https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/issue/feed
วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-06-16T10:28:16+07:00
Dr.Sarannee U-senyang
pnu_huso@hotmail.com
Open Journal Systems
<p> วารสารมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ รับตีพิมพ์เผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการ สาขาหลักในด้านสังคมศาสตร์ ประกอบไปด้วยสาขาวิชาศิลปะและมนุษยศาสตร์ สาขาวิชาสังคมศาสตร์ และสาขาวิชาบริหารธุรกิจ การจัดการและการบัญชี โดยมีสาขาวิชาย่อยดังนี้คือ ภาษาและภาษาศาสตร์ สังคมศาสตร์ทั่วไป ศึกษาศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และบริหารธุรกิจทั่วไป การจัดการ และการบัญชี โดยบทความที่จะตีพิมพ์เผยแพร่ ถ้าเป็นผลงานวิจัยต้องดำเนินการแล้วเสร็จไม่เกิน 5 ปี (ในกรณีที่บทความวิจัยที่เป็นหรือเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ต้องมีหนังสือรับรองและลงนามทั้งอาจารย์ที่ปรึกษาหลัก และนักศึกษาผู้ทำวิทยานิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์) บทความที่จะตีพิมพ์ต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ในระหว่างพิจารณาตีพิมพ์ในวารสารอื่น และกองบรรณาธิการขอสงวนสิทธิ์ในการแก้ไขต้นฉบับเพื่อความเหมาะสมและเป็นไปตามเกณฑ์ที่กองบรรณาธิการกำหนด</p> <p>ISSN (ออนไลน์) : 2985-0258 </p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/276998
การเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนผ่านกิจกรรมทางวัฒนธรรม กรณีศึกษาเกี่ยวกับมุมมองของนักเรียนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของไทย
2024-12-20T11:50:23+07:00
คณาสิน ตันสกุล
kanasin.t@sct.ac.th
อาลียัส แนปิแน
naepeenae10@gmail.com
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/276998">10.14456/pnuhuso.2025.29</a></p> <p> กิจกรรมทางวัฒนธรรมมีบทบาทสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์ในชุมชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ของประเทศไทย งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาบทบาทของกิจกรรมทางวัฒนธรรมในการส่งเสริมความสามัคคีในกลุ่มนักเรียนในพื้นที่ดังกล่าว โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อทำความเข้าใจความคิดเห็นของนักเรียนต่อการริเริ่มทางวัฒนธรรม ผ่านการวิเคราะห์เรียงความเชิงเล่าเรื่องจากผู้เข้าร่วม 10 คน ตั้งแต่ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นถึงตอนปลายในจังหวัดสงขลา ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส ในการรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยได้คัดเลือกเรียงความโดยผ่านกระบวนการคัดกรองที่พิจารณาจากความเกี่ยวข้องตามหัวข้อที่กำหนด รูปแบบการเขียนเล่าเรื่องความเป็นต้นฉบับของเนื้อหา ความยาวที่เหมาะสม และตัวอย่างประกอบที่ชัดเจน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการระบุแก่นสาระและเนื้อหาหลักจากเรียงความแต่ละชิ้นที่แสดงให้เห็นว่ากิจกรรมทางวัฒนธรรมสามารถส่งเสริมความสามัคคีระหว่างกลุ่มศาสนาและเชื้อชาติที่แตกต่างกัน ส่งเสริมการเคารพซึ่งกันและกันรวมถึงแนวปฏิบัติทางเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ผลการวิจัยชี้ให้เห็นถึงผลดีที่เกิดจากการมีส่วนร่วมทางวัฒนธรรมซึ่งกระตุ้นให้เกิดความพยายามอย่างต่อเนื่องในการส่งเสริมความเข้าใจและความเชื่อมโยงในชุมชนเหล่านี้</p>
2025-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280185
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคกลาง และอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร
2025-04-28T11:45:43+07:00
มังกร หริรักษ์
mangkorn_h@yahoo.com
นิษฐ์สินี กู้ประเสริฐ
nitsineek88@gmail.com
<p><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280185"><strong>DOI : </strong>10.14456/pnuhuso.2025.15</a> </p> <p> การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์และแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาอาชีวศึกษาภาคกลางและอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร จากพื้นที่ 15 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดอ่างทอง ประจวบคีรีขันธ์ สุพรรณบุรี ลพบุรี ชัยนาท นครปฐม พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ราชบุรี สระบุรี สมุทรสาคร สมุทรสงคราม สิงห์บุรี กาญจนบุรี และกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณคือผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 80 