https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/issue/feed วารสารรัฏฐาภิรักษ์ 2025-12-24T12:54:33+07:00 พลตรี อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ akradej.pr@thaindc.org Open Journal Systems <p>วารสารรัฏฐาภิรักษ์ (Ratthaphirak Journal) เป็นวารสารวิชาการของวิทยาลัยป้องกันราชาอาณาจักร (National Defence College) สถาบันวิชาการป้องกันประเทศ (National Defence Studies Institute) มีวัตถุประสงค์จะตีพิมพ์บทความในลักษณะ บทความวิชาการที่เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงของชาติในเรื่องการเมือง เศรษฐกิจ สังคมจิตวิทยา การทหาร วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี พลังงาน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และเทคโนโลยีและการสื่อสาร โดยเขียนเป็นภาษาไทย หรือภาษาอังกฤษ และต้องเป็นบทความที่มีคุณภาพสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทั้งในเชิงทฤษฎี หลักการ หรือแนวความคิด และ / หรือการนำไปประยุกต์ใช้ในการปฏิบัติ โดยมีกำหนดเผยแพร่ ปีละ 2 ฉบับ ฉบับที่ 1 (มกราคม – มิถุนายน) และ ฉบับที่ 2 (กรกฏาคม - ธันวาคม) </p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/283299 ความขัดแย้งเมียนมาภายหลังการยึดอำนาจการปกครอง พ.ศ.2564: “สงครามตัวแทนซ้อนสงครามตัวแทน” 2025-09-01T13:53:13+07:00 วรยส เหลืองสุวรรณ warayot2568@hotmail.com <p>บทความเรื่อง “ความขัดแย้งเมียนมาภายหลังการยึดอำนาจการปกครอง พ.ศ.2564: “สงครามตัวแทนซ้อนสงครามตัวแทน”” มีความมุ่งหมายเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมความขัดแย้ง เมียนมาภายหลังกองทัพเมียนมาเข้ายึดอำนาจรัฐบาลแกนนำพรรคสันนิบาตแห่งชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League of Democracy: NLD) ของ นาง ออง ซาน ซูจี (Aung San Sun Kyi) ซึ่งได้นำมาซึ่งประท้วงรุกรามไปสู่สงครามกลางเมืองทั่วประเทศ เกิดการสู้รบและตัวแสดงใหม่ในหลายพื้นที่มีพลวัตรและซับซ้อนยากต่อการเข้าใจและประเมินสถานการณ์ ด้วยการมองความขัดแย้งผ่านแนวคิด “สงครามตัวแทนซ้อนสงครามตัวแทน” จะเปิดเผยความสัมพันธ์ของตัวแสดง และการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์และผลประโยชน์ที่ซ้อนซ่อนทับกันอย่างเป็นระบบ ทำให้เห็นระดับชั้นของ ความขัดแย้ง จนเกิดความรู้ความเข้าใจ และตระหนักถึงความขัดแย้งเมียนมาที่ส่งผลกระทบต่อรัฐไทยในการดำเนินนโยบายด้านความมั่นคงและการต่างประเทศ</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/283092 การใช้เทคโนโลยีการข่าวกรองการเฝ้าตรวจและการลาดตระเวนหลายมิติ (Multi-Domain-ISR) สนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคง 2025-08-23T14:43:44+07:00 ฐานันดร์ ิทิพเวส thanan2568@hotmail.com <p>การสนับสนุนเทคโนโลยีการข่าวกรองการเฝ้าตรวจและการลาดตระเวนหลายมิติ (Multi-Domain Intelligence Surveillance and Reconnaissance : ISR) ของกองทัพอากาศ<br />โดยการบูรณาการเทคโนโลยีระบบตรวจจับในมิติต่าง ๆ ทั้งจากมิติทางอวกาศ อากาศ ภาคพื้น ภาคทะเล ไซเบอร์ และทรัพยากรข่าวกรองบุคคล ร่วมกับเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในการรวบรวมข้อมูลข่าวสารจากหลากหลายมิติ และเทคโนโลยีระบบการคิดวิเคราะห์ เพื่อสนับสนุนข่าวกรอง<br />ในการวางแผนการปฏิบัติภารกิจด้านความมั่นคง</p> <p>เทคโนโลยีการข่าวกรองฯ สามารถสนับสนุนการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ชาติด้านความมั่นคงได้ ทั้งโดยทางตรงต่อภารกิจของเหล่าทัพและการประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนภารกิจต่าง ๆ ตามประเด็นยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคง ๕ ประเด็น ประกอบด้วย การรักษาความสงบภายในประเทศ การป้องกันและแก้ไขปัญหาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคง การพัฒนาศักยภาพของประเทศให้พร้อมเผชิญภัยคุกคามที่กระทบต่อความมั่นคงของชาติ การบูรณาการความร่วมมือด้านความมั่นคงกับอาเซียน<br />และนานาชาติ และการพัฒนากลไกการบริหารจัดการ ความมั่นคงแบบองค์รวม </p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/283831 การขับเคลื่อนคาร์บอนสุทธิเป็นลบที่ยั่งยืน: รูปแบบการพัฒนาสำหรับภาคเกษตรอุตสาหกรรม 2025-09-25T13:51:43+07:00 เฉลิม โกกนุทาภรณ์ chalerm2568@hotmail.com <p>การพัฒนาคาร์บอนสุทธิเป็นลบ (Negative Carbon) เป็นกระบวนการลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกสุทธิในชั้นบรรยากาศ โดยการปล่อยก๊าซต้องน้อยกว่าปริมาณที่สามารถดูดซับกลับได้ แนวคิดนี้มุ่งลดผลกระทบของภาวะโลกร้อนผ่านการลดการปล่อยก๊าซจากกิจกรรมของมนุษย์ และการเพิ่มศักยภาพของระบบธรรมชาติในการดูดซับคาร์บอน ซึ่งภาคเกษตรอุตสาหกรรมต้องมีส่วนร่วมเพื่อให้เกิดการพัฒนาอย่างยั่งยืน ผลการศึกษาพบว่า แนวทางพัฒนาคาร์บอนสุทธิเป็นลบในภาคเกษตรอุตสาหกรรมสามารถแบ่งได้เป็น 4 กลุ่ม (1) การพัฒนาเทคโนโลยีดักจับและลดคาร์บอน เช่น CCS และการผลิตไฮโดรเจนจากชีวมวล (2) การใช้ทรัพยากรธรรมชาติและเกษตรยั่งยืน เช่น โซลูชันที่อิงธรรมชาติ การเกษตรคาร์บอนต่ำและการปลูกป่า (3) การจัดการพลังงานและเศรษฐกิจหมุนเวียน เช่น การใช้พลังงานหมุนเวียนและการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงาน (4) การบูรณาการความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การใช้โซลูชันพลังงานที่ยั่งยืน อุตสาหกรรมสีเขียว และโลจิสติกส์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก นอกจากนี้ บทความยังได้ศึกษา การบูรณาการแนวทางดังกล่าวเข้ากับห่วงโซ่แห่งคุณค่า (Value Chain) ของภาคเกษตรอุตสาหกรรม ครอบคลุมตั้งแต่กระบวนการจัดหาวัตถุดิบ การผลิต การกระจายสินค้า การตลาด ไปจนถึงบริการหลังการขาย โดยพบว่าสามารถนำแนวทางพัฒนาคาร์บอนสุทธิเป็นลบมาใช้ในทุกขั้นตอน เช่น การเลือกวัตถุดิบคาร์บอนต่ำ การใช้พลังงานหมุนเวียน ในกระบวนการผลิต การพัฒนาโลจิสติกส์ที่ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการออกแบบบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การบูรณาการแนวทางเหล่านี้ไม่เพียงช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก แต่ยังช่วยเพิ่ม ขีดความสามารถในการแข่งขันของภาคเกษตรอุตสาหกรรมผ่านการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ และตอบสนองต่อแนวโน้มตลาดโลกที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/279922 ชีวมวลจากอ้อย พลังงานทางเลือกเพื่อความยั่งยืนของสังคมไทย 2025-04-03T09:52:09+07:00 นพพร ว่องวัฒนะสิน wongwatanasin2568@hotmail.com <p>อ้อยเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทยที่มีความเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมน้ำตาลและอุตสาหกรรมต่อเนื่องอื่นๆ ซึ่งการตัดอ้อยสดที่ใช้คนตัด หรือรถตัด จะมีเศษวัสดุ ได้แก่ ลำต้นอ้อย ยอดอ้อย และใบอ้อย ที่เหลือทิ้งในแปลง ส่วนใหญ่จะไม่ได้ถูกนำมาใช้ประโยชน์แต่อย่างใด โดยเกษตรกรชาวไร่อ้อยบางส่วนจะเผายอดและใบอ้อยช่วงหลังเก็บเกี่ยว และก่อนเตรียมดิน ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทำให้เกิดปรากฏการณ์ เรือนกระจก หมอกควัน ฝุ่นละออง PM 2.5 ทำลายสุขภาพของประชาชน ซึ่งใบและยอดอ้อยมีศักยภาพสูงสามารถนำไปพัฒนาเป็นปุ๋ย ภาชนะ และเชื้อเพลิงชีวมวล ซึ่งต้องผ่านกระบวน การจัดการ ตั้งแต่การจัดเก็บ รวบรวม ขนส่ง และแปรรูป</p> <p>ชีวมวล (Biomass) จึงจัดเป็นพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ที่สำคัญชนิดหนึ่ง โดยมีการนำชีวมวลมาใช้เป็นพลังงาน โดยมีแหล่งที่มาได้ 2 แหล่ง คือ เศษวัสดุจากการเกษตร และการแปรรูปอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อนำมาเป็นเชื้อเพลิงพลังงาน ชีวมวลที่เกิดขึ้น ในพื้นที่หลังจากเก็บเกี่ยว หรือโคนต้น เช่น ใบอ้อย เมื่อนำไปเป็นเชื้อเพลิงเพื่อผลิตไฟฟ้าชีวมวล จะสามารถผลิตกระแสไฟฟ้าได้กว่า 400 เมกะวัตต์ เพื่อขายเข้าสู่ระบบในระดับราคาที่แข่งขันได้<br />ซึ่งหากรัฐรับซื้อไฟฟ้าจากชีวมวลเพิ่ม จะสามารถลดการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ สร้างความมั่นคงด้านพลังงานอีกทั้งยังช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการใช้วัตถุดิบทางการเกษตรอย่างคุ้มค่า และแก้ปัญหามลภาวะทางอากาศจากการเผาอ้อยได้อย่างยั่งยืนอีกทางหนึ่ง สำหรับการส่งเสริมการบริหารจัดการชีวมวลจากอ้อยที่เหมาะสมของเกษตรกร คือ 1) ผลักดันการรวมกลุ่มและเชื่อมโยงเครือข่ายวิสาหกิจชุมชนเพื่อบริหารจัดการชีวมวลอ้อยที่เหมาะสมกับพื้นที่<br />2) กำหนดนโยบาย ยุทธศาสตร์ สำหรับการบริหารจัดการชีวมวลอ้อย 3) สนับสนุนและส่งเสริมการบริหารจัดการชีวมวลอ้อยที่ยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ผ่านการกำหนดมาตรการ จัดทำโครงการ และรณรงค์เพื่อสร้างแรงจูงใจให้กับเกษตรกรผู้ปลูกอ้อย และ 4) การบูรณาการความร่วมมือจากทุกภาคส่วนโดยกำหนดบทบาทให้ทุกภาคส่วนได้เข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารจัดการ เพื่อให้เกิดการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมและต่อเนื่องอย่างยั่งยืน</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/283533 แนวทางการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2025-09-10T09:38:49+07:00 วิกรม จารุพงศา jaruphongsawikrom@gmail.com <p>สถานการณ์ฝุ่นละอองขนาดไม่เกิน ๒.๕ ไมครอน (PM ๒.๕) ในกรุงเทพมหานคร และปริมณฑล พบว่ามีค่าเกินมาตรฐานในบรรยากาศทั่วไปอย่างต่อเนื่องในทุกๆปี การดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องตามแผนปฏิบัติการในการแก้ไขปัญหามลพิษด้านฝุ่นละอองเป็นวาระแห่งชาติ โดยการควบคุมที่แหล่งกำเนิด ได้แก่ การควบคุมการระบายมลพิษจากยานพาหนะ การควบคุมการก่อสร้าง การควบคุมมลพิษจากภาคอุตสาหกรรม การควบคุมการเผาในที่โล่ง รวมถึงการพัฒนาเครื่องมือในการตรวจวัดฝุ่นละออง การสร้างองค์ความรู้ และนวัตกรรมต่างๆ รวมถึงการแก้ไขปัญหามลพิษหมอกควันข้ามแดนเพื่อนำไปสู่การแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม มาตรการ ด้านกฎหมายในการควบคุมแหล่งกำเนิดเป็นมาตรการที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล และมีผล ในระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ทุกภาคส่วนจึงต้องมีความร่วมมือในการป้องกันและแก้ไขปัญหาฝุ่นละออง PM ๒.๕</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/279758 แนวทางการพัฒนากำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศ ในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2570 - 2580) 2025-03-27T08:50:34+07:00 นิทัศน์ ยูประพัฒน์ nitat2568@hotmail.com <p>การวิจัยนี้เป็นการทำวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) ในรูปแบบของการวิจัยเอกสาร (Documentary research) ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) โดยในด้านหนึ่งมุ่งศึกษาสภาพความเป็นจริงของกำลังทางอากาศสมัยใหม่ที่ส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางทหารของไทย และศึกษากำลังอำนาจทางทหารของไทยที่ใช้รับมือกำลังทางอากาศสมัยใหม่นั้น อันจะนำไปสู่การระบุขีดความสามารถและระบบอาวุธของกำลังรบทางอากาศที่จำเป็นต้องเสริมสร้างของกองทัพอากาศ ในอีกด้านหนึ่งได้มุ่งศึกษานโยบายและแนวคิดเกี่ยวกับการป้องกันประเทศเพื่อใช้เสริมสร้างขีดความสามารถของกำลังรบทางอากาศของไทยและต่างประเทศ เพื่อใช้ในการระบุหลักการสำคัญที่สามารถกระทำได้เพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถของกำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศ อันจะนำไปสู่การสังเคราะห์และนำเสนอเป็นแนวทางการพัฒนากำลังรบทางอากาศของกองทัพอากาศในทศวรรษหน้า (พ.ศ.๒๕๗๐ - ๒๕๘๐) ขอบเขตของการวิจัยนี้จะเป็นการศึกษากำลังรบของกำลังทางอากาศสมัยใหม่ (อาวุธยุทโธปกรณ์) ในมิติทางอากาศ (Air domain) ที่มาจากฐานปฏิบัติการบนพื้นดิน ในทะเล และในอากาศ การศึกษาการใช้กำลังทางอากาศสมัยใหม่ในเหตุการณ์ความขัดแย้งกันด้วยอาวุธ และคาดว่าจะยังมีการใช้งานต่อไปไม่น้อยกว่าปี พ.ศ.๒๕๘๐ ร่วมกับการสัมภาษณ์นายทหารของกองทัพอากาศทั้งที่เคยดำรงตำแหน่งในอดีตและกำลังดำรงตำแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเตรียมและการใช้กำลังของกองทัพอากาศ ผลที่ได้รับจากวิจัยนี้ ได้ชี้ให้เห็นถึงสิ่งสำคัญต่อการพัฒนากำลังรบทางอากาศ 3 ประการ ประการแรก คือการพัฒนาองค์ความรู้ในเรื่องของอันตรายทางทหารและภัยคุกคามทางทหาร กำลังทางอากาศสมัยใหม่ และหลักการวางแผนทางทหารแบบอิงตามขีดความสามารถที่คำนึงถึงภัยคุกคาม ประการที่สอง คือการพัฒนากำลังรบ โดยได้มีการนำเสนอระบบอาวุธที่เหมาะสมพร้อมแนวทางการใช้งานในกรอบของหลักนิยมการใช้กำลังทางอากาศของกองทัพอากาศ อีกทั้งได้ชี้ให้เห็นถึงประโยชน์ที่จะได้รับจากการใช้งานระบบอาวุธสมัยใหม่นี้ร่วมกับเครื่องบินรบต่าง ๆ ของกองทัพอากาศ และประการสุดท้าย คือการพัฒนาศักย์สงคราม ในที่นี้จะเน้นให้กองทัพอากาศดำเนินการจัดหาระบบอาวุธควบคู่ไปกับการวิจัยและพัฒนา ซึ่งปัจจุบันนี้ ช่องว่างทางเทคโนโลยีที่น้อยลงในการพัฒนาระบบอาวุธของกำลังทางอากาศสมัยใหม่ อาทิ โดรนต่าง ๆ เป็นโอกาสที่อุตสาหกรรมป้องกันประเทศจะพัฒนาไปสู่การพึ่งพาตนเองได้ จากผลการวิจัย มีข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ได้แก่ การลดระดับศักยภาพของภัยคุกคามทางทหารด้วยวิธีการต่าง ๆ ที่ไม่ใช่การทำสงคราม และการจัดหาควบคู่กับการวิจัยและพัฒนา (P/R&amp;D) เป็นสิ่งที่จะก่อให้เกิดการพึ่งพาตนเองได้ในระยะยาวสำหรับ ทอ. เชิงปฏิบัติการ ได้แก่ การเพิ่มพูนองค์ความรู้ที่ทันสมัยอย่างถูกต้องและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน รวมถึงการให้ความสำคัญกับองค์ความรู้กระแสรอง นอกจากนี้การทำวิจัยในครั้งต่อไป ควรศึกษาเพิ่มเติมในมิติอื่น ๆ อาทิ มิติไซเบอร์ และมิติอวกาศ ที่สนับสนุนการใช้กำลังทางอากาศ</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/282687 สมรรถนะผู้นำทหารของกองบัญชาการกองทัพไทย 2025-09-04T12:54:02+07:00 สุรสิทธิ์ ถนัดทาง surasitthanadtang1@gmail.com <p>การวิจัยนี้มุ่งศึกษาสมรรถนะภาวะผู้นำทหารในกองบัญชาการกองทัพไทย โดยใช้วิธีสัมภาษณ์เชิงลึกอดีตผู้นำทหารระดับสูงและผู้บังคับหน่วยปัจจุบัน รวม 15 นาย เปรียบเทียบสมรรถนะผู้นำปัจจุบันกับสมรรถนะที่พึงประสงค์ และวิเคราะห์หาช่องว่างระหว่างกัน พร้อมรับข้อเสนอจากผู้เชี่ยวชาญ 5 คน ผลการศึกษาพบว่า สมรรถนะผู้นำที่พึงประสงค์ในแต่ละระดับยศควรต่างกัน เช่น ระดับพลเอกควรเน้นการเป็นแบบอย่างและนำทางอย่างถูกต้อง พลโทเน้นบริหารทรัพยากร ส่วนพลตรีเน้นสร้างบรรยากาศเอื้อต่อการเปลี่ยนแปลงและชี้นำเป้าหมายในระยะยาว ปัจจุบันพบว่าสมรรถนะที่มีอยู่ส่วนใหญ่เน้นบริหารทรัพยากร โดยไม่ตรงกับสมรรถนะที่พึงประสงค์ในบางตำแหน่ง เช่น ช่องว่างระดับพลเอกคือการสื่อสารและการใช้ความรู้อย่างมีศิลปะ พลโทขาดด้านการสื่อสารทำให้ผู้ใต้บังคับบัญชาเข้าใจเรื่องยาก ๆ ส่วนพลตรีขาดความชำนาญเชิงยุทธวิธี ดังนั้นควรพัฒนาสมรรถนะผู้นำแบบเฉพาะด้านแต่ละระดับ เช่น เพิ่มศักยภาพและทักษะด้านความรู้สำหรับพลเอก ฝึกการสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์สำหรับพลโท และพัฒนาทักษะนำความรู้ไปใช้จริงสำหรับพลตรี</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/280062 แนวทางการพัฒนาเพื่อความยั่งยืนการบริบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทย 2025-04-10T11:27:45+07:00 พรพรหม เมืองแมน muangman2568@hotmail.com <p>งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแนวทางทางการพัฒนาความยั่งยืนการบริบาลผู้บาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนของประเทศไทยเป็นการวิจัยเชิงประยุกต์แบบผสานวิธี (Mix Method) คือใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) จากแหล่งข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) ได้แก่การศึกษาข้อมูลเชิงเอกสาร สถิติหน่วยงาน เอกสารงานวิจัยและอื่นที่เกี่ยวข้อง และการวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) จากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) จากการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และการสนทนากลุ่ม (Focus Group) ผลการศึกษาในงานวิจัยนี้พบว่ามีประชากรไทยบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติบนท้องถนนทั้งหมด 2,676,919 คน มีแนวโน้มลดลงจาก พ.ศ. 2561 จาก 595,946 คน เป็น 467,259 คน ในปี พ.ศ. 2565 เขตสุขภาพที่มีจำนวนการบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติบนท้องถนนมากที่สุดคือ เขตสุขภาพที่ 6 จำนวน 299,450 คนรองลงมา คือเขตสุขภาพที่ 1 จำนวน 294,117 คน และเขตสุขภาพที่ 5 จำนวน 249,665 คน ยอดสะสมผู้เสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนในช่วงปี พ.ศ. 2561-2565 จำนวน 92,002 คน มีแนวโน้มการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนลดลงในปี พ.ศ. 2561 มีผู้เสียชีวิตจำนวน 19,931 คน และลดลงในปีพ.ศ. 2565 จำนวน 17,379 คน อัตราการเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนต่อประชากรแสนราย จาก 30.47 ในปี พ.ศ. 2561 เหลือ 26.65 ในปี พ.ศ. 2565 โดยช่วงอายุ 15-24 ปี ทั้งเพศชายและเพศหญิงเป็นกลุ่มที่มีการบาดเจ็บเสียชีวิตจากอุบัติเหตุบนท้องถนนสูงที่สุด เพศชายมีอัตราส่วนของผู้บาดเจ็บเสียชีวิตสูงกว่าเพศหญิงถึง 2 เท่า ด้านพฤติกรรมเสี่ยงของผู้ประสบอุบัติเหตุบนท้องถนน พบว่ามีพฤติกรรมที่ไม่ปลอดภัย ได้แก่ พฤติกรรมการสวมหมวกนิรภัย การไม่คาดเข็มขัดนิรภัย และการดื่มแอลกอฮอล์</p> <p>จำนวนการบาดเจ็บจากอุบัติเหตุบนท้องถนนประเภทผู้ป่วยนอกสูงสุดสามอันดับแรกในเขตสุขภาพที่ 6 เขตสุขภาพที่ 1 และเขตสุขภาพที่ 5 ตามลำดับ จึงเป็นข้อสังเกตว่าในพื้นที่ดังกล่าวเป็นเขตพื้นที่ที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจในด้านอุตสาหกรรมการขนส่งสินค้าและมีถนนทางหลวงพิเศษและทางหลวงแผ่นดินผ่านการดำเนินการด้านความปลอดภัย ควรมุ่งเป้าไปยังพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงและการพัฒนาระบบการบริบาลผู้ป่วยจากอุบัติเหตุบนท้องถนนให้มีศักยภาพ เมื่อพิจารณาจากรายงานระดับการพัฒนาสมรรถนะระบบการแพทย์ฉุกเฉินภาพรวมระดับภาคในเขตภาคเหนือและภาคกลาง ซึ่งเป็นพื้นที่ของเขตสุขภาพที่ 6 และ 1 มีระดับพัฒนาสมรรถนะระบบการแพทย์ฉุกเฉิน “ระดับพื้นฐาน” ซึ่งแสดงให้เห็นว่าควรต้องมีการสนับสนุนให้มีการพัฒนาทุกรูปแบบเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ดังกล่าวสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างเท่าเทียมและมีมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศไทย</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/282498 การพัฒนายุทธศาสตร์การสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ผ่านกลไกของระบบสถาบันการเงิน 2025-07-26T21:05:08+07:00 ฆนัท ครุธกูล khanat2568@hotmail.com <p>การศึกษานี้มุ่งเน้นการพัฒนายุทธศาสตร์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับผู้ประกอบการรายย่อย (SMEs) ผ่านกลไกของระบบสถาบันการเงิน โดย SMEs ถือเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ แต่เผชิญกับข้อจำกัดด้านเงินทุน การเข้าถึงสินเชื่อ และการบริหารความเสี่ยง ดังนั้น การศึกษานี้จึงมุ่งวิเคราะห์บทบาทของสถาบันการเงินในการสนับสนุน SMEs และพัฒนายุทธศาสตร์ที่เหมาะสม ใช้วิธีการแบบผสมผสาน (Mixed Methodology Research) รวมถึงการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ประกอบการและสถาบันการเงินจำนวน 25 คน และการแจกแบบสอบถามจำนวน 400 ชุด ผลการวิจัยพบว่า ผู้ประกอบการ SMEs ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องถึงร้อยละ 43 โดยปัญหาหนี้สินมีค่าเฉลี่ยสูงถึง 3.86 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจอย่างรุนแรง</p> <p>การศึกษานี้เสนอแนะให้มีการปรับโครงสร้างบรรษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดย่อม (บสย.) ให้ทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางเครดิต (Credit Mediator) นอกจากนี้ ควรมีการพัฒนาแนวทางการอบรมความรู้เกี่ยวกับการกู้สินเชื่อและการบริหารจัดการทางการเงิน ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและ AI ในกระบวนการอนุมัติสินเชื่อ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน</p> <p>ผลการศึกษาเน้นย้ำความสำคัญของการประสานงานระหว่างภาครัฐและสถาบันการเงินในการสร้าง Credit Mediator Center เพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งให้กับ SMEs โดยการจัดเตรียมข้อมูลและคำแนะนำในการจัดทำเอกสารขอสินเชื่อ เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างยั่งยืนในอนาคต</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/ratthapirak/article/view/285298 การจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ: หลักการ แนวคิด และกระบวนการเชิงบูรณาการ 2025-11-25T14:12:25+07:00 อรรคเดช ประทีปอุษานนท์ akradej2568@hotmail.com <p>ในโลกยุคที่ภูมิรัฐศาสตร์ เศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และความมั่นคง เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างผันผวนรวดเร็วกว่าทุกห้วงเวลาในประวัติศาสตร์สมัยใหม่ การมียุทธศาสตร์ระดับชาติที่ถูกต้องและทันต่อสถานการณ์ จึงไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องมือเชิงบริหาร แต่ได้กลายเป็นเงื่อนไขสำคัญสำหรับ “สถาปัตยกรรมความมั่นคงของรัฐ” ที่กำหนดอนาคตของประเทศโดยตรง บทความนี้มุ่งนำเสนอกรอบองค์ความรู้สำคัญในการออกแบบยุทธศาสตร์ระดับชาติ โดยบูรณาการทฤษฎีสากลด้านการคิดเชิงยุทธศาสตร์ เข้ากับแนวทางการจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติของวิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) ซึ่งเชื่อมโยงพลวัตระหว่าง End-Ways-Means ในฐานะแกนกลางของยุทธศาสตร์สมัยใหม่ ผ่านทางระบบเหตุและผลที่ตรวจสอบได้ พร้อมขยายความกระบวนการสำคัญ ๘ ขั้นตอน ที่ครอบคลุมตั้งแต่การตรวจสอบสภาวะแวดล้อมทางยุทธศาสตร์ด้วยกรอบ STEEP-M การประเมินพลังอำนาจและขีดความสามารถของชาติ การกำหนดผลประโยชน์ชาติ ภาพอนาคต และสภาวะสุดท้ายที่พึงปรารถนา ไปจนถึงการออกแบบกรอบแนวทางการขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ รวมถึงเครื่องมือเชิงยุทธศาสตร์ ทรัพยากร กลไกขับเคลื่อน และระบบบริหารความเสี่ยง ที่ทำให้ยุทธศาสตร์สามารถตอบสนองต่อโอกาสและความท้าทายต่าง ๆ ในอนาคตได้จริง ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้ชี้ชัดว่า การจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติในยุคปัจจุบันต้องตั้งอยู่บนข้อมูลเชิงประจักษ์ ความเป็นเหตุเป็นผลภายในที่ชัดเจน และการบูรณาการพลังอำนาจแห่งชาติในทุกมิติ ไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างแผนระยะยาวเชิงอุดมคติ หากแต่เป็นการออกแบบอนาคตบนความเข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าโลกกำลังเคลื่อนไปทางใด ประเทศชาติยืนอยู่ตรงไหน และเราจะเดินหน้าไปสู่ความมั่นคงและเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนได้อย่างไร</p> 2025-12-24T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารรัฏฐาภิรักษ์