https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/issue/feed วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล 2026-07-01T06:51:39+07:00 ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.สถิตย์ กุลสอน kulsorn@stu.ac.th Open Journal Systems <p><strong>วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล ได้ผ่านการรับรองคุณภาพรอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572 จัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI 2 กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ ISSN 3088-2281 (Print) และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 3088-229X (Online)</p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ </strong><br />มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในกลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ บริหารธุรกิจ การบัญชี การตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีดิจิทัล นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สหวิทยาการจัดการ การจัดการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน นิเทศศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง </p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ<br /></strong>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) และผู้แต่ง (Author) ไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-blind Review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ <br /></strong>- บทความวิจัย (Research Article) <br />- บทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p><strong>กำหนดเผยแพร่วารสาร 2 ฉบับต่อปี</strong><br />- ฉบับที่ 1 มกราคม – มิถุนายน<br />- ฉบับที่ 2 กรกฏาคม – ธันวาคม</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์<br /></strong>- ภาษาไทย<br />- ภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>Published Rate (อัตราค่าตีพิมพ์)<br /></strong>1) บทความภาษาไทย ค่าธรรมเนียม 4,500 บาท<br />2) บทความภาษาอังกฤษ ค่าธรรมเนียม 5,500 บาท</p> <p>ชำระค่าธรรมเนียมผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี อุดรธานี ชื่อบัญชี “<strong>กองทุนวิจัย โดย วิทยาลัยสันตพล</strong>” (ชำระเงินหลังจากผ่านการตรวจสอบบทความเบื้องต้น เพื่อนำส่งผู้ทรงคุณวุฒิอ่านและประเมินบทความ)</p> <p><a href="https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/about/submissions?_gl=1*1wvwfap*_ga*MTA2MTMxNzQ1My4xNzUyMzg4Nzg2*_ga_PDDBSXG8KH*czE3ODQzNTk4ODQkbzM4JGcxJHQxNzg0MzYwODQwJGo2MCRsMCRoMTg1NTc0MTY1Nw..#authorGuidelines"><strong>คำแนะนำการเตรียมต้นฉบับและการส่งบทความ</strong></a></p> <p><strong>Template บทความและเอกสารประกอบการส่งบทความ</strong></p> <p><strong>­</strong><a href="https://drive.google.com/file/d/19z-lgZWgOssm-_vFyGt_WC4Pie_c0m36/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">- แบบนำส่งบทความ 1-3</a></p> <p><a href="https://drive.google.com/file/d/12ZclL3dorkfytj3W2X9urRAQ-GecW6yv/view?usp=sharing" target="_blank" rel="noopener">- Template Scaj Thai PDF</a></p> <p><a href="https://docs.google.com/document/d/1gJ041zi0YMAYcD_GuuSBy5xMKJTWbPxX/edit?usp=sharing&amp;ouid=107519133883338057301&amp;rtpof=true&amp;sd=true" target="_blank" rel="noopener">- Template Scaj Thai WORD</a></p> <p><em>(กรณีผู้ส่งบทความไม่มีชื่อในบทความ กองบรรณาธิการ<strong>ขอปฏิเสธ</strong>การรับบทความดังกล่าวเข้ากระบวนการพิจารณาบทความ)</em></p> https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288052 แนวทางการวิเคราะห์คราบเลือดในสถานที่เกิดเหตุสำหรับเจ้าหน้าที่สืบสวน 2026-03-30T11:11:17+07:00 ปริวรรต รัตนรุ่งโรจน์ kruohminvestigator@gmail.com <p>คราบเลือดเป็นพยานหลักฐานสำคัญที่ช่วยอธิบายลักษณะและลำดับเหตุการณ์ในสถานที่เกิดเหตุได้ แต่การตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ต้องใช้เวลาในการดำเนินการและยืนยันผล ขณะที่เจ้าหน้าที่สืบสวนจำเป็นต้องประเมินสถานการณ์และกำหนดทิศทางการสืบสวนตั้งแต่ระยะเริ่มต้นของคดี บทความวิชาการนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอแนวทางการตีความคราบเลือดในสถานที่เกิดเหตุสำหรับเจ้าหน้าที่ฝ่ายสืบสวน โดยศึกษาจากหลักการวิเคราะห์คราบเลือด แนวคิดการตัดสินใจภายใต้ความไม่แน่นอนและประสบการณ์การปฏิบัติงานในสถานที่เกิดเหตุ ผลการศึกษาพบว่า เจ้าหน้าที่สามารถใช้การสังเกต การจดจำรูปแบบคราบเลือด และการตั้งสมมติฐานเชิงพฤติการณ์ เพื่อประเมินทิศทางของเหตุการณ์ กลไกการเกิดเหตุ และความเป็นไปได้ของพฤติการณ์ของผู้เกี่ยวข้องได้ แนวทางดังกล่าวใช้เป็นข้อมูลประกอบการตัดสินใจและกำหนดแนวทางการสืบสวนในระยะเริ่มต้น โดยไม่ได้ทดแทนการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ ผลการศึกษายังพบว่าการตีความคราบเลือดอย่างเป็นระบบช่วยให้การเชื่อมโยงเหตุการณ์และการติดตามผู้กระทำความผิดเป็นไปได้รวดเร็วยิ่งขึ้น</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288182 สารสังหารและการเตรียมความพร้อมของตำรวจไทยภายใต้กรอบความมั่นคงทางเคมี 2026-03-30T11:16:57+07:00 ปริวรรต รัตนรุ่งโรจน์ kruohminvestigator@gmail.com <p class="Default" style="text-indent: 1.0cm;">ปัจจุบัน ภัยจากสารสังหารและสารเคมีอันตรายไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในทางทหารหรือการก่อการร้ายระหว่างประเทศอีกต่อไป แต่ได้ขยายเข้าสู่อาชญากรรมและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในพื้นที่พลเรือนมากขึ้น ส่งผลให้ตำรวจซึ่งเป็นหน่วยงานเผชิญเหตุลำดับต้นต้องเผชิญความเสี่ยงจากสารเคมีอันตรายโดยตรง ขณะที่การเตรียมความพร้อมด้านองค์ความรู้ อุปกรณ์ และการประสานงานระหว่างหน่วยงานยังมีข้อจำกัดอยู่ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของสารสังหารที่อาจส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางเคมี วิเคราะห์ความพร้อมของตำรวจไทยในการรับมือเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับสารเคมีอันตราย และเสนอแนวทางยกระดับความพร้อมภายใต้กรอบความมั่นคงทางเคมี โดยใช้วิธีการศึกษาจากการทบทวนเอกสารทางวิชาการ กฎหมายที่เกี่ยวข้อง รายงานกรณีศึกษา และแนวคิดด้านการจัดการเหตุฉุกเฉินทั้งในและต่างประเทศ ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีกรอบกฎหมายและมาตรการควบคุมสารเคมีที่ค่อนข้างชัดเจน แต่ยังมีช่องว่างด้านการเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน การถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน คชรน. สู่หน่วยงานตำรวจ และการเข้าถึงเทคโนโลยีตรวจจับสารเคมีในระดับปฏิบัติการ บทความจึงเสนอแนวทางยกระดับความพร้อมเชิงระบบผ่านการพัฒนาบุคลากร การสร้างฐานข้อมูลและระบบเตือนภัยร่วม ตลอดจนการกำกับดูแลสารเคมีบนพื้นฐานความเสี่ยง เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงทางเคมีและความปลอดภัยสาธารณะของประเทศไทยในระยะยาว</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288183 บทบาทของครูตำรวจ D.A.R.E. ในฐานะกลไกการป้องกันยาเสพติดเชิงปฐมภูมิในสถานศึกษาไทย 2026-03-30T11:22:01+07:00 เมฆา สารีพันดอน makha1788@gmail.com <p>ปัญหายาเสพติดยังคงเป็นภัยคุกคามสำคัญต่อความมั่นคงทางสังคมและคุณภาพชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเด็กและเยาวชนซึ่งอยู่ในช่วงพัฒนาการด้านอารมณ์ ความคิด และการตัดสินใจ ประเทศไทยจึงให้ความสำคัญกับการป้องกันยาเสพติดในสถานศึกษาในฐานะมาตรการเชิงปฐมภูมิ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์บทบาทของครูตำรวจ D.A.R.E. ในฐานะกลไกการป้องกันยาเสพติดเชิงปฐมภูมิในสถานศึกษาไทย โดยใช้วิธีการทบทวนเอกสารและสังเคราะห์องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับแนวคิดการป้องกัน<br />เชิงปฐมภูมิ ทักษะชีวิต กระบวนการตัดสินใจแบบ D.A.R.E. แนวคิดการเรียนรู้ทางสังคม และความร่วมมือระหว่างตำรวจ โรงเรียน และชุมชน ผลการศึกษาพบว่า ครูตำรวจ D.A.R.E. มีบทบาทสำคัญ 3 ประการ ได้แก่ (1) การเสริมสร้างภูมิคุ้มกันทางพฤติกรรมผ่านทักษะการตัดสินใจและการปฏิเสธแรงกดดันจากเพื่อน (2) การเป็นแบบอย่างเชิงบวกที่ส่งเสริมการเรียนรู้ผ่านการสังเกต (3) การสร้างทุนทางสังคมและความไว้วางใจระหว่างเยาวชนกับสถาบันตำรวจ อันนำไปสู่ความร่วมมือในการป้องกันปัญหายาเสพติดในระยะยาว จากผลการศึกษาจึงเสนอให้มีการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วม การเสริมสร้างศักยภาพครูตำรวจอย่างต่อเนื่อง และการจัดระบบติดตามประเมินผลระยะยาว เพื่อเพิ่มประสิทธิผลและความยั่งยืนของการป้องกันยาเสพติดเชิงปฐมภูมิในสถานศึกษาไทย</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288189 กฎหมายกับรัฐบาลดิจิทัล: ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกฎหมายไทยในยุค Data-Driven Governance และข้อเสนอเชิงบรรทัดฐาน 2026-03-30T13:23:27+07:00 ปาณิษตรา บุญส่ง kungnang2555@hotmail.com ณัฐกิตติ์ ขจิตตานนท์ kungnang2555@hotmail.com ภัทรดนัย ดิรกลาภ kungnang2555@hotmail.com <p>การเปลี่ยนผ่านสู่รัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) และการบริหารภาครัฐแบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Governance) ได้ก่อให้เกิดความท้าทายต่อโครงสร้างทางกฎหมายและการกำกับดูแลภาครัฐของประเทศไทยอย่างมีนัยสำคัญ บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากฎหมายไทยที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลดิจิทัล วิเคราะห์ข้อจำกัดเชิงโครงสร้างของกฎหมายไทยในการรองรับการบริหารภาครัฐที่อาศัยข้อมูลเป็นฐาน และเสนอแนวทางเชิงบรรทัดฐานสำหรับการพัฒนากฎหมายให้สอดคล้องกับบริบทของรัฐดิจิทัล โดยใช้วิธีการศึกษาวิเคราะห์เอกสารทางกฎหมาย หลักวิชาการ และแนวคิดร่วมสมัยที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ แนวคิดรัฐบาลดิจิทัล (Digital Government) การบริหารภาครัฐแบบขับเคลื่อนด้วยข้อมูล (Data-Driven Governance) การกำกับดูแลข้อมูล (Data Governance) และรัฐธรรมนูญนิยมดิจิทัล (Digital Constitutionalism)</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า แม้ประเทศไทยจะมีกฎหมายสำคัญที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลดิจิทัล ได้แก่ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 พระราชบัญญัติการบริหารงานและการให้บริการภาครัฐผ่านระบบดิจิทัล พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล พ.ศ. 2562 พระราชบัญญัติว่าด้วยธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. 2544 และพระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสารของราชการ พ.ศ. 2540 แต่กฎหมายดังกล่าวยังคงมีข้อจำกัดเชิงโครงสร้างหลายประการ ได้แก่ ความกระจัดกระจายของกฎหมายและหน่วยงานกำกับดูแล การขาดกลไกกำกับดูแลข้อมูลภาครัฐที่เป็นเอกภาพ การขาดความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบของอัลกอริทึมภาครัฐ ตลอดจนความไม่สมดุลระหว่างการใช้ข้อมูลเพื่อประโยชน์สาธารณะกับการคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพของประชาชน</p> <p>บทความเสนอว่า การปฏิรูปกฎหมายไทยในยุค Data-Driven Governance ควรมุ่งพัฒนากรอบการกำกับดูแลข้อมูลภาครัฐระดับชาติ ส่งเสริมการบูรณาการข้อมูลระหว่างหน่วยงาน กำหนดมาตรฐานความโปร่งใสและความรับผิดรับชอบของระบบอัลกอริทึม และรับรองสิทธิของประชาชนในกระบวนการตัดสินใจทางดิจิทัล โดยยึดหลัก Data Governance และ Digital Constitutionalism เพื่อสร้างดุลยภาพระหว่างประสิทธิภาพของภาครัฐกับการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน อันจะนำไปสู่การพัฒนารัฐบาลดิจิทัลที่มีความโปร่งใส เป็นธรรม และยั่งยืน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288191 ความรับผิดทางกฎหมายของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทยต่อการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค : ศึกษากรณีการซื้อขายสินค้า และการบริการที่ผิดกฎหมาย 2026-03-30T14:06:57+07:00 ปาณิษตรา บุญส่ง kungnang2555@hotmail.com ณรงค์ กระจ่างพิศ kungnang2555@hotmail.com ณัฐธัญ สวิงทอง kungnang2555@hotmail.com <p class="Default" style="text-indent: 1.0cm;">การเติบโตของแพลตฟอร์มออนไลน์และเศรษฐกิจดิจิทัลส่งผลให้การซื้อขายสินค้าและบริการผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ขยายตัวอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การขยายตัวดังกล่าวก่อให้เกิดปัญหาการละเมิดสิทธิของผู้บริโภคจากการซื้อขายสินค้าและบริการที่ผิดกฎหมายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มมากขึ้น บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความรับผิดทางกฎหมายของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในประเทศไทยต่อการละเมิดสิทธิของผู้บริโภค โดยมุ่งศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และที่แก้ไขเพิ่มเติม พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้บริโภค พ.ศ. 2522 ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตลอดจนแนวคำพิพากษาศาลฎีกาและแนวทางของกฎหมายต่างประเทศ</p> <p class="Default" style="text-indent: 1.0cm;">จากการศึกษา พบว่า กฎหมายไทยยังไม่มีบทบัญญัติเฉพาะที่กำหนดความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มออนไลน์ในฐานะ “ตัวกลาง” อย่างชัดเจน โดยการพิจารณาความรับผิดส่วนใหญ่อาศัยการตีความพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 15 ซึ่งกำหนดให้ผู้ให้บริการที่ให้ความร่วมมือ ยินยอม หรือสนับสนุนการกระทำความผิดต้องรับผิดเช่นเดียวกับผู้กระทำความผิด อย่างไรก็ตาม การพิสูจน์เจตนาและการรู้เห็นของผู้ให้บริการยังคงเป็นปัญหาในทางปฏิบัติ นอกจากนี้ประเทศไทยยังขาดกลไก “Notice and Takedown” ที่มีมาตรฐานและมีผลบังคับใช้ทางกฎหมายอย่างชัดเจน ส่งผลให้การคุ้มครองผู้บริโภคในระบบเศรษฐกิจดิจิทัลยังไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอ</p> <p class="Default" style="text-indent: 1.0cm;">บทความเสนอว่า ควรมีการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องโดยกำหนดนิยามและขอบเขตความรับผิดของผู้ให้บริการแพลตฟอร์มให้ชัดเจน กำหนดหน้าที่เชิงรุกในการตรวจสอบและระงับการกระทำผิด รวมถึงจัดทำกลไก Notice and Takedown ที่มีประสิทธิภาพ ตลอดจนพิจารณาการตรากฎหมายเฉพาะเพื่อกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลและการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภคในระยะยาว</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/284928 องค์ประกอบด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม 2025-11-07T11:35:09+07:00 กัญสพัฒน์ นับถือตรง fonkansapat99@gmail.com กัญญาภัทร จิตมาตย์ kanyaphat@npu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบด้านการท่องเที่ยวที่ส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัย คือ นักท่องเที่ยวที่เดินทางมาท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม จำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาวิจัย พบว่า ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับองค์ประกอบด้านการท่องเที่ยวจังหวัดนครพนม โดยรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.09) หากทำการวิเคราะห์รายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุดอันดับแรก คือ ด้านการเข้าถึง รองลงมา คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก ด้านที่พัก ด้านสิ่งดึงดูดใจ และด้านกิจกรรม ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า องค์ประกอบด้านการท่องเที่ยว คือ ด้านสิ่งดึงดูดใจ (β = 0.142, Sig. &lt; 0.001) ด้านการเข้าถึง (β = 0.188, Sig. &lt; 0.000) และด้านที่พัก (β = 0.336, Sig. &lt; 0.000) ส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ในขณะที่ด้านกิจกรรม (β = 0.034, Sig. &gt; 0.479) และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก (β = 0.006, Sig. &gt; 0.897) ไม่ส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และมีค่าความคาดเคลื่อนมาตรฐานของการพยากรณ์เท่ากับ 0.326 ทั้งนี้สามารถอธิบายปัจจัยด้านการท่องเที่ยวได้ว่าส่งผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนม มีค่าสัมประสิทธ์ของการพยากรณ์ปรับปรุง (R Square) ร้อยละ 41.00 หมายถึง ปัจจัยองค์ประกอบด้านการท่องเที่ยว สามารถพยากรณ์ว่ามีผลต่อการกลับมาเที่ยวซ้ำของนักท่องเที่ยวในจังหวัดนครพนมของนักท่องเที่ยวได้ถึงร้อยละ 41.00 ส่วนที่เหลืออีกร้อยละ 59.00 คือ ปัจจัยอื่นนอกเหนือจากที่กล่าวมา</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285159 วัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร 2025-11-24T10:35:12+07:00 หทัยรัตน์ ศรีทอง 676150110184@npu.ac.th จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ 676150110184@npu.ac.th นาวี อุดร 676150110184@npu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาวัฒนธรรมองค์การ จำแนกตามสภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาความผูกพันในองค์การของครู จำแนกตามสภาพและขนาดของสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างวัฒนธรรมองค์การกับความผูกพันในองค์การของครู (4) ศึกษาวัฒนธรรมองค์การที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร กลุ่มตัวอย่างจำนวน 396 คน จําแนกเป็นผู้บริหาร 107 คน และครู 289 เครื่องมือที่ใช้ในเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ มี 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้สอบแบบสอบถาม ได้แก่สถานภาพ ตอนที่ 2 แบบสอบถามวัฒนธรรมองค์การ <br />ตอนที่ 3 แบบสอบถามความผูกพันในองค์การ แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัฒนธรรมองค์การ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) ความผูกพันในองค์การของครู โดยรวมอยู่ใน<br />ระดับมาก (3) วัฒนธรรมองค์การ กับความผูกพันในองค์การของครูมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 (4) ตัวแปร วัฒนธรรมองค์การ ที่ส่งผลต่อความผูกพันในองค์การของครู มี 4 ตัวแปร ได้แก่ การกำหนดเป้าหมายและทิศทางองค์การ (X5) การสร้างสรรค์และปรับตัว (X4) การทำงานเป็นทีมและความสัมพันธ์ภายใน (X3) การพัฒนาและดูแลบุคลากร (X2) สามารถเขียนสมการ ได้ ดังนี้ สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนดิบ Y' = 1.5 +.23(X5) +.17 (X4) + .14 (X3) + .11 (X2) <br />สมการพยากรณ์ในรูปคะแนนมาตรฐาน Zy' = .30(Z5) +.22 (Z4) + .18 (Z3) + .15 (Z2)</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285221 ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร 2025-11-30T08:17:05+07:00 ณัฐรดา โลคลัง 676150110192@npu.ac.th จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ 676150110192@npu.ac.th นาวี อุดร 676150110192@npu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา จำแนกตามสภาพและขนาดของสถานศึกษา (2) ศึกษาการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา จำแนกตามสภาพและขนาดของสถานศึกษา (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา (4) ศึกษา ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา มุกดาหาร กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 396 คน จำแนกเป็นผู้บริหาร 107 คน และครู 289 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลครั้งนี้ มี 3 ตอน ดังนี้ ตอนที่ 1 ข้อมูลส่วนตัวของผู้สอบแบบสอบถาม ได้แก่ สถานภาพ ตอนที่ 2 แบบสอบถามภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ตอนที่ 3 แบบสอบถามการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา แบบสอบถามเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) สถิติที่ใช้ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า (1) ภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (2) การพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก (3) ผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษากับการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา มีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับค่อนข้างสูงอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .01 (4) ตัวแปรภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการพัฒนานวัตกรรมการบริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษามุกดาหาร มี 4 ตัวแปร ได้แก่ การมีวิสัยทัศน์ (X1) การมีความยืดหยุ่น (X4) การเรียนรู้แบบทีม (X2) และการมีความคิดสร้างสรรค์ (X3) โดยร่วมกันพยากรณ์ได้ร้อยละ 69 มีความคลาดเคลื่อนมาตรฐานของพยากรณ์ เท่ากับ + .28</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285381 THE DEVELOPMENT OF ATHLETES ENGLISH READING SKILLS AT THAILAND NATIONAL SPORTS UNIVERSITY 2025-11-29T14:43:40+07:00 RAWIPA MEEWISATE tofkpru@gmail.com PANITNAN SUJINTAVONG tofkpru@gmail.com THANARIT THANAIUDOMPAT tofkpru@gmail.com <p>The objective of this research was to investigate the development of English reading comprehensive skills among undergraduate athletes at the Thailand National Sports University, Chon Buri Campus, using the jigsaw reading activity. The sample group for this study consisted of 10 first-year undergraduate athletes majoring in Sports Management within the Faculty of Liberal Arts.