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.96 วิเคราะห์ข้อมูลสถิติเชิงพรรณนาด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และผู้ให้ข้อมูลหลักการวิจัยเชิงคุณภาพคือ ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์แบบไม่มีโครงสร้าง โดยผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา เท่ากับ 0.98 พร้อมทั้งวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า</p> <p> ผู้บริหารสถานศึกษามีภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรม และด้านการสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผลอยู่ในระดับมากที่สุดสำหรับแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงกลยุทธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาสิ่งสำคัญคือ หน่วยงานต้นสังกัดควรมีนโยบายเพื่อกำหนดทิศทางของสถานศึกษาให้ชัดเจนด้านการบริหารทรัพยากรในองค์การ ควรสร้างความสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับสถานประกอบการหน่วยงาน ด้านการสนับสนุนวัฒนธรรมองค์การที่มีประสิทธิผลควรมอบหมายงานให้ตรงกับความรู้ความสามารถด้านการมุ่งเน้นการปฏิบัติอย่างมีคุณธรรมของบุคลากรและผู้บริหารควรมีหลักการในการประเมินผลงานของครูและบุคลากรด้านการควบคุมองค์การ ให้สมดุล ผู้บริหารควรจะต้องกำกับดูแลติดตามผลการปฏิบัติงานของครูให้เป็นไปตามแผนขั้นตอนการวางแผน การปฏิบัติ การตรวจสอบ และการปรับปรุง</p>
2025-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/276748
ปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของสถานประกอบการ ในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี)
2024-11-13T09:46:15+07:00
สุภาวดี เสนาะกรรณ
sanohkansupawadee@gmail.com
สุภาทิพย์ บุญภิรมย์
sonohkan@hotmail.com
ปัณฑ์ณภัส ทองนุ่น
sonohkan@hotmail.com
<p><strong>DOI : </strong> <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/276748">10.14456/pnuhuso.2025.16</a> </p> <p><span style="font-weight: 400;"> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบปัจจัยที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต ของสถานประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี) โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้บริหารสถานประกอบการที่จดทะเบียนนิติบุคคลในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี) จำนวน 323 คน การวิจัยนี้ใช้สถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และใช้เทคนิคการวิเคราะห์ค่า t-test และ One Way ANOVA เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ของตัวแปรที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาต</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัย พบว่า ระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของสถานประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี) โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ ด้านค่าธรรมเนียม รองลงมา คือ ด้านคุณภาพของงานสอบบัญชี ด้านความรู้ความสามารถของผู้สอบบัญชี ด้านการติดต่อสื่อสาร และด้านชื่อเสียงและการยอมรับของผู้สอบบัญชี ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ระยะเวลาในการดำเนินงาน และเงินทุนจดทะเบียน ต่างกันมีระดับการตัดสินใจเลือกใช้บริการผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของสถานประกอบการในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษเฉพาะกิจจังหวัดชายแดนภาคใต้ (จังหวัดปัตตานี) แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</span></p>
2025-06-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279633
ประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนและวัดผล คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์
2025-03-27T11:26:59+07:00
วิภาดา ทองปิ่น
wipada.t@pnu.ac.th
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279633">10.14456/pnuhuso.2025.17</a></p> <p><span style="font-weight: 400;"> </span><span style="font-size: 0.875rem;">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับประสิทธิภาพการให้บริการของงานทะเบียนและวัดผล คณะวิทยาการจัดการมหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ และ 2) ศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพ การให้บริการของงานทะเบียนและวัดผลแก่นักศึกษา คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ทำการรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม จากตัวอย่างจำนวน 293 คน