https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/issue/feed
วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
2021-03-02T10:56:09+07:00
บรรณาธิการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. ภูวัตร ทาอินต๊ะ
journal@payap.ac.th
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ</strong> เป็นวารสารวิชาการสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ตีพิมพ์และเผยแพร่บทความวิชาการและบทความผลงานวิจัยหรือบทความวิจัย เพื่อเป็นสื่อกลางเผยแพร่ความรู้จากผลงานวิจัยและบทความวิชาการ เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่แลกเปลี่ยนด้านวิทยาการความรู้ระหว่าง อาจารย์ นิสิตนักศึกษา นักวิชาการอิสระทั้งของรัฐและเอกชนตลอดจนบุคคลทั่วไป โดยเปิดโอกาสให้เผยแพร่ผลงานวิชาการที่มีคุณภาพในอันที่จะก่อให้เกิดความก้าวหน้าทางวิชาการต่อชุมชน สังคมและประเทศชาติ </p> <p><strong>Publisher : </strong>วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ (PAYAP UNIVERSITY JOURNAL) </p> <p><strong>Publication scheduled : </strong>กำหนดการตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ คือ <br /> ฉบับที่ 1 เดือนมกราคม - มิถุนายน กำหนดออก มิถุนายน<br /> ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม - ธันวาคม กำหนดออก ธันวาคม</p> <p><strong>ISSN </strong>0857-4677 <strong>(Print)</strong><br /><strong>ISSN</strong> 2651-1606 <strong>(Online)</strong></p> <hr /> <p> ***สนใจส่งบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารฯ สามารถส่งบทความโดยผู้เขียนลงทะเบียนเพื่อใช้งานระบบ Thaijo 2.0 เพื่อดำเนินการ <strong>ส่งบทความ</strong> และ <strong>แบบเสนอบทความ (Download <a title="แบบเสนอบทความ" href="https://payap-my.sharepoint.com/:w:/g/personal/journal_payap_ac_th1/EYY4PeQKaXtItCMWGNyjvmkBsDt0DrByruJl9Kon5_KCKw?e=R0gegW" target="_blank" rel="noopener">DOC</a> / <a title="แบบเสนอบทความ" href="https://payap-my.sharepoint.com/:b:/g/personal/journal_payap_ac_th1/EZX7WZNP5JFHs1Lkl5w3xp8B_AEec-sXCpK-NuSneMUQfg?e=XIt5bn" target="_blank" rel="noopener">PDF</a>) </strong>ทางออนไลน์ผ่านระบบ ที่ <strong><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/about/submissions">https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/about/submissions </a></strong>หรือ สอบถามข้อมูลได้ที่ <strong>กองบรรณาธิการวารสารมหาวิทยาลัยพายัพ โทร. 053-851-478-86 ต่อ 344</strong></p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249497
บรรณนิทัศน์
2021-02-03T10:48:15+07:00
ณภัทร ฉิมพาลี
napat_c@payap.ac.th
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249332
การพัฒนากระบวนการลดต้นทุนผลิตภัณฑ์และรูปแบบผลิตภัณฑ์แหนมเห็ด ของโรงเรียนประชารักษ์ศึกษา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร
2021-03-02T10:48:12+07:00
อนันธิตรา ดอนบันเทา
anandon339@gmail.com
คุณัญญา เบญจวรรณ
kunaem4@gmail.com
พัตราภรณ์ อารีเอื้อ
phattraphon.ole@hotmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนากระบวนการลดต้นทุนผลิตภัณฑ์การผลิตของผลิตภัณฑ์จากแหนมเห็ดแบบมีส่วนร่วม 2) เพื่อพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์จากแหนมเห็ดของโรงเรียนประชารักษ์ศึกษา อำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์และแบบบันทึกภาคสนาม ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ครูและนักเรียน จำนวน 15 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบผลิตภัณฑ์ จำนวน 2 คน และลูกค้า จำนวน 50 คน ผลการวิจัย พบว่า การลดต้นทุน ด้านวัตถุดิบ ได้แก่ การวางแผนในการจัดหาวัตถุดิบโดยการซื้อเห็ดในบริเวณพื้นที่หรือในชุมชนที่ใกล้เคียง การเพาะเห็ดในโรงเรียนเพิ่มเติม เพื่อให้วัตถุดิบเพียงพอต่อการผลิต ด้านแรงงาน ได้แก่ การบริหารเวลาทำงานให้น้อยลง โดยให้แบ่งหน้าที่ในการทำงานให้ชัดเจน ฝึกให้มีความเชี่ยวชาญ มีการฝึกอบรมและการปฏิบัติงานให้มีทักษะในการผลิตมากยิ่งขึ้น และด้านค่าใช้จ่ายในการผลิตสูงขึ้น เนื่องจากเดิมไม่มีบรรจุภัณฑ์ และไม่มีตราสินค้า ทำให้ยอดขายต่ำ แต่มีการเพิ่มในเรื่องของบรรจุภัณฑ์ใหม่ที่ทันสมัย ทำให้ผลตอบรับจากผู้บริโภคสูงขึ้น ยอดขายเพิ่มขึ้น ส่วนการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย ขนาดของการบรรจุ รสชาติ สีสัน เนื้อสัมผัส กลิ่น ในส่วนของบรรจุภัณฑ์ประกอบด้วย ตราสินค้า ความทันสมัย ความคงทน ความสวยงาม ขนาด ความดึงดูดใจ ความแตกต่างระหว่างรูปแบบเดิมกับแบบใหม่ ทำให้ลูกค้ามีความพอใจมากขึ้น</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249333
การวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเลขานุการทางการแพทย์ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ
2021-03-02T10:49:52+07:00
อนุธิดา ประเสริฐศักดิ์
anuthida_prasertsak@yahoo.com
กิตติพงษ์ ตระกูลโชคอำนวย
trakoolchokumnuay@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเลขานุการทางการแพทย์ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แพทย์ พยาบาล และบุคลากรของโรงพยาบาลเอกชน<br>ในจังหวัดนครปฐม จำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม เป็นแบบมาตราส่วนประเมินค่า 5 ระดับ ค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามการวิจัยแสดงด้วยค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาคเท่ากับ 0.838 และใช้สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ความถี่ (Frequency) ค่าเฉลี่ย (Mean) ร้อยละ (Percentage) ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis) ผลการวิจัย พบว่า คุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเลขานุการทางการแพทย์ ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ (1) ด้านคุณธรรมและจริยธรรม (2) ด้านความรู้ (3) ด้านทักษะทางปัญญา (4) ด้านทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ และ (5) ด้านทักษะการวิเคราะห์เชิงตัวเลข การสื่อสารและการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ซึ่งผลการตรวจเพื่อตรวจสอบความสอดคล้องของโครงสร้างเชิงองค์ประกอบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเลขานุการทางการแพทย์ ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติกับข้อมูลเชิงประจักษ์ พบว่า ค่าวัดระดับความกลมกลืน คือ Chi-square (χ<sup>2</sup> ) = 4.286, df = 4, χ<sup>2</sup> /df (CMIN/DF) = 1.071, RMR = .003, RMSEA = .017, GFI = .993, AGFI = .974, TLI=0.999 และ CFI = 1.000 แสดงว่า รูปแบบโมเดลการวิเคราะห์องค์ประกอบคุณลักษณะบัณฑิตที่พึงประสงค์ของหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาเลขานุการทางการแพทย์เชิงยืนยัน มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ จากข้อค้นพบการวิจัย ผู้บริหารหลักสูตรควรให้ความสำคัญต่อการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนเพื่อผลิตบัณฑิตให้มีคุณลักษณะตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ โดยเฉพาะด้านทักษะทางปัญญา ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่ต้องให้ความสำคัญมากที่สุด</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249334
การตลาดเนื้อหาบนสื่อสังคมที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE)
2021-02-08T10:03:41+07:00
ศราวุธ ลาภยืนยง
soulydoll@gmail.com
วัชระ ยี่สุ่นเทศ
dr.watchara@yahoo.com
<p>วัตถุประสงค์ของการศึกษานี้ เพื่อศึกษาการทำการตลาดเนื้อหาบนสื่อสังคมที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE) เพื่อเปรียบเทียบการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE) บนสื่อสังคมจำแนกตามข้อมูลส่วนบุคคล และเพื่อหาความสัมพันธ์ระหว่างการทำการตลาดเนื้อหาบนสื่อสังคมกับการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE) ประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้ใช้งานสื่อสังคม Facebook โดยเลือกกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน และใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการศึกษา จากนั้น ได้นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาประมวลผลโดยการใช้สถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test, (One-Way ANOVA), Correlation และ Regression analysis ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็นเพศชาย อายุระหว่าง 21 - 30 ปี สถานภาพโสด การศึกษาอยู่ในระดับปริญญาตรี รายได้เฉลี่ยต่ำกว่า 15,001 บาท มีอาชีพเป็นนักเรียนและนักศึกษา การตลาดเนื้อหาบนสื่อสังคมมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ในขณะที่ปัจจัยด้านอายุ การศึกษา รายได้ และอาชีพที่แตกต่างกันนั้น มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจที่แตกต่างกัน การทำการตลาดเนื้อหาบนสื่อสังคมมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจซื้อรองเท้าไนกี้ (NIKE) มีภาพรวมในระดับมาก ทิศทางเดียวกัน ข้อเสนอแนะ คือ ผู้ประกอบการควรสร้างเนื้อหาที่ทันสมัยเพื่อบอกเล่าเรื่องราวสินค้าของตน พร้อมภาพประกอบที่สวยงามเพื่อสื่อถึงกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย โดยเลือกบุคคลที่เหมาะสมในการนำเสนอสินค้า พร้อมทั้งระบุราคาที่ชัดเจน เพื่อใช้ในการตัดสินใจซื้อสินค้าของกลุ่มลูกค้าเป้าหมาย</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249335
การพัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความ สามารถในการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ยุคไทยแลนด์ 4.0
2021-02-08T10:04:44+07:00
ณัฐแก้ว ข้องรอด
Nuttakaew@yahoo.com
<p>การวิจัยครั้งนี้ เป็นการวิจัยแบบผสมผสานด้วยการใช้วิจัยเชิงปริมาณและวิจัยเชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนารูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุก 2) เสนอรูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ยุคไทยแลนด์ 4.0 เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถามและการสนทนากลุ่ม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวที่จังหวัดเพชรบูรณ์ จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบบังเอิญ และบุคลากรภาครัฐ และเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการท่องเที่ยว จำนวน 20 คน โดยใช้วิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ และค่าเฉลี่ย ผลการวิจัยพบว่า นักท่องเที่ยวส่วนใหญ่รับทราบรูปแบบการประชาสัมพันธ์เพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์จากสื่ออินเทอร์เน็ตในรูปแบบของยูทูบ การประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สื่อที่มีความเหมาะสมกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ มีค่าเฉลี่ย<br>อยู่ในระดับมากทุกสื่อ (สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อกระจายเสียงและภาพ สื่อเฉพาะกิจ สื่ออินเทอร์เน็ต และสื่อบุคคล) โดยเฉพาะสื่ออินเทอร์เน็ต ส่วนรูปแบบสื่อดิจิทัลเพื่อการประชาสัมพันธ์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกสื่อ (เฟซบุ๊ก ยูทูบ เว็ปไซต์การท่องเที่ยว ไลน์ และอินสตาแกรม) ยกเว้น ทวิตเตอร์ มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง นักท่องเที่ยวชื่นชอบสื่อดิจิทัลสำหรับประชาสัมพันธ์การท่องเที่ยวในระดับมาก ยกเว้น สื่ออินสตาแกรม และสื่อทวิตเตอร์ที่ความชื่นชอบอยู่ในระดับปานกลาง การนำเสนอรูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุกเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการท่องเที่ยวจังหวัดเพชรบูรณ์ ยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ผู้เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยวสามารถนำมาใช้เป็นรูปแบบการประชาสัมพันธ์เชิงรุก คือ 1) กลยุทธ์ที่ให้ความคิดต่อพฤติกรรมของนักท่องเที่ยว 2) กลยุทธ์การใช้สื่อที่กลุ่มเป้าหมายเข้าถึง 3) กลยุทธ์การสร้างจุดเด่นในการขาย โดยส่วนใหญ่ผู้ประกอบการต้องการที่จะใช้รูปแบบของสื่อภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหวในการประชาสัมพันธ์เชิงรุก</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249336
การพัฒนาหลักสูตรฝึกอบรมทักษะชีวิตโดยใช้การเรียนรู้แบบประสบการณ์สำหรับเยาวชนชาติพันธุ์ จังหวัดเชียงราย
2021-03-02T10:46:41+07:00
พิมพ์ วาสนา
pim62554@gmail.com
สุชาติ ลี้ตระกูล
Leetagool@gmail.com
<p>การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์ของการวิจัยเพื่อศึกษาทักษะชีวิตโดยใช้การเรียนรู้แบบประสบการณ์สำหรับเยาวชนชาติพันธุ์ ในจังหวัดเชียงราย ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เยาวชนชาติพันธุ์ สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 1,808 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ เยาวชนชาติพันธุ์ สังกัดสำนักงานการศึกษาเอกชน ในจังหวัดเชียงราย จำนวน 328 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้น (Stratified Random Sampling) กำหนดสัดส่วนตัวอย่างตามเขตโรงเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบสมมติฐานแบบ t-test, F- test และ One-Way ANOVA วิธีการตรวจสอบเครื่องมือ โดยการหาค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ได้ค่า IOC ทั้งฉบับ เท่ากับ 0.95 และหาค่าความเชื่อมั่น (Reliability) ได้ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.89 ผลการวิจัย พบว่า ทักษะชีวิตโดยใช้การเรียนรู้แบบประสบการณ์สำหรับเยาวชนชาติพันธุ์ ในจังหวัดเชียงราย ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และทุกด้าน ได้แก่ ด้านความสามารถในการคิด ด้านความสามารถในการตัดสินใจแก้ปัญหา ด้านความสามารถในการสื่อสารและทักษะทางสังคม ด้านความสามารถในการควบคุมอารมณ์และการจัดการกับความเครียด และด้านความสามารถในการเข้าใจตนเอง อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบสมมติฐานการวิจัย พบว่า เยาวชนชาติพันธุ์ที่มี เพศ ระดับชั้นการศึกษา แผนการศึกษาที่เรียน และระดับผลการเรียนเฉลี่ยสะสมถึงปัจจุบันที่ต่างกัน มีทักษะชีวิตโดยใช้การเรียนรู้แบบประสบการณ์ที่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249496
ปัจจัยการจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่นที่ส่งผลต่อความสำเร็จ ของธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง
2021-02-08T10:05:41+07:00
ธนิตตรา กิจอิทธิ
thanittra@yahoo.com
พิศมัย จารุจิตติพันธ์
pisamai.ja@northbkk.ac.th
อนันต์ ธรรมชาลัย
anan.th@gmail.com
