วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ ISSN 3057-1278 (ออนไลน์)</strong></p> <p> </p> <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ </strong>เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันได้รับการประเมินให้อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 2 สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ </p> <p> - ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์</p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ </strong>ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>จำนวนบทความ</strong> 20 บทความต่อฉบับ</p> th-TH <p>“ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ขอรับรองว่า บทความที่เสนอมานี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่อื่นใด ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาต้นฉบับ ทั้งยินยอมให้กองบรรณาธิการมีสิทธิ์พิจารณาและตรวจแก้ต้นฉบับได้ตามที่เห็นสมควร พร้อมนี้ขอมอบลิขสิทธิ์บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ให้แก่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์หากมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ กราฟ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งและ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยินยอมรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว”</p> journal@pim.ac.th (Asst. Prof. Dr. Nata Tubtimcharoon) hathaichanoksao@pim.ac.th (Hathaichanok Saosung) Sat, 20 Dec 2025 11:34:38 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการสอนงานของนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/282141 <p><span class="fontstyle0">บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวคิดการพัฒนาทักษะการแก้ปัญหาและการสอนงานของนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 ในบริบทของการปฏิวัติดิจิทัลและความท้าทายของตลาดแรงงานสมัยใหม่ ทักษะการแก้ปัญหาที่จำเป็นสำหรับนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ ประกอบด้วย การคิดเชิงวิเคราะห์และการคิดเชิงวิพากษ์ การคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรม การตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ การแก้ปัญหาแบบร่วมมือ และการปรับตัวและความยืดหยุ่น ส่วนทักษะการสอนงานที่สำคัญ ประกอบด้วย การสื่อสารเชิงบวกและการให้ข้อมูลป้อนกลับ การสร้างความสัมพันธ์และการให้คำปรึกษา การพัฒนาศักยภาพบุคคล การบูรณาการเทคโนโลยีดิจิทัลและการวัดผลและประเมินผลอย่างเป็นระบบ</span> </p> <p><span class="fontstyle0">กรอบแนวคิดการพัฒนาทักษะแบบบูรณาการที่ประกอบด้วยสี่มิติ คือ การประเมินทักษะปัจจุบัน การออกแบบหลักสูตรเฉพาะบุคคล การนำไปปฏิบัติผ่านการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติ และการติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาหลักสูตรการฝึกอบรมทักษะการแก้ปัญหา และการสอนงานเฉพาะสำหรับนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ การออกแบบนโยบายการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในองค์กร และการกำหนดแนวทางการพัฒนาอาชีพสำหรับนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ในยุคดิจิทัล นอกจากนี้ องค์กรสามารถนำผลการศึกษาไปประยุกต์ใช้ในการออกแบบโมดูลการฝึกอบรมเฉพาะด้าน การสร้างระบบการประเมินทักษะแบบ 360 องศาสำหรับนักบริหารทรัพยากรมนุษย์ และการพัฒนาเครื่องมือวัดประสิทธิภาพการสอนงานที่เหมาะสมกับบริบทของแต่ละองค์กร</span> </p> ธัญวรรณ เกิดดอนทราย, พรรณี บัญชรหัตถกิจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/282141 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 กรอบแนวคิดการพัฒนาความยืดหยุ่นเพื่อการจัดการห่วงโซ่อุปทาน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275170 <p><span class="fontstyle0">ในปัจจุบันการจัดการห่วงโซ่อุปทานกำลังเผชิญกับปัญหาที่เข้ามาขัดขวางการดำเนินงาน (Disrupt) เช่น สงครามโรคระบาด พาณิชยอิเล็กทรอนิกส์ การแข่งขันท่ามกลางธุรกิจ เงินเฟ้อ เศรษฐกิจถดถอย รวมถึงขั้นตอน และขนาดของห่วงโซ่อุปทานที่มีความซับซ้อน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้เกิดปัญหาทางด้านการจัดหาวัตถุดิบ การขนส่ง การกระจายสินค้า การขายสินค้า และการชำระเงิน ปัญหาดังกล่าวข้างต้นเป็นหน้าที่ของผู้บริหารห่วงโซ่อุปทานในการหาวิธีการ กลยุทธ์ และเครื่องมือเพื่อนำามาปรับวิธีการดำเนินงานในปัจจุบันให้เข้ากับสภาพปัญหาและสิ่งแวดล้อมที่เข้ามากระทบต่อการดำเนินงาน แนวคิดที่มีบทบาทที่สำคัญที่ถูกนำมาประยุกต์ใช้เรียกว่า “ความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทาน” ซึ่งจะเป็นการสร้างความสามารถของระบบหรือกลไกในการทำงานของห่วงโซ่อุปทานที่จะตอบสนองและปรับตัวต่อปัญหาที่เกิดขึ้น</span></p> <p><span class="fontstyle0">ในบทความนี้จะนำเสนอกรอบแนวทางในการวิเคราะห์ปัญหา การสร้าง</span><span class="fontstyle0">องค์ประกอบของความยืดหยุ่นที่จำเป็นและการจัดการเชิงกลยุทธ์ที่จะสามารถนำไปสร้างระบบหรือกลไกในการทำงานให้เกิดความยืดหยุ่นและตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นในห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ได้กล่าวถึงการจำลองสถานการณ์ที่นำไปใช้ในการออกแบบเครือข่ายเพื่อนำไปพัฒนาเป็นกระบวนการแก้ไขปัญหาที่เหมาะสม</span></p> วรเศรษฐ์ อุดมสิน, จีระนัน พิมพ์ดี, ธนิศา หนูทวี, วรัญญา แก้วเชือกหนัง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275170 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริการสนับสนุนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในบริบทสังคมไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/274413 <p><span