แบบแบ่งชั้นภูมิตามสัดส่วน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการเปรียบเทียบรายคู่ด้วยวิธีของเชฟเฟ่</span></p> <p><span style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพการให้บริการงานทะเบียนและวัดผลของคณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยนราธิวาสราชนครินทร์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ อยู่ในระดับมาก รองลงมาด้านการใช้งานระบบ และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก อยู่ในระดับมาก ส่วนด้านที่มีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุด คือ ด้านกระบวนการ/ขั้นตอนการให้บริการ อยู่ในระดับมากเช่นเดียวกัน 2) ผลการเปรียบเทียบความแตกต่างของประสิทธิภาพการให้บริการของเจ้าหน้าที่ ตามความคิดเห็นของผู้ใช้บริการ จำแนกตามเพศ พบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการด้านกระบวนการและด้านเจ้าหน้าที่ ไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนด้านสิ่งอำนวยความสะดวกและด้านระบบ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามสาขา พบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จำแนกตามชั้นปี พบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการด้านกระบวนการ และด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ส่วนด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และด้านระบบประสิทธิภาพการให้บริการไม่มีความแตกต่างกัน จำแนกตามความถี่ในการมาติดต่อ พบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการด้านกระบวนการ ด้านเจ้าหน้าที่ และด้านระบบไม่มีความแตกต่างกัน ส่วนด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และจำแนกตามเรื่องที่มาติดต่อ พบว่า ไม่มีความแตกต่างเช่นเดียวกัน จำแนกตามช่องทางการติดต่อขอรับบริการ พบว่า ประสิทธิภาพการให้บริการไม่มีความแตกต่างกัน</span></p>
2025-06-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279126
การตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลาของ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง
2025-03-24T14:55:50+07:00
ณิชา ตันติรักษ์ธรรม
nicha@tsu.ac.th
<p><strong>DOI : </strong> <span style="font-weight: 400;"><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279126">10.14456/pnuhuso.2025.18</a></span></p> <p><span style="font-weight: 400;"> การศึกษาวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลา และ 2) ศึกษาปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดบริการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาในจังหวัดสงขลา โดยรวบรวมข้อมูลจากนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายโรงเรียนพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกระทรวงศึกษาธิการ ในเขตจังหวัดตรัง กระบี่ สงขลา สตูล พัทลุง นราธิวาส ปัตตานี และนครศรีธรรมราช ที่สนใจศึกษาต่อทางด้านเศรษฐศาสตร์ บริหารธุรกิจ และการบัญชีเท่านั้น จำนวน 400 ตัวอย่าง ด้วยการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอนแบบสอบถามมีค่าความเที่ยงตรง และค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.90 0.95 ตามลำดับ</span> <span style="font-weight: 400;">สำหรับสถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ถดถอยแบบพหุคูณ </span></p> <p><span style="font-weight: 400;"> ผลการวิจัย พบว่า นักเรียนให้ความสำคัญต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาจังหวัดสงขลาระดับมากที่สุด เนื่องจากเป็นเป้าหมายของชีวิต ในขณะที่ปัจจัยด้านลักษณะทางกายภาพ ด้านบุคคล ด้านกระบวนการทำงาน ด้านสถานที่และสิ่งแวดล้อม และด้านหลักสูตรและสื่อการสอน ส่งผลต่อการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายพื้นที่ภาคใต้ตอนล่าง ทั้งนี้ ปัจจัยดังกล่าวสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษา ได้ร้อยละ 67.6</span></p>
2025-06-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279432
อิทธิพลของรูปแบบภาวะผู้นำและแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิก ที่ดีขององค์กรของบุคลากรธุรกิจดูแลสุขภาพภาคเอกชน
2025-03-24T14:51:00+07:00
พรวิจิตร ครุฑกะ
pornvijit.c@ku.th
อรวี ศรีบุญลือ
orawee.sr@ku.th
<p><strong>DOI : <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279432">10.14456/pnuhuso.2025.19</a></strong> </p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของบุคลากรธุรกิจดูแลสุขภาพภาคเอกชน 2) ศึกษาอิทธิพลของภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ และแรงจูงใจในการปฏิบัติงานที่ส่งผลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของบุคลากรธุรกิจดูแลสุขภาพภาคเอกชน กลุ่มตัวอย่าง คือ บุคลากรโรงพยาบาลเอกชนแห่งหนึ่ง จำนวน 300 คน เครื่องมือ คือ แบบสอบถามมีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .956-.992 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เส้นทางอิทธิพลทางตรง ทางอ้อม และอิทธิพลรวม โดยใช้โปรแกรม AMOS for student</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความคิดเห็นของบุคลากรธุรกิจดูแลสุขภาพภาคเอกชน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และด้านที่อยู่ในระดับมากที่สุด 2 ด้าน เรียงลำดับ ได้แก่ พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร และภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ ส่วนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน และภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก 2) แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ และภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน มีอิทธิพลรวมต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรของบุคลากรธุรกิจดูแลสุขภาพภาคเอกชน ตามลำดับ ส่วนภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงไม่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร การวิจัยนี้แรงจูงใจในการปฏิบัติงานเป็นตัวแปรคั่นกลางให้ภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ และภาวะผู้นำแบบแลกเปลี่ยน พิจารณาจากค่า Chi-square = 319.505, df = 126, p-value = 0.000, CFI = 0.980, GFI = 0.900, RMR = 0.009, RMSEA = 0.072, TLI = 0.973, NFI = 0.967, RFI = 0.956</p>
2025-07-02T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279451
ปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3
2025-04-25T15:19:47+07:00
มูฮัมหมัดฟาเดล ยาลาแว
fadel258955@gmail.com
จิราวรรณ ราชแก้ว
JirawanRachkaew_1990@hotmail.com
ซูวัยบ๊ะห์ มะอูเซ็ง
Waibah.40@gmail.com
ณรงค์ศักดิ์ รอบคอบ
narongsak.r@psu.ac.th
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279451">10.14456/pnuhuso.2025.20</a></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการจัดระบบประกันคุณภาพภายใน 2) ศึกษาปัจจัยการบริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนขยายโอกาส กลุ่มตัวอย่างเป็น ผู้บริหาร ครู และบุคลากร จากโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3 จำนวน 89 คน คำนวณผ่านโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป G-power 3.1.9.7 (Effect size= 0.15 effect size for <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\alpha&space;" alt="equation" /> = 0.05 power Analysis = 0.95) เครื่องมือที่ใช้ประกอบไปด้วย1) แบบสอบถามปัจจัยการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส 2) แบบสอบถามการจัดระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนขยายโอกาส เป็นแบบมาตรวัด 5 ระดับ ของลิเคิร์ต ใช้สถิติ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและหาสมการถดถอยพหุคูณ เพื่อตอบวัตถุประสงค์การวิจัย</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนขยายโอกาส มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยพบว่าปัจจัยการจัดระบบประกันคุณภาพภายในตามแผนและปัจจัยการวางแผนพัฒนาระบบการศึกษา มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด 2) ปัจจัยการบริหารสถานศึกษา ด้านการพัฒนาครู บุคลากร ด้านการจัดสภาพแวดล้อม บรรยากาศ และด้านการบริหารหลักสูตร ส่งผลต่อการจัดระบบประกันคุณภาพภายในของโรงเรียนขยายโอกาสอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ซึ่งสร้างสมการพยากรณ์การจัดระบบประกันคุณภาพภายใน ได้ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?Y_{t}" alt="equation" /> = 0.914 – 0.429(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?X_{4}" alt="equation" />) + 0.222(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?X_{2}" alt="equation" />) + 0.178(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?X_{3}" alt="equation" />) สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?Z_{y}" alt="equation" /> = 0.500(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?Z_{4}" alt="equation" />) + 0.262(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?Z_{2}" alt="equation" />) + 0.213(<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?Z_{3}" alt="equation" />)</p>
