https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2026-06-30T00:00:00+07:00 ดร.พุฒิธร จิรายุส saujournalssh@sau.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เป็นวารสารที่เปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจจะนำผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการนำมาเผยแพร่ ซึ่งวารสารดังกล่าว ได้ดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับรองจากสภามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์เรียบร้อยแล้ว โดยรับตีพิมพ์บทความในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่สาขาวิชารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารทุก </strong><strong>2 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) </strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ของทุกปี</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม ของทุกปี</p> <p><strong> </strong><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสนำผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกทั้งแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>อัตราค่าสมาชิก</strong></p> <p>สามัญรายปี (ปีละ 2 ฉบับ) 500 บาท</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์</p> <p><strong> </strong><strong>รูปแบบการดำเนินการกลั่นกรองบทความ</strong></p> <p><strong> </strong>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความโดยกองบรรณาธิการตรวจสอบรูปแบบก่อนนำส่งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณากลั่นกรองบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความละ 3 ท่านต่อบทความ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ และในการประเมินใช้รูปแบบผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/284780 รูปแบบสัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท 2026-03-21T10:47:10+07:00 พระมหาอนันต์ อนุตฺตโร anan.aun@mbu.ac.th กฤตสุชิน พลเสน anan.aun@mbu.ac.th พระครูปลัดสุวัฒน วิสุทธิสารคุณ maghavin9@gmail.com <p><strong>บทคัดย่อ </strong></p> <p> บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของดุษฎีนิพนธ์เรื่อง “รูปแบบสัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท” ” เป็นการศึกษาเชิงคุณภาพแบบวิจัยเอกสารและสัมภาษณ์ โดยมีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) ศึกษาสภาพการปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยปัจจุบัน 2) ศึกษาสัมมาปฏิบัติตามหลักพุทธปรัชญา<br />เถรวาท 3) วิเคราะห์รูปแบบสัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท 4) นำเสนอองค์ความรู้ใหม่เกี่ยวกับเรื่องรูปแบบสัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท มีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 12 รูป/คน โดยแบ่งการสัมภาษณ์ออกตามกลุ่มพุทธบริษัท <br />เพื่อเป็นตัวแทนของคฤหัสถ์ในสังคมไทย โดยได้กำหนดคุณวุฒิและคุณสมบัติออกเป็น 2 กลุ่ม คือ <br />กลุ่มบรรพชิต และ กลุ่มคฤหัสถ์ แล้วนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์และนำเสนอในเชิงพรรณนา</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยปัจจุบัน ส่วนใหญ่ยังคงมีศรัทธาในพระพุทธศาสนา แต่ได้รับอิทธิพลจากความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม และเทคโนโลยี ทำให้เกิดปัญหาด้านศีลธรรมและคุณธรรมในหลายมิติ ได้แก่ การครองตน การครองเรือน การครองงาน การครองการศึกษา และการครองศาสนกิจ ซึ่งสะท้อนให้เห็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนของคฤหัสถ์ในสังคมไทย 2) สัมมาปฏิบัติตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท เป็นกระบวนการพัฒนาชีวิตที่เป็นลำดับขั้น โดยเริ่มจากการให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา เพื่อพัฒนาศีล สมาธิ และปัญญาให้สมบูรณ์ โดยยึดหลักพุทธธรรมตามหลักสัมมาปฏิบัติในพุทธปรัชญาเถรวาท คือ บุญกิริยาวัตถุ 3, ฆราวาสธรรม 4, อิทธิบาท 4, ไตรสิกขา 3 และ อุบาสกธรรม 5 อันเป็นแนวทางแห่งการพัฒนาชีวิตทั้งด้านบุคคล ครอบครัว และสังคม ให้มั่นคงและยั่งยืน 3) วิเคราะห์รูปแบบสัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์ในสังคมไทยตามหลักพุทธปรัชญาเถรวาท ประกอบด้วย 5 มิติ คือ การครองตนด้วยหลักบุญกิริยาวัตถุ 3 การครองเรือนด้วยหลักฆราวาสธรรม 4 การครองงานด้วยหลักอิทธิบาท 4 การครองการศึกษาด้วยหลักไตรสิกขา 3 และการครองศาสนกิจด้วยหลักอุบาสกธรรม 5 ซึ่งเป็นรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีศีลธรรม สติ และปัญญา เพื่อมุ่งเน้นการฝึกฝน อบรม การพัฒนา