วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ ISSN 3057-1278 (ออนไลน์)</strong></p> <p> </p> <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ </strong>เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันได้รับการประเมินให้อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 2 สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ </p> <p> - ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์</p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ </strong>ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>จำนวนบทความ</strong> 20 บทความต่อฉบับ</p> th-TH <p>“ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ขอรับรองว่า บทความที่เสนอมานี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่อื่นใด ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาต้นฉบับ ทั้งยินยอมให้กองบรรณาธิการมีสิทธิ์พิจารณาและตรวจแก้ต้นฉบับได้ตามที่เห็นสมควร พร้อมนี้ขอมอบลิขสิทธิ์บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ให้แก่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์หากมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ กราฟ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งและ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยินยอมรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว”</p> journal@pim.ac.th (Asst. Prof. Dr. Nata Tubtimcharoon) hathaichanoksao@pim.ac.th (Hathaichanok Saosung) Sun, 12 Apr 2026 17:49:11 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองลูกค้าที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/278399 <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"> <span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองลูกค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร 2) ศึกษาการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร และ 3) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองลูกค้า ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร ซึ่งงานวิจัยนี้ใช้กลุ่มตัวอย่างคือ ลูกค้าทั่วไปที่ซื้อสินค้าผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร ณ สถานที่จำหน่ายผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร ทั้งกลุ่มลูกค้าในจังหวัดยโสธรและนอกจังหวัดยโสธร ใช้วิธีแบบสุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ (Accidental Sampling) จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามประเมินค่า 5 ระดับ โดยสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานด้วยการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</span></span></span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;"><span style="vertical-align: inherit;"><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า ความคิดเห็นเกี่ยวกับปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดในมุมมองลูกค้า และการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ซึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร มีจำนวน 6 ด้าน ดังนี้ ด้านที่ส่งต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธรมากที่สุด 2 ด้าน คือ ด้านการสื่อสาร (Communications) และด้านความสบาย (Comfort) รองลงมาคือ ด้านความสำเร็จในการตอบสนองความต้องการ (Completion) ลำดับ 3 ด้านความสะดวก (Convenience) ลำดับ 4 ด้านความต้องการของผู้บริโภค (Customer Needs) และลำดับสุดท้าย ด้านการดูแลเอาใจใส่ (Caring) ทั้งหมดส่งผลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และพบว่า ด้านต้นทุน (Cost) ไม่มีผลกระทบเชิงบวกต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์ชุมชนจังหวัดยโสธร</span> <br /></span></span></p> ชัชชษา จิตทวี, วีระกิตติ์ เสาร่ม, กิตติชัย เจริญชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/278399 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยการตลาดที่ใช้ในการตัดสินใจซื้อโรงงานผลิตพืชด้วยแสงเทียม ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285464 <p>งานวิจัยนี้จัดทำขึ้นเพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการใช้งานโรงงานการผลิตพืชด้วยแสงเทียม (Plant Factory Artificial Lighting: PFAL) และ 2) วิเคราะห์ปัจจัยด้านส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ PFAL โดยมุ่งเน้นศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างเป้าหมาย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1) เกษตรกร จำนวน 8 ราย 2) สถานศึกษา จำนวน 7 แห่ง และ 3) บริษัทอสังหาริมทรัพย์ จำนวน 10 ราย ในการสุ่มตัวอย่างใช้วิธีการคัดเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงตามวัตถุประสงค์ (Purposive Sampling) และทำการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นรายบุคคลผ่านการสัมภาษณ์โดยใช้แบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง ผลการศึกษาข้อมูลทั่วไปของกลุ่มตัวอย่างพบว่า เกษตรกรส่วนใหญ่เลือกปลูก ผักสลัดเป็นหลัก และจำหน่ายผ่านห้างสรรพสินค้า/ซุปเปอร์มาร์เก็ต ปลูกบนพื้นที่ 200-500 ตารางเมตร ภายใต้งบประมาณระหว่าง 100,001-500,000 บาท ส่วนสถานศึกษาส่วนใหญ่ต้องการใช้ PFAL สำหรับการพัฒนา การเรียนการสอนเชิงปฏิบัติการ การสร้างหลักสูตรใหม่หรือการปรับปรุงหลักสูตร การพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่ดีต่อผู้เรียน รวมถึงตีพิมพ์งานวิจัยจากการใช้ PFAL โดยมีงบประมาณสำหรับ PFAL น้อยกว่า 500,000 บาท <br />ส่วนบริษัทอสังหาริมทรัพย์ส่วนใหญ่ต้องการซื้อ PFAL เพื่อสร้างจุดขายใหม่ให้แก่บริษัท โดยงบประมาณเฉลี่ย ที่ยินดีจ่ายอยู่ระหว่าง 1,000-2,000 บาทต่อตารางเมตร ผลการศึกษาปัจจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อ PFAL พบว่า ปัจจัยด้านผลิตภัณฑ์ที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสำหรับเกษตรกร คือ การฝึกอบรมและบริการหลังการขาย