2025-06-23T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279106
การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์รายวิชาอัลหะดีษโดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps สำหรับนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนต้นปีที่ 4
2025-05-01T13:46:30+07:00
ซอฟาน สุหลง
sulongsofee@gmail.com
มูหำมัดสุใหมี เฮงยามา
Sulongsofee@gmail.com
อับดุลรอแม สุหลง
Sulongsofee@gmail.com
<p><strong>DOI : <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/279106">10.14456/pnuhuso.2025.21</a></strong></p> <p> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) พัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนต้นปีที่ 4 รายวิชาอัลหะดีษ โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps (2) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระหว่างก่อนและหลังเรียน (3) ศึกษาความพึงพอใจของผู้เรียนทีมีต่อกระบวนการ GPAS 5 Steps กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นอิสลามศึกษาตอนต้นปีที่ 4 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนศานติธรรม จำนวน 32 คน โดยวิธีการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ (1) แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการ GPAS 5 Steps (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (3) แบบทดสอบทักษะการคิดวิเคราะห์เชิงสถานการณ์ (4) แบบสอบถามความพึงพอใจต่อกระบวนการ GPAS 5 Steps สถิติที่ใช้ในการวิจัยคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที ผลการวิจัยพบว่า คะแนนทักษะการคิดวิเคราะห์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสําคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และนักเรียนพึงพอใจต่อกระบวนการ GPAS 5 Steps อยู่ในระดับมาก</p>
2025-07-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/273815
การวิเคราะห์คำสแลงที่ใช้ในเนื้อเพลงยอดนิยมบน TikTok บิลบอร์ดชาร์ต
2024-08-15T15:58:14+07:00
อาอีซะห์ เชื้อชาติ
firadow.n@pnu.ac.th
นูรอาซีมา อาแวหะมะ
firadow.n@pnu.ac.th
ซีตีอานีซาร์ อุมา
firadow.n@pnu.ac.th
ซูนีดา เจ๊ะกา
firadow.n@pnu.ac.th
ฟิรดาว นิสะนิ
firadow.n@pnu.ac.th
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/273815">10.14456/pnuhuso.2025.22</a></p> <p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ประเภทคำสแลงที่ใช้ในเนื้อเพลงยอดนิยมบน TikTok บิลบอร์ดชาร์ต และวิเคราะห์การสื่อความหมายของคำสแลงที่พบในเนื้อเพลงยอดนิยมบน TikTok บิลบอร์ดชาร์ต โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือ บทเพลงที่ติด 20 อันดับแรกใน TikTok บิลบอร์ดชาร์ตของวันที่ 3 ธันวาคม 2566 และได้มีการละเว้นบทเพลงที่ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ การวิเคราะห์ข้อมูลแบ่งได้เป็น 2 ขั้นตอนคือ 1) วิเคราะห์ประเภทคำสแลง และ 2) วิเคราะห์การสื่อความหมายของคำสแลง </p> <p> ผลจากการวิเคราะห์ พบว่ามีการใช้คำสแลงทั้งหมด 76 คำ ซึ่งคำสแลงที่พบมากที่สุดเป็น 5 อันดับแรกคือ คำว่า shit จำนวน 56 ครั้ง yeah จำนวน 46 ครั้ง baby จำนวน 41 ครั้ง bitch จำนวน 32 ครั้ง และ wanna จำนวน 23 ครั้ง ตามลำดับ จากการวิเคราะห์ประเภทคำสแลงพบว่า เป็นประเภทสังคมสแลงทั้งหมด และจากการสื่อความหมายคำสแลงที่พบในเนื้อเพลงยอดนิยมบน TikTok บิลบอร์ดชาร์ต พบว่ามีการสื่อความหมายทั้งหมด 6 ประเภท จาก 7 ประเภท คือ ความหมายชวนคะนึง จำนวน 44 ถ้อยคำ ความหมายเชิงมโนทัศน์ จำนวน 39 ถ้อยคำ ความหมายทางวัจนลีลา จำนวน 24 ถ้อยคำ ความหมายเชิงจิตวิสัย จำนวน 18 ถ้อยคำ ความหมายเชิงอุปมา จำนวน 11 ถ้อยคำ และความหมายปรากฏร่วม จำนวน 10 ถ้อยคำ นอกจากนี้ คำสแลงบางคำสามารถสื่อความหมายมากกว่าหนึ่งความหมาย ซึ่งคำสแลงที่ปรากฏในเพลงนั้นมีความหมายที่แตกต่างกันไปตามบริบทและเนื้อเพลง </p>
2025-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280059
ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา : การขับเคลื่อนสู่ความเป็นเลิศ ด้วยแนวคิดนวัตกรต้นกล้า
2025-05-08T13:57:03+07:00
กรัณฑรักข์ วิทยอภิบาลกุล
Wara.t@yru.ac.th
วราห์ เทพณรงค์
notthep@gmail.com
จันจลี ถนอมลิขิตวงศ์
Wara.t@yru.ac.th
เฟรดาว สุไลมาน
Wara.t@yru.ac.th
มะนูรี โน๊ะ
Wara.t@yru.ac.th
วรรณมาเรียม เจะดราแม
Sulongsofee@gmail.com
<p><strong>DOI :<a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280059">10.14456/pnuhuso.2025.23</a> </strong></p> <p> บทความนี้นำเสนอผลการวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความต้องการจำเป็นในการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษา เพื่อพัฒนาจุดเน้นของโรงเรียนและอัตลักษณ์ของผู้เรียน และเพื่อเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับจุดเน้นของโรงเรียน การศึกษาใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยใช้เทคนิคการประเมินความต้องการจำเป็น ผ่านการวิเคราะห์ค่าดัชนีลำดับความสำคัญของความต้องการจำเป็น ร่วมกับการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ได้ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 คน และมีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม เท่ากับ 0.85 ผลการศึกษาพบว่า ด้านการจัดการเรียนรู้มีความต้องการจำเป็นสูงสุด รองลงมาคือด้านการวัดและประเมินผล และด้านโครงสร้างหลักสูตร โดยประเด็นที่มีความต้องการจำเป็นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ ความสอดคล้องของรายวิชากับความต้องการของผู้เรียน การพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน ความทันสมัยของเนื้อหารายวิชา และการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง ผลการศึกษานี้นำไปสู่การพัฒนาจุดเน้นของโรงเรียน “นวัตกรต้นกล้า” ที่มุ่งเพาะบ่มต้นกล้าปัญญาและพัฒนาสู่นวัตกรพหุวัฒนธรรมชายแดนใต้ พร้อมทั้งการกำหนดอัตลักษณ์ของผู้เรียน ที่มีเอกลักษณ์เป็น “ยุวชนนวัตกรพหุวัฒนธรรม” บทความนี้นำเสนอแนวทางการปรับปรุงหลักสูตรที่ตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นดังกล่าวเพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยราชภัฏยะลา</p>
2025-07-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280766
การพัฒนารูปแบบศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล
2025-05-19T14:36:45+07:00
พงศกร ปรีชาวิทย์
pongsakornpch@gmail.com
ธีรวัช บุณยโสภณ
pongsakornpch@gmail.com
สมนึก วิสุทธิแพทย์
pongsakornpch@gmail.com
ปรีดา อัตวินิจตระการ
pongsakornpch@gmail.com
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280766">10.14456/pnuhuso.2025.24</a></p> <p> การวิจัยเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. ศึกษาองค์ประกอบศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล 2. พัฒนารูปแบบศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล และ 3. จัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล การวิจัยนี้ใช้เทคนิคเดลฟาย โดยกลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูล คือกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 21 คน คัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แบบสัมภาษณ์ และแบบสอบถามปลายปิด การประชุมสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิในการประเมินรูปแบบ จำนวน 13 คน ผู้เชี่ยวชาญประเมินคู่มือ จำนวน 5 คน สถิติวิเคราะห์ที่ใช้ประกอบด้วย ค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัลประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ด้านการวางแผน 2) ด้านการจัดองค์การ 3) ด้านการสั่งการ 4) ด้านการประสานงาน และ 5) ด้านการควบคุม โดยมีผลการประเมินรูปแบบจากการประชุมสนทนากลุ่มโดยผู้ทรงคุณวุฒิมีมติเป็นเอกฉันท์ เห็นว่ารูปแบบศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล มีความเหมาะสม และคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของบริษัทก่อสร้างอาคารในยุคดิจิทัล ผู้ทรงคุณวุฒิทั้ง 5 คนมีความคิดเห็นสอดคล้องกันทั้งหมด เห็นว่าคู่มือมีความเหมาะสม สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p>
2025-07-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280985
การพัฒนาสมรรถนะของผู้สืบทอดธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวในยุคดิจิทัล
2025-06-05T09:16:53+07:00
จิราภรณ์ สหวัฒน์
jiraporn.sahawat@gmail.com
กนกรัตน์ พงษ์โพธากุล
kanokrath.p@bid.kmutnb.ac.th
ธีรวุฒิ บุณยโสภณ
teravutib.9220@gmail.com
