษา คือเอกสารกฎหมายและเอกสารทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวข้องทั้งหมด โดยคัดเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เฉพาะเอกสารที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการลงนิคหกรรมและอำนาจทางกฎหมายขององค์กรสงฆ์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบวิเคราะห์เอกสาร และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การลงนิคหกรรมมีพัฒนาการจากอธิกรณสมถะในพระธรรมวินัยสู่ระบบกฎหมายเชิงสถาบันภายใต้กฎมหาเถรสมาคม ซึ่งสะท้อนการบูรณาการอำนาจศาสนจักรและอาณาจักร กระบวนการลงนิคหกรรมในปัจจุบันมีโครงสร้างคล้ายกระบวนการยุติธรรมทางอาญา ได้แก่ การพิจารณา 3 ชั้นและการดำเนินกระบวนพิจารณาที่มีองค์ประกอบครบถ้วน อย่างไรก็ตามยังพบปัญหาด้านความเชี่ยวชาญทางกฎหมายขององค์คณะผู้พิจารณา ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบังคับใช้ นอกจากนี้ พระสังฆาธิการมีสถานะเป็นเจ้าพนักงานตามกฎหมายอาญาและมีอำนาจในการดำเนินคดีภายในคณะสงฆ์ แต่ยังมีข้อจำกัดในการใช้สิทธิฟ้องร้องต่อบุคคลภายนอกในบางกรณี ซึ่งสะท้อนความทับซ้อนระหว่างกฎหมายรัฐและพระธรรมวินัย อันควรนำไปสู่การพัฒนากรอบกฎหมายให้มีความชัดเจนและเหมาะสมยิ่งขึ้น</p> พระธรรมรัตนาภรณ์ สมศักดิ์ โชตินฺธโร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289094 Fri, 19 Jun 2026 00:00:00 +0700 Crisis Governance in Public Infrastructure: A Political Philosophy Analysis from the Thai State https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289341 <p>This study aimed to examine crisis governance in the context of public infrastructure collapse through a political philosophy perspective of the Thai state. The objectives of the study were: (1) to examine how the Thai state exercised crisis governance in response to the collapse of the Office of the Auditor-General’s building, particularly in terms of coordination, decision-making, and crisis communication; (2) to analyze the roles, interactions, and authority structures among key actors involved in the crisis governance process; and (3) to identify institutional implications for strengthening crisis governance and public infrastructure management within the Thai state. This study employed a qualitative research design grounded in interpretive and analytical inquiry. Data were collected through documentary analysis, semi-structured interviews, and field-based observations. Key informants were selected through purposive sampling and consisted of government officials and administrators, policy experts and scholars, practitioners and professionals, and disaster response volunteers involved in crisis management and public infrastructure governance. The data were analyzed using descriptive and interpretive analysis to examine governance processes, institutional dynamics, and crisis response practices.</p> <p>The findings revealed that crisis governance in the Thai state evolved through a dynamic transition from fragmented governance to adaptive institutional integration. First, crisis governance was initially characterized by fragmented coordination, dispersed decision-making, and inconsistent communication, but gradually developed into a more integrated and adaptive governance structure under conditions of uncertainty. Second, the interactions among actors demonstrated that authority structures and institutional roles were not fully predetermined, but emerged through adaptive coordination and negotiation during the crisis process. Third, the study found that institutional capacity should be understood as a dynamic and process-oriented phenomenon rather than a fixed attribute of the state. The crisis also revealed the fragility of state legitimacy and the importance of governance processes in maintaining public trust during conditions of institutional disruption.</p> Ratharinl Kunphittayanon, Suriyasai Katasila ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289341 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของผู้ใหญ่บ้านต่อกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ กรณีศึกษา อาชญากรรมความรุนแรงในครอบครัวในจังหวัดนครนายก https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289568 <p>การวิจัยนี้วัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) บทบาทของผู้ใหญ่บ้านในการขับเคลื่อนกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์เพื่อแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว (2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพของบทบาทผู้ใหญ่บ้านในการจัดการปัญหาดังกล่าว และ (3) แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้ใหญ่บ้านในการป้องกันและแก้ไขปัญหาอาชญากรรมความรุนแรงในครอบครัวผ่านกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในจังหวัดนครนายก การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 20 คน ประกอบด้วย ผู้ใหญ่บ้าน 8 คน บุคคลในครอบครัวที่เคยประสบปัญหาความรุนแรงและได้รับความช่วยเหลือจากผู้ใหญ่บ้าน 4 คน ประชาชนในชุมชน 5 คน และเจ้าหน้าที่ภาครัฐที่ปฏิบัติงานร่วมกับผู้ใหญ่บ้าน 3 คน ข้อมูลที่ได้ถูกวิเคราะห์ด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทสำคัญต่อกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในสามมิติหลัก ได้แก่ การป้องกัน การไกล่เกลี่ย และการติดตามฟื้นฟู โดยในด้านการป้องกัน ผู้ใหญ่บ้านทำหน้าที่เฝ้าระวังพฤติกรรมเสี่ยง สร้างความตระหนักรู้ และประสานความร่วมมือกับเครือข่ายในชุมชน ด้านการไกล่เกลี่ย ผู้ใหญ่บ้านมีบทบาทในการระงับข้อพิพาท รับฟังข้อเท็จจริงจากทุกฝ่าย อธิบายผลทางกฎหมาย และส่งเสริมการจัดทำข้อตกลงร่วมกันภายใต้ความไว้วางใจของชุมชน ส่วนด้านการติดตามฟื้นฟู ผู้ใหญ่บ้านมีส่วนสำคัญในการติดตามผลหลังการไกล่เกลี่ย การส่งต่อผู้เสียหายเข้าสู่ระบบสวัสดิการสังคมและสาธารณสุข รวมถึงการสนับสนุนการกลับคืนสู่ชุมชนของผู้กระทำผิดอย่างเหมาะสม นอกจากนี้ ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ได้แก่ ความไว้วางใจจากประชาชน ความรู้ด้านกฎหมายและทักษะการไกล่เกลี่ย การมีเครือข่ายความร่วมมือในพื้นที่ และความเข้าใจบริบททางสังคมและวัฒนธรรม ขณะที่อุปสรรคสำคัญประกอบด้วยค่านิยมที่มองว่าความรุนแรงในครอบครัวเป็นเรื่องส่วนตัว ข้อจำกัดด้านทรัพยากร ความซับซ้อนของคดี และการขาดระบบติดตามผลระยะยาว ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการเสริมสร้างศักยภาพผู้ใหญ่บ้านผ่านการพัฒนาคู่มือมาตรฐานการไกล่เกลี่ย การฝึกอบรมด้านกฎหมายและการประเมินความเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง การสร้างเครือข่ายสหวิชาชีพสำหรับการส่งต่อคดี และการสนับสนุนสวัสดิการที่เหมาะสม จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัวได้อย่างยั่งยืน</p> เสรี กัณฑ์โรจน์, สุมนทิพย์ จิตสว่าง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289568 Sun, 21 Jun 2026 00:00:00 +0700 การใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์เพื่อสร้างเสริมความมีวินัยในตนเองของเด็กศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนวัดโกมุทพุทธรังสี สังกัดกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288506 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความมีวินัยในตนเองของเด็กระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ 2) เปรียบเทียบความมีวินัยในตนเองของเด็กระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ก่อนและหลังการจัดประสบการณ์การเรียนรู้โดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ และ 3) ศึกษาความพึงพอใจของเด็กระดับชั้นอนุบาลปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ความมีวินัยในตนเองของเด็กโดยใช้กิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ รูปแบบวิจัย คือ วิจัยเชิงปริมาณแบบกึ่งทดลอง โดยมีคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง 25 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ความมีวินัยในตนเองก่อนและหลังการจัดกิจกรรม คะแนนเฉลี่ยความมีวินัยในตนเองของเด็กก่อนการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.43 คะแนน อยู่ในระดับปานกลาง และหลังการทดลองมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 7.51 คะแนน อยู่ในระดับดีมาก แสดงให้เห็นว่าหลังการจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เด็กมีพฤติกรรมด้านวินัยในตนเองเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน (2) ผลการเปรียบเทียบก่อนและหลังการทดลองผลการทดสอบค่าที พบว่า คะแนนหลังการทดลองสูงกว่าก่อนการทดลองอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (t = 15.29, p &lt; .001) แสดงว่ากิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์มีผลต่อการพัฒนาความมีวินัยในตนเองของเด็กอย่างมีนัยสำคัญ และ (3) ความพึงพอใจของเด็กต่อกิจกรรม เด็กมีความพึงพอใจต่อกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ในระดับมาก โดยกิจกรรม “วาดภาพอิสระ ฉันเป็นเด็กมีวินัย” มีระดับความพึงพอใจมากที่สุด</p> วีรวรรณ คงศร, นันทวัฒน์ ภัทรกรนันท์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/288506 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 Impact Of Operation Strategies on User Perception and Travel Behavior in Shared Bicycle Enterprises In Thejiangsu-Zhejiang Region of China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289179 <p>This study aims to: (1) identify the key elements of user travel behavior in shared bicycle scenarios; (2) explore the influence mechanism of different operational strategies on user perception; (3) explain how user perception affects user travel behavior; and (4) analyze the value and efficiency of operational strategies for both enterprises and consumers. Based on typical shared bicycle usage scenarios, this research adopts the perspectives of user experience and behavioral perception to analyze the essential characteristics of travel behavior. Utility modeling and optimal pricing strategy methods are employed to examine user decision-making and enterprise operational choices. The study further evaluates representative operational cases, including activity planning, pricing mechanisms, and product-service design, to compare the benefits generated under different operational strategies. User perceptions are examined through three dimensions: green perception, availability perception, and convenience perception. The research population consists of shared bicycle users and operating enterprises, while analytical methods include utility analysis, comparative case analysis, and strategic pricing modeling.</p> <p>The findings demonstrate that operational strategies significantly influence user perception, which in turn affects travel frequency, travel preference, and long-term travel habits. Moreover, differentiated operational strategies can improve enterprise profitability while enhancing user satisfaction and sustainable urban mobility efficiency. The study provides theoretical and practical insights for shared bicycle enterprises and policymakers seeking to optimize sustainable transportation systems.</p> Yuling Gao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289179 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบจริยธรรมของผู้บริหารที่ส่งผลต่อประสิทธิผลขององค์กรธุรกิจไทย ในกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289585 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับรูปแบบจริยธรรมของผู้บริหารซึ่งประกอบด้วยจริยธรรมในครอบครัว จริยธรรมในสังคม และจริยธรรมทางธุรกิจ 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลขององค์กรธุรกิจไทยในเขตกรุงเทพมหานคร 3) วิเคราะห์อิทธิพลของรูปแบบจริยธรรมของผู้บริหารที่มีต่อประสิทธิผลขององค์กร และ 4) พัฒนาแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างจริยธรรมของผู้บริหารอันนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิผลขององค์กร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี (Mixed Methods Research) โดยดำเนินการทั้งการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ในส่วนการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยผู้บริหารและบุคลากรในองค์กรธุรกิจไทยในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 100 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอย่างตามหลักสถิติ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและความเชื่อมั่น วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 15 คน โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) เพื่อสังเคราะห์แนวทางเชิงกลยุทธ์ที่เหมาะสม</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า จริยธรรมในครอบครัวและจริยธรรมทางธุรกิจของผู้บริหารอยู่ในระดับปานกลาง ขณะที่จริยธรรมในสังคมอยู่ในระดับน้อย ส่วนประสิทธิผลขององค์กรโดยรวมและรายด้านอยู่ในระดับปานกลาง ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์และอิทธิพลเชิงสาเหตุพบว่า จริยธรรมของผู้บริหารทั้งสามมิติสามารถร่วมกันพยากรณ์ประสิทธิผลขององค์กรได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยมีค่าสัมประสิทธิ์การตัดสินใจ (R²) เท่ากับ .832 แสดงว่าสามารถอธิบายความแปรปรวนของประสิทธิผลขององค์กรได้ร้อยละ 83.20 ทั้งนี้ จริยธรรมในครอบครัวเป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือจริยธรรมทางธุรกิจ และจริยธรรมในสังคม ตามลำดับ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพนำไปสู่การพัฒนาแนวทางเชิงกลยุทธ์ “FAMILY CORE STRATEGY” ซึ่งได้รับการประเมินความเหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญในระดับมากที่สุด ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการพัฒนาจริยธรรมของผู้บริหารอย่างเป็นระบบ โดยเฉพาะจริยธรรมในครอบครัว เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างประสิทธิผล ความยั่งยืน และความสามารถในการแข่งขันขององค์กรธุรกิจไทยในระยะยาว</p> พระมหาชาญพิทักษ์ หล้ามนตรี, สุขุมพงศ์ ชาญนุวงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289585 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700 Traditional Suona Performance in Henan Province https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289185 <p>This study investigates the historical evolution and regional differentiation of the suona (a traditional Chinese double-reed wind instrument), with a particular focus on the stylistic formation and contemporary development of the Henan suona tradition. The primary objective is to analyze how regional cultural ecology has shaped performance styles and transmission systems, and how Henan suona has maintained continuity while adapting to modern contexts. A qualitative research design was employed, integrating ethnographic fieldwork, archival research, and performance analysis. The research population comprised suona performers, intangible cultural heritage inheritors, and members of folk drum music troupes in selected regions of Henan Province. A purposive sampling strategy was used to select key informants with extensive performance experience and transmission roles. Data collection instruments included semi-structured interviews, participant observation in live performances and rehearsals, and documentary analysis of historical records and musical materials. The collected data were analyzed using thematic analysis to identify patterns related to stylistic characteristics, inheritance mechanisms, and contemporary transformations.</p> <p>The findings reveal that Henan suona performance is centered on the “Ka play” technique, which functions as a core expressive mode shaping its distinctive musical identity characterized by high-pitched, rugged, and passionate sonic qualities. Its transmission system relies heavily on oral and mental teaching within familial lineages and folk drum ensembles, facilitating intergenerational transfer of embodied performance knowledge. In contemporary contexts, Henan suona demonstrates a process of “creative transformation,” as performers increasingly engage with modern stage production, digital media dissemination, and cross-disciplinary collaborations while preserving core aesthetic principles. These developments indicate a dynamic balance between tradition and innovation, offering empirical insights into the resilience and adaptive mechanisms of intangible cultural heritage in China.</p> Li Chen, Manoon Tho-ard ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/289185 Fri, 26 Jun 2026 00:00:00 +0700