วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ ISSN 3057-1278 (ออนไลน์)</strong></p> <p> </p> <p><strong>วารสารปัญญาภิวัฒน์ </strong>เป็นวารสารวิชาการ กลุ่มสาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ ดำเนินการตีพิมพ์เผยแพร่อย่างต่อเนื่องตั้งแต่ ปี พ.ศ. 2552 ปัจจุบันได้รับการประเมินให้อยู่ในฐานข้อมูล Thai-Journal Citation Index Centre (TCI) กลุ่มที่ 1 สาขาสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์ </p> <p> - ขอบเขตเนื้อหา ได้แก่ สาขาบริหารธุรกิจ การจัดการ ศิลปศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ นิเทศศาสตร์ และสาขาอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง</p> <p> - ประเภทบทความที่เปิดรับ ได้แก่ บทความวิจัย บทความวิชาการ และบทความปริทัศน์</p> <p> - ภาษาของบทความ ได้แก่ ภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p> </p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่ </strong>ปีละ 3 ฉบับ ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - เมษายน</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือนพฤษภาคม - สิงหาคม</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือนกันยายน - ธันวาคม</p> <p> </p> <p><strong>จำนวนบทความ</strong> 20 บทความต่อฉบับ</p> th-TH <p>“ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วม (ถ้ามี) ขอรับรองว่า บทความที่เสนอมานี้ยังไม่เคยได้รับการตีพิมพ์และไม่ได้อยู่ระหว่างกระบวนการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสารหรือแหล่งเผยแพร่อื่นใด ข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยอมรับหลักเกณฑ์การพิจารณาต้นฉบับ ทั้งยินยอมให้กองบรรณาธิการมีสิทธิ์พิจารณาและตรวจแก้ต้นฉบับได้ตามที่เห็นสมควร พร้อมนี้ขอมอบลิขสิทธิ์บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ให้แก่สถาบันการจัดการปัญญาภิวัฒน์หากมีการฟ้องร้องเรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์เกี่ยวกับภาพ กราฟ ข้อความส่วนใดส่วนหนึ่งและ/หรือข้อคิดเห็นที่ปรากฏในบทความข้าพเจ้าและผู้เขียนร่วมยินยอมรับผิดชอบแต่เพียงฝ่ายเดียว”</p> journal@pim.ac.th (Asst. Prof. Dr. Nata Tubtimcharoon) hathaichanoksao@pim.ac.th (Hathaichanok Saosung) Mon, 24 Aug 2026 15:20:55 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 INTEGRATION OF THE DIGITAL ECONOMY AND THE REAL ECONOMY: CONNOTATION, MEASUREMENT, AND EFFECTS—A RESEARCH REVIEW https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286570 <p>The integration of the digital economy and the real economy (digital-real integration) has emerged as a core engine for high-quality economic development and a new focus of global competition. This paper systematically reviews and synthesizes this pivotal topic, with the following key findings. Integrating the digital economy with the real economy leads to higher efficiency in the manufacturing and service sectors, reduces operating costs through the use of IoT, PL, and Big Data, creates new businesses, expands digital employment opportunities, and drives sustainable growth. The concept of digital-real integration is interpreted across multiple dimensions, including technology diffusion and innovation, factor restructuring, economic structure evolution, micro-agent behavior, and systemic synergy. Measurement methods for digital-real integration have been developed in three aspects: Macro-level assessment based on the degree of coupling coordination degree and industrial linkages, meso-level measurement of technological integration using patent citations, and micro-level evaluation of enterprise digital transformation via questionnaires and measurement scales. Research on the effects of digital-real integration mainly covers three aspects: promoting economic growth, driving industrial transformation and upgrading, and empowering enterprises. Finally, this paper proposes future research directions from four perspectives: deepening micro-level mechanism analysis, innovating measurement methods, clarifying complex effects and building integrated governance systems. It aims to provide references for advancing theoretical research and informimg policy and practice of digital-real integration.</p> Ruiwen Liao ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286570 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัญญาประดิษฐ์กับการศึกษา: การประยุกต์ใช้ ความท้าทาย และการปรับเปลี่ยนบทบาทของครู https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286593 <div>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้เกี่ยวกับการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ในบริบทการศึกษา วิเคราะห์ประโยชน์และความท้าทายของการใช้ AI ในกระบวนการ จัดการเรียนรู้ ตลอดจนเสนอแนวทางการปรับเปลี่ยนบทบาทของครูให้สอดคล้องกับการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ได้ส่งผลกระทบอย่างมาก ต่อระบบการศึกษาในศตวรรษที่ 21 โดยเฉพาะอย่างยิ่งต่อบทบาทและสมรรถนะของครู การประยุกต์ใช้ AI ในฐานะ “ผู้ช่วย” และ “คู่คิดทางปัญญา” ที่ช่วยลดภาระงานซํ้า ๆ เช่น การตรวจทาน การให้คะแนน และการประมวลผลข้อมูล ที่ซับซ้อน ส่งผลให้ผู้สอนมีเวลาทุ่มเทกับภารกิจที่มีความเป็นมนุษย์สูงขึ้น เช่น การสร้างแรงบันดาลใจและ การให้คำปรึกษาเชิงสังคมอารมณ์ ประโยชน์ของการใช้ AI ในการศึกษามีความครอบคลุมหลายด้าน ได้แก่ การออกแบบแผนการสอนที่สอดคล้องกับผู้เรียน การพัฒนาการเรียนรู้ที่แตกต่างเฉพาะบุคคล การประเมินผล ที่รวดเร็วและเป็นกลาง การสร้างประสบการณ์เรียนรู้เสมือนจริง และการสร้างโอกาสที่เท่าเทียมให้แก่ผู้เรียน ทุกระดับ ทุกเพศ ทุกวัย รวมถึงผู้เรียนที่มีข้อจำกัดหรือความแตกต่างด้านภาษา</div> <div> </div> <div>ในบริบทของผู้สอน AI ได้เปลี่ยนบทบาทจาก “ผู้ถ่ายทอดความรู้” ที่เน้นความถูกต้องแม่นยำ ไปสู่ “ผู้อำนวยความสะดวก” โดยผู้สอนสามารถใช้ AI เป็นเครื่องมือตรวจสอบพื้นฐาน เพื่อมุ่งเน้นการสอนที่ เน้นความหมาย การสื่อสารในบริบทสังคม และการคิดเชิงวิพากษ์ อย่างไรก็ตาม การเข้ามาของ AI ยังนำมาซึ่ง ความท้าทายสำคัญ เช่น ช่องว่างเชิงการศึกษาและเทคโนโลยี วิกฤตความซื่อสัตย์ทางวิชาการ ประเด็นจริยธรรม เกี่ยวกับอคติของข้อมูล และความเหลื่อมลํ้าในการเข้าถึงเทคโนโลยี บทสรุปเน้นยํ้าว่า AI ไม่ได้เข้ามาเพื่อแทนที่ผู้สอน แต่เป็นการยกระดับคุณค่าของผู้สอนผ่านการใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์อย่างชาญฉลาดและ มีจริยธรรม เพื่อสร้างปฏิสัมพันธ์และการเรียนรู้ที่มีความหมายในโลกยุคใหม่</div> วริษฐา อ้นโต, กิตติชัย สุธาสิโนบล, สุวิชา วันสุดล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286593 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 อิทธิพลของการตลาดดิจิทัลที่ส่งผลต่อความตั้งใจซื้อสินค้าจากชุมชนของผู้บริโภค ในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287038 <p><span style="font-weight: 400;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ทดสอบอิทธิพลของกลยุทธ์การตลาดดิจิทัลที่มีต่อความตั้งใจซื้อสินค้า จากชุมชนของผู้บริโภคในกลุ่มจังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 1 และ 2) ตรวจสอบความสอดคล้อง ของแบบจำลองสมมติฐานที่พัฒนาขึ้นกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมุ่งเน้นไปที่องค์ประกอบการตลาดดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ การตลาดเนื้อหา การตลาดอีเมล การเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ และการตลาดบนตลาดกลางออนไลน์ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคจำ นวน 400 รายที่มีความคุ้นเคยและสนใจในผลิตภัณฑ์ชุมชน จากการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม และวิเคราะห์ด้วย แบบจำลองสมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling: SEM) </span></p> <p><span style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า แบบจำลองมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (</span><em><span style="font-weight: 400;">x</span></em><sup><span style="font-weight: 400;">2</span></sup><span style="font-weight: 400;">/df = 2.802, GFI = 0.862, CFI = 0.924, TLI = 0.910, RMSEA = 0.075, SRMR = 0.050) การตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์มีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา ในขณะที่การตลาดเนื้อหา การตลาดอีเมล และการตลาดบน ตลาดกลางออนไลน์ ไม่มีอิทธิพลต่อความตั้งใจซื้อของผู้บริโภคอย่างมีนัยสำคัญ งานวิจัยนี้ช่วยขยายองค์ความรู้ ด้านการตลาดดิจิทัลในบริบทสินค้าชุมชนซึ่งแตกต่างจากบริบทธุรกิจโดยทั่วไป พร้อมนำเสนอแนวทางเชิงกลยุทธ์ ที่ผู้ประกอบการชุมชนควรมุ่งเน้นการตลาดผ่านสื่อสังคมออนไลน์ร่วมกับการเพิ่มประสิทธิภาพเครื่องมือค้นหา เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงสินค้าชุมชนในช่องทางออนไลน์ </span></p> อนุศักดิ์ รัตนกนกกาญจน์, มานน เซียวประจวบ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287038 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 CUSTOMER EXPERIENCE AS A MEDIATOR BETWEEN THE SERVICE MARKETING MIX AND BRAND IMAGE IN CONVENIENCE STORES https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285479 <p>This study examines the determinants of Brand Image in modern trade convenience stores in Udon Thani, Thailand, addressing the limited research on regional consumer behavior using the Stimulus-Organism-Response (S-O-R) framework. Data from 498 consumers were analyzed via Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM, the results identify Customer Experience as a significant mediator between the marketing mix and Brand Image. Among the 7Ps, Price and Place emerged as the dominant drivers, exerting both direct and indirect effects, while Process influenced Brand Image solely through the mediation of Customer Experience. Conversely, Promotion and People were not statistically significant, suggesting that consumers in this context prioritize utility and speed over social interaction and promotional campaigns. These findings highlight distinct regional consumer behaviors, indicating that in emerging secondary markets, functional value and operational efficiency may outweigh lifestyle attributes. From a practical perspective, retailers should prioritize competitive pricing and frictionless service processes to build sustainable brand equity.</p> Chitsanuphong Chaithanayot, Akaraphun Ratasuk, Varaporn Klayprayong ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285479 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่สัมพันธ์กับทัศนคติในการบริโภคดอกไม้ไทยกินได้ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287574 <p>แนวโน้มการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพที่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้ดอกไม้กินได้เริ่มได้รับความสนใจในฐานะ วัตถุดิบทางเลือกที่มีทั้งคุณค่าทางโภชนาการและความเชื่อมโยงกับวัฒนธรรมอาหารไทย การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติและปัจจัยที่สัมพันธ์กับการบริโภคดอกไม้ไทยกินได้ เพื่อเป็นหลักฐานเชิงประจักษ์ ที่อธิบายบริบทของประเทศไทย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง ผู้บริโภคชาวไทยที่มีประสบการณ์ในการบริโภคดอกไม้กินได้ จำนวน 394 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ เชิงพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ได้แก่ Pearson Correlation ผลการศึกษาพบว่า ผู้บริโภคมีระดับความคิดเห็นเชิงบวกต่อการบริโภคดอกไม้กินได้ในทุกด้าน โดยเฉพาะในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการจัดการภายหลังการเก็บเกี่ยวจนถึงการส่งมอบถึงผู้บริโภคในระดับสูง การวิเคราะห์เชิงอนุมาน