<p><strong>DOI : <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280985">10.14456/pnuhuso.2025.25</a></strong></p> <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบและสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้สืบทอดธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวในยุคดิจิทัล โดยใช้เทคนิคเดลฟายในการวิจัยกับผู้เชี่ยวชาญจากผู้บริหารสถานประกอบการระดับสูงในธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวและนักวิชาการระดับสูง จำนวน 18 คน ด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกและตอบแบบสอบถามระดับความคิดเห็น รวมทั้งการประชุมสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 11 คน เพื่อให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะ และประเมินความเหมาะสมขององค์ประกอบสมรรถนะและร่างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้สืบทอดธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวในยุคดิจิทัล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า สมรรถนะของผู้สืบทอดธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1. ด้านความรู้ ได้แก่ 1) ความรู้ด้านการบริหารธุรกิจในยุคดิจิทัล 2) ความรู้ด้านการบริหารการเงินและการบริหารความเสี่ยง 3) ความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม และพฤติกรรมของผู้บริโภค 4) ความรู้ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล และ 5) ความรู้ด้านกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ 2. ด้านทักษะ ได้แก่ 1) ทักษะด้านการบริหารองค์กรและความเป็นผู้นำ 2) ทักษะด้านการสื่อสารและการทำงานร่วมกับผู้อื่น 3) ทักษะด้านการวิเคราะห์และการตัดสินใจ 4) ทักษะด้านการประเมิน วางแผนและแก้ไขปัญหา และ 5) ทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล และ 3. ด้านคุณลักษณะที่พึงประสงค์ ได้แก่ 1) มีจริยธรรมเอื้ออาทรและถ่อมตน 2) มีความรับผิดชอบต่อหน้าที่และกล้าตัดสินใจ 3) มีความพากเพียร มุ่งมั่นและทุ่มเท 4) มีความคิดริเริ่มและเปิดกว้างในการเรียนรู้ และ 5) มีความตระหนักรู้ในตนเองและสังคม และผลการประเมินพบว่า องค์ประกอบสมรรถนะและร่างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะของผู้สืบทอดธุรกิจอุตสาหกรรมครอบครัวในยุคดิจิทัลมีความเหมาะสม</p>
2025-07-14T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/281168
รูปแบบการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานราธิวาส เขต 3
2025-05-28T11:54:59+07:00
กริช เศรษฐธาดา
krishsethathada@gmail.com
พิมพ์ปวีณ์ สุวรรณโณ
736693006@yru.ac.th
จรุณี เก้าเอี้ยน
736693006@yru.ac.th
ฮัยรี บืองาฉา
736693006@yru.ac.th
<p><strong>DOI : </strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280985">10.14456/pnuhuso.2025.26</a></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการจำเป็นในการพัฒนาการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา 2) สร้างและประเมินคุณภาพรูปแบบการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีวิจัยแบบผสานวิธี การวิจัยหลายระยะ ระยะที่ 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารสถานศึกษา 6 คน ศึกษาสภาพปัจจุบันและรูปแบบการตัดสินใจของผู้บริหาร ระยะที่ 2) การวิจัยเชิงปริมาณ ศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนารูปแบบการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์ เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากประชากรทั้งหมดในการศึกษา จำนวน 75 คน วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าดัชนีลำดับความต้องการจำเป็น และระยะที่ 3) การวิจัยเชิงประเมินคุณภาพรูปแบบ ร่วมกับการประเมินรูปแบบการอภิปรายอิงกลุ่มผู้เชี่ยวชาญ เพื่อตรวจสอบข้อมูลเชิงยืนยันผลที่ได้จากการดำเนินการวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูล</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์ สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 6 ขั้นตอน ได้แก่ การระบุปัญหาใช้ Fishbone Diagram ตรงกับทฤษฎี Creative Problem-Solving Theory การระบุและรวบรวมข้อมูลใช้ Affinity Diagram แนวคิด Rational Decision-Making Model การสร้างแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ใช้เทคนิค SCAMPER ทฤษฎี Creative Thinking Theory การวิเคราะห์ความเสี่ยงใช้ Risk Matrix ทฤษฎี Risk Management Theory การนำไปปฏิบัติใช้ PDCA Cycle ทฤษฎี Continuous Improvement Theory และการประเมินผลการตัดสินใจใช้ SWOT Analysis ทฤษฎี Strategic Planning Theory และ 2) จุดเด่นสำคัญ คือ การผสมผสานระหว่างขั้นตอนการตัดสินใจอย่างเป็นระบบ และแนวคิดเชิงนวัตกรรมช่วยเสริมสร้างกระบวนการตัดสินใจเชิงสร้างสรรค์</p>
2025-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280471
ศึกษากระบวนทัศน์ของท่านหญิงอาอิชะฮ์ (เราะฏิยัลลอฮุอันฮา) ในการวินิจฉัยประเด็น ทางนิติศาสตร์อิสลามด้านอิบาดะฮ์: ว่าด้วยกรณีจุมพิตภรรยาในขณะมีน้ำละหมาด
