https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rusoc/issue/feed
วารสารวิจัยรามคำแหง ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
2021-01-06T09:45:30+07:00
พรชัย วงศ์วาสนา
ru.thaijo@gmail.com
Open Journal Systems
<p>วารสารวิจัยรามคำแหงเป็นวารสารที่ตีพิมพ์บทความเฉพาะงานวิจัย ลักษณะรูปแบบของบทความเป็นบทความที่มีรูปแบบการเขียนตามแบบของวิจัย วารสารวิจัยรามคำแหงมี 2 ฉบับ คือ ฉบับมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ และฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มีกำหนดออกในแต่ละฉบับ ปีละ 2 เล่ม</p> <p>เล่มที่ 1 เดือนมกราคมถึงมิถุนายน</p> <p>เล่มที่ 2 เดือนกรกฎาคมถึงธันวาคม</p>
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rusoc/article/view/248884
ผลการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนตามแนวคิดทฤษฎี การสร้างสรรค์ความรู้ ที่มีต่อนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1
2021-01-04T13:12:47+07:00
ภัทรวดี ยศสิริพิมล
aom140957@gmail.com
วรนุช แหยมแสง
aom140957@gmail.com
นพพร แหยมแสง
aom140957@gmail.com
ภัทรวดี หาดแก้ว
aom140957@gmail.com
<p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนากิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน และศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2562 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 1 ห้องเรียน จำนวนนักเรียน 39 คน ที่ได้มาจากการสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม (cluster sampling) จากห้องเรียนทั้งหมด 8 ห้องเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย (1) แผนการจัดการเรียนรู้ที่ประกอบด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ (2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เรื่อง เศษส่วน และ (3) แบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ สถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยเลขคณิต ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบหาค่าเฉลี่ยของความแตกต่างระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้สถิติทดสอบ dependent <em>t</em> test ผลการวิจัยพบว่า (1) กิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 มีประสิทธิภาพ 84.98/82.71 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ 80/80 (2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ (3) ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่มีต่อการจัดกิจกรรมการเรียนรู้วิชาคณิตศาสตร์ เรื่อง เศษส่วน ตามแนวคิดทฤษฎีการสร้างสรรค์ความรู้ โดยภาพรวมนักเรียนมีความพึงพอใจในระดับมาก</p>
2020-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 0
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rusoc/article/view/248885
วิกฤตของสหภาพยุโรป : บทเรียนสำหรับอาเซียน
2021-01-06T09:44:21+07:00
วราภรณ์ จุลปานนท์
aom140957@gmail.com
<p>การวิจัยเรื่องวิกฤตของสหภาพยุโรป : บทเรียนสำหรับอาเซียนนี้มีจุดประสงค์สำคัญคือ ศึกษาพัฒนาการบูรณาการของสหภาพยุโรป ศึกษาวิกฤตจากการบูรณาการยุโรป และผลกระทบต่ออาเซียน ศึกษาบทเรียนจากวิกฤตของสหภาพยุโรปต่ออาเซียน ผลการศึกษาชี้ว่าการบูรณาการเศรษฐกิจของสหภาพยุโรปก้าวหน้าไปด้วยดี แต่ในต้นศตวรรษที่ 21 สหภาพยุโรปต้องเผชิญวิกฤติจากการบูรณาการนั้นหลายประการ เช่นวิกฤตหนี้สาธารณะในเขตเงินยูโร วิกฤตยูเครน วิกฤตผู้ลี้ภัย และการลาออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษ (Brexit) ซึ่งวิกฤตดังกล่าวนี้ได้ส่งผลกระทบต่ออาเซียนด้วย