class="fontstyle0">ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเป็นปรากฏการณ์ที่มีอยู่ในสังคมมาอย่างยาวนาน และกำลังเพิ่มมากขึ้นในปัจจุบันทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก การเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวนั้นไม่ใช่เรื่องที่ง่าย เนื่องจากพ่อหรือแม่ต้องรับบทบาททั้งสองในการดูแลและสนับสนุนครอบครัวเพียงลำพัง นอกจากความรับผิดชอบที่เพิ่มขึ้นแล้ว ยังต้องเผชิญกับความท้าทายต่าง ๆ เช่น ปัญหาเศรษฐกิจ ความสัมพันธ์ในครอบครัว และปัญหาสุขภาพจิตของทั้งพ่อ แม่ และลูก โดยสถานการณ์ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ เช่น การหย่าร้าง การเสียชีวิตของคู่สมรส การแยกทาง หรือการรับเลี้ยงบุตรบุญธรรม สถานการณ์เหล่านี้ส่งผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อทุกฝ่ายในครอบครัว โดยเฉพาะบุตรที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านอารมณ์และพฤติกรรม การเรียนและการปรับตัวในสังคม ในบทความนี้จะกล่าวถึงสถานการณ์ของครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวในบริบทสังคมไทย รวมถึงเสนอแนวทางในการจัดบริการให้ความช่วยเหลือและให้การสนับสนุนเพื่อส่งเสริมทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคมแก่ครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวให้สามารถปรับตัวและดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงในสังคมปัจจุบัน โดยมีนโยบายและความร่วมมือที่เป็นรูปธรรม จากหน่วยงานหลายภาคส่วนเพื่อมาดูแลสนับสนุนต่อไป</span> </p> วนัญญา ปุญญากิจโภคิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/274413 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาพฤติกรรมจริยธรรมของนักศึกษาพยาบาล สู่การเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลคุณธรรม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279692 <p><span class="fontstyle0">คุณธรรมเป็นหลักของความดี ความถูกต้องแสดงออกด้วยการกระทำทางกายวาจาและจิตใจของแต่ละบุคคล เป็นหลักประจำใจในการประพฤติปฏิบัติจนเกิดเป็นนิสัย เป็นสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเอง ผู้อื่นและสังคมเช่นเดียวกับวิชาชีพพยาบาล ที่มีหลักจริยธรรมของวิชาชีพและนำมาใช้เป็นจรรยาบรรณพยาบาล ซึ่งเป็นมาตรฐานความประพฤติในการปฏิบัติหน้าที่พยาบาล การปฏิบัติตามจรรยาบรรณพยาบาล จึงเป็นการแสดงพฤติกรรมด้านจริยธรรมของพยาบาล ซึ่งช่วยควบคุมให้พยาบาลทำงานอย่างมีคุณภาพ เกิดความปลอดภัย สามารถตอบสนองความต้องการของผู้ใช้บริการ และสร้างความเชื่อมั่นของสังคมต่อวิชาชีพ สอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงสาธารณสุข ภายใต้แผนแม่บทส่งเสริมคุณธรรม กระทรวงสาธารณสุข ฉบับที่ 1 (พ.ศ. 2560-2564) ที่ส่งเสริมให้ทุกองค์กรในกระทรวงสาธารณสุขเป็นองค์กรคุณธรรมและโรงพยาบาลคุณธรรม จากการกำหนดมาตรการและกลไกในการขับเคลื่อนและส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมนี้เอง ทำให้มีการยายผลไปสู่โรงพยาบาลเพื่อก้าวสู่การเป็นโรงพยาบาลคุณธรรมมีการขยายผลสู่บุคลากรในโรงพยาบาล</span></p> <p><span class="fontstyle0">ดังนั้น สถาบันการศึกษาทางการพยาบาลซึ่งมีหน้าที่ผลิตพยาบาลเข้าสู่โรงพยาบาลคุณธรรมจึงต้องมีการปรับและบูรณาการ รวมถึงพัฒนาวิธีการในการจัดการเรียนการสอนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้นักศึกษาพยาบาลตระหนักว่าการเป็นพลเมืองที่ดีของโรงพยาบาลคุณธรรมเป็นสิ่งสำคัญในวิชาชีพ โดยเน้นการใช้เหตุผลเชิงจริยธรรมเพื่อให้เกิดการเชื่อมโยงกับความเป็นจริงของสังคมในปัจจุบัน ซึ่งหากทางสถาบันการศึกษาดำเนินการส่งเสริมให้นักศึกษาก้าวสู่การเป็นบุคลากรของโรงพยาบาลคุณธรรม จะทำให้ลดการร้องเรียน ฟ้องร้อง ให้กับพยาบาล นอกเหนือจากการที่ให้นักศึกษาพยาบาลมีความรู้และทักษะทางด้านการปฏิบัติการพยาบาลเพียงอย่างเดียว เพื่อให้นักศึกษาพยาบาลสามารถดำรงชีวิตในสังคมที่มีการแข่งขันสูง และเป็นพยาบาลวิชาชีพที่มีคุณธรรม จริยธรรมและคุณภาพต่อไป</span></p> เสาวลักษณ์ ทรัพย์อาภรณ์, อัญชัญ วัฒนะพันธ์ศักดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279692 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเปรียบเทียบแบบจำลองการเรียนรู้ของเครื่องในการพยากรณ์ยอดขายร้านค้าปลีกในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275683 <p>การวิจัยนี้มุ่งเน้นการวิเคราะห์ประสิทธิภาพของแบบจำลองในการพยากรณ์ยอดขายของร้านค้าปลีกในประเทศไทย ซึ่งสามารถนำผลการพยากรณ์ไปปรับใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ทางธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพนำไปสู่แนวทางที่สำคัญสำหรับนักวิจัยและผู้ประกอบการในการเลือกใช้ตัวแบบพยากรณ์ที่มีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้แบบจำลอง Long Short-Term Memory, Gradient Boosting Machines และ Random Forest กระบวนการทำงานแบ่งออกเป็น 4 ส่วน โดยส่วนที่ 1 การรวบรวมข้อมูล ส่วนที่ 2 การทำความสะอาดข้อมูล ส่วนที่ 3 การวิเคราะห์ข้อมูล และส่วนที่ 4 การประเมินแบบจำลอง งานนี้ใช้ข้อมูลจากฐานข้อมูล Data.go.th มีข้อมูลทั้งหมด 7 แอททริบิวท์ 50,219 แถว ผลการวิจัยพบว่า การประเมินสิทธิภาพแบบจำลองที่นำมาใช้ในการพยากรณ์ยอดขายของร้านค้าปลีกในประเทศไทยที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คือ LSTM ที่สามารถบ่งบอกว่ามีความสามารถในการพยากรณ์ได้แม่นยำที่สุด โดยมีค่า R-squared เท่ากับร้อยละ 0.90 และที่สำคัญ LSTM ได้รับการยกย่องว่ามีประสิทธิภาพสูงสุดในการทำนายยอดขายสำหรับร้านค้าปลีกและช่วยในการวางแผน การจัดการสต็อก ลดการขาดสต็อก เพิ่มประสิทธิภาพในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ และสามารถนำมาใช้ในการวางแผนธุรกิจได้ อันดับ 2 คือ GBM ที่สามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการพยากรณ์ได้แม่นยำ โดยมีค่า R-squared เท่ากับร้อยละ 0.89 และอันดับที่ 3 คือ RF ที่สามารถบ่งบอกถึงประสิทธิภาพในการพยากรณ์ได้ความแม่นยำ โดยมีค่า R-squared เท่ากับร้อยละ 0.88 ตามลำดับ</p> อัจฉราภรณ์ นาชัยทอง, รสสุคนธ์ สุวรรณกูฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275683 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 FACTORS INFLUENCING SMEs’ READINESS FOR DIGITAL TRANSFORMATION IN OUDOMXAY PROVINCE, LAO PDR https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279739 <p>This study investigates the factors influencing the readiness of Small and Medium Enterprises (SMEs) in Oudomxay Province, for the digital transformation. A structured questionnaire was used as a research tool to collect data from 250 SMEs selected through quota sampling across manufacturing, trade, and service sectors. The analysis employed both descriptive statistics and inferential techniques to assess internal and external readiness factors.</p> <p>The results indicate that the internal organizational factors, particularly digital capability, operational processes, and leadership, play a critical role in shaping readiness. In contrast, customer experience exhibits a significant negative impact, while business models and government supports have limited influence. These findings highlight the need to strengthen digital competencies and internal resources within SMEs to improve their ability to adopt digital technologies. The study offers actionable insights for policymakers and development agencies to design targeted support strategies that promote sustainable digital transformation in regional economies.</p> Sorlaphet Khamphasouk, Kemakorn Chaiprasit, Orapin Santidhirakul ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/279739 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้แผนธุรกิจ Business Model Canvas ในการพัฒนาระบบสารสนเทศ การสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทรและรับสมัครงานของภาคธุรกิจในจังหวัดนนทบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275210 <p><span style="font-weight: 400;">เนื่องจากสถานประกอบการในจังหวัดนนทบุรี ขาดแหล่งรับสมัครงานทางออนไลน์ที่เหมาะสม ประกอบกับประชาชนในชุมชนเอื้ออาทรมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูงในการเดินทางไปสมัครงาน ดังนั้นงานวิจัยนี้ จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) สร้างแผนธุรกิจ Business Model Canvas เพื่อบริหารจัดการระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์เพื่อการสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในเขตจังหวัดนนทบุรี 2) ประยุกต์ใช้แผนธุรกิจ Business Model Canvas กับระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์เพื่อการสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในเขตจังหวัดนนทบุรี และ 3) เพื่อประเมินผลการประยุกต์ใช้แผนธุรกิจ Business Model Canvas กับระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์เพื่อการสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในเขตจังหวัดนนทบุรี โดยได้วิเคราะห์ SWOT ของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาสร้างกลยุทธ์ด้วย TOWS Matrix ส่งผลให้มีการศึกษาแนวทางการพัฒนาเว็บไซต์เพื่อการจัดหา จัดจ้างแรงงานตามความต้องการทำงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และตามความต้องการแรงงานของผู้ประกอบการในเขตจังหวัดนนทบุรี ทำให้ได้เว็บไซต์ https://jobwatku2.com/ แล้ววิเคราะห์แรงกดดันทั้ง 5 (5 Force Model) แอนซอฟ เมทริกซ์ (Ansoff’s Matrix) โซ่คุณค่า (Value Chain) ของระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์การสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในจังหวัดนนทบุรี แล้วนำผลลัพธ์ที่ได้มาสร้างแผนธุรกิจ Business Model Canvas ของระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์การสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในจังหวัดนนทบุรี ทำให้ได้ 1) แผนธุรกิจ Business Model Canvas ที่ประกอบด้วย 9 กิจกรรม คือ 1.1) กลุ่มลูกค้า 1.2) คุณค่าที่นำเสนอ 1.3) ช่องทางเข้าถึงลูกค้า 1.4) สายสัมพันธ์กับลูกค้า 1.5) รูปแบบของรายได้ 1.6) ทรัพยากรที่มี 1.7) งานหลักที่ทำ 1.8) พันธมิตรหลัก และ 1.9) ต้นทุน 2) มีการประยุกต์ใช้แผนธุรกิจ BMC กับระบบสารสนเทศบนเว็บไซต์เพื่อการสมัครงานของชุมชนเอื้ออาทร (วัดกู้ 2) และรับสมัครงานของภาคธุรกิจ บริการในเขตจังหวัดนนทบุรี ที่ครอบคลุม 9 กิจกรรมดังกล่าวมาข้างต้น และ 3) มีผลการประเมิน<span class="fontstyle0">ผลการประยุกต์ใช้ Business Model Canvas พบว่า ทำให้ประชาชนที่ใช้งานเว็บไซต์ https://jobwatku2.com/ มีงานทำและมีรายได้เพิ่มขึ้น 21.13%</span></span></p> เศรษฐภูมิ เถาชารี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275210 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาความไม่แปรเปลี่ยนโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุความสำเร็จด้านการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276014 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบความไม่แปรเปลี่ยนของโมเดลความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ ระหว่างปัจจัยด้านการบริหารจัดการฝ่ายบัญชี คุณลักษณะของระบบสารสนเทศ ความโปร่งใสของข้อมูลสารสนเทศ คุณภาพรายงานทางการเงิน และความสำเร็จด้านการเงินของสหกรณ์ออมทรัพย์ จำแนกตามขนาดของสหกรณ์ ตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ หัวหน้าฝ่ายบัญชีหรือเทียบเท่าของสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทย จำนวน 220 คน โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ และใช้การวิเคราะห์กลุ่มพหุในการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิจัยพบว่า มีความไม่แปรเปลี่ยนทั้งรูปแบบโมเดลและพารามิเตอร์ในโมเดลที่มีขนาดต่างกัน ดังนั้นสหกรณ์ออมทรัพย์ในประเทศไทยสามารถใช้ผลการวิจัยเป็นแนวทางเพื่อใช้ประโยชน์จากการบริหารจัดการฝ่ายบัญชี คุณลักษณะของระบบสารสนเทศ ความโปร่งใสของข้อมูลสารสนเทศ และคุณภาพรายงานการเงินในการปรับปรุงความสำเร็จด้านการเงินให้มีระดับประสิทธิผลที่สูงขึ้น</p> รนกร สุภจินต์, พิมพ์ชนก สังข์แก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276014 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์และคุณค่าของแบรนด์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้าในการซื้อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281989 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์และคุณค่าของแบรนด์ที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้าในการซื้อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ ผู้ที่เคยซื้อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี จำนวน 400 คน แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.968 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยเชิงพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า องค์ประกอบของผลิตภัณฑ์ในด้านผลิตภัณฑ์หลัก ด้านรูปลักษณ์ผลิตภัณฑ์ ด้านผลิตภัณฑ์ควบ และด้านศักยภาพผลิตภัณฑ์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้าในการซื้อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 53.30 และผลการทดสอบคุณค่าของแบรนด์ในด้านการตระหนักรู้ในแบรนด์ ด้านการรับรู้ถึงคุณภาพ ด้านความภักดีต่อแบรนด์ และด้านสินทรัพย์อื่น ๆ ของแบรนด์ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อซํ้าของลูกค้าในการซื้อผลิตภัณฑ์ไข่เค็มไชยา จังหวัดสุราษฎร์ธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.05 สามารถพยากรณ์ได้ร้อยละ 69.60</p> วรรณวิชณีย์ ทองอินทราช ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281989 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งราคาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275967 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตั้งราคาคอนโดมิเนียมตามแนวรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์ โดยใช้แบบจำลองราคาฮีโดนิก (Hedonic Price Model: HPM) โดยเก็บข้อมูลทุติยภูมิจากคอนโดมิเนียมซึ่งตั้งอยู่ในระยะไม่เกิน 2 กิโลเมตร ตามแนวสถานีรถไฟฟ้ามหานครสายนัคราพิพัฒน์จำนวน 31 โครงการที่มีการเสนอขายครั้งแรกตั้งแต่ปี พ.ศ. 2560 จนถึง พ.ศ. 2567 และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีการถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ (Multiple Linear Regression) ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยด้านทำเลที่ตั้งในด้านของการอยู่ใกล้สถานีเชื่อมต่อส่งผลในทิศทางลบต่อราคาคอนโดมิเนียมอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.1 ปัจจัยด้านโครงสร้าง ได้แก่ ขนาดที่ดิน และจำนวนลิฟท์โดยสารส่งผลในทิศทางบวกต่อราคาคอนโดมิเนียมอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.1 และจำนวนห้องนอนส่งผลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.05 ในขณะที่ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม ได้แก่ ระยะห่างจากโรงเรียนและโรงพยาบาลส่งผลเชิงลบต่อราคาอย่างมีนัยสำคัญที่ 0.1 และ 0.05 ตามลำดับ</p> กฤตภาส ทองโชติ, อรรถสุดา เลิศกุลวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275967 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 UNVEILING GENERATIONAL INFLUENCES IN THE MODERATED MEDIATION OF ENVIRONMENTAL KNOWLEDGE ON GREEN PURCHASE INTENTION: THE MEDIATING ROLE OF ENVIRONMENTAL CONCERN https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276046 <p>This study investigates the sequential effects of Environmental Knowledge (ENKD) and Environmental Concern (ENCN) on Green Purchase Intention (GPIT), with a focus on generational differences in the context of green products. The study examines Gen X, Gen Y, and Gen Z through moderated mediation analysis using PROCESS Macro Model 58. A multi-stage sampling method was used to collect data from 420 Thai consumers aged 18 to 59 years old, utilizing convenience sampling through the mall-intercept technique. The findings reveal that younger generations exhibit higher levels of ENKD, ENCN, and GPIT than older generations. Notably, ENCN demonstrates a significant sequential influence on GPIT, with Generation Z and Generation Y playing a critical role in the moderated mediation model. However, the study has some limitations, such as the use of convenience sampling, which may limit the generalizability of the results. Additionally, factors such as socioeconomic background, educational level, and cultural differences among generations could influence the relationships among environmental knowledge, environmental concern, and green purchase intention. Future studies could further investigate these factors to provide more comprehensive insights into the dynamics of green consumer behavior. This study contributes uniquely by exploring the sequential impact of ENCN on GPIT, addressing a gap in the literature on generational differences in green consumer behavior.