2025-06-04T14:35:31+07:00
สมชาย ภูมิมาโนช
somchai.p@pnu.ac.th
<p><strong>DOI : <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280985">10.14456/pnuhuso.2025.27</a></strong></p> <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนทัศน์อิจญ์ติฮาดของท่านหญิงอาอิชะฮ์ (เราะฎิยัลลอฮุอันฮา) ในการวินิจฉัยประเด็นนิติศาสตร์อิสลามด้านอิบาดะฮ์ที่มีความแตกต่างจากทัศนะของเศาะฮาบะฮ์ท่านอื่น กรณีศึกษา จุมพิตภรรยาในขณะมีน้ำละหมาด เป็นการวิจัยเชิงเอกสาร รวบรวมข้อมูลจากแหล่งปฐมภูมิ ได้แก่ ฮะดีษ ตำราอุศูลุลฟิกฮ์ยุคต้น แหล่งทุติยภูมิ ได้แก่ งานวิชาการร่วมสมัย แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงลึก ผ่านกรณีศึกษาที่คัดเลือกตามเกณฑ์ โดยมีทัศนะแตกต่างอย่างชัดเจนจากเศาะหาบะฮ์ท่านอื่น การอิจญ์ติฮาด เชิงสร้างสรรค์ การสะท้อนหลักอุศูลุลฟิกฮ์ และการเชื่อมโยงกับมะกอศิดชะรีอะฮ์และสภาพสังคม ผลการวิจัยพบว่า กระบวนทัศน์ของท่านหญิงอาอิชะฮ์เน้นการอ้างอิงซุนนะฮ์เชิงพฤติกรรม (อัลฟิ๊อลิยะฮ์) และซุนนะฮ์ เชิงการนิ่งเฉย (อัลอิกรอริยยะฮ์) ของท่านนบีมุฮัมมัด เป็นหลักฐานสำคัญในการอนุมานกฎบัญญัติ กรณีการจูบภรรยาโดยไม่ทำให้เสียน้ำละหมาด ซึ่งต่างจากการตีความตามตัวอักษรของเศาะฮาบะฮ์บางท่าน นอกจากนี้แนวทางของท่านอาอิชะฮ์มีลักษณะยืดหยุ่นตามหลักมะกอศิดชะรีอะฮ์ โดยยึดถือหลักรัฟอุลฮะรัจ (การยกเลิกความลำบาก) และอัตตัยซีร (การอำนวยความสะดวก) ที่สอดคล้องกับบริบทชีวิตจริง โดยเฉพาะบทบาทของสตรีและครอบครัว</p>
2025-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/281203
การพัฒนารูปแบบศักยภาพของผู้จัดการอาคารในธุรกิจให้บริการบริหารอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล
2025-06-16T10:28:16+07:00
พริมา รักษพลเดช
s6516011956143@email.kmutnb.ac.th
สมนึก วิสุทธิแพทย์
prucksapoldej@gmail.com
ธีรวุฒิ บุณยโสภณ
prucksapoldej@gmail.com
ธีรวัช บุณยโสภณ
prucksapoldej@gmail.com
<p><strong>DOI : <a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pnuhuso/article/view/280471">10.14456/pnuhuso.2025.28</a></strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบด้านการพัฒนาศักยภาพของผู้จัดการอาคาร 2) เพื่อพัฒนารูปแบบศักยภาพของผู้จัดการอาคาร และ 3) เพื่อจัดทำคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้จัดการอาคารในธุรกิจให้บริการบริหารอาคารสำนักงานขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัล ใช้รูปแบบการวิจัย ด้วยเทคนิคเดลฟายและการประชุมสนทนากลุ่มเป็นกรอบการวิจัย โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญและผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 19 คน คน โดยใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสัมภาษณ์เชิงลึกในรอบที่ 1 และแบบสอบถามปลายปิดแบบประมาณค่า 5 ระดับในรอบที่ 2 และ 3 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่ามัธยฐาน และค่าพิสัยระหว่างควอไทล์</p> <p> ผลการวิจัยพบว่ารูปแบบศักยภาพของผู้จัดการอาคารในธุรกิจให้บริการบริหารอาคารสำนักงาน ขนาดใหญ่ในยุคดิจิทัลมี 3 มิติ 11 องค์ประกอบหลัก ดังนี้ มิติด้านความรู้ มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ K1) ความรู้ด้านการบริหารจัดการอาคารและสิ่งอำนวยความสะดวก K2) ความรู้ด้านความปลอดภัยและมาตรฐานอาคาร K3) ความรู้ด้านเทคโนโลยี และ K4) ความรู้ด้านการจัดการธุรกิจและการบริการ 2. มิติด้านทักษะ มี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ S1) ทักษะการบริหารจัดการองค์กร S2) ทักษะการสื่อสารและการสร้างความสัมพันธ์ และ S3) ทักษะความเข้าใจและใช้เทคโนโลยี และ 3. มิติด้านคุณลักษณะเฉพาะบุคคล มี 4 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ A1) มีภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ A2) มีทัศนคติและกรอบความคิดเชิงบวก A3) การสร้างความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล และ A4) มีคุณธรรมและจริยธรรมในการทำงาน โดยแต่ละองค์ประกอบหลักมีองค์ประกอบย่อยรวมกัน 25 องค์ประกอบ นำไปสู่การพัฒนารูปแบบศักยภาพและแนวทางการพัฒนาศักยภาพโดยรูปแบบได้รับการลงมติเห็นชอบเป็นเอกฉันท์จากการประชุมสนทนากลุ่มว่ามีความเหมาะสม ในการนำไปใช้งาน และผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าคู่มือแนวทางการพัฒนาศักยภาพของผู้จัดการอาคารในยุคดิจิทัลมีความเหมาะสมสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้</p>
2025-07-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Princess of Naradhiwas University Journal