https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/issue/feed วารสารวาระการเมืองและสังคม 2025-12-26T22:44:49+07:00 รองศาสตราจารย์เอกรินทร์ ต่วนศิริ ekkarin.t@psu.ac.th Open Journal Systems <p> วารสารวาระการเมืองและสังคม เป็นวารสารของคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ที่จัดพิมพ์ผลงานวิชาการ ผลงานวิจัย บทความปริทัศน์ และบทวิจารณ์หนังสือ ทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ด้านรัฐศาสตร์ ในสาขาวิชาการเมืองการปกครอง ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นโยบายสาธารณะ การปกครองท้องถิ่น รัฐประศาสนศาสตร์ การสื่อสารทางการเมือง การเมืองเรื่องชาติพันธุ์ มานุษยวิทยาการเมือง สังคมวิทยาการเมือง ความขัดแย้ง สันติศึกษา และประเด็นทางสังคมศาสตร์</p> <p> บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ต้องผ่านการประเมินจากผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่า 2 ท่าน ตามมาตรฐานที่ผู้อ่านไม่ทราบชื่อผู้เขียนและผู้เขียนไม่ทราบชื่อผู้อ่าน (double blind review) และต้องเป็นบทความที่ไม่เคยตีพิมพ์เผยแพร่ที่วารสารอื่นมาก่อน ทั้งนี้ผู้เขียนต้องปรับปรุงบทความตามข้อเสนอแนะของผู้ทรงคุณวุฒิและได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการก่อนการตีพิมพ์</p> <p>วารสารนี้ออกเผยแพร่ปีละ 2 ฉบับ (มกราคม-มิถุนายน และ กรกฎาคม-ธันวาคม)</p> <p><strong>ISSN 2821-9554 (Online)</strong></p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/280689 วัฒนธรรมประชาธิปไตยกับพัฒนาการของสังคมไทย 2025-07-14T15:32:43+07:00 ณัฐวีร์ พุ่มระชัฏร์ pumrachn@gmail.com <p>ประชาธิปไตย (democracy-δημοκρατία) เป็นทั้งระบอบและรูปแบบทางการปกครองที่มีพัฒนาการมาอย่างยาวนานนับสหัสวรรษ เงื่อนไขของกาล-เทศะ ส่งผลต่อการให้ความหมายตลอดจนคุณค่าของสิ่งที่เรียกว่าประชาธิปไตย กล่าวคือ ประชาธิปไตยมิใช่แบบแผน (pattern) สำเร็จรูปที่จะสามารถนำไปปลูกถ่ายลงที่ใดก็ได้ หากแต่จำเป็นที่จะต้องทำความเข้าใจพัฒนาการในทางประวัติศาสตร์ประกอบด้วย เช่น ประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณ กับประชาธิปไตยหลังสงครามโลกครั้งที่สอง ย่อมมีรูปลักษณะ การให้ความหมาย ตลอดจนการให้คุณค่าที่แตกต่างกัน ประชาธิปไตยแบบกรีกโบราณมักให้ความสำคัญกับรูปแบบการมีส่วนร่วมทางตรงซึ่งต้องเป็นพลเมืองเพศชาย ในขณะที่ประชาธิปไตยหลังสงครามโลกครั้งที่สองมีการออกแบบให้เป็นในรูปแบบของการมีส่วนร่วมทางอ้อมและทุกเพศมีสิทธิที่เท่าเทียมกัน เงื่อนไขเชิงพื้นที่ย่อมเป็นสิ่งสำคัญที่จะร่วมออกแบบรังสรรค์รูปแบบและเนื้อหาของประชาธิปไตย อาจกล่าวได้ว่าประชาธิปไตยคือชุดความคิดที่ผ่านร้อนผ่านหนาวระลอกแล้วระลอกเล่าผ่านการล่มสลายของอาณาจักร ผ่านการปฏิวัติทางการเมือง ผ่านการเป็นทั้งระบอบการปกครองที่ได้รับการยอมรับในยุคหลังสงครามเย็น ฯลฯ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/285985 บทบรรณาธิการ 2025-12-26T22:34:51+07:00 เอกรินทร์ ต่วนศิริ ekkarin.t@psu.ac.th 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/281709 การดูแลผู้ป่วยระยะท้ายและการเผชิญความตายในชุมชนเมือง 2025-07-14T13:50:04+07:00 ประชาธิป กะทา prachatip.k@ku.ac.th <p>ผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชนเมืองเผชิญปัญหาที่ซับซ้อนหลากหลายมิติทั้งภาระทางการเงิน การขาดคนดูแล และความทุกข์ทางสังคม การศึกษาวิจัยเพื่อพัฒนาแนวทางการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชนเมืองจึงมีความ จำเป็นอย่างมาก บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์การศึกษาหลัก 2 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษารูปแบบที่ผู้ดูแลและคนในชุมชนปฏิบัติในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชนเมือง 2) เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคที่ผู้ดูแลและครอบครัวเผชิญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายในชุมชนเมือง งานวิจัยชิ้นนี้เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ กลุ่มผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดเตียง ผู้ดูแลผู้ป่วย สมาชิกในครอบครัว เพื่อนบ้าน และแกนนำชุมชน ใน 2 ชุมชนเมือง คือ ชุมชนช่างนาคและชุมชนวัดทองนพคุณ เขตธนบุรี กรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลในช่วงเดือน กุมภาพันธ์ - กันยายน พ.ศ. 2567 การเก็บข้อมูลจะเริ่มต้นจากครอบครัวที่มีผู้ป่วยระยะท้ายและผู้ป่วยติดเตียง จากนั้นจะเลือกผู้ให้ข้อมูลหลักด้วยวิธีการเลือกแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling Technique) จำนวนอย่างน้อย 10 คน ในแต่ละพื้นที่ งานวิจัยมีข้อค้นพบสำคัญได้แก่ แม้ในชุมชนจะมีโครงสร้างพื้นฐานการดูแลผู้ป่วย ระยะท้ายทั้งที่เป็นทางการดำเนินการโดยหน่วยงานภาครัฐกับที่ไม่เป็นทางการของจิตอาสาที่ช่วยดูแลผู้ป่วย แต่ยังขาดการประสานงานระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อีกทั้ง หน่วยงานด้านสุขภาพที่ดูเหมือนจะเป็นเจ้าภาพหลัก ในเรื่องนี้ ก็ไม่ได้มีการพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่เป็นทางการในระดับชุมชน ทักษะความรู้ในการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายของผู้ดูแลเป็นความรู้จากประสบการณ์และผสมผสานกับความรู้ที่เจ้าหน้าที่สุขภาพแนะนำ ความไม่พร้อมทางเศรษฐกิจเป็นปัญหาอุปสรรคหลักในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ผู้ป่วยระยะท้ายที่เข้าไม่ถึงสิทธิ ด้านการรักษาพยาบาล จะยิ่งเผชิญกับปัญหาที่ยุ่งยากซับซ้อนและแก้ปัญหาที่เผชิญในการดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ได้ยากมากขึ้น บริบทชุมชนเมืองซึ่งครอบครัวมีลักษณะปิดและมีความเป็นส่วนตัวสูง ยิ่งทำให้ครอบครัวที่เข้าไม่ถึงสิทธิด้านการรักษาพยาบาลไม่มีความพร้อมด้านเศรษฐกิจ ขาดเครือข่ายทางสังคมที่กว้าง งานการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายจึงตกเป็นภาระหนักของสมาชิกครอบครัวเพียงลำพัง</p> <p> </p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/282316 การพัฒนานวัตกรรมดิจิทัลเพื่อยกระดับการประชาสัมพันธ์และบริการออนไลน์: กรณีศึกษาเทศบาลตำบลกำแพงแสน จังหวัดนครปฐม 2025-07-22T10:11:29+07:00 บรรพต กิติสุนทร banpot@webmail.npru.ac.th พิพัฒน์พล มากมูล phipatphon@webmail.npru.ac.th ชารินทร์ เกษร charin.kes25@gmail.com คชตรัย เจริญสุข charin@webmail.npru.ac.th <p>การพัฒนาระบบประชาสัมพันธ์และบริการออนไลน์นั้นสามารถเพิ่มประสิทธิภาพด้านบริการของหน่วยงาน นำมาสู่วัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาปัญหาการประชาสัมพันธ์ การให้บริการ และศึกษาแนวทางการพัฒนาการประชาสัมพันธ์และการให้บริการของสำนักงานเทศบาลตำบลกำแพงแสน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development: R&amp;D) แบ่งออกเป็น 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ ผ่านการสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานจำนวน 15 กลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ และการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วม เพื่อวิเคราะห์ปัญหาและความต้องการในการพัฒนาระบบ 2) การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมประชาสัมพันธ์ และบริการออนไลน์ เช่น ระบบเว็บไซต์ LINE Official Account และเพจเฟซบุ๊ก พร้อมคู่มือการใช้งาน และ 3) การประเมินผลเชิงปริมาณจากเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน และผู้รับบริการ รวมทั้งสิ้น 150 ตัวอย่าง โดยใช้สถิติค่าเฉลี่ยและค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า หน่วยงานประสบข้อจำกัดด้านเครื่องมือประชาสัมพันธ์แบบเดิม เช่น เครื่องกระจายเสียงที่ชำรุดหรือไม่ครอบคลุมพื้นที่ และระบบบริการที่จำเป็นต้องมาติดต่อด้วยตนเอง ส่งผลต่อความไม่สะดวกของประชาชน โดยเฉพาะผู้สูงอายุและผู้ที่อยู่นอกพื้นที่ นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นสามารถตอบโจทย์ปัญหาดังกล่าวผ่านระบบออนไลน์ที่ให้บริการตรวจสอบและชำระค่าน้ำประปา การยื่นคำร้องออนไลน์ และการสื่อสารแบบโต้ตอบบนโซเชียลมีเดีย ผลการประเมินคุณภาพของนวัตกรรมโดยรวมอยู่ในระดับ “มาก” (= 4.73, S.D. = 2.39) แสดงให้เห็นว่านวัตกรรมมีศักยภาพในการเสริมสร้างประสิทธิภาพ การสื่อสารและการให้บริการของภาครัฐในระดับท้องถิ่นได้อย่างมีนัยสำคัญ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/282431 จากการแสวงบุญสู่การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม: การประกอบพิธีฮัจญ์ในโลกทุนนิยมร่วมสมัย 2025-08-20T15:36:04+07:00 ธนา มณีพฤกษ์ tana.m@tsu.ac.th วันจักรี โชติรัตน์ wonjukkree@outlook.co.th <p>การศึกษาวิจัยเรื่อง “จากการแสวงบุญสู่การท่องเที่ยวเชิงประวัติศาสตร์วัฒนธรรม: การประกอบพิธีฮัจญ์ในโลกทุนนิยมร่วมสมัย” มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการเปลี่ยนแปลงความหมายของพิธีฮัจญ์จากการแสวงบุญทางศาสนาไปสู่กิจกรรมในเชิงวัฒนธรรมและการท่องเที่ยว และ 2) วิเคราะห์อิทธิพลของระบบทุนนิยมต่อการจัดการการสื่อสาร และการบริโภคพิธีฮัจญ์ในสังคมร่วมสมัย งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสาร (Documentary Analysis) และการวิเคราะห์เชิงวิพากษ์ (Critical Analysis) ภายใต้กรอบแนวคิดเศรษฐศาสตร์การเมือง สังคมวิทยาศาสนา และวัฒนธรรมศึกษา ผลการวิจัยพบว่า พิธีฮัจญ์ในบริบททุนนิยมร่วมสมัยได้เปลี่ยนสถานะจากพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ไปสู่การเป็นสินค้าทางจิตวิญญาณ (Spiritual Commodity) ที่อยู่ภายใต้การจัดการเชิงอุตสาหกรรมและตลาดเสรี สะท้อนความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ และมีลักษณะการบริโภคเชิงประสบการณ์แบบสำเร็จรูป อย่างไรก็ตาม ผู้ศรัทธาได้เป็นผู้รับสารแบบถูกกระทำแต่ยังมีการต่อรอง เลือกปฏิเสธ หรือสร้างความหมายใหม่ให้กับพิธีกรรมผ่านการมีส่วนร่วมและการตีความตามบริบทของตน นัย สำคัญของผลการวิจัยชี้ให้เห็นว่ารัฐและกลุ่มทุน มีบทบาทสำคัญในการกำหนดโครงสร้างและความหมายของพิธีฮัจญ์ ขณะเดียวกันก็เปิดพื้นที่ให้ผู้ศรัทธาสามารถปรับใช้และตีความศรัทธาในแบบของตนเอง ผลการศึกษานี้ อาจนำไปใช้เป็นข้อมูลเชิงนโยบาย เพื่อกำาหนดแนวทางการจัดการพิธีฮัจญ์ให้สมดุลระหว่างมิติศาสนา วัฒนธรรม และเศรษฐกิจ</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/282402 อินเดียใต้ความท้าทาย: ถอดบทเรียนการกระจายอำนาจจากปัญจาญัติสู่ประชาธิปไตยรากหญ้า 2025-08-14T11:13:31+07:00 พงศธร กันทวงค์ phongsathon.ka.64@ubu.ac.th จิฬาภรณ์ ติธรรม jiraphon.ti.64@ubu.ac.th ศราวุฒิ วรรณโสภา sarawut.wa.64@ubu.ac.th <p>บทความวิจัยเรื่อง “อินเดียใต้ความท้าทาย : ถอดบทเรียนการกระจายอำานาจจากปัญจาญัติสู่ประชาธิปไตยรากหญ้า” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงความท้าทายด้านการเมือง การคลัง และการสาธารณสุขท้องถิ่นที่เกิดขึ้นต่อการกระจายอำานาจของสาธารณรัฐอินเดีย โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method) กำาหนดการวิจัยเป็นการศึกษาเอกสาร (Document Research) โดยเน้นการศึกษาข้อมูลช่วงหลังการแก้ไขรัฐธรรมนูญปี 1992 จนถึงปัจจุบัน ผลการวิจัยพบว่า การกระจายอำานาจสู่ท้องถิ่นในรูปแบบปัญจาญัติของอินเดียยังพบปัญหาความเป็นอิสระทางการคลังที่ยังต้องพึ่งพางบประมาณจากรัฐส่วนกลางและรัฐบาลแห่งรัฐทำาให้มีปัญหาความเป็นอิสระด้านการคลัง (Fiscal Financial Autonomy) อยู่ในหลายรัฐ นอกจากนี้ รัฐส่วนกลางยังมีอำานาจทางกฎหมายในการเข้ามาแทรกแซงท้องถิ่นได้ และเมื่อสำารวจการกระจายอำานาจทางการสาธารณสุขเห็นได้ว่า ยังพบปัญหาการขาดแคลนทรัพยากรทางการแพทย์และทรัพยากรมนุษย์ รวมถึงปัญหาหลักความความเป็นอิสระด้านบุคลากร</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/285047 การสถาปนาอำนาจรัฐเหนือดินแดนผ่านการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ 2025-11-17T14:08:37+07:00 ชลิตา บัณฑุวงศ์ chalita.bundhuwong@gmail.com <p>งานชิ้นนี้มุ่งทำความเข้าใจพัฒนาการของรัฐไทยในการบริหารจัดการที่ดินและป่าไม้ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ ผลกระทบต่อประชาชนและความสัมพันธ์กับความไม่สงบโดยใช้แนวคิดเรื่องการขยายอำนาจการควบคุมเหนือดินแดนภายในกับการจัดการทรัพยากร และแนวคิดเรื่องความล้มเหลวของโครงการขนาดใหญ่ของรัฐ เป็นกรอบในการวิเคราะห์ งานชิ้นนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้องทั้งงานศึกษาวิจัยและข้อมูลการดำาเนินงานของหน่วยงานต่างๆ พร้อมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกบุคคลและการสนทนากลุ่มในชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการบริหารจัดการทรัพยากรที่ดินและป่าโดยรัฐ ผลการศึกษาพบว่า การเข้าจัดการพื้นที่ในเขตป่าเขาช่วยให้รัฐไทยขยายอำนาจการควบคุมเหนือพื้นที่ชายแดนใต้ได้อย่างครอบคลุม