วารสารปรัชญาปริทรรศน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv <p>วารสารปรัชญาปริทรรศน์ก่อต้ังเมื่อปี พ.ศ. 2538 จากนั้น ได้ตีพิมพ์เผยแพร่บทความมาอย่างต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน กองบรรณาธิการของวารสารได้ให้ความสำคัญกับคุณภาพของบทความ ตั้งแต่กระบวนการรับบทความ การกลั่นกรองจากกองบรรณาธิการเบื้องต้น การประเมินคุณภาพบทความจากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภายในและภายนอก จำนวน 3 ท่าน เพื่อรักษาและพัฒนาคุณภาพของบทความให้เป็นไปตามนโยบายของมหาวิทยาลัยและศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) </p> <p><strong>วัตถุประสงค์และขอบเขตการตีพิมพ์</strong></p> <ol> <li>เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการ และนิสิตนักศึกษาตลอดจนบุคคลภายนอกที่สนใจ ได้มีโอกาสนำผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขาวิชา ดังต่อไปนี้ (1) พระพุทธศาสนาและปรัชญา (2) รัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ (3) การศึกษา (4) ภาษาและวัฒนธรรม </li> <li>เพื่อเป็นสื่อกลางแลกเปลี่ยน เรียนรู้งานด้านวิชาการและเป็นแหล่งอ้างอิงในการเผยแพร่บทความของนักวิจัย นักวิชาการ นิสิต นักศึกษาและบุคคลทั่วไปที่สนใจ</li> </ol> <p><strong>รูปแบบการดำเนินการตีพิมพ์บทความ</strong></p> <p>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความ การประเมินคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิ อย่างน้อยบทความละ 3 ท่าน ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ โดยการประเมินในรูปแบบการปกปิดชื่อผู้ประเมินและผู้แต่ง (Double-blind Peer Review) และบทความต้นฉบับต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น</p> <p><strong>ประเภทของบทความ (</strong><strong>Types of Articles)</strong></p> <p>1) บทความวิจัย (Research Article)</p> <p>2) บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>3) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ (</strong><strong>Languages)</strong></p> <p>ภาษาไทย และภาษาอังกฤษ<em><br /></em></p> <p><strong>การกำหนดตีพิมพ์ (</strong><strong>Publication Frequency) </strong></p> <p>กำหนดเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) คือ ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน และฉบับที่ 2 กรกฎาคม-ธันวาคม</p> <p><strong>การชำระค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์</strong></p> <p>เมื่อท่านลงทะเบียนและส่งบทความ (Submission) เข้ามาในระบบของวารสารออนไลน์เรียบร้อยแล้ว ให้ชำระค่าธรรมเนียม บทความละ 3,000 บาท โดยดำเนินการดังนี้</p> <p>1) โอนเข้าบัญชี ธนาคารกรุงไทย รหัสสาขา 459 เลขที่บัญชี 981-8-88235-0</p> <p>2) ชื่อบัญชี มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย (เงินรายได้)</p> <p>3) เมื่อชำระแล้ว ส่งหลักฐานการโอนเงิน (สลิปการโอนเงิน) แนบมาในช่องกระทู้สนทนาในระบบวารสารออนไลน์ เพื่อเป็นหลักฐานในการดำเนินการต่อไป</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p><a href="https://philo.mbu.ac.th/">คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</a></p> <p><strong>หน่วยงานสนับสนุน (</strong><strong>Source of Support) </strong></p> <p>คณะศาสนาและปรัชญา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย</p> <p><strong>การเผยแพร่ (</strong><strong>Publication)</strong></p> <p>เผยแพร่วารสารฉบับออนไลน์ ผ่านฐานข้อมูลวารสารระดับชาติ ด้วยระบบ ThaiJO และอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI ฐาน 2 (ตั่งแต่ปี 2564-2568) และจัดส่งฉบับตีพิมพ์ให้ห้องสมุดสถาบันอุดมศึกษาและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง </p> th-TH <p>บทความวิชาการและบทความวิจัย ในวารสารฉบับนี้ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนเท่านั้น</p> <p>สงวนลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์</p> jpv.mbu@gmail.com (พระมหาจักรพล อาจารสุโภ, ดร.) jpv.mbu@gmail.com (ดร.สุรชัย พุดชู) Sun, 29 Oct 2023 19:56:16 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การประยุกต์ใช้หลักอิทธิบาท 4 เพื่อการพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามทฤษฎีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ของโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง กรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/268635 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดหลักอิทธิบาท 4 ในการพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเองของโรงเรียนวัดราษฎร์บำรุง กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาการประยุกต์ใช้และนำเอาหลักอิทธิบาท 4 ไปปรับใช้ตามระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนการสอนโดยเน้นให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงงานที่ผู้สอนได้มอบหมาย ตามลักษณะนิสัยใฝ่เรียนรู้ ทักษะในการแก้ไขปัญหา ร่วมมือในการทำงานกับผู้อื่นอย่างเป็นระบบ และสามารถนำความรู้ที่ได้ไปใช้พัฒนาตนเอง</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า อิทธิบาท 4 ด้านฉันทะ ทั้งครูและนักเรียนต่างเห็นคุณค่าของการพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง ด้านวิริยะ ทั้ง 2 กลุ่มต่างตั้งความเพียรต่อการเรียนรู้ในสื่อสังคมออนไลน์ให้ได้ตามรูปแบบระบบจัดการเรียนการสอน ด้านจิตตะ ทั้ง 2 กลุ่มต่างอุทิศตัวต่องานในระบบการเรียนการสอน จากบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง และ ด้านวิมังสา ทั้ง 2 กลุ่มต่างไตร่ตรอง พิสูจน์และทดสอบ ด้วยความพอใจ ความเพียร ความเอาใจใส่ ความไตร่ตรอง ต่อการพัฒนาบทเรียนผ่านสื่อสังคมออนไลน์ ตามทฤษฏีการสร้างองค์ความรู้ด้วยตนเอง จนเป็นผลสำเร็จอย่างดีแห่งการเรียนการสอนตามสัมฤทธิ์ผลที่ได้ตั้งใจไว้ทุก ๆ ประการ</p> ดร. กฤตพิศิษฏ์ ปูรณภัทร์ธนากุล, พระปริยัติวชิรกวี, พระมหาวิชิต จันทร์สง่า, ดร. สิริพร ครองชีพ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/268635 Sun, 29 Oct 2023 00:00:00 +0700 พันธกิจทางสังคมของคริสตจักรโปรเตสแตนต์กับบทบาทของ โครงการหลวงที่มีต่อการพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนในอำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262363 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพันธกิจทางสังคมของคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ในเขตพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ 2) เพื่อศึกษาบทบาทของโครงการหลวงที่มีต่อพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ และ 3) เพื่อสังเคราะห์นวัตกรรมสังคมและการปฏิสัมพันธ์ของพันธกิจทางสังคมของคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสต์ นิกายโปรเตสแตนต์กับ บทบาทของโครงการหลวง และภารกิจของหน่วยงานภาครัฐที่มีผลต่อการพัฒนาอย่างยั่งยืนในเขตพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนา จังหวัดเชียงใหม่ โดยใช้วิธีวิทยาการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) แบ่งเป็นการวิจัยเอกสาร (Documentary Research) และการวิจัยภาคสนาม (Field Research) โดยใช้เทคนิคในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) จำนวน 21 คน และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)</p> <p> ผลการวิจัย พบว่า พันธกิจทางสังคมของคริสตจักรกะเหรี่ยงแบ๊บติสต์ นิกายโปรเตสแตนต์ในเขตพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วย 1) พันธกิจด้านการศึกษา มิชชันนารีช่วยพัฒนาชาวปกาเกอะญอในอำเภอกัลยาณิวัฒนาให้มีความรู้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น 2) พันธกิจด้านสุขภาพอนามัย ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่ทำให้ชาวปกาเกอะญอมารับเชื่อ มิชชันนารีมาช่วยดูแลในการรักษาโรคต่าง ๆ และ 3) พันธกิจด้านการส่งเสริมอาชีพ คณะมิชชันนารีแบ๊บติสต์ให้การส่งเสริมอาชีพในเรื่องการเกษตร สำหรับบทบาทของโครงการหลวง ได้แก่ 1) ด้านเศรษฐกิจ การสนับสนุนการปลูกพืชต่างๆ เช่น กาแฟ พืชไร่ปศุสัตว์ และกลุ่มวิสาหกิจแม่บ้านทอผ้า 2) ด้านสังคม กลุ่มต่างๆในพื้นที่ด้านการศึกษา โครงการหลวงได้ทำงานร่วมกับโรงเรียนต่างๆในพื้นที่3) ด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ปัญหาเรื่องน้ำฤดูแล้ง และสนับสนุนหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม และ 4) ด้านโครงสร้างพื้นฐาน การช่วยเหลือโครงการสร้างพื้นฐาน เช่น การทำถนน ไฟฟ้า และประปา ในพื้นที่นำไปสู่การพัฒนาชุมชน ให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น เดินทางสะดวกขึ้น ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนของชุมชนในเขตพื้นที่อำเภอกัลยาณิวัฒนาจังหวัดเชียงใหม่</p> อภิวัชร์ ทวีทรัพย์, ผศ.ดร. สุริยะใส กตะศิลา Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262363 Sun, 29 Oct 2023 00:00:00 +0700 ฝายแกนดินซีเมนต์ : นวัตกรรมสังคมเพื่อลดปัญหาความยากจน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/263000 <p>การวิจัยนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์ในการวิจัยคือ 1) เพื่อศึกษาสถานการณ์ปัญหาและการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำในการทำเกษตรกรรมในประเทศไทยจากอดีตสู่ปัจจุบัน 2) เพื่อศึกษาการจัดการแหล่งน้ำขนาดเล็ก ด้วยนวัตกรรมฝายแกนดินซีแมนต์ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงอำนาจด้านการจัดทำฝายแกนดินซีเมนต์ระหว่างสมาชิกในชุมชน ระหว่างชุมชน และภาครัฐกับชุมชน และ 4) เพื่อศึกษาผลลัพธ์จากการทำฝายแกนดินซีเมนต์กับการลดปัญหาความยากจนของชุมชน โดยเก็บข้อมูลจากการค้นคว้าเอกสาร บทความ งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและเก็บข้อมูลจากการศึกษาภาคสนาม ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่มและการสังเกตแบบมีส่วนร่วม</p> <p> ผลลัพธ์ของการวิจัยนี้พบว่า ปัญหาขาดแคลนน้ำในการเกษตรกรรมในประเทศไทยเกิดจากปัญหาการขาดฝนตามฤดูกาลและการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในลุ่มน้ำ ความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชน สังคม และชุมชนเป็นสิ่งสำคัญในการแก้ปัญหานี้ การใช้นวัตกรรมฝายแกนดินซีเมนต์ในการจัดการน้ำขนาดเล็กเป็นวิธีที่มีประสิทธิภาพ โครงสร้างเหล่านี้ช่วยลดอัตราการไหลของน้ำและช่วยให้ชุมชนมีน้ำใช้งานได้ตลอดปี และมีความทนทานและมีความคุ้มค่า ความสำเร็จในการใช้ฝายแกนดินซีเมนต์ที่ตัดสินใจและการร่วมมือระหว่างสมาชิกในชุมชน ระหว่างชุมชน และภาครัฐกับชุมชนเกิดขึ้นโดยมีความสำคัญ ความมุ่งมั่นของผู้นำชุมชนและการร่วมมือสำคัญ การใช้ฝายแกนดินซีเมนต์มีผลในการลดความยากจนของชุมชน โดยเพิ่มรายได้ ลดหนี้สิน และปรับปรุงคุณภาพชีวิต โดยมีน้ำใช้งานตลอดปี การวิจัยนี้มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบายเช่นการกระจายอำนาจในการตัดสินใจและการแบ่งปันทรัพยากรกับชุมชน และการสนับสนุนข้อมูล องค์ความรู้ และเทคโนโลยีใหม่เพื่อให้การจัดการแหล่งน้ำเป็นต้น</p> สุกษม สุขเกษม, สังศิต พิริยะรังสรรค์ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/263000 Sun, 29 Oct 2023 00:00:00 +0700 การศึกษาเชิงวิเคราะห์พิษภัยในพระพุทธศาสนา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/260749 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาแนวคิดเรื่องพิษภัยในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาหลักธรรมที่ป้องกันพิษภัยในพระพุทธศาสนา 