สำหรับสถานศึกษา คือ ความทนทานและอายุการใช้งานของอุปกรณ์และการรับประกันผลผลิตและประสิทธิภาพระบบสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือ ความยืดหยุ่นในการปรับขนาดและรูปแบบการติดตั้ง ความทนทาน และอายุการใช้งานของอุปกรณ์และการรับประกันผลผลิตและประสิทธิภาพของระบบ ปัจจัยด้านราคาที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสำหรับเกษตรกร คือ อัตราผลตอบแทนการลงทุน (Return on Investment: ROI) ความ คุ้มค่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ได้รับ และต้นทุนการดำเนินงานและบำรุงรักษา สำหรับสถานศึกษา คือ ต้นทุน การดำเนินงานและบำรุงรักษา สำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือ ความคุ้มค่าเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีที่ได้รับ ปัจจัยด้านช่องทางการจัดจำหน่ายที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสำหรับเกษตรกร คือ ช่องทางการจัดจำหน่ายสะดวกต่อการเดินทาง สำหรับสถานศึกษา คือ ช่องทางการจัดจำหน่ายสะดวกต่อการเดินทางและมีพนักงานที่มีความรู้ให้บริการ สำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือ ความครอบคลุมของศูนย์ให้บริการในพื้นที่และมีพนักงานที่มีความรู้ให้บริการ ปัจจัยด้านการส่งเสริมการตลาดที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสำหรับเกษตรกร คือ แพ็คเกจการบำรุงรักษาฟรี และ การฝึกอบรมพนักงานดูแลระบบสำหรับสถานศึกษา คือ แพ็คเกจการบำรุงรักษาฟรี การสนับสนุนด้านการตลาดสำหรับผู้ประกอบการ และการฝึกอบรมพนักงานดูแลระบบสำหรับบริษัทอสังหาริมทรัพย์ คือ แพ็คเกจการบำรุงรักษาฟรี และการฝึกอบรมพนักงานดูแลระบบ</p> มลฤดี จันทรัตน์, พูนทรัพย์ ศรีคชินทร์, สมัชชา เจริญกลิ่น, วิลาส ฉํ่าเลิศวัฒน์, ชัยรัตน์ บูรณะ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285464 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 FACTORS INFLUENCING FINANCIAL FREEDOM OF GENERATION Y IN NAKHON RATCHASIMA PROVINCE https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276449 <p><span class="fontstyle0"> This research studies the factors influencing the financial independence of Generation Y in Nakhon Ratchasima Province, with personal financial planning as a mediating variable. The sample used in this research consists of 386 online consumers. Data were collected using questionnaires and analyzed with descriptive statistics and Structural Equation Modeling (SEM). The research results indicate that the SEM model fits the theoretical model at an acceptable level. Financial literacy, self-control, and financial risk influence personal financial planning and independence.</span></p> <p><span class="fontstyle0"> Personal financial planning indirectly influences financial independence at the .05 significance level. This indicates that good financial planning helps individuals clarify their financial goals and track their progress, increasing the likelihood of achieving financial objectives such as saving enough for retirement or paying off debts more quickly. Thus, effective planning serves as a bridge that facilitates the attainment of financial independence. <br /></span></p> Wannuda Petpairote, Chosita Petanyee, Pilaiporn Sirimatep, Kullapa Prungvat, Malert Dankul, Kampoo Rotejanawong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276449 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยและแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน: การศึกษากรณีเชิงคุณภาพ กลุ่มธุรกิจการให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่ง https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286043 <p>การวิจัยเชิงคุณภาพเชิงกรณีศึกษา (Qualitative Case Study) นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อความผูกพันต่อองค์กร และ 2) กำหนดแนวทางเชิงกลยุทธ์เพื่อเสริมสร้างความผูกพันของพนักงานในกลุ่มธุรกิจให้บริการด้านระบบเทคโนโลยีสารสนเทศแห่งหนึ่ง โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกกับพนักงานระดับปฏิบัติการ 23 คน และผู้บริหาร 2 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการวิเคราะห์แก่นสาระ (Thematic Analysis) ผลการวิจัยพบว่า พนักงานสะท้อนความผูกพันต่อองค์กรในเชิงบวกอย่างเด่นชัด โดยให้ความสำคัญกับปัจจัย ด้านลักษณะงานและสัมพันธภาพระหว่างบุคคลเป็นลำดับต้น ขณะที่ปัจจัยด้านองค์กร และปัจจัยด้านเทคโนโลยี ถูกมองเป็นเงื่อนไขพื้นฐานที่ส่งผลต่อความพึงพอใจสำหรับแนวทางเชิงกลยุทธ์ที่ได้จากการสังเคราะห์ข้อมูล ประกอบด้วย 1) การพัฒนาเส้นทางอาชีพที่ชัดเจนและโปร่งใส 2) การออกแบบระบบผลตอบแทนตามผลงาน 3) การเสริมสร้างความสัมพันธ์ผ่านวัฒนธรรมการสะท้อนข้อมูล (Feedback Culture) และ 4) การสนับสนุนการเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อปรับตัวเข้ากับเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น ปัญญาประดิษฐ์ ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าการสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางจิตใจและความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงานเป็นกุญแจสำคัญในการรักษาบุคลากร สายเทคโนโลยีในยุคดิจิทัล</p> ปิ่นปินัทธ์ วงศ์ธนาฒย์, ธนาสิทธิ์ เพิ่มเพียร, จุฑาทิพย์ ลีลาธนาพิพัฒน์, อริญชย์ โชคเสรีสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286043 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 ORGANIZATIONAL CULTURAL INTELLIGENCE, INTERNATIONAL OPPORTUNITY RECOGNITION AND BRAND INTERNATIONAL COMPETITIVENESS OF COFFEE ENTERPRISES https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277204 <p>This study aims to discuss the impact of organizational cultural intelligence on brand international competitiveness of Chinese