พบว่า ปัจจัยด้านวัฒนธรรมอาหารและความรู้เดิม การรับรู้คุณค่าทางสุขภาพ และความเชื่อมั่นในกระบวนการผลิต มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับทัศนคติในการบริโภคดอกไม้ไทยกินได้ (<em>p</em> &lt; 0.05) โดยมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r ≈ .60)</p> <p>นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมอาหารและการรับรู้คุณค่าทางสุขภาพ อยู่ในระดับค่อนข้างสูง (r = .676) ชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างมิติการรับรู้คุณค่าทางโภชนาการและสุขภาพ รวมถึงมิติด้านวัฒนธรรม มีบทบาทสำคัญต่อทัศนคติของผู้บริโภคต่อดอกไม้กินได้ ในเชิงปฏิบัติการ พัฒนาผลิตภัณฑ์ควรให้ความสำคัญกับการสื่อสารคุณประโยชน์ด้านสุขภาพอย่างมีหลักฐานรองรับ ควบคู่กับการสร้างความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัยตลอดกระบวนการผลิต เพื่อเสริมสร้างความไว้วางใจของผู้บริโภคในตลาดอาหารเพื่อสุขภาพ</p> ชนนิกานต์ หลวงพิทักษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287574 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ANALYSIS OF THE FIVE FORCES MODEL AND MARKETING ADAPTATION STRATEGIES OF COFFEE SHOP ENTREPRENEURS IN NORTHEASTERN THAILAND: FACTORS FOR COMPETITIVE ADVANTAGE https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285253 <p>This study aimed to examine the relationships among entrepreneurs’ perceived competitive pressures based on the five forces model factors, marketing adaptation strategies, and competitive advantage of coffee shop entrepreneurs in Northeastern Thailand. It is important to note that this study focuses on entrepreneurs’ perceptions of competitive forces rather than on objective industry-level conditions. A quantitative research approach was employed by collecting data from 288 coffee shop entrepreneurs and analyzing it using Structural Equation Modeling (SEM).</p> <p>The findings revealed that coffee shop entrepreneurs had a high level of business environment awareness (𝒳̄ = 3.56), applied marketing strategies at a high level (𝒳̄ = 4.03), and possessed a high level of competitive advantage (𝒳̄ = 4.02). Hypothesis testing revealed that the five forces model was positively related to marketing adaptation strategies (r = .683, <em>p</em> &lt; .001), marketing adaptation strategies were positively related to competitive advantage (r = .872, <em>p</em> &lt; .001), and marketing adaptation strategies functioned as a full mediator, with 88.9% of the total effect being indirect. The findings also suggest that merely analyzing the business environment is insufficient; it must be translated into concrete marketing strategies to achieve competitive advantage.</p> Maneewan Bunlusilp ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285253 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 DETERMINANTS OF GEN Z INVESTMENT DECISIONS VIA INNOVESTX: EVIDENCE FROM USERS IN THAILAND https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287464 <p>&nbsp; &nbsp;</p> Narupon Sengsuebphol, Waraporn Lueangvilai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287464 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 SERVICE QUALITY, STUDENT ENGAGEMENT, AND REPURCHASE INTENTION IN ONLINE ESL EDUCATION: THE MEDIATING ROLE OF STUDENT ENGAGEMENT IN YANGON, MYANMAR https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285268 <p>This study investigates the behavioral pathway linking service quality to student retention in the highly competitive, high-touch online English as a Second Language (ESL) market in Yangon, Myanmar. Grounded in the Service Quality (SERVQUAL) framework, Expectancy-Disconfirmation Theory (EDT), and Social Capital Theory, the research posits that Student Engagement serves as a critical mediator between perceived service quality and the ultimate dependent construct, Repurchase Intention. Data from 455 students were analyzed using Partial Least Squares Structural Equation Modeling (PLS-SEM).</p> <p>The findings strongly validate the proposed mediating mechanism, demonstrating that student loyalty is an active behavioral consequence rather than a passive outcome of satisfaction. Student Engagement emerged as the strongest predictor of future re-enrollment (<em>β </em>= 0.314, <em>p </em>&lt; 0.001). Crucially, the human-centric dimensions of service quality —Empathy (<em>β </em>= 0.062), Assurance (<em>β </em>= 0.077), and Reliability (<em>β </em>= 0.044) — were all found to significantly influence Repurchase Intention through Student Engagement. Conversely, the technical dimension, Tangibles, only exhibited a direct effect on repurchase, while the administrative dimension, responsiveness, was not statistically significant (either directly or indirectly). This research advances service theory by empirically validating a behaviorally grounded mediation model in a high-touch digital context. From a practical perspective, the results provide clear guidance: online ESL providers should prioritize investment in instructor development and soft skills (Empathy and Assurance) to maximize student engagement and promote sustainable student retention, rather than focusing solely on administrative efficiency or platform technology.