</p> <p>The instruments utilized in this research were seven lesson plans incorporating the Jigsaw Reading activity, each requiring three class periods, and seven subjective English reading comprehension tests designed to measure interpretive, critical, analytical, and summarizing comprehension levels is above 60 percent of the total score.</p> <p>Data analysis involved calculating percentages, means and standards deviation. The results indicated that the athletes' development in English reading comprehension met the established criteria, achieving an average percentage score of 86, which was categorized as 'satisfactory.' The learners consistently demonstrated a tendency toward continuous improvement in their English reading comprehension development.</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285602 การพัฒนาแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (MONEY ME) 2025-12-10T11:29:40+07:00 ศิขรินทร์ กล่ำชุ่ม pomssruam@gmail.com ธารีชล ดงสงคราม thareechon@rmu.ac.th ธรัช อารีราษฎร์ dr.tharach@rmu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน 2) เพื่อพัฒนาแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ ชุมชนอำเภอท่าตูม จังหวัดมหาสารคาม จํานวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) ซึ่งได้ประเมินความเหมาะสมของแอปพลิเคชันจากผู้เชี่ยวชาญ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.52 แบบสอบถามความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือนและแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) เป็นแบบสอบถามชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ มีค่าความสอดคล้องของข้อคําถาม มีค่าเฉลี่ย 1.00 ซึ่งสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และ สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน <br />ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการใช้งานแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) มีความสอดคล้องกับความต้องการของครัวเรือนในจังหวัดมหาสารคาม ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ3)ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อแอปพลิเคชันระบบบัญชีครัวเรือน (Money Me) ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285642 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี 2025-12-12T12:53:59+07:00 รอง ปัญสังกา rong@stu.ac.th ปัญญารัฐฎน์ จันทร์กอง rong@stu.ac.th มีศักดิ์ แสงศิลา rong@stu.ac.th ธีระเดช จิราธนทัต rong@stu.ac.th วรพล คล่องเชิงศร rong@stu.ac.th ประหยัด ฤๅชากูล rong@stu.ac.th มิลินท์ ศิรินทร์กัญญา rong@stu.ac.th เกศรี วิวัฒนปฐพี rong@stu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาอุดรธานี ปีการศึกษา 2568 จำนวน 400 คน ซึ่งคัดเลือกโดยวิธีสุ่มแบ่งชั้นอย่างเป็นสัดส่วนและสุ่มอย่างง่ายด้วยการจับฉลากสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถามมาตรส่วนประมาณค่า 5 ระดับ มีค่าความเชื่อมั่นของแบบสอบถามเท่ากับ 0.997 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลประกอบด้วย ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความเบ้ ค่าความโด่ง ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient) ค่าดัชนี KMO (Kaiser - meyer - olkin measure of sampling adequacy) ค่าสถิติของ Bartlett (Bartlett’s test of sphericity) และวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory factor analysis)</p> <p>ผลการวิจัยสรุปได้ ดังนี้ </p> <ol> <li>ผลการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์และค่า KMO and Bartlett's Test องค์ประกอบหลักสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน พบว่า ทุกองค์ประกอบหลัก มีความสัมพันธ์เชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และมีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์สูงกว่าเกณฑ์ที่ยอมรับได้ (.30) และเมื่อทำการตรวจสอบความสัมพันธ์ของข้อมูลเบื้องต้นก่อนนำไปวิเคราะห์องค์ประกอบ ด้วยค่า Kaiser - meyer olkin measure of sampling adequacy (KMO) มีค่าเท่ากับ .911 ซึ่งมากกว่า .60 <br />ค่าทดสอบ Bartlett's test of sphericity (Chi – square) เท่ากับ 2398.859 และมีค่านัยสำคัญทางสถิติ น้อยกว่า .05 นั่น หมายถึง ข้อมูลในส่วนนี้มีความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร และมีความเหมาะสมระดับดีมาก ซึ่งเป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น</li> </ol> <p>2. ผลการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน เพื่อสร้างสเกลองค์ประกอบ ในรูปแบบของโมเดลความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงเส้น เพื่อเป็นการทดสอบความสอดคล้องของโมเดลโครงสร้างองค์ประกอบหลัก องค์ประกอบย่อย และตัวบ่งชี้สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐานกับข้อมูลเชิงประจักษ์ อันเป็นขั้นตอนสำคัญของการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน โดยได้จัดกลุ่ม<br />ตัวบ่งชี้ออกภายใต้องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบหลักได้ องค์ประกอบหลัก 8 ตัว องค์ประกอบย่อย 29 ตัว และตัวบ่งชี้ 70 ตัว แล้วนำเข้าทำการวิเคราะห์ตามกรอบทฤษฎี และเมื่อปรับความสอดคล้องของโมเดลแล้ว ทำให้มีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ ดังนี้ ค่าไคสแควร์ (χ²) = 268.355 ชั้นแห่งความเป็นอิสระ (df) = 240 ค่าไคสแควร์สัมพัทธ์ (χ²/df) = 1.118 ค่าระดับความน่าจะเป็นของไคสแคว์ (P - value) = .101 ค่าดัชนีรากที่สองของความคลาดเคลื่อนในการประมาณค่า (RMSEA) = .017 ค่าดัชนีวัดระดับความสอดคล้องเปรียบเทียบ (CFI) = .996 ค่าดัชนีวัดความสอดคล้องกลมกลืนเชิงสัมพัทธ์ (TLI) = .993 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืน (GFI) = .957 ค่าดัชนีวัดระดับความกลมกลืนที่ปรับแก้แล้ว (AGFI) = .922 ค่าดัชนีรากของกำลังสองเฉลี่ยของส่วนที่เหลือ (RMR) = .006 และค่าดัชนีแสดงขนาดของกลุ่มตัวอย่างที่จะยอมรับดัชนีแสดงความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลได้ (Holster) = 413.000 <br />ที่ระดับนัยสำคัญ .001 เมื่อพิจารณาจาก ตัวบ่งชี้ทุกตัว มีค่าสถิติต่าง ๆ ที่ได้จากการวิเคราะห์ข้อมูลอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้เป็นไปตามข้อตกลงเบื้องต้น แสดงว่า ตัวบ่งชี้ทุกตัวอยู่ภายใต้องค์ประกอบย่อย และองค์ประกอบย่อยทุกตัวอยู่ภายใต้องค์ประกอบหลักสรุปว่า โมเดลสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน มีความสอดคล้องและกลมกลืนดีกับข้อมูลเชิงประจักษ์</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285789 ผลของการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทาง เสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิค การพูดรอบวงต่อความสามารถในการพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2025-12-20T16:42:19+07:00 เขมณัฎฐ์ เพียรสิริสกุล 63120609110@udru.ac.th ศศิพงษ์ ศรีสวัสดิ์ 63120609110@udru.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทาง เสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการพูดรอบวง ก่อนเรียนและหลังเรียน 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการพูดภาษาจีนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทางเสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการพูดรอบวง หลังเรียนเทียบกับเกณฑ์ร้อยละ 70 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทาง เสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือ เทคนิคการพูดรอบวงของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 จำนวน 30 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ แบบวัดความสามารถในการพูดภาษาจีน และแบบสอบถามความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าร้อยละ และ ค่าที </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทางเสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการพูดรอบวง มีคะแนนความสามารถในการพูดภาษาจีน ก่อนเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 54.33 และหลังเรียนเฉลี่ย เท่ากับ 104.80 และเมื่อทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยพบว่า ความสามารถในการพูดภาษาจีน หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> <p>2) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทางเสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการพูดรอบวง มีคะแนนความสามารถในการพูดภาษาจีน หลังเรียนเฉลี่ยเท่ากับ 104.80 คิดเป็นร้อยละ 87.33 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ร้อยละ 70</p> <p style="font-weight: 400;">3) นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 มีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้แบบการตอบสนองด้วยท่าทาง เสริมด้วยการเรียนรู้แบบร่วมมือเทคนิคการพูดรอบวงในระดับมากที่สุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285917 ความเป็นพลเมืองดิจิทัลของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง 2025-12-24T22:36:20+07:00 ดวงพร เขื่อนสอน pupa135@gmail.com อัศนีย์ ณ น่าน pupa135@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความเป็นพลเมืองดิจิทัลของประชาชน และเพื่อศึกษาปัจจัยส่วนบุคคลและองค์ประกอบของพลเมืองดิจิทัลที่ส่งผลต่อความเป็นพลเมืองดิจิทัลของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง ใช้แบบสอบถามในการเก็บรวบรวมข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างเป็นประชาชนในเขตอำเภอเมือง จังหวัดลำปาง จำนวนทั้งหมด 400 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ความถี่ ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานด้วย t-test One way ANOVA และการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับองค์ประกอบของความเป็นพลเมืองดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ความปลอดภัยดิจิทัล <br />การสื่อสารดิจิทัล ความคิดสร้างสรรค์และจรรยาบรรณดิจิทัล ความรับผิดชอบต่อตัวเองและสังคม และการเข้าถึง เข้าใจเทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ คุณลักษณะความเป็นพลเมืองดิจิทัลโดยรวมอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านจริยธรรมทางดิจิทัล การรักษาอัตลักษณ์และข้อมูลส่วนบุคคล กิจกรรมบนสื่อดิจิทัล และทักษะและความสามารถในการใช้งานดิจิทัล ตามลำดับ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ส่งผลต่อความเป็นพลเมืองดิจิทัลของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง และผลการวิเคราะห์ถดถอยพบว่า องค์ประกอบด้านความรับผิดชอบต่อตนเองและสังคม (𝛽 = .374, 𝑝 &lt; .001) มีอิทธิพลสูงสุดต่อความเป็นพลเมืองดิจิทัลของประชาชนในเขตพื้นที่อำเภอเมือง จังหวัดลำปาง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/285992 การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ดิจิทัล e-book ตามวงล้อบูรณาการกระบวนการเรียนรู้ แบบสืบเสาะหาความรู้ 6 ขั้น เรื่อง งานและพลังงาน วิชาวิทยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา ว22103 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี 2025-12-27T11:27:53+07:00 รัชนีกร ไชยคำภา copper45atom48@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ดิจิทัล e-book ตามวงล้อบูรณาการกระบวนการเรียนรู้แบบสืบเสาะหาความรู้ 6 ขั้น เรื่อง งานและพลังงาน วิชาวิทยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา ว22103 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 กลุ่มสาระการเรียนรู้วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาค่าดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น 3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้นกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนปากคาดพิทยาคม อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ จำนวน 35 คน โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sample) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น จำนวน 6 ชุด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาวิทยาศาสตร์ 4 เรื่อง งานและพลังงาน และแบบวัดความพึงพอใจต่อการเรียนรู้ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานค่าประสิทธิภาพ E1/E2 และการทดสอบค่าที (t – test Dependent Samples)</p> <p style="font-weight: 400;">ผลการวิจัยพบว่า 1) ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.06/84.21 2) ดัชนีประสิทธิผลของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น มีค่าเท่ากับ 0.79 3) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา ว22103 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 4) ความพึงพอใจต่อการเรียนวิชาวิทยาศาสตร์ 4 รหัสวิชา ว22103 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น พบว่า ความพึงพอใจของนักเรียนต่อการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ตามวงล้อ 6 ขั้น อยู่ในระดับสูงสุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/286724 ทัศนคติและคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการค่ายมวยในจังหวัดกรุงเทพมหานคร กรณีศึกษา ค่ายมวย NF ลูกสวน 2026-01-28T11:20:29+07:00 ปรัชญา หวังเกษม 63101910013@rpu.ac.th พรพิมล สัมพัทธ์พงศ์ 63101910013@rpu.ac.th ยุทธนาท บุณยะชัย 63101910013@rpu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาทัศนคติ คุณภาพการให้บริการ และความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการ รวมถึงศึกษาทัศนคติและคุณภาพการให้บริการที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการค่ายมวย NF ลูกสวน โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน การวิจัยเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างสมาชิกผู้ใช้บริการค่ายมวย NF ลูกสวน จำนวน 108 คน ด้วยการสุ่มแบบตามสะดวก และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณเพื่อทดสอบสมมติฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน ซึ่งคัดเลือกจากผู้ใช้บริการที่มีประสบการณ์อย่างต่อเนื่องไม่น้อยกว่า 12 ครั้งต่อปี<br />ผลการวิจัยพบว่า ทัศนคติของผู้ใช้บริการค่ายมวยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความเข้าใจมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด คุณภาพการให้บริการของค่ายมวยโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด โดยด้านความน่าเชื่อถือมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด และที่ความจงรักภักดีของผู้ใช้บริการอยู่ในระดับมากที่สุดเช่นกัน โดยด้านความตั้งใจที่จะใช้บริการซ้ำมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด</p> <p>ผลการทดสอบสมมติฐานพบว่า ทัศนคติของผู้ใช้บริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของความจงรักภักดีได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยเฉพาะทัศนคติด้านพฤติกรรม ซึ่งเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีมากที่สุด</p> <p>ในขณะเดียวกัน คุณภาพการให้บริการสามารถอธิบายความแปรปรวนของความจงรักภักดีได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นกัน โดยพบว่าด้านการให้ความมั่นใจแก่ลูกค้า ด้านการเข้าใจและรู้จักลูกค้า และด้านความน่าเชื่อถือ เป็นปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อความจงรักภักดีในมิติต่าง ๆ อย่างมีนัยสำคัญ นอกจากนี้ ผลการวิจัยเชิงคุณภาพยังสนับสนุนผลการวิจัยเชิงปริมาณ โดยพบว่าผู้ใช้บริการมีทัศนคติเชิงบวกต่อค่ายมวย NF ลูกสวน และมีความพึงพอใจต่อคุณภาพการให้บริการ โดยเฉพาะในด้านความเป็นมืออาชีพและความเอาใจใส่ของผู้ฝึกสอน ซึ่งส่งผลให้เกิดความตั้งใจใช้บริการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการแนะนำบอกต่อแก่ผู้อื่น</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/286824 การศึกษาและพัฒนามินิเกมสองมิติเพื่อเสริมทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัย 2026-02-02T10:09:15+07:00 ศุภผล บรรดา supapol0942@gmail.com พงษ์พิพัฒน์ สายทอง 66011281004@msu.ac.th <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนามินิเกมสองมิติเพื่อเสริมทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัย 2) ประเมินคุณภาพของมินิเกมที่พัฒนาขึ้น และ 3) เปรียบเทียบทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัยก่อนและหลังการใช้มินิเกมที่พัฒนา กลุ่มตัวอย่าง คือ นักเรียนอายุ 3-4 ปี จำนวน 21 คน จากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเทศบาลตำบลแวงน่าง จังหวัดมหาสารคาม โดยคัดเลือกแบบเจาะจงให้สอดคล้องกับเนื้อหาบทเรียนการนับจำนวน 1-10 เครื่องมือวิจัยประกอบด้วย 1) แบบสอบถามความต้องการ 2) มินิเกมสองมิติ เสริมทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐาน 3) แบบประเมินคุณภาพมินิเกม และ 4) แบบทดสอบทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานก่อนและหลังการใช้มินิเกม การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าทีแบบกลุ่มสัมพันธ์ ผลการวิจัยพบว่า มินิเกมสองมิติ ที่พัฒนาขึ้นมีคุณภาพโดยรวมอยู่ในระดับดี โดยมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.35 และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.60 ผลการเปรียบเทียบทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัย โดยคะแนนเฉลี่ยก่อนใช้มินิเกมเท่ากับ 5.86 (ร้อยละ 58.57) อยู่ในระดับ<br />ปานกลาง และหลังการใช้มินิเกมเพิ่มเป็น 9.19 (ร้อยละ 91.9) สูงขึ้นอย่างชัดเจน และผลการทดสอบทางสถิติ (t = 6.49, p &lt; .05) แสดงให้เห็นว่าความแตกต่างก่อนและหลังการใช้มินิเกมมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แสดงว่ามินิเกมสองมิติ สามารถพัฒนาทักษะคณิตศาสตร์พื้นฐานของเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287275 แนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2026-02-18T20:39:26+07:00 รัตนาภรณ์ หงษ์แสน auyauyii2261@gmail.com วรพล คล่องเชิงศร Rattanaporn2300@gmail.com ทิพยวรรณ แพงบุปผา Rattanaporn2300@gmail.com <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ ดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึ่งประสงค์ และความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 164 คน ได้มาโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถามแบบมีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .98 และดัชนีความต้องการจำเป็นระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ และประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 6 คน ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสัมภาษณ์ และแบบประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ของการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ พบว่า โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยใช้สมรรถนะเชิงบูรณาการสำหรับผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบึงกาฬ มีทั้งหมด 4 ด้าน 33 แนวทาง ได้แก่ ด้านคุณลักษณะทัศนคติและพฤติกรรม 8 แนวทาง ด้านความรู้ 7 แนวทาง ด้านทักษะ 9 แนวทาง และด้านความสามารถในการประยุกต์ใช้และบูรณาการ 9 แนวทาง โดยรวมมีความเหมาะสมอยูในระดับมมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287366 การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยันความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 2026-02-21T21:19:56+07:00 พุทธพร สระแก้ว puttps@outlook.com รอง ปัญสังกา puttps@outlook.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณ์ และตรวจสอบความสอดคล้องกลมกลืนของโมเดลองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา กับข้อมูลเชิงประจักษ์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุดรธานี เขต 3 จำนวน 400 คน ซึ่งได้มาโดยการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ .983 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า โมเดลองค์ประกอบความฉลาดทางอารมณ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบหลัก 17 องค์ประกอบย่อย และ 69 ตัวบ่งชี้ และโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์หลังการปรับโมเดล โดยมีค่า χ² = 5.619, df = 2, p = .060, RMSEA = .067, GFI = .995 และ AGFI = .959</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287429 แนวทางการพัฒนาครูในการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative learning) ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 2026-02-25T10:15:19+07:00 นลินนิภา พลเสน nalinnipha_ph67@stu.ac.th วรพล คล่องเชิงศร Nalinnipha_ph67@stu.ac.th ทิพยวรรณ แพงบุปผา Nalinnipha_ph67@stu.ac.th <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น รวมทั้งแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) ในโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครพนม เขต 2 การดำเนินการวิจัยผู้วิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์ และความต้องการจำเป็น กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้ตาราง Krejcie &amp; Morgan (1970 : 607 - 610) ใช้เทคนิควิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) แบบสัดส่วนแล้วทำการสุ่มแบบง่ายให้ได้มามาจากกลุ่มผู้อำนวยการโรงเรียน จำนวน 29 คน ครูผู้สอน จำนวน 267 คน รวม 296 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนจากผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 4 คน โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก และนำแนวทางไปประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยวิธีการสนทนากลุ่มใช้แบบประเมินมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น<br />ผลการวิจัยพบว่า สภาพปัจจุบันของการพัฒนาครูผู้สอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือโดยรวมอยู่ในระดับปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่าองค์ประกอบด้านการปฏิสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงสุด ขณะที่สภาพที่พึงประสงค์โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยองค์ประกอบด้านการปรึกษาหารือกันอย่างใกล้ชิดในกลุ่มมีค่าเฉลี่ยสูงสุดแนวทางการพัฒนาครูผู้สอนที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วย 4 ด้าน รวมทั้งสิ้น 26 แนวทาง และมีผลการประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดโดยมีค่าเฉลี่ย = 4.86</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287478 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ 2026-02-27T15:53:12+07:00 กีรติ ไพรัตน์ kiratipairat1926@gmail.com ประหยัด ฤาชากูล kirati_pa67@stu.ac.th <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นของแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู 2) เพื่อพัฒนาแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู โดยงานวิจัยครั้งนี้ ดำเนินการวิจัยแบ่งออกเป็น 2 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบัน สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 56 และครู จำนวน 278 รวมจำนวน 334 คน ด้วยวิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นและทำการสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถามแบบมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือด้วยค่า IOC โดยผู้เชี่ยวชาญ และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยการหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของครอนบาค ของสภาพปัจจุบันและสภาพที่พึงประสงค์ของการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNImodified) ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู มี 2 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ศึกษาแนวทางจากโรงเรียนต้นแบบในเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬ จำนวน 3 โรงเรียน รวมผู้ให้ข้อมูลทั้งหมด 9 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ขั้นที่ 2 การสนทนากลุ่มเพื่อหาแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูเพื่อประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทางฯ โดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ท่าน ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบประเมินความเหมาะสมและความเป็นไปได้ของแนวทาง สถิติในการวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ความถี่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัจจุบันของแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู โดยรวมอยู่ในระดับปานกลางในภาพรวมและรายด้าน 2) สภาพที่พึงประสงค์ของแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทั้งภาพรวมและรายด้าน 3) ความต้องการจำเป็นของแนวทางพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านนวัตกรรมการจัดการเรียนการสอนและพัฒนาศักยภาพครูด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ด้านการสื่อสารและการสร้างเครือข่ายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ ด้านคุณธรรม จริยธรรม จรรยาบรรณและความรับผิดชอบทางกฎหมายดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครู และด้านการจัดการ และการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ เพื่อการทำงานอย่างสร้างสรรค์ตามลำดับ </p> <p>แนวการพัฒนาสมรรถนะเทคโนโลยีดิจิทัลและปัญญาประดิษฐ์ของครูในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาบึงกาฬประกอบด้วย 4 ด้าน 16 แนวทาง ผลการประเมินความเหมาะสมของแนวทางฯ อยู่ในระดับมากที่สุด ( <img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.65) และความเป็นไปได้ของแนวทางฯ อยู่ในระดับมากที่สุด (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?&amp;space;\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51)</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287686 ความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนขององค์กร บรรยากาศขององค์กรกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร: กรณีศึกษา บริษัท คอลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) แห่งหนึ่งในจังหวัดกรุงเทพมหานคร 2026-03-09T11:52:51+07:00 อัครยา สีเที่ยงธรรม akaraya.sb@gmail.com อัศนีย์ ณ น่าน akaraya.sb@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการรับรู้การสนับสนุนขององค์กร บรรยากาศขององค์กร และพฤติกรรม<br />การเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร และ 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการรับรู้การสนับสนุนขององค์กร บรรยากาศขององค์กรกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กร กรณีศึกษาบริษัทคอลเซ็นเตอร์ จำกัด (มหาชน) แห่งหนึ่งในกรุงเทพมหานคร กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานภายในองค์กร จำนวน 200 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า ระดับการรับรู้การสนับสนุนขององค์กร บรรยากาศขององค์กร และพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากโดยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีค่าเฉลี่ยสูงที่สุด รองลงมาคือด้านการสื่อสาร และด้านความชัดเจนของบทบาท ตามลำดับ ผลการวิเคราะห์ความสัมพันธ์พบว่า การรับรู้การสนับสนุนขององค์กรและบรรยากาศขององค์กรมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 นอกจากนี้ผลการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ พบว่า บรรยากาศขององค์กรในด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล ด้านการสื่อสาร และด้านความชัดเจนของบทบาท สามารถร่วมกันพยากรณ์พฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์กรได้ร้อยละ 58.6 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยด้านความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลมีอิทธิพลสูงสุด ทั้งนี้ผลการวิจัยนี้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการสร้างบรรยากาศองค์กรที่เอื้อต่อความสัมพันธ์ที่ดี การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ และความชัดเจนของบทบาทซึ่งจะช่วยส่งเสริมพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของพนักงาน อันนำไปสู่การเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานและความยั่งยืนขององค์กร</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/287775 LOGISTICS MANAGEMENT MODEL FOR SPORTS INDUSTRY IN THAILAND 2026-03-12T16:04:04+07:00 THANARIT THANAIUDOMPAT tofkpru@gmail.com PATANTIYA SINGCRAM tofkpru@gmail.com <p>This research addresses green reverse logistics model for Thailand's economically vital sports industry by developing a framework that integrates social, environmental, and