3) เพื่อวิเคราะห์แนวทางป้องกันพิษภัยในพระพุทธศาสนา การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ แบบวิจัยเอกสาร และมีการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 6 รูป/คน การนำเสนอด้วยวิธีการวิเคราะห์พรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พิษภัยในพระพุทธศาสนานั้นหมายเอาความกลัวหรืออันตรายที่เกิดขึ้นมาจากพิษภัย ไม่ว่าจะเป็นพิษภัยจากภายนอก ได้แก่ สิ่งที่เป็นพิษต่าง ๆ หรือพิษจากภายใน ได้แก่ กิเลสตัณหาต่าง ๆ ก็ตาม พิษนั้นทั้งหมดย่อมก่อให้เกิดอันตรายต่อชีวิตร่างกายและจิตใจของบุคคล</p> <p>หลักธรรมในพระพุทธศาสนาที่สามารถนำมาใช้เพื่อป้องกันพิษภัย ทั้งหลักการและวิธีการ ได้แก่ หลักอัปปมาทธรรม หลักอปัณณกธรรม หลักศีล และหลักโยนิโสมนสิการ หลักทั้ง 4 ระการนี้สามารถใช้ป้องกันและรักษาพิษภัยได้ทั้งภายนอกและภายในเพื่อทำให้ชีวิตดำเนินไปได้อย่างมีความสุข</p> <p>แนวทางปฏิบัติการดำรงชีวิตให้ปลอดภัยด้วยสติถือว่าเป็นรากฐานของการไม่ประมาททั้งมวล เป็นเหตุทำให้ชีวิตไม่ผิดพลาดเสียหาย การรู้จักระมัดระวังพิษภัยที่จะเกิดขึ้น รู้จักฝึกฝนจิตใจให้เข้มแข็ง ไม่หวั่นไหวต่อพิษภัยที่เข้ามากระทบ รู้จักรักษาสัมพันธภาพระหว่างกันและกันให้ดีย่อมป้องกันพิษภัยที่จะเกิดขึ้นและระงับพิษภัยที่เกิดขึ้นแล้วได้ การมีความคิดรอบคอบ คิดเป็นระบบ ระเบียบแบบแผน อาศัยเหตุผลในการไตร่ตรองเชื่อมโยงให้เห็นกระบวนการ รู้จักปลุกเร้ากุศลธรรมให้เกิด ไม่ปล่อยให้ความคิดลบเกิดขึ้น คิดแก้ไขสิ่งที่ผิดพลาดที่ทำลงไปแล้วเป็นแนวทางในการทำชีวิตให้ปลอดภัยได้</p> <p> </p> สรวีย์ สัจจวัฒน์วราภา, รศ.ดร.สุวิญ รักสัตย์ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/260749 Mon, 25 Dec 2023 00:00:00 +0700 พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261800 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู และ 3) วิเคราะห์พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จำนวน 1,185 คน โดยใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน (proportional stratified random sampling) โดยกระจายจำนวนตามที่ตั้งของอำเภอ ได้กลุ่มตัวอย่างจำนวน 271 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่สร้างขึ้นโดยผู้วิจัยมีค่าความตรงด้านเนื้อหาเท่ากับ 0.67 ถึง 1.00 ค่าความเที่ยงของแบบสอบถามด้านพลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา เท่ากับ 0.98 และด้านมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู เท่ากับ 0.98 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา อยู่ในระดับมากทั้งภาพรวมและรายด้าน ประกอบด้วย อำนาจอ้างอิง อำนาจทางกฎหมาย อำนาจการให้รางวัล อำนาจความเชี่ยวชาญ อำนาจโดยตำแหน่ง อำนาจส่วนบุคคล และอำนาจการบังคับ ตามลำดับ 2) มาตรฐานการปฏิบัติงานของครู อยู่ในระดับมากทั้งภาพรวมและรายด้าน ประกอบด้วย ความสัมพันธ์กับผู้ปกครอง และชุมชน การจัดการเรียนรู้ และการปฏิบัติหน้าที่ครู ตามลำดับ 3) พลังอำนาจของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ อำนาจการให้รางวัล (X<sub>2</sub>) อำนาจโดยตำแหน่ง (X<sub>6</sub>) และอำนาจอ้างอิง (X<sub>5</sub>) เป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อมาตรฐานการปฏิบัติงานของครู โดยสามารถร่วมกันทำนาย ได้ร้อยละ 44.30 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยสมการวิเคราะห์การถดถอย คือ = 2.20 + 0.28 (X<sub>2</sub>) + 0.13 (X<sub>6</sub>) + 0.11 (X<sub>5</sub>)</p> ประกายดาว ชุมภูบาง Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261800 Mon, 25 Dec 2023 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการบริหารแบบมีส่วนร่วม ของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261641 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี 2. การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี จำนวน 20 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลโรงเรียนละ 2 คน รวมทั้งสิ้น 40 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1. ภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสังกัดโรงเรียนสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี เมื่อพิจารณาภาพรวมและรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับตามค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ ด้านการบริหารทรัพยากรในองค์การ ด้านมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม ด้านการรักษาวัฒนธรรมองค์กรที่มีประสิทธิภาพ ด้านการกำหนดทิศทางเชิงกลยุทธ์ และด้านจัดตั้งควบคุมองค์การให้สมดุล 2. การบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี เมื่อพิจารณาภาพรวมและรายด้านพบว่า อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับตามค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ ด้านการจัดการความขัดแย้งแบบมีส่วนร่วม ด้านการวิเคราะห์ผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และด้านเทคนิคการสร้างการมีส่วนร่วม 3. ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารกับการบริหารแบบมีส่วนร่วมของโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากาญจนบุรี มีความสัมพันธ์กันในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งเป็นความสัมพันธ์ในลักษณะคล้อยตามกัน</p> ณัฎฐา เกียรติศิริกุล Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261641 Tue, 26 Dec 2023 00:00:00 +0700 A Comparison of Cashless Society Between Thailand and China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261457 <p>With the development of network information technology and the revolutionary breakthrough of new technologies, digital economy is the analysis and application of human digitization and information cognition. Thailand's mobile e-commerce economy has been severely impacted. Government payment platforms and other domestic mobile payment gateway platforms are sparing no effort to develop the mobile digital economy, helping Thailand to fully enter the ranks of cashless payment countries as soon as possible.