https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/issue/feed วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2022-10-14T09:50:48+07:00 ดร.พุฒิธร จิรายุส puttithornj@sau.ac.th Open Journal Systems <p>วารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เป็นวารสารที่เปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจจะนำผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการนำมาเผยแพร่ ซึ่งวารสารดังกล่าว ได้ดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ปี 2560&nbsp; &nbsp; ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับรองจากสภามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์เรียบร้อยแล้ว โดยรับตีพิมพ์บทความในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่สาขาวิชารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารทุก </strong><strong>2 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; </strong></p> <p>ฉบับที่ 1 &nbsp;มกราคม - มิถุนายน ของทุกปี</p> <p>ฉบับที่ 2&nbsp; กรกฎาคม - ธันวาคม &nbsp;ของทุกปี</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสนำผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกทั้งแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>อัตราค่าสมาชิก</strong></p> <p>สามัญรายปี (ปีละ 2 ฉบับ) 500 บาท</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์</p> <p><strong>&nbsp;</strong><strong>รูปแบบการดำเนินการกลั่นกรองบทความ</strong></p> <p><strong>&nbsp;</strong>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความโดยกองบรรณาธิการตรวจสอบรูปแบบก่อนนำส่งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณากลั่นกรองบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความละ 3 ท่านต่อบทความ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ และในการประเมินใช้รูปแบบผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน</p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/259892 แนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ในรูปแบบห้องเรียนหลากหลายวัย 2022-07-05T09:07:47+07:00 สุพิชา บูรณะวิทยาภรณ์ suphicha.bo@dtc.ac.th <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 3 ข้อ คือ 1) เพื่อศึกษาประเด็นปัญหาด้านการศึกษาเรียนรู้ ของผู้สูงอายุไทย 2) เพื่อศึกษาแนวคิดในการจัดการศึกษา การพัฒนาทักษะ-การเรียนรู้ และแนวคิดการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับผู้สูงอายุ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ในรูปแบบห้องเรียนหลากหลายวัย โดยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ ซึ่งมีการเก็บข้อมูลผ่านการทบทวนเอกสารหลักฐานและการใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก การศึกษาในครั้งนี้มี ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปในกรุงเทพมหานครที่มีการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง จำนวน 12 ท่าน และผู้ให้ข้อมูลเสริม อีก 3 ท่าน ผู้วิจัยวิเคราะห์ข้อมูลตามการจำแนกชนิดของข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยวิธีการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ประเด็นปัญหาหรืออุปสรรคที่ผู้สูงอายุประชากรไทยประสบ ในการศึกษาเรียนรู้ในช่วงสูงอายุ มากที่สุด คือ เรื่องสุขภาพทางกาย รองลงมา คือเรื่องการเรียนรู้จดจำ และอุปสรรคด้านการเดินทาง 2) ประเด็นด้านแนวคิดในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ พบว่า รูปแบบของการเรียนรู้ในชีวิตประจำวันที่ผู้สูงอายุชื่นชอบมากที่สุด คือ การเรียนรู้ในชั้นเรียน กลุ่ม-ชมรม เพื่อความเพลิดเพลินสนุกสนาน ตามความสนใจเป็นหลัก เช่น ศิลปะ ดนตรี กีฬา วิชาที่สามารถใช้ในชีวิตประจำวันหรือการประกอบอาชีพ และ 3) ประเด็นด้านแนวทางในการจัดการศึกษาสำหรับผู้สูงอายุ ในรูปแบบห้องเรียนหลากหลายวัย พบว่า ปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ เรื่องของหัวข้อการเรียน และบรรยากาศในการเรียน สถานที่ สภาพแวดล้อมของการจัดการศึกษา รองลงมา คือ ครูหรือผู้ถ่ายทอดเนื้อหาสาระ ควรมีประสบการณ์ตรง โดยเป็นคนที่เอาใจใส่ สามารถถ่ายทอดความรู้ได้ ให้โอกาสในการเรียนรู้ในระดับที่เหมาะสมกับวัยและทักษะในการเรียนของแต่ละคน</p> 2022-07-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/260439 พฤติกรรมผู้บริโภค และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada 2022-07-21T09:42:03+07:00 โชติกา เหล่าศรี s63414100009@sau.ac.th มณีกัญญา นากามัทสึ s63414100009@sau.ac.th ฑิฆัมพร พันลึกเดช s63414100009@sau.ac.th <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่ส่งผลต่อการตัดสินใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada 2) ระดับการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada 3) ปัจจัยส่วนบุคคลส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada 4) ความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมผู้บริโภค การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการและการตัดสินใจ้ใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada และ 5) เพื่อเป็นแนวทางสำหรับผู้บริหารในการพัฒนาการทำธุรกิจตลาดออนไลน์ โดยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม ทำการเก็บข้อมูลกับผู้ใช้บริการซื้อสินค้าใน Shopee และ Lazada ภายในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน โดยสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง ตามแนวคิดของ Cochran et al., (1953) โดยการสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจาง สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว (One-way ANOVA F-test) และวิเคราะห์ความสัมพันธ์โดยใช้วิธีของเพียร์สัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผู้บริโภคตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee และ Lazada ร่วมกัน 268 คน ใช้บริการ Shopee อย่างเดียว 116 คน ส่วนใหญ่ตัดสินใจใช้บริการจากร้านค้ามีความน่าเชื่อถือ และใช้บริการ Lazada อย่างเดียว 16 คน ส่วนใหญ่ตัดสินใจใช้บริการจากมี Code ส่วนลดจากการทำกิจกรรมต่าง ๆ 2) ค่าเฉลี่ยของปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการ อยู่ระดับมาก (=4.15, S.D.=.607) และการตัดสินใจใช้บริการ อยู่ในระดับมากที่สุด (=4.28, S.D.=.540) 3) ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ สถานะ รายได้ อาชีพ และการศึกษาที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee และ Lazada อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ปัจจัยพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee และ Lazada อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 5) ปัจจัยการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการที่แตกต่างกัน ส่งผลต่อการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น Shopee และ Lazada แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 6) พฤติกรรมผู้บริโภค และการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการมีความสัมพันธ์กับการตัดสินใจใช้บริการซื้อสินค้าผ่านแอพพลิเคชั่น: กรณีศึกษาเปรียบเทียบระหว่าง Shopee และ Lazada ในระดับปานกลาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (R<sup>2</sup>=.540**, .599**)</p> <p> </p> 2022-07-23T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/261048 วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ 2022-10-14T09:50:48+07:00 MAB HOM hommab2018@gmail.com วิชากร เฮงษฎีกุล s6441410003@sau.ac.th มณีกัญญา นากามัทสึ s6441410003@sau.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> </p> <p>การศึกษาครั้งนี้วัตถุประสงค์ (1) เพื่อศึกษาปัจจัยด้านประชากรศาสตร์ ที่แตกต่างกันส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ แตกต่างกัน (2) เพื่อศึกษาระดับความสำเร็จในด้านต่าง ๆ ในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศของบริษัทกรณีศึกษา (3) การนำเสนอวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ พนักงานของบริษัท ABC ที่ผลิตแป้งมันสำปะหลังส่งออกในจังหวัดนครราชสีมา จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าความที่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวสำหรับปัจจัยส่วนบุคคล 3 กลุ่มขึ้นไป และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการเปรียบเทียบ ความคิดเห็นของพนักงาน บริษัท ABC ที่มี เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา โดยรวมไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ในส่วนระยะเวลาในการทำงาน โดยรวมแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย</p> <p>ระดับความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศโดยรวมอยู่ในระดับมาก (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=3.68, S.D.=0.610) เมื่อจำแนกเป็นรายด้านพบว่า ส่วนใหญ่อยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ดังนี้ ด้านลูกค้า (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=4.02, S.D.=0.719 ด้านการเรียนรู้และการเติบโต (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=3.67, S.D.=0.764) ด้านกระบวนการภายใน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=3.56, S.D.=0.804) ด้านการเงิน (<img title="\bar{x}" src="https://latex.codecogs.com/gif.latex?\bar{x}" />=3.47, S.D.=0.738) ตามลำดับ</p> <p>วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ คือ ด้านวัฒนธรรมแบบมุ่งผลสำเร็จ โดยพิจารณาจากค่า P-value = 0.000*, β = 0.783 ซึ่งส่งผลบวก ส่วนด้านวัฒนธรรมแบบปรับตัวมีค่า P-value = 0.207, β = -.109 และด้านวัฒนธรรมแบบเครือญาติมีค่า P-value = 0.522, β = 0.059 ไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่ส่งผลต่อความสำเร็จในการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ</p> 2022-10-22T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/260489 ความต้องการและแนวทางในการเรียนรู้ของครูวัยก่อนเกษียณในเขตจังหวัดสงขลา 2022-08-09T11:42:28+07:00 เชาวนี แก้วมโน chaowanee@hu.ac.th <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์คือ เพื่อศึกษาความต้องการในการเรียนรู้ และแนวทางในการจัดการเรียนรู้ก่อนวัยเกษียณของครูที่อาศัยอยู่ในเขตจังหวัดสงขลา โดยเก็บรวบรวมข้อมูล จากกลุ่มตัวอย่าง คือ ครูผู้สอนที่ปฏิบัติหน้าที่อยู่ในเขตจังหวัดสงขลา จำนวน 385 คน เก็บรวบรวมข้อมูล โดยใช้แบบสอบถาม</p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการในการเรียนรู้ โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.76 เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า ทุกด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก โดยด้านสุขภาพอนามัยมีค่าเฉลี่ยมากที่สุดเท่ากับ 3.97 และด้านอาชีพมีค่าเฉลี่ยน้อยที่สุดเท่ากับ 3.55 และสำหรับแนวทางในการจัดการเรียนรู้ ควรมีหน่วยงานที่รับผิดชอบอย่างเป็นรูปธรรมชัดเจน มีจัดกิจกรรมให้ผู้สูงอายุมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง การดูแลในเรื่องสุขภาพอนามัย ทำกิจกรรมทางสังคม มีความรู้ในการใช้อินเตอร์เน็ต ติดต่อสื่อสารกับเพื่อนในวัยเดียวกันได้ การฝึกอาชีพ ควรมีตลาดรองรับ มีแหล่งทุนในการประกอบอาชีพ และองค์กรที่เกี่ยวข้องควรให้การสนับสนุน</p> 2022-11-01T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/260476 การจัดกลุ่มจังหวัดตามสถิติด้านการท่องเที่ยวรายภูมิภาค ภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 2022-08-08T09:06:38+07:00 ขนิษฐา สร้อยทอง panishkan_k@su.ac.th บุษรา พวงสมบัติ panishkan_k@su.ac.th นัทธีรา สรรมณี panishkan_k@su.ac.th กมลชนก พานิชการ panishkan_k@su.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อจัดกลุ่มจังหวัดและหาคุณลักษณะของกลุ่มตามสถิติด้านการท่องเที่ยวรายภูมิภาคภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของโควิด-19 โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากแหล่งข้อมูลที่เป็นทางการ การจัดกลุ่มจังหวัดใช้เทคนิคการวิเคราะห์จัดกลุ่ม (Cluster analysis) วิเคราะห์ตามรายภูมิภาค ผลการศึกษาในแต่ละภูมิภาคมีผลการจัดกลุ่มคล้ายกันคือจัดกลุ่มได้เป็น 3 กลุ่มจังหวัดได้แก่ 1) กลุ่มจังหวัดที่เป็นเมืองหลักในแต่ละภูมิภาค กลุ่มจังหวัดนี้เป็นเป้าหมายหลักของนักท่องเที่ยว มีจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงที่สุดทั้งนักท่องเที่ยวคนไทยและชาวต่างชาติ 2) กลุ่มจังหวัดทางเลือกซึ่งเป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติในแต่ละภูมิภาค เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวสูงรองลงมาจากกลุ่มแรก มีคุณลักษณะเป็นจังหวัดขนาดกลางที่มีสถานที่ท่องเที่ยวที่มีจุดเด่นเป็นธรรมชาติหรือวัฒนธรรม กลุ่มจังหวัดนี้จึงเป็นทางเลือกอันดับต้นของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่ต้องการสัมผัสธรรมชาติที่สวยงามของประเทศไทย 3) กลุ่มจังหวัดใกล้เคียงที่เดินทางไปกลับได้หรือจังหวัดที่อยู่ไกลจากเมืองหลักในแต่ละภูมิภาค เป็นกลุ่มจังหวัดที่มีจำนวนนักท่องเที่ยวและการใช้จ่ายด้านการท่องเที่ยวน้อย มีจำนวนการเข้าพักน้อย จังหวัดในกลุ่มนี้มีสถานที่ท่องเที่ยวหลากหลายแต่อาจจะไม่ได้เป็นที่นิยมมากนักในกลุ่มนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติอาจจะเนื่องจากความไม่สะดวกในการเดินทางหรือการไม่มีข้อมูลมากนักในการสืบค้นออนไลน์หรือประชาสัมพันธ์</p> 2022-08-26T00:00:00+07:00 Copyright (c) 2022 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์