economic pillars to enhance operational efficiency and overcome international trade barriers and aimed to develop a green reverse logistics management model for the sports industry in Thailand. The study employed mixed-methods research design, integrating both quantitative and qualitative approaches. The quantitative component was utilized to examine the causal relationships and outcomes among logistics management innovation factors, green reverse logistics management and information technology, in relation to the logistics operational performance of the sports industry. Data was collected from 295 businesses across three sectors: sporting goods retailers and wholesalers, sporting equipment manufacturers, and sports import and export operators. The qualitative component adopted a phenomenological approach, conducted through in-depth interviews, the findings of which were subsequently validated by means of focus group discussions. Participants comprised five individuals, including executive- and operational-level professionals from the sports industry sector as well as academics specializing in sports management. Data analysis was carried out using confirmatory factor analysis and structural equation modelling.</p> <p>The hypothesis testing results revealed that: 1) logistics management innovation exerts a direct influence on green reverse logistics management within Thailand's sports industry; 2) information technology has a significant effect on green reverse logistics management in Thailand's sports industry; and 3) green reverse logistics management has a significant effect on the logistics operational performance of the sports industry. The analysis indicated that the hypothesized model demonstrated a satisfactory level of fit with the empirical data, meeting all prescribed criteria, as evidenced by the following fit indices: χ² = 13.78, p-value = 0.79, χ²/df = 0.72, GFI = 0.98, AGFI = 0.95, and RMSEA = 0.00.</p> <p>The contributions of this research lie in its capacity to elucidate the causal relationships among logistics management innovation, green reverse logistics management, and information technology in relation to the logistics operational performance of the sports industry. The findings may be further applied to inform and enhance business management practices within the sports industry.</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/288959 การพัฒนาระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2026-04-28T22:30:58+07:00 ศิขรินทร์ กล่ำชุ่ม pomssruam@gmail.com กฤษฎา ทรัพย์ขำ Kidsynobel@gmail.com <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการใช้งานระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2) เพื่อพัฒนาระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย และ 3) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ เป็นลูกจ้างเหมาบริการภายใต้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 จํานวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ ระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย แบบสอบถามความต้องการใช้งานระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย และแบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และ<br />ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความต้องการใช้งานระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่ายในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด 2) ระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย มีความสอดคล้องกับความต้องการของลูกจ้างเหมาบริการภายใต้สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และ3) ระดับความพึงพอใจของผู้ใช้งานต่อระบบพิมพ์หนังสือรับรองการหักภาษี ณ ที่ จ่าย ในภาพรวม มีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/289072 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม 2026-05-03T16:59:22+07:00 สิริพร คาคำเม siriporn.kakamma@gmail.com วรวุฒิ อินทนนท์ siriporn.kakamma@gmail.com <p>การศึกษาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม 2) วิเคราะห์ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม 3) เสนอแนะแนวทางในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม ใช้วิธีการศึกษาเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล ทดสอบความตรงและความเที่ยงของเครื่องมือได้ที่ 0.67-1.00 และความเชื่อมั่นของแบบสอบถามทั้งฉบับอยู่ที่ 0.924 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 375 คน คำนวณกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรของ Taro Yamane และเลือกกลุ่มตัวอย่างโดยใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามประเภทความพิการและลักษณะอาชีพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา และการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณ เพื่อทดสอบสมมติฐาน เก็บข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้างกับกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ที่มีประสบการณ์เกี่ยวข้องโดยตรงกับการดำรงชีวิตและการจ้างงานของคนพิการ จำนวน 15 คน เลือกกลุ่มตัวอย่างด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนมโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านร่างกายมีค่าเฉลี่ยสูงสุด รองลงมาคือด้านสิ่งแวดล้อม และด้านความสัมพันธ์ทางสังคม ตามลำดับ 2) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม จากผลการวิเคราะห์การถดถอยเชิงเส้นพหุคูณพบว่า ปัจจัยด้านการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ การสนับสนุนทางสังคม การศึกษาและทักษะอาชีพ รายได้และความมั่นคงในอาชีพ และโอกาสในการเข้าสังคมและการมีส่วนร่วม สามารถร่วมกันทำนายคุณภาพชีวิตของคนพิการได้อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยทุกปัจจัยมีอิทธิพลในทิศทางเชิงบวก และเมื่อพิจารณาอิทธิพลสัมพัทธ์ พบว่า ด้านโอกาสในการเข้าสังคมและการมีส่วนร่วมมีอิทธิพลสูงสุด รองลงมาคือ ด้านรายได้และความมั่นคงในอาชีพ ด้านการสนับสนุนทางสังคม ด้านการเข้าถึงสิทธิและสวัสดิการ และด้านการศึกษาและทักษะอาชีพ ตามลำดับ 3) แนวทางในการส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการในระบบแรงงานจังหวัดนครพนม จากผลการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนว่า การส่งเสริมคุณภาพชีวิตของคนพิการควรมุ่งเน้นการพัฒนาทักษะอาชีพที่สอดคล้องกับตลาดแรงงาน การเพิ่มโอกาสในการจ้างงาน การสนับสนุนสิทธิและสวัสดิการอย่างทั่วถึง การเสริมสร้าง<br />การยอมรับทางสังคม ตลอดจนการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนที่เอื้อต่อการดำรงชีวิตและการทำงานของคนพิการอย่างยั่งยืน</p> 2026-07-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล