Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh <p> <a title="ISSN 2822-0986 (Online)" href="https://portal.issn.org/resource/ISSN/2822-0986"> <strong>ISSN 2822-0986 (Online)</strong></a></p> <p> JSHRA (formerly the Prince of Songkla University Journal of Social Sciences and Humanities) is a national academic journal published every four months (three issues a year). Its purposes are to promote and provide a platform for national and international faculty members, scholars, researchers, and students to disseminate and exchange research and academic works, especially newly discovered knowledge in the humanities and social sciences. Accepted publication articles include research papers, academic articles, and review articles.</p> <p> The submitted manuscript must not be previously published in any journal or publication (except research reports and theses) and must not be under consideration for publication in any other journal. The editorial board will pass the selected article to at least three peer-review experts to assess its quality. In addition, for publishing, the author must revise the article according to the reviewers' suggestions and obtain approval from the editorial board.</p> <blockquote> <p data-start="266" data-end="554"><br /><br />We invite readers to explore the <em data-start="314" data-end="382">Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia (JSHRA)</em> and discover valuable academic content in the fields of social sciences and humanities. All published articles are open access and freely available to read and download.</p> <p data-start="556" data-end="771">Readers are encouraged to register on the journal’s website to receive email notifications when new issues are published. By registering, you will stay updated with the latest research and scholarly contributions.</p> <p data-start="773" data-end="863">Thank you for your interest in our journal and for being part of our academic community.</p> </blockquote> en-US ##default.contextSettings.thaijo.licenseTerms## jhsra@psu.ac.th (Journal of Social Sciences and Humanities Research in Asia (JSHRA)) benchamat.r@psu.ac.th (Benchamat Rattanaphong) Tue, 30 Dec 2025 23:47:10 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 “ต้ม” “ตูปะ”: ขนมร่วมวัฒนธรรมกับการสร้างสรรค์ในสังคมร่วมสมัย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278032 <p>บทความนี้มุ่งศึกษาบทบาทของ "ต้ม" "ตูปะ" ในมุมมองคติชนวิทยากับการออกแบบ และสร้างสรรค์ในสังคมร่วมสมัย โดยศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องและการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในจังหวัดสงขลา ผู้ศึกษาพบว่า ต้ม หรือ ตูปะ เป็นขนมที่อยู่ในวิถีชีวิต และวัฒนธรรมของทั้งศาสนาพุทธ และอิสลาม ซึ่งมีบทบาทในมุมมองคติชนวิทยาที่สะท้อนถึงวัฒนธรรมของทั้ง 2 ศาสนา ได้แก่ บทบาทคติชนในการอธิบายที่มาและเหตุผลในการประกอบพิธีกรรม และบทบาทคติชนในการให้การศึกษา อบรมระเบียบสังคม และรักษามาตรฐานพฤติกรรมของสังคม อีกทั้งในปัจจุบันได้มีการออกแบบสร้างสรรค์ใหม่ในลักษณะอื่นที่มีความร่วมสมัยเพื่อสืบทอดและอนุรักษ์รากเหง้าวัฒนธรรมสู่คนรุ่นหลัง</p> ธชมล กำลังเกื้อ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278032 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านอาหารสุขภาพท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรปราการ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/277258 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านอาหารสุขภาพท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุ และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้ระบบที่มีต่อระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านอาหารสุขภาพท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุ ดำเนินการวิจัยโดยใช้วิธีการวิจัยและพัฒนา กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษา ได้แก่ ผู้สูงอายุในจังหวัดสมุทรปราการ จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเว็บไซต์อาหารสุขภาพท้องถิ่นสำหรับผู้สูงอายุ และแบบสอบถามความพึงพอใจที่มีต่อเว็บไซต์ด้านอาหารสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า ระบบฐานข้อมูลความรู้ด้านอาหารสุขภาพนั้น ประกอบด้วยตารางข้อมูล ได้แก่ ตารางเก็บข้อมูลอาหารสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ ตารางเก็บข้อมูลโรค ต่าง ๆ ที่เกิดกับผู้สูงอายุ ตารางเก็บข้อมูลอาหารสุขภาพที่ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ ได้ ตารางเก็บข้อมูลผักพื้นบ้านที่ช่วยรักษาโรคต่าง ๆ และตารางเก็บข้อมูลสารอาหารต่าง ๆ ที่อยู่ในผักพื้นบ้าน ส่วนการวิเคราะห์ความพึงพอใจในการใช้งานระบบโดยภาพรวมพบว่า มีความพึงพอใจอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.49 ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน 0.52 เมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด ได้แก่ ด้านการใช้ประโยชน์และการนำไปใช้ค่าเฉลี่ย 4.62 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.53 รองลงมาได้แก่ ด้านเนื้อหาและการนำเสนอค่าเฉลี่ย 4.47 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50 ด้านตัวอักษรและสีค่าเฉลี่ย 4.45 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.51 และด้านการออกแบบและนำเสนอ ค่าเฉลี่ย 4.41 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 0.50 ตามลำดับ</p> นิภาภรณ์ คำเจริญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/277258 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาแบบแผนบทบาททางเพศ และเปรียบเทียบรูปแบบกลวิธานป้องกันตัวที่สัมพันธ์กับความสุข https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/277803 <p>จุดประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาผลของบทบาททางเพศและการใช้กลวิธานป้องกันตัวที่ส่งผลต่อความสุขกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาครูจำนวน 389 คนได้มาจากการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บข้อมูลด้วย 3 แบบวัด คือบทบาททางเพศ กลวิธานป้องกันตัว และความสุข มีค่าความเชื่อมั่นอยู่ระหว่าง .753 -.861 สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ยความแปรปรวนพหุคูณ และการถดถอยโลจิสติก ผลวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูใช้กลวิธานป้องกันตัวมากที่สุดเป็นแบบมีวุฒิภาวะ 2) นักศึกษาเพศชายที่มีลักษณะทั้งความเป็นชายและหญิงสูงจะได้คะแนนสูงสุดทั้งกลวิธาน ป้องกันตัวแบบมีวุฒิภาวะและแบบปรับตัวได้ไม่ดีโดยมีความแตกต่างจากกลุ่มนักศึกษาที่มีบทบาททางเพศอื่นในกลวิธานป้องกันตัวแบบมีวุฒิภาวะ และมีคะแนนกลวิธานป้องกันตัวแบบปรับตัวได้ไม่ดีแตกต่างจากผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นหญิง ผู้หญิงที่มีลักษณะความเป็นหญิง ผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นชายและหญิงต่ำ รวมทั้งผู้หญิงที่มีลักษณะความเป็นชายและหญิงต่ำ 3) ผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นชายและหญิงสูงจะมีคะแนนความสุขสูงที่สุดและมีคะแนนสูงกว่าผู้หญิงที่มีลักษณะความเป็นชายและหญิงต่ำ<br />ผู้หญิงที่มีลักษณะความเป็นชาย และผู้ชายที่มีลักษณะความเป็นชายและหญิงต่ำ 4) กลวิธานป้องกันตัวแบบมีวุฒิภาวะจะมีผลต่อการเพิ่มความสุข ส่วนกลวิธานป้องกันตัวแบบปรับตัวได้ไม่ดีจะลดความสุข และ 5) ตัวแปรอิสระทั้งหมดสามารถพยากรณ์ความสุขได้ถูกต้อง ร้อยละ 23.7 กับการพยากรณ์ความสุขระดับสูงได้ดีกว่าความสุขระดับต่ำโดยภาพรวม สมการโลจิสติกจะพยากรณ์ระดับความสุขได้ถูกต้องร้อยละ 72.8</p> วิไลวรรณ ศรีสงคราม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/277803 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์อภิมานปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278627 <p>การวิเคราะห์อภิมานมีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจคุณลักษณะงานวิจัย วิเคราะห์อภิมานหาค่าดัชนีมาตรฐานและเปรียบเทียบความแตกต่างของค่าดัชนีมาตรฐานของปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยตามตัวแปรคุณลักษณะงานวิจัย ประชากรคือผลงานวิจัยเกี่ยวกับปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทย ที่ดำเนินการในช่วงปี 2556 - 2565 โดย มีค่าสถิติเพียงพอสำหรับแปลงให้เป็นค่าดัชนีมาตรฐาน และผ่านการประเมินคุณภาพงานวิจัย จำนวน 48 เรื่องได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบประเมินคุณภาพงานวิจัย และแบบสรุป คุณลักษณะงานวิจัย โดยผ่านการตรวจสอบคุณภาพความตรงตามเนื้อหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ข้อมูลทั้งหมดคำนวณด้วยวิธีการของ Rosenthal และ Hedges วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรม JAMOVI และโมดูล MAJOR-Meta-Analysis for JAMOVI ผลการศึกษาพบว่า คุณลักษณะงานวิจัยประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ ด้านคุณลักษณะ ทั่วไป ด้านเนื้อหาสาระของงานวิจัย และด้านวิธีวิทยาการวิจัย ค่าดัชนีมาตรฐานของปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในประเทศไทยสูงที่สุดไปหาต่ำที่สุด ได้แก่ ปัจจัยหลักจากสิ่งแวดล้อมทางวัฒนธรรม มีค่าดัชนีมาตรฐานเชิงลบระดับปานกลาง (r=-.27, P&lt;.001) รองลงมาคือ ปัจจัยหลักจากบริบททางสังคม มีค่าดัชนีมาตรฐานเชิงบวกระดับปานกลาง (r=.25, p&lt;.001) และปัจจัยหลักจากภายในตัวบุคคล มีค่าดัชนีมาตรฐานเชิงลบระดับต่ำ (r=-.14, P&lt;.001) โดยตัวแปรที่มีค่าดัชนีมาตรฐานเชิงบวกระดับสูงคือ ตัวแปรการมีเพื่อนดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ (r=.40, p&lt;.001) ส่วนตัวแปรอื่นมีค่าดัชนีมาตรฐานระดับปานกลางและระดับต่ำ โดยคุณลักษณะงานวิจัยที่ส่งผลให้เกิดความแตกต่างของค่าดัชนีมาตรฐาน ได้แก่ ปีที่พิมพ์เผยแพร่หน่วยงานที่ผลิตผลงานวิจัย อาชีพของกลุ่มตัวอย่าง ขนาดกลุ่มตัวอย่าง และสถิติทดสอบสมมติฐาน ผลการวิจัยนี้สามารถใช้เป็นแนวทางในการกำหนดวิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์</p> อิสระ ทองสามสี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278627 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การวิเคราะห์การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการสื่อสารองค์กรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278629 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบวิธีการใช้สื่อสังคมออนไลน์สำหรับการสื่อสารองค์กรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากเพจเฟซบุ๊กขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำนวน 8 แห่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพผ่านการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า การใช้สื่อสังคมออนไลน์เพื่อการสื่อสารองค์กรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีความแตกต่างกันอย่างชัดเจน โดยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง กลุ่มเทศบาลเมืองบางแห่ง กลุ่มเทศบาลตำบลบางแห่ง และกลุ่มองค์การบริหารส่วนตำบล ให้ความสำคัญกับการโพสต์ในประเด็นการจัดทำบริการสาธารณะและการตอบสนองต่อปัญหาได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน อย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์กรปครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง กลุ่มเทศบาลนคร เน้นการโพสต์ที่เกี่ยวกับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและการบริหารจัดการภารกิจของหน่วยงาน นอกจากนี้ยังพบว่า ผลลัพธ์ของการใช้สื่อสังคมออนไลน์ไม่ได้สัมพันธ์กับขนาดขององค์กรเสมอไป โดยบางครั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง กลุ่มเทศบาลเมืองสามารถสร้างการมีส่วนร่วมที่สูงกว่าองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน อย่างองค์การบริหารส่วนจังหวัด และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง กลุ่มเทศบาลนคร ในด้านจำนวนการแสดงความคิดเห็นและการแชร์อย่างมีนัยสำคัญ ฉะนั้นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นควรพัฒนากลยุทธ์การใช้สื่อสังคมออนไลน์ให้สอดคล้องกับบริบทขององค์กร และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนอย่างยั่งยืนผ่านเนื้อหาที่ตอบสนองความต้องการในระดับชุมชน</p> กษิพัทธ์ ทอนมณี, ปฐมพร มั่งมา, ชโรธร สาระมะโน, ธนกิตต์ พิลาหา, ธนโชค คำป้อง, ธนภูมิ ธรณิศราติพงศ์, ธัญญาภัทร์ พิพัฒน์ภมรกุล, ศิลารัตน์ พูนศรี, กฤชวรรธน์ โล่ห์วัชรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278629 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาและสร้างสรรค์ต่างหูจากวัสดุไม้ไผ่ผสมผสานกับลวดลายผ้าทอเพื่อศึกษาอัตลักษณ์ ตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278636 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาวัสดุไม้ไผ่และลวดลายผ้าทอท้องถิ่นของตำบลแม่เปิน อำเภอแม่เปิน จังหวัดนครสวรรค์ เพื่อนำมาพัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องประดับประเภทต่างหูจากวัสดุไม้ไผ่ผสมผสานกับลวดลายผ้าทอ ผ่านประเมินความเหมาะสมของเครื่องประดับ โดยเป็นการวิจัยและพัฒนา ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสานระหว่างการวิจัยเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วยผู้ประกอบการ ผู้นำชุมชน และปราชญ์ชาวบ้าน จำนวน 3 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบเครื่องประดับ จำนวน 3 คน และประชาชนรวมถึงนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 100 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์ แบบประเมินผลงานออกแบบ และแบบสอบถามความพึงพอใจ ผลการศึกษาด้านวัสดุและลวดลายท้องถิ่นพบว่า ไม้ไผ่และลวดลายผ้าทอของตำบลแม่เปินมีคุณลักษณะด้านรูปแบบ โครงสร้าง และความหมายเชิงวัฒนธรรมที่สามารถนำมาใช้เป็นฐานในการออกแบบเครื่องประดับได้อย่างเหมาะสม จากการนำข้อมูลดังกล่าวมาพัฒนาและสร้างสรรค์เครื่องประดับ พบว่าสามารถออกแบบเครื่องประดับต่างหูจากวัสดุไม้ไผ่ผสมผสานกับลวดลายผ้าทอได้ทั้งหมด 3 รูปแบบ ได้แก่ รูปแบบธรรมชาติ รูปแบบเรขาคณิต และรูปแบบสื่ออัตลักษณ์ตรุษจีนจังหวัดนครสวรรค์ รวมจำนวน 12 ชิ้น และคัดเลือกเป็นผลงานต้นแบบจำนวน 3 ชิ้น ผลการประเมินเครื่องประดับต้นแบบจากผู้เชี่ยวชาญและกลุ่มผู้ใช้พบว่า มีระดับความพึงพอใจอยู่ในระดับมากในด้านประโยชน์ใช้สอย ความสวยงาม และการสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น แสดงให้เห็นว่าการบูรณาการวัสดุและภูมิปัญญาท้องถิ่นเข้ากับกระบวนการออกแบบเชิงสร้างสรรค์สามารถนำไปสู่การพัฒนาเครื่องประดับร่วมสมัยที่มีคุณค่า และสามารถต่อยอดสู่การพัฒนาผลิตภัณฑ์ชุมชนในบริบทของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ได้</p> ศมลพรรณ ธนะสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278636 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยทางจิตสังคมที่เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรของเกษตรกรจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278101 <p>การวิจัยนี้ เป็นการวิจัยเพื่อศึกษาความสัมพันธ์เปรียบเทียบ โดยใช้กรอบแนวคิดพื้นฐานจากรูปแบบทฤษฎีปฏิสัมพันธ์นิยม มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปริมาณการทำนายและแสวงหาตัวทำนายของพฤติกรรมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในเกษตรกรประเภทต่าง ๆ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ เกษตรกรในจังหวัดฉะเชิงเทรา จำนวน 242 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจงจากผู้ที่ยินดีเข้าร่วมโครงการวิจัย เครื่องมือที่ใช้วัดตัวแปรคือ แบบวัดชนิดมาตรประเมินรวมค่า มีค่าความเชื่อมั่นของแบบวัดอยู่ระหว่าง .710 ถึง .907 ผลการวิจัยที่สำคัญจากการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า ตัวทำนายกลุ่มจิตลักษณะเดิม กลุ่มสถานการณ์ และกลุ่มจิตลักษณะตามสถานการณ์ รวม 7 ตัวแปร สามารถทำนายความแปรปรวนของพฤติกรรมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรในกลุ่มรวมได้ร้อยละ 65.3 โดยมีข้อเสนอแนะแนวทางเพื่อให้เกษตรกรสามารถพัฒนาพฤติกรรมการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตรให้มากขึ้น คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมให้เกษตรกรมีความพร้อมที่จะทำเกษตรอินทรีย์เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงเกษตร มีทัศนคติที่ดีต่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตร และได้เห็นแบบอย่างการทำเกษตรอินทรีย์เพื่อการท่องเที่ยวเชิงเกษตรมากขึ้น</p> ปิยะกมล มหิวรรณ, วรภัทร เมฆขจร, ภาคภูมิ ลบถม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/psujssh/article/view/278101 Tue, 30 Dec 2025 00:00:00 +0700