</p> Khatesiree Sripoothorn, Tummatinna Seesupan, Prasittichai Narakorn, Rattana Sittioum ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276046 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 THE INFLUENCES OF PRECEPTION OF THE BENEFITS, EASE OF USE, CREDIBILITY, AND KNOWLEDGE MANAGEMENT IN CHATGPT TOWARD THE SATISFACTION AND TRUSTWORTHINESS FOR GENREATION Y https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/273774 <p>In the digital era, where Artificial Intelligence (AI) has assumed a pivotal role in daily life, ChatGPT, a large language model that can generate natural language, has gained significant popularity. This is especially true among the Generation Y people, who have grown up with and are more adept at embracing new technologies than any other generation, contributing to the widespread use of ChatGPT. This research aims to study the levels of influences of the factors such as the perception of benefits, ease of use, reliability, and knowledge management in ChatGPT (Generative Pre-trained Transformer) toward the satisfaction and trust in using this AI. It is produced to present the business paths in terms of computer programs or Artificial Intelligence in order to check on the user’s conversation. The samples are 400 respondents from Generation Y within the Bangkok metropolis and its vicinity, and 32 respondents were selected for an in-depth interview. Hypothesis testing is used in path analysis. The research findings are as follows: 1) regarding Gen Y discussions about the perception of benefits, ease of use, reliability, and knowledge management in ChatGPT, it is found that the satisfaction and reliability is at its highest in every aspect, 2) knowledge management in ChatGPT has a positive influence on user satisfaction and an indirect positive influence toward the perceived reliability of AI services with the significance level of 0.01, and 3) the business approach in building the satisfaction toward AI usage Chatbot involves understanding the needs of the users, the designation in natural conversation and speed and accuracy of response, the continuous improvement and learning, the private experience building, security, and recommendation and assistance. The means in building the trust regarding AI Chatbot usage consists of the importance and safety in data, its transparency, and the development of the AI Chatbot to answer questions and respond correctly and purposefully.</p> Naruemol Soparattanakul, Puchong Manasin ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/273774 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 RECEIVING THE RISK AND THE TRUSTWORTHINESS RELATIONSHIP ON THE LIFESTYLE OF X-GENERATION FINANCIAL CUSTOMERS IN CORE CENTRAL BUSINESS DISTRICT https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277602 <p><span class="fontstyle0">Technological advancements have transformed the financial lifestyles of Generation X. This study examines their risk perceptions and trust in adopting financial technology, the relationship between these factors, and their influences on financial technology usage decisions. As the sample group, 400 Generation X shoppers at department stores in Bangkok were the participants. Data were collected via questionnaires. Percentage, mean, Standard Deviation (S.D.), Pearson’s correlation, and logistic regression were used to analyze the data. The findings reveal that mobile/online payments are associated with the highest perceived risk and trust in electronic money services. Debit/Credit Cards and ATMs have the highest score in trust regarding honesty. Risk perception and trust in mobile/online payments and electronic money show a strong, positive linear relationship. Moreover, trust in honesty influences increased adoption of mobile/online payments and electronic money, while privacy risks are the key factors driving the use of Debit/Credit Cards and ATMs.</span></p> <p> </p> Pheeranadh Yathip, Siriporn Silapavanich, Yanin Saiyood, Kanha Chomsri ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/277602 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาและส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและความเชื่อในจังหวัดนครศรีธรรมราช https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275225 <p><span class="fontstyle0">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมนักท่องเที่ยวต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและความเชื่อในจังหวัดนครศรีธรรมราช 2) ศึกษาความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและความเชื่อในจังหวัดนครศรีธรรมราช และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนา และส่งเสริมแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนาและความเชื่อในจังหวัดนครศรีธรรมราชโดยใช้แนวทางเชิงปริมาณ โดยเน้นที่ประชากรนักท่องเที่ยวที่ไปเยี่ยมชมสถานที่สำคัญทางศาสนา โดยกำาหนดขนาดตัวอย่างนักท่องเที่ยวจำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง ข้อมูลรวบรวมโดยใช้แบบสอบถามที่มีโครงสร้างซึ่งผ่านการตรวจสอบความถูกต้องโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยได้ดัชนีความตรงของเนื้อหาเท่ากับ 0.96 และความน่าเชื่อถือเท่ากับ 0.96 การวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย สถิติเชิงพรรณนา และสถิติเชิงอนุมาณ</span> </p> <p><span class="fontstyle0">ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพึงพอใจของนักท่องเที่ยวโดยรวมอยู่ในระดับมาก ร้อยละ 3.03 โดยเฉพาะด้านการคมนาคมได้รับคะแนนสูงสุด ร้อยละ 3.21 และนักท่องเที่ยวส่วนใหญ่เลือกแหล่งท่องเที่ยวชมวัดเจดีย์ (ไอ้ไข่) มากที่สุด ร้อยละ 17.3 และมีลักษณะการเดินทางโดยทัวร์ที่จัดเตรียมไว้ ร้อยละ 49.5 และมีวัตถุประสงค์หลักในการท่องเที่ยวเพื่อทำบุญ ร้อยละ 47 สำาหรับการทดสอบสมมติฐานไม่พบความแตกต่างของความพึงพอใจที่มีนัยสำาคัญต่อแหล่งท่องเที่ยวที่เยี่ยมชม หรือลักษณะการเดินทาง และวัตถุประสงค์การเยือนซึ่งแสดงว่านักท่องเที่ยวมีความพึงพอใจในระดับดีต่อแหล่งท่องเที่ยวเชิงศาสนา โดยเฉพาะในด้านการคมนาคม และความหลากหลายของแหล่งท่องเที่ยวที่มีความศักดิ์สิทธิ์และน่าสนใจ</span> </p> <p> </p> กิรฐากร บุญรอด, เสกสรรค์ วีระสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/275225 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 กลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชาของภาคีเครือข่ายเขตเทศบาลนครนครปฐม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276628 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์การอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา โดยใช้ SWOT Analysis และ TOWS Matrix 2) สร้างและพัฒนากลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชาของภาคีเครือข่ายเขตเทศบาลนครนครปฐม 3) ประเมินคุณภาพของกลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชาของภาคีเครือข่ายเขตเทศบาลนครนครปฐม เลือกกลุ่มเป้าหมายที่ศึกษาด้วยวิธีเลือกแบบเจาะจงคือ ผู้นำชุมชน ผู้นำจิตอาสา ผู้นำทางศาสนา ปราชญ์ชุมชน และนักวิชาการท้องถิ่น จำนวน 14 คน เครื่องมือในการศึกษา ได้แก่ แบบวิเคราะห์ SWOT Analysis และ TOWS Matrix เพื่อการจัดทำกลยุทธ์การมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิธีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ได้แก่ 1) ด้านข้อมูล 2) ด้านรวบรวมข้อมูล และ 3) การสร้างบทสรุปและยืนยันบทสรุป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการวิเคราะห์แก่นสาร</span></p> <p><span class="fontstyle0"> ผลการวิจัยพบว่า คลองเจดีย์บูชาเป็นพื้นที่ที่มีความสำคัญทั้งในเชิงประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม อีกทั้งยังเป็นศูนย์รวมของเครือข่ายความร่วมมือจากหลายภาคส่วน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมการอนุรักษ์และพัฒนาคลองให้มีความยั่งยืน จุดแข็งของพื้นที่นี้คือ ความแข็งแกร่งของภาคีเครือข่ายที่หลากหลาย ทั้งจากภาครัฐ ภาคประชาสังคม และชุมชนท้องถิ่น ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุนทางสังคม รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับท้องถิ่นและระดับประเทศ อย่างไรก็ตามคลองเจดีย์บูชาก็เผชิญกับปัญหาที่สำคัญ เช่น การขาดแคลนงบประมาณและทรัพยากร การขาดการบูณาการข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ และการมีส่วนร่วมของประชาชนที่ยังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่ม ในแง่ของโอกาส คลองเจดีย์บูชามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ซึ่งสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชนได้ นอกจากนี้ นโยบายของภาครัฐยังส่งเสริมการฟื้นฟูและพัฒนาแหล่งน้ำในท้องถิ่น รวมถึงมีแนวโน้มในการนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนาระบบบริหารจัดการคลอง และขยายเครือข่ายความร่วมมือให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามคลองเจดีย์บูชาก็ยังเผชิญกับอุปสรรคสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ ปัญหามลภาวะและการทิ้งขยะลงคลอง การขยายตัวของเมืองที่อาจกระทบต่อการอนุรักษ์ รวมถึงความไม่แน่นอนของการจัดสรรงบประมาณจากภาครัฐ เมื่อพิจารณาจากปัจจัยเหล่านี้ การใช้ TOWS Matrix ได้ช่วยกำหนดแนวทางเชิงกลยุทธ์ในการมีส่วนร่วมเพื่อการอนุรักษ์คลองเจดีย์บูชา โดยแบ่งออกเป็น 4 แนวทางหลัก ได้แก่ กลยุทธ์เชิงรุก ที่มุ่งเน้นการพัฒนาโครงการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์เพื่อสร้างรายได้ให้ชุมชนและกระตุ้นการตระหนักรู้เกี่ยวกับการอนุรักษ์คลอง กลยุทธ์เชิงแก้ไข ที่มุ่งเน้นการเสริมสร้างความรู้และทักษะให้กับชุมชนในด้านการบริหารจัดการคลอง รวมถึงการขอรับการสนับสนุนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง กลยุทธ์เชิงป้องกัน ที่มุ่งเน้นการประสานงานกับภาคีเครือข่ายเพื่อเฝ้าระวังและจัดการปัญหามลภาวะ การบุกรุกพื้นที่คลอง และการใช้เทคโนโลยีเพื่อตรวจสอบคุณภาพน้ำ กลยุทธ์เชิงรับที่เน้นการสร้างระบบติดตามและรายงานผล รวมถึงการบริหารความเสี่ยงเพื่อลดผลกระทบจากปัจจัยภายนอก เช่น การเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและปัญหาสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้การสร้างและพัฒนากลยุทธ์การมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในเขตเทศบาลนครนครปฐมยังครอบคลุมแนวทางสำคัญ 5 ด้าน ได้แก่ การบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบ เพื่อรักษาปริมาณและคุณภาพของน้ำให้เหมาะสม การบริหารจัดการคุณภาพน้ำเพื่อลดมลภาวะที่เกิดขึ้นในคลอง การปรับปรุงภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อม ให้เอื้อต่อการอนุรักษ์และพัฒนาแหล่งน้ำ การอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรม เพื่อส่งเสริมเอกลักษณ์ของพื้นที่และเชื่อมโยงกับการพัฒนาการท่องเที่ยว และการประชาสัมพันธ์ เพื่อสร้างความเข้าใจและกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกระดับ <br /><br /></span></p> แพรภัทรา เขียวชะอุ่ม, จุฑาทิพย์ ถาวรรัตน์, ประสงค์ ตันพิชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276628 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความเสียหายของบรรจุภัณฑ์ ที่เกิดจากการขนส่งปลากัดในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276123 <p><span class="fontstyle0">การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่ออธิบายปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับบรรจุภัณฑ์เสียหายจากการขนส่งสินค้าปลากัดในพื้นที่ภาคใต้ของประเทศไทย ดำเนินการเก็บข้อมูลช่วงเดือนตุลาคม 2565-มีนาคม 2566 กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้ประกอบการจัดจำหน่ายปลากัด จำนวน 384 คน ทำการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพรรณนา และสถิติถดถอยโลจิสติกส์พหุตัวแปร ผลการวิจัยพบว่า ระดับความชุกบรรจุภัณฑ์เสียหายจากการขนส่ง คิดเป็นร้อยละ 24.22 (95% CI: 19.91-28.52) ประกอบด้วย 6 ปัจจัย ได้แก่ 1) การใช้ใบตอง หรือใบไม้สดในการห่อหุ้มบรรจุภัณฑ์ชั้นใน 2) ยานพาหนะประเภทรถจักรยาน หรือรถจักรยานยนต์ 3) จัดส่งในสถานที่ที่ไม่ถูกต้องตามที่ลูกค้ากำหนด 4) ระยะเวลาในการจัดส่งล่าช้า 5) ช่วงเดือนพฤษภาคม-มกราคม และ 6) มีการรั่วซึมของน้ำ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 สรุปผลการศึกษาพบว่า จากการขนส่งปลากัดในพื้นที่ภาคใต้ 1 ใน 4 บรรจุภัณฑ์เกิดความเสียหายจากการขนส่ง ผลการศึกษานี้มีประโยชน์ต่อผู้ประกอบการจัดจำหน่ายปลากัด และบริษัทรับขนส่งสินค้า ข้อเสนอแนะจากการศึกษานี้ ควรเลือกใช้วัสดุในการบรรจุภัณฑ์ที่มีมาตรฐานทนต่อความชื้น สามารถรับแรงกระแทกได้ดี และปรับปรุงประสิทธิภาพของกระบวนการขนส่ง เช่น ปรับปรุงตารางเวลาในการจัดส่ง และการเลือกใช้ยานพาหนะที่เหมาะสม เพื่อลดอัตราความเสียหายความของบรรจุภัณฑ์และเพิ่มระดับความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ประกอบการ</span></p> ธีราวรรณ จันทร์แสง, ภูเด่น แก้วภิบาล, เมธินี ศรีกาญจน์, อัมพวรรณ หนูพระอินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276123 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการเอกลักษณ์ธุรกิจครอบครัวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นในการเล่าเรื่อง เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283289 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการบูรณาการเอกลักษณ์ของธุรกิจครอบครัวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นในกระบวนการเล่าเรื่องเชิงการตลาด เพื่อสร้างความผูกพันทางอารมณ์กับลูกค้า โดยใช้การวิจัยเชิงคุณภาพแบบกรณีศึกษา (Case Study) ในธุรกิจครอบครัวด้านการเกษตร 4 แห่งในจังหวัดลพบุรี ได้แก่ ชนกฟาร์ม บ้านสวนธนกร ยอดข้าวเบเกอรี่ และลุงอ้นผักสด เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การวิเคราะห์เอกสารและการสังเกตการณ์ภาคสนาม จากนั้นใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) เพื่อตรวจสอบการเล่าเรื่องเชิงการตลาด ตามตัวแปรหลัก ได้แก่ เอกลักษณ์ธุรกิจครอบครัว อัตลักษณ์ท้องถิ่น กลไกการบูรณาการ และความผูกพันทางอารมณ์ของลูกค้า ผลการวิจัยพบแนวทางการเล่าเรื่อง 3 ประเภท ได้แก่ 1) เรื่องผู้ก่อตั้งและการสืบทอดที่สะท้อนคุณค่าครอบครัว 2) เรื่องราวเป็นการผสานคุณค่าของครอบครัว เช่น ความเพียร ความซื่อสัตย์ และการสืบทอดรุ่นต่อรุ่น เข้ากับอัตลักษณ์ท้องถิ่น เช่น วัตถุดิบและวัฒนธรรมชุมชน และ 3) เรื่องการแก้ปัญหาและนวัตกรรมในการผลิต กระบวนการบูรณาการเอกลักษณ์ครอบครัวและอัตลักษณ์ท้องถิ่นดังกล่าวเกิดขึ้นทั้งในระดับเนื้อหา รูปแบบ และประสบการณ์ ก่อให้เกิดความไว้วางใจ ความเห็นอกเห็นใจ และความภักดีของลูกค้า ทั้งในรูปแบบการซื้อซํ้า การบอกต่อ และการเข้ามามีส่วนร่วมในกิจกรรมของธุรกิจข้อค้นพบนี้สอดคล้องกับทฤษฎีการเล่าเรื่องเชิงการตลาดและงานวิจัยด้านธุรกิจครอบครัวและอัตลักษณ์ท้องถิ่น อีกทั้งยังเสนอแง่มุมใหม่ว่าการต่อยอดเรื่องเล่าสู่ประสบการณ์ตรงของลูกค้าเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เรื่องเล่าทรงพลังและยั่งยืน</p> กันยิกา ชอว์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283289 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 THE EFFECTIVENESS OF SOCIAL MEDIA PROMOTION AND CONTENT FORMAT IN ENHANCING BRAND ENGAGEMENT https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276733 <p>This study explores the effectiveness of content formats on Instagram and TikTok platforms that affect target audience insight, reach, and the followers of Magical Stories, a newly established art brand specializing in cute coloring fashion books. The objective is to enhance brand awareness and create content that resonates with the target audience’s insight. Using a quantitative approach, the research analyzes 36 pieces of content (72 artworks) categorized into tutorials, collaborations, product showcases, freebies, promotions, and storytelling. These were posted on Instagram and TikTok from November 2023 to April 2024. The findings indicate that TikTok outperforms Instagram in both reach and follower growth, especially among females aged 18-24. Younger audiences aged 18-34 respond mostly to creative, interactive content such as collaborations and storytelling, while those aged 35-54 prefer promotional content highlighting product benefits. Notably, TikTok also attracts a significant male audience, likely due to familyrelated engagement. The study suggests that Gen Z and Baby Boomers respond best to tutorial content types by Gen Z responds to authentic, engaging content, while Baby Boomers prefer family-oriented and accessible features. TikTok’s broad reach across 18-34 and growing interest among users 55+, highlight the potential of TikTok and its increasing popularity among older audiences. The study recommends creating personalized content for each demographic based on their preference interest content type data, exploration of other social media platforms, and staying updated with content trends.</p> Porntipa Sooksabai, Chutima Kessadayurat ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/276733 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 วิกฤติการณ์เงียบของการศึกษา: สภาพปัญหาที่เกี่ยวข้อง กับสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ของครูในบริบทไทยที่ถูกมองข้าม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281680 <p>ท่ามกลางกระแสการพัฒนาทางเทคโนโลยีที่พลิกผันอย่างรวดเร็ว นำมาซึ่งแรงกดดันต่อคุณภาพและสมรรถนะของผู้เรียนมากขึ้นทุกวัน “ครู” กลายเป็นผู้แบกรับความคาดหวังอันหนักอึ้งของสังคมและระบบการศึกษา งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ของครูในบริบทไทย โดยงานวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพที่เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้เชี่ยวชาญในเรื่องสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ และการพัฒนาครู โดยใช้วิธีการเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง จำนวน 7 คน ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ และมีประสบการณ์ขับเคลื่อนการพัฒนาสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ของครูมาอย่างต่อเนื่อง ผลการวิจัยที่ได้จากการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์แก่นสาระพบว่า ครูไทยกำลังเผชิญสภาพปัญหาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถนะทางอารมณ์และสังคมของครู 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ภาระงานที่เกินบทบาทครู พฤติกรรมนักเรียนในยุคสังคมก้มหน้า ความคาดหวังของผู้ปกครอง มายาคติทางสังคม และความเชื่อ ทัศนคติ ความมั่นคงภายในที่มาจากต้นทุนชีวิตของครู ซึ่งผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการส่งเสริมการพัฒนาครูทั้งในระดับนโยบายของชาติและในสถานศึกษา โดยมุ่งพัฒนาสมรรถนะทางสังคมและอารมณ์ของครูอย่างจริงจัง เพื่อสนับสนุนสุขภาวะของครู ซึ่งจะนำไปสู่การพัฒนาการศึกษาและสังคมไทยโดยรวมได้อย่างยั่งยืน</p> พัชนา มหพันธ์, ธีรภัทร กุโลภาส, อภิรดี จริยารังษีโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/281680 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT ของนักศึกษาในเขตจังหวัดปทุมธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283132 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาลักษณะทางประชากร ทัศนคติที่มีต่อเกมออนไลน์ VALORANT และพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT ของนักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดปทุมธานี 2) เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะทางประชากรกับพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT และ 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทัศนคติที่มีต่อเกมออนไลน์ VALORANT กับพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) ใช้วิธีการวิจัยเชิงสำรวจ (Survey Research) แบบเก็บข้อมูลช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง (Cross-Sectional Study) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือ นักศึกษาระดับปริญญาตรีมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในเขตจังหวัดปทุมธานี ที่มีอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป และเป็นนักศึกษามีสภาพการศึกษา จำนวน 400 คน ผู้วิจัยเลือกใช้กลุ่มตัวอย่างแบบไม่อาศัยหลักความน่าจะเป็น โดยการใช้วิธีการสุ่มตามความสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นแบบสอบถามทำการทดสอบค่าความเชื่อมั่นแบบสอบถาม ได้ค่าสัมประสิทธิ์ของความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.948 วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบทางเดียว (One-way ANOVA) และหาความสัมพันธ์โดยใช้ค่าสัมประสิทธิ์สหพันธ์แบบเพียร์สันโปรดักท์โมเมนท์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย สังกัดคณะสายสังคมศาสตร์ มีรายได้ส่วนตัวต่อเดือน 15,000-20,000 บาท และมีภูมิลำเนาอยู่ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล ทัศนคติที่มีต่อเกมออนไลน์ VALORANT ในภาพรวมในระดับมาก (3.92) ในทัศนคติเกี่ยวกับการเข้าถึง Application และช่องทางการจัดจำหน่ายเกมออนไลน์ในระดับมากที่สุด (4.22) รองลงมาคือ ตัวเกมออนไลน์ในระดับมาก (4.00) ถัดมาคือ การโฆษณาและโปรโมชั่นของตัวเกมออนไลน์ในระดับมาก (3.80) และค่าใช้จ่ายในการเล่นเกมออนไลน์ในระดับมาก (3.69) ตามลำดับ ส่วนใหญ่เล่นเกมออนไลน์ VALORANT สัปดาห์ละ 1 วัน และ 1 ชั่วโมงต่อวัน ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า นักศึกษาที่มีลักษณะทางประชากร ได้แก่ เพศ คณะที่สังกัด รายได้ส่วนตัวต่อเดือน และภูมิลำเนาที่แตกต่างกันจะมีพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT ไม่แตกต่างกัน และทัศนคติที่มีต่อเกมออนไลน์ VALORANT มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมการเล่นเกมออนไลน์ VALORANT อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p> </p> ปิยนันต์ คล้ายจันทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283132 Sat, 20 Dec 2025 00:00:00 +0700