วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj <p><strong>วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล ได้ผ่านการรับรองคุณภาพรอบที่ 5 พ.ศ. 2568 – 2572 จัดอยู่ในฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย TCI 2 กลุ่มมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์</strong> ได้จัดทำเป็น 2 รูปแบบ ทั้งรูปแบบตีพิมพ์ และรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ ISSN 3088-2281 (Print) ISSN 3088-229X (Online) ที่พิมพ์เผยแพร่ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Academic Article)</p> <p>มีวัตถุประสงค์เพื่อตีพิมพ์บทความดังกล่าวในกลุ่มสาขาศึกษาศาสตร์ บริหารธุรกิจ การบัญชี การตลาด การจัดการทรัพยากรมนุษย์ เทคโนโลยีดิจิทัล นิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ สหวิทยาการจัดการ การจัดการอุตสาหกรรมและเทคโนโลยี เทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน นิเทศศาสตร์ ภาษาศาสตร์ และสาขาที่เกี่ยวข้อง เพื่อเป็นสื่อกลางแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ต่างๆ แลกเปลี่ยนเรียนรู้ให้เกิดแนวคิด เทคนิค วิธีการนำไปพัฒนาทางวิชาการ ตลอดจนเป็นเวทีนำเสนอเผยแพร่ผลงานของบุคลากรในมหาวิทยาลัยและบุคคลทั่วไปทุกหน่วยงาน โดยมีกำหนดออกราย 6 เดือน หรือ 2 ฉบับต่อปี</p> <p>บทความทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 3 ท่าน แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (Double-Blind Review)</p> <p><strong>Published Rate (อัตราค่าตีพิมพ์)<br /></strong>1) บทความภาษาไทย ค่าธรรมเนียม แบบปกติ 4,500 บาท<br />2) บทความภาษาอังกฤษ ค่าธรรมเนียม แบบปกติ 5,500 บาท<br /><br />ชำระค่าธรรมเนียมผ่าน ธนาคารไทยพาณิชย์ สาขาบิ๊กซี อุดรธานี ชื่อบัญชี “<strong>กองทุนวิจัย โดย วิทยาลัยสันตพล</strong>”</p> <p>(ชำระเงินหลังจากผ่านการตรวจสอบบทความเบื้องต้น เพื่อนำส่งผู้ทรงคุณวุฒิอ่านและประเมินบทความ)</p> วิทยาลัยสันตพล (Santapol College) th-TH วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล 3088-2281 <p>เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล ถือว่าเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรง ซึ่งกองบรรณาธิการวารสารไม่จำเป็นต้องเห็นด้วยหรือรับผิดชอบใดๆ</p> MARKET ORIENTATION, CUSTOMER-BASED BRAND EQUITY, AND ONLINE PURCHASING DECISIONS IN THAILAND https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283161 <p>This academic article focuses on the business context of online product distribution in Thailand. The study reveals that a strong market orientation, which emphasizes collaborative efforts among market stakeholders and a deep understanding of evolving customer behaviors, coupled with a vigilant focus on competitors and their activities, positively influences online purchasing decisions. Furthermore, the research highlights the significance of brand management from a customer perspective as a critical factor in the purchasing process. Brand trust, as the customer's confidence in a brand's ability to fulfill its expected functions and responsibilities, is identified as a cornerstone of customer satisfaction, repeat purchase intention, and brand loyalty. Customers tend to exhibit greater trust and loyalty towards brands with a strong and positive reputation. While the constituent elements of trust are not definitively fixed, a review of existing literature suggests an integrated framework of three core components: credibility, integrity, and benevolence. The cultivation of these elements is shown to significantly increase the likelihood of customers' purchasing decisions.</p> SUMANA CHANTHARAT NIWAT CHANTHARAT DUANGPORN KONGPIKUL ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 148 158 บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/281980 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร 2) เปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครจำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ครูโรงเรียนในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร จำนวน 127 คน ใช้วิธีการสุ่มแบบแบ่งชั้นตามสัดส่วน โดยเทียบสัดส่วนประชากรและกลุ่มตัวอย่างตามรายโรงเรียน จากนั้นใช้การสุ่มอย่างง่าย เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบที และสถิติทดสอบเอฟ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า </p> <ol> <li>บทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานคร ความคิดเห็นโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.56, SD. = .39) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการสนับสนุนงบประมาณการวิจัยในชั้นเรียน มีระดับความคิดเห็น อยู่ในระดับมากที่สุด (M = 4.70, SD. = .47) รองลงมา ได้แก่ ด้านการส่งเสริมบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการวิจัยในชั้นเรียน ระดับมากที่สุด (M = 4.66, SD. = .42) ด้านการสนับสนุนการดำเนินงานการทำวิจัยในชั้นเรียน ระดับดับมาก (M = 4.33, SD. = .35) ด้านการส่งเสริมความรู้เกี่ยวกับการวิจัยในชั้นเรียน ระดับมาก(M = 4.49, SD. = .48) และ ด้านการสนับสนุนวัสดุอุปกรณ์การวิจัยในชั้นเรียน ระดับมาก (M = 4.31, SD. = .40) ตามลำดับ</li> <li>ผลการเปรียบเทียบบทบาทของผู้บริหารในการพัฒนาการทำวิจัยในชั้นเรียนของครูในกลุ่มเครือข่ายที่ 37 สำนักงานเขตลาดกระบัง กรุงเทพมหานครในภาพรวม จำแนกตามเพศ วุฒิการศึกษา อายุ และประสบการณ์การทำงาน พบว่า แตกต่างกัน<br />อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติ</li> </ol> พัฒนพงษ์ จันทร์เบาะ อัศวิน เสนีชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 1 9 ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดและค่านิยมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเครื่องแต่งกายมวยไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282039 <p>บทความนี้เป็นบทความวิจัย มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาอิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องแต่งกายมวยไทย 2) ศึกษาอิทธิพลของค่านิยมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อผู้บริโภคเครื่องแต่งกายมวยไทย การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีการดำเนินการวิจัยเชิงปริมาณ เครื่องมือการวิจัยในครั้งนี้ คือ แบบสอบถาม กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยครั้งนี้เป็นผู้ที่เคยซื้อเครื่องแต่งกายมวยไทยในประเทศไทย จำนวนทั้งสิ้น 210 คน เก็บข้อมูลจากการสุ่มแบบง่าย (Simple Random Sampling) และวิเคราะห์ผลการทดสอบสมมติฐานด้วยวิธีการทดสอบการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)</p> <p>ผลการทดสอบสมติฐาน พบว่า ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเครื่องแต่งกายมวยไทย มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องแต่งกายมวยไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับร้อยละ 70.2 และมีค่า Adjusted R Square เท่ากับร้อยละ 49.0 และมีค่านัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.00 และปัจจัยค่านิยมที่ส่งผลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคเครื่องแต่งกายมวยไทย มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องแต่งกายมวยไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อพิจารณาผลการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ พบว่า ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณ (R) มีค่าเท่ากับร้อยละ 58.2 และมีค่า Adjusted R Square เท่ากับร้อยละ 33.5 และมีค่านัยสำคัญทางสถิติเท่ากับ 0.00</p> สมพงษ์ พลสวัสดิ์ ธนริศย์ ธนัยอุดมพัฒน์ นลินีวรรณ ประพันธา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 10 18 ผลการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเล่นเพื่อพัฒนาทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282382 <p>งานวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่ได้รับการ<br />จัดประสบการณ์กิจกรรมการเล่นก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นอนุบาล 2 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเล่นก่อนและหลังการจัดประสบการณ์ กลุ่มเป้าหมาย คือ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 2 โรงเรียนบ้านโคกศรีสำราญวังหน้าผา อำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี จำนวน 5 คน ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ได้มาโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเล่น แบบประเมินทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์ และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบ t-test ผลการวิจัยมีดังต่อไปนี้</p> <ol> <li>นักเรียนมีทักษะการสื่อสารทางคณิตศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์ มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 17.20</li> <li>นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังการจัดประสบการณ์สูงกว่าก่อนจัดประสบการณ์ อย่างมีนัยทางสถิติที่ระดับ .05 คะแนนก่อนเรียนมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 6.00 และคะแนนหลังเรียนเฉลี่ย เท่ากับ 16.00</li> </ol> บุษยมาส วิชาฤทธิ์ ศศิพงษ์ ศรีสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 19 25 CONSTRUCTING THE HENAN CHILDREN'S SONG GUIDEBOOK FOR TEACHING PRESCHOOL EDUCATION MAJORS IN XIANGCHENG VOCATIONAL SCHOOL OF HENAN PROVINCE, THE PEOPLE’S REPUBLIC OF CHINA https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282499 <p>The objectives of this study were (1) To study the Henan children's song from key informants; (2) To construct the Henan children's song guidebook for teaching preschool education majors in Xiangcheng Vocational School of Henan Province; (3) To experiment the teaching by using the Henan children's song guidebook for teaching preschool education majors in Xiangcheng Vocational School of Henan Province; and (4) To evaluate the teaching by using the Henan children's song guidebook for teaching preschool education majors in Xiangcheng Vocational School of Henan Province.</p> <p>This study adopts a combination of qualitative and quantitative research methods. The research tools for qualitative research are interview guidelines and observation forms, conducted through interviews with four experts in nursery rhyme teaching. In the quantitative study, the research subjects were 56 second year students majoring in preschool education. The sample consists of 20 students selected through a simple random sampling method.</p> <p>Research findings indicate that: (1) The teaching of accompaniment for Henan children's songs integrates both theory and practice, aiming to stimulate the interest of preschool education students in learning to sing and play these songs. (2) This guidebook is based on the explanation and practice of accompaniment techniques, with each lesson including corresponding music theory points and detailed descriptions of specific methods and techniques for singing and playing children's songs. (3) An experimental study using the guidebook was conducted over 16 lessons. The course plan includes lesson schedules and learning content for each class. (4) The average score of the formative assessment was 73.7, the average of the summative assessment was 84.55, and the average score of the performance assessment was 91.35.</p> DANG YAQI RUJEE SRISOMBUT ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 26 38 ผลของกลวิธี STAR เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดต่อความสามารถการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282571 <p class="1" style="margin-left: 0cm; text-indent: 1.0cm; tab-stops: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">1<span lang="TH">) เพื่อศึกษาและเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษา<br />ปีที่ </span>1<span lang="TH"> ก่อนและหลังที่เรียนด้วยกลวิธี </span>STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด</span> 2<span lang="TH">) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ </span>1<span lang="TH"> ก่อนและหลังที่เรียนด้วยกลวิธี </span>STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด และ </span>3<span lang="TH">) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างเพศชายกับเพศหญิง ที่เรียนด้วยกลวิธี </span>STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิด กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนประชาบดีพิทยาคม จังหวัดหนองคาย ในปีการศึกษา 2566 จำนวน 1 ห้องเรียน มีนักเรียนจำนวน 30 คน ได้มากจากการสุ่มแบบกลุ่ม (</span>Cluster random sampling)<span lang="TH"> แบบแผนการวิจัยใช้แบบศึกษากลุ่มเดียววัดสองครั้งทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน </span>13 <span lang="TH">แผน แบบวัดความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์และแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบ</span> t-test <span lang="TH">แบบ</span> Dependent Sample Group<span lang="TH"> และการทดสอบความแปรปรวนพหุคูณ (</span>MANOVA<span lang="TH">)</span></span></p> <p class="1" style="margin-left: 0cm; text-indent: 1.0cm; tab-stops: 36.0pt;"><span lang="TH" style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนด้วยกลวิธี </span><span style="font-size: 14.0pt; font-family: 'TH Sarabun New',sans-serif;">STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดมีคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์เฉลี่ยก่อนเรียนร้อยละ </span>29.67 <span lang="TH">และคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนเพิ่มขึ้นร้อยละ </span>78.25<span lang="TH"> ซึ่งคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ .</span>05 2<span lang="TH">) นักเรียนที่เรียนด้วยกลวิธี </span>STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์เฉลี่ย ร้อยละ </span>27.33 <span lang="TH">และหลังเรียนเฉลี่ยร้อยละ </span>76.00 <span lang="TH">ซึ่งมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคณิตศาสตร์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ </span>.05 3<span lang="TH">) นักเรียนเพศหญิง และเพศชายที่เรียนด้วยกลวิธี </span>STAR <span lang="TH">เสริมด้วยเทคนิคเพื่อนคู่คิดมีความสามารถในการแก้ปัญหาคณิตศาสตร์ และผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาคณิตศาสตร์ไม่แตกต่างกัน</span></span></p> ศรันย์ เคหฐาน ชาติชาย ม่วงปฐม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 39 47 การวิเคราะห์สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการ ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282625 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) วิเคราะห์สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา และ 3) ศึกษาสมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม วิธีการศึกษาได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน โดยใช้ตารางเครจซี่ และมอร์แกน (Krejcie and Morgan) การสุ่มแบบแบ่งชั้นภูมิ (Stratified Random Sampling) และสุ่มอย่างง่ายจำนวนทั้งสิ้น 181 คน เครื่องมือที่ใช้การวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ มีค่าความเที่ยงตรง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.80 – 1.00 และค่าความเชื่อมั่นของครอนบาค (Cronbach) ทั้งฉบับ .90 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ของเพียร์สัน และสถิติการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า</p> <ol> <li>การวิเคราะห์สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านการประเมินการใช้ดิจิทัลเพื่อปรับปรุงการบริหารจัดการ 2) ด้านการรู้และเข้าถึงดิจิทัล 3) ด้านการสร้างสื่อดิจิทัลที่เหมาะสมและปลอดภัย และ 4) ด้านการใช้ดิจิทัลเพื่อการศึกษา</li> <li>การบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ 1) ด้านการวัดผล ประเมินผลการจัดการเรียนการสอน และทะเบียน 2) ด้านงานนิเทศเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา 3) ด้านการพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา 4) ด้านการจัดการเรียนการสอนในสถานศึกษา และ 5) ด้านการพัฒนาสื่อ นวัตกรรม เทคโนโลยีทางการศึกษา</li> <li>สมรรถนะด้านดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ที่ส่งผลต่อการบริหารงานวิชาการในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครพนม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</li> </ol> จักรพันธุ์ จันทร์เจริญ สุมาลี ศรีพุทธรินทร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 48 58 Cloud Service (AppSheet) กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ด้านการฝึกอบรม ในองค์กรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282924 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อนำ Cloud Service (AppSheet) มาใช้ในการติดตามความก้าวหน้าในการอบรม <br />และประเมินผล ขององค์กร สามารถดูรายงาน และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อประเมินประสิทธิภาพของพนักงานในการอบรมได้ (2) เพื่อนำ Cloud Service (AppSheet) มาใช้ในการวางแผนการฝึกอบรมองค์กร และสามารถสร้างเสริมให้บุคลากรในองค์กร ให้มีความรู้ ความสามารถ ทักษะ และทัศนคติในการทำงานให้เพิ่มขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของผู้ใช้งาน และอิทธิพลที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพ Cloud Service (AppSheet) กับการเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ด้านการฝึกอบรมในองค์กรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี จากการใช้ Cloud Service (AppSheet) เป็นการวิจัยแบบผสมทั้งการศึกษาเชิงคุณภาพและเชิงปริมาณ (Mixed Method) เก็บรวบรวมข้อมูลเชิงคุณภาพโดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลโดยสำรวจจากกลุ่มตัวอย่างของบุคลากรในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี จำนวน 352 ตัวอย่าง และใช้สถิติเพื่อทำการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัย จากการตอบแบบสอบถาม จำนวน 352 ตัวอย่าง พบว่า ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง มีสถานภาพโสด มีการศึกษา<br />อยู่ในระดับปริญญาตรี มีรายได้ต่อเดือน 10,001 – 15,000 บาท มีประสบการณ์ด้านการจัดการทรัพยากรมนุษย์ 5 – 10 ปี และมีประสบการณ์งานด้านการฝึกอบรมในองค์กร ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี 5-10 ปี</p> <p>จากการสำรวจความคิดเห็นเกี่ยวกับการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ผู้ตอบแบบสอบถามให้ระดับความสำคัญเกี่ยวกับปัจจัยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภาพรวมจัดอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและการถ่ายทอดความรู้ การสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐ มีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด รองลงมา คือ ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ มีความสำคัญอยู่ในระดับมากที่สุด และด้านการสนับสนุนจากหน่วยงาน (องค์รปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดอุดรธานี) มีความสำคัญ<br />อยู่ในระดับมากที่สุด</p> อาวุธ วงศ์สว่าง วิชาญ แสนปาง อดิสร ดำรงมงคลกุล เกียรติพร จันโทภาส ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 59 72 แนวทางการบริหารจัดการองค์กรในการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานบุคลากร ของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/282946 <p>การวิจัยศึกษาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการบริหารจัดการองค์กรในการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) 2) ศึกษาปัญหาและสภาพแวดล้อมของการปฏิบัติงานบุคลากรในสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) และ 3) เสนอแนะแนวทางการบริหารจัดการองค์กรในการขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพการปฏิบัติงานบุคลากรของสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ระเบียบวิธีการวิจัย: เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ<br />ใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลจากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 3 กลุ่ม ได้แก่ 1) ระดับบริหารประกอบด้วยผู้บริหาร ผู้บังคับบัญชา 2) ระดับวิชาการ ประกอบด้วยเชี่ยวชาญพิเศษ เชี่ยวชาญ ชำนาญการ และ 3) ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ พนักงานและพนักงานบริการ โดยใช้วิธีการพรรณนานำเสนอเป็นข้อมูลจริงที่ค้นพบเพื่อนำไปสู่การหาข้อสรุปการตีความและการตรวจสอบความถูกต้องแม่นยำของผลการวิจัยต่อไป</p> <p>ผลการวิจัย: 1) การขับเคลื่อนและเพิ่มศักยภาพของสำนักงาน โดยมีเป้าประสงค์ให้มีสมรรถนะสูงและสามารถสนับสนุนการดำเนินงานและทิศทางขององค์กรที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลในทุกภารกิจ 2) ปัญหาและสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานของบุคลากรมีผลมาจากภารกิจ หน้าที่และบริบทที่เปลี่ยนแปลงไป ระบบการบริหารทรัพยากรบุคคลยังไม่มีประสิทธิภาพ แนวทางปฏิบัติมีความซับซ้อน ไม่อาจผลักดันภารกิจได้ดังที่ถูกคาดหวังให้สามารถรองรับภารกิจใหม่ๆ สรุปผล: ผลการศึกษาสรุปได้ว่าการสนับสนุน ส่งเสริม และขับเคลื่อนให้บรรลุวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร ได้แก่ 1) นโยบายแนวปฏิบัติด้านการบริหารและพัฒนาบุคลากร 2) โครงสร้างหน่วยงาน 3) ทักษะและระดับความสามารถของผู้ปฏิบัติงานในสายงาน และ 4) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศที่เหมาะสมในการขับเคลื่อนและเพื่อศักยภาพสู่ความมั่งคั่งอย่างยั่งยืนต่อไป</p> เมธา ขำดี ธมนวรรณ เสมี เอกธนัช สุขลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 73 84 ความสัมพันธ์ระหว่างแรงจูงใจกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283644 <p>วัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยแรงจูงใจกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) เก็บข้อมูลกับพนักงานบริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) จำนวน 200 คน โดยใช้แบบสอบถามเป็นการเก็บรวมรวมข้อมูล มีการสุ่มแบบชั้นภูมิและการเลือกตัวอย่างเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบสมมติฐานหาความสัมพันธ์โดยหาค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน โดยกำหนดค่าอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) แรงจูงใจในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ทั้งภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก อันดับแรก คือ การได้รับการยอมรับ รองลงมา คือ ความรับผิดชอบ และลำดับสุดท้าย คือ ความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด อันดับแรก คือ ตำแหน่งงาน รองลงมา คือ ความมั่นคงในการทำงาน และลำดับสุดท้าย คือ การบังคับบัญชาและการควบคุมดูแลและ 3) ในภาพรวมแรงจูงใจมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน) ระดับค่อนข้างสูง (r=.796) อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 ดังนั้นผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการพัฒนาแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของพนักงาน บริษัทราชธานีลิสซิ่ง จำกัด (มหาชน)</p> กมลรัตน สมบัติมาก ยุทธนาท บุณยะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 85 93 อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการซื้อซ้ำข้าวบรรจุถุงของผู้บริโภค ในเขตกรุงเทพและปริมณฑล https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283650 <p>การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นของผู้บริโภคต่อส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ (6Ps) ที่มีผลต่อการซื้อซ้ำข้าวบรรจุถุงในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑล 2) ศึกษาระดับความคิดเห็นเกี่ยวกับความภักดีและพฤติกรรมการซื้อซ้ำ และ 3) วิเคราะห์อิทธิพลของส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์ที่ส่งผลต่อการซื้อซ้ำ กลุ่มตัวอย่างคือผู้บริโภคจำนวน 400 คน ที่เคยซื้อข้าวบรรจุถุงผ่านช่องทางออนไลน์ โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล ซึ่งผ่านการตรวจสอบคุณภาพด้วยดัชนีความสอดคล้องของเนื้อหา (IOC) และค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha) ที่อยู่ในระดับดี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) เพื่อทดสอบสมมติฐานการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า ผู้บริโภคมีความคิดเห็นต่อส่วนประสมทางการตลาดออนไลน์โดยรวมอยู่ในระดับมากที่สุด <br />โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ ช่องทางการจัดจำหน่าย และความเป็นส่วนตัว นอกจากนี้ การให้บริการส่วนบุคคล (β = 0.251, p &lt; .05) ความเป็นส่วนตัว (β = 0.237, p &lt; .05) ราคา (β = 0.173, p &lt; .05) และการส่งเสริมการตลาด (β = 0.124, p &lt; .05) มีอิทธิพลเชิงบวกอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติต่อการซื้อซ้ำ</p> <p>ดังนั้น ผู้ประกอบการควรมุ่งเน้นกลยุทธ์ด้านการให้บริการเฉพาะบุคคลและการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ควบคู่กับการกำหนดราคาและการส่งเสริมการตลาดที่เหมาะสม เพื่อสร้างแรงจูงใจในการซื้อซ้ำและเสริมสร้างความภักดีของลูกค้าในตลาดดิจิทัล</p> ธนกฤต ทุมพันธ์ ยุทธนาท บุณยะชัย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 94 100 IMPOSTER SYNDROME AND CONTRIBUTING FACTORS AMONG THAI UNDERGRADUATE STUDENTS MAJORING IN ENGLISH AT A THAI UNIVERSITY https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283886 <p>This study investigated the prevalence and contributing factors of Imposter Syndrome (IS) among undergraduate Thai students majoring in English at a Thai university. The research focused on five IS dimensions— Perfectionist, Superhero, Natural Genius, Soloist and Expert—and examined the influence of six contributing factors: grade point average (GPAX), year of study, living status with parents, parental cohabitation, family monthly income, and monthly expenses. Data were purposively collected from 200 students across four academic years, and analyses were conducted using descriptive statistics and one-way analysis of variance (ANOVA).</p> <p>The findings revealed that the Superhero and Soloist types were the most prevalent IS dimensions, with only minimal differences in their scores, suggesting similar levels of occurrence. The Superhero yielded the highest overall score, with 600.40 points with mean of 3.00 and SD at 0.84. Closely followed by the Soloist type, it obtained 599.80 points with mean of 3.00 and SD at 0.79. The Expert type followed with a moderate proportion, while the Perfectionist and Natural Genius types were the least represented. Furthermore, the ANOVA results indicated that none of the demographic factors—GPAX, living status with parents, parental cohabitation, or family income—contributed significantly to differences in IS tendencies. Similarly, year of study and monthly expenses did not produce meaningful variations across the 5 IS types.</p> <p>Overall, the results suggested that Imposter Syndrome is present among Thai undergraduate students studying in English-related major in varying forms. Still, its expression is relatively consistent across the demographic and background factors. These findings highlighted the importance of raising awareness of IS among students, developing supportive strategies within academic contexts and emphasizing the need for institutional awareness and supported mechanisms for those at risk of Imposter Syndrome.</p> RAENUMART CHANTARASIRIRAT PIMYUPA PRAPHAN TANG-ON SRIRAK THAWEPONG SUEBWATTANA HATAI CHAI-NGAM ATTAPON SRIPRASERT JUTHAMARD SUTTIPANYO ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 101 111 ผลการจัดประสบการณ์เรียนรู้บูรณาการกิจกรรมประจำวันเพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์และทักษะ ทางคณิตศาสตร์สำหรับนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283966 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้บูรณาการกิจกรรมประจำวัน ก่อนเรียนและหลังเรียนและ 2) เพื่อเปรียบเทียบทักษะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้บูรณาการกิจกรรมประจำวัน ก่อนเรียนและหลังเรียน กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นอนุบาลปีที่ 3 ในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 โรงเรียนหนองม่วงชมพูทอง จำนวน 32 คน ได้จากการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แผนการจัดประสบการณ์เรียนรู้บูรณาการกิจกรรมประจำวัน แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์และทักษะทางคณิตศาสตร์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าทีแบบไม่อิสระ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์ทางคณิตศาสตร์บูรณาการในกิจกรรมประจำวัน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และ 2) ทักษะทางคณิตศาสตร์ของนักเรียนอนุบาลปีที่ 3 ที่ได้รับการจัดประสบการณ์เรียนรู้บูรณาการกิจกรรมประจำวัน มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01</p> สุดารัตน์ สาระรัมย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 112 118 ผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคภาพการ์ตูนที่มีต่อความสามารถ ในการเขียนตามจินตนาการ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/284407 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เปรียบเทียบความสามารถในการเขียนตามจินตนาการ ก่อนเรียนและหลังเรียน ด้วยรูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคภาพการ์ตูน 2) ศึกษาเจตคติของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ที่ใช้รูปแบบการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน ร่วมกับเทคนิคภาพการ์ตูน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนชุมชนวังสะพุง ปีการศึกษา 2567 จำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แผนการจัดการเรียนรู้ ได้มาด้วยวิธีการประเมินความเหมาะสมของเนื้อหากับจุดประสงค์การเรียนรู้ มีค่าเฉลี่ย 4.31 ระดับมาก การจัดการเรียนรู้การวัดและประเมินผล โดยใช้แบบประเมินชนิดมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) 5 ระดับ และแบบวัดเจตคติต่อการเรียนรูปแบบการเรียนรู้ มีค่าดัชนีความสอดคล้องเท่ากับ 1.00 <br />สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบทีแบบไม่อิสระ (T-test for Dependent Sample)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) นักเรียนที่เรียนโดยใช้รูปแบบการเรียนรู้ดังกล่าว มีคะแนนความสามารถในการเขียนตามจินตนาการหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 2) นักเรียนมีเจคติต่อการใช้รูปแบบดังกล่าว มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 3.60 อยู่ในระดับเห็นด้วย</p> พิมพลอย สุโพธิ์ ศศิพงษ์ ศรีสวัสดิ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 119 124 อัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์สู่การออกแบบมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์ สิ่งทอพื้นเมืองในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/284506 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 2) เพื่อการออกแบบมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมืองในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจต่อสื่อมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์ส่งเสริมผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมืองในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน 4) เพื่อประเมินผลลัพธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกลุ่มชาติพันธุ์ <br />ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน กลุ่มตัวอย่างแบ่งออกเป็นผู้ประกอบการและผู้นำชุมชน 5 กลุ่ม และผู้บริโภค จำนวน 100 คน การศึกษา 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาอัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน โดยการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล จากกลุ่มตัวอย่าง ระยะที่ 2 ออกแบบสื่อสร้างสรรค์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมือง 5 กลุ่มชาติพันธุ์ ระยะที่ 3 ประเมินความพึงพอใจสื่อมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์ ใช้วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลปริมาณ โดยใช้ค่าเฉลี่ย (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" />) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน S.D. และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพแบบพรรณา ระยะที่ 4 ประเมินผลลัพธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมืองในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนที่ผ่านการออกแบบด้วยอัตลักษณ์แห่งชาติพันธุ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เอกลักษณ์ผลิตภัณฑ์ผ้าทอมือมีการทอด้วยเส้นใย 3 ประเภท คือ เส้นใยไหมเส้นใยฝ้าย และดิ้นทองใช้เทคนิคการทอ 4 ลักษณะ คือ ทอแบบผ้าพื้น ผ้าหางกระรอก ผ้ามัดหมี่ และทอแบบผ้าขิด ย้อมด้วยสีธรรมชาติทอด้วยกี่ทอแบบโบราณ มีลวดลายที่เป็นเอกลักษณ์เฉพาะนิยมนุ่งผ้าซิ่นในชีวิตประจำวัน และเมื่อมีพิธีกรรมงานบุญและประเพณีประจำปีของแต่ละชุมชน เสื้อนิยมสวมเสื้อแขนกระบอก ผ่าหน้าติดกระดุม สวมสไบ 2) การออกแบบมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์เพื่อส่งเสริมมูลค่าผลิตภัณฑ์สิ่งทอพื้นเมืองในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบนในรูปแบบการออกแบบกราฟิกอาร์ตสร้างสรรค์ลวดลายผลิตภัณฑ์สิ่งทอกลุ่มชาติพันธุ์ กำหนดแนวคิดการออกแบบลวดลายบนพื้นฐานการทอผ้ามัดหมี่และผ้าขิดเป็นหลัก โดยสื่อความหมายลวดลายที่เป็นมงคลในพิธีกรรมและศาสนา งานบุญ และได้รับแรงบันดาลใจจากธรรมชาติ ประกอบด้วย ลายขอกูด ดอกพุดซ้อนลายปัก ขันหมากเบ็ง หมากเบ็ง 4 ทิศ ช่อบัวพระธาตุ นาคช่อบัว ลายดอกพุด ลายโซ่กาบหางหงส์ นาคราช ดอกแก้วตูม ลายขอดอกตุ้ม และลายขอเบ็ด ผลลัพธ์ทางผลิตภัณฑ์ใหม่ที่มีการต่อยอดและพัฒนา สร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ได้ 3) ความพึงพอใจต่อสื่อมัลติมีเดียอาร์ตสร้างสรรค์ ด้านเนื้อหา ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.51, S.D. = 0.49) ด้านการออกแบบกราฟิก ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.40, S.D. = 0.58) ด้านลวดลายผ้า ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.23, S.D. = 0.66) และด้านแบบจำลอง 3 มิติ ระดับมาก (<img id="output" src="https://latex.codecogs.com/svg.image?\bar{x}" alt="equation" /> = 4.62, S.D. = 0.55) 4) ผลลัพธ์การออกแบบผลิตภัณฑ์อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมการบริหารองค์กรมีการลงทุนเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 11 มีมูลค่ายอดขายเพิ่มขึ้นจากเดิมเฉลี่ยร้อยละ 7 และมีการผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 6</p> ไวพจน์ ดวงจันทร์ ธีร์วรา สุขสุเมฆ จีรเดช เจริญชนม์ กิตติพล เทียนทอง อัครพล ชิยางคะบุตร ปริญญา ธุระพระ พงษ์สวัสดิ์ สวัสดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 125 138 ความรับผิดทางกฎหมายของสภาวิชาชีพในการกำกับดูแลมาตรฐานวิชาชีพในประเทศไทย https://so05.tci-thaijo.org/index.php/scaj/article/view/283156 <p>งานศึกษานี้มุ่งวิเคราะห์สถานะทางกฎหมาย อำนาจ และความรับผิดของสภาวิชาชีพในประเทศไทย โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ความรับผิดทางปกครอง ทางแพ่ง และทางวินัย เปรียบเทียบหลักกฎหมายและแนวปฏิบัติในต่างประเทศที่เกี่ยวข้องและเสนอแนวทางสำหรับการปฏิรูปกฎหมาย งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีเชิงคุณภาพ โดยอาศัยการศึกษาเอกสารกฎหมาย งานวิชาการ และคำพิพากษาศาลฎีกา</p> <p>ผลการศึกษาแสดงให้เห็นว่า สภาวิชาชีพเป็นนิติบุคคลมหาชนซึ่งจัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะ มีอำนาจออกใบอนุญาตกำกับดูแลวินัยวิชาชีพ และบริหารจัดการกิจการภายใน การใช้อำนาจของสภาวิชาชีพถือเป็นการใช้อำนาจทางปกครอง อยู่ภายใต้การตรวจสอบโดยศาลปกครองและต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม อย่างไรก็ตามมาตรการทางกฎหมายเกี่ยวกับสภาวิชาชีพบางฉบับยังขาดความชัดเจนที่เกี่ยวกับขอบเขตความรับผิดโดยเฉพาะในกรณีมีการกำกับดูแลที่บกพร่อง และพบว่ามีกฎหมายบัญญัติแต่กฎหมายไม่มีสภาพบังคับใช้ รวมถึงมีกฎหมายแต่ไม่ครอบคลุมในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ความรับผิดอาจเกิดจากการกระทำทางปกครองที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การละเลยต่อหน้าที่ตามกฎหมาย หรือการใช้อำนาจเกินขอบเขต แนวทางการแก้ไขประกอบด้วยการเพิกถอนคำสั่งที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย การบังคับให้ปฏิบัติหน้าที่ที่ละเลย และการชดใช้ค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2539 งานวิจัยนี้แสดงเห็นความจำเป็นในการมีบทบัญญัติทางกฎหมายที่ชัดเจนยิ่งขึ้น เพื่อให้มั่นใจว่าสภาวิชาชีพมีความรับผิดชอบ และเสริมสร้างกรอบกฎหมายในการกำกับดูแลหน้าที่และความรับผิดของสภาวิชาชีพให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> รุจินันท์ วาธีวัฒนารัตน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการวิทยาลัยสันตพล https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 2026-01-01 2026-01-01 12 1 139 147