</p> <p>This research shows that: The Bank of Thailand assists the development of Prompt pay, not only to cultivate people's payment habits, but also to avoid transaction monopoly caused by overseas payment institutions in Thailand. Various mobile payment gateways and Promptpay, there is competition and cooperation between mobile banking. Competition allows each other to expand their business advantages, and cooperation allows each other to work together to promote the development of a cashless society in Thailand. Before the epidemic, tens of thousands of Chinese used Alipay for settlement in Thailand, effectively promoting cashless with the advancement of society, advanced mobile payment technology has been integrated into Thailand's mobile payment field. In addition to the epidemic, Alipay has also been affected by Thailand's financial policy, and Alipay's transaction volume in Thailand has dropped significantly; the government has optimized the entry policy and opened the country, and Chinese people will continue to return. In Thailand, Alipay will become more mature in the future and contribute to the Thai economy.</p> Fan Zheng, Chatwarun Angasinha Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261457 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาสังคมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261312 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. การพัฒนาสังคมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาท 2. บทบาทการพัฒนาสังคมของวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี และ 3. เพื่อวิเคราะห์การพัฒนาสังคมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การพัฒนาสังคมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทคือกระบวนการสร้างความเจริญงอกงามทางร่างกาย และสติปัญญา เป็นการพัฒนาให้บุคคลมีวุฒิภาวะเป็นผู้ใหญ่ รู้จักรับผิดชอบ มีศีลธรรมอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างเป็นปกติสุข</li> <li>บทบาทการพัฒนาสังคมของวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี พบว่าเป็นวัดที่พัฒนาคนด้านร่างกาย จิตใจโดยมุ่งเน้นเรื่องการปฏิบัติอบรมสมาธิภาวนา และบทบาทในการพัฒนาสังคมทั้ง 6 ด้านซึ่งเป็นไปตามกฎของมหาเถรสมาคม</li> <li>วิเคราะห์การพัฒนาสังคมตามแนวพุทธปรัชญาเถรวาทของวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิต อำเภอกุดจับ จังหวัดอุดรธานี พบว่าวัดป่าถ้ำพระเทพนิมิตมีบทบาทและหน้าที่เป็นไปตามหลักการแห่งพระธรรมวินัย และมีความสอดคล้องกับสภาพปัญหาของสังคมชุมชนเมือง โดยเจ้าอาวาสได้ปฏิบัติหน้าที่บริหารกิจการคณะสงฆ์ตามพระราชบัญญัติทั้ง 6 ด้านได้อย่างครบถ้วนสมบูรณ์</li> </ol> ว่าที่ ร้อยเอกสัญญา กลัดงาม, ดร.กฤตสุชิน พลเสน Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261312 Thu, 28 Dec 2023 00:00:00 +0700 ราชประศาสนศาสตร์การต่างประเทศของ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262665 <p>การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาราชประศาสนศาสตร์ด้านการต่างประเทศ เพื่อวิเคราะห์อำนาจละมุน (Soft Power) ผ่านการทรงงานด้านการต่างประเทศ และ เพื่อวิเคราะห์ความเป็นผู้นำ ภายใต้การทรงงานด้านการต่างประเทศ ของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผลการศึกษา พบว่า ราชประศาสนศาสตร์ทางการต่างประเทศของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ เป็นการทรงงานเพื่อเสริมสร้างสัมพันธ์ไมตรีและความเข้าใจอันดีระหว่างประเทศไทยและประเทศที่ไปเยือน ยังเป็นโอกาสที่ได้ทอดพระเนตรกิจการงานด้านต่าง ๆ ทั้งชีวิตความเป็นอยู่ สังคม วัฒนธรรม ความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยี และได้ทรงพบปะบุคคลสำคัญเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับผู้นำประเทศ นักวิชาการ ผู้เชี่ยวชาญในหลายสาขาวิชา และได้นำความรู้จากประสบการณ์เหล่านั้นมาปรับใช้เพื่อให้เกิดประโยชน์ในประเทศไทย ในการวิเคราะห์อำนาจละมุนผ่านการทรงงานด้านการต่างประเทศของสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้าฯ ชี้ให้เห็นว่าทรงเป็นที่รักยิ่งของรัฐบาลจีนและชาวจีนมากมาย เช่น ในปี พ. ศ. 2562 ทรงได้รับเหรียญ “รัฐมิตราภรณ์” ซึ่งรัฐบาลจีนได้จัดให้มีพิธีมอบเหรียญรางวัลเกียรติยศแก่บุคคลผู้กระทำคุณงามความดีอย่างสูงให้บุคคลทั้งชาวจีนและชาวต่างชาติ และคุณลักษณะของความเป็นผู้นำในทางราชประศาสนศาสตร์ของพระองค์ท่านทรงเป็นจุดเด่นประการสำคัญที่ทำให้พระองค์ท่านสามารถเอาชนะใจเพื่อนบ้านมิตรประเทศทั้งผู้นำและคนในชาติซึ่งแสดงออกถึงความจงรักภักดีอย่างสูงสุดและมีความเชื่อมั่นตัวพระองค์ท่าน ดังจะเห็นได้จากรางวัลบางส่วน อาทิ รางวัลแมกไซไซ สาขาบริการชุมชน จากมูลนิธิรามอน แมกไซไซ ณ กรุงมะนิลา ประเทศฟิลิปปินส์ และพระองค์ทรงเป็น “1 ในมหามิตร 10 อันดับของจีน” ที่ได้รับการโหวตผ่านสถานีวิทยุ CRI หรือ China Radio International จากประชากรอินเทอร์เน็ตจีนถึง 15 ล้านเสียง ทรงได้รับการยกย่องเป็น “จงกว๋อหยวน” หรือมิตรแท้ที่ผูกพันโดยพรหมลิขิตหรือบุพเพ</p> อาภาพร จินรัตน์, ผศ.ดร.อภิรัตน์ กังสดารพร Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262665 Sat, 30 Dec 2023 00:00:00 +0700 การเก็บเมล็ดพันธุ์ : ความมั่นคงทางอาหารในวิถีชีวิตของเกษตรกรไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/263106 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปิดเผยวิถีการเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรไทยที่เคลื่อนไหวการก็บเมล็ดพันธุ์ 2) ศึกษาความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ 3) วิเคราะห์ชุดความรู้และแนวทางปฏิบัติการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่สอดคล้องบริบทของสังคมไทย การศึกษาครั้งนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจากเอกสารบทความและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ หลักการ แนวคิดทฤษฎี ในการเก็บเมล็ดพันธุ์ ใช้วิธีการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) จำนวนผู้ให้ข้อมูลรวมทั้งสิ้น 25 คน ทำการวิเคราะห์ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ตรวจสอบความเที่ยงตรงด้วยเทคนิคการตรวจสอบสามเส้าโดยพิจารณาความสอดคล้องของวัตถุประสงค์ หัวข้อ และเนื้อหา</p> <p>ผลของการศึกษาเผยให้เห็นว่า 1) วิถีการเก็บเมล็ดพันธุ์ของเกษตรกรที่เคลื่อนไหวเรื่องการเก็บเมล็ดพันธุ์ พบชุดความรู้ของการเก็บเมล็ดพันธุ์ในสังคมไทยจำแนกได้เป็น 2 แนวทาง คือเมล็ดพันธุ์ที่ผลิตโดยนักวิชาการ นักวิจัยด้านการเกษตรที่มีความรู้และ ใช้เทคโนโลยีขั้นสูงในการผลิตเมล็ดพันธุ์ที่ให้ผลผลิตดี สวยงาม จำหน่ายได้ราคาดี 2) ความมั่นคงทางอาหารของสังคมไทยและสังคมต่างประเทศ พบว่า ในการวิเคราะห์เรื่องอำนาจความรู้ มีความรู้ใน 2 ระดับ ระดับแรก เมื่อพื้นที่ของผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจเปิดกว้างให้กับกลุ่มประเทศที่เป็นพันธมิตรทางการค้ามีโอกาสในการใช้อำนาจเพื่อการเข้าถึงแหล่งอาหารของโลก 3) การวิเคราะห์ชุดความรู้และแนวทางปฏิบัติการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่สอดคล้องบริบทของสังคมไทย พบว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ชัดเจนในสองพื้นที่คือพื้นที่ของภาครัฐ และภาคประชาสังคม ซึ่งยืนอยู่บนชุดความรู้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเมล็ดพันธุ์จึงไม่มีวันหายไปเพียงแต่วันนี้เมล็ดพันธุ์ อาจจะย้ายถิ่นที่อยู่และกำลังเติบโตขึ้นในอีกรูปแบบหนึ่ง บทวิเคราะห์ใน 2 ชุดความรู้จากกลุ่มเกษตรกรผู้ใช้วิถีทางในการดำรงอยู่และเป็นเกษตรกรตัวอย่างของการไม่ยอมแพ้และมีความพยายามในการพัฒนาตนเอง</p> นพดล สอดแสงอรุณงาม; ผศ.ดร.ฉัตรวรัญช์ องคสิงห Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/263106 Sat, 30 Dec 2023 00:00:00 +0700 Influence Mechanism of Academic Motivation on Academic Achievement of College Students in Shanxi Province in China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/264018 <p>This study adopts a quantitative approach and the perspective of learning engagement to examine the relationship between academic motivation and academic achievement among college students in Shanxi Province in China. Tools uses the questionnaire and sample size of 400. The reliability is generally expressed by Cronbach’s coefficient that greater than 0.8, which indicated that the measurement scales have high reliability. Analysis uses SPSS 25.0 and Amos 22.0. The findings demonstrate hypothesis as (1) academic achievement is positively impacted by their academic motivation; (2) learning engagement is positively impacted by their academic motivation; (3) academic achievement is positively impacted by their learning engagement; (4) learning engagement plays a mediating role between academic motivation and academic achievement. As a result, this study gives comparable countermeasures and recommendations for four levels: college students, colleges and universities, government, and parents.</p> Jing Zhang; Dr.Sarana Photchanachan, Dr.Pensri Bangbon Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/264018 Sat, 30 Dec 2023 00:00:00 +0700 An Exploration of Students Learning Engagement in Application-oriented Universities in China https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262920 <p>Learning engagement is an indicator of the quality of education. The purpose of this study is to explore the influencing factors of learning engagement learning engagement in application-oriented universities. The researcher, using grounded theory, selected 22 interviewers through purposive sampling and coded their interview data. The results show that employees ‘support and motivation are the important variables affecting learning engagement. Employee support includes autonomous support, emotional support and competent support; motivation mainly includes master goal, performance goal approach and performance goal avoidance. The significance of this study is to provide a basis for universities to formulate effective educational policies to enhance students' learning engagement, and to provide practical suggestions for building a learning environment that promotes learning engagement.</p> Juan Du, Dr.Sarana Photchanachan, Dr.Pensri Bangbon Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262920 Sat, 30 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน เพื่อการพัฒนาทักษะ การพูดภาษาอังกฤษ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262364 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบทักษะพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ก่อนและหลังการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน และ 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้การจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนประจวบวิทยาลัย จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 40 คน ได้มาจากวิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบทดสอบวัดทักษะการพูดภาษาอังกฤษและเกณฑ์ประเมินทักษะการพูด และ 3) แบบประเมินความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงาน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย (Mean) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) สถิติทดสอบแบบไม่เป็นอิสระจากกัน (t-test dependent)ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะการพูดภาษาอังกฤษของนักเรียนที่ได้รับการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .05 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบเน้นภาระงานเพื่อเสริมสร้างทักษะการพูดภาษาอังกฤษ อยู่ในระดับ มาก</p> เบญจวรรณ พร้อมญาติ, สุนีตา โฆษิตชัยวัฒน์ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262364 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 ผลการใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านภาษาอังกฤษ เพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262195 <p>การวิจัย เรื่องผลการใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริงเพื่อส่งเสริมทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ครั้งนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ก่อนและหลังใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริง และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ที่มีต่อการใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริง กลุ่มตัวอย่างได้แก่นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนอนุบาลวัดเกาะใหญ่ (เลี้ยงล้อมอนุกูล) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดยวิธีการสุ่มอย่างง่าย จำนวน 20 คน ที่เรียนในวิชาภาษาอังกฤษ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้เนื้อหาวิชาภาษาอังกฤษ รหัสวิชา อ 16101 โดยใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริง จำนวน 4 แผน ใช้เวลาในการสอน 4 ชั่วโมง 2) แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจ จำนวน 30 ข้อ เพื่อใช้ทดสอบก่อนและหลังเรียน 3) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบ t แบบไม่เป็นอิสระต่อกัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจของนักเรียนหลังจากเรียนด้วยเทคนิค SQ6R และเอกสารจริงสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.5 และ 2) นักเรียนมีความพึงพอใจต่อการใช้เทคนิค SQ6R และเอกสารจริง อยู่ในระดับมากที่สุด</p> กมลพรรณ ประเสริฐศิลป์, ดร.สรณบดินทร์ ประสารทรัพย์ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262195 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 The Influencing Factors of Application Oriented University Students’ Entrepreneurship Education on Entrepreneurship Behavior under the Background of "Internet+" https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262918 <p>The purpose of this study is to investigate the influence of entrepreneurship education on the entrepreneurial behavior of applied college students in the context of "Internet +," and to propose guiding suggestions to facilitate college students' entrepreneurial endeavors. The study employs a quantitative research method. In the initial stage, data collection was conducted through a questionnaire. Subsequently, the structural equation model was applied to test the research hypotheses. The results indicate that, in the backdrop of "Internet +," entrepreneurial education for applied university students positively impacts entrepreneurial behavior, with entrepreneurial ability playing an intermediary role. Consequently, given the continually expanding employment group, entrepreneurship has emerged as a new engine for sustained economic growth. The ultimate objective of this study is to present practical recommendations for individuals, application-oriented universities, and the government.</p> Yuefan Yuan, Pratikshy Bhandari, Dr.Sarana Photchanachan, Dr.Pensri Bangbon Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262918 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261819 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 3) ความสัมพันธ์ระหว่างภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารกับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างคือ สถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรีเขต 2 จำนวน 108 แห่ง ผู้ให้ข้อมูลสถานศึกษาละ 1 คน คือ รองผู้อำนวยการฝ่ายบริหารวิชาการหรือหัวหน้าบริหารงานวิชาการ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารตามแนวความคิดของแมนซ์และซิมส์ และประสิทธิผลของสถานศึกษาตามแนวคิดของมาร์ซาโน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิผลของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ภาวะผู้นำเหนือผู้นำของผู้บริหารมีความสัมพันธ์กับประสิทธิผลของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาราชบุรี เขต 2 โดยภาพรวมมีความสัมพันธ์ในลักษณะคล้อยตามกันในระดับสูงอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> ปณิลิน จันภักดี Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261819 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์นั่ง ส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261195 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจในการเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของผู้บริโภค 2) เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัจจัยจูงใจที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริโภคที่เข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ จำนวน 385 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล สถิติที่ใช้คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบแบบที การทดสอบแบบเอฟ และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยจูงใจในการเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์อยู่ในระดับมากที่สุด 2) ผู้เข้าร่วมประมูลที่มีเพศ อายุ และระดับการศึกษาต่างกันมีการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ปัจจัยจูงใจด้านการส่งเสริมการตลาด ด้านผลิตภัณฑ์ ด้านราคา และด้านแรงจูงใจ มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์นั่งส่วนบุคคลไม่เกิน 7 ที่นั่งของผู้บริโภคในเขตกรุงเทพมหานคร และสามารถร่วมกันอธิบายความผันแปรของการตัดสินใจเข้าร่วมประมูลหมายเลขทะเบียนรถยนต์ ได้ร้อยละ 29.90</p> ชรัญญา วงษ์อุทัย, ผศ.ดร.พิชัย ลัทธศักดิ์ศิริ, ดร.ธนัตถ์นันท์ สุขโชคนิธิโภคิณ, พนิดา พนิตธำรง Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261195 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่ การศึกษาประถมศึกษา นครปฐม เขต 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261962 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 2) อันดับความต้องการใน การพัฒนาตนเองของบุคลากรโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 ประชากรที่ศึกษา คือ บุคลากรโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 จำนวน 13 คน ประกอบด้วย ผู้อำนวยการโรงเรียน 1 คน และครูโรงเรียนวัดหนองจิก 12 คน (ไม่รวมผู้วิจัย) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามความคิดเห็นการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ตามแนวคิดของลิม เวอร์เนอร์ และเดอสิโมน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ มัธยฐาน ค่าพิสัยระหว่างควอไทล์ และการจัดอันดับ</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ก็อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้ง 4 ด้าน โดยเรียงลำดับค่ามัธยฐานจากมากไปน้อย ได้ดังนี้ คือ ด้านการออกแบบมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการดำเนินการ ด้านการประเมินผล และด้านการประเมินความต้องการ 2) การจัดอันดับความต้องการเกี่ยวกับวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาตนเองของบุคลากรโรงเรียนวัดหนองจิก สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครปฐม เขต 1 พบว่า การได้รับการสอนงาน เป็นวิธีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในการพัฒนาตนเองที่บุคลากรโรงเรียนวัดหนองจิกเลือกมากที่สุด รองลงมาอันดับที่ 2 คือ การฝึกอบรม อันดับที่ 3 คือ การดูงานนอกสถานที่ อันดับที่ 4 คือ การฝึกงานกับผู้เชี่ยวชาญ อันดับที่ 5 คือ การให้คำปรึกษาแนะนำ อันดับที่ 6 คือ การได้รับการฝึกอบรมในขณะทำงาน อันดับที่ 7 คือ การเรียนรู้ด้วยตนเอง อันดับที่ 8 คือ การเพิ่มคุณค่าในงาน อันดับที่ 9 คือ การได้รับมอบหมายงาน และอันดับที่ 10 คือ การติดตามและสังเกต</p> มธุรส จิตรโรจนรักษ์, ผ.ศ.ว่าที่พันตรี.ดร.นพดล เจนอักษร Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261962 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261964 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบ 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 2) แนวโน้มการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 กลุ่มตัวอย่างได้แก่ ผู้บริหารและข้าราชการครู ของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ประกอบด้วย ผู้บริหาร จำนวน 9 คน ข้าราชการครู จำนวน 77 คน รวมทั้งสิ้น 86 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถามความคิดเห็น และแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ความถี่ ร้อยละ มัชฌิมเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยเรียงค่ามัชฌิมเลขคณิตจากมากไปน้อย ดังนี้ ด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ ด้านการจัดกิจกรรมกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา ด้านหลักสูตรและการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ และด้านพัฒนาบุคลากรของสถานศึกษา ตามลำดับ 2) แนวโน้มการบริหารสถานศึกษาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ของสถานศึกษาในสหวิทยาศึกษาวังสีทา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 ประกอบด้วย ด้านการบริหารจัดการศึกษา คือ ควรมีการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจของสถานศึกษาที่สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 ด้านหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน คือ ควรมีการบูรณาการหลักสูตรท้องถิ่นกับการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน คือ ควรมีการเสริมสร้างผู้เรียนให้มีทักษะที่จำเป็นในศตวรรษที่ 21 โดยบูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ด้านพัฒนาบุคลากร คือ ควรมีการส่งเสริมบุคลากรในสถานศึกษาให้สามารถสร้างนวัตกรรมการจัดการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และด้านผลลัพธ์/ภาพความสำเร็จ คือ ควรมีการพฒนาสถานศึกษาให้ได้รับการยอมรับด้านการบูรณาการตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง</p> ธงชัย ดีมูลพันธ์, รศ.