<p>การวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยการจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่นที่ส่งผลต่อความสำเร็จขององค์กรธุรกิจ ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ประกอบการธุรกิจขนาดเล็กและขนาดกลาง (SMEs) ในเขตกรุงเทพมหานคร ขนาดกลุ่มตัวอย่างจากค่าตารางของเครจซี่และมอร์แกน จำนวน 385 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพรรณนาและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า ส่วนใหญ่ เป็นเพศชาย อายุ 31-40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี จำนวนบุคลากรในธุรกิจมีประมาณ 2-4 คน อายุกิจการ คือ 3-5 ปี ส่วนใหญ่อยู่ในกลุ่มธุรกิจการค้าและการบริการ ปัจจัยด้านการจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่นด้านสัมพันธภาพ/เครือข่าย ส่งผลต่อความสำเร็จของ SMEs ทั้งในด้านความสำเร็จที่วัดมูลค่าเป็นเงินและความสำเร็จที่ไม่ได้วัดมูลค่าเป็นเงินอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจัยด้านการจัดการที่มุ่งเน้นความโดดเด่นด้านชื่อเสียงและนวัตกรรม ส่งผลตรงกันข้ามกับความสำเร็จทั้งในด้านความสำเร็จที่วัดมูลค่าเป็นเงินและความสำเร็จที่ไม่ได้วัดมูลค่าเป็นเงิน ความโดดเด่นในแต่ละธุรกิจอาจแตกต่างกันไปหรือมีมากกว่านี้ ผู้ประกอบการควรวิเคราะห์ว่า ความโดดเด่นที่มีอยู่ของธุรกิจตนคืออะไร เพื่อส่งเสริมให้เกิดความได้เปรียบในการแข่งขันอันนำไปสู่ความสำเร็จในระยะยาว</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249498
ส่วนหลัง
2021-03-02T10:54:48+07:00
สุธิดา พัฒนศรีวิเชียร
journal@payap.ac.th
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249324
ปกใน ปีที่ 30 ฉบับที่ 2
2021-03-02T10:56:09+07:00
สุธิดา พัฒนศรีวิเชียร
journal@payap.ac.th
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249325
มาตรการป้องกันเพื่อลดปัญหาการตีตราทางสังคมในมหาวิทยาลัย ในประเทศไทย ช่วงการระบาดของโรคโควิด 19
2021-02-08T10:00:39+07:00
เกศินี วุฒิวงศ์
kasinee_w@payap.ac.th
<p>การตีตราทางสังคมในช่วงการระบาดของโรคโควิด-19 เกี่ยวข้องกับความกลัว ความไม่รู้เกี่ยวกับโรค การมีทัศนคติเชิงลบต่อนักศึกษาต่างชาติหรือนักศึกษาไทยที่กลับมาจากประเทศที่เป็นแหล่งระบาดของโรค ส่งผลกระทบให้เกิดความหวาดกลัวซึ่งกันและกัน แยกตนเอง ขาดเรียน หรือถูกปฏิเสธการช่วยเหลือ เป็นต้น บทความนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอมาตรการในการป้องกันเพื่อลดปัญหาการตีตราในมหาวิทยาลัยในประเทศไทย 2 มาตรการ คือ 1) มาตรการระดับโครงสร้าง โดยการปฏิบัติตามหลัก 4 ส. ได้แก่ สร้างทีม -สำรวจความคิดเห็น – สื่อสารสร้างสรรค์ – สิ่งแวดล้อมเอื้ออำนวย และ 2) มาตรการระดับบุคคล โดยการปฏิบัติตามหลัก 1ส. 2 ป. ได้แก่ สร้างความตระหนัก – ปรับแนวคิด - ปลุกความเป็นมนุษย์ การดำเนินการตามมาตรการดังกล่าวสามารถทำให้นักศึกษาและบุคลากรมีความรู้ เกี่ยวกับโรคโควิด-19 เพื่อให้มีทัศนคติที่ดีต่อการรับมือกับโรคโควิด-19 และเกิดการตระหนักรู้ถึงการปฏิบัติตัวต่อผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม จนเกิดการป้องกันและลดปัญหาการตีตราทางสังคมลงได้</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249328
HI! So–Cial ไฮโซ...เชียล: เรื่องเล่าในรูปแบบกวีนิพนธ์
2021-03-02T10:50:26+07:00
ชฎารัตน์ สุนทรธรรม
chadarat2010@gmail.com
เสาวนีย์ ดำรงโรจน์สกุล
nana_n1@hotmail.com
อัจฉราภรณ์ จันทร์สว่าง
acharapon_j@payap.ac.th
