วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso
<p><strong>วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> <br /><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์:</strong> เป็นวารสารเชิงวิชาการที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเผยแพร่ผลงานวิจัยและผลงานวิชาการทางด้าน ศึกษาศาสตร์ ภาษาและภาษาศาสตร์ ไทยศึกษา วรรณคดี สารสนเทศศาสตร์ นิเทศศาสตร์ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ การบัญชีและบริหารธุรกิจ และเพื่อเป็นการส่งเสริมการเผยแพร่ผลงานคุณภาพให้เป็นที่ยอมรับในแวดวงวิชาการต่อไป</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ:</strong> บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review) สามารถส่งบทความผ่านระบบวารสารออนไลน์</p> <p><strong>ประเภทของบทความ:</strong> วารสารฯ รับพิจารณาบทความวิจัย และ บทความวิชาการ </p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์: </strong>ภาษาไทย และ ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดตีพิมพ์เผยแพร่:</strong> วารสารฯ ตีพิมพ์ปีละ 2 ฉบับ (ราย 6 เดือน) ฉบับที่ 1 ประจำเดือนมกราคม-มิถุนายน และ ฉบับที่ 2 ประจำเดือนกรกฎาคม-ธันวาคม </p> <p><strong>ค่าธรรมเนียมการตีพิมพ์:</strong> ไม่มีค่าใช้จ่ายในการตีพิมพ์ </p> <p><strong>เจ้าของวารสาร:</strong> สถาบันวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร</p> <p><strong>หมายเหตุ</strong> วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ ยังไม่เข้าฐานข้อมูลของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI)</p>
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร
en-US
วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
3056-9338
-
โครงสร้างทางความรู้สึกและความรุนแรงทางการเมือง: การวิเคราะห์เชิงทฤษฎี และเชิงประจักษ์ในบริบทโลก
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/280870
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์หลักสามประการ ได้แก่ 1) เพื่อวิเคราะห์แนวคิดเรื่องโครงสร้างของความรู้สึก (Structure of Feeling) และอารมณ์ทางการเมืองที่มีอิทธิพลต่อการรับรู้เกี่ยวกับอำนาจ ความยุติธรรม และความรุนแรง, 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างอารมณ์กับความรุนแรงทางการเมืองในบริบทโลกและบริบทประเทศไทย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการลดความรุนแรงทางการเมืองผ่านการจัดการเชิงสื่อสารกับโครงสร้างของความรู้สึก บทความนี้ใช้การวิเคราะห์เชิงคุณภาพ โดยอ้างอิงกรอบแนวคิดโครงสร้างของความรู้สึกของ Raymond Williams เพื่ออธิบายอารมณ์ทางการเมืองในฐานะโครงสร้างทางวัฒนธรรมที่ยังไม่ถูกจัดระบบ นอกจากนี้ ยังใช้แนวคิดการเมืองของอารมณ์ของ Sara Ahmed ที่มองว่าอารมณ์เป็นกลไกเชิงอำนาจที่เคลื่อนไหวผ่านวาทกรรม และกรอบกลไกทางอารมณ์ในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคมของ James Jasper ที่ชี้ว่าอารมณ์เป็นแรงขับสำคัญในการระดมพล และการต่อต้านเชิงการเมือง ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าอารมณ์ต่าง ๆ เช่น ความโกรธ ความหวาดกลัว และความหวัง ไม่ได้เป็นเพียงปฏิกิริยาของแต่ละบุคคล แต่ถูกสร้างและส่งผ่านเป็นโครงสร้างทางความรู้สึกที่ชี้นำการปฏิบัติการทางการเมืองที่นำไปสู่ความรุนแรงหรือการต่อต้านอย่างสันติ บทความนี้จึงเน้นย้ำความสำคัญของการจัดการทางสื่อสารเพื่อเปลี่ยนโครงสร้างทางความรู้สึกที่เป็นต้นตอของความรุนแรงทางการเมือง</p>
ณธกร สุทธิรัตน์
วิทยาธร ท่อแก้ว
กวิทธิ์ ศรีสัมฤทธิ์
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
86
101
-
การพัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารฮาลาลบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/277996
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารฮาลาล บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี 2) ประเมินคุณภาพด้านเนื้อหาและสื่อการนำเสนอ 3) ประเมินผลการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่าง และ 4) เพื่อประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างที่มีต่อชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารฮาลาลบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดดิจิทัลคอนเทนต์ได้แก่สื่อโปเตอร์อินโฟกราฟิกและสื่อวีดิทัศน์บนเพจเฟซบุ๊กเพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารฮาลาลบริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี แบบประเมินคุณภาพ แบบประเมินผลการรับรู้และแบบประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่าง โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ ผู้ที่กดติดตามเพจ Facebook ECT Social Lab ซึ่งได้มาจากการสุ่มแบบบังเอิญ จากผู้ที่ยินดีและสมัครใจในการให้ความร่วมมือ จำนวน 50 คน คณะผู้วิจัยได้พัฒนาดิจิทัลคอนเทนต์ในรูปแบบสื่อโปสเตอร์อินโฟกราฟิก จำนวน 4 ชิ้น สื่อวีดิทัศน์ จำนวน 3 ชิ้น และนำไปประเมินคุณภาพสื่อโดยผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งผลการประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญพบว่า มีผลการประเมินด้านเนื้อหาอยู่ในระดับดีมาก (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7Bx%7D" alt="equation" /> = 4.92, S.D. = 0.28) ผลการประเมินคุณภาพด้านสื่อการนำเสนออยู่ในระดับดี (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7Bx%7D" alt="equation" /> = 4.50, S.D. = 0.51) ผลการประเมินด้านการรับรู้ของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7Bx%7D" alt="equation" /> = 4.90, S.D. = 0.30) และผลการประเมินความพึงพอใจของกลุ่มตัวอย่างอยู่ในระดับมากที่สุด (<img src="https://latex.codecogs.com/svg.image?%5Cbar%7Bx%7D" alt="equation" /> = 4.91, S.D. = 0.29) ดังนั้น ชุดดิจิทัลคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มออนไลน์เพื่อประชาสัมพันธ์ร้านอาหารฮาลาล บริเวณมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี ที่พัฒนาขึ้นสามารถนำไปใช้ได้จริง</p>
พรปภัสสร ปริญชาญกล
กุลธิดา ธรรมวิภัชน์
เจนจิรา เรืองปราชญ์
ปิยะธิดา มิลินทากาศ
ปุญชรัสมิ์ มั่นอาจหาญ
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
1
16
-
การศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/278428
<p>การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) สภาพปัจจุบัน 2) ปัญหา และ 3) ความต้องการจำเป็นของการจัดการเรียนรู้ที่เน้นทักษะการเรียนรู้ตลอดชีวิต ในสถานศึกษานำร่องพื้นที่นวัตกรรมการศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ผู้ให้ข้อมูลถูกเลือกแบบเจาะจง ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 3 คน ครูแกนนำหรือครูต้นแบบ จำนวน 3 คน และผู้เรียน จำนวน 3 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง จำนวน 3 ฉบับ ผู้วิจัยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยตนเองทุกคน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันเน้นพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ การแก้ปัญหา และการใช้เทคโนโลยี กิจกรรมเชื่อมโยงชีวิตจริง เช่น โครงงานและงานชุมชน ใช้สื่อดิจิทัล เช่น Google Classroom และ Microsoft Teams เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้ไม่จำกัดเวลา อีกทั้ง วัดผลด้วยพอร์ตโฟลิโอและการประเมินตามสภาพจริง 2) ปัญหา คือ ครูขาดความรู้สมัยใหม่ คำอธิบายรายวิชาไม่ทันสมัย งบประมาณจำกัดทำให้สื่อการเรียนรู้ล้าสมัย การวัดผลยังเน้นความรู้เชิงทฤษฎีมากกว่าทักษะชีวิตจริง และ 3) ความต้องการจำเป็น คือ การพัฒนาคำอธิบายรายวิชาและโครงสร้างรายวิชาโดยเฉพาะการบูรณาการรายวิชาผู้ประกอบการสมัยใหม่ ครูต้องการนิเทศและคู่มือเพื่อพัฒนากิจกรรม เช่น การใช้ AI และโครงงาน พร้อมพัฒนาสื่อดิจิทัลและเครื่องมือวัดผล เช่น การประเมินโครงงานเพื่อเชื่อมโยงระบบธนาคารหน่วยกิต</p>
พลพิพัฒน์ วัฒนเศรษฐานุกุล
ปาริชาติ เภสัชชา
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
17
33
-
การจัดการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อการพัฒนาสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ ในรายวิชาการออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ หลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และการจัดการสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/283103
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ออกแบบแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้การวิจัยเป็นฐานเพื่อพัฒนาสื่อและนวัตกรรมการเรียนรู้ 2) ศึกษาผลการเรียนของผู้เรียน 3) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการพัฒนาผลงานการศึกษา และ 4) ประเมินความพึงพอใจของนักศึกษาที่เรียนรายวิชา การออกแบบและพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ หลักสูตรบรรณารักษศาสตร์และการจัดการสื่อดิจิทัล มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนการสอนตามแนวคิดการเรียนรู้โดยใช้การวิจัยเป็นฐาน 2) แบบทดสอบวัดความรู้ความเข้าใจ 3) แบบบันทึกการสังเกตพฤติกรรมการเรียนรู้และการพัฒนานวัตกรรม และ 4) แบบประเมินความพึงพอใจของผู้เรียน การวิจัยมี 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การพัฒนาแผนการจัดการเรียนการสอน โดยศึกษาหลักสูตร รายวิชา และผลการเรียนรู้ที่คาดหวัง พร้อมประเมินคุณภาพโดยผู้เชี่ยวชาญ 3 คน และ 2) การนำแผนไปใช้จริงกับกลุ่มตัวอย่าง โดยเก็บข้อมูลจากผลการเรียน การสังเกตพฤติกรรม และความพึงพอใจของผู้เรียน ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนการสอนที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพสูงทุกด้าน 2) นักศึกษาบางส่วนสามารถพัฒนานวัตกรรมจนสำเร็จ นำไปใช้งานจริง และมีผลการเรียนสูง 3) ปัจจัยแห่งความสำเร็จคือ ความตั้งใจ ความรับผิดชอบ การสืบค้นและสังเคราะห์ข้อมูล การสื่อสาร และการพัฒนาทักษะเพิ่มเติม ขณะที่ปัจจัยไม่สำเร็จคือการขาดความรับผิดชอบและไม่ปรับตัวตามข้อเสนอแนะ และ 4) นักศึกษามีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนการสอนในระดับมาก</p>
ศราวุฒิ ด้วงเบ้า
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
34
52
-
ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/276337
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาทัศนคติ ความนิยม การรับรู้ การสื่อสารการตลาด และการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงาน 2) เปรียบเทียบลักษณะประชากรกับการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงาน 3) ศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร เป็นวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างบุคคลวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน และสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที่การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ ผลการวิจัยพบว่า (1) ทัศนคติผู้บริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.57 (2) ความนิยมการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.15 (3) การรับรู้ในการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร พบว่ามีการรับรู้ที่มีต่อการบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.40 (4) การส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.14 (5) การตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ อยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ย 4.26 (6) ได้แก่ เพศ การศึกษา และอาชีพ ต่างกันมีการตัดสินตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ไม่แตกต่างกัน ส่วนรายได้ต่อเดือน ต่างกันมีการตัดสินตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ (7) การวิเคราะห์ปัจจัยที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ของกลุ่มบุคคลวัยทำงานในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 พบว่า มี 2 ปัจจัย ได้แก่ ความนิยมบริโภคผลิตภัณฑ์เบเกอรี่ และการส่งเสริมการตลาดผลิตภัณฑ์เบเกอรี่</p>
ทิวากร เกื้อสม
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
53
70
-
Advancing Pedagogical Competence Curriculum Development for University Teachers in the Digital Transformation Age
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rmutphuso/article/view/284081
<p>The rapid digital transformation in higher education requires university teachers to develop advanced pedagogical competence that integrates authenticity, collaboration, data-informed decision-making, digital innovation, and reflective praxis. This research aimed to: 1) examine pedagogical competence requirements of university teachers in the digital transformation age; 2) develop a curriculum framework to advance pedagogical competence; and 3) evaluate its quality and effectiveness. The study employed research and development (R&D) design in four phases: foundational pedagogical anchors, curriculum design, curriculum quality dimensions, and effectiveness and impact. Research participants included 10 experts for in-depth interviews, 7 experts for a focus group, and 120 university teachers to assess effectiveness. Instruments included interview forms, focus group protocols, and a curriculum evaluation framework, with validity examined by experts. Data was analyzed using content analysis, mean, standard deviation, and t-test dependent. The results revealed that the developed curriculum framework consisted of objectives, guiding pedagogical principles, competence development strands, five integrated activities (Explorer, Collaborator, Integrator, Reflector, Innovator), strategic enablers for each phase, and evaluation dimensions. The quality of the curriculum was rated at the highest level across accuracy, relevance, feasibility, and benefits. Effectiveness testing indicated that university teachers who participated in the activities demonstrated significant improvement (p < .01) in pedagogical competence growth, curriculum quality outcomes, professional engagement, institutional and student impact, and sustainability and scalability. The findings confirm that the developed curriculum framework effectively advances pedagogical competence for university teachers in the digital transformation age.</p>
Nongnapas Thiengkamol
Velu Sinvayupak
Tanarat Khoowaranyoo Thiengkamol
Pataree Hansanontha
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการและวิจัย มทร.พระนคร สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2025-12-28
2025-12-28
10 2
71
85