coffee enterprises. By using the combination of multi-round large-sample questionnaire survey and qualitative comparative analysis method, this study makes an in-depth investigation into coffee enterprises, analyzes the mechanism of brand international competitiveness improvement of coffee enterprises from the perspective of organizational culture intelligence, and further discusses the mediating effect of international opportunity recognition. The research results revealed that enterprises with a high level of organizational culture intelligence can identify new opportunities quickly and effectively, and tend to have stronger brand competitiveness in the international market competition. Therefore, the corresponding solutions are proposed to solve the bottleneck problem of “Three Low and One High” of Chinese coffee enterprises and improve their brand international competitiveness.</p> Rui Hu ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277204 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบจากมุมมองของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย: การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277388 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อค้นหาองค์ประกอบของการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบจากมุมมองของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวซึ่งจดทะเบียนภายใต้กองส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน กรมส่งเสริมการเกษตร จำนวน 325 วิสาหกิจชุมชน เพื่อวัดการรับรู้ด้านความรับผิดชอบในด้านการจัดการการท่องเที่ยว วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis) ด้วยวิธีสกัดองค์ประกอบสำคัญ (Principal Component Analysis) หมุนแกนองค์ประกอบด้วยวิธี Varimax ผลการศึกษาพบว่า องค์ประกอบของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ สามารถจำแนกออกเป็น 6 ด้าน ได้แก่ 1) การจัดการการท่องเที่ยวอย่างมีส่วนร่วม 2) การสร้างความสัมพันธ์อันดีและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน 3) การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม 4) การมีส่วนร่วมลดผลกระทบต่อสังคม 5) การส่งเสริมด้านเศรษฐกิจและการกระจายผลประโยชน์อย่างเท่าเทียม 6) การสนับสนุนชุมชนและส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคม โดยโครงสร้างองค์ประกอบของการจัดการการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบจากมุมมองของวิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยว สามารถนำไปประยุกต์ใช้จัดทำแนวทางบูรณาการการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบภายใต้การดำเนินการของวิสาหกิจชุมชนและองค์กรขนาดเล็กเพื่อสร้างคุณค่าให้กับผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งสามารถนำมาประยุกต์ใช้เป็นกลไกในการสนับสนุนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนผ่านการดำเนินการจัดการอย่างรับผิดชอบ ซึ่งจะช่วยสนับสนุนให้วิสาหกิจชุมชนท่องเที่ยวสามารถประสบความสำเร็จด้านการจัดการการท่องเที่ยว ช่วยสร้างผลกระทบเชิงบวกต่อเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และมุ่งไปสู่เป้าหมายการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนได้มากยิ่งขึ้น</p> พิชชานันท์ ช่องรักษ์, พัทรียา หลักเพ็ชร, สุนทร คุณชัยมัง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277388 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การปรับปรุงตารางงานกระบวนการหยิบสินค้าของศูนย์กระจายสินค้า โดยใช้แบบจำลองสถานการณ์ กรณีศึกษาธุรกิจน้ำมันหล่อลื่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276851 <p>ในปัจจุบันศูนย์กระจายสินค้ากรณีศึกษากำลังประสบปัญหาการทำงานล่วงเวลาเนื่องจากตารางงานที่ปราศจากการปรับปรุงให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและภาระงานในปัจจุบัน การวิจัยครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ลดเวลาทำงานรวมในกระบวนการหยิบสินค้าให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมและภาระงานในปัจจุบันโดยใช้การปรับปรุงตารางงาน และ 2) เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานหยิบสินค้าผ่านการปรับปรุงตารางงาน โดยใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลการดำเนินงานหยิบสินค้าจากช่วงเดือนตุลาคมถึงธันวาคม พ.ศ. 2566 ผ่านบันทึกเอกสาร ใช้การจำลองสถานการณ์ (Simulation) ทำการประมวลผลจำลอง 120 ครั้ง และวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติการแจกแจงความน่าจะเป็น หาค่าเฉลี่ยและช่วงความเชื่อมั่น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ผลลัพธ์ของการดำเนินงานหยิบสินค้าตามตารางงานในปัจจุบันนั้นสามารถดำเนินการได้โดยไม่มีปัญหา แต่การดำเนินการตามตารางงานแบบเดิมนั้นส่งผลให้ในแต่ละวันยังมีความจำเป็นที่จะต้องทำงานล่วงเวลา ด้วยการปรับปรุงตารางงานใหม่ที่มุ่งเน้นไปที่การกระจายภาระงานในแต่ละวันให้มีความต่อเนื่องและสม่ำเสมอและทดลองผลผ่านการจำลองสถานการณ์พบว่า สามารถลดเวลาการทำงานรวมเฉลี่ยได้ 2.013 ชั่วโมง/วัน คิดเป็นร้อยละ 18.086 และลดระยะเวลารอคอยเฉลี่ยในการหยิบสินค้าลงได้ 159.242 วินาที/พาเลท คิดเป็นร้อยละ 56.451</p> ณัฐศักดิ์ ศิริวงษ์ศิลป์, ศุภชาต เอี่ยมรัตนกูล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276851 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การสื่อสารอัตลักษณ์ตราสินค้าจังหวัดนครสวรรค์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/280482 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอัตลักษณ์ตราสินค้าจังหวัดนครสวรรค์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม และ 2) ศึกษาสภาพการสื่อสารการตลาดการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมจังหวัดนครสวรรค์ โดยมีพื้นฐานจากแนวคิด “การสร้างอัตลักษณ์ตราสินค้าสถานที่” (Place Brand