<p>บทความเรื่องนี้ มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาองค์ประกอบของเรื่องเล่าในกวีนิพนธ์ขนาดสั้น โดยศึกษาจากกวีนิพนธ์ Hi! So – Cial ไฮโซ...เชียล ของ ขวัญข้าว ขวัญเรียมเอย ใช้องค์ความรู้ที่เรียกว่า “ศาสตร์แห่งเรื่องเล่า” ซึ่งหมายถึง ศาสตร์ที่ศึกษาตัวบทของเรื่องเล่า โดยใช้แนวคิดทฤษฎีองค์ประกอบของการเล่าเรื่อง เพื่อวิเคราะห์ให้เห็นว่า กวีนิพนธ์ขนาดสั้นมีลักษณะเป็นเรื่องเล่าได้ ซึ่งแต่เดิมลักษณะของเรื่องเล่าจะปรากฏในกวีนิพนธ์ขนาดยาวและบันเทิงคดีร้อยแก้วประเภทเรื่องสั้นและนวนิยายเท่านั้น ผลการศึกษาพบว่า กวีนิพนธ์ HI! So – Cial ไฮโซ...เชียล ถึงแม้จะเป็นกวีนิพนธ์ขนาดสั้น แต่ก็มีลักษณะเป็นเรื่องเล่า เพราะมีองค์ประกอบของการเล่าเรื่องครบถ้วน ได้แก่ โครงเรื่อง ตัวละคร ฉาก แนวคิด และมุมมองในการเล่าเรื่อง กวีใช้กลวิธีการเล่าเรื่องโดยเล่าเหตุการณ์ในอดีตเชื่อมโยงกับปัจจุบัน เพื่อเสนอแนวคิดหลัก 2 แนวคิด คือ ความเปลี่ยนแปลงที่เกิดจากความเป็นสมัยใหม่ และ ความลวงจากสื่อโซเชียล</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249329
อุดมการณ์ความเป็น “เด็ก” ที่สะท้อนผ่านการเรียนการสอนการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล
2021-02-08T10:01:43+07:00
สุจิตรา แก้วสีนวล
sujittracrystal@gmail.com
อุดมลักขณ์ ธรรมปัญญา
udsai47@yahoo.com
ลัดดา จิตตคุตตานนท์
da3572@hotmail.com
<p>บทความนี้อภิปรายอุดมการณ์เรื่อง ‘เด็กดี’ ที่ถูกหล่อหลอมจากประสบการณ์การใช้สื่อออนไลน์ของเด็กในสังคมไทย การวิพากษ์นโยบายทางการศึกษา และการเรียนการสอนเรื่องการรู้เท่าทันสื่อดิจิทัล โดยจากการศึกษาพบว่า เด็กและเยาวชนไทยมีอิสระบนพื้นที่ในโลกออนไลน์ในระดับสูง อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่กล้าเผชิญความท้าทายต่าง ๆ ที่มีความความเสี่ยงและมีศักยภาพในการจัดการปัญหา และความท้าทายต่าง ๆ จนเกิดเป็นภูมิรู้ดิจิทัล แต่ในพื้นที่ออฟไลน์สถาบันทางสังคมโดยเฉพาะสถาบันการศึกษา รัฐ ครอบครัว และ สถาบันสื่อได้สถาปนาอุดมการณ์ความเป็นเด็กไม่ดีที่อ่อนแอในการรับมือกับอันตรายที่มากับออนไลน์ ด้วยการออกมาตรการควบคุมการเข้าถึงสื่อของเด็กเพื่อป้องกันปัญหา ส่วนการเรียนการสอนการรู้เท่าทันสื่อก็ได้ถูกครอบงำด้วยอุดมการณ์ความเป็นเด็กแบบสากล การสร้างภูมิรู้ดิจิทัลจึงเป็นแนวทางในการพัฒนาเด็กและเยาวชนกับการใช้สื่อในยุคดิจิทัลซึ่งต้องมีการศึกษาวิจัยต่อไป</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/pyu/article/view/249330
ข้อสังเกตเกี่ยวกับระยะเวลาที่ผู้รับการให้ ต้องไม่ประพฤติเนรคุณ
2021-03-02T10:49:00+07:00
ธนัญชัย ทิพยมณฑล
Tanunchai7@gmail.com
<p>การเพิกถอนคืนการให้เนื่องด้วยเหตุผู้รับประพฤติเนรคุณตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 531 นั้น กฎหมายไม่ได้จำกัดเวลาการใช้สิทธิเพิกถอนนี้ ให้ต้องเริ่มนับตั้งแต่การให้สมบูรณ์ จึงก่อให้เกิดความไม่แน่นอนต่อผู้รับ ที่อาจถูกเพิกถอนเรียกคืนทรัพย์ได้อย่างไม่จำกัดเวลา กฎหมายเพียงแต่กำหนดให้ผู้มีสิทธิเพิกถอนต้องใช้สิทธิภายในระยะเวลาอายุความตามมาตรา 533 กล่าวคือ เมื่อเวลาได้ล่วงไปแล้ว 6 เดือนนับแต่เหตุเช่นนั้นได้ทราบถึงผู้มีสิทธิเรียกคืน และมิให้ฟ้องคดีเมื่อพ้นเวลา 10 ปีภายหลังเหตุประพฤติเนรคุณดังกล่าวได้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นคนละช่วงเวลานับแต่การให้สมบูรณ์ การศึกษาปัญหาดังกล่าวจากแนวคำพิพากษาและคำอธิบายเกี่ยวกับประเด็นเรื่องระยะเวลาการใช้สิทธิเพิกถอนเรียกคืนนี้ ไม่ปรากฏการพิจารณาหรือกล่าวถึงปัญหาระยะเวลาเช่นว่านี้ อาจเป็นเพราะประเพณีความเชื่อของสังคมไทย ที่ผู้รับพึงต้องกตัญญูระลึกบุญคุณของผู้ให้ตลอดไป บทความนี้จึงศึกษาวิเคราะห์แนวทางในการกำหนดระยะเวลาเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวหลายแง่มุม ว่าจะสามารถแก้ไขปัญหานี้ได้หรือไม่ ตลอดจนเสนอแนะแนวทางในการแก้ไขกฎหมายเพื่อกำหนดระยะเวลาการใช้สิทธิดังกล่าวให้ชัดเจนต่อไป</p>
2021-01-11T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2020 วารสารมหาวิทยาลัยพายัพ