</p> Thoon Nay Bala, Akaraphun Ratasuk ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/285268 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การออกแบบตารางการทำงานของพนักงานในร้านสะดวกซื้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ ด้วยแบบจำลองแถวคอย ที่มีอัตราการมาถึงเปลี่ยนแปลงตามเวลา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/284037 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์เพื่อการออกแบบตารางการทำงานของพนักงานในร้านสะดวกซื้อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการด้วยแบบจำลองแถวคอย และปรับปรุงประสิทธิภาพการให้บริการในร้านสะดวกซื้อ สาขาประชาพัฒนา และที่มีอัตราการมาถึงเปลี่ยนแปลงตามเวลา โดยใช้แบบจำลองแถวคอย M/M/S ในการวิเคราะห์ข้อมูลการมาถึงของลูกค้าและเวลาการให้บริการในช่วงพีค (Reaching Period) ซึ่งมีการใช้บริการหนาแน่น ได้แก่ 07:00-08:00 น., 15:00-16:00 น. และ 19:00-20:00 น. ในระยะเวลา 30 วัน ผลการวิเคราะห์ พบว่า ระบบแถวคอยประสบปัญหาจากจำนวนช่องบริการที่ไม่เพียงพอในการรองรับลูกค้าในช่วงเวลาพีค ส่งผลให้ลูกค้าต้องรอคอยเป็นระยะเวลานาน และทำ ให้พนักงานทำงานภายใต้ความกดดัน</p> <p>การใช้ทฤษฎีแถวคอย M/M/S ช่วยในการคำนวณตัวแปรสำคัญต่าง ๆ ได้แก่ อัตราการมาถึงของลูกค้า (Arrival Rate, λ) ซึ่งคำนวณจากการมาถึงของลูกค้าในระยะเวลา 30 วันที่ศึกษา อัตราการให้บริการ (Service Rate, μ) ซึ่งคำนวณจากเวลาเฉลี่ยในการบริการลูกค้าหนึ่งคน จำนวนช่องบริการ (Service Channels, S) ที่มีในช่วงเวลาที่มีปริมาณลูกค้าจำนวนมาก ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญในการรองรับจำนวนลูกค้าที่มาบริการในช่วงเวลาหนาแน่น เวลาการรอคอย (Waiting Time) ซึ่งลูกค้าต้องรอในแถวคอยก่อนที่จะได้รับการบริการ และจำนวนลูกค้าในแถวคอย (Queue Length) ซึ่งสัมพันธ์กับอัตราการมาถึงของลูกค้าและอัตราการให้บริการ โดยการเพิ่มช่องบริการในช่วงเวลาที่มีปริมาณลูกค้าจำนวนมากช่วยลดเวลาการรอคอยของลูกค้าเฉลี่ยลงได้ 0-0.04 นาที/คน นอกจากนี้ การออกแบบตารางงานพนักงานให้เหมาะสมกับปริมาณลูกค้าในแต่ละช่วงเวลายังช่วยลด ความไม่สมดุลในการทำงานของพนักงาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า หลังจากการปรับปรุงระบบแถวคอย คะแนนความพึงพอใจของลูกค้าจากการประเมินคุณภาพการบริการเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 80-83 ในช่วงก่อนการปรับปรุง (กรกฎาคม-ตุลาคม พ.ศ. 2567) เป็นร้อยละ 96.25 ในเดือนธันวาคม พ.ศ. 2567 และความพึงพอใจมากที่สุดร้อยละ 100 ในเดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม พ.ศ. 2568 ผลลัพธ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการจัดการพนักงานและช่องบริการในช่วงเวลาที่มีความหนาแน่น เพื่อให้การบริการมีประสิทธิภาพสูงสุดและสร้างความพึงพอใจแก่ลูกค้า</p> วฤดดา สังวรกิตติวุฒิ, ภนิดา โพธิ์เกษม, พัทท์ธีรา จิรอุดมสาโรจน์, อนันต์พล ชื่นชม, กาญจนา วรรณยศ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/284037 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความเป็นไปได้ทางการเงินและผลตอบแทนทางสังคมจากการแปรรูปเศษเหลือสับปะรด เพื่อผลิตสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ: กรณีศึกษาจังหวัดชลบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/289559 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์เศษเหลือสับปะรดในจังหวัดชลบุรี วิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน และวิเคราะห์ผลตอบแทนทางสังคมจากการลงทุน (SROI) ในการแปรรูปเศษเหลือสับปะรดเป็นสารลดแรงตึงผิวชีวภาพ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมเชิงคุณภาพและปริมาณ รวบรวมข้อมูล จากการคัดเลือกผู้ให้ข้อมูลสำคัญแบบเจาะจงเพื่อสัมภาษณ์เชิงลึก จำนวน 9 คน แบ่งเป็นผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย 3 กลุ่ม ได้แก่ ผู้ปลูก ผู้ส่งเสริมและรวบรวม และผู้นำสารลดแรงตึงผิวชีวภาพไปใช้ในอุตสาหกรรม ผลการวิจัยพบว่าจังหวัดชลบุรีมีสับปะรดตกเกรด 400-500 ตันต่อฤดูกาล คิดเป็นร้อยละ 1.0-1.3 ของผลผลิตรวม เศษเหลือส่วนใหญ่ขาดกระบวนการแปรรูปเชิงมูลค่าสูงและการเชื่อมโยงกับห่วงโซ่อุตสาหกรรมเคมีชีวภาพ การวิเคราะห์ความเป็นไปได้ทางการเงิน พบว่า การผลิตในระดับอุตสาหกรรมที่กำลังการผลิต 18,000 กก./ปี เงินลงทุน 525.6 ล้านบาท มีความคุ้มค่าสูงสุด โดยมีมูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) 186.7 ล้านบาท อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) ร้อยละ 15.8 ระยะเวลาคืนทุน 5.6 ปี ดัชนีความสามารถในการทำกำไร (PI) 1.35 ผลการวิเคราะห์ SROI คำนวณตามมาตรฐานสากลของ Social Value International เท่ากับ 1.07 บ่งชี้ว่าโครงการสร้างมูลค่าทางสังคมควรได้รับการสนับสนุนเชิงนโยบายจากภาครัฐ สร้างมูลค่าทางสังคมรวม 98.9 ล้านบาทต่อปี ร้อยละ 85.2 มาจากการทดแทนสารลดแรงตึงผิวสังเคราะห์</p> อารีกมล ต.ไชยสุวรรณ, ณัฎฐกานต์ พฤกษ์สรนันทน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/289559 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์และเปรียบเทียบสมรรถนะบุคลากรนิติบุคคล จากประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288735 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระดับสมรรถนะบุคลากรนิติบุคคลจากประสบการณ์ของผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมและเพื่อเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะบุคลากรนิติบุคคลระหว่างกลุ่มเจ้าของร่วม และผู้อยู่อาศัย/ผู้เช่าระยะยาว (ที่มีสัญญาเช่าตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป) โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากผู้อยู่อาศัยในคอนโดมิเนียมในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 398 คน แบบสอบถามใช้มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที (Independent Samples t-test)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บุคลากรนิติบุคคลทั้ง 3 กลุ่มมีสมรรถนะในภาพรวมอยู่ในระดับมาก โดยมีจุดเด่น และจุดที่ควรพัฒนา ดังนี้ 1) ผู้จัดการอาคาร โดดเด่นด้านการสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัลและแอปพลิเคชัน (<em>M</em> = 3.98) แต่ควรพัฒนาทักษะการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้อยู่อาศัย (<em>M</em> = 3.63) 2) ทีมธุรการ และบริการส่วนหน้า โดดเด่นด้านความแม่นยำในการจัดทำเอกสารการเงิน (<em>M</em> = 4.04) แต่ควรพัฒนาการตอบสนองผ่านช่องทางออนไลน์และความรู้ด้านกฎระเบียบอาคาร (<em>M</em> = 3.71) และ 3) ทีมวิศวกรรม โดดเด่นด้านความสุภาพและเต็มใจช่วยเหลือ (<em>M</em> = 3.91) แต่มีข้อจำกัดด้านความเข้าใจระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ (<em>M</em> = 3.65) นอกจากนี้ ผลการทดสอบสมมติฐานพบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญในการรับรู้สมรรถนะของทีมธุรการและบริการส่วนหน้า โดยกลุ่มเจ้าของร่วมมีการรับรู้ด้านความสุภาพและความกระตือรือร้นสูงกว่า กลุ่มผู้อยู่อาศัย/ผู้เช่าระยะยาวที่ระดับ 0.05 (<em>p</em> = .028)</p> <p>ข้อเสนอแนะจากการวิจัยระบุว่า นิติบุคคลควรจัดอบรมหลักสูตรการระงับข้อพิพาทและจิตวิทยาการ สื่อสารให้แก่ผู้จัดการอาคาร พร้อมทั้งเพิ่มพูนทักษะทางเทคนิคด้านระบบอาคารอัจฉริยะ (PropTech) ให้แก่ทีมวิศวกรรม ตลอดจนควรกำหนดมาตรฐานการปฏิบัติงานที่มุ่งเน้นความเท่าเทียมในการส่งมอบบริการ (Service Equity) โดยปราศจากอคติทางสถานะกรรมสิทธิ์ เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการอยู่อาศัยที่ยั่งยืนต่อไป</p> ชิษณุชา ขุนจง ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288735 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 THE DIFFERENTIAL EFFECTS OF PROACTIVE CAREER BEHAVIORS ON SUBJECTIVE AND OBJECTIVE CAREER SUCCESS: EVIDENCE FROM A CHINESE KNOWLEDGE-INTENSIVE FIRM https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288307 <p>Rapid digital transformation and intensifying market competition have made career development increasingly critical for employees in technology-driven organizations. Career success depends not only on promotion opportunities but also on how employees plan their careers, develop their skills and talents, build professional networks, and seek guidance when making career-related decisions. This study aimed to examine the levels of proactive career behaviors and career success among employees at Glodon Company Limited and to investigate the relationship between proactive career behaviors and career success. A quantitative research design was employed. The population consisted of 8,569 domestic full-time employees, excluding overseas staff. Questionnaires were distributed to 400 employees, yielding 386 valid responses included in the analysis. Data were analyzed using frequency, percentage, mean, standard deviation, and multiple regression analysis.</p> <p>The findings revealed that both proactive career behaviors and career success were at moderate levels. Proactive career behaviors were positively and significantly related to career success. Among the four dimensions, the career planning process demonstrated the clearest and most consistent relationship across all regression models. Skill and talent development activities were also significantly related to overall career success and subjective career success, whereas networking and consultation showed weaker relationships in this sample. These findings indicate that organizations should place greater emphasis on structured career planning processes, skill and talent development activities, and context-appropriate workplace career support.</p> Lili Li, Chattayaporn Samerjai ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288307 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่เลือกใช้การประชาสัมพันธ์คอนเทนต์การสื่อสารการตลาดผ่านช่องทางดิจิทัลประเภทเพจโฆษณาและการตลาดในกลุ่ม Generation Y https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283242 <p>บทความวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวคิดกลยุทธ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่ใช้การประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลประเภทเพจโฆษณาและการตลาด 2) ศึกษามุมมองผลลัพธ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์ที่ใช้การประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลประเภทเพจโฆษณาและการตลาด 3) ศึกษาพฤติกรรมของผู้ติดตามและความสัมพันธ์ของลักษณะทางประชากรศาสตร์ ทัศนคติ และพฤติกรรมการเปิดรับสื่อ ต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ผ่านเพจโฆษณาและการตลาด เป็นการวิจัยผสมผสาน สัมภาษณ์เชิงลึก 12 รายและสำรวจด้วยแบบสอบถาม 491 ราย โดยวิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาและสถิติเชิงอนุมาน ผลวิจัยพบว่า 1) กลยุทธ์ความน่าเชื่อถือของแบรนด์เป็นการที่นำเสนอในสิ่งที่ผู้บริโภคไม่รู้ให้รู้มากขึ้นซึ่งเป็นได้ทั้ง Paid Media และ Earned Media และตอบโจทย์จุดประสงค์ในแง่การรับรู้ การพิจารณา และการสร้างบทสนทนาได้ดีที่สุด 2) ความน่าเชื่อถือของแบรนด์จะต้องประกอบด้วยความน่าเชื่อถือของเพจและความไว้ใจในตัวแบรนด์ ซึ่งต้องสร้าง Proof points (จุดพิสูจน์) ในด้านต่างๆ ให้ผู้บริโภครับรู้ 3) ผู้บริโภคติดตามและเชื่อถือเพจเนื่องจากเนื้อหาไม่ทำให้รู้สึกอึดอัด ไม่มีการ Tie-in ขณะที่การทดสอบสมมติฐานพบว่า ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลที่แตกต่างกัน ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของทัศนคติและปัจจัยความน่าเชื่อถือที่มีต่อแบรนด์ที่แตกต่างกัน พฤติกรรมการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อผลลัพธ์ของทัศนคติและปัจจัยความน่าเชื่อถือที่มีต่อแบรนด์ที่แตกต่างกัน ลักษณะทางประชากรศาสตร์ที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน พฤติกรรมการเปิดรับสื่อประชาสัมพันธ์คอนเทนต์ผ่านช่องทางดิจิทัลที่แตกต่างกันมีอิทธิพลต่อความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในการใช้กลยุทธ์ที่แตกต่างกัน และทัศนคติและปัจจัยความน่าเชื่อถือที่มีต่อแบรนด์มีความสัมพันธ์กับความน่าเชื่อถือของแบรนด์ในการใช้กลยุทธ์ประชาสัมพันธ์ ซึ่งผลการศึกษาทำให้เห็นความสำคัญของผลลัพธ์ความน่าเชื่อถือในกระบวนการประชาสัมพันธ์ดิจิทัล