Identity) ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อการส่งเสริมภาพลักษณ์และมูลค่าทางวัฒนธรรมของเมืองในเวทีการท่องเที่ยวปัจจุบัน งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยรวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) กับผู้ให้ข้อมูลหลักจากภาครัฐ และภาคเอกชนจำนวน 11 ราย ซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในภาคการท่องเที่ยวของจังหวัดนครสวรรค์ ผลการวิจัยพบว่า อัตลักษณ์ตราสินค้าของจังหวัดประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ 1) อัตลักษณ์ด้านพื้นที่ (Place Identity) ซึ่งสะท้อนลักษณะทางภูมิศาสตร์ เช่น การเป็นต้นกำเนิดของแม่น้ำเจ้าพระยา และภูมิทัศน์ธรรมชาติที่มีเอกลักษณ์ 2) อัตลักษณ์ด้านผู้คนและวิถีชีวิต (People and Way of Life Identity) ที่แสดงถึงความหลากหลายทางชาติพันธุ์ และวิถีชีวิต 3) อัตลักษณ์ด้านมรดกทางวัฒนธรรม (Cultural Heritage Identity) ซึ่งแสดงออกผ่านประเพณี เช่น งานแห่เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ปากน้ำโพ ซึ่งยังคงเป็นมรดกที่มีชีวิตและสร้างการมีส่วนร่วมในชุมชนอย่างต่อเนื่อง ในด้านการสื่อสารพบว่า ภาครัฐและภาคเอกชนใช้กลยุทธ์การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ (Integrated Marketing Communication: IMC) โดยเน้นช่องทางสื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ได้แก่ Facebook, Instagram และ TikTok เป็นเครื่องมือหลักในการถ่ายทอดอัตลักษณ์ของเมือง ส่วนช่องทางดั้งเดิม (Traditional Media) ยังมีบทบาทรองในงานเฉพาะกลุ่มเครื่องมือสื่อสารสำคัญประกอบด้วย การประชาสัมพันธ์ การโฆษณา และกิจกรรมส่งเสริมการขายต่าง ๆ ทั้งนี้ ผลการวิจัยชี้ให้เห็นแนวทางที่สามารถนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์การสื่อสารแบรนด์ของจังหวัดนครสวรรค์ให้มีความสอดคล้องกับอัตลักษณ์วัฒนธรรมในพื้นที่ และสามารถส่งเสริมภาพลักษณ์การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพในระยะยาว</span> </p> อุสา ศรีสุวรรณ, อัญชลี พิเชษฐพันธ์, ไพโรจน์ วิไลนุช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/280482 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภค เพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/282677 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทย 2) เปรียบเทียบความคาดหวังต่อการสื่อสารความยั่งยืนของตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยของผู้บริโภคจำแนกตามเจเนอเรชัน และ 3) ออกแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยตามความคาดหวังของผู้บริโภค ผู้วิจัยใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed-Methods Research) โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้บริโภค จำนวน 16 คน ใช้การวิจัยเชิงปริมาณด้วยการสำรวจ (Survey Research) จากแบบสอบถามออนไลน์กับผู้บริโภคอายุ 18-70 ปี จำนวน 702 คน จากนั้นจึงใช้การวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน ประกอบด้วยนักวิชาการ นักวิชาชีพสื่อสารองค์กรหรือนักสื่อสารตราสินค้า และสื่อมวลชน</span></p> <p><span class="fontstyle0"><br />ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคาดหวังของผู้บริโภคต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนคือ การให้และแบ่งปัน สร้างการมีส่วนร่วมแบบไม่บังคับ มีผลตอบแทนที่ชัดเจน แคมเปญต้องสร้างสรรค์ สื่อสารให้สนุกหรือดราม่า เน้นสร้างประสบการณ์ สื่อสารอย่างจริงใจ เรียบง่ายไม่ซับซ้อน 2) ผู้บริโภคที่มีเจเนอเรชันต่างกันมีความคาดหวังต่อการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนด้านผู้ส่งสาร ด้านสาร ด้านช่องทาง และด้านการสนับสนุนแตกต่างกัน ยกเว้นเจเนอเรชัน Z และ Y มีความคาดหวังทุกด้านไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) รูปแบบการสื่อสารเกี่ยวกับความยั่งยืนตามความคาดหวังของผู้บริโภคเพื่อสร้างการสนับสนุนตราสินค้าองค์กรชั้นนำในประเทศไทยพบว่า มีองค์ประกอบสำคัญ 5 ด้าน ประกอบด้วย 3.1) ด้านผู้ส่งสาร ต้องจริงใจ มีจุดยืนด้านความยั่งยืนที่มาจากตัวตนของตราสินค้า (Brand DNA) 3.2) ด้านสาร หลีกเลี่ยงศัพท์เทคนิคที่เข้าใจยาก ย่อยข้อมูลให้เข้าใจง่ายจับต้องได้ เชื่อมโยงประเด็นกับชีวิตจริงและประโยชน์ที่ผู้บริโภคจะได้รับ 3.3) ด้านช่องทางการสื่อสาร ใช้สื่อและเลือกผู้นำทางความคิดที่แต่ละเจเนอเรชันสนใจ หลีกเลี่ยงการสื่อสารแบบทางเดียว 3.4) ด้านผู้รับสาร ผู้บริโภคต้องการเป็นผู้มีส่วนร่วมไม่ใช่แค่ผู้รับสาร ต้องให้คุณค่าและบทบาท</span> <span class="fontstyle0">ในการสร้างความยั่งยืน และ 3.5) ด้านการสนับสนุนตราสินค้าผ่าน 2 มิติหลักคือ ด้านการสนับสนุนทางความรู้สึก และการสนับสนุนทางพฤติกรรม</span> <br /><br /></p> ธัญญา เทอเนอร์, สุทธนิภา ศรีไสย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/282677 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การวัดประสิทธิผลของการตลาดเนื้อหาบน Facebook Ads และ TikTok Ads ที่มีผลต่อกลุ่มเป้าหมาย Gen X, Y และ Z กรณีศึกษา คอร์สเรียนปรับภาพลักษณ์ แบรนด์ โค้ชตั๊กกี้ ที่ปรึกษาภาพลักษณ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/278334 <p><span class="fontstyle0">งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวัดและเปรียบเทียบประสิทธิผลของการตลาดเนื้อหา บนแพลตฟอร์ม Facebook Ads และ TikTok Ads ที่มีผลต่อกลุ่มเป้าหมาย Generation X, Y และ Z กรณีศึกษาจากคอร์สเรียนปรับภาพลักษณ์ของแบรนด์โค้ชตั๊กกี้ ที่ปรึกษาภาพลักษณ์ โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงการทดลอง มุ่งเน้นวัดผลการมีส่วนร่วม (Engagement) ในรูปแบบของการกดไลก์ การแชร์ การแสดงความคิดเห็น และการติดตามเพจจากการซื้อโฆษณาจำนวน 36 โฆษณา (Ads) จากคอนเทนต์เดียวกันที่สร้างขึ้นในรูปแบบวิดีโอ 3 ประเภท ได้แก่ คอนเทนต์เพื่อสร้างการรับรู้ (Awareness Content) คอนเทนต์เพื่อให้ความรู้ (Educate Content) และคอนเทนต์เพื่อความบันเทิง (Entertain Content) ทั้งนี้ กลุ่มเป้าหมายถูกแบ่งตามช่วงอายุเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่ Generation X (อายุ 45-54 ปี) Generation Y (อายุ 25-44 ปี) และ Generation Z (อายุ 18-24 ปี) เพื่อตรวจสอบการตอบสนองของการมีส่วนร่วมที่แตกต่างกันของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย โดยใช้เครื่องมือ<br />Facebook Ads และ TikTok Ads ในการประมวลข้อมูล เครื่องมือจะนับจำานวนครั้งจำแนกตามกลุ่มอายุที่ระบุแต่ไม่นับจำานวนผู้ตอบ</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาพบว่า 1) การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม TikTok Ads มีประสิทธิผลสูงกว่าบน Facebook Ads 2) คอนเทนต์เพื่อให้ความรู้ (Educate Content) มีประสิทธิผลสูงที่สุด 3) Gen X สร้างการมีส่วนร่วมสูงที่สุด 4) การตั้งค่าวัตถุประสงค์โฆษณา เพิ่มผู้รับชม VDO มีประสิทธิผลสูงกว่าเพิ่มผู้ติดตามเพจ</span></p> <p><span class="fontstyle0">จากผลการวิจัยสามารถเสนอแนะแนวทางในการทำการตลาดเนื้อหาให้มีประสิทธิผลต่อกลุ่มเป้าหมายได้ว่า ธุรกิจที่มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างการรับรู้ของแบรนด์ (Awareness) ควรเลือกใช้</span><span class="fontstyle0">แพลตฟอร์ม TikTok </span><span class="fontstyle0">ในการเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ด้วยคอนเทนต์ประเภทให้ความรู้ (Educate Content) ที่สื่อสารด้วยประสบการณ์จริงของผู้ใช้งาน เพื่อเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วม การตั้งค่าวัตถุประสงค์โฆษณาที่มุ่งเน้นเพิ่มผู้รับชมวิดีโอ จะช่วยเพิ่มการมีส่วนร่วมได้ดีกว่าการมุ่งหวังเพียงเพิ่มจำนวนผู้ติดตามเพจ ทั้งนี้ ควรวางกลยุทธ์การผลิตเนื้อหาที่มีคุณภาพสูง เพื่อให้เกิดความสอดคล้องระหว่างเนื้อหา แพลตฟอร์ม และความต้องการของกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงวัยอย่างมีประสิทธิภาพ <br /></span></p> วิภาสิริ เหตุเกษ, ปฐมา สตะเวทิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/278334 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 บทบาทผู้นำชุมชนกับการขับเคลื่อนการสร้างรายได้ผู้สูงวัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283759 <p><span style="font-weight: 400;">บทความวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาบทบาทของผู้นำชุมชนในพื้นที่โคกสลุงและบ้านหมี่จังหวัดลพบุรี ภายใต้โครงการพัฒนาผู้สูงอายุด้วยนวัตกรรมการสื่อสารและพัฒนาเครื่องมือที่ชุมชนสามารถต่อยอดเป็นธุรกิจได้อย่างยั่งยืน การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกและกิจกรรมถอดบทเรียนกับผู้ให้ข้อมูลหลักจาก 14 ธุรกิจครัวเรือน ระหว่างเดือนพฤษภาคม 2567 ถึงกรกฎาคม 2568 โดยใช้กรอบแนวคิด ผู้นำชุมชน สื่อบุคคล และทฤษฎีภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง The Four I’s ของ Bass และ Avolio (1994) ผลการวิจัยพบว่า ผู้นำชุมชนมีบทบาทสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การเป็นผู้ริเริ่มและผู้ประสานงานที่สร้างแรงบันดาลใจ 2) การใช้สื่อบุคคลสร้างความไว้วางใจและการมีส่วนร่วมของผู้สูงวัย 3) การออกแบบรูปแบบรายได้ที่เหมาะสมกับผู้สูงวัย โดยพัฒนากลไกสร้างรายได้ตามทุนทางวัฒนธรรมและทุนการผลิตของแต่ละพื้นที่ เช่น การจัดระบบรายได้จากกิจกรรมท่องเที่ยว โฮมสเตย์ งานฝีมือ และการถ่ายทอดภูมิปัญญาในโคกสลุง รวมถึงการสร้างงานแปรรูป ผลิตอาหาร และระบบจ้างงานแบบยืดหยุ่นในบ้านหมี่ ซึ่งช่วยให้ผู้สูงวัยสามารถทำงานได้ตามความพร้อมของร่างกาย และมีช่องทางสร้างรายได้ที่ต่อเนื่อง ทั้งระดับปัจเจกและรายครัวเรือน และ 4) การสร้างระบบนิเวศความร่วมมือทั้งภายในและนอกชุมชนซึ่งช่วยเสริมโครงสร้างรายได้อย่างยั่งยืน นอกจากนี้ งานวิจัยยังยกระดับองค์ความรู้ด้านภาวะผู้นำโดยชี้ให้เห็นบทบาทผู้นำชุมชนในฐานะ “ผู้นำทางความคิด” (Opinion Leader) ที่ใช้การสื่อสารแบบเผชิญหน้าเป็นเครื่องมือหลักในการกระตุ้นการมีส่วนร่วมทางเศรษฐกิจ ของผู้สูงวัย ซึ่งเป็นมิติที่ยังมีการศึกษาไม่มากในบริบทชนบทไทย </span></p> กันยิกา ชอว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283759 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุเป็น Knowledge Worker โดยใช้โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นฐาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286251 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษารูปแบบการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุ ให้เป็น Knowledge Worker ให้มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยใช้โรงเรียนผู้สูงอายุเป็นฐานและมีสถาบันการศึกษาเป็นพี่เลี้ยง และ 2) สร้างศูนย์ต้นแบบการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุเป็น Knowledge Worker ที่มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น โดยมีประชากรใน 4 จังหวัดเป้าหมาย ได้แก่ แม่ฮ่องสอน ชัยนาท ยโสธร และปัตตานี กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้สูงอายุ จำนวน 120 คน และผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับโรงเรียน ผู้สูงอายุในกลุ่มจังหวัดเป้าหมาย จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความสามารถของผู้สูงอายุ 2) หลักสูตรการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุเป็น Knowledge Worker สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ ค่าสถิติพื้นฐาน ค่าเฉลี่ย และค่าร้อยละ และใช้การวิเคราะห์ เนื้อหาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพซึ่งผลการวิจัยมีดังนี้ </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">1. รูปแบบการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุเป็น Knowledge Worker ประกอบด้วย 6 กระบวนการ ดังนี้ กระบวนการที่ 1 รู้ทันตน รู้ทันการณ์ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีความรู้ความเข้าใจ และมีเจตคติ ในการพัฒนาตนเองเพื่อเป็น Knowledge Worker และรู้ศักยภาพของตนเองและชุมชน กระบวนการที่ 2 รู้เขา รู้เรา เพื่อให้ผู้สูงอายุมีทักษะในการเข้าถึงข้อมูล เข้าใจปัญหาของผู้สูงอายุในพื้นที่ กระบวนการที่ 3 สร้างความรู้ ความเข้าใจ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีทักษะในการทำงาน เพื่อสร้างความคิดใหม่ในการจัดการปัญหาอย่างยั่งยืน กระบวนการที่ 4 สร้างความคิดใหม่ เพื่อให้ผู้สูงอายุมีทักษะในการทำงาน การสื่อสาร และการเข้าถึงข้อมูล เพื่อสร้างความคิดใหม่ได้ กระบวนการที่ 5 สร้างแผนงานเพื่อให้เกิดการวางแผนงาน โครงการ เพื่อนำไปใช้ปฏิบัติจริงได้ และกระบวนการที่ 6 เขียนงาน โครงการเพื่อแก้ปัญหาผู้สูงอายุในพื้นที่ได้ </span></p> <p><span style="font-size: 0.875rem;">2. องค์ประกอบของการสร้างศูนย์ต้นแบบการพัฒนาความรู้และทักษะเพื่อปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุเป็น Knowledge Worker ที่มีรายได้และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีปัจจัยความสำเร็จคือ 1) การมีโรงเรียนผู้สูงอายุเป็นฐาน และ 2) มีสถาบันการศึกษาเป็นพี่เลี้ยง และมีเงื่อนไขสู่ความสำเร็จในการปรับเปลี่ยนผู้สูงอายุให้เป็น Knowledge Worker ได้แก่ 1) ความเข้าใจธรรมชาติความเป็นอยู่ของผู้สูงอายุในพื้นที่ 2) การเข้าถึงปัญหาที่แท้จริง และ 3) การไม่ยึดติดกับกรอบการทำโครงการที่ภาครัฐจัดให้</span></p> มิ่งขวัญ คงเจริญ, นฤมล เพ็ชรสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286251 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276670 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ และ 2) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบทบาทของผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ กลุ่มตัวอย่างคือ ครูสังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ จำนวน 229 คน สุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้น เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.98 สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันพบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการนิเทศ ติดตามและประเมินผล (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 4.21, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.67) รองลงมาคือ ด้านสนับสนุนการเรียนรู้ (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 4.21, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.69) และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านการสร้างแรงจูงใจ (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 3.96, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.80) สภาพพึงประสงค์พบว่า ค่าเฉลี่ยสูงสุดคือ ด้านการสรุปและรายงานผล (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 4.42, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.63) รองลงมาคือ ด้านการสนับสนุนการเรียนรู้ (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 4.41, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.65) และค่าเฉลี่ยต่ำสุดคือ ด้านนโยบายและจุดเน้นกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) (</span><em><span class="fontstyle2">M </span></em><span class="fontstyle0">= 4.35, </span><em><span class="fontstyle2">SD </span></em><span class="fontstyle0">= 0.65) ค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น (Priority Needs Index: PNI</span><span class="fontstyle0"><sub>modifed</sub></span><span class="fontstyle0">) พบว่า มีความต้องการจำเป็นสูงสุดคือ ด้านการพัฒนาบุคลากร (PNI</span><sub><span class="fontstyle0">modifed </span></sub><span class="fontstyle0">= 0.11) รองลงมาคือ ด้านการสร้างแรงจูงใจ (PNI</span><sub><span class="fontstyle0">modifed </span></sub><span class="fontstyle0">= 0.10) และด้านระบบงานธุรการ (PNI</span><sub><span class="fontstyle0">modifed </span></sub><span class="fontstyle0">= 0.09) ส่วนความต้องการจำเป็นต่ำสุดคือ ด้านการนิเทศ ติดตามและประเมินผล (PNI</span><sub><span class="fontstyle0">modifed </span></sub><span class="fontstyle0">= 0.04) และ 2) แนวทางการพัฒนาบทบาทผู้บริหารศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้ระดับอำเภอ สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดสุรินทร์ มีทั้งสิ้น 3 แนวทาง และ 12 วิธีดำเนินการซึ่งเรียงลำดับความต้องการจำเป็นดังนี้ แนวทางที่ 1 พัฒนาบุคลากร แนวทางที่ 2 การสร้างแรงจูงใจ และแนวทางที่ 3 ระบบงานธุรการ</span> </p> ธัญวลัย จัตุกูล, วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276670 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในประเทศไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279509 <p><span class="fontstyle0">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการและแนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในประเทศไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลจากผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้บริหารและบุคลากรที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในโรงเรียนนานาชาติเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 20 คน โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบสัมภาษณ์ การสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาพบว่า 1) กระบวนการและเงื่อนไขความสำเร็จในการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรม ประกอบด้วย 1.1) ด้านการบริหารจัดการสถานศึกษา นโยบายของผู้บริหารที่จะต้องสนับสนุนงบประมาณให้กับสถานศึกษาที่มีการจัดการเรียนการสอนแบบพหุวัฒนธรรม 1.2) ด้านหลักสูตร การออกแบบหลักสูตรให้สอดคล้องกับบริบทวัฒนธรรม ต้องคำนึงถึงพื้นฐานของผู้เรียน 1.3) ด้านการเรียนการสอน เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมผู้เรียน “ผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง” การส่งเสริมการเรียนรู้และการบูรณาการระหว่างวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าด้วยกัน 1.4) ด้านบุคลากร “ครู” สร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับนักเรียน เข้าใจยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนมีความเสมอภาค 2) แนวทางการจัดการศึกษาพหุวัฒนธรรมในประเทศไทยหลังเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน คือ พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาโดยการดำเนินการหลักสูตรที่เน้นความสำคัญในการให้ผู้เรียนได้การปรับตัวเพื่อให้เข้ากับกระแสการเปลี่ยนแปลงทางด้านเทคโนโลยีและจัดให้มีการเรียนการสอนและการจัดทำแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการเรียนมากขึ้น สร้างความรู้สึกเชิงบวกเพื่อให้นักเรียนแต่ละคนรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม มีคุณค่า และมีความเป็นมิตรหรือเคารพในความแตกต่าง ไม่มีอคติต่อกัน ไม่เกิดการแบ่งแยกและเลือกปฏิบัติต่อกัน</span> </p> นันทภา ปัญญารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279509 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 EXPLORING THE E-LEARNING ENVIRONMENT OF HUMANITIES AND SOCIAL SCIENCES SENIOR HIGH SCHOOL LEARNERS: A GROUNDWORK FOR CREATING ONLINE INSTRUCTIONAL FRAMEWORK https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276535 <p><span class="fontstyle0">This study explored the challenges and coping mechanisms of Grade 11 Humanities and Social Sciences learner participants concerning the e-learning environment during the 2021-2022 school years. To achieve the objectives, a sequential exploratory mixed-method design was utilized by conducting interviews with 15 learners and a survey of 30 learners. The qualitative data were analyzed through the thematic analysis of Braun and Clarke (2006) while the quantitative data were analyzed using descriptive statistics such as the frequency, percentage, mean, and standard deviation. The emerging challenges were grouped into four elements namely: (1) self-regulation; (2) teacher instructional delivery; (3) assessments; and (4) modern-day technologies. The identified coping mechanisms were the implementation of useful coping mechanisms for learners and effective self-planning. It was concluded that self-management, teachers’ professionalism, problems with group-based learning, and technological shortcomings were the major challenges encountered by the participants. More so, concentration and focus, adaptation and innovation as well as time management were the top coping mechanisms applied by the participants to their e-learning environment.</span></p> Vincent John Ventura Patiag ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276535 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 EFFECTS OF CREATIVE MOVEMENT ACTIVITIES BASED ON CREATIVE DANCE CONCEPTS ON EXECUTIVE FUNCTION SKILLS OF UPPER ELEMENTARY SCHOOL STUDENTS IN PHUKET PROVINCE https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277092 <p><span class="fontstyle0">The purposes of this research were to: (1) study the effects of creative movement activities based on creative dance concepts on Executive Function (EF) skills of upper elementary school students in Phuket Province and (2) compare the effects of creative movement activities based on creative dance concepts on executive function skills between the experimental group and the control group. The sample consisted of 50 upper elementary school students in the 2023 academic year from Wichitsongkram School in Phuket Province. The samples were divided into two groups: 25 for experimental group and 25 for control group. The research duration was four weeks. The data were collected through tests. Data were analyzed using mean, standard deviation, and t-test. The research findings revealed that: (1) after the experiment, the experimental group had EF skills scores higher than those of before at .05 level of significance and (2) after the experiment, the experimental group had EF skills scores higher than those of the control group at .05 level of significance.</span></p> Parichat Pragobmas ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277092 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาการเรียนรู้ด้านเชาวน์ปัญญาของขงจื่อในคัมภีร์จตุรปกรณ์ผ่านกรอบทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285029 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์เชาวน์ปัญญาทั้ง 8 ด้านของขงจื่อที่ปรากฏในคัมภีร์จตุรปกรณ์หรือซื่อซู (四书) ตามทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ 2) อภิปรายความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้ด้านเชาวน์ปัญญาของขงจื่อกับทฤษฎีพหุปัญญาของการ์ดเนอร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบการวิเคราะห์เอกสาร โดยใช้ทฤษฎีพหุปัญญา (Multiple Intelligences Theory) ของโฮเวิร์ด การ์ดเนอร์เป็นกรอบการวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า ขงจื่อมีการเรียนรู้ด้านเชาวน์ปัญญาตามทฤษฎีการเรียนรู้แบบพหุปัญญาของการ์ดเนอร์อย่างชัดเจนทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านภาษา ด้านดนตรี ด้านการสัมพันธ์กับผู้อื่น และด้านการเข้าใจตนเอง โดยเชาวน์ปัญญาทั้งสี่ด้านมีเป้าหมายสูงสุดในการบ่มเพาะวิญญูชนหรือจวินจื่อ (君子) โดยสองแนวคิดมีเป้าหมายปลายทางของการใช้เชาวน์ปัญญาที่แตกต่างกันที่การ์ดเนอร์ มองว่าเชาวน์ปัญญาเป็นทรัพยากรเพื่อแก้ปัญหาและสร้างสรรค์ผลงาน แต่ขงจื่อมองว่าเชาวน์ปัญญาเป็นเครื่องมือทางศีลธรรม เพื่อบ่มเพาะคุณธรรมและสร้างสังคมที่สงบสุข</p> เบญจมาภรณ์ ฤๅไชย, ศิริวรรณ ลิขิตเจริญธรรม, กนกพร