กล่าวคือวิกฤตหนี้สาธารณะจะส่งผลกระทบต่อประเทศสมาชิกอาเซียนในหลายลักษณะขึ้นอยู่กับระดับการพึ่งพาอาศัยทางการค้าระหว่างกัน ส่วนวิกฤตยูเครนนอกจากจะส่งผลกระทบต่อมาเลเซียอย่างชัดเจนแล้วยังเป็นบทเรียนสำคัญต่ออาเซียนในเรื่องการสร้างความเป็นเอกภาพภายในชาติและการรักษาระยะห่างอย่างสมดุลต่อมหาอำนาจ นอกจากนี้ อาเซียนควรต้องเรียนรู้แนวทางการแก้ไขปัญหาจากการบูรณาการของสหภาพยุโรป และการจัดการวิกฤตผู้อพยพของยุโรป และแม้ว่าการลาออกจากสหภาพยุโรปของอังกฤษจะไม่ส่งผลกระทบทางเศรษฐกิจของอาเซียนมากนักแต่ Brexit ก็ยังคงเป็นบทเรียนที่ดีต่อการบูรณาการเศรษฐกิจของประชาคมอาเซียนว่าการบูรณาการเศรษฐกิจจะต้องเกิดจากความร่วมมือร่วมใจและการบูรณาการเป็นสิ่งที่ต้องแบ่งปันกัน หรือต้องมีความร่วมมือเสียสละ นอกจากนี้อาเซียนควรให้ความรู้ความเข้าใจแก่ประชาชนในเรื่องการบูรณาการเศรษฐกิจส่วนภูมิภาคของอาเซียนอย่างสม่ำเสมอ วิกฤตของสหภาพยุโรปจึงเป็นบทเรียนที่มีค่าต่ออาเซียน</p>
2020-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 0
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rusoc/article/view/248886
การศึกษาพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง
2020-12-31T16:45:46+07:00
ภัทร์ หาสาสน์ศรี
aom140957@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมด้านคุณธรรม จริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง จำแนกตาม เพศ วุฒิการศึกษา และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้ ได้แก่ครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2558 กลุ่มตัวอย่างได้มาโดยการสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple Random Sampling) กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตารางสำเร็จรูป Krejcie and Mogan (1970,) ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ของจำนวนประชากร 151 คน ได้กลุ่มตัวอย่างทั้งสิ้น 108 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นแบบสอบถามเกี่ยวกับพฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหงซึ่งเป็นแบบสอบถามชนิดให้<em>เลือกตอบ</em> 5 ระดับ จำนวน 40 ข้อ มีค่า IOC ระหว่าง 0.8 ถึง 1.0 และมีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.94 การวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป คำนวณหาค่าสถิติ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ( ) ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และเปรียบเทียบหาค่าความแตกต่าง ใช้การทดสอบค่าที (<em>t</em> test) แบบ Independent และความแปรปรวนทางเดียว (one – way analysis of variance<em>)</em> ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรม ของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง โดยภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านจริยธรรมที่มีต่อศิษย์ ด้านคุณธรรมจริยธรรมที่มีต่อตนเอง ด้านจริยธรรม ที่มีต่ออาชีพ และด้านจริยธรรมที่มีต่อสังคมอยู่ในระดับมาก 2) พฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีเพศต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านจริยธรรม ที่มีต่อศิษย์ ด้านคุณธรรมจริยธรรมที่มีต่อตนเอง ด้านจริยธรรมที่มีต่ออาชีพ และด้านจริยธรรมที่มีต่อสังคม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) พฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีวุฒิการศึกษาต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านจริยธรรมที่มีต่อศิษย์ ด้านคุณธรรมจริยธรรมที่มีต่อตนเอง ด้านจริยธรรมที่มีต่ออาชีพ และด้านจริยธรรมที่มีต่อสังคม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 4) พฤติกรรมด้านคุณธรรมจริยธรรมของครูผู้สอนในโรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีประสบการณ์การทำงานต่างกัน โดยภาพรวมและรายด้าน ได้แก่ ด้านจริยธรรมที่มีต่อศิษย์ ด้านคุณธรรมจริยธรรมที่มีต่อตนเอง ด้านจริยธรรมที่มีต่ออาชีพ และด้านจริยธรรมที่มีต่อสังคม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p>
