https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/issue/feed วารสารปัญญาภิวัฒน์ 2023-12-22T22:40:24+07:00 Associate Professor Dr.Tippaporn Mahasinpaisan journal@pim.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ ISSN 2651-1088 (ออนไลน์)</strong></p> <p> </p> <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ </strong>เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันได้รับการประเมินให้อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 1 สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ และเป็นวารสารที่ผ่านการคัดเลือกเข้าสู่ฐานข้อมูล ASEAN Citation Index (ACI)</p> <p> - ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์</p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ </strong>ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/264983 การใช้บุคคลต้นเเบบเพื่อเสริมสร้างเเรงจูงใจในตนเอง 2023-06-08T11:10:28+07:00 พงศกร จันทร์ฉาย phongsakornchan@pim.ac.th จีรพัชร บุณยพรหม jeerapat.b@ku.th อุดมลักษม์ กูลศรีโรจน์ udomluk.k@gmail.com ศิริรัตน์ ศรีสอาด siriratssa@hotmail.com <p>บุคคลที่มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์นอกจากต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถแล้ว ยังต้องมีคุณธรรม และจริยธรรมประกอบกัน จึงสามารถเป็นบุคคลที่มีคุณค่าในตนเองและต่อสังคม รวมทั้งเป็นต้นแบบหรือ แบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้อื่นจนเกิดการยอมรับและปฏิบัติตามต่อไปได้ นอกจากนี้เป็นที่ยอมรับกันอย่างแพร่หลายว่า บุคคลต้นแบบถือเป็นแรงบันดาลใจที่สำคัญให้แก่ผู้อื่นในการพัฒนาตนเองผ่านการสร้างแรงจูงใจในตนเองจนมีพฤติกรรมและเกิดการกระทำที่มุ่งสู่เป้าหมายนั้น เพื่อให้ตนเองสามารถประสบความสำเร็จได้เช่นเดียวกันกับผู้ที่เป็นต้นแบบ ผู้เขียนได้เรียบเรียงบทความฉบับนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวคิดเกี่ยวกับคุณลักษณะ ของบุคคลต้นแบบที่ดี อิทธิพลของบุคคลต้นแบบต่อการเลียนแบบพฤติกรรม ความสำคัญของแรงจูงใจ การสร้างแรงจูงใจในตนเอง รวมทั้งมุ่งชี้ให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการใช้บุคคลต้นแบบกับการสร้างแรงจูงใจในตนเอง ซึ่งบทสรุปของบทความนี้ชี้ให้เห็นว่า บุคคลต้นแบบมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมของบุคคลและเป็นแรงผลักดันที่สำคัญแก่ผู้ปฏิบัติตามในการสร้างแรงจูงใจเพื่อพัฒนาตนเองให้บรรลุเป้าหมายที่วางไว้ผ่านการใช้หลักคิดและพฤติกรรมของบุคคลต้นแบบที่มีคุณลักษณะแตกต่างกัน อันจะนำไปสู่หลักการพิจารณาคัดเลือกผู้ที่ควรนำมาเป็นแบบอย่างที่ดี และการเลือกใช้แนวทางการดำเนินชีวิตตามบุคคลต้นแบบ เพื่อสามารถพัฒนาศักยภาพในแต่ละด้านของตนเองให้เต็มความสามารถ และมีคุณภาพชีวิตที่ดีงามอย่างยั่งยืนต่อไป</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/261491 CHINA’S FOREIGN-RELATED LEGAL TALENTS TRAINING UNDER THE “BELT AND ROAD INITIATIVE” CONTEXT: PRESENT, PROBLEMS, AND RECOMMENDATIONS 2022-11-11T14:24:34+07:00 Shanshan Li li_shanshan@126.com <p>With the continuous implementation of “the Belt and Road Initiative”, all-round co-operations among China and countries along the route have become increasingly closer. Diversified high-end foreign-related legal talents are thus urgently needed to ensure the stable and far-reaching construction of “the Belt and Road”. This article purports to evaluate the current situation and reflect the problems of foreign-related legal talents training in China, and to discuss the necessary reforms and improvements. On the basis of examining the historical development and current situation of foreign-related legal talents training in China, this article found that most universities had not made clear the relationship between morality and law so that the notion of “cultivating law students both in morality and in law” has not been thoroughly implemented in training foreign-related legal talents. As a result, the orientation of foreign-related legal talents training is not accurate, the objective is not clear and the mode and mechanism is not perfect. It is suggested that universities in China should thoroughly implement the notion of “cultivating law students both in morality and law”, strengthen ideological and political education, and should reshape the concept, clarify the objective, reform the mode, and explore effective mechanism of foreign-related legal talents training. Only by such ways, can we train a batch of high-level foreign-related legal talents with both internationalism vision and patriotism, being familiar with international rules and able to participate in foreign-related legal affairs, having the courage to promote the reform of global governance rules and being devoted to better serve for “the Belt and Road Initiative”.</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/259208 การเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกอาหารแปรรูปแช่แข็งเพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ด้วย SCOR Model 2022-05-12T09:11:37+07:00 โชติมา โชติกเสถียร Chotima_j@rmutt.ac.th กฤษยา มะแอ Chotima_j@rmutt.ac.th <p>อาหารแปรรูปแช่แข็งมีบทบาทและความสำคัญในการส่งออกอีกผลิตภัณฑ์หนึ่งของประเทศไทยการเปิดตลาดเพื่อให้ครอบคลุมและเป็นที่รู้จักอาหารแปรรูปจึงมีความสำคัญต่อการพัฒนายกระดับความสามารถในการส่งออก การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตอุตสาหกรรม อาหารแปรรูปแช่แข็ง 2) ศึกษาอิทธิพลของการปฏิบัติงานโซ่อุปทานของการผลิตอาหารแปรรูปเพื่อการส่งออกที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการส่งออก โดยใช้การดำเนินงานวิจัยเชิงปริมาณ ใช้วิธีเชิงสำรวจกับผู้ประกอบการอาหารแปรรูปแช่แข็ง ด้วยตัวอย่าง 400 แห่ง ซึ่งใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้เก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามประเมินค่า 5 ระดับ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งการวิเคราะห์สมการเชิงโครงสร้าง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับการเพิ่มประสิทธิภาพในการส่งออกอาหารแปรรูปแช่แข็ง เพื่อรองรับโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก ด้วย SCOR Model โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการส่งออก ประกอบด้วย ปัจจัยภายนอกองค์กร และการปฏิบัติงานโซ่อุปทาน ซึ่งทั้ง 2 ปัจจัย มีอิทธิพลทางบวกที่ส่งผลต่อความสามารถในการส่งออก ซึ่งปัจจัยภายนอกองค์กร มีน้ำหนักองค์ประกอบ ß เท่ากับ 0.97 และค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ R<sup>2</sup> เท่ากับ 0.940 และปัจจัยการปฏิบัติงานโซ่อุปทาน มีน้ำหนักองค์ประกอบ ß เท่ากับ 0.82 และค่าสัมประสิทธิ์พยากรณ์ R<sup>2</sup> เท่ากับ 0.680 ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่าไคสแควร์ เท่ากับ 1.201 p เท่ากับ 0.207 ค่าดัชนีวัด ระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.986 และค่ารากกำลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.022</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/260884 การวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ 2022-08-14T19:00:25+07:00 อรวิภา มงคลดาว 6184233527@student.chula.ac.th มนัสวาสน์ โกวิทยา 6184233527@student.chula.ac.th อาชัญญา รัตนอุบล 6184233527@student.chula.ac.th <p>การพัฒนาผู้ประกอบการผ้าทอมือให้เป็นผู้มีความรู้ ชำนาญ และมีคุณลักษณะของการเป็นผู้ประกอบการ นอกจากจะเกิดประโยชน์โดยตรงผู้ประกอบการแล้ว ยังเป็นการสร้างรายได้กับชุมชนด้วย งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ และวิเคราะห์องค์ประกอบสมรรนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ แบ่งการดำเนินการวิจัยออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ จากการสัมภาษณ์ผู้ประกอบการผ้าทอมือที่ประสบความสำเร็จ จำนวน 18 คน โดยใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 2 วิเคราะห์องค์ประกอบสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือ ด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน จากผู้ประกอบการผ้าทอมือจำนวน 1,029 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า วิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูป</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือประกอบด้วย 2 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) องค์ประกอบสมรรถนะแกน ประกอบด้วย 4 ตัวแปร 1.1) การจัดการตนเองเพื่อพัฒนาการประกอบการผ้าทอมือ 1.2) การมุ่งผลสัมฤทธิ์เพื่อการประกอบการ 1.3) ความสามารถทางการตลาดและผลิตภัณฑ์1.4) ความรู้และความชำนาญในการทอผ้า 2) องค์ประกอบสมรรถนะทางวิชาชีพ ประกอบด้วย 3 ตัวแปร 2.1) การเป็นผู้นำและการทำงานร่วมกับผู้อื่น 2.2) การออกแบบและถ่ายทอดการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือ และ 2.3) ความรู้ความสามารถในการย้อมสีธรรมชาติและการบริการจัดการประกอบการผ้าทอมือองค์ประกอบสมรรถนะการเป็นผู้ประกอบการผ้าทอมือสามารถนำไปสร้างกิจกรรมหรือหลักสูตรสำหรับผู้ประกอบการผ้าทอมือต่อไป</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/264184 แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและชุมชนเอื้ออาทรแบบมีส่วนร่วม โดยกลุ่มคนทุกช่วงวัย ตำาบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง 2023-03-10T17:19:56+07:00 พรชนก ทองลาด iamnok119@gmail.com สนธิญา สุวรรณราช iamnok119@gmail.com อัมเรศ เนตาสิทธ iamnok119@gmail.com ชุตินิษฐ์ ปานคำ iamnok119@gmail.com สุพรรณี คำวาส iamnok119@gmail.com อัจฉราภรณ์ วรรณมะกอก iamnok119@gmail.com นิศากร สุวรรณ iamnok119@gmail.com <p>การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการพัฒนาวิสาหกิจเพื่อสังคมและชุมชนเอื้ออาทรแบบมีส่วนร่วมโดยกลุ่มคนทุกช่วงวัย ตำบลบ้านกิ่ว อำเภอแม่ทะ จังหวัดลำปาง กลุ่มตัวอย่างคือ กลุ่มวิสาหกิจพืชสมุนไพร กลุ่มวิสาหกิจชุมชนฮักน้ำจาง กลุ่มวิสาหกิจพัฒนาชุมชนคนอินทรีย์ และกลุ่มฮักกรีน ซึ่งมีสมาชิกเป็นกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มวัยกลางคน และเยาวชนในพื้นที่รวม 40 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือ การสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม การจัดเวทีเสวนา รวมทั้งการปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมโดยเน้นการทำงานให้ครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำโดยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่าในส่วนต้นน้ำ ควรมีการลงทุนด้วยการบริหารความไว้วางใจต่อกัน มีผู้นำเป็นนักผสานเครือข่าย การพึ่งตนเองและการพึ่งพากันเอง สมาชิกใส่ใจปัญหาของชุมชนด้วยแนวทางที่ยั่งยืน มีความต้องการช่วยเหลือชุมชนอย่างจริงจัง โดยทำความเข้าใจกับสมาชิกแล้วตั้งวัตถุประสงค์ให้ชัดเจนว่า จะทำเพื่อชุมชนไม่มุ่งหวังกำไร มีกติกาการอยู่ร่วมกัน ให้ความสำคัญกับพันธมิตรทางธุรกิจ ส่วนกลางน้ำ ควรนำโมเดลธุรกิจมาเป็นส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาสังคมอย่างยั่งยืน ชุมชนเป็นเจ้าของและผู้ดำเนินการ เน้นชุมชนมีส่วนร่วม เช่น ธุรกิจร้านอาหาร พืชผักอินทรีย์ พร้อมเน้นสร้างงาน เพื่อสร้างอาชีพ สอนอาชีพให้คนงานให้มีวิชาติดตัว มีผลิตภัณฑ์หลากหลายให้ชุมชนเป็นส่วนหนึ่งของระบบอาชีพ ที่สร้างขึ้นแบบครบวงจร และส่วนปลายน้ำควรก่อให้เกิดระบบชุมชนอาชีพ เกิดเครือข่ายการทำงานร่วมกันกับหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเข้มแข็งและเกิดพลังความรักสามัคคีในกลุ่ม รวมถึงการจัดสวัสดิการให้สมาชิกอย่างเป็นระบบ</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/263749 รูปแบบการตลาดอิงการกุศล การสร้างคุณค่าทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อ ผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง 2023-02-11T20:15:22+07:00 บุษยมาส ชื่นเย็น boosayamas.c@ubru.ac.th ปริญ ลักษิตามาศ boosayamas.c@ubru.ac.th <p>การวิจัย เรื่อง รูปแบบการตลาดอิงการกุศล การสร้างคุณค่าทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นการตลาดอิงการกุศล การสร้างคุณค่าทางการตลาด และการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม และ 2) ศึกษารูปแบบความสัมพันธ์ระหว่างการตลาดอิงการกุศล การสร้างคุณค่าทางการตลาดและการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อม ใช้สถิติวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM-Structural Equation Modeling) จากขนาดกลุ่มตัวอย่าง 1,000 คน ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่าง ได้แก่ จังหวัดนครราชสีมา จังหวัดบุรีรัมย์ จังหวัดสุรินทร์ จังหวัดศรีสะเกษ และจังหวัดอุบลราชธานี จากโปรแกรม AMOS ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคมีความคิดเห็นการตลาดอิงการกุศลจากประเด็นปัญหาด้านทรัพยากรธรรมชาติมากที่สุด (X̄ = 4.17) ผู้บริโภคทราบถึงคุณภาพของผลิตภัณฑ์เพื่อสิ่งแวดล้อมโดยมีกระบวนการผลิตเป็นไปตามมาตรฐานมากที่สุด (X̄ = 4.13) และผู้บริโภคตัดสินใจจากคุณสมบัติหรือสรรพคุณตามที่กล่าวอ้างในการโฆษณา/บรรจุภัณฑ์ (X̄ = 4.11) 2) ผลการศึกษาความสัมพันธ์พบว่า การตลาดอิงการกุศลที่ดีให้กับผู้บริโภคนั้นจะมี ความสัมพันธ์กับการสร้างคุณค่าทางการตลาด โดยการตลาดอิงการกุศลนั้นสามารถอธิบายการสร้างคุณค่าทางการตลาดได้ร้อยละ 90.1 และการสร้างคุณค่าทางการตลาดนั้นมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อและสามารถอธิบายการสร้างคุณค่าทางการตลาดได้ร้อยละ 99.0 สามารถนำไปกำหนดกลยุทธ์การตลาดอิงการกุศล โดยใสใจ ด้านคุณภาพและส่งผลทำให้ผู้บริโภคมีพฤติกรรมการตั้งใจในการซื้อสินค้าต่อไป</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/266068 การยอมรับการใช้แอปพลิเคชันมือถือของกลุ่มผู้สูงอายุประเภทติดสังคมในประเทศไทย 2023-06-13T11:51:43+07:00 กานต์ ปัญยวณิช khunkant.p@gmail.com ธัญญา สุพรประดิษฐ์ชัย tanyasup@pim.ac.th <p>วัตถุประสงค์ของงานวิจัยนี้เพื่อศึกษาถึงปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการใช้แอปพลิเคชันมือถือของกลุ่ม ผู้สูงอายุประเภทติดสังคมในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มผู้สูงอายุประเภทติดสังคมในประเทศไทยจำนวน 480 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ประกอบไปด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีอายุระหว่าง 60 ถึง 69 ปี ร้อยละ 61.0 โดย กลุ่มตัวอย่าง ร้อยละ 81.9 สถานภาพสมรส และการศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษา ร้อยละ 33.8 มีรายได้ระหว่าง 30,001 ถึง 35,000 บาท ร้อยละ 20.2 กลุ่มตัวอย่างอาศัยอยู่กับลูกหรือญาติ ร้อยละ 76.7 โดยสามารถช่วยเหลือตัวเองได้ 90.4 และเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมเป็นบางครั้ง ร้อยละ 64.6 สำหรับปัจจัยที่มีผลต่อความตั้งใจในการใช้แอปพลิเคชันมือถือของกลุ่มผู้สูงอายุประเภทติดสังคมในประเทศไทยพบว่า มี 4 ปัจจัย คือ 1) ปัจจัยด้านความเคยชิน (P &lt; .001) 2) ปัจจัยต้านแรงจูงใจด้านความบันเทิง (P &lt; .001) 3) ปัจจัยด้านสภาพสิ่งอำนวยความสะดวกในการใช้งาน (p &lt; .001) และ 4) ปัจจัยด้านอิทธิพลของสังคม (p &lt; .001) ส่วนสมการถดถอยเชิงเส้นแบบพหุคูณ ได้แก่<br />ŷ = .887 + .605𝒳<sub>7</sub> + .233𝒳<sub>5</sub> -.168𝒳<sub>4</sub> + .141𝒳<sub>3 </sub>(SEE = 0.408, R<sup>2</sup> = 0.677, adj. R<sup>2</sup> = 0.674)<br />ซึ่งสามารถพยากรณ์ความตั้งใจในการใช้แอปพลิเคชันมือถือของกลุ่มผู้สูงอายุประเภทติดสังคมในประเทศไทยไต้ร้อยละ 67.4</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/260339 APPLICATION OF KNOWLEDGE SPACE THEORY-BASED ADAPTIVE LEARNING PLATFORM (ALEKS) FOR IMPROVING THE STUDENTS’ MATHEMATICAL PROFICIENCY (THE CASE OF STAMFORD INTERNATIONAL UNIVERSITY) 2022-07-05T10:52:29+07:00 Anastasia Maga anastasia.maga@stamford.edu Kristian Luciani anastasia.maga@stamford.edu <p>This research addresses the value of Knowledge Space Theory (KST) based on the teaching of computational subjects to business students. The research is a quasi-experiment involving an action implemented at Stamford International University, Thailand. A KST-based adaptive learning platform (ALEKS) was introduced in teaching mathematics at undergraduate level of business education. This paper seeks to answer the question of the new platform’s efficiency in preparing students for subsequent computational courses, and especially whether this relationship is strong for underperforming students. The action thus held at Stamford International University involved a sample of 340 students studying mathematics in the academic year 2018-2019, three trimesters in total, who either took a Pre-college Algebra course powered by ALEKS (treatment group) or did mandatory revision/preparatory tests (control group), which were not based on KST-tools. We analyzed their further grades and pass-fail rates in the subsequently taken subject of College Algebra. We find the action to be successful, the application of KST-based learning in mathematics significantly improves all students’ performance in subsequent computational subjects, but this relationship proves to be stronger for underperforming students. The work connects with the stream of literature on the efficiency of the use of KST-based tools in teaching and learning computational subjects at the college level.</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/259529 การประยุกต์ใช้แบบจำลองการดำเนินงานในโซ่อุปทาน เพื่อปรับปรุงกระบวนการธุรกิจให้เป็นมาตรฐาน: กรณีศึกษาในธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างขนาดเล็ก 2022-05-30T16:31:41+07:00 ปรางค์วลัย มีนารัตน์ Rangsan.k@mail.kmutt.ac.th รังสรรค์ เกียรติ์ภานนท์ Rangsan.k@mail.kmutt.ac.th <p class="GMIParagraph">การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการปรับปรุงกระบวนการทางธุรกิจของวิสาหกิจขนาดเล็ก (SME) ให้เป็นมาตรฐาน (Business Process Standardization) ด้วย SCOR Model โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงกรณีศึกษา (Case Study Research) ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลีกกับพนักงานผู้มีส่วนร่วมในกระบวนการธุรกิจของบริษัทกรณีศึกษาซึ่งเป็นธุรกิจค้าวัสดุก่อสร้างขนาดเล็กจำนวน 1 บริษัท</p> <p class="GMIParagraph">ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาของการขาดกระบวนการที่เป็นมาตรฐานส่งผลให้การดำเนินการมีความซ้ำช้อน ล่าช้า และผิดพลาดบ่อยครั้ง โดยแนวทางที่เหมาะสมสำหรับการสร้างกระบวนการมาตรฐาน ควรเริ่มจากการเก็บข้อมูลเป้าประสงค์การปรับปรุงกระบวนการ ขั้นตอน และกิจกรรมการดำเนินงาน รวมถึงปัญหาที่เกิดขึ้นจริงในกระบวนการปัจจุบัน เพื่อนำมาวิเคราะห์เชื่อมโยงกับกระบวนการมาตรฐานของ SCOR โดยการจัดเรียงเป้าหมายของกิจกรรมในปัจจุบันที่สอดคล้องกับเป้าหมายของกิจกรรมในกระบวนการมาตรฐานของ SCOR ระดับที่ 1 ถึง 3 ขั้นตอน ถัดมาควรพิจารณาปัญหาที่เกิดขึ้นในกระบวนการปัจจุบัน และวิเคราะห์หาสาเหตุรากเหง้า และผลกระทบของปัญหา โดยอาจจัดกลุ่มปัญหาที่มีลักษณะคล้ายกันเข้าไว้ด้วยกัน ทั้งนี้เพื่อช่วยให้การออกแบบกลยุทธ์สำหรับแก้ไขปัญหามีความคลอบคลุมถึงทุกปัญหาที่เกี่ยวข้องสัมพันธ์กัน ซึ่งเมื่อเชื่อมโยงกลยุทธ์ดังกล่าวกับกระบวนการมาตรฐานของ SCOR จะช่วยให้ได้กระบวนการธุรกิจใหม่ที่เป็นมาตรฐาน และสามารถแก้ไขปัญหาที่เคยเกิดขึ้นในกระบวนการเดิมได้</p> <p class="GMIParagraph"> </p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262698 ENHANCING EFFECTIVE EMPLOYEE COMMUNICATION THROUGH ORGANIZATION DEVELOPMENT PROCESS TO IMPROVE TEAMWORK: A CASE STUDY OF A FACULTY AT A PRIVATE UNIVERSITY 2023-01-05T15:33:30+07:00 Arin Choksereesuwan arincho@pim.ac.th Papitchaya Wisankoso arincho@pim.ac.th <p>The objectives of this action research were (1) to implement organization development interventions (ODI); (2) to enhance employee communication and teamwork (on collaboration and task process); and (3) to identify the changes between the PRE-ODI and POST-ODI phases. This study was an action research to study the case of a faculty at a private university. The research process was divided into three phases (1. PRE-ODI, 2. ODI, and 3. POST-ODI). The population size was 45, and the sample size was 40 as determined based on Krejcie and Morgan Sample Size Table (1970). All of the sample members participated in all of the three phases. The researcher implemented “the improvement score” to show an area needed for improvement. Then, he designed the intervention which was in two phases. The first phase was about the principle of employee communication. The second phase was the investigation of intensive knowledge by focusing on individual communication, interpersonal communication, and team communication. The intervention workshops were conducted with active learning, project- based learning, and feedback and reflection.</p> <p>This research findings revealed that OD Interventions were successful. The paired sample t-test was used to analyze statistically whether there was a significant difference in communication and teamwork between pre and post ODI activities at a significance of 95% or alpha = 0.05. The improvement score was moved from the PRE-ODI phase’s “Priority Area for Improvement” to the POST-ODI phase’s “Strengths”. Furthermore, the simple linear regression results confirmed that the employee communication had a significant impact on teamwork.</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262689 ความสัมพันธ์ระหว่างการปรับแต่งเติมงานและความผาสุกทางใจ ในการทำงานของพนักงานสูงอายุ: บทบาทการเป็นตัวแปรคั่นกลางของการรับรู้งาน ที่มีความหมายและทัศนคติต่อการเป็นผู้สูงอายุ 2022-12-14T15:16:28+07:00 พิมพ์ชนก เครือสุคนธ์ pimchanok.k@cmu.ac.th พงษ์จันทร์ ภูษาพานิชย์ pimchanok.k@cmu.ac.th รุจน์ อัจฉริยาภรณ์ pimchanok.k@cmu.ac.th <p>การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการปรับแต่งเติมงานและความผาสุกทางใจในการทำงานของพนักงานสูงอายุ โดยมีการรับรู้งานที่มีความหมายและทัศนคติต่อการเป็นผู้สูงอายุเป็นตัวแปรคั่นกลาง กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ พนักงานที่มีอายุ 50 ปีขึ้นไป ที่ปฏิบัติงานสายสนับสนุนในส่วนงานต่าง ๆ ของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 261 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามคุณลักษณะส่วนบุคคล 2) แบบวัดการปรับแต่งเติมงาน 3) แบบวัดความผาสุกทางใจในการทำงาน 4) แบบวัดการรับรู้งานที่มีความหมาย และ 5) แบบวัดทัศนคติต่อการเป็นผู้สูงอายุ โดยมีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัด เท่ากับ 87, .87, .82 และ .79 ตามลำดับ การวิจัยนี้ใช้การวิเคราะห์อิทธิพลของตัวแปรคั่นกลาง โดยใช้โปรแกรม PROCESS Macro แบบจำลองที่ 4 (Model 4) และวิธีการบูตสแตรป (Bootstrap Method) ในการทดสอบสมมติฐานการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การรับรู้ความหมายในงานและทัศนคติต่อการเป็นผู้สูงอายุมีบทบาทเป็นตัวแปรคั่นกลางแบบสมบูรณ์ในความสัมพันธ์ระหว่างการปรับแต่งเติมงานและความผาสุกทางใจในการทำงานของพนักงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p&lt;.01)</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/265770 THE RELATIONSHIP BETWEEN TOP MANAGEMENT TEAM AGE HETEROGENEITY, ENVIRONMENTAL DISCLOSURE AND FIRM VALUE 2023-05-28T17:25:33+07:00 Xiaoshu Wang 1394918208@qq.com <p>Environmental disclosure is an important way for firms to demonstrate their commitment to environmental responsibility. The purpose of this study is to investigate the relationship between Top Management Team (TMT) age heterogeneity, environmental disclosure, and firm value. The research method is multivariate linear regression with panel data. The data come from the listed companies of six high energy-consuming industries in China, spanning the period of 2008-2020, and the model is a mediated model with moderation. The results of the study show that TMT and age heterogeneity has a significant negative impact on environmental disclosure (R<sup>2</sup> = 0.2433) and also on firm value (R<sup>2</sup> = 0.342). Environmental disclosure mediates the negative effect of TMT and age heterogeneity on firm value (R<sup>2</sup> = 0.343). The negative effect of TMT and age heterogeneity on environmental disclosure is weaker among those firms that are on the government regulatory list (R<sup>2</sup> = 0.257). Therefore, firms should reduce TMT and age heterogeneity appropriately, and the government can put more firms on the regulatory list, and these measures can help to improve firms’ environmental disclosure.</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/266731 ความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ประกอบการต่อทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลาง ของบุคคลากรในภาคธุรกิจของไทย 2023-07-10T14:46:46+07:00 ธนาพร ปัญญาอมรวัฒน์ thanapornpan@pim.ac.th สรสิช ผดุงรัชดากิจ sorasitpha@pim.ac.th อนุช สุทธิธนกูล anuthsut@pim.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความคาดหวัง ความพึงพอใจและเปรียบเทียบความคาดหวัง และความพึงพอใจของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจของไทยต่อบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลาง และเสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลางตามความคาดหวังของผู้ประกอบการในภาคธุรกิจของไทย กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้ประกอบการในภาคธุรกิจ 3 กลุ่ม ได้แก่ ภาคการผลิต ภาคการบริการและภาคการค้าปลีก/ค้าส่ง จำนวน 143 คน ผ่านการทำแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ โดยใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน และการหาค่าขนาดอิทธิพล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถามผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่มีอายุระหว่าง 21-30 ปี ระดับการศึกษาปริญญาตรีเป็นพนักงานระดับปฏิบัติการ เจ้าหน้าที่ หรือเจ้าหน้าที่อาวุโส อายุงาน 0-3 ปี มาจากหน่วยงานเอกชน ประเภทธุรกิจคือ ภาคบริการ จำนวนบุคลากรทั้งองค์กรเฉสี่ย 1,576 คน จำนวนบุคลากรที่ใช้ภาษาจีนในหน่วยงานเฉลี่ย 100 คน ปัจจัยที่สำคัญที่สุดในการรับบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลางเข้าทำงานคือ ประสบการณ์การทำงาน ตำแหน่งงานที่ต้องการมากที่สุดคือ พนักงานบริการลูกค้า ผู้ตอบแบบสอบถามมีความคาดหวังและความพึงพอใจในด้านทัศนคติสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านทักษะ และด้านสุดท้าย ได้แก่ ด้านความรู้ ผลการเปรียบเทียบความคาดหวังและความพึงพอใจต่อบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลางพบว่า ด้านที่มีความแตกต่างระหว่างความคาดหวังและความพึงพอใจสูงที่สุด ได้แก่ ด้านทัศนคติ แนวทางการพัฒนาบุคลากรที่มีทักษะการสื่อสารภาษาจีนกลางตามความคาดหวังของผู้ประกอบการสรุปได้ดังนี้ ควรมีการจัดอบรมหลักสูตรภาษาจีนเฉพาะทาง จัดทำคู่มือภาษาจีน จัตตั้งชมรมภาษาจีน จัดโครงการศึกษาดูงานต่างประเทศ ควรเพิ่มเนื้อหาภาษาจีนเชิงธุรกิจ โดยเฉพาะคำศัพท์เฉพาะทางควรเน้นการฝึกปฏิบัติจริง ทักษะการแปลและการล่าม และทักษะอื่น ๆ ได้แก่ ทักษะการสื่อสาร ทักษะด้านดิจิทัล ทักษะการวิเคราะห์ข้อมูล ทักษะการทำงานเป็นทีม ทักษะการบริหารจัดการ ทักษะการทำหลายสิ่งพร้อมกัน (Multitasking) การสร้างนวัตกรรม ความรอบคอบ ความมีไหวพริบ การสร้างความมั่นใจ กรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) และทัศนคติที่ดีต่อการปฏิบัติงานกับลูกค้าชาวจีนและประเทศจีน</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262280 ANTI-CORRUPTION, AGENCY COST, AND EARNINGS QUALITY IN THAI SETTINGS 2023-01-24T21:16:10+07:00 Prawat Benyasrisawat prawat.b@bu.ac.th <p>The participation in anti-corruption activities is a voluntary program for a firm. The study presented here therefore addresses the connection between anti-corruption activity participation and agency problems of Thai listed firms during 2011-2016. We employed different proxies for agency problems in our investigation. We find that the firms participating in anti-corruption activities are more likely to have low agency cost and good corporate governance mechanism. In addition, earnings information is of higher quality for the firms participating in anti-corruption activities. The evidence suggests that the participation in anti-corruption activities should encourage the business sustainability as promoted by Thai regulators.</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/259923 การวิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบเชิงสำรวจของรูปแบบการดำเนินชีวิตนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงในประเทศไทยภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 2022-06-17T17:24:25+07:00 ราณี อิสิชัยกุล wutipark.poo@stou.ac.th วุฒิภาค พูลบัว wutipark.poo@stou.ac.th นนท์ลฉัตร วีรานุวัตติ์ wutipark.poo@stou.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัจจัยองค์ประกอบเชิงสำรวจรูปแบบการดำเนินชีวิต ของนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวสิงคโปร์ที่มีรายได้สูงภายหลังการแพร่ระบาดของโรคโควิด 19 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจ ประชากรคือ นักท่องเที่ยวชาวสิงคโปร์สูงอายุ 55 ปีขึ้นไป และมีรายได้เดือนละ 2,600 เหรียญสหรัฐขึ้นไปที่เคยมาท่องเที่ยวในไทยห้าปีย้อนหลัง โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ที่มีระดับความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.933 ได้กลุ่มตัวอย่างที่ตอบแบบสอบถามครบสมบูรณ์ จำนวน 262 คน ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการดำเนินชีวิตของนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวสิงคโปร์คือ การรับประทานอาหาร การพักผ่อนโรงแรมชั้นหนึ่งในเมือง และการเข้าสังคมในกลุ่มเพื่อน โดยคำนึงถึงความปลอดภัยและสุขอนามัยของสถานที่ท่องเที่ยวเป็นหลัก ผลรูปแบบการดำเนินชีวิตของนักท่องเที่ยวประกอบด้วย 8 องค์ประกอบ ซึ่งห้าลำดับแรกคือ สุขอนามัยและความปลอดภัยสูงที่สุด รองลงมาคือ การมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางธรรมชาติและสังคมที่ท้าทาย การเยี่ยมชมแหล่งประวัติศาสตร์อย่างยั่งยืน การเรียนรู้วัฒนธรรมอย่างปลอดภัย และการใช้เวลาพักผ่อนกับเพื่อน ตามลำดับ โดยเพศ อายุ และรายได้ของนักท่องเที่ยวสูงอายุมีความสัมพันธ์ต่อการตัดสินใจในการเลือกรูปแบบการดำเนินชีวิต ข้อค้นพบจากการศึกษานำไปสู่แนวทางการส่งเสริมการตลาดและแหล่งท่องเที่ยวซึ่งส่งผลให้จำนวนนักท่องเที่ยวสูงอายุชาวสิงคโปร์เพิ่มขึ้นและประเทศไทยมีรายได้ที่มากขึ้น</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/261609 การจำแนกประเภทคุณลักษณะคุณภาพของการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในช่วงโรคระบาดไวรัสโคโรนา (COVID-19) โดยการประยุกต์แบบจำลองคาโนเชิงวิเคราะห์กรณีศึกษา คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังกัดสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐแห่งหนึ่ง 2022-11-17T14:52:04+07:00 มะลิวรรณ พฤฒารา maliwan.phu@mahidol.ac.th <p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความพึงพอใจของผู้ใช้บริการต่อคุณภาพการบริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วงโร่คระบาดไวรัสโคโรนา(COVID-19)โดยการศึกษานี้ได้ระบุคุณลักษณะการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามตัวแบบ SERVQUAL และทำการวิเคราะห์จำแนกประเภทคุณลักษณะของคุณภาพการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศที่มีผลต่อความพึงพอใจของผู้รับบริการ งานวิจัยนี้ใด้ใช้ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สังกัดสถาบันอุดมศึกษาในกำกับของรัฐแห่งหนึ่งเป็นกรณีศึกษา การวิจัยนี้เป็นงานเชิงสำรวจ โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) จากบุคลากร (อาจารย์และพนักงานสายสนับสนุน) จำนวน 133 คน โดยใช้เครื่องมือแบบสอบถามที่ได้จากการสังเคราะห์บทความวิซาการ เอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง จากนั้นนำข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมแบบสอบถาม มาทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการประยุกต์วิธีการ "แบบจำลอง A-Kano" (Analytical Kano Model) ซึ่งผลการศึกษาสามารถสรุปได้ดังนี้ 1) สามารถชี้บ่งคุณลักษณะของการ ให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามตัวแบบ SERVQUAL ได้ทั้งหมด 15 คุณลักษณะ 2) จากการวิเคราะห์ ข้อมูลด้วย "แบบจำลอง A-Kano" พบว่า มี 5 คุณลักษณะ จัดอยู่ในประเภทคุณลักษณะที่ "สามารถดึงดูด ผู้รับบริการ" (Attractive Characteristics) และอีก 10 คุณลักษณะ จัดอยู่ในประเภท "คุณลักษณะแบบเฉย ๆ" (Indifferent Characteristics) โดยประโยชน์ของงานวิจัยนี้ให้ประโยชน์ทั้งเชิงวิชาการ (Academic Contribution) คือ เป็นงานวิจัยแรกที่ประยุกต์ "แบบจำลอง A-Kano" ในการศึกษาจำแนกประเภทคุณลักษณะคุณภาพของการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ ในช่วงโรคระบาดไวรัสโคโรนา (COVID-19) และประโยชน์เชิงการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ (Practical Contribution) คือ ผู้บริหารของคณะกรณีศึกษา สามารถนำผลงานวิจัยนี้ไปใช้ในการปรับปรุงคุณภาพการให้บริการด้านเทคโนโลยีสารสนเทศในช่วงโรคระบาดไวรัสโคโรนา (COVID-19) รวมถึงหน่วยงานอื่นสามารถนำกรอบแนวคิดนี้ไปใช้ในบริบทที่คล้ายคลึงกันได้</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/264258 ทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา ในยุควิถีถัดไป สังกัดสำานักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 2023-03-15T15:03:48+07:00 อาภาพร ลือทองจันทร์ yokarpaporn12@gmail.com ศิริรัตน์ ทองมีศรี yokarpaporn12@gmail.com ระติกรณ์ นิยมะจันทร์ yokarpaporn12@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทักษะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของของผู้บริหารสถานศึกษา 3)การสร้างสมการพยากรณ์ทักษะในศตวรรษที่ 21 ที่ส่งผลต่อภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษา และ 4) เสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยี กลุ่มตัวอย่างคือ ครูสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 2 ปีการศึกษา 2565 จำนวน 297 คน ได้จากการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือวิจัยคือ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน คำสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ และสมการถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก 2) ความสัมพันธ์ระหว่างทักษะในศตวรรษที่ 21 และภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารสถานศึกษามีความสัมพันธ์กันทางบวกในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3) ทักษะในศตวรรษที่ 21 จำนวน 3 ต้าน พยากรณ์ภาวะผู้นำเชิงเทคโนโลยีของผู้บริหารโดยมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 มีอำนาจพยากรณ์ร้อยละ 80 สมการพยากรณ์คือ Ẑ = 0.232 (Z<sub>X3)</sub> + 0.312 (Z<sub>X4</sub>) + 0.267 (Z<sub>X5</sub>) และ 4) แนวทางการบริหารคือ ผู้บริหารต้องปรับวิสัยทัศน์ให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง พัฒนาตนเองให้รู้เท่าทันสื่อเทคโนโลยีดิจิทัลและไม่ละเมิดกฎหมาย จัดสรรเทคโนโลยีสารสนทศที่ทันสมัย มีคุณภาพ เพียงพอต่อการใช้งาน ประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่พัฒนาองค์กรพร้อมนำสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดความสำเร็จอย่างแท้จริง</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/261229 การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาในจังหวัดเพชรบุรี 2022-09-07T10:38:47+07:00 อภิรัตน์ บัวมณี nui413825@gmail.com ธนีนาฏ ณ สุนทร nui413825@gmail.com ชัยณรงค์ สุวรรณสาร nui413825@gmail.com <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรี 2) เพื่อทดลอง ประเมินผลและปรับปรุงหลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาอาชีวศึกษาที่กำลังศึกษาในระดับประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) ในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 30 คน ได้มาโดยความสมัครใจ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ 1) แบบสัมภาษณ์ 2) แบบทดสอบความรู้ 3) แบบวัดพฤติกรรมภาวะผู้นำ และ 4) แบบประเมินความเหมาะสมของหลักสูตร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ Paired Sample t-test</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ดังนี้ 1) หลักสูตรฝึกอบรมภาวะผู้นำในศตวรรษที่ 21 สำหรับนักศึกษาในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ในจังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วยเนื้อหา 3 โมดูล คือ โมดูลที่ 1 ทักษะการคิดสร้างสรรค์เพื่อการสร้างนวัตกรรม โมดูลที่ 2 ความสามรถในการนำทีมและการสร้างทีมงาน และ โมดูลที่ 3 ความสามารถในการตัดสินใจ 2) ผลการทดลองใช้หลักสูตรพบว่า 2.1) หลังการฝึกอบรมนักศึกษามีความรู้ และมีพฤติกรรมภาวะผู้นำศตวรรษที่ 21 สูงกว่าก่อนการฝึกอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสิถิติที่ระดับ .01 และ 2.2) ผลการประเมินความเหมาะสมของหลักสูตรการฝึกอบรมอยู่ในระดับดีมาก และ 3) มีการปรับปรุงหลักสูตร โดยการเพิ่มเนื้อหาภาวะผู้นำและปรับรูปแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์การเรียนรู้ของแต่ละโมดูล</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262977 การพัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่าน สำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาไทย 2022-12-29T10:03:15+07:00 ศึกษา เบ็ญจกุล suksa_reu@nstru.ac.th ศิริวรรณ วณิชวัฒนวรชัย suksa_reu@nstru.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาหลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาไทย และ 2) ประเมินคุณภาพหลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาไทย โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน จากการเลือกแบบเจาะจง โดยกำหนดเกณฑ์คุณสมบัติความเชี่ยวชาญในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับการประเมินหลักสูตร เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบประเมินคุณภาพหลักสูตรแบบมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับสังเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) หลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาไทย มีองค์ประกอบของหลักสูตร องค์ประกอบ คือ (1) หลักการ (2) ผลการเรียนรู้ (3) โครงสร้างเนื้อหา (4) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนแบบผสมผสาน (5) สื่อเทคโนโลยีและแหล่งเรียนรู้ และ (6) การประเมินผล และ 2) ผลการประเมินคุณภาพหลักสูตรโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า หลักสูตรเสริมเพื่อพัฒนาความฉลาดรู้ด้านการอ่านสำหรับนักศึกษาครู สาขาวิชาภาษาไทย มีความเหมาะสมด้านองค์ประกอบหลักสูตรโดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเหมาะสมด้านความสอดคล้องขององค์ประกอบหลักสูตร อยู่ในระดับมากที่สุด</p> <p> </p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/267116 การพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบ การเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ความท้าทายเป็นฐาน ร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู 2023-09-12T10:44:08+07:00 โชติวัน แย้มขยาย chotiwanyae@pim.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อพัฒนาและศึกษาประสิทธิผลการใช้หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ความท้าทายเป็นฐานร่วมกับแนวคิดเกมมิพิเคชัน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครู วิธีการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 การพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการฯ และระยะที่ 2 การศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการฯ กลุ่มตัวอย่าง ที่ใช้ในการทดลองคือ นักศึกษาวิชาชีพครู จำนวน 18 คน โดยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบวัดความรู้การจัดการเรียนรู้เชิงรุก แบบประเมินความสามารถการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกผ่านภาระงาน แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการฯ แบบบันทึกระหว่างการทดลอง และแบบสัมภาษณ์ผู้เกี่ยวข้อง ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ โดยการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์เชิงปริมาณโดยใช้สถิติเชิงพรรณนา และสถิติทดสอบ Wilcoxon signed-rank test</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเพื่อส่งเสริมความสามารถการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้ความท้าทายเป็นฐานร่วมกับแนวคิดเกมมิฟิเคชัน สำหรับนักศึกษาวิชาชีพครูที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 7 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการของหลักสูตร 2) จุดมุ่งหมายของหลักสูตร 3) เนื้อหาและโครงสร้างหลักสูตร 4) ระยะเวลาของหลักสูตร 5) ขั้นตอนกิจกรรมการเรียนรู้ของหลักสูตร 6) สื่อการเรียนรู้ของหลักสูตร และ 7) การวัดและประเมินผลของหลักสูตร โดยในองค์ประกอบที่ 5 ขั้นตอน กิจกรรมการเรียนรู้ของหลักสูตร ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนในการดำเนินกิจกรรม คือ ขั้นที่ 1 คำถามประลองคิด ขั้นที่ 2 พิชิตความท้าทายผ่านปัญหา ขั้นที่ 3 นำพาสู่ภารกิจ ขั้นที่ 4 กระชับมิตรสะท้อนการปฏิบัติ และ ขั้นที่ 5 จัดระเบียบความรู้สู่การนำไปใช้ ผลการตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า ภาพรวมความเหมาะสมของหลักสูตรอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.60, S.D. = 0.52) และผลการประเมินความสอดคล้ององค์ประกอบของหลักสูตรอยู่ระหว่าง 0.78-1.00</p> <p>ผลการศึกษาประสิทธิผลของหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการฯ พบว่า ผลการเปรียบเทียบคะแนนความรู้การจัดการเรียนเชิงรุกของผู้เข้าอบรมหลังการอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผลการประเมินความสามารถการออกแบบการเรียนรู้เชิงรุกสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดร้อยละ 70 โดยมีค่าเฉลี่ยอยู่ที่ร้อยละ 78.05 รวมถึงผู้เข้าอบรมมีความพึงพอใจต่อหลักสูตรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (x̄ = 4.72, S.D. = 0.25)</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/261757 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์ของผู้ใหญ่วัยทำงานในมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร 2022-10-19T16:01:22+07:00 ณัฐธิกา ศรีมกุฎพันธุ์ Nattika.s@gmail.com วีระเทพ ปทุมเจริญวัฒนา Nattika.s@gmail.com สุธีรา นิมิตรนิวัฒน์ Nattika.s@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันของความสามารถในการเผชิญและ ฟันฝ่าอุปสรรคของ Paul G. Stoltz และความสามารถทางอารมณ์ของ Daniel Goleman โดยใช้วิธีวิจัยเชิงสำรวจ เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามจำนวน 45 ข้อ โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC อยู่ระหว่าง 0.66-1.00 และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.95 จากกลุ่มผู้ใหญ่วัยทำงานในมหาวิทยาลัยเอกชนในเขตกรุงเทพมหานคร จำนวน 300 คน จากการสุ่มกลุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Random Sampling) โดยเป็นผู้ที่สมัครใจให้ข้อมูลในการตอบแบบสอบถามออนไลน์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติบรรยาย (Descriptive Statistics) อธิบาย ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่ามัชฌิมเลขคณิต ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ใช้สถิติเชิงอนุมาน (Inferential Statistics) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) ผลการวิจัยพบว่า การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิ่งยืนยันของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์ของผู้ใหญ่วัยทำงานหลังจากปรับค่าความคลาดเคลื่อนระหว่างสองตัวแปรโดยใช้ค่าสถิติดัชนีการปรับโมเดลรวม จำนวน 17 คู่ผลวิเคราะห์แบบจำลองของความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคและความสามารถทางอารมณ์มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์อยู่ในเกณฑ์ดี โดยความสามารถในการเผชิญและฟันฝ่าอุปสรรคพบว่า ด้านการควบคุมมีน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการค้นหาสาเหตุและรับผิดชอบต่อปัญหา ด้านผลกระทบที่จะมาถึง และด้านความสามารถในการรับมือกับความยืดเยื้อของปัญหา ตามลำดับ ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ค่าน้ำหนักองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับความสามารถทางอารมณ์พบว่า ด้านการสร้างแรงจูงใจให้กับตนเองมีน้ำหนักองค์ประกอบสูงที่สุด รองลงมาคือ ด้านการเอาใจเขามาใส่ใจเรา ด้านการตระหนักรู้ในตนเอง ด้านการสร้านความสัมพันธ์กับผู้อื่น และด้านการควบคุมอารมณได้อย่างเหมาะสมตามลำดับ ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ค่าน้ำหนักองค์ประกอบอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เช่นเดียวกัน</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262103 กลยุทธ์การบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือ ของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 2022-11-10T22:56:22+07:00 วิทยา สุดรัก Wittaya_s@kkumail.com ดาวรุวรรณ ถวิลการ Wittaya_s@kkumail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นของการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และ 2) นำเสนอกลยุทธ์ในการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน กลุ่มตัวอย่างคือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูสังกัดโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จำนวน 320 คน แจกแบบสอบถามโดยการสุ่มอย่างง่าย (Simple Random Sampling) เครื่องมือวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนี PNI Modified รวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้อำนวยการและครูโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัด ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขนาดใหญ่พิเศษจำนวน 5 แห่ง โดยใช้ แบบสัมภาษณ์ สังเคราะห์ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ วิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และภาวะคุกคาม ตรวจสอบกลยุทธ์โดยการสนทนากลุ่ม (Group Discussion) โดยผู้ทรงคุณวุฒิ 5 ท่าน ประเมินความเหมาะสม และความเป็นไปได้ของกลยุทธ์โดยผู้ทรงคุณวุฒิ ผลการวิจัยพบว่า</p> <p>1. สภาพปัจจุบันของการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือฯ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.47 อยู่ในระดับมากทุกด้าน ส่วนสภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือฯ พบว่า มีค่าเฉลียเท่ากับ 4.62 อยู่ในระดับมากที่สุด และเมื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นพบว่า ด้านที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุดไปต่ำสุดคือ ส่งเสริมซึ่งกันและกัน ปฏิสัมพันธ์เชิงแลกเปลี่ยน ผลประโยชน์ร่วมกัน การมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน และวิสัยทัศน์ร่วม</p> <p>2. กลยุทธ์การบริหารจัดการเครือข่ายความร่วมมือของโรงเรียนอนุบาลประจำจังหวัดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประกอบด้วย 1 วิสัยทัศน์ 6 พันธกิจ 6 เป้าหมาย 9 วัตถุประสงค์ 11 กิจกรรมโครงการ และ 10 ตัวชี้วัดความสำเร็จ</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/259558 การพัฒนาตัวบ่งชี้ทักษะการคิดเพื่อจัดการชีวิต สู่ความสำเร็จในเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี 2022-08-09T09:00:12+07:00 ณัฏฐ์รดา ไชยอัครพงศ์ dada_dydy23@hotmail.com ฐิติพร พิชญกุล thitiporn@vru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและพัฒนาเครื่องมือประเมินทักษะการคิดเพื่อ จัดการชีวิตสู่ความสำเร็จในเด็กปฐมวัยอายุ 4-5 ปี กลุ่มตัวอย่างคือ เด็กอายุ 4-5 ปี ของโรงเรียนในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่มีระดับปฐมวัย ใน 6 ภูมิภาคของประเทศไทย จำนวน 403 คน ที่ได้มาจากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบประเมินทักษะการคิดเพื่อจัดการชีวิตสู่ความสำเร็จ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันอันดับสอง ผลการวิจัยพบว่า ทักษะการคิดเพื่อจัดการชีวิตสู่ความสำเร็จในเด็กปฐมวัย อายุ 4-5 ปี มี 4 องค์ประกอบ 16 ตัวบ่งชี้ ซึ่งมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยพิจารณาจากค่าไคสแควร์ (X<sup>2</sup>) มีค่าเท่ากับ 61.55 ที่องศาอิสระ (df 63 P-value เท่ากับ 0.53 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (x<sup>2</sup>/ df มีค่าเท่ากับ 0.98 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) เท่ากับ 0.98 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) เท่ากับ 0.96 ค่ารากกำลังสองของความคลาดเคลื่อนโดยประมาณ (RMSEA) เท่ากับ 0.00 และค่ารากของค่าเฉลี่ยกำลังสองของเศษเหลือในรูปคะแนนมาตรฐาน (Standardized RMR) เท่ากับ 0.02</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/262152 การวิเคราะห์จริยศาสตร์ที่มีอิทธิพลในอัตชีวประวัติไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต 2022-11-14T20:05:17+07:00 บุญสิตา อารีย์พงษ์ boonsitaare@kru.ac.th กนกพร นุ่มทอง kanokporn.n@ku.th <p>ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต เป็นหนังสืออัตชีวประวัติของไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ต่อสู้กับอุปสรรคในชีวิตจนได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลดีเด่นประจำปี ค.ศ. 1999 และเป็นหนังสือที่มียอดขายดีที่สุดของไต้หวัน ซึ่งบทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์จริยศาสตร์ที่มีอิทธิพลในอัตชีวประวัติของไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต และเพื่อเป็นการนำเสนอแนวคิดและแบบอย่างการใช้ชีวิตในการก้าวข้ามอุปสรรคจนสามารถประสบความสำเร็จในชีวิตได้ ตามที่ปรากฏในงานวรรณกรรม เรื่อง ไล่ตงจิ้น ลูกขอทานผู้ไม่ยอมแพ้ต่อชะตาชีวิต โดยใช้วิธีการศึกษาจากการตีความตัวบท นำเสนอในรูปแบบพรรณนาวิเคราะห์ ผลการศึกษาพบว่า ไล่ตงจิ้นเป็นผู้มีจริยศาสตร์แบบขงจื่อคือ มีความกตัญญูกตเวทีและปฏิบัติต่อผู้อื่นเหมือนกับที่ต้องการให้ผู้อื่นปฏิบัติต่อตน อีกทั้งยังมีจริยศาสตร์ตามแนวคิดพุทธศาสนาแบบมหายานคือ เป็นผู้ที่ใช้ปัญญา และมีจิตเมตตาในการช่วยเหลือเกื้อกูลเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน และมีคุณลักษณะมโนทัศน์จิตวิญญาณแบบครบถ้วน คือ ใช้ชีวิตอย่างมีความสุข มีเป้าหมายในชีวิตจากการทำคุณประโยชน์เพื่อสังคมและประเทศชาติ มีสัมพันธภาพที่ดีกับสมาชิกครอบครัว มีสิ่งยึดเหนี่ยวทางจิตใจ มีคุณลักษณะของปัญญาและความก้าวพ้น รวมไปถึงมีความแข็งแกร่งจากภายใน ดังนั้นชีวิตของไล่ตงจิ้นจึงเป็นแบบอย่างและได้รับการศึกษาและยกย่อง</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/265618 การศึกษาการแปลบทขยายกริยาประเภทบุพบทวลีกลุ่มแสดงเป้าหมายรับกิริยาอาการ “dui” และ “duiyu” จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย 2023-05-18T14:57:26+07:00 สุพิชญา ชัยโชติรานันท์ supichayacha@pim.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากลวิธีการแปลบทขยายกริยาประเภทบุพบทวลีกลุ่มแสดงเป้าหมาย รับกิริยาอาการ "对 " และ "对 于 " จากภาษาจีนเป็นภาษาไทย โดยรวบรวมประโยคตัวอย่างคู่แปลจากแหล่งข้อมูลที่สามารถเทียบภาษาต้นฉบับกับภาษาแปลได้ เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างกลวิธีการแปลกับโครงสร้าง ความหมาย และการใช้บุพบทวลี จากผลการศึกษาพบว่า 1) ผู้แปลมักใช้กลวิธีการแปลแบบปรับจากโครงสร้างเพราะความแตกต่างด้านโครงสร้างของสองภาษา และเมื่อบุพบทวลี "对" และ "对 于" อยู่หน้าบทประธานเป็นส่วนกล่าวนำ ผู้แปลส่วนใหญ่ไม่ปรับโครงสร้างโดยใช้รูป "ประโยคกรรม" เพราะเป็นโครงสร้างที่ทั้งสองภาษามีร่วมกัน 2) เมื่อบุพบทวลี " 저 " ทำหน้าที่เป็นบทขยายบทกริยาที่กล่าวถึงการกระทำที่บทประธานทำต่อบทกรรมและบทกริยาที่กล่าวถึงท่าทีหรือวิธีการที่บทประธานปฏิบัติต่อบทกรรม ผู้แปลจะใช้กลวิธีการปรับโครงสร้างเท่านั้นจึงจะสามารถสื่อความได้ถูกต้องตามต้นฉบับในโครงสร้างภาษาไทย นอกจากนี้ยังพบกลวิธีปรับโครงสร้างโดยปรับวิธีลำดับการเสนอความคิดเพื่อสื่อความให้กระชับและชัดเจนอีกด้วย</p> 2023-12-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2023 วารสารปัญญาภิวัฒน์