นุ่มทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285029 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 ENGLISH MAJOR GRADUATES’ CAREERS AND ARTIFICIAL INTELLIGENCE: WORKPLACE EXPERIENCES AND IMPLICATIONS FOR EMPLOYABILITY PREPARATION https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286319 <p>This study investigates English major graduates’ career sectors, their use of Artificial Intelligence (AI) in workplace tasks, and the human skills they perceive as non-substitutable by AI. Using a mixed-methods design, data were collected through an online questionnaire from 109 graduates of a Communicative English for Business program in Thailand and supplemented by semi-structured interviews with 15 graduates from diverse employment sectors. Descriptive statistics were used to analyze survey data, while interview transcripts were summarized thematically to deepen interpretation. The findings show that most graduates were employed in service-oriented, modern trade, and health-related industries where communication and customer interaction were central. AI was widely used to support tasks including documentation, customer service, marketing, recruitment, education, administrative operations, and health-service coordination. However, graduates consistently identified core human capabilities—particularly emotion and empathy, complex problem-solving, interpersonal communication, creativity, and professional responsibility—as functions that AI could not replace. These results indicate that AI operates primarily as a supportive tool that enhances efficiency rather than replacing human roles in English-major careers. The study highlights the importance of integrating AI-blended learning approaches that combine language development with authentic and AI-supported workplace tasks while intentionally cultivating human-centered competencies to prepare graduates for sustainable employability in AI-augmented professional environments.</p> Jirawoot Sararit, Pitchaya Tiyarattanachai, Kittiya Keadplang, Sunitra Sathongeay, Tanaporn Phurinan ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286319 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันสำหรับมัคคุเทศก์ไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281563 <p><span class="fontstyle0">การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีดิจิทัลได้ส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่ออุตสาหกรรมการท่องเที่ยวทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยในยุคที่นักท่องเที่ยวสามารถเข้าถึงข้อมูลและวางแผนการเดินทางได้ด้วยตนเองผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ มัคคุเทศก์ไทยจึงเผชิญกับความท้าทายต่อการปรับตัวและพัฒนาทักษะเพื่อให้ยังคงมีบทบาทสำคัญสำหรับการนำเที่ยว บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจบทบาทและความจำเป็นของทักษะดิจิทัลสำาหรับมัคคุเทศก์ไทยในปัจจุบัน วิเคราะห์ผลกระทบของเทคโนโลยีดิจิทัลต่อการทำงานของมัคคุเทศก์ และเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะดิจิทัลเพื่อเสริมสร้างศักยภาพและเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของมัคคุเทศก์ไทยในอนาคตซึ่งสถานการณ์ด้านการท่องเที่ยวและมัคคุเทศก์ในปัจจุบันเป็นช่วงเวลาแห่งการเปลี่ยนแปลงและโอกาส มัคคุเทศก์จำป็นต้องพัฒนาทักษะและความสามารถรอบด้าน ทั้งด้านภาษา เทคโนโลยี และการสร้างสรรค์ประสบการณ์ที่ไม่เหมือนใคร เพื่อก้าวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวที่เน้นคุณภาพ ความยั่งยืน และการให้บริการที่ตรงใจนักท่องเที่ยวมากขึ้น การใช้เทคโนโลยีและ Artifcial Intelligence (AI) อย่างชาญฉลาดจะเป็นเครื่องมือสำาคัญที่ช่วยเสริมศักยภาพของมัคคุเทศก์ให้โดดเด่นและคงบทบาทสำาคัญในวงการท่องเที่ยวต่อไป</span> </p> อภิไทย แก้วจรัส, ทิพย์วดี โพธิ์สิทธิพรรณ, ธนดล อามาตพล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281563 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของพนักงานในอุตสาหกรรมโรงแรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285952 <p><span class="fontstyle0">บทความเชิงวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอโครงร่างเชิงแนวคิดที่บูรณาการทฤษฎีพฤติกรรมตามแผน (Theory of Planned Behavior: TPB) และทฤษฎีการสนับสนุนขององค์กร (Organizational Support Theory: OST) เพื่ออธิบายกลไกการเกิดพฤติกรรมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของพนักงานในอุตสาหกรรมโรงแรม จากการทบทวนวรรณกรรมเชิงสังเคราะห์ พบว่า การจัดการทรัพยากรมนุษย์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Human Resource Management) และการรับรู้การสนับสนุนความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมขององค์กร (Perceived Green Organizational Support: PGOS) เป็นปัจจัยแวดล้อมและจิตวิทยาที่สำคัญในการส่งเสริมทัศนคติและการรับรู้ความสามารถในควบคุมพฤติกรรมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมของพนักงาน บทความนี้ได้นำเสนอกรอบแนวคิดเชิงบูรณาการที่ชี้ให้เห็นว่า พฤติกรรมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมไม่ได้เกิดจากความตั้งใจของบุคคลเพียงอย่างเดียว แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยแรงสนับสนุนจากองค์กร ข้อค้นพบเชิงแนวคิดนี้ช่วยเติมเต็มแนวคิดจากวรรณกรรมเดิมโดยการอธิบายความเชื่อมโยงระหว่างปัจจัยระดับองค์กรและกระบวนการทางจิตวิทยาระดับบุคคลซึ่งส่งผลต่อการพัฒนาพฤติกรรมความเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมในอุตสาหกรรมโรงแรม</span> </p> วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285952 Sun, 12 Apr 2026 00:00:00 +0700