2020-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 0
https://so05.tci-thaijo.org/index.php/rusoc/article/view/248887
การใช้หลักศาสนธรรมในพระพุทธศาสนาเพื่อการพัฒนาตน: กรณีศึกษานักศึกษาที่เข้าเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเบื้องต้น มหาวิทยาลัยรามคําแหง
2021-01-06T09:45:30+07:00
ลักษณวัต ปาละรัตน์
aom140957@gmail.com
<p> งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและพิจารณาหาหลักศาสนธรรมในพระพุทธศาสนา พร้อมทั้งพิจารณาหา วิธีการที่จะนำไปใช้เพื่อการพัฒนาตนของนักศึกษาที่เข้าเรียนวิชาพระพุทธศาสนาเบื้องต้น และศึกษาผลจากการนำ หลักศาสนธรรมในพระพุทธศาสนาไปใช้เพื่อการพัฒนาตน ทั้งทางกาย ทางจิต และคุณภาพชีวิต โดยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ และเชิงปริมาณ ผลจากการวิจัยเอกสาร พบว่า “บุญกิริยาวัตถุ” อันประกอบด้วย ทาน ศีล ภาวนา นั้นเป็นหลักธรรมที่เหมาะสม กับการนำไปปฏิบัติเพื่อการพัฒนาตน สำหรับวิธีการนำไปใช้ จากการวิจัยพบว่า แนวคิดเรื่องการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของ ดร.แมกซเวลล์ มอลทซ์ ที่รู้จักกันในชื่อของ “ทฤษฎี 21 วัน” ที่ว่าการกระทำซ้ำที่ต่อเนื่องกันเป็นเวลา 21 วันเป็นอย่างน้อยนั้นจะเริ่มตกผลึกกลายเป็นนิสัยได้นั้น เหมาะสมกับการนำมาใช้กำหนดกรอบระยะเวลาของการฝึกปฏิบัติเพื่อ ให้เกิดผลเป็นการพัฒนาตนอย่างยั่งยืนได้จากการวิจัยเชิงปริมาณ พบว่า “บุญกิริยาวัตถุ” เป็นหลักธรรมที่นักศึกษาทุกคนในกลุ่มปฏิบัตินั้นเห็นว่าเป็นสิ่งที่ตนสามารถปฏิบัติได้และเคยชินจนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวัน และเมื่อปฏิบัติแล้วก็ทำให้มีการพัฒนาตนทั้งทางกาย ทางจิต ทำให้คุณภาพชีวิตดีขึ้น โดยนักศึกษาส่วนใหญ่เห็นว่าการพัฒนาที่เกิดขึ้นทั้งด้านพฤติกรรม ลักษณะนิสัย ความคิด จิตใจ นั้นเป็นการพัฒนาในระดับมาก ขณะที่รองลงมาเห็นว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงในระดับมากที่สุด และมีเพียงส่วนน้อยและส่วนน้อยที่สุดที่เห็นว่าเป็นการพัฒนาในระดับปานกลาง และในระดับน้อย ตามลำดับ และหากจะพิจารณาถึงคุณธรรมพึงประสงค์ 4 ประการ ของ “คนไทย 4.0” ที่ต้องการเสริมสร้างและพัฒนาก็พบว่าหลัก “บุญกิริยาวัตถุ” สามารถตอบโจทย์นี้ได้ โดย “ศีล” อันเป็นข้อปฏิบัติที่เป็นไปเพื่อการไม่เบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่นนั้นช่วยพัฒนาความเป็นผู้มีระเบียบวินัยในการดำรงชีวิตอยู่ในกรอบของกฎหมายและศีลธรรม และพัฒนาความรับผิดชอบทั้งต่อตนเอง และผู้อื่น ในขณะที่ “ทาน” การให้ เสียสละ แบ่งปัน ก็ช่วยในการพัฒนาคุณธรรม 2 ประการ คือ ความพอประมาณหรือความพอเพียง และการมีจิตสาธารณะ และท้ายสุด “ภาวนา” ก็เป็นการพัฒนาจิตและคุณสมบัติของจิตทั้ง 3 ด้าน คือ คุณภาพจิต สมรรถภาพจิต และสุขภาวะของจิต พร้อมๆ ไปกับการพัฒนา “ปัญญา” ให้มีความเข้าใจใธรรมชาติที่แท้จริง ของชีวิตและสรรพสิ่ง ซึ่งจะทำให้สามารถปฏิบัติต่อสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง และดำรงชีวิตดูอยู่ได้โดยไม่ทุกข์</p> <p><strong> </strong></p>
2020-12-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 0