และละเอียดมากขึ้น โดยดำเนินการใน 4 บริบท คือ การสร้างเศรษฐกิจ ความมั่นคง การอนุรักษ์ป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อนึ่ง ในกระบวนการเหล่านี้วิถีชีวิตของคนท้องถิ่นในเขตป่าเขาไร้ตัวตนจากการรับรู้ของรัฐไทยที่มีฐานคิดว่าป่าเขาเป็นพื้นที่รกร้างและไม่มีผู้ครอบครองจึงถือว่าเป็นที่ดินของรัฐ เมื่อรัฐไทยมีศักยภาพมากขึ้นในการควบคุมพื้นที่ห่างไกล ผู้คนในเขตป่าเขาก็ไม่อาจดำรงชีวิตอย่างปกติสุขและหมดหนทางที่จะได้สิทธิเหนือที่ดิน ทั้งนี้ ยิ่งประสบความสำเร็จในการควบคุมพื้นที่ป่ารัฐไทยก็ยิ่งสามารถรักษาความมั่นคง ได้มากขึ้น แต่ความสำเร็จนี้กลับไม่ได้สร้างความกินดีอยู่ดีแก่ประชาชน และกลับเป็นอุปสรรคต่อการสร้างสันติภาพชายแดนใต้</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/polsciPSU/article/view/282640 งบประมาณเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี: นวัตกรรมการคลังเพื่อขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทย 2025-08-21T10:54:58+07:00 ชัชรินทร์ ทองหม่อมราม pongchatcharin@gmail.com <p>ประเทศต่างๆ ทั่วโลกกำลังเผชิญกับความท้าทายที่ซับซ้อนและหลากหลายมิติ ความเหลื่อมล้ำทางสังคม การเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากรสู่สังคมสูงวัย และวิกฤตการณ์สิ่งแวดล้อม ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของประชาชน แต่การวัดความก้าวหน้าของประเทศยังคงพึ่งพาตัวชี้วัดทางเศรษฐกิจเป็นหลัก โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) ทั้งที่ GDP ไม่สามารถสะท้อนมิติสำคัญของคุณภาพชีวิต เช่น การกระจายรายได้ คุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพของประชาชน การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา แนวคิด Well-being Budgeting หรือ “งบประมาณเพื่อความเป็นอยู่ที่ดี” ซึ่งเป็นนวัตกรรมการคลังที่มุ่งเน้น การจัดสรรงบประมาณโดยใช้ผลลัพธ์ด้านความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชนเป็นเป้าหมายหลัก แทนการมุ่งเน้นเพียงการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยใช้วิธีการศึกษาเชิงแนวคิดและเชิงเปรียบเทียบ ผลการศึกษาพบว่าประเทศนิวซีแลนด์ ซึ่งเป็นประเทศแรกที่นำ Well-being Budgeting มาใช้ในปี 2019 มีความสำเร็จจากปัจจัยสำคัญ 5 ประการ คือ ภาวะผู้นำทางการเมืองที่เข้มแข็ง ความสามารถทางเทคนิคของกระทรวงการคลัง การมีส่วนร่วมของประชา สังคม ระบบข้อมูลที่แข็งแกร่ง และวัฒนธรรมการทำงานแบบร่วมมือ ประเทศไทยมีศักยภาพในการนำแนวคิดนี้มาใช้ เนื่องจากมีประสบการณ์การพัฒนาที่เน้นคุณภาพชีวิต ระบบตัวชี้วัดความเป็นอยู่ที่ดีที่หลากหลาย และความสำเร็จของโครงการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ การศึกษานี้ได้เสนอให้ประยุกต์ใช้ Well-being Budgeting ในประเทศไทยเป็น 3 ระยะ เริ่มจากการสร้างรากฐาน ทดลองนำร่องผ่านหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ และขยายผลสู่ระบบงบประมาณแห่งชาติ ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตและลดความเหลื่อมล้ำของประเทศไทยได้อย่างมีประสิทธิผล</p> 2025-12-26T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวาระการเมืองและสังคม