วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh <p>วารสารมนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ เป็นวารสารที่เปิดรับบทความวิจัยและบทความวิชาการ ในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ จากนักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ นักศึกษาระดับบัณฑิตศึกษา ตลอดจนผู้ที่สนใจจะนำผลงานวิจัยหรือผลงานวิชาการนำมาเผยแพร่ ซึ่งวารสารดังกล่าว ได้ดำเนินการจัดทำมาตั้งแต่ปี 2560 ต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน และได้รับรองจากสภามหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์เรียบร้อยแล้ว โดยรับตีพิมพ์บทความในสาขามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ได้แก่สาขาวิชารัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>กำหนดออกวารสารทุก </strong><strong>2 เดือน (ปีละ 2 ฉบับ) </strong></p> <p>ฉบับที่ 1 มกราคม - มิถุนายน ของทุกปี</p> <p>ฉบับที่ 2 กรกฎาคม - ธันวาคม ของทุกปี</p> <p><strong> </strong><strong>วัตถุประสงค์</strong></p> <p> เพื่อเป็นแหล่งเผยแพร่ ส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิจัย นักวิชาการและนิสิตนักศึกษา ตลอดจนผู้สนใจทั่วไป ได้มีโอกาสนำผลงานวิชาการและงานวิจัยในสาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ อีกทั้งแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การจัดการ บริหารธุรกิจ พัฒนาสังคมและการศึกษา</p> <p><strong>อัตราค่าสมาชิก</strong></p> <p>สามัญรายปี (ปีละ 2 ฉบับ) 500 บาท</p> <p><strong>เจ้าของวารสาร</strong></p> <p>บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์</p> <p><strong> </strong><strong>รูปแบบการดำเนินการกลั่นกรองบทความ</strong></p> <p><strong> </strong>กองบรรณาธิการได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับกระบวนการจัดทำวารสาร ตั้งแต่การคัดเลือกบทความโดยกองบรรณาธิการตรวจสอบรูปแบบก่อนนำส่งผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพิจารณากลั่นกรองบทความ โดยเชิญผู้ทรงคุณวุฒิประเมินบทความละ 3 ท่านต่อบทความ และเป็นผู้ทรงคุณวุฒิในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานทางวิชาการ และในการประเมินใช้รูปแบบผู้ประเมินไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้ประเมิน</p> สำนักวิจัย มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ th-TH วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2465-549X Factors Affecting the Engagement of International Students of the University in Xi’an City, Shaanxi Province, China. https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/283871 <p>This study aimed to: 1) analyze factors affecting international students' engagement at Xi'an University, Xi'an, Shaanxi Province, China; 2) examine approaches to promoting international students' engagement at Xi'an University. The sample size was calculated using Soper (2025)'s sample size calculation, with an effect size of 0.10, a power of 0.95, and a probability level (α) of 0.05. Data were collected using stratified sampling and simple random sampling. A questionnaire with an IOC between 0.67 and 1.00 and a reliability score of 0.01 (Cronbach's alpha between 0.868 and 0.889) was used for data collection. Semi-structured interviews with key informants were conducted.</p> <p> The results revealed four key factors influencing international students' engagement at universities in Xi'an, China. The analysis of the Asian students' population, primarily young males with intermediate Chinese language proficiency, revealed four factors: cross-cultural communication skills, cultural adaptation, institutional and curriculum, and social and emotional skills account for 84% of the variance in students' engagement levels. Among these factors, cross-cultural communication skills are the most powerful predictor. Therefore, approaches to promoting international students' engagement at Xi'an universities include promoting participation by focusing on developing cultural understanding, strengthening adaptation support, improving curriculum design, and promoting students' social and emotional development.</p> Jingyue Zhai Apirut Singthagarn Phanthida Laophuangsak ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 1 16 ปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในองค์กรของพนักงานบริษัทเอกชน ในจังหวัดสมุทรสาคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/279292 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา (1) ระดับความจงรักภักดีในองค์กรของพนักงานอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่ม จังหวัดสมุทรสาคร (2) ปัจจัยส่วนบุคคลและปัจจัยด้านการทำงานที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในองค์กร และ (3) เสนอแนวทางการบริหารจัดการเพื่อเสริมสร้างความจงรักภักดีในองค์กร การวิจัยใช้ระเบียบวิธีเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างพนักงานจำนวน 210 คน ด้วยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ ที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาและค่าความเชื่อมั่น (Cronbach’s Alpha = 0.88) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ t-test, One-way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ระดับความจงรักภักดีในองค์กร ด้านความตั้งใจอยู่กับองค์กร ด้านการสนับสนุนองค์กรและเพื่อนร่วมงาน และด้านการแนะนำองค์กรต่อผู้อื่น อยู่ในเกณฑ์สูง (Mean = 4.02, SD = 0.54) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อความจงรักภักดี ได้แก่ อายุ รายได้ และอายุงาน ปัจจัยด้านลักษณะงานและสภาพแวดล้อมที่มีผลเชิงบวก ได้แก่ ความชัดเจนของหน้าที่งาน ความยืดหยุ่นของเวลางาน และความสัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชาและเพื่อนร่วมงาน ขณะที่ความกดดันและปริมาณงานมีผลเชิงลบ ส่วนปัจจัยด้านประสบการณ์และโอกาสพัฒนาทักษะ ได้แก่ ประสบการณ์ทำงานที่ผ่านมา การเข้าร่วมฝึกอบรม และโอกาสก้าวหน้าในอาชีพ ล้วนมีผลเชิงบวกต่อความจงรักภักดี</p> <p>ข้อเสนอแนะ คือ องค์กรควรออกแบบงานที่ชัดเจนและยืดหยุ่น สร้างบรรยากาศการทำงานที่ส่งเสริมความสัมพันธ์ที่ดี ดูแลผลตอบแทนและสวัสดิการให้เหมาะสมตามช่วงอายุและอายุงาน รวมถึงสนับสนุนการพัฒนาทักษะและเส้นทางความก้าวหน้าในอาชีพ เพื่อรักษาบุคลากรที่มีคุณภาพและเสริมสร้างความยั่งยืนขององค์กรในระยะยาว</p> กาญชนก ผิวงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 17 36 การใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบังคับใช้กฎหมาย ขอบเขตของจริยธรรม ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/284554 <h2>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1. ศึกษาขอบเขตของการใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบังคับใช้กฎหมาย 2. ศึกษาประเด็นด้านจริยธรรมและหลักความรับผิดชอบต่อการใช้งาน และ 3. ศึกษาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิมนุษยชนในระบบยุติธรรม เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย ปัญญาประดิษฐ์ และสิทธิมนุษยชน จำนวน 10 ท่าน เก็บข้อมูลโดยศึกษาเอกสาร สัมภาษณ์เชิงลึก และสังเกตภาคสนาม วิเคราะห์เนื้อหาและวิเคราะห์เชิงประเด็น ตรวจสอบคุณภาพข้อมูลด้วย Triangulation และ Member Check ภายใต้หลักจริยธรรมการวิจัย เพื่อสะท้อนมุมมองต่อการประยุกต์ใช้ AI ในกระบวนการยุติธรรม</h2> <p>ผลการวิจัย พบว่า การนำปัญญาประดิษฐ์ AI มาใช้บังคับกฎหมายมีขอบเขตกว้าง ครอบคลุมทั้งการเฝ้าระวัง การวิเคราะห์ข้อมูลอาชญากรรม และการพยากรณ์พื้นที่เสี่ยง ซึ่งช่วยเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็วในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ อย่างไรก็ตาม มีการพบประเด็นด้านจริยธรรมที่สำคัญ เช่น ปัญหาอคติของอัลกอริทึม ความโปร่งใสของกระบวนการตัดสินใจ และความรับผิดชอบเมื่อเกิดเหตุระบบทำงานผิดพลาด ทำให้ส่งผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะเรื่องสิทธิความเป็นส่วนตัว และสิทธิในการได้รับความเป็นธรรมในกระบวนการยุติธรรม ดังนั้น การใช้ AI ในภาครัฐควรที่จะอยู่ภายใต้หลักของจริยธรรม ความโปร่งใส และกลไกการกำกับดูแล เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิและสร้างความไว้วางใจจากประชาชน</p> เศรษฐฐากรณ์ วงษ์อารยะสกุล ดาริณี ปันกันสกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 37 47 กลยุทธ์การใช้บัญชีบริหารที่ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จ ของธุรกิจสตาร์ทอัพในกรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/279913 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้กลยุทธ์ด้านการบัญชีบริหารที่ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จในมุมมองด้านการบริหารต้นทุน ด้านการวางแผนและควบคุม ด้านการตัดสินใจ ด้านการบัญชีด้านคู่แข่ง และด้านการบัญชีด้านลูกค้า ของธุรกิจสตาร์ทอัพในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ ผู้ประกอบการธุรกิจสตาร์ทอัพในกรุงเทพมหานคร จำนวน 400 คน การสุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ งานวิจัยนี้กำหนดนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุ 30 - 40 ปี มีระดับการศึกษาปริญญาตรี รายได้ต่อเดือนเริ่มต้น 45,001 – 60,000 บาท ระดับความคิดเห็นกลยุทธ์การใช้บัญชีบริหาร โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.09) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านการวางแผนและควบคุม ด้านการบัญชีด้านคู่แข่ง ด้านการตัดสินใจ ด้านการบริหารต้นทุน และด้านการบัญชีด้านลูกค้า ระดับความคิดเห็นการประสบความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพ โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 3.96) เมื่อพิจารณารายด้านค่าเฉลี่ยมากไปน้อย ได้แก่ ด้านแนวคิดใหม่ๆ ด้านแผนธุรกิจ ด้านจังหวะเวลา ด้านเงินทุน และด้านทีมงาน ได้ผลสรุปว่า กลยุทธ์การใช้บัญชีบริหารทั้ง 5 ด้าน ส่งผลต่อการประสบความสำเร็จของธุรกิจสตาร์ทอัพในกรุงเทพมหานคร อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ธิติยา พงษ์พานิชธาดา กมลเดช อร่ามรัตนชัย เนตรชนก ยอดสุข พงษ์พิพัฒน์ มัลลิกะมาลย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 48 64 ความสำเร็จของการจัดการโลจิสติกส์ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานของธุรกิจ อาหารสัตว์ในจังหวัดนครปฐม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/282991 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) ปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินธุรกิจอาหารสัตว์ และ 2) ปัจจัยความสำเร็จของกระบวนการโลจิสติกส์ที่มีผลต่อประสิทธิภาพในการดำเนินงานของธุรกิจอาหารสัตว์ การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ โดยประชากรที่ใช้ในการศึกษา คือ ผู้บริโภคที่เคยใช้บริการหรือผลิตภัณฑ์อาหารสัตว์ในจังหวัดนครปฐม กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ได้จากการสุ่มตัวอย่างแบบสะดวก (Convenience Sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบสอบถามที่ผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และมีค่าความเชื่อมั่นในระดับที่เหมาะสมคือ 0.685 และ 0.721 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิเคราะห์เชิงอนุมานใช้การทดสอบความแตกต่างด้วย One-way ANOVA และการวิเคราะห์สหสัมพันธ์ (Correlation Analysis) เพื่อตรวจสอบสมมติฐานที่ตั้งไว้</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) ผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 41-50 ปี ระดับการศึกปริญญาตรี มีอาชีพพนักงานบริษัทเอกชน และมีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 40,001-50,000 บาท (2) ปัจจัยความสำเร็จของกระบวนการโลจิสติกส์โดยภาพรวมมีความสำคัญในระดับมาก โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.85 ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ ด้าน R (Rationality) มีความสมเหตุสมผล (3) ข้อมูลเกี่ยวกับประสิทธิภาพในการดำเนินงานโดยภาพรวม มีความสำคัญอยู่ในระดับมาก โดยมีค่าคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 3.81 ด้านที่มีคะแนนเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่ <br />ด้านกระบวนการปฏิบัติงาน ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลด้านเพศ อายุ และอาชีพมีผลต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ ขณะที่ระดับการศึกษาและรายได้ต่อเดือนไม่มีผลแตกต่างตามสมมติฐาน สำหรับปัจจัยความสำเร็จของกระบวนการโลจิสติกส์ พบว่า มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับประสิทธิภาพการดำเนินงานในระดับนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 (r = 0.763, p &lt; 0.01) โดยองค์ประกอบสำคัญ ได้แก่ การสนับสนุนลูกค้า การวัดผลได้ คุณลักษณะที่เอื้อต่อความได้เปรียบ และความสมเหตุสมผลซึ่งมีความสัมพันธ์เชิงบวกต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง</p> บุญญิสา ถึงถิ่น อัมพิกา เล่าประวัติชัย ดวงใจ โพธิทะโสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 65 79 ทักษะทางวิชาชีพของการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัลในทรรศนคติ ของนักศึกษาคณะบัญชีมหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/saujournalssh/article/view/279916 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อวัดระดับคทักษะทางวิชาชีพของการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัลในทรรศนคติของนักศึกษาระดับปริญญาตรีคณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี 2) เพื่อศึกษาเกี่ยวกับทักษะทางวิชาชีพบัญชีในการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัล ในทรรศนคติของนักศึกษาระดับปริญญาตรีคณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักศึกษาระดับปริญญาตรีสาขาการบัญชี คณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี ประจำปีการศึกษา 2566 จำนวน 397 คน ใช้ประชากรทั้งหมด เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถาม สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับทักษะทางวิชาชีพบัญชีในการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัลในทรรศนคติของนักศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านที่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด คือ ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี และด้านที่มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากเรียงลำดับจากด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ด้านความรู้และความสามารถทางการบัญชี ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล ด้านการวิเคราะห์และแก้ไข ด้านทักษะการจัดการ และด้านบุคลากรและการสื่อสาร 2) ทักษะทางวิชาชีพบัญชีในการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัล ด้านความรู้และความสามารถทางการบัญชี ด้านจรรยาบรรณวิชาชีพบัญชี ด้านบุคลากรและการสื่อสาร ด้านการวิเคราะห์และแก้ไข ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล และด้านทักษะการจัดการ มีความสัมพันธ์กับความพึงพอใจการเป็นนักบัญชียุคดิจิทัลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีคณะบัญชี มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี อย่างมีนัยสำคัญสถิติที่ระดับ .05</p> พงศ์ธนวัฒน์ นวลดี ณัฐพงศ์ พันธเกียรติไพศาล พงษ์พิพัฒน์ มัลลิกะมาลย์ สนาสิริ แสงสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเอเชียอาคเนย์ 2025-12-26 2025-12-26 9 2 80 89