ในวิถีทางการดำเนินชีวิตด้วยหลักพุทธธรรมเป็นฐานทั้งในด้านส่วนตัว ครอบครัว การงาน การศึกษา และการดำรงไว้ซึ่งพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดความเจริญงอกงามทั้งต่อตนเอง ครอบครัว และสังคมอย่างยั่งยืน 4) องค์ความรู้ที่ได้จากการวิจัย เรียกว่า “RBSWP Model” ซึ่งประกอบด้วย R (Right Practice of Laypeople) สัมมาปฏิบัติของคฤหัสถ์, B (Buddhist Principles) หลักพุทธธรรม, S (Stability) ความมั่นคง, W (Wisdom) ปัญญา, และ P (Peace) สันติสุข โมเดลนี้สะท้อนถึงกระบวนการพัฒนาชีวิตของคฤหัสถ์ จากการประพฤติธรรมไปสู่ความมั่นคง ปัญญา และความสุขอย่างยั่งยืน ทั้งในระดับบุคคล ครอบครัว ชุมชน และสังคม</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/284476 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตทางการตลาดของ EV Charging Station ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) 2026-03-11T09:46:29+07:00 ศุภกิจ ดวงจันทร์ petinw241241@gmail.com มณีกัญญา นากามัทสึ maneekanyan@sau.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ระดับการเติบโตทางการตลาดของ EV Charging Station ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตทางการตลาดของ EV Charging Station ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) โดยเป็นการ วิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ใช้งานรถยนต์ไฟฟ้า (EV Users) ที่ใช้บริการสถานีชาร์จของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต 3 (ภาคกลาง) จำนวน 400 คน ได้จากการคำนวณตามสูตรของ คอแครน (Cochran , 1977) และเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอย พหุคูณ</p> <p>จากผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยที่ส่งผลต่อการเติบโตทางการตลาดของ EV Charging Station ของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เขต3 (ภาคกลาง) ที่มีประสิทธิภาพได้แก่ ราคาค่าบริการชาร์จ นโยบายการส่งเสริมของรัฐ จำนวนผู้ใช้รถไฟฟ้า การตระหนักถึงสิ่งแวดล้อม การให้บริการและสิ่งอำนวยความสะดวก ความสะดวกในการเข้าถึงสถานีชาร์จ ความหลากหลายของประเภทหัวชาร์จ การส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล การกำหนดราคาและโปรโมชั่น การขยายเครือข่ายสถานีชาร์จ ความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อ EV</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/289331 แนวทางการส่งเสริมความสำเร็จในการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน ของวิสาหกิจชุมชนจังหวัดนครปฐม 2026-06-09T16:25:26+07:00 อรอนงค์ สุทธิเวชกุล bamqduck@gmail.com นพพร จันทรนำชู bamqduck@gmail.com ทิพพวัณณ์ สุขใจรุ่งวัฒนา bamqduck@gmail.com <h2> การผลักดันแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนในระดับฐานรากยังคงขาดแคลนแนวทางปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ส่งผลให้วิสาหกิจชุมชนต้องเผชิญวิกฤตต้นทุนและการจัดการสิ่งแวดล้อม การวิจัยเชิงคุณภาพนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษากระบวนการดำเนินงาน ความสำเร็จ เงื่อนไขความสำเร็จ และแนวทางการส่งเสริมความสำเร็จในการดำเนินงานตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียนของวิสาหกิจชุมชน จังหวัดนครปฐม งานวิจัยนี้ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การเลือกแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 14 ท่าน เครื่องมือใช้ คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง การเก็บรวบรวมข้อมูล ได้แก่ การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่ม และ ใช้การวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโดยการวิเคราะห์แก่นสาระ และควบคุมคุณภาพการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้าด้านข้อมูลและวิธีรวบรวมข้อมูล</h2> <p> ผลการวิจัยพบว่า 1) กระบวนการดำเนินงานมุ่งเน้นการจัดการทรัพยากรท้องถิ่นสู่เป้าหมายขยะเป็นศูนย์ นำวัสดุเหลือใช้ทางการเกษตรมาแปรรูปให้สอดคล้องกับสภาพภูมิประเทศ และยกระดับด้วยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2) ความสำเร็จสะท้อนผ่านการพึ่งพาตนเอง การเกิดระบบเงินทุนหมุนเวียน ความภาคภูมิใจใน ภูมิปัญญา การดึงดูดคนรุ่นใหม่คืนสู่ถิ่น และการฟื้นฟูระบบนิเวศ 3) เงื่อนไขความสำเร็จประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้นำ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมีส่วนร่วมของสมาชิก และด้านความร่วมมือจากกลุ่มเครือข่าย และ 4) แนวทางการส่งเสริมความสำเร็จมีการขับเคลื่อน 4 ด้าน คือ ด้านผู้นำ ด้านการบริหารจัดการ ด้านการมี ส่วนร่วมของสมาชิก และด้านการความร่วมมือและภาคีเครือข่าย เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบเศรษฐกิจ</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/287228 กรอบกฎหมายเชิงรุกสำหรับการกำกับธุรกิจนำเที่ยวยุคดิจิทัล 2026-04-28T10:15:38+07:00 Nitikan Dhammahansasakul tanika.pongpop@gmail.com <h2>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. เพื่อศึกษาความเสี่ยง บทบาท และลักษณะการดำเนินงานของผู้ประกอบการนำเที่ยวยุคดิจิทัล รวมถึงแพลตฟอร์มออนไลน์ ผู้ให้บริการรูปแบบใหม่ และผลกระทบต่อผู้บริโภค 2.เพื่อวิเคราะห์ข้อจำกัดและช่องว่างของกฎหมายธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ปัจจุบัน ที่ไม่สามารถรองรับพฤติกรรม รูปแบบบริการ และความเสี่ยงของธุรกิจนำเที่ยวออนไลน์ได้อย่างเพียงพอ 2. และ 3. เพื่อเสนอกรอบกฎหมายเชิงรุกสำหรับการกำกับธุรกิจนำเที่ยวยุคดิจิทัลของประเทศไทย โดยมุ่งเสริมประสิทธิภาพการคุ้มครองผู้บริโภค การกำกับผู้ประกอบการออนไลน์ และการบังคับใช้กฎหมายในบริบทดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมาย นักประกอบการธุรกิจนำเที่ยว นักท่องเที่ยว ตัวแทนหน่วยงานภาครัฐ จำนวน 10 ท่าน มีการเก็บข้อมูลโดย การศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสังเกตภาคสนาม มีการวิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์เชิงประเด็น และมีการตรวจสอบคุณภาพข้อมูลด้วย Triangulation และ Member Check ภายใต้หลักของจริยธรรมการวิจัย เพื่อสะท้อนในมุมมองต่อกฎหมายเชิงรุกสำหรับการกำกับธุรกิจนำเที่ยวยุคดิจิทัล</h2> <h2>ผลการวิจัย พบว่า กรอบกฎหมายปัจจุบันยังไม่สามารถรองรับลักษณะธุรกิจนำเที่ยวแบบใหม่ที่ดำเนินการผ่านสื่อดิจิทัล เช่น การขายทัวร์ออนไลน์ การโฆษณาผ่านแพลตฟอร์ม Social Media การจองและชำระเงินด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ รวมถึงการให้บริการโดยผู้ประกอบการที่ไม่มีใบอนุญาต ซึ่งสร้างความเสี่ยงทั้งด้านผู้บริโภคและภาพลักษณ์ต่ออุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย กฎหมายยังขาดบทบัญญัติที่กำหนดมาตรฐานการให้บริการผ่านระบบออนไลน์ ช่องทางโฆษณา การตรวจสอบข้อมูลผู้ประกอบธุรกิจ และกลไกคุ้มครองนักท่องเที่ยวในกรณีซื้อบริการผ่านแพลตฟอร์มต่างประเทศ ควรแก้ไขพระราชบัญญัติธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ. 2551 ตั้งระบบทะเบียนผู้ประกอบการดิจิทัลพร้อม Digital KYC มีระบบขึ้นทะเบียนผู้ประกอบการที่ดำเนินงานบนแพลตฟอร์มออนไลน์ กำหนดมาตรฐานสำหรับการโฆษณาทัวร์ออนไลน์ พัฒนาระบบร้องเรียนออนไลน์เรียลไทม์ตอบสนองเร็ว จัดทำศูนย์ร้องเรียนท่องเที่ยวออนไลน์ รับเรื่อง ตรวจสอบ ใช้เทคโนโลยีช่วยวิเคราะห์ความเสี่ยงจากเพจหรือผู้ให้บริการที่มีพฤติกรรมผิดปกติ เพื่อป้องกันความเสียหายก่อนเกิดขึ้นและเพิ่มความเชื่อมั่นให้แก่ผู้บริโภค</h2> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/286543 Comparison of Sentiment Analysis in Internship Feedback from Hospitality, Educational Institutions, and Other Industries: An Analysis Using TextBlob and VADER 2026-03-14T16:04:37+07:00 Hideyuki Suzuki suzukih@sau.ac.th Budsabong Preedawongsakorn budsabongp@sau.ac.th Naowarat Assavatesamongkol naowarata@sau.ac.th Rossukhon Hemara rossukhonh@sau.ac.th Patcharaporn Rattanawaropas ajanpat@gmail.com Sopida Sereesuchat sopidas@sau.ac.th <p> This quantitative research examines how VADER and TextBlob sentiment analysis tools process feedback data from the host organizations of 124 Thai university interns. The research uses supervisor evaluations from hospitality, education institutions, and other industries to determine how each tool identifies positive, negative, and neutral sentiments. The MannU test was applied to compare the sentiment scores produced from preprocessed internship comments by two analysis tools. The research showed that education sector feedback received similar assessments from both tools despite the apparent difference in polarity spread, while hospitality and other sectors produced distinct results despite showing similarity in the polarity terms. The research indicates that sentiment interpretation depends on the analysis tool, suggesting the need to understand the fundamental discrepancy between these tools in labelling negativity and positivity for feedback on internships.</p> 2026-06-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์