รวมถึงแนวทางของแบรนด์เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือผ่านเพจโฆษณาและการตลาด</p> ณภ วัฒน์วัฒน, ปฐมา สตะเวทิน, วรัชญ์ ครุจิต ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283242 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 พฤติกรรมการใช้ การรู้เท่าทันสื่อ และผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286274 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) พฤติกรรมการเปิดรับสื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี 2) การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี 3) ผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี 4) เปรียบเทียบความแตกต่างของผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ตามพฤติกรรมการใช้สื่อออนไลน์ และ 5) การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ที่มีอิทธิพลต่อผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีอายุ ตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปที่อาศัยอยู่ในเทศบาลเมืองกาญจนบุรี จังหวัดกาญจนบุรี จำนวน 378 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างจากตารางของทาโร่ ยามาเน่ ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% โดยใช้การสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวน และการวิเคราะห์ความถดถอยเชิงพหุ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า พบว่า 1) ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี ส่วนใหญ่นิยมใช้สื่อสังคมประเภทไลน์ (Line) ผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ (Smart Phone) มากที่สุดโดยใช้อยู่ที่พักอาศัยเป็นหลัก มีความถี่ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ทุกวัน ครั้งละ 30-60 นาที เพื่อคุยกับเพื่อนปัจจุบันและเพื่อนเก่าและมีค่าใช้จ่ายในการใช้บริการสื่อสังคมออนไลน์เดือนละ 100-399 บาท 2) การรู้เท่าทันสื่อสังคมออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรีในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีทักษะการเข้าถึงมากที่สุด รองลงมาคือ ทักษะการวิเคราะห์ ทักษะการประเมินสื่อ ทักษะการสร้างสรรค์ และทักษะการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 3) ผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี มีผลกระทบจากการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง โดยมีด้านสุขภาพมากที่สุด รองลงมาคือ ด้านอารมณ์และจิตใจผลกระทบด้านเศรษฐกิจ และด้านสังคม ตามลำดับ 4) พฤติกรรมการใช้สื่อสังคมออนไลน์ด้านความถี่ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ ระยะเวลาในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ วัตถุประสงค์ในการใช้สื่อสังคมออนไลน์และค่าใช้จ่ายในการใช้สื่อสังคมออนไลน์ที่แตกต่างกันมีผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรีต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01 และ 5) การรู้เท่าทันสื่อออนไลน์ในทักษะด้านการวิเคราะห์และทักษะด้านการสร้างสรรค์มีอิทธิพลร่วมต่อผลกระทบจากการใช้สื่อออนไลน์ของผู้สูงอายุในเขตเทศบาลเมืองกาญจนบุรี อย่างมีนัยสำคัญที่ 0.01</p> ธนะชัย หนันแก้ว ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/286274 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาทักษะการเล่าเรื่องท้องถิ่นเพื่อส่งเสริมความเข้าใจด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา: กรณีศึกษาโครงการหนูอยากเล่า จังหวัดสุพรรณบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288099 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความรู้ ความสนใจ และทักษะของนักเรียนที่มีต่อเศรษฐกิจสร้างสรรค์ก่อนและหลังเข้าร่วมโครงการ และศึกษาแนวทางการถ่ายทอดเรื่องราวท้องถิ่นของนักเรียนที่เชื่อมโยงกับอัตลักษณ์ชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6 ที่เข้าร่วมโครงการหนูอยากเล่า จำนวน 40 คน และทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ นักเรียน ครู ผู้บริหาร และชุมชน 10 ท่าน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ สถิติที่ใช้ในการศึกษาได้แก่ จำนวน ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ผลการศึกษาพบว่า 1) หลังเข้าร่วมโครงการนักเรียนมีความรู้ ความสนใจ และทักษะด้านการเล่าเรื่องท้องถิ่นและเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดีขึ้นอย่างชัดเจน โดยค่าเฉลี่ยทักษะเพิ่มขึ้นสะท้อนว่า การเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง การเรียนรู้จากชุมชน และการสร้างสรรค์ผลงานด้วยตนเอง ช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของนักเรียนได้อย่างเป็นรูปธรรม 2) แนวทางการถ่ายทอดเรื่องราวท้องถิ่นของนักเรียนที่มีประสิทธิภาพ ควรเน้นการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงผ่านการลงพื้นที่ ซักถามผู้รู้ และลงมือปฏิบัติจริง ควบคู่กับความร่วมมือของครู โรงเรียน ผู้ปกครอง และชุมชน รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีและ AI อย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมให้นักเรียนสามารถสื่อสารอัตลักษณ์ท้องถิ่นและต่อยอดสู่บริบทเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้อย่างมีคุณค่า</p> ภัทราวดี ธีเลอร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288099 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิผล SEO ของบทความที่สร้างโดยมนุษย์และ AI WRITERS (CHATGPT, GEMINI, CLAUDE) กรณีศึกษาเว็บไซต์สำนักงานบัญชี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283109 <p>ในยุคที่ปัญญาประดิษฐ์ (Artificial Intelligence: AI) ถูกใช้สร้างเนื้อหาดิจิทัลอย่างแพร่หลาย การเขียนบทความการปรับปรุงเว็บไซต์ให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพ (Search Engine Optimization: SEO) ด้วย AI แม้ช่วยลดเวลาและต้นทุน แต่ยังมีข้อกังวลด้านคุณภาพ ความเป็นธรรมชาติ และประสิทธิผลบนเครื่องมือค้นหา จึงจำเป็นต้องเปรียบเทียบศักยภาพของ AI Writer กับมนุษย์</p> <p>โดยการวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของบทความ SEO ที่เขียนโดยมนุษย์และ AI Writer และ 2) ศึกษาและเปรียบเทียบประสิทธิผลของบทความจาก AI Writer ได้แก่ ChatGPT, Gemini และ Claude โดยสร้างบทความ SEO 8 บทความ แบ่งเป็นผลงานมนุษย์ 2 เรื่อง และ AI Writer 6 เรื่อง ใช้คีย์เวิร์ดเกี่ยวกับ “ภาษี” ซึ่งเป็นคำค้นหายอดนิยมช่วงเดือนมกราคม-เมษายน 2568 การวัดผลอ้างอิงข้อมูลจาก Google Analytics และ Google Search Console โดยพิจารณาจำนวนผู้เข้าชม อัตราการมีส่วนร่วม เวลาเฉลี่ยต่อเซสชัน จำนวนคลิก การปรากฏบนหน้าผลการค้นหา อัตราการคลิกเฉลี่ย ตำแหน่งเฉลี่ย คำค้นหายอดนิยม และปริมาณการค้นหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า บทความจากมนุษย์มีผู้เข้าชมและอัตราการมีส่วนร่วมสูงกว่าอย่างชัดเจน และถูกจัดอันดับเฉลี่ยในหน้าแรกของผลการค้นหา ขณะที่บทความจาก AI Writer มีอันดับเฉลี่ยต่ำกว่า แต่ Gemini ให้ผลลัพธ์ดีที่สุดในกลุ่ม โดยสร้างผู้เข้าชมและการมีส่วนร่วมสูง แม้ยังไม่ติดหน้าแรก ส่วน ChatGPT มีจุดเด่นด้านโครงสร้างตามหลัก SEO แต่ต้องปรับเนื้อหาเพิ่มเติม ส่วน Claude ยังไม่เหมาะกับการใช้เขียนบทความเชิงธุรกิจ สรุปได้ว่า การสร้างบทความ SEO ที่มีประสิทธิผลควรผสานความเชี่ยวชาญของมนุษย์กับศักยภาพของ AI เพื่อยกระดับคุณภาพเนื้อหาและผลลัพธ์ทางการตลาดดิจิทัล</p> สุปรียา เคยเหล่า, ปฐมา สตะเวทิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283109 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/289492 <p><span class="fontstyle0">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) วิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) ตรวจสอบความสอดคล้องจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูที่ปฏิบัติการในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล จำนวน 401 คน ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งชั้นจำแนกตามพื้นที่การศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามที่มีค่าความตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง .80-1.00 ค่าความเที่ยงเท่ากับ .99 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</span></p> <p><span class="fontstyle0">ผลการวิจัยพบว่า 1) จรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา มีองค์ประกอบสำคัญ 7 ด้าน 22 ตัวแปร ได้แก่ ด้านการสื่อสาร มี 3 ตัวแปร ด้านการทำงานเป็นทีม มี 4 ตัวแปร ด้านภาวะผู้นำ มี 4 ตัวแปร ด้านการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา มี 3 ตัวแปร ด้านจริยธรรมในการทำงาน มี 4 ตัวแปร ด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว มี 2 ตัวแปร และด้านการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม มี 2 ตัวแปร และค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน ในแต่ละองค์ประกอบสามารถสรุปผลวิจัยจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านภาวะผู้นำ 2) ด้านการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหา 3) ด้านการทำงานเป็นทีม 4) ด้านจริยธรรมในการทำงาน 5) ด้านการสื่อสาร 6) ด้านความยืดหยุ่นและการปรับตัว และ 7) ด้านการคิดสร้างสรรค์นวัตกรรม และ 3) โมเดลจรณทักษะของผู้บริหารสถานศึกษามีดัชนีความสอดคล้อง </span><em><span class="fontstyle2">χ</span></em><sup><span class="fontstyle3">2 </span></sup><span class="fontstyle0">= 171.763, df = 147, </span><em><span class="fontstyle2">χ</span></em><sup><span class="fontstyle3">2</span></sup><span class="fontstyle0">/df = 1.168, </span><em><span class="fontstyle4">p</span></em><span class="fontstyle0">-value = 0.0795, CFI = 0.998, TLI = 0.997, RMSEA = 0.022, SRMR = 0.013 สามารถแปลผลได้ว่า โมเดลที่ศึกษามีความเหมาะสมในระดับที่ดีมาก และมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์</span></p> อาณดา ชัยเชิดชูวงศ์, ลัดดาวัลย์ เพชรโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/289492 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) ในการตัดสินใจเลือกแผนการศึกษาระหว่างสหกิจศึกษาและจุลนิพนธ์: กรอบการตัดสินใจของผู้เรียน Generation Z และนัยเชิงกลยุทธ์สำหรับการบริหารหลักสูตรวิทยาศาสตร์การประมงระดับปริญญาตรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287943 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบจำลองการตัดสินใจสำหรับการเลือกแผนการศึกษาระหว่างแผนสหกิจศึกษาและแผนจุลนิพนธ์ในหลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาวิทยาศาสตร์การประมง โดยใช้กระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (Analytic Hierarchy Process: AHP) เป็นกรอบการวิเคราะห์หลัก การวิจัยใช้แนวทางการสร้างแบบจำลองเชิงแนวคิดบนฐานการสังเคราะห์บทความวิชาการและงานวิจัย (literature-Informed Conceptual Modeling) ร่วมกับการให้ดุลยพินิจเชิงวิชาการบนฐานหลักฐาน (Evidence-Informed Judgment)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า เกณฑ์การตัดสินใจสามารถจัดกลุ่มได้เป็น 5 ด้านหลัก ได้แก่ ผลลัพธ์ด้านอาชีพและการเงิน การพัฒนาทักษะและประสบการณ์เชิงปฏิบัติ ความสนใจและความหมายของการเรียนรู้ คุณภาพชีวิตและภาระงาน และบริบททางสังคมและครอบครัว แบบจำลองภายใต้สถานการณ์ฐานชี้ให้เห็นว่า แผนสหกิจศึกษามีความเหมาะสมสัมพัทธ์สูงกว่าแผนจุลนิพนธ์ โดยสะท้อนอิทธิพลของมิติด้านความพร้อมต่อการทำงานและประสบการณ์เชิงปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม การวิเคราะห์ความไวแสดงให้เห็นว่าความเหมาะสมของทางเลือกสามารถเปลี่ยนแปลงได้เมื่อโครงสร้างค่าน้ำหนักของเกณฑ์เปลี่ยนไป โดยเฉพาะเมื่อเพิ่มความสำคัญของมิติด้านความหมายของการเรียนรู้และคุณภาพชีวิต</p> <p>ข้อสรุปยังชี้ให้เห็นว่าแผนสหกิจศึกษาและแผนจุลนิพนธ์เป็นเส้นทางการเรียนรู้ที่ตอบสนองโครงสร้างคุณค่าของผู้เรียนที่แตกต่างกัน และควรถูกออกแบบให้เป็นทางเลือกที่เกื้อกูลกันในระดับหลักสูตร ทั้งนี้ การประยุกต์ใช้แบบจำลอง AHP สามารถสนับสนุนการแนะแนวเชิงระบบและการบริหารหลักสูตรเชิงกลยุทธ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> ชนม์ ภู่สุวรรณ, รติมา ครุวรรณเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/287943 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ENHANCING WORK IMMERSION AND LEARNING EXPOSURE PROGRAM: A RESEARCH-BASED PLAN FOR SENIOR HIGH SCHOOL OF HOLY ANGEL UNIVERSITY https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283851 <p>This study examined the needs, gaps, and opportunities for improving of the Work Immersion and Learning Exposure Program of Holy Angel University (HAU) Senior High School and proposed a research-based enhancement plan. A qualitative, exploratory-descriptive research design was employed using purposive sampling to select information-rich participants who were directly involved in the program. Participants included 20 Grade 12 students from the ABM, STEM, HUMSS, and TVL strands who had completed the work immersion, five faculty supervisors, one program coordinator, and ten industry supervisors selected based on their supervisory and implementation roles. Data were collected through semi-structured interviews, open-ended student questionnaires, reflection logs, and institutional document analysis. Qualitative data were analyzed using Braun and Clarke’s six-phase thematic analysis framework.</p> <p>Findings revealed nine interrelated themes organized around three objectives: (1) program gaps and challenges, including limited hands-on activities, restricted real-world exposure, and financial barriers; (2) student needs and priorities, such as structured industry mentorship, skills training, employment process simulations, and teamwork development; and (3) enhancement strategies, including job shadowing and strand-aligned work immersion opportunities. These findings informed the development of both short-term and long-term interventions aimed at strengthening industry–academe partnerships, institutionalizing mentorship, enhancing career readiness, and ensuring program sustainability. The study concludes that qualitative, stakeholder-driven evidence is essential for aligning senior high school work immersion programs with employability and workforce readiness outcomes.</p> Kevin H. Gomez, Jengil D. Ignacio, Vincent John V. Patiag ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/283851 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิดจากคัมภีร์หลุนอวี่ ในการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288275 <p>ในบริบทการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัมที่มีความซับซ้อน เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และมีความไม่แน่นอนสูง การขับเคลื่อนองค์กรด้วยกลไกเชิงโครงสร้างแบบเส้นตรงที่ยึดเหตุผล มองความจริงเป็นคำตอบเดียว พิจารณาปัญหาแบบแยกส่วน และยึดกรอบการจัดการตายตัวเพียงอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ และส่งผลให้สถานศึกษาเปราะบาง ขาดความยืดหยุ่นในการรับมือกับความเปลี่ยนแปลง งานวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์หลักแนวคิดและคำสอนทางจริยธรรมในคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื่อที่เกี่ยวข้องกับ การบริหารสถานศึกษาและภาวะผู้นำทางการศึกษา (2) วิเคราะห์คุณลักษณะของการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัมที่สอดคล้องกับหลักคำสอน และ (3) สังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้แนวคิดจากคัมภีร์หลุนอวี่ในการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัม การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสารครอบคลุมคัมภีร์หลุนอวี่ 20 บท รวม 492 บทย่อย คัดเลือกบทย่อยที่เกี่ยวข้องตามเกณฑ์จำนวน 212 บทย่อย วิเคราะห์ด้วยการอ่าน อย่างละเอียดร่วมกับการวิเคราะห์วาทกรรมเชิงวิพากษ์ และจำแนกผลตามกรอบมิติการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัม 5 มิติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) หลักคำสอนทางจริยธรรมในคัมภีร์หลุนอวี่ให้ความสำคัญกับการปกครองโดย คุณธรรม การเป็นแบบอย่าง การสร้างความไว้วางใจ และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ (2) คุณลักษณะการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัมที่สอดคล้องกันนั้น เน้นการมองระบบแบบองค์รวม ความยืดหยุ่น และ การขับเคลื่อนด้วยเครือข่ายความสัมพันธ์ มากกว่าการสั่งการเชิงเส้น โดยพบคำสอนที่สอดคล้องถึง 212 บทย่อย ซึ่งยืนยันเชิงประจักษ์ว่าการตัดสินใจเชิงบริบทและความไว้วางใจคือกลไกรับมือความซับซ้อนที่ทรงประสิทธิภาพที่สุด และ (3) จากผลการวิเคราะห์ข้างต้น นำมาสู่การสังเคราะห์แนวทางการประยุกต์ใช้ โดยจำแนกตามกรอบการบริหารสถานศึกษาในยุคควอนตัม 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านภาวะผู้นำแบบองค์รวมที่นำด้วยคุณธรรมและการตัดสินใจเชิงบริบทโดยไม่ยึดติดโครงสร้าง (2) ด้านวิสัยทัศน์เชิงระบบและการเชื่อมโยงที่สร้างความชอบธรรมและ จัดวางคนอย่างเป็นธรรมบนฐานข้อมูล (3) ด้านจิตวิญญาณองค์กรและมนุษยสัมพันธ์ที่ยึดมนุษย์เป็นศูนย์กลาง ส่งเสริมความไว้วางใจและการอยู่ร่วมกันอย่างกลมกลืน (4) ด้านความยืดหยุ่นและการเรียนรู้ร่วมที่ส่งเสริม การเรียนรู้ตลอดชีวิตเพื่อการปรับตัวต่อเนื่อง และ (5) ด้านจริยธรรมและวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นฐานรากคํ้าจุนความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ ทั้งนี้ แนวทางการประยุกต์ใช้ดังกล่าวสะท้อนกรอบคิดเชิงควอนตัมซึ่งมองสถานศึกษา เป็นระบบที่ไม่เป็นเส้นตรงและสัมพันธ์เชื่อมโยงกัน การบริหารจึงต้องอาศัยการตัดสินใจเชิงบริบทและการนำด้วยคุณธรรมเพื่อสร้างความไว้วางใจ มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยกลไกสั่งการแบบเชิงเส้นและกรอบการจัดการตายตัว</p> อภิญญา โพธิ์แฉล้ม, วรรณวิศา สืบนุสรณ์ คล้ายจำแลง, พร้อมพิไล บัวสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารปัญญาภิวัฒน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pimjournal/article/view/288275 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700