ดร.วรกาญจน์ สุขสดเขียว Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261964 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700 ภาวะผู้นำในทัศนะพุทธศาสนาเถรวาท https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261601 <p>บทความนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำในทัศนะพุทธศาสนาเถรวาท พบว่า บุคคลมีวิสัยทัศน์ซึ่งได้รับการแต่งตั้ง หรือได้รับการยกย่องขึ้นให้เป็นหัวหน้าผู้ตัดสินใจ ที่มีอิทธิพลเหนือบุคคลอื่นภายในกลุ่ม และเป็นผู้ใช้อิทธิพลนั้นทำให้บุคคลอื่น ๆ ภายในกลุ่มปฏิบัติงานให้ตนอย่างมีความพึงพอใจและบรรลุถึงเป้าหมายดังที่ผู้นำปรารถนา มีความสามารถในการปกครองบังคับบัญชาบุคคลในกลุ่มให้ปฏิบัติงาน บทบาทของผู้นำ รับผิดชอบในการปฏิบัติงานที่องค์การกำหนดไว้ตามลักษณะประเภทงานที่ผู้นำจะต้องทำ ช่วยเสริมสร้างให้ปริมาณและคุณภาพของงานได้รับผลสูงสุด เป็นผู้ติดต่อประสานงานในองค์กร เพื่อให้งาน มีประสิทธิภาพ เป็นผู้สั่งงานและควบคุมงาน ทำให้องค์กรดำเนินไปอย่างบรรลุผลสำเร็จตามวัตถุประสงค์ นำพาหน่วยงานไปจนสู่บรรลุผลตามเป้าหมายความ เจริญก้าวหน้า” ที่กำหนดไว้ได้ ภาวะผู้นำทางพุทธศาสนาเถรวาท ได้แก่ เจ้าอาวาสพระสงฆ์ผู้ปกครองวัดอารามของแต่ละแห่ง แต่ละวัดเจ้าอาวาสทำหน้าที่ผู้นำในวัดปกครองพระสังฆาธิการ พระภิกษุ สามเณร พร้อมทำหน้าที่บุคลากรจุดศูนย์รวมการเชื่อมต่อระหว่างบุคคลในชุมชน สังคม รวมถึงการทำหน้าที่ เป็นผู้นำสื่อเชื่อมต่อระหว่างประเพณีวัฒนธรรม รวมถึงทุก ๆ งานบุญ พิธีกรรมพระพุทธศาสนา เจ้าอาวาสทำหน้าที่ผู้นำจุดเริ่มต้นของงานบุญนั้น</p> พระครูโกมุทสุวรรณาภรณ์ (บัวลอย กาฬภักดี) Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/261601 Wed, 27 Dec 2023 00:00:00 +0700 ทักษะการบริหารจัดการสถาบันศึกษาตามแนว ESG https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262705 <p>การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 ในโลกยุคใหม่ เพื่อการพัฒนาคนให้มีคุณลักษณะที่เหมาะสมกับโลกยุคใหม่ เป็นภาระที่หนักและท้าทายสำหรับผู้บริหารของสถาบันศึกษาที่จะต้องพัฒนา วิธีการที่หลากหลายมาใช้พัฒนาผู้สอนและผู้เรียนให้มีทักษะในด้านความรู้ พฤติกรรม และคุณลักษณะตามบรรทัดฐานที่ดีของสังคม มีคุณภาพสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานเมื่อสำเร็จการศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษามีบทบาทหน้าที่สำคัญต่อการส่งเสริมและพัฒนาบุคลากร เพื่อให้เกิดผลสำเร็จตามเป้าหมายของหลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ วิสัยทัศน์และเป้าหมายของสถาบันศึกษา</p> <p>ทักษะของผู้บริหารในการจัดการสถาบันศึกษาตามกรอบแนวคิด ESG ในมิติด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) ด้านสังคม (Social) และด้านธรรมาภิบาล (Governance) ซึ่งเป็นแนวคิดเพื่อความยั่งยืนในองค์กรที่มีความแตกต่างจากการบริหารแบบเดิม ก่อนวิกฤติการระบาดและผลกระทบสภาวการณ์ของไวรัสโควิด-19 ส่งผลต่อระบบการศึกษาและเป็นความท้าทายอย่างมากของผู้บริหารที่จะนำพาสถาบันศึกษา พัฒนาผู้สอน และพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ ทักษะ และคุณลักษณะต่างๆ ในศตวรรษที่ 21 ให้บรรลุเป้าหมายตามกรอบแผนการศึกษาของชาติ บทความนี้เห็นถึงความจำเป็นต้องศึกษาพัฒนาวิธีการจัดการ การเรียนรู้แบบใหม่ที่เน้นทักษะความรู้ที่รอบด้านมากกว่าการเรียนรู้ตามระบบหรือตามหลักสูตร และความหลากหลายของรูปแบบการเรียนรู้ที่สามารถส่งเสริมการเรียนรู้รายบุคคลได้สูงสุด เพื่อประโยชน์ในส่งเสริมการจัดการเรียนรู้ได้อย่างดีมีประสิทธิภาพในยุคที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในโลกยุคใหม่</p> ทิพย์วรรณ สุพิเพชร Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262705 Sat, 30 Dec 2023 00:00:00 +0700 การใช้วจีจริยาในสมบัติของผู้ดี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262075 <p>บทความวิชาการนี้เกี่ยวข้องกับปรัชญาและจริยศาสตร์ เรื่องสมบัติผู้ดีกรอบการดำเนินชีวิตตามกระบวนทรรศน์ปรัชญาหลังนวยุคสายกลาง: การศึกษาเชิงวิเคราะห์ วิจักษ์ และวิธาน ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะกล่าวถึงเรื่องการใช้วจีจริยาหรือการใช้คำบางคำของผู้ที่มีคุณสมบัติของผู้ดีเช่นคำว่า “หมา” “กู” “มึง” อันเป็นคำที่คนหลายคนมีทรรศนะว่าเป็นคำที่ไม่สุภาพหรือเป็นคำหยาบคาย โดยหลีกเลี่ยงที่จะไม่ใช้คำว่า “หมา” “กู” “มึง” และใช้คำว่า “สุนัข” แทนคำว่า “หมา”หรือใช้คำว่า “คุณ” แทนคำว่า “มึง” หรือใช้คำว่า “กระผม” แทนคำว่า “กู” เป็นต้น</p> <p>การจะใช้คำว่า “หมา” “กู” “มึง” หรือคำว่า “สุนัข” “คุณ” “กระผม” ในการสนทนาแต่ละครั้งจะเป็นการถูกต้องตามหลักการที่เขียนไว้ในหนังสือสมบัติของผู้ดีหรือไม่อยู่ที่การพูดในครั้งนั้น ๆ ว่าการใช้คำว่า “หมา” “กู” “มึง” หรือคำว่า “สุนัข” “คุณ” “กระผม” ใช้ในบริบทใด และผู้ที่พูดมีความคิดที่อยู่ในใจประสงค์จะให้คำว่า “หมา” “กู” “มึง” หรือคำว่า “สุนัข” “คุณ” “กระผม” เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีในคุณค่าของความเป็นมนุษย์ของผู้ที่ฟังหรือผู้ที่ถูดพูดถึงหรือไม่ ซึ่งถ้าการพูดด้วยคำทั้งสองนี้เป็นการลดทอนศักดิ์ศรีคุณค่าของความเป็นคนของผู้ที่ฟัง หรือผู้ที่ถูกพูดถึง ผู้ที่พูดก็ไม่มีคุณสมบัติของความเป็นผู้ดีหรือไม่ใช่ผู้ดี</p> จิรวัฒน์ นิติบรมัตถ์ธาดา, รวิช ตาแก้ว, กีรติ บุญเจือ Copyright (c) 2023 Journal of Philosophical Vision https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/phiv/article/view/262